ฉินหลิวซีแง้มประตูยื่นหน้าออกไป ห้องนอนของนางอยู่ไม่ห่างจากห้องใช้งานส่วนอื่น ๆ ของบ้านเท่าไรนัก จึงได้ยินเสียงป้ากับมารดาพูดคุยกันชัดเจน
“ผ้า เป็นหน้าที่ของเจ้าต้องซัก ทำไมจึงไม่ยอมเอาเสื้อผ้าของข้าไปซัก!”“แต่พี่หญิงไม่ได้เอาเสื้อผ้ามาให้ข้านี่เจ้าคะ”“ไม่ได้เอามาก็ไม่รู้จักถามอย่างนั้นหรือ เป็นหน้าที่ของเจ้าแท้ ๆ”ชิวย่าหนานถูกตะคอกใส่ก็ยิ่งไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาสู้ ที่ตรงนั้นยังมีท่านย่าของนางอีกคนที่ยืนอยู่ด้วย อยู่ต่อหน้าแม่สามีชิวย่าหนานยิ่งไม่กล้ามีปากมีเสียง เพราะรู้ว่าแม่สามีไม่ชอบตนเป็นทุนเดิม“ท่านแม่ดูสิเจ้าคะ นางไม่ยอมทำหน้าที่ของตัวเอง” ป้าสะใภ้เดินเข้าไปเอาอกเอาใจท่านย่าเขา บีบนวดไปพลาง ฟ้องเรื่องมารดาของนางไปด้วยประจบประแจงได้อย่างเป็นธรรมชาติ ขั้นเซียนเลยนะนั่น“ท่านแม่ คนแบบนี้เลี้ยงไปก็เสียข้าวสุก หน้าที่ตัวเองไม่ยอมทำ ต้องให้คอยสั่งอยู่ตลอดทั้ง ๆ ที่ทำมาตั้งไม่รู้กี่ครั้งแล้ว เย็นนี้ไม่ต้องทำอาหารสำหรับพวกนางหรอกเจ้าค่ะ”“เดี๋ยวสิเจ้าคะ&rd“ท่านแม่ทำงานหนัก ซักผ้าเกือบทุกวัน ไม่เสื้อผ้าก็เป็นที่นอนปลอกหมอนมุ้ง ไม่มีวันไหนที่นางได้หยุดพัก ข้าเห็นพี่น้องบ้านใหญ่อาหารการกินมีเนื้อไข่ ข้ากับน้องได้กินแต่แผ่นแป้งแข็ง ๆ ทั้งที่ข้าก็ทำงาน น้องก็ทำงานจะเล็กน้อยอย่างไรก็ทำ ท่านพ่อไม่รู้สึกว่าแปลกหรือเจ้าคะ”เด็กหญิงทำหน้าตาใสซื่อตั้งคำถามเหมือนไม่รู้ความหมายจริง ๆ ดวงตากลมโตบริสุทธิ์จ้องมองไปยังบุรุษตรงหน้า“ข้าน้อยใจเหลือเกินเจ้าค่ะ วันนี้ท่านแม่ก็จะเอาผ้าไปซักตามปกติ แต่ท่านป้าไม่ยอมเอาผ้าของนางมาให้ กลายเป็นว่าท่านแม่ของข้าเป็นคนผิด หรือนี่เป็นความถูกต้องเจ้าคะ”ยิ่งฟังบุตรสาวพูด ผู้เป็นพ่อยิ่งรู้สึกหนักอึ้งในใจมีความไม่พอใจคุกรุ่นอยู่ในนั้น“ท่านพ่อเจ้าคะ หากวันนี้ข้าไม่เชื่อฟัง ข้าไม่ไปซักผ้า ไม่ทำอย่างที่ข้าเคยทำ ท่านจะผิดหวังในตัวข้าหรือไม่”นางกล่าวถามเสียงใส ปั้นหน้าดุจเทพธิดาตัวน้อยนั่นทำให้ฉินก่วงนึกย้อนไปถึงวัยเด็กของตัวเองขึ้นมา เขาเคยเชื่อว่าหากทำตามที่มารดาบอก นางก็จะรักเขาบ้าง ตั้งแต่เกิดมามีเพียงบิดาให้ความอบอุ่น&n
