ความรู้สึกแรกหลังจากรู้สึกตัวคืออุณหภูมิร่างกายที่สูงมากคล้ายคนจับไข้ ร่างกายหนักอึ้งไปจนถึงศีรษะ อาการปวดหัวจี๊ดแล่นริ้วขึ้นมาตามขมับจนต้องเผลอย่นคิ้ว
เมื่อคืนนี้เธอฝันประหลาด การต้องรับบทบาทในฝันเป็นเด็กผู้หญิงอายุห้าขวบที่ทางบ้านมีฐานะยากจนไม่ค่อยสนุกเท่าไรนัก ฝันนั้นเด็กผู้หญิงตัวเล็กนั่นมีน้องชาย อาหารการกินก็ไม่เพียงพอแม้แต่ปากท้องเดียว มีแค่น้ำข้าวต้มใส ๆ ไม่มีเนื้อ บ้านที่นางอยู่มีไข่ไก่ แต่ไม่เคยตกถึงท้อง เทียบกับการต้องออกไปเผชิญหน้าฝูงซอมบี้เป็นสิบเป็นร้อย ฉินหลิวซีไม่แน่ใจเลยว่า อันไหนคือฝันร้ายกว่ากันกันแน่ วันวันหนึ่งเด็กผู้หญิงคนนั้นต้องใช้แรงงานในบ้านร่วมกับมารดาที่ร่างกายอ่อนแอ ซักผ้าให้คนทั้งบ้าน ยามป่วยไข้กลับไม่มีใครออกเงินรักษา คิดแต่นอนพักแล้วก็หายสุดท้ายก็ตายจากไปเงียบ ๆ แค่เรื่องราวของฝันตื่นหนึ่ง ไม่นึกเลยว่ามันคือความจริง ฉินหลิวซีนอนเหม่อหลังจากได้สติรับรู้คืนมา ที่เรียกว่าฝันนั้นแท้จริงคือความทรงจำ ตัวนางคือองค์ประกอบหนึ่งของครอบครัวเล็ก ๆ ในครอบครัวใหญ่แห่งนี้ เรื่องบ้า ๆ แบบนี้เกิดขึ้นครั้งเดียวพอ ฉินหลิวซีไม่แน่ใจว่า การต้องฝ่าฟันโลกที่มีแต่ผีดิบเดินได้ให้มีลมหายใจต่อ กับการต่อสู้กับความยากจนและสถานการณ์ที่มีปากเสียงไม่ได้เพราะยังเป็นเด็ก อันไหนแย่หรือดีกว่ากัน เพราะถ้าให้นางตัดสินใจในความรู้สึกตอนนี้แล้ว ขอบอกเลยว่าแย่ทั้งคู่ “เฮ้อ...” เด็กหญิงวัยห้าขวบถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ รู้สึกยังตัวรุม ๆ อยู่บ้าง แต่ก็ดีกว่าเมื่อคืนที่นางยังจำสัมผัสลำคอของตัวเองที่ร้อนอย่างกับไฟได้ เด็กหญิงค่อย ๆ พยุงตัวเองขึ้นนั่ง พิงผนังด้านหลังให้ทรงตัวได้ ทบทวนความทรงจำทั้งสองส่วนอย่างใจเย็น อย่างแรกที่รับรู้หลังจากตั้งสติได้คือพลังวิญญาณที่ติดตามมา ในความทรงจำบอกชัดว่า ฉินหลิวซีที่เป็นเด็กน้อยวัยห้าขวบไม่มีสิ่งนี้ และพลังธาตุไม้ของนางก็ยังคงอยู่ ทว่าระดับความรุนแรงเหมือนจะมากขึ้นจนอยู่ในระดับที่สามารถทำให้ต้นไม้เติบโตได้เพียงพริบตา ที่น่าตกใจกว่านั้นคือมิติลับของนางก็เพิ่มระดับขึ้นด้วยเช่นกัน จากห้องเก็บของเล็ก ๆ หนึ่งห้อง ขยายจนเป็นกระท่อมหนึ่งหลังที่มีพื้นที่รอบ ๆ เป็นสวนหญ้า มีน้ำพุวิญญาณที่พอดื่มไปแล้วจะรู้สึกสดชื่น พรวิเศษเหล่านี้ตามมาจากภพชาติที่แล้วโดยเพิ่มระดับพลังขึ้นอย่างน่าตกใจ มีบางอย่างที่นางต้องพิสูจน์ ฉินหลิวซีเรียกมิติออกมาในทันที นางชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนนึกภาพตัวเองเข้าไปด้านใน แล้วพบว่านางสามารถเข้าไปได้ทั้งตัว ไม่ต้องคิดแค่เอาของเข้าออกมิติเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว ฉินหลิวซีเข้าออกมิติของนางได้อย่างอิสระ หากชาติก่อนนางเข้าไปได้เหมือนตอนนี้ก็คงเข้าไปหลบในนั้นได้ทันก่อนจะถูกฝูงซอมบี้รุมทึ้งแล้ว แอบหงุดหงิดอยู่นิด ๆ แฮะ แต่เรื่องเกิดขึ้นไปแล้วก็คงทำอะไรไม่ได้ “พูดก็พูดเถอะนะ ครอบครัวนี้มันอะไรกันเนี่ย” เด็กหญิงยกมือขึ้นกอดอกด้วยความไม่พอใจ เป็นครอบครัวใหญ่เสียเปล่า แต่กลับไม่มีใครมาดูดำดูดี เด็กผู้หญิงคนนี้ไข้ขึ้นสูงจนมีสภาวะที่เลือดไปเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกายไม่เพียงพอ สุดท้ายก็เสียชีวิต แต่คนในบ้านกลับไม่รู้เรื่องสักคนแม้แต่แม่ของนางเอง มารดาผู้ขลาดเขลามัวแต่ไปทำงานให้คนบ้านใหญ่ บุตรสาวตัวน้อยไม่อยู่แล้วก็ไม่ได้รู้ตัวเลย “โห ท้าทายเหลือเกินนะ อยากล้อเล่นกับความแค้นของสาววัยสามสิบหรือยังไง!” ฉินหลิวซีขบเขี้ยวเคี้ยวฟันก่นด่าโชคชะตาของตัวเอง ไม่รู้ว่าใครหรืออะไรนำพาให้นางมาที่นี่ แต่เจ้าตัวต้นเรื่องนั้นโดนนางต่อว่าในใจไปแล้วร่วมสามร้อยคำ “หลิวเอ๋อร์ เจ้าตื่นอยู่หรือเปล่า” เสียงสตรีผู้หนึ่งร้องถามมาจากด้านนอกประตู น้ำเสียงของนางแหบแห้งราวกับลำคอมีแต่ผงทราย ชิวย่าหนานไม่เห็นบุตรสาวออกไปอย่างทุกทีจึงเดินเข้ามาปลุก ครอบครัวสี่คนนี้นอนห้องเดียวกัน ฉินหลิวซีมีเตียงไม้เล็ก ๆ เป็นของตัวเอง บิดามารดาของนางนอนบนเตียงดินเผาโดยมีน้องชายไปนอนด้วย “หลิวเอ๋อร์ เจ้าหลับอยู่หรือ” เห็นนางไม่ขานตอบมารดาจึงเรียกซ้ำ ฉินหลิวซีลุกขึ้นแล้วสวมชุดคลุมเดินออกไปเปิดประตู “อา เจ้าตื่นแล้วนี่เอง ตื่นสายแบบวันนี้อีกไม่ได้รู้ไหม ประเดี๋ยวจะซักผ้าไม่ทันหมดวัน” เจ้าของใบหน้าซูบซีดกล่าวสั่งสอน ไม่ทันสังเกตเลยว่า สีหน้าของบุตรสาวเปลี่ยนไป แลดูเฉยชายิ่งนัก ชิวย่าหนานแทรกตัวเข้ามาในห้อง นำน้ำและแผ่นแป้งประทังชีวิตเข้ามาวางทิ้งไว้ให้น้องชาย บุตรสาวเดินออกไปรอนอกห้องอย่างรู้งาน หลังชิวย่าหนานออกมานางก็ลงกลอนประตูไว้ป้องกันไม่ให้บุตรชายคนเล็กออกไปด้านนอก และกันไม่ให้คนอื่นมารังแก น้องชายของฉินหลิวซีร่างกายอ่อนแอและตัวเล็กมาก ดูจากอาหารการกินแล้วนางก็ไม่แปลกใจที่น้องชายของเจ้าของร่างจะมีสภาพเช่นนี้อย่างที่ได้รับรู้ในความทรงจำตกค้างที่นางเข้าใจผิดไปเองว่า เป็นความฝัน ครอบครัวนี้ความเป็นอยู่ย่ำแย่ สะใภ้ถูกดูแลเหมือนเป็นคนใช้ในบ้าน ฉินหลิวซีเดินตามหลังผู้เป็นแม่ที่หอบตะกร้าสูงท่วมหัวออกไปยังแม่น้ำใกล้ ๆ ซึ่งจะบอกว่าใกล้ก็บอกได้ไม่เต็มปาก เพียงแต่มันเป็นแม่น้ำสายเดียวที่ใกล้ที่สุด และก็เดินจนปวดขา บิดาของเด็กหญิงตัวน้อยทำงานในที่นาของครอบครัว สองแม่ลูกดูแลเรื่องงานบ้านภายในและซักผ้าเป็นหลักชิวย่าหนานเห็นบุตรสาวไม่พูดก็นึกแปลกใจอยู่ แต่เห็นหน้านางซูบซีดคิดว่าคงเหนื่อย จึงไม่ได้ถามอะไร“ข้าขอตัวไปถ่ายหนักสักครู่นะเจ้าคะ”มารดาพยักหน้าไม่ได้ซักไซ้อะไร ฉินหลิวซีจึงปลีกตัวเดินออกมาไกล ๆ ได้อย่างไม่ผิดสังเกต พ้นสายตามารดามาได้นางก็มองหาต้นอ่อนพันธุ์ไม้ต่อ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่บริเวณรอบ ๆ ก็ลองใช้พลังธาตุไม้ที่ติดตัวมาดู จากที่เคยทำให้ต้นกล้างอกใบออกมาได้ไม่กี่ใบ ทำให้รากไม้ขยับได้นิดหน่อย ตอนนี้แค่เพียงใส่พลังเข้าไปต้นอ่อนนั้นก็เติบโตขึ้นเป็นลำต้นในเวลาไม่กี่อึดใจฉินหลิวซีกำลังจะฉีกยิ้มยินดี เสียงท้องนางก็ร้องประท้วงขึ้นมาขัดจังหวะ ใบหน้าเด็กหญิงแข็งค้าง นึกได้ว่าตนยังไม่ได้กิน
