ชาติก่อนเวินซื่อเป็นไข่มุกบนฝ่ามือของบิดาและเหล่าพี่ชาย แต่หลังจากที่บิดาพาน้องสาวกลับมา นางก็สูญเสียความรักไปทั้งหมด อีกทั้งยังโดนพวกพี่ชายมองว่าเป็นสตรีเจ้าเล่ห์เพราะแก่งแย่งความรักกับน้องสาว พี่ใหญ่บังคับให้นางคุกเข่าต่อหน้าผู้คน พี่รองตัดมือเท้าทั้งสองข้างของนาง พี่สามทรมานนางอย่างหนัก พี่สี่ทำลายโฉมหน้าและชื่อเสียงของนาง แม้แต่บิดาก็ไล่นางออกจากบ้าน สุดท้ายเวินซื่อเสียชีวิตอย่างน่าเวทนาด้วยน้ำมือของบิดาและพี่ชาย เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง นางเลือกที่จะละทิ้ง ขอพระราชโองการออกจากตระกูล ตัดขาดความสัมพันธ์ทางสายเลือด ใครจะรู้ว่าพวกพี่ชายกลับพากันนึกเสียใจ คุกเข่าอ้อนวอนให้นางลาสิกขา เวินซื่อส่ายหน้าอย่างเฉยชา “อมิตตาพุทธ ตระกูลเวินอันใด เวินซื่ออันใด พวกประสกจำคนผิดแล้ว”
Lihat lebih banyakอันหมิงจูที่คิดจะหลบหนีออกไปเงียบๆ ตัวแข็งทื่ออยู่ที่เดิมทันทีเวินซื่อช้อนตาขึ้น กวาดมองไปอย่างเรียบเฉยเมื่อสบเข้ากับสายตาของนาง อันหมิงจูตกใจจนเหมือนนกกระทา หดหัวแล้วยืนอยู่ตรงนั้น ไม่กล้าตอบโต้น่าเสียดายตอนนี้เวินซื่อไม่คิดจะปล่อยนางไป น้ำเสียงของนางราบเรียบ ถามขึ้นอีกครั้ง “ทำไม? ตอนนี้คุณหนูใหญ่อันกลายเป็นใบ้แล้วหรือ? แม้แต่พูดตอบก็ยังไม่เป็นหรือ?”วินาทีนั้น อันหมิงจูรู้สึกย้อนกลับไปเมื่อก่อน เหมือนทุกครั้งที่เวินซื่อไปช่วยหนุนหลังอันหลันซินที่บ้านของนาง เมื่อสายตาเช่นนั้นกวาดมอง ทั้งที่ไม่ได้พูดจาข่มขู่ แต่เต็มไปด้วยแรงกดดัน ทำให้อันหมิงจูไม่กล้าหายใจแรงแม้แต่ครั้งเดียวตอนนี้ก็เหมือนกันสีหน้าอันหมิงจูแข็งทื่อ ใบหน้าฝืนฉีกยิ้มออกมา “...ใช่ คุณหนูห้าสกุลเวินพูดถูก”เมื่อนางเอ่ยปาก เผลอเรียกเวินซื่อเหมือนเมื่อก่อนหลังจากพูดจบถึงได้รู้สึกตัว จากนั้นตกใจจนรีบกลับลำ “ไม่ๆ ๆ ไม่ใช่ ไม่ใช่ ต้องเป็นธิดาศักดิ์สิทธิ์ ธิดาศักดิ์สิทธิ์พูดถูกแล้ว!”ท่าทางของนาง เหมือนกลัวเวินซื่อจะกินนางเข้าไป เพียงเพราะนางใช้สรรพนามผิดสุดท้ายเวินซื่อเพียงเหลือบมองนางอย่างเฉยชา“ดูท่าคงพูดจ
