เธอตายจากโลกที่เต็มไปด้วยซอมบี้ จู่ ๆ ดันได้กลับมาเกิดใหม่เป็นสาวน้อยวัยห้าขวบ ฐานะยากจนที่ถูกญาติมิตรรังแก ถึงเวลาแล้วที่ฉินหลิวซีจะถกแขนเสื้อรื้อฟื้นโชคชะตา"ข้าจะพาครอบครัวร่ำรวยมั่งคั่งให้ได้"
Lihat lebih banyakเพราะความไม่เอาไหนของนาง ทำให้สตรีคนหนึ่งต้องตะเกียกตะกายเอาอนาคตของตัวเองทั้งหมดมาช่วยไว้หลังจากที่มีสัมพันธ์กับสาวใช้เขาก็แต่งตั้งนางให้เป็นอนุ อำนาจของแม่สามีในตอนนั้นหรือแม้แต่ตัวนางเองสามารถสั่งปลดได้ แต่ถังหยี่หรูติดตามมาในฐานะสินเดิมของนาง คนที่จะตัดสินชีวิตสาวใช้ผู้นั้นก็คือนาง ถังหยี่หรูยืนยันจะอยู่รับใช้ข้างกายนายหญิงของตน จึงไม่มีใครทำอะไรนางได้เพราะโจวเมิ่งอิ๋งไม่ยอมหลังจากนั้นถังหยี่หรูก็ตั้งครรภ์บุตรชายและยกลูกให้นาง สถานะในจวนของโจวเมิ่งอิ๋งจึงมั่นคงขึ้นมา“นายหญิง”คนกำลังตกอยู่ในภวังค์เงยหน้าขึ้น พึ่งรู้ตัวว่าตนเองเดินเหม่อลอยมาจนถึงสวนดอกไม้ด้านหลังจวน ถังหยี่หรูพอเห็นหน้าหญิงมาก็ลงไปนั่งกับพื้น โจวเมิ่งอิ๋งมองความภักดีของนางจนแทบถวายตัวแล้วก็เศร้าใจ หย่อนกายลงไปนั่งที่ระเบียงใกล้ ๆ“เมื่อครู่ทำไมเจ้าไม่ไปที่ห้องโถงล่ะ”“ทุกอย่างอยู่ที่นายหญิงอบรมสั่งสอนบุตร ข้าไม่ปรารถนาจะก้าวก่ายเจ้าค่ะ หากอนุคนอื่นเห็นข้าอยู่ที่นั่นพวกเขาต้องไม่พอใจแน่ และคัดค้านคำตัดสินของนายหญิงแน่”อน
“ข้าพบนางตอนที่ติดตามท่านพ่อไปเมื่อครั้งก่อน หลังจากนั้นก็ไม่ได้เจอกันอีก พอรู้ว่านางอยู่ที่นี่ข้าก็ดีใจมากและนางก็อยู่ไม่นาน ข้าจึงอาสาพาชมรอบเมืองหลวง”ฮูหยินใหญ่หรี่ตามองเขาอย่างจับผิด “ถ้าจะเป็นสหายข้าก็ไม่ว่า แต่หากจะคิดเอามาเป็นภรรยา อย่าได้หวัง หรือถ้าต้องการนางจริง ๆ ก็เป็นได้เพียงอนุของเจ้า และต้องแต่งเข้าหลังจากแต่งคุณหนูสกุลใหญ่ด้วย”หลี่เจิ้นหัวไม่ได้รับปาก หรือปฏิเสธความคิดของฮูหยินใหญ่ เพียงนั่งฟังนางอบรมต่อไปเรื่อย ๆ จนจบโจวเมิ่งอิ๋งแม้ไม่ใช่มารดาแท้ ๆ แต่อีกฝ่ายก็เลี้ยงดูเขามาอย่างดีด้วยเช่นกัน หลี่เจิ้นหัวนับถือฮูหยินใหญ่เป็นเหมือนแม่อีกคนหนึ่ง หลังจากมีลูกคนที่สองเป็นชายก็ไม่ได้ห่างเหินเขาไปแต่อย่างใด ยังดูแลเขากับมารดาไม่ได้ขาดตกบกพร่องเช่นเดิมแม้ว่าที่จริงเขาจะเกิดจากอนุ แต่เขาก็ถูกยกให้เป็นบุตรของนางนับตั้งแต่วันที่เกิดแล้ว เพราะเป็นบุตรชายคนแรก และเพื่อป้องกันเรื่องวุ่นวายในภายภาคหน้าจึงใช้วิธีการเช่นนี้เรียกว่าเป็นโชคดีของหลี่เจิ้นหัวก็ได้ เพราะโดยทั่วไปหากสามีมีอนุหลายคน หลังบ้านก็ไม่มีทางสงบสุ