ระหว่างที่กำลังใจลอยหนีความบัดซบของชีวิตก็พบว่าได้เวลากินข้าว ฉินหลิวซีมองแผ่นแป้งเล็กของตนเองด้วยความแค้นใจ เมื่อเช้านางไม่มีอะไรตกถึงท้องนอกจากแผ่นแป้งแห้ง ๆ แข็ง ๆ รสชาติเหมือนเทียนไขเวลาทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตาในครอบครัวคือช่วงเวลาที่เห็นได้อย่างชัดเจนถึงความแตกต่างและความลำเอียง ฝั่งอาหารของบ้านใหญ่ สำรับของหลานชายทั้งสองที่มีอายุมากกว่านางสองสามปีล้วนมีไข่ไก่ ข้าวพูนจาน ไม่มีน้ำส่วนของบ้านนางมีเพียงน้ำต้มข้าวไร้รสชาติ และแผ่นแป้งแข็ง ๆ ฉินหลิวซียกน้ำข้าวต้มให้น้องชายที่ได้รับส่วนแบ่งเพียงช้อนเดียว เพราะพวกเขาคิดว่าน้องชายนางยังเล็ก อีกทั้งยังไม่ได้ทำงาน ให้กินแค่นี้ก็เพียงพอเพียงพอแบบไหน อะไร ยังไง อยากจะเปิดโต๊ะให้อภิปรายเหลือเกิน เพียงพอแบบขี้ข้าหรือไงถ้าหากฟันของมนุษย์แข็งแรงน้อยกว่านี้ วันนี้นางคงได้เคี้ยวฟันตัวเองจนแตกแน่ เด็กหญิงนับหนึ่งถึงสิบในใจเป็นร้อยรอบ เจอสถานการณ์แบบนี้ นี่นางใจเย็นที่สุดในชีวิตแล้ว ถ้าไม่ติดว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ในร่างเด็กห้าขวบคงมีคนซี่โครงหักกันบ้าง อะไรมันจะขนาดนี้“ชิวย่าหนาน พักนี้ทำงานอืดอาดไปหรือเปล่า” ท่านย่าเอ่ยตำหนิมารดาของนาง พอมีคน
“อาหยวน” นางตะโกนเรียกน้องชาย พอได้ยินเสียงพี่สาวเขาก็ยกมือขึ้นสูง ๆ ให้รู้ว่าตนเองอยู่ตรงไหนฉินหลิวซีเดินมาหาน้องชายกลางทาง เขาเห็นพี่สาวก่อไฟเสร็จแล้วจึงจูงมือนางมาหาจุดที่มีพวกลูกไม้ที่ตนเจอ นางลูบศีรษะน้องชาย กล่าวชมทั้งรอยยิ้ม“เก่งมาก”เพียงคำสั้น ๆ แต่ดวงตาคู่น้อยนั้นก็เริ่มมีประกายขึ้นมา เป็นฉินหลิวซีที่ชะงักไปเสียเอง ต้องใช้ชีวิตมาแบบไหนที่ทำให้เด็กสามขวบห้าขวบมีแววตาหม่นหมองได้ขนาดนี้ ทั้งที่เป็นวัยที่แต่งแต้มเติมสีเข้าไปได้ง่ายที่สุด แต่ครอบครัวสกุลฉินกลับเลือกที่จะเติมสีดำให้บ้านรองอย่างพวกนาง“อาหยวนเก่งมาก ๆ เลย ไปเก็บผลไม้ด้วยกันเถอะ”ฉินหลิวซีให้น้องขี่คอ แม้จะทุลักทุเลไปสักหน่อย แต่ก็เอื้อมไปถึงผลไม้บนต้นได้ พอได้ทำอะไรด้วยตัวเองฉินซือหยวนก็เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมานางกับน้องชายได้ลูกพลับมาสี่ผล จึงแบ่งกันคนละสองผล ฉินหลิวซีจูงมือน้องมานั่งตรงที่นางก่อไฟไว้แล้วให้เขานั่งเฝ้าปลา ส่วนตนเองก็เดินไปดูต้นไม้อีกต้นที่เห็นตอนเดินลงมาเมื่อครู่ เมื่อเดินมาใกล้ ๆ จึงเห็นว่าเป็นกล้วยหอมที่ยังโตไม่เต็มที่ ฉินหลิวซีไม่ลังเลที่จะใช้พลังธาตุเร่งการเจริญเติบโตของมันนางหันมองน้องชา
จนวันนี้อาหารของนางต่อหน้าครอบครัวก็ยังมีแต่แผ่นแป้งแห้ง ๆ ในแต่ละวันนางจะพาน้องชายเข้าป่าเพื่อหาของกิน สองสามวันมานี้มารดาชอบถามพวกนางว่าไปเล่นกับใครที่ไหน ไม่รู้ว่าด้วยความเป็นห่วงเพียงอย่างเดียวหรืออยากรู้อยากเห็นเรื่องของลูกด้วยกันแน่ แต่เพื่อไม่ให้ระแคะระคายไปมากกว่านี้ ฉินหลิวซีจึงไม่ได้พาน้องชายออกไปอีก แล้วอีกปัญหาหนึ่งที่ตามมาก็คือท่านย่าเริ่มระแคะระคายที่มีฟืนหายไปวันละสี่ห้าท่อนจึงอยู่บ้านเพื่อหาทางจับผิดวันนี้นางตามมารดาออกมาซักผ้า หลังจากช่วยจนผ้าใกล้หมดตะกร้าแล้วนางก็ทำทีขอไปเดินเล่น ผู้เป็นแม่เห็นว่านางช่วยซักผ้าจนมือเปื่อยมือเย็นจึงพยักหน้าอนุญาต หากผ้าไม่ใช่ตะกร้าใหญ่อย่างวันนี้นางทำคนเดียวก็ได้ แต่เมื่อไหร่ที่ได้ผ้ามาจนล้น นางทำจนเย็นก็ยังซักไม่เสร็จบุตรสาวจึงต้องมาช่วยฉินหลิวซีมุดเข้าไปหลังม่านเถาวัลย์เหมือนครั้งก่อน โชคดีที่นางตัวเล็กจึงไม่มีปัญหา แต่หากโตไปกว่านี้คงต้องมองหาที่ลับตาคนใหม่แล้ว เด็กหญิงเข้าไปในห้วงมิติของตน นางยังไม่มีเวลาสำรวจกระท่อมนี้เลยจนกระทั่งวันนี้หลังจากเข้ามาได้นางก็เริ่มทำการสำรวจภายในกระท่อม ด้านในกระท่อมมีตั่งไม้ยกสูงขึ้นมาสำหรับเป็