ผู้ดูแลหวังที่รู้สึกถูกเหยียดหยามโกรธจนถลึงตา “เจ้าแม่ชีน้อยกล้ากำเริบเสิบสานที่นี่หรือ หากเจ้ายังไม่ไปอีก เชื่อหรือไม่ข้าจะให้คนมาตีเจ้าออกจากร้านทันที?”“ไม่เชื่อ”เวินซื่อตอบเขาทันทีผู้ดูแลหวังโมโหจนตะโกนเสียงดัง “เจ้าพวกโง่พวกนี้ยังยืนบื้ออยู่ทำไม? ลืมไปแล้วหรือยามปกติข้าสอนพวกเจ้าไว้อย่างไร? ยังไม่รีบไปเอาอาวุธมาอีก รีบตีนางเดี๋ยวนี้!”“กล้าหรือ!”ฉางเสี่ยวหานพุ่งมาตรงหน้าเวินซื่อ ใบหน้าดวงน้อยจ้องพวกเขาอย่างเอาเรื่องเวินซื่อยกมือลูบหัวของนาง “เสี่ยวหาน ไม่ต้องกลัว ถอยไปเถอะ”ได้ยินดังนั้น เสี่ยวหานเก็บฟันขาวของตัวเองที่แยกใส่ทันที แล้วถอยไปอยู่หลังเวินซื่อ แต่ก็ยังจ้องมองพวกเขาอย่างระแวงผู้ดูแลหวังนึกว่าคำสั่งของเขาเพียงคำเดียว เหล่าพนักงานจะต้องเชื่อฟังคำสั่งของเขาด้วยความจำยอมเหมือนที่ผ่านมาแต่เขานึกไม่ถึง เหล่าพนักงานในห้องโถงมีครึ่งหนึ่งที่ไม่ขยับ ส่วนอีกครั้งหนึ่งกลับลังเล แม้จะหยิบอาวุธไว้ในมือแล้ว แต่ไม่มีใครลงมือผู้ดูแลหวังโกรธจนด่าทอเสียงดัง “ดี ดี ดีมาก พวกคนเนรคุณอย่างพวกเจ้า ลืมไปแล้วหรือว่ายามปกติข้าทำอย่างไรกับพวกเจ้า? ตอนนี้ข้ายังไม่จากไปนะ เชื่อหรือ
“เกิดอะไรขึ้น? ใครมาเอะอะโวยวายที่ร้านเฟิ่งอวิ๋นขนาดนี้?”ขณะนี้เอง ชายวัยกลางคนที่ดูเหมือนผู้ดูแลร้านเดินออกมาจากชั้นบนพอออกมาก็เห็นอันหมิงจูตรงทางเข้าพอดี ผู้ดูแลเลิกคิ้วทันใด “ที่แท้เป็นคุณหนูใหญ่อันให้เกียรติมาเยือน เหตุใดจึงไม่ขึ้นไปดูชั้นบน? หรือว่าพนักงานในร้านของพวกเราต้อนรับได้ไม่ดี?”เหล่าพนักงานที่อยู่ตรงโถงชั้นหนึ่งต่างก้มหน้าลง ไม่มีใครพูดสิ่งใดอันหมิงจูกล่าวอย่างดูแคลน “ก็คนของพวกเจ้านะสิที่จัดการได้ไม่ดี แต่ละคนทำอย่างกับคนตาบอด คนอะไรก็ปล่อยให้เข้ามาหมด”ระหว่างที่นางพูดเช่นนี้ จงใจใช้สายตาดูแคลนกวาดมองเวินซื่อแวบหนึ่งผู้ดูแลหวังมองไปตามสายตาของนาง ถึงได้มองเห็นเวินซื่อที่ถูกอันหมิงจูบดบังไปเกือบครึ่งร่างผู้ดูแลหวังขมวดคิ้วทันใด จากนั้นสั่งการโดยไม่สนใจสิ่งใด “ยังยืนบื้ออยู่ทำไม? ยังไม่รีบไปเชิญคนคนนั้นออกจากร้านอีก ร้านเฟิ่งอวิ๋นของพวกเราไม่ต้อนรับแม่ชีหรอกนะ”เหล่าพนักงานหันมองหน้ากัน ลังเลอยู่สักครู่ ต่อมาจึงมีคนเดินเข้าไปบอก “อาจารย์น้อยท่านนี้ ขออภัยด้วย ท่านลองไปดูที่อื่นเถอะ”เวินซื่อมองพนักงานตรงหน้าอย่างเรียบเฉย จากนั้นหันมองพนักงานคนอื่นในห้องโถงท