“ขอโทษด้วยที่ทำให้บรรยากาศเสีย”“ไม่ใช่ความผิดเจ้าสักหน่อย ทำไมต้องขอโทษล่ะ”เห็นนางไม่ถือสาเขาก็ยิ้มออก ฉินหลิวซีไม่ได้เก็บคำพูดของสตรีผู้นั้นมาใส่ใจอยู่แล้ว ตอนที่อยู่บ้านเดิมของบิดา นางเจอมายิ่งกว่านี้ยังทนได้ แค่เด็กน้อยเอาแต่ใจไม่ทำให้นางโกรธได้หรอกพอไม่มีอะไรมาขวางทางแล้วพวกเขาก็ไปร้านขายอาวุธ เมื่อตอนเข้ามาจะเป็นเพียงตรอกถนนเส้นเล็ก ๆ แต่ตัวร้านขนาดใหญ่มากกว่าที่คิด นางรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับร้านนี้มากกว่าร้านขายสมุนไพรเสียอีกฉินหลิวซีเดินเลือกซื้อของอย่างสนุกสนานจนเกือบลืมไปเลยว่า มีสหายคนหนึ่งมากับตนด้วย เห็นนางซื้อของอย่างเพลิดเพลินเขาก็ไม่คิดขัด คอยตามหลังอยู่ห่าง ๆ ไม่ได้สร้างความรบกวนแม้แต่การพูดสักประโยคเดียว หลี่เจิ้นหัวปล่อยให้นางเลือกของได้เต็มที่ฉินหลิวซีเลือกซื้อของไว้หลายอย่าง และของสำหรับป้องกันตัวที่นางจะใช้เองด้วย อันไหนน่าสนใจและดูเข้าท่านางก็หยิบมาหมดมาถึงที่นี่แล้วนางก็ไม่คิดจะกลับบ้านไปมือเปล่า ของฝากนอกจากเสื้อผ้าและของใช้ทั่วไปเป็นอาวุธพวกนี้ก็ไม่เลวเหมือนกันนางกลับมาที่โรงเตี๊ยม
เป็นเวลาสิบวันแล้วที่นางมาอยู่ที่นี่ ฉินหลิวซีเห็นว่าเป็นเวลาสมควรแล้วที่นางควรจะกลับบ้าน ขืนนานไปกว่านี้คนที่บ้านคงเป็นห่วงนางมากแน่ อีกทั้งทิ้งร้านมานานเกินไปก็ไม่ดีเพราะเป็นวันสุดท้ายที่ตัดสินใจจะอยู่ นางจึงเดินเที่ยวเล่นรอบเมืองเพื่อซื้อของที่ต้องการ“เหลือร้านอาวุธที่ยังไม่ได้ไปดู ไปสักนิดดีหรือไม่”“ตามใจเจ้า” อะไรที่เขาเห็นว่าดี นางก็ว่าตาม“ไหน ๆ วันนี้ก็วันสุดท้ายแล้ว ข้าอยากกินข้าวกับเจ้าสักมื้อ”“ได้ เลือกร้านตามใจเจ้าเลย” ฉินหลิวซียกการตัดสินใจให้เขา เพราะนางขี้เกียจคิดเรื่องที่วุ่นวาย เมืองหลวงนี้มีร้านอาหารตั้งมากมายที่นางรู้สึกว่าอร่อย หากให้นางเป็นคนเลือกวันนี้คงไม่ได้กินกันพอดีหลี่เจิ้นหัวดูจากรสนิยมการกินอีกฝ่ายแล้วเลือกร้านที่นางน่าจะชอบมากที่สุดมาหนึ่งร้าน เขาสั่งอาหารจานโปรดของนางมาได้ถูกต้อง โดยที่นางไม่ได้บอกเลย เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ทำให้เด็กหญิงรู้สึกประทับใจมากสิ่งที่ถูกยกมาวางตรงหน้ามีแต่ของโปรดนางทั้งนั้น“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่า ข้าชอบกินของพวกนี้