“ท่านแม่ ก่อนหน้านี้ข้าเจอต้นพลับด้วย ตากผ้าแล้วข้าจะไปหามาให้ท่านนะเจ้าคะ”“ต้นพลับหรือ ไปเจอตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”“ก่อนหน้านี้ไปเดินเล่นในป่าบังเอิญเจอเข้าน่ะเจ้าค่ะ” นางบอกไม่ได้หรอกว่า พาน้องชายมาเล่นแถวนี้ ไม่อย่างนั้นคงโดนซักไซ้มากกว่านี้เป็นแน่หลังจากนำผ้าขึ้นตากจนหมดแล้ว ชิวย่าหนานก็ได้พักหายใจหายคอบ้าง นี่อาจเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาเดียวที่นางได้พักผ่อนนอกจากตอนนอน เมื่อมีเวลาผ่อนคลายฉินหลิวซีก็รีบมาบีบนวดให้มารดา เอาอกเอาใจสารพัดให้รู้สึกสบายเวลาที่ได้พักผ่อนจริง ๆก่อนหน้านี้ชิวย่าหนานไม่เคยถูกทำแบบนี้ให้ทั้งประหลาดใจและเข้าใจเวลาเดียวกัน นางยอมเออออตามใจลูกไม่เอาผ้าของบ้านใหญ่มานอกจากของพ่อแม่สามี คิดดูแล้วนี่อาจเป็นผลดีกว่าที่คิดก็ได้เมื่อผึ่งลมผึ่งแดดจนแห้งแล้วก็ได้เวลากลับชิวย่าหนานรู้สึกหวั่นใจเล็กน้อยที่ต้องกลับไปเผชิญหน้ากับคนในบ้าน รู้สึกได้เลยว่าจะต้องโดนต่อว่าอย่างหนักแน่พอคิดถึงตอนนั้นตัวก็สั่นขึ้นมา สีหน้าของนางดูวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด กระทั่ง
นับแต่นั้นฉินหลิวซีก็ยืนกรานจะไม่ยอมให้นางกับมารดาซักผ้าให้ครอบครัวฝั่งพี่น้องของบิดาอีก ทะเลาะกันทุกวันจนทำลายความสงบสิ้น ปู่ฉินทนไม่ไหวจึงสั่งให้ครอบครัวแต่ละบ้านรับผิดชอบซักเสื้อผ้าของตัวเองแต่ชิวย่าหนานยังต้องดูแลเสื้อผ้าของปู่กับย่าอยู่ฉินเสี่ยวหรานรับรู้เช่นนี้ก็รู้สึกไม่พอใจมาก ไม่เคยมีอะไรที่นางอยากได้แล้วไม่ได้ ท่านพ่อท่านแม่รักและเอ็นดูนางที่สุด ทำไมซักผ้าแค่นี้นางยังต้องมาทำเอง บ้านพี่รองทำมาตั้งกี่ปี ทำไมจะมาล้มเลิกเอาตอนนี้หญิงสาววัยสิบหกปีผู้นี้มีพี่ชายฝาแฝดที่กำลังสอบบัณฑิต เพราะเป็นลูกคนเล็กปู่กับย่าของฉินหลิวซีจึงค่อนข้างตามใจ ขออะไรไม่เคยมีที่ไม่ได้ ถึงไม่ได้ก็จะเอามาให้ได้ในภายหลัง หลังได้ยินบิดาว่าเช่นนั้นก็ฮึดฮัดไม่พอใจ แต่ในเมื่อบิดาตัดสินใจมาแล้วนางก็ทำอะไรไม่ได้ฉินเสี่ยวหรานเลือกจะไปหาพี่สะใภ้สามแทนแฝดหญิงคนที่สี่ของบ้านอายุสิบหกปีแล้ว หญิงสาวกำลังมองหาชายหนุ่มที่คู่ควรมาแต่งงานด้วย“เถอะนะเจ้าคะพี่สะใภ้ ข้างดงามออกปานนี้ต้องมีชายผู้ดีมาขอแต่งด้วยแน่ แค่พี่สะใภ้อดใจรอหน่อย ข้านี้จะไม่ลืมน้ำใจท
“ไก่ป่าของข้าล่ะเจ้าคะ” ฉินหลิวซีถามขึ้นทันทีทุกคนที่กำลังจะเริ่มกินมื้อเย็นพากันชะงักค้าง เป็นย่าฉินที่ถามแทน“ไก่ของเจ้าทำไมหรือ”“เมื่อวานนี้บ้านท่านลุงหาเนื้อมาได้ก็ได้ส่วนแบ่งไม่ใช่หรือเจ้าคะ”“ก็เพราะเป็นบ้านท่านลุงไงเล่า”ฉินหลิวซีกำตะเกียบแน่น นางข่มอารมณ์ที่ใกล้จะระเบิดเต็มทีเอาไว้ก่อน แล้วตั้งหน้าตั้งตากินมื้อเย็นต่อให้จบ ๆ ไป เมื่อไม่เห็นหลานสาวคนนี้ถามอะไรอีกก็ไม่มีใครสนใจนาง มีแต่พ่อกับแม่ที่ลอบมองท่าทีของฉินหลิวซีเป็นระยะเมื่อกลับมาถึงห้องเด็กหญิงก็แบ่งเนื้อไก่ป่าที่ย่างเก็บไว้น้องชายกิน ฉินซือหยวนเห็นดังนั้นก็เชื่อว่าพี่สาวทำอะไรน่าทึ่งอีกแล้ว เขารับเนื้อไก่ป่ามากินโดยไม่พูดสักคำ มีแต่ดวงตากลมโตนั่นที่มองนางอย่างนับถือฉินหลิวซีลูบศีรษะน้องชายด้วยความเอ็นดูเพราะเขาตัวเล็กมากจึงได้แต่เล่นอยู่ในห้องเท่านั้น ออกไปก็โดนเด็กคนอื่นกลั้นแกล้ง จึงได้แต่อยู่ในห้องอย่างเชื่อฟังแต่ถ้าวันไหนพี่สาวพาเขาออกไปข้างนอกด้วยจะตื่นเต้นดีใจมาก ๆเมื่อรู้ว่าต่อให้นำ
เมื่อเข้าไปมองใกล้ ๆ จึงรู้ว่าเป็นสมุนไพรวิญญาณ รูปร่างภายนอกเหมือนหญ้าทั่วไป คนธรรมดาที่ไม่มีพลังยุทธ์จะมองเห็นเป็นแค่หญ้าไร้ประโยชน์ แต่สิ่งนี้มีบอกอยู่ในคัมภีร์ฝึกฝนของนาง นับเป็นโชคดี สมุนไพรชนิดนี้เมื่อกินเข้าไปจะเพิ่มพลังวิญญาณได้อย่างก้าวกระโดดฉินหลิวซีแลบลิ้นเลียริมฝีปากด้วยความสุขใจพบต้นแบบนี้นางสามารถเก็บเข้าไปปลูกในมิติเพิ่มได้ทั้งราก ถือเป็นลาภโดยแท้เมื่อได้ของที่คาดไม่ถึงมาไว้ในมือ นางก็อารมณ์ดี เด็กหญิงเปลี่ยนทิศทางเดินไปยังแม่น้ำพลางหันมองน้องชายไปด้วย เมื่อใดก็ตามที่พอมีเวลาว่างหรือคนในบ้านหลับสนิทจนหมดแล้ว นางจะเข้าไปในมิติพิเศษของตนเอง