“สมัยนี้แม้แต่แม่ชีก็ยังชอบแต่งตัวแล้วสินะ แต่น่าเสียดายไม่รู้จักดูน้ำหน้าตัวเอง ของที่นี่เจ้าก็คู่ควรซื้อหรือ?”หญิงสาวชุดเหลืองที่เบียดเวินซื่อจนกระเด็น หลังจากก้าวเข้าไปแล้ว หันกลับมามองเวินซื่อแวบหนึ่ง พร้อมทำหน้ารังเกียจแล้วเอ่ยขึ้น“เหอะ เจ้าพูดอะไรของเจ้า? ธิดา...คุณหนูของข้าไม่คู่ควรอย่างไรหรือ?!”ฉางเสี่ยวหานรีบพุ่งไปข้างหน้า ปกป้องเวินซื่อไปด้วย พลางจ้องหญิงสาวชุดเหลืองไปด้วย“คุณหนูอย่างข้ากำลังพูด บ่าวอย่างเจ้าพูดแทรกได้หรือ?”หญิงสาวชุดเหลืองกล่าวอย่างโมโห “หมอมอ ตบปากนางเดี๋ยวนี้!”“เจ้าค่ะ คุณหนูดูให้ดีนะเจ้าคะ!”หญิงวัยกลางคนด้านหลังหญิงสาวรีบถลกแขนเสื้อขึ้น ง้างมือตบมาหาเสี่ยวหาน“เสี่ยวหาน ตบกลับไป”เวินซื่อทำหน้าเย็นชา แล้วพูดออกไปเสี่ยวหานที่เดิมทียังลังเล เมื่อได้ยินดังนั้นดวงตาลุกวาว เบี่ยงตัวหลบฝ่ามือหญิงวัยกลางคน จากนั้นกระโดดแล้วง้างมือตบกลับไปหนึ่งฉาดเพียะ !เสียงฝ่ามือดังชัดเจนหน้าทางเข้าร้านเฟิ่งอวิ๋นตบไปบนใบหน้าหญิงวัยกลางคน พร้อมทั้งหักหน้าหญิงสาวชุดเหลืองด้วย“เจ้า! นางบ่าวชั่ว พวกเจ้ากล้าตบตีคนของข้าหรือ พวกเจ้าทั้งสองคนคงเบื่อโลกแล้วสิน
ตอนเช้าหลังจากเรียนเสร็จแล้ว ม่อโฉวซือไท่ให้เวินซื่อเข้าไปในเมือง“หากอยากเรียนสิบสามเข็มประตูผี ต้องเตรียมเข็มพิเศษก่อนหนึ่งชุด ไปหาช่างหลี่ทางตะวันออกของเมือง เจ้าบอกเขาว่ามาจากอารามสุ่ยเยว่ เขาจะรู้เองว่าควรทำสิ่งใดให้เจ้า”“เจ้าค่ะ”จากนั้นหลังเวินซื่อกินอาหารกลางวันเสร็จ พาเสี่ยวหานลงเขาไปพร้อมกันทั้งสองอาศัยเกวียนของพวกชาวบ้าน หลังผ่านไปสองชั่วยามจึงถึงเมืองหลวงหลังเข้าเมือง เวินซื่อกับเสี่ยวหานมุ่งหน้าไปทางตะวันออก หาร้านของช่างหลี่จนพบบ้านของช่างหลี่ไม่ใช่ร้านตีเหล็กทั่วไป ภายในยังมีงานฝีมือประณีต อย่างเงินกับทอง หยกก็มี กลับกลายเป็นงานเหล็กที่มีน้อยที่สุดหลังเวินซื่อเดินเข้าไป มองเห็นช่างหลี่ทันทีเพราะภายในร้านมีเขาแค่คนเดียว“ขอถามหน่อย ใช่ช่างหลี่ ประสกหลี่หรือไม่?”