ตะวันเคลื่อน บ่ายคล้อยลงมา นางก็ต้องเตรียมตัวสำหรับออกไปข้างนอก พอดีกับที่คู่หูองครักษ์เที่ยวเล่นกันเสร็จแล้ว“นายหญิงจะออกไปข้างนอกหรือขอรับ”“ใช่ ข้านัดคนเอาไว้”“ต้องการให้พวกข้าไปด้วยหรือไม่”“ได้ แต่เป็นเวลาส่วนตัวอย่ารบกวน”“เข้าใจแล้วขอรับ จะอารักขาอย่างดี”นางพยักหน้าและเดินนำพวกเขาลงไปชั้นล่าง ไม่รู้ว่าหลี่เจิ้นหัวมาถึงหรือยัง แต่นางก็เลือกที่จะลงมารอ ไม่ต้องการให้เขาขึ้นไปตามถึงชั้นบน แต่พอลงมาแล้วก็ต้องประหลาดใจที่เด็กหนุ่มคนนั้นมาถึงพร้อมกันพอดี“อะไรกัน ข้านึกว่าจะเลิกงานช้ากว่านี้เสียอีก”ใบหน้าของสหายวัยเด็กยังเปื้อนเหงื่อให้เห็น ไม่รู้รีบร้อนอะไรก่อนมาหรือเปล่า พอเห็นหน้านางเขาก็ยิ้มแป้น“ข้าทำงานเสร็จหมดแล้ว เราไปกันเลยเถอะ”หลี่เจิ้นหัวยิ้มจนดวงตาหยีโค้ง ทำเอานางหลุดยิ้มตามไปด้วย สุดท้ายก็หลุดเสียงหัวเราะออกมาเบา ๆ และก้าวเดินไปพร้อมกันสถานที่แรกที่หลี่เจิ้นหัวพานางมาคือตลาดกลางคืน เด็กหญิงเห็นร้านอาหารแผงลอยสองข้างทางเนืองแน่นไปหมด คิดว่าหากตนออกมาดึกกว่าปกติก็ยังคงมีอะไรให้กิน ฉินหลิวซีมองสองข้างทางด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่นี่มีของกินละลานตา นางยังไม่ได้กินอะไรร
“ข้าดูแลตัวเองได้ พวกเราไม่ได้มีโอกาสแบบนี้บ่อย ๆ พวกเจ้าก็ควรไปหาความสำราญใส่ตัวบ้าง”“ก็ได้ขอรับ หากนายหญิงว่าอย่างนั้น ถ้าต้องการเรียกใช้เร่งด่วน ส่งสัญญาณมานะขอรับ”“เข้าใจแล้ว พวกเจ้าไปเถอะ”หลังจากสั่งงานเสร็จแล้วนางก็เดินออกมาจากโรงเตี๊ยม ตั้งแต่มาถึงนางเอาแต่หาข่าวของอาจารย์ ต่อให้ไปมาทั่วเมืองก็ไม่รู้สึกว่าได้พักผ่อนเลย บางสถานที่นางจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามันหน้าตาเป็นอย่างไร“เอาละ เริ่มจากที่ไหนดีนะ” นอกจากความเจริญแล้วก็ไม่มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษ แต่นางก็อยากเดินดูให้ทั่ว เผื่อว่าจะมีอะไรไปปรับใช้ที่ร้านของนางได้ อย่างพวกของตกแต่งจากต่างแดน หรือสินค้าที่มีขายที่นี่เท่านั้นฉินหลิวซีเดินเอื่อยเฉื่อยอยู่ในเมือง นางพึ่งตื่นยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง จึงเดินเข้าไปในเหลาอาหารฉินหลิวซีนั่งมองผู้คนสัญจรผ่านไปมาจากระเบียงของร้าน ผู้คนพลุกพล่านกว่าเมืองบ้านเกิดของนาง สมแล้วที่เป็นเมืองหลวง ความเจริญก้าวหน้ามากระจุกอยู่ที่นี่หมดแคว้นที่อยู่ไม่ใช่แคว้นที่มั่งคั่งอะไรมากมาย ก็เข้าใจได้จากสิ่งแวดล้อมรอบตัวนาง ดูเหมือนว่าจะมีแคว้นที่ร่ำรวยกว่านี้อยู่ใกล้กันฉินหลิวซีรู้มาจากคำบอกเล่าของอาจารย์ที