ฉินหลิวซีแง้มประตูยื่นหน้าออกไป ห้องนอนของนางอยู่ไม่ห่างจากห้องใช้งานส่วนอื่น ๆ ของบ้านเท่าไรนัก จึงได้ยินเสียงป้ากับมารดาพูดคุยกันชัดเจน“ผ้า เป็นหน้าที่ของเจ้าต้องซัก ทำไมจึงไม่ยอมเอาเสื้อผ้าของข้าไปซัก!”“แต่พี่หญิงไม่ได้เอาเสื้อผ้ามาให้ข้านี่เจ้าคะ”“ไม่ได้เอามาก็ไม่รู้จักถามอย่างนั้นหรือ เป็นหน้าที่ของเจ้าแท้ ๆ”ชิวย่าหนานถูกตะคอกใส่ก็ยิ่งไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาสู้ ที่ตรงนั้นยังมีท่านย่าของนางอีกคนที่ยืนอยู่ด้วย อยู่ต่อหน้าแม่สามีชิวย่าหนานยิ่งไม่กล้ามีปากมีเสียง เพราะรู้ว่าแม่สามีไม่ชอบตนเป็นทุนเดิม“ท่านแม่ดูสิเจ้าคะ นางไม่ยอมทำหน้าที่ของตัวเอง” ป้าสะใภ้เดินเข้าไปเอาอกเอาใจท่านย่าเขา บีบนวดไปพลาง ฟ้องเรื่องมารดาของนางไปด้วยประจบประแจงได้อย่างเป็นธรรมชาติ ขั้นเซียนเลยนะนั่น“ท่านแม่ คนแบบนี้เลี้ยงไปก็เสียข้าวสุก หน้าที่ตัวเองไม่ยอมทำ ต้องให้คอยสั่งอยู่ตลอดทั้ง ๆ ที่ทำมาตั้งไม่รู้กี่ครั้งแล้ว เย็นนี้ไม่ต้องทำอาหารสำหรับพวกนางหรอกเจ้าค่ะ”“เดี๋ยวสิเจ้าคะ&rd
“ท่านแม่ทำงานหนัก ซักผ้าเกือบทุกวัน ไม่เสื้อผ้าก็เป็นที่นอนปลอกหมอนมุ้ง ไม่มีวันไหนที่นางได้หยุดพัก ข้าเห็นพี่น้องบ้านใหญ่อาหารการกินมีเนื้อไข่ ข้ากับน้องได้กินแต่แผ่นแป้งแข็ง ๆ ทั้งที่ข้าก็ทำงาน น้องก็ทำงานจะเล็กน้อยอย่างไรก็ทำ ท่านพ่อไม่รู้สึกว่าแปลกหรือเจ้าคะ”เด็กหญิงทำหน้าตาใสซื่อตั้งคำถามเหมือนไม่รู้ความหมายจริง ๆ ดวงตากลมโตบริสุทธิ์จ้องมองไปยังบุรุษตรงหน้า“ข้าน้อยใจเหลือเกินเจ้าค่ะ วันนี้ท่านแม่ก็จะเอาผ้าไปซักตามปกติ แต่ท่านป้าไม่ยอมเอาผ้าของนางมาให้ กลายเป็นว่าท่านแม่ของข้าเป็นคนผิด หรือนี่เป็นความถูกต้องเจ้าคะ”ยิ่งฟังบุตรสาวพูด ผู้เป็นพ่อยิ่งรู้สึกหนักอึ้งในใจมีความไม่พอใจคุกรุ่นอยู่ในนั้น“ท่านพ่อเจ้าคะ หากวันนี้ข้าไม่เชื่อฟัง ข้าไม่ไปซักผ้า ไม่ทำอย่างที่ข้าเคยทำ ท่านจะผิดหวังในตัวข้าหรือไม่”นางกล่าวถามเสียงใส ปั้นหน้าดุจเทพธิดาตัวน้อยนั่นทำให้ฉินก่วงนึกย้อนไปถึงวัยเด็กของตัวเองขึ้นมา เขาเคยเชื่อว่าหากทำตามที่มารดาบอก นางก็จะรักเขาบ้าง ตั้งแต่เกิดมามีเพียงบิดาให้ความอบอุ่น&n
“ท่านแม่ ก่อนหน้านี้ข้าเจอต้นพลับด้วย ตากผ้าแล้วข้าจะไปหามาให้ท่านนะเจ้าคะ”“ต้นพลับหรือ ไปเจอตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”“ก่อนหน้านี้ไปเดินเล่นในป่าบังเอิญเจอเข้าน่ะเจ้าค่ะ” นางบอกไม่ได้หรอกว่า พาน้องชายมาเล่นแถวนี้ ไม่อย่างนั้นคงโดนซักไซ้มากกว่านี้เป็นแน่หลังจากนำผ้าขึ้นตากจนหมดแล้ว ชิวย่าหนานก็ได้พักหายใจหายคอบ้าง นี่อาจเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาเดียวที่นางได้พักผ่อนนอกจากตอนนอน เมื่อมีเวลาผ่อนคลายฉินหลิวซีก็รีบมาบีบนวดให้มารดา