และทำการต่อเติมมัน จนตอนนี้สามารถสร้างบ่อปลาข้างน้ำพุวิญญาณให้เป็นรูปเป็นร่างอย่างสวยงามได้แล้วอีกอย่างคือแม้จะรู้ว่าเป็นน้ำพุวิญญาณที่แสนวิเศษ แต่นางก็ทำใจดื่มน้ำคาวปลาในสระเดียวกันไม่ได้จริง ๆหลังจากต้อนปลาเข้าไปในสระได้หลายตัว นางก็หันไปมองน้องชายอีกหนทำแบบนี้ไม่สะดวกกับข้าเท่าไรเลย เอาเถอะ อย่างไรน้องชายข้าก็เป็นคนรู้ความเมื่อตัดสินใจบางอย่างได้นางก็เดินไปหาฉินซือหยวน
ฉินหลิวซีนำปลาย่างห่อใบไม้ซ่อนไว้ในห้องนอนรอกินหลังมื้อเย็น อาหารวันนั้นก็ยังคงเป็นน้ำแกงที่แสนคุ้นเคย แต่นางกับน้องแอบกินมาก่อนแล้วจึงไม่แสดงอาการไม่พอใจออกมาเหมือนครั้งก่อน เด็กหญิงรอจนพ่อกับแม่ทำงานบ้านเสร็จ เมื่อพวกเขากลับเข้ามาในห้องก็ยื่นห่อปลาที่เก็บไว้ให้ชิวย่าหนานยืนนิ่งทันทีหลังเปิดออกมาเห็นว่ามีอะไรอยู่ข้างใน เมื่อวานยังพอเข้าใจได้ว่า นางจับไก่ป่าได้อาจจะแอบเก็บจากห้องครัวมาไว้ชิ้นสองชิ้นระหว่างที่ยังไม่ถูกนำจัดใส่สำรับ แต่วันนี้เป็นเนื้อปลาแล้วมันมาได้อย่างไร“เจ้าเอาของพวกนี้มาจากไหน” มารดาถาม ผู้เป็นบิดาก็สงสัยเช่นกันฉินหลิวซีลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบตามจริง “เอามาจากป่าเจ้าค่ะ”ทั้งพ่อทั้งแม่พากันเบิกตากว้าง ชิวย่าหนานรีบสั่งห้ามทันที“ห้ามเข้าไปอีกนะ ที่อันตรายอย่างนั้นเด็กเล็ก ๆ จะเข้าไปลำพังได้อย่างไร”ฉินหลิวซียืนฟังมารดาบ่นจนจบโดยไม่ตอบโต้ แต่ก็หาได้คิดทำตาม ถ้าเป็นเด็กจริง ๆ เด็กธรรมดาก็เห็นควรให้เป็นไปเช่นนั้น เพราะในป่าไม่ใช่ที่ที่เด็ก ๆ ควรจะไปอยู่แต่บังเอิญข้า
เรื่องที่ไม่ค่อยมีคนเข้ามาเก็บของป่าที่นี่ เพราะคิดว่าหาของที่มีประโยชน์ต่อปากท้องไม่ค่อยได้แล้ว ก็ทำให้ช่วงเวลาที่มนุษย์ห่างหายไปนั้นทำให้ผืนป่าได้ฟื้นฟูตนเอง และมีสัตว์บางฝูงมาอาศัย วันนี้ฉินหลิวซีจึงโชคดีพบไก่ป่าฝูงหนึ่งชิวหลานตามมาดูแลหลานทั้งสองก็ไม่คิดว่าจะได้พบฝูงไก่ป่าเข้าจริง ๆ“เจ้าจะจับมันหรือ” นางมองเด็กหญิงห้าขวบอย่างไม่อยากเชื่อสายตา พี่สาวของนางเลี้ยงลูกด้วยอะไร ทำไมจึงมีความคิดโตกว่าวัยได้ขนาดนี้ นึกไปถึงตอนนางห้าขวบยังต้อนไก่ไม่เป็นด้วยซ้ำนางพยักหน้าให้น้าหญิงเล็ก ฝากน้องชายไว้กับคนโตกว่าส่วนตัวเองก็เดินอ้อมไปอีกฝั่งหนึ่งที่ฝูงไก่อยู่ ไก่ป่าวิ่งเร็วกว่าไก่บ้านต้องหาจังหวะจับให้ดี ทว่าก็ไม่เป็นไปตามใจหวังเมื่อวิ่งวนมาระยะหนึ่งแล้วนางก็ยังจับไก่ไม่ได้สักตัวครั้งก่อนนางคงโชคดีที่จับได้ง่ายแถมได้มาตั้งสองตัว พละกำลังกายของเด็กวัยนี้ไม่สู้ตอนนางเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ฉินหลิวซีเริ่มหงุดหงิดจึงแอบใช้พลังปราณเพิ่มความเร็วให้ตัวเอง ความเร็วที่เพิ่มขึ้นมากะทันหันทำให้น้าหญิงเล็กที่มองดูนางอยู่รู้สึกทึ่งมาก หลังจากนั้นฉินหลิวซีก็
ส่วนเรื่องมิตินั้นแน่นอนว่าไม่มีทางบอกใครนอกจากน้องชาย ต่อให้เป็นคนดีและน่าเชื่อถืออย่างไรข้อมูลก็อาจหลุดรอดออกไปได้ เรื่องเช่นนี้เก็บไว้เป็นความลับกับตัวดีที่สุดแล้ว ความจริงการบอกน้องชายก็เป็นความเสี่ยงแต่เป็นความเสี่ยงที่นางรับได้ เพราะต้องไปไหนมาไหนกับเขาบ่อยครั้ง และซือหยวนก็เชื่อฟังอย่างดีมากหลังจากน้าหญิงเล็กมาถึงบ้านตนเองฉินหลิวซีก็ยืนยันจะเดินกลับต่อเอง ชิวหลานจึงไม่ได้เดินไปส่งต่อหลังจากนั้น แต่ก็ยืนมองดูหลาน ๆ จนเดินไปไกลพอสมควร จนลับสายตาจึงยอมกลับเข้าบ้านตนเองหลังพ้นสายตาน้าหญิงเล็กมาได้ ฉินหลิวซีก็นำไก่ที่ย่างไว้โยนเข้าไปในมิติผ่านมุมอับสายตาระหว่างเดินถนน กระทั่งมาถึงบ้านของตนทั้งพ่อและแม่ก็ยังไม่กลับ นางพาน้องชายเข้าห้องและลงกลอนประตูไว้กันคนมารบกวน สองพี่น้องสงบเสงี่ยมจนกระทั่งถึงยามเย็น ระหว่างวันจึงไม่มีใครรู้ว่า พวกเขายังอยู่ในบ้าน“ท่านพี่ เนื้อไก่วันนี้อร่อยมากเลย” น้องชายของนางชมไม่หยุดปาก ต้องขอบคุณฝีมือการย่างไก่ของน้าหญิงเล็กจริง ๆ ถึงฉินหลิวซีจะทำอาหารได้ แต่เรื่องปรุงรสชาตินั้นนางทำได้แค่ระดับธรรมดา สู้คนที่ฝึกมาเพื่อเป็นแม่
เด็กชายทำหน้าลังเลทันที เรื่องคัมภีร์ฝึกวิชาเป็นความลับของสำนัก ไม่ว่าที่ใดก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่วันนี้เขาก็พานางไปแล้ว ไม่ได้ตั้งใจจะให้ไปเรียนรู้ แต