หลังจากที่ได้เจอกับหลี่เจิ้นหัว ยังไม่ทันข้ามวันดีฉินหลิวซีก็ได้รับจดหมายส่งข่าวจากอีกฝ่าย กระดาษที่มีพลังปราณห่อหุ้ม ห่อตัวเองจนดูคล้ายนก และโผบินมาจากผู้เป็นเจ้าของจนถึงมือผู้รับได้อย่างปลอดภัยความสามารถใหม่อันน่าทึ่งนี้ซึ่งฉินหลิวซียังไม่รู้จักทำให้นางรู้สึกสนใจมันเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังไม่สู้เนื้อความในจดหมายข้างในนางไล่สายตาอ่านดูจึงได้ยิ้มออกที่แท้ก็ไม่เป็นไร ดีจริง ๆซุนเป่ยฉีไม่ได้ถูกลงโทษหรือถูกจับขังอย่างที่นางได้ข่าวมา เขาออกจากวังไปตั้งแต่วันที่เกิดเรื่องแล้ว ส่วนเรื่องที่มาของข่าวลือนั้น เหมือนว่าจะถูกใส่สีตีไข่เพิ่มไปไม่น้อยจริง ๆ คือพระสนมคนหนึ่งซึ่งเป็นที่โปรดปรานป่วยด้วยโรคประหลาด รักษามากี่หมอก็ไม่ดีขึ้น เวลานั้นอาจารย์ของนางมาถึงเมืองหลวงแล้ว เรื่องของเขารู้ไปถึงหูฮ่องเต้ โอรสสวรรค์จึงได้ส่งคนมาตาม แต่ยังไม่ทันที่หมอเทวดาจะไปถึง พระสนมผู้นั้นก็ล่วงลับไปก่อนแล้วพอเป็นเช่นนั้นโอรสสวรรค์ก็กล่าวโทษหมอเทวดา ออกคำสั่งลงโทษเขาซุนเป่ยฉีไม่ใช่คนที่ใครจะจัดการได้ง่าย ๆ ด้วยฝีมือของเขาสุดท้ายก็หนีไปได้ ทำให้ฮ่องเต้ยิ่งโกรธจัด เหล่าขุนนางห้ามปรามก็ไม่ฟัง หมอเทวดายังไม่ได้ท
ช่วงเวลานี้เหล่าผู้ช่วยมักจะพูดคุยกัน บริเวณใกล้ ๆ นั้นก็มีนางกำนัลและขันทีแวะเวียนกันเข้าออกอยู่เรื่อย ๆมาถึงตรงนี้แล้วนางจึงเริ่มทำการสอบถามผ่านท่าทางอยากรู้ของเด็กหนุ่มใสซื่อ “นี่พวกเจ้า ก่อนหน้านี้ได้ยินข่าวว่ามีหมอเทวดาเข้ามาในวัง”เพราะพวกเขาก็จับกลุ่มพูดเรื่องในวังกันมาตั้งแต่ต้น การที่นางแอบถามเช่นนี้จึงไม่ได้ผิดสังเกตอะไร“เรื่องนั้นข้าก็ได้ยินมาเหมือนกัน เห็นว่าการรักษาผิดพลาดหรืออะไรสักอย่าง”“เห นั้นก็ต้องถูกลงโทษน่ะสิ ใช่หรือเปล่า”“จะเป็นแบบนั้นแน่หรือ ช่วยนกปีกหักคืนรังยังไม่ใช่จะรอดทุกตัวเลย”พอเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของคนอื่น เสียงซุบซิบก็เบาลงเรื่อย ๆ ราวกับกลัวใครจะได้ยิน พอมีเรื่องน่าสนใจกระตุ้นเข้า นางกำนัลและขันทีที่พอรู้เรื่องมาบ้างก็เริ่มจับกลุ่มคุยกันจากประสาทสัมผัสของผู้ฝึกตนทำให้นางได้ยินเสียงที่พวกเขาเอ่ยทั้งหมด“นี่เจ้าผู้ช่วยใหม่ ได้เวลากลับแล้วนะ”ฉินหลิวซีลุกจากศาลาแล้วเดินตามเกวียนอาหารเล่มนั้นไป หลังจากสบโอกาสนางก็ลอกคราบออกแล้วโยนชุดที่ยืมมาทิ้งไว้ใกล้กับเจ้าคนที่ถูกฟาดสลบจากที่นางรู้มา ทุกคนรู้ว่าผู้ใช้โอสถคนนั้นถูกลงโทษ แต่ไม่รู้ว
“คำนวณเวลาผิดไปเสียได้ ดีนะที่เอาจดหมายมาด้วย”จะตั้งชื่อเมืองก็อย่าให้คล้ายกันนักสิ เข้าใจผิดได้เลยนะนั่นเพราะตั้งใจจะไปตามหาอาจารย์ และสืบข่าวในคราวเดียว นางจึงออกจากเมืองบ้านเกิดมา แต่ไม่นึกเลยว่าการเดินทางครั้งแรกที่ออกมาเพียงลำพังโดยไม่มีคนในครอบครัวอยู่ด้วย จะทำให้นางเสียเวลาเพราะหลงทางไปเมืองที่ชื่อคล้ายคลึงกันเมืองที่นางไปและเข้าใจผิดอยู่ใกล้กับเมืองบ้านเกิดของตัวเอง คิดว่าอย่างไรใช้เวลาเต็มที่ก็ไม่น่าจะเกินสองสัปดาห์ในการไปและกลับ ไม่นึกเลยว่าพอไปถึงกลับไม่มีข้อมูลของหมอเทวดา เขาไม่ได้ผ่านไปที่เมืองนั้นในรอบครึ่งปีนี้มาก่อนเมืองที่เขียนมาในจดหมายซึ่งแท้จริงเป็นชื่ออำเภอหนึ่งในเมืองหลวง จากบ้านเกิดของนางจะไปที่นั่นปกติใช้เวลาร่วมเดือน แต่เพราะร้อนใจนางจึงเร่งเดินทางให้ถึงภายในสองสัปดาห์ องครักษ์ส่วนตัวพวกนี้ฝีมือไม่เบาสามารถตามความเร็วของนางได้ทันหลังจากผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง พวกเขาก็ต้องหาที่พักกันก่อน“ไปตามหาข่าวของอาจารย์มา” นางออกคำสั่งก่อนแยกย้าย ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยลองทำมาแล้วที่เมืองก่อนหน้า เรื่องการรวบรวมข่าวสารของสองคนนี้นั้นทำได้ดีเลยข้าเองก็ต้องออกไปบ้างเหมื
วันโลกาวินาศในนิยามของใครหลายคน อาจไม่เหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือความหายนะที่มาเยือน ความเท่าเทียมที่ไม่ว่าสถานะของเจ้าตัวจะเป็นราชาหรือสามัญชนก็หนีไม่พ้น จะช้าหรือเร็วก็เท่านั้นแต่ตรรกะของความเท่าเทียมที่เธอคิดนั้นก็พังทลายเพราะสิ่งที่ตัวเองมีฉินหลิวซีในวัยสามสิบปียังคงต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดในโลกที่ไวรัสปริศนากำลังระบาด และเป็นเช่นนี้มากว่าสิบปีแล้ว ไวรัสไม่ทราบที่มานี้คร่าชีวิตคนไปหลายพันล้าน และเปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็นซอมบี้ที่ฉินหลิวซีสามารถอยู่รอดมาได้เป็นสิบปี เพราะพลังพิเศษที่ตื่น เธอมีมิติที่สามารถเก็บของได้ แม้มีพื้นที่จำกัดขนาดประมาณหนึ่งห้อง และเธอไม่สามารถเข้าไปอยู่ได้เอง แต่แค่นั้นก็ทำให้เธอได้เปรียบคนอื่นมากแล้วเมื่อมนุษย์โลกมีจำนวนน้อยลง คนในศูนย์อพยพก็มีอัตราการแย่งชิงที่น้อย เพราะอาหารไม่ขาดแคลนเท่าแต่ก่อน ทว่าตัวเจ้าหน้าที่ที่ประจำแต่ละศูนย์ก็ลดลงไปด้วยเช่นกัน กลับกันฝูงซอมบี้ที่ด้านนอกนั้นเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ“ฉินหลิวซีเธอไปเอาอาหารหรือยัง” เพื่อนในค่ายอพยพคนหนึ่งถามเธอที่กำลังใจลอย“อ่า อื้ม ไปเอามาแล้วละ” หญิงสาวตอบกลับไปยิ้ม ๆ“ได้ยินมาว่ามีผู้อพ...
Komen