เอาอกเอาใจสารพัดให้รู้สึกสบายเวลาที่ได้พักผ่อนจริง ๆก่อนหน้านี้ชิวย่าหนานไม่เคยถูกทำแบบนี้ให้ทั้งประหลาดใจและเข้าใจเวลาเดียวกัน นางยอมเออออตามใจลูกไม่เอาผ้าของบ้านใหญ่มานอกจากของพ่อแม่สามี คิดดูแล้วนี่อาจเป็นผลดีกว่าที่คิดก็ได้เมื่อผึ่งลมผึ่งแดดจนแห้งแล้วก็ได้เวลากลับชิวย่าหนานรู้สึกหวั่นใจเล็กน้อยที่ต้องกลับไปเผชิญหน้ากับคนในบ้าน รู้สึกได้เลยว่าจะต้องโดนต่อว่าอย่างหนักแน่พอคิดถึงตอนนั้นตัวก็สั่นขึ้นมา สีหน้าของนางดูวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด กระทั่ง
นับแต่นั้นฉินหลิวซีก็ยืนกรานจะไม่ยอมให้นางกับมารดาซักผ้าให้ครอบครัวฝั่งพี่น้องของบิดาอีก ทะเลาะกันทุกวันจนทำลายความสงบสิ้น ปู่ฉินทนไม่ไหวจึงสั่งให้ครอบครัวแต่ละบ้านรับผิดชอบซักเสื้อผ้าของตัวเองแต่ชิวย่าหนานยังต้องดูแลเสื้อผ้าของปู่กับย่าอยู่ฉินเสี่ยวหรานรับรู้เช่นนี้ก็รู้สึกไม่พอใจมาก ไม่เคยมีอะไรที่นางอยากได้แล้วไม่ได้ ท่านพ่อท่านแม่รักและเอ็นดูนางที่สุด ทำไมซักผ้าแค่นี้นางยังต้องมาทำเอง บ้านพี่รองทำมาตั้งกี่ปี ทำไมจะมาล้มเลิกเอาตอนนี้หญิงสาววัยสิบหกปีผู้นี้มีพี่ชายฝาแฝดที่กำลังสอบบัณฑิต เพราะเป็นลูกคนเล็กปู่กับย่าของฉินหลิวซีจึงค่อนข้างตามใจ ขออะไรไม่เคยมีที่ไม่ได้ ถึงไม่ได้ก็จะเอามาให้ได้ในภายหลัง หลังได้ยินบิดาว่าเช่นนั้นก็ฮึดฮัดไม่พอใจ แต่ในเมื่อบิดาตัดสินใจมาแล้วนางก็ทำอะไรไม่ได้ฉินเสี่ยวหรานเลือกจะไปหาพี่สะใภ้สามแทนแฝดหญิงคนที่สี่ของบ้านอายุสิบหกปีแล้ว หญิงสาวกำลังมองหาชายหนุ่มที่คู่ควรมาแต่งงานด้วย“เถอะนะเจ้าคะพี่สะใภ้ ข้างดงามออกปานนี้ต้องมีชายผู้ดีมาขอแต่งด้วยแน่ แค่พี่สะใภ้อดใจรอหน่อย ข้านี้จะไม่ลืมน้ำใจท
เพราะความไม่เอาไหนของนาง ทำให้สตรีคนหนึ่งต้องตะเกียกตะกายเอาอนาคตของตัวเองทั้งหมดมาช่วยไว้หลังจากที่มีสัมพันธ์กับสาวใช้เขาก็แต่งตั้งนางให้เป็นอนุ อำนาจของแม่สามีในตอนนั้นหรือแม้แต่ตัวนางเองสามารถสั่งปลดได้ แต่ถังหยี่หรูติดตามมาในฐานะสินเดิมของนาง คนที่จะตัดสินชีวิตสาวใช้ผู้นั้นก็คือนาง ถังหยี่หรูยืนยันจะอยู่รับใช้ข้างกายนายหญิงของตน จึงไม่มีใครทำอะไรนางได้เพราะโจวเมิ่งอิ๋งไม่ยอมหลังจากนั้นถังหยี่หรูก็ตั้งครรภ์บุตรชายและยกลูกให้นาง สถานะในจวนของโจวเมิ่งอิ๋งจึงมั่นคงขึ้นมา“นายหญิง”คนกำลังตกอยู่ในภวังค์เงยหน้าขึ้น พึ่งรู้ตัวว่าตนเองเดินเหม่อลอยมาจนถึงสวนดอกไม้ด้านหลังจวน ถังหยี่หรูพอเห็นหน้าหญิงมาก็ลงไปนั่งกับพื้น โจวเมิ่งอิ๋งมองความภักดีของนางจนแทบถวายตัวแล้วก็เศร้าใจ หย่อนกายลงไปนั่งที่ระเบียงใกล้ ๆ“เมื่อครู่ทำไมเจ้าไม่ไปที่ห้องโถงล่ะ”“ทุกอย่างอยู่ที่นายหญิงอบรมสั่งสอนบุตร ข้าไม่ปรารถนาจะก้าวก่ายเจ้าค่ะ หากอนุคนอื่นเห็นข้าอยู่ที่นั่นพวกเขาต้องไม่พอใจแน่ และคัดค้านคำตัดสินของนายหญิงแน่”อน