ฉางเสี่ยวหานเอ่ยถามแทนเวินซื่อเมื่อได้ยินคนเรียกชื่อตัวเอง ช่างหลี่ที่เดิมทีกำลังงีบหลับ รีบลืมตาตื่นขึ้นมาทันที“อ้อ ใช่ใช่ ข้าก็คือช่างหลี่ ท่านทั้งสองต้องการซื้อสิ่งใดหรือ?”เมื่อช่างหลี่พูดจบก็สังเกตเห็นชุดสีฟ้าทะเลบนตัวเวินซื่อหลังประหลาดใจเขาชะงักเล็กน้อย “หรืออาจารย์น้อยท่านนี้เป็นคนขอ
เวินซื่อเม้มริมฝีปากแน่น น้ำเสียงยังคงราบเรียบ “ดูเขาทำไม ข้าไม่เป็นห่วงหรอกว่าเขาจะเป็นอย่างไร”เป่ยเฉินหยวนหัวเราะพร้อมปลอบ “เอาละ ท่านไม่ได้เป็นห่วง ข้าเป็นห่วงเอง”“ตอนนี้ข้าอยากเห็นเหลือเกิน ว่าสีหน้าของเจิ้นกั๋วกงผู้นั้นจะน่าอัศจรรย์เพียงใด”ความลับที่ซุกซ่อนมาหลายปี นึกไม่ถึงว่าจะถูกลูกชายสองคนเปิดโปงหนึ่งในนั้นยังเป็นผู้สืบทอดที่เขาบ่มเพาะมาด้วยตัวเองหากบอกว่าไม่ทำอะไรเวินฉางอวิ้น เกรงว่าจะเป็นการโกหกด้วยความอำมหิตของเวินเฉวียนเซิ่ง เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่ทำสิ่งใดเลยต้องดูว่าเขาจะใจร้ายกับลูกชายคนโตมากเพียงใด“สองวันนี้ข้าสะสางงานในมือพอสมควรแล้ว เตรียมตัวให้ดี ถึงเวลาข้าจะมาสอนท่านฝึกวรยุทธ์แล้วนะ”ทั้งสองคนตกลงกันตั้งแต่แรก เพียงแต่การเดินทางไปลู่โจวทำให้เสียเวลาไปมาก หลังกลับมาเป่ยเฉินหยวนมีงานมากมายต้องจัดการ ดังนั้นจึงไม่มีเวลาว่างแต่ตอนนี้ดีขึ้นมาก เป่ยเฉินหยวนจึงตรึกตรองเรื่องเวลา“ได้ ท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการแทนวางใจเถอะ ข้าเตรียมพร้อมนานแล้ว”เวินซื่อยิ้มจางๆหลังจากทั้งสองเรียกจู๋เยวี่ยกับเสี่ยวหานมากินอาหารพร้อมกัน เป่ยเฉินหยวนจึงกลับไปคืนนี้เวินซื
เวินจื่อเฉินบอกเล่าสิ่งที่ค้นพบทั้งหมด ในห้องหนังสือของเวินเฉวียนเซิ่งให้เวินซื่อฟังเมื่อได้ยินว่าสมุดบัญชีเล่มนั้นเกี่ยวข้องกับกิจการของสกุลหลาน แววตาของเวินซื่อเยือกเย็นทันทีนางรู้อยู่แล้วว่าเรื่องในตอนนั้นไม่ใช่เรื่องธรรมดานึกไม่ถึงว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงนิ่งดูดายอะไรกัน เกรงว่าที่สกุลหลานต้องล่มสลาย ภายในนั้นคงมีฝีมือของบิดาตัวดีของนางซ่อนอยู่ด้วยเวินซื่อหลุบตาลง เก็บรวบความเย็นชาในแววตา“ตอนนี้สมุดบัญชีเล่มนั้นอยู่ที่ใด?”เวินซื่อเอ่ยถามเวินจื่อเฉินกล่าวอย่างละอายใจ “ตอนนั้นไม่ทันระวังจึงถูกพบเข้า ทำใหข้าไม่ทันได้นำสมุดบัญชีเล่มนั้นออกมาด้วย ตอนนี้น่าจะยังอยู่ในห้องหนังสือของท่านพ่อ”แต่เมื่อพูดสิ่งเหล่านี้จบ เวินจื่อเฉินรีบเอ่ยต่อ “เจ้าห้ามกลับไปเอาเด็ดขาด ความเคลื่อนไหวสองครั้งที่ผ่านมาของข้า เป็นที่จับตามองของท่านพ่อแล้ว ตอนนี้เกรงว่าห้องหนังสือของท่านคงไม่สามารถเข้าไปใกล้ได้ง่ายๆ ดังนั้นให้ข้าคิดหาวิธีดีกว่า เจ้าวางใจ ข้าต้องเอาสมุดบัญชีเล่มนั้นมาให้ได้”เวินซื่อได้ยินดังนั้นจึงมองเขา “ท่านคิดจะไปเอาเองหรือ?”เวินจื่อเฉินพยักหน้าเรื่องนี้เขาย่อมต้องไปอยู่แล้ว
อ๋องผู้สำเร็จราชการแทนผู้นี้จะทำอาหารที่เรือนน้องสาวเขาหรือ?เวินจื่อเฉินตั้งตัวไม่ติดไปชั่วขณะเขาหันขวับมองน้องสาวตัวเองทันทีกลับเห็นเวินซื่อพยักหน้าอย่างใจเย็น “ดีสิ เช่นนั้นคงต้องลำบากท่านอ๋องแล้ว”เป่ยเฉินหยวนยิ้มทันใด รับตะกร้าของป่ามาจากมือเวินซื่อ “เช่นนั้นท่านไปพักสักครู่ ข้าจะเอาวัตถุดิบเข้าไปจัดการเอง”พูดถึงจัดการ ความจริงก็เป็นแค่วัตถุดิบสดใหม่อย่างเห็ดป่า เยื่อไผ่ หน่อไม้เป็นต้นเขาทำท่าคุ้นเคยกับที่นี่เป็นอย่างดี อีกทั้งยังนำวัตถุดิบเข้าไปในห้องครัวเล็กของเวินซื่ออย่างเป็นธรรมชาติเวินซื่อหันหลังแล้วนั่งลงในลานบ้านเวินจื่อเฉินกลับยืนอยู่ด้านข้างด้วยความประหม่าเล็กน้อย หันมองทางห้องครัวเป็นระยะ“น้อง...อู๋โยว จะให้ท่านอ๋องไปทำอาหารจริงหรือ? คงจะไม่ค่อย...” ไม่ค่อยเหมาะสมเดิมทีเวินจื่อเฉินต้องการพูดอย่างนั้น แต่เมื่อหันไปเห็นใบหน้าใจเย็นของเวินซื่อ“มีสิ่งใดไม่เหมาะสมหรือ?”เวินซื่อเหลือบมองเขาอย่างเรียบเฉย “ที่นี่เป็นดินแดนบริสุทธิ์ของพุทธองค์ ส่วนข้าเป็นผู้ออกบวช ไม่มีสิ่งวุ่นวายมากมายขนาดนั้น”หากเป็นเมื่อก่อน เวินซื่ออาจจะใส่ใจอยู่บ้างเพราะเรื่องอย่าง
หลังจากที่เวินจื่อเฉินเก็บเสื้อผ้าและถุงเงิน พรวดออกจากป่าไป เป่ยเฉินหยวนก็เดินออกมาอย่างเนิ่บช้าเกาเย่าที่อยู่หลังเขาเดินไปข้างหน้าและเอื้อมมือไปหยิบดาบใหญ่เล่มนั้นที่ปัดดาบบินออกไปในตอนแรก“ท่านอ๋อง เหตุใดเราไม่ลงมือกับองครักษ์ลับพวกนั้นไปเสียเลยล่ะพ่ะย่ะค่ะ ดูปวกเปียกเพียงนั้น คงสู้เราไม่ได้สักคน”เกาเย่ากล่าวอย่างภาคภูมิเป่ยเฉินหยวนเหลือบมองเขาอย่างเฉยชาความรังเกียจในแววตาของเขาทำให้เกาเย่าหุบปากในทันทีเอาเถอะ ในใจท่านอ๋องจะต้องรังเกียจที่เขาตัวใหญ่แต่สมองน้อยอีกแล้วเป็นแน่ฮึ!อย่าคิดว่าเขาดูไม่ออกเป่ยเฉินหยวนคร้านจะดุด่าเจ้าหมอนี่ เขาเพียงจับคางครุ่นคิดดูท่าแผนของอู๋โยวจะเป็นไปด้วยดี ตอนนี้เจ้ารองของสกุลเวินคงจะแตกหักกับบิดาของเขาอย่างสมบูรณ์แล้ว และเขาก็น่าจะทำอะไรบางอย่างลงไปด้วย มิเช่นนั้นเวินเฉวียนเซิ่งนั่นก็คงไม่ส่งองครักษ์ลับมาหยั่งเชิงเมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เป่ยเฉินหยวนที่เป็นกังวลขึ้นมาทันใด จึงออกสั่ง “ช่วงนี้ส่งคนไปเพิ่มสักหน่อย จับตาดูความเคลื่อนไหวของจวนเจิ้นกั๋วกง แล้วก็เฝ้าดูคนที่ลอบเข้าออกอารามสุ่ยเยว่พวกนั้นด้วย”“พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋องโปรดวางใจ!”เรื
“หม่ำ ๆๆ”“กินสิ พี่หญิง เหตุใดท่านถึงไม่กินเล่า?” ภายในห้องลับที่มืดสลัว เวินซื่อบาดเจ็บไปทั่วทั้งร่าง นอนคว่ำอยู่บนพื้นหายใจรวยริน โซ่เหล็กบนตัวนางส่งเสียงดังเคร้ง รัดคอและแขนขาของนางไว้ จนทำให้นางสลัดไม่หลุดเบื้องหน้าของนางมีดรุณีน้อยสวมชุดสีเหลืองอ่อนถืออาหารสุนัขไว้ในมือ หยอกล้อนางราวกับกำลังหยอกสุนัขก็มิปาน ส่วนดรุณีน้อยที่ยิ้มแย้มราวกับบุปผาผู้นี้คือน้องสาวของนาง...เวินเยวี่ยเวินเยวี่ยเอ่ยกับสาวใช้ที่อยู่ข้างหลังอย่างไม่พอใจว่า “ดูสิ พี่หญิงของข้าช่างไร้ประโยชน์เสียจริง แม้แต่สุนัขก็ยังเป็นให้ดีไม่ได้ คุณหนูอย่างข้าป้อนให้นางกินด้วยตัวเอง นางยังกล้าไม่กินอีกหรือ?” สาวใช้ก้าวเข้ามาเตะคนที่อยู่บนพื้นทันทีเตะจนคนร้องคราง สาวใช้ถึงค่อยเอ่ยเอาใจเวินเยวี่ยว่า “คุณหนูอย่าไปโต้เถียงกับนางเลยเจ้าค่ะ เกรงว่าสุนัขตัวนี้ยังคงคิดว่าตนเองเป็นบุตรสาวภรรยาเอกของจวนกั๋วกง”เวินเยวี่ยหัวเราะเยาะ “เวินซื่อนับว่าเป็นบุตรสาวภรรยาเอกของประเภทไหน? แม้แต่ท่านพ่อกับพวกท่านพี่ก็ไม่ยอมรับนางแล้ว การได้เป็นสุนัขก็นับว่าเป็นเกียรติที่คุณหนูอย่างข้ามอบให้นาง”“น่าเสียดายที่ไม่รู้จักเจียมตัว”...
Komen