“ข้าพบนางตอนที่ติดตามท่านพ่อไปเมื่อครั้งก่อน หลังจากนั้นก็ไม่ได้เจอกันอีก พอรู้ว่านางอยู่ที่นี่ข้าก็ดีใจมากและนางก็อยู่ไม่นาน ข้าจึงอาสาพาชมรอบเมืองหลวง”ฮูหยินใหญ่หรี่ตามองเขาอย่างจับผิด “ถ้าจะเป็นสหายข้าก็ไม่ว่า แต่หากจะคิดเอามาเป็นภรรยา อย่าได้หวัง หรือถ้าต้องการนางจริง ๆ ก็เป็นได้เพียงอนุของเจ้า และต้องแต่งเข้าหลังจากแต่งคุณหนูสกุลใหญ่ด้วย”หลี่เจิ้นหัวไม่ได้รับปาก หรือปฏิเสธความคิดของฮูหยินใหญ่ เพียงนั่งฟังนางอบรมต่อไปเรื่อย ๆ จนจบโจวเมิ่งอิ๋งแม้ไม่ใช่มารดาแท้ ๆ แต่อีกฝ่ายก็เลี้ยงดูเขามาอย่างดีด้วยเช่นกัน หลี่เจิ้นหัวนับถือฮูหยินใหญ่เป็นเหมือนแม่อีกคนหนึ่ง หลังจากมีลูกคนที่สองเป็นชายก็ไม่ได้ห่างเหินเขาไปแต่อย่างใด ยังดูแลเขากับมารดาไม่ได้ขาดตกบกพร่องเช่นเดิมแม้ว่าที่จริงเขาจะเกิดจากอนุ แต่เขาก็ถูกยกให้เป็นบุตรของนางนับตั้งแต่วันที่เกิดแล้ว เพราะเป็นบุตรชายคนแรก และเพื่อป้องกันเรื่องวุ่นวายในภายภาคหน้าจึงใช้วิธีการเช่นนี้เรียกว่าเป็นโชคดีของหลี่เจิ้นหัวก็ได้ เพราะโดยทั่วไปหากสามีมีอนุหลายคน หลังบ้านก็ไม่มีทางสงบสุ
“ขอโทษด้วยที่ทำให้บรรยากาศเสีย”“ไม่ใช่ความผิดเจ้าสักหน่อย ทำไมต้องขอโทษล่ะ”เห็นนางไม่ถือสาเขาก็ยิ้มออก ฉินหลิวซีไม่ได้เก็บคำพูดของสตรีผู้นั้นมาใส่ใจอยู่แล้ว ตอนที่อยู่บ้านเดิมของบิดา นางเจอมายิ่งกว่านี้ยังทนได้ แค่เด็กน้อยเอาแต่ใจไม่ทำให้นางโกรธได้หรอกพอไม่มีอะไรมาขวางทางแล้วพวกเขาก็ไปร้านขายอาวุธ เมื่อตอนเข้ามาจะเป็นเพียงตรอกถนนเส้นเล็ก ๆ แต่ตัวร้านขนาดใหญ่มากกว่าที่คิด นางรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับร้านนี้มากกว่าร้านขายสมุนไพรเสียอีกฉินหลิวซีเดินเลือกซื้อของอย่างสนุกสนานจนเกือบลืมไปเลยว่า มีสหายคนหนึ่งมากับตนด้วย เห็นนางซื้อของอย่างเพลิดเพลินเขาก็ไม่คิดขัด คอยตามหลังอยู่ห่าง ๆ ไม่ได้สร้างความรบกวนแม้แต่การพูดสักประโยคเดียว หลี่เจิ้นหัวปล่อยให้นางเลือกของได้เต็มที่ฉินหลิวซีเลือกซื้อของไว้หลายอย่าง และของสำหรับป้องกันตัวที่นางจะใช้เองด้วย อันไหนน่าสนใจและดูเข้าท่านางก็หยิบมาหมดมาถึงที่นี่แล้วนางก็ไม่คิดจะกลับบ้านไปมือเปล่า ของฝากนอกจากเสื้อผ้าและของใช้ทั่วไปเป็นอาวุธพวกนี้ก็ไม่เลวเหมือนกันนางกลับมาที่โรงเตี๊ยม
เป็นเวลาสิบวันแล้วที่นางมาอยู่ที่นี่ ฉินหลิวซีเห็นว่าเป็นเวลาสมควรแล้วที่นางควรจะกลับบ้าน ขืนนานไปกว่านี้คนที่บ้านคงเป็นห่วงนางมากแน่ อีกทั้งทิ้งร้านมานานเกินไปก็ไม่ดีเพราะเป็นวันสุดท้ายที่ตัดสินใจจะอยู่ นางจึงเดินเที่ยวเล่นรอบเมืองเพื่อซื้อของที่ต้องการ“เหลือร้านอาวุธที่ยังไม่ได้ไปดู ไปสักนิดดีหรือไม่”“ตามใจเจ้า” อะไรที่เขาเห็นว่าดี นางก็ว่าตาม“ไหน ๆ วันนี้ก็วันสุดท้ายแล้ว ข้าอยากกินข้าวกับเจ้าสักมื้อ”“ได้ เลือกร้านตามใจเจ้าเลย” ฉินหลิวซียกการตัดสินใจให้เขา เพราะนางขี้เกียจคิดเรื่องที่วุ่นวาย เมืองหลวงนี้มีร้านอาหารตั้งมากมายที่นางรู้สึกว่าอร่อย หากให้นางเป็นคนเลือกวันนี้คงไม่ได้กินกันพอดีหลี่เจิ้นหัวดูจากรสนิยมการกินอีกฝ่ายแล้วเลือกร้านที่นางน่าจะชอบมากที่สุดมาหนึ่งร้าน เขาสั่งอาหารจานโปรดของนางมาได้ถูกต้อง โดยที่นางไม่ได้บอกเลย เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ทำให้เด็กหญิงรู้สึกประทับใจมากสิ่งที่ถูกยกมาวางตรงหน้ามีแต่ของโปรดนางทั้งนั้น“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่า ข้าชอบกินของพวกนี้
ตะวันเคลื่อน บ่ายคล้อยลงมา นางก็ต้องเตรียมตัวสำหรับออกไปข้างนอก พอดีกับที่คู่หูองครักษ์เที่ยวเล่นกันเสร็จแล้ว“นายหญิงจะออกไปข้างนอกหรือขอรับ”“ใช่ ข้านัดคนเอาไว้”“ต้องการให้พวกข้าไปด้วยหรือไม่”“ได้ แต่เป็นเวลาส่วนตัวอย่ารบกวน”“เข้าใจแล้วขอรับ จะอารักขาอย่างดี”นางพยักหน้าและเดินนำพวกเขาลงไปชั้นล่าง ไม่รู้ว่าหลี่เจิ้นหัวมาถึงหรือยัง แต่นางก็เลือกที่จะลงมารอ ไม่ต้องการให้เขาขึ้นไปตามถึงชั้นบน แต่พอลงมาแล้วก็ต้องประหลาดใจที่เด็กหนุ่มคนนั้นมาถึงพร้อมกันพอดี“อะไรกัน ข้านึกว่าจะเลิกงานช้ากว่านี้เสียอีก”ใบหน้าของสหายวัยเด็กยังเปื้อนเหงื่อให้เห็น ไม่รู้รีบร้อนอะไรก่อนมาหรือเปล่า พอเห็นหน้านางเขาก็ยิ้มแป้น“ข้าทำงานเสร็จหมดแล้ว เราไปกันเลยเถอะ”หลี่เจิ้นหัวยิ้มจนดวงตาหยีโค้ง ทำเอานางหลุดยิ้มตามไปด้วย สุดท้ายก็หลุดเสียงหัวเราะออกมาเบา ๆ และก้าวเดินไปพร้อมกันสถานที่แรกที่หลี่เจิ้นหัวพานางมาคือตลาดกลางคืน เด็กหญิงเห็นร้านอาหารแผงลอยสองข้างทางเนืองแน่นไปหมด คิดว่าหากตนออกมาดึกกว่าปกติก็ยังคงมีอะไรให้กิน ฉินหลิวซีมองสองข้างทางด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่นี่มีของกินละลานตา นางยังไม่ได้กินอะไรร
“ข้าดูแลตัวเองได้ พวกเราไม่ได้มีโอกาสแบบนี้บ่อย ๆ พวกเจ้าก็ควรไปหาความสำราญใส่ตัวบ้าง”“ก็ได้ขอรับ หากนายหญิงว่าอย่างนั้น ถ้าต้องการเรียกใช้เร่งด่วน ส่งสัญญาณมานะขอรับ”“เข้าใจแล้ว พวกเจ้าไปเถอะ”หลังจากสั่งงานเสร็จแล้วนางก็เดินออกมาจากโรงเตี๊ยม ตั้งแต่มาถึงนางเอาแต่หาข่าวของอาจารย์ ต่อให้ไปมาทั่วเมืองก็ไม่รู้สึกว่าได้พักผ่อนเลย บางสถานที่นางจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามันหน้าตาเป็นอย่างไร“เอาละ เริ่มจากที่ไหนดีนะ” นอกจากความเจริญแล้วก็ไม่มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษ แต่นางก็อยากเดินดูให้ทั่ว เผื่อว่าจะมีอะไรไปปรับใช้ที่ร้านของนางได้ อย่างพวกของตกแต่งจากต่างแดน หรือสินค้าที่มีขายที่นี่เท่านั้นฉินหลิวซีเดินเอื่อยเฉื่อยอยู่ในเมือง นางพึ่งตื่นยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง จึงเดินเข้าไปในเหลาอาหารฉินหลิวซีนั่งมองผู้คนสัญจรผ่านไปมาจากระเบียงของร้าน ผู้คนพลุกพล่านกว่าเมืองบ้านเกิดของนาง สมแล้วที่เป็นเมืองหลวง ความเจริญก้าวหน้ามากระจุกอยู่ที่นี่หมดแคว้นที่อยู่ไม่ใช่แคว้นที่มั่งคั่งอะไรมากมาย ก็เข้าใจได้จากสิ่งแวดล้อมรอบตัวนาง ดูเหมือนว่าจะมีแคว้นที่ร่ำรวยกว่านี้อยู่ใกล้กันฉินหลิวซีรู้มาจากคำบอกเล่าของอาจารย์ที
หลังจากที่ได้เจอกับหลี่เจิ้นหัว ยังไม่ทันข้ามวันดีฉินหลิวซีก็ได้รับจดหมายส่งข่าวจากอีกฝ่าย กระดาษที่มีพลังปราณห่อหุ้ม ห่อตัวเองจนดูคล้ายนก และโผบินมาจากผู้เป็นเจ้าของจนถึงมือผู้รับได้อย่างปลอดภัยความสามารถใหม่อันน่าทึ่งนี้ซึ่งฉินหลิวซียังไม่รู้จักทำให้นางรู้สึกสนใจมันเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังไม่สู้เนื้อความในจดหมายข้างในนางไล่สายตาอ่านดูจึงได้ยิ้มออกที่แท้ก็ไม่เป็นไร ดีจริง ๆซุนเป่ยฉีไม่ได้ถูกลงโทษหรือถูกจับขังอย่างที่นางได้ข่าวมา เขาออกจากวังไปตั้งแต่วันที่เกิดเรื่องแล้ว ส่วนเรื่องที่มาของข่าวลือนั้น เหมือนว่าจะถูกใส่สีตีไข่เพิ่มไปไม่น้อยจริง ๆ คือพระสนมคนหนึ่งซึ่งเป็นที่โปรดปรานป่วยด้วยโรคประหลาด รักษามากี่หมอก็ไม่ดีขึ้น เวลานั้นอาจารย์ของนางมาถึงเมืองหลวงแล้ว เรื่องของเขารู้ไปถึงหูฮ่องเต้ โอรสสวรรค์จึงได้ส่งคนมาตาม แต่ยังไม่ทันที่หมอเทวดาจะไปถึง พระสนมผู้นั้นก็ล่วงลับไปก่อนแล้วพอเป็นเช่นนั้นโอรสสวรรค์ก็กล่าวโทษหมอเทวดา ออกคำสั่งลงโทษเขาซุนเป่ยฉีไม่ใช่คนที่ใครจะจัดการได้ง่าย ๆ ด้วยฝีมือของเขาสุดท้ายก็หนีไปได้ ทำให้ฮ่องเต้ยิ่งโกรธจัด เหล่าขุนนางห้ามปรามก็ไม่ฟัง หมอเทวดายังไม่ได้ท
ช่วงเวลานี้เหล่าผู้ช่วยมักจะพูดคุยกัน บริเวณใกล้ ๆ นั้นก็มีนางกำนัลและขันทีแวะเวียนกันเข้าออกอยู่เรื่อย ๆมาถึงตรงนี้แล้วนางจึงเริ่มทำการสอบถามผ่านท่าทางอยากรู้ของเด็กหนุ่มใสซื่อ “นี่พวกเจ้า ก่อนหน้านี้ได้ยินข่าวว่ามีหมอเทวดาเข้ามาในวัง”เพราะพวกเขาก็จับกลุ่มพูดเรื่องในวังกันมาตั้งแต่ต้น การที่นางแอบถามเช่นนี้จึงไม่ได้ผิดสังเกตอะไร“เรื่องนั้นข้าก็ได้ยินมาเหมือนกัน เห็นว่าการรักษาผิดพลาดหรืออะไรสักอย่าง”“เห นั้นก็ต้องถูกลงโทษน่ะสิ ใช่หรือเปล่า”“จะเป็นแบบนั้นแน่หรือ ช่วยนกปีกหักคืนรังยังไม่ใช่จะรอดทุกตัวเลย”พอเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของคนอื่น เสียงซุบซิบก็เบาลงเรื่อย ๆ ราวกับกลัวใครจะได้ยิน พอมีเรื่องน่าสนใจกระตุ้นเข้า นางกำนัลและขันทีที่พอรู้เรื่องมาบ้างก็เริ่มจับกลุ่มคุยกันจากประสาทสัมผัสของผู้ฝึกตนทำให้นางได้ยินเสียงที่พวกเขาเอ่ยทั้งหมด“นี่เจ้าผู้ช่วยใหม่ ได้เวลากลับแล้วนะ”ฉินหลิวซีลุกจากศาลาแล้วเดินตามเกวียนอาหารเล่มนั้นไป หลังจากสบโอกาสนางก็ลอกคราบออกแล้วโยนชุดที่ยืมมาทิ้งไว้ใกล้กับเจ้าคนที่ถูกฟาดสลบจากที่นางรู้มา ทุกคนรู้ว่าผู้ใช้โอสถคนนั้นถูกลงโทษ แต่ไม่รู้ว
“คำนวณเวลาผิดไปเสียได้ ดีนะที่เอาจดหมายมาด้วย”จะตั้งชื่อเมืองก็อย่าให้คล้ายกันนักสิ เข้าใจผิดได้เลยนะนั่นเพราะตั้งใจจะไปตามหาอาจารย์ และสืบข่าวในคราวเดียว นางจึงออกจากเมืองบ้านเกิดมา แต่ไม่นึกเลยว่าการเดินทางครั้งแรกที่ออกมาเพียงลำพังโดยไม่มีคนในครอบครัวอยู่ด้วย จะทำให้นางเสียเวลาเพราะหลงทางไปเมืองที่ชื่อคล้ายคลึงกันเมืองที่นางไปและเข้าใจผิดอยู่ใกล้กับเมืองบ้านเกิดของตัวเอง คิดว่าอย่างไรใช้เวลาเต็มที่ก็ไม่น่าจะเกินสองสัปดาห์ในการไปและกลับ ไม่นึกเลยว่าพอไปถึงกลับไม่มีข้อมูลของหมอเทวดา เขาไม่ได้ผ่านไปที่เมืองนั้นในรอบครึ่งปีนี้มาก่อนเมืองที่เขียนมาในจดหมายซึ่งแท้จริงเป็นชื่ออำเภอหนึ่งในเมืองหลวง จากบ้านเกิดของนางจะไปที่นั่นปกติใช้เวลาร่วมเดือน แต่เพราะร้อนใจนางจึงเร่งเดินทางให้ถึงภายในสองสัปดาห์ องครักษ์ส่วนตัวพวกนี้ฝีมือไม่เบาสามารถตามความเร็วของนางได้ทันหลังจากผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง พวกเขาก็ต้องหาที่พักกันก่อน“ไปตามหาข่าวของอาจารย์มา” นางออกคำสั่งก่อนแยกย้าย ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยลองทำมาแล้วที่เมืองก่อนหน้า เรื่องการรวบรวมข่าวสารของสองคนนี้นั้นทำได้ดีเลยข้าเองก็ต้องออกไปบ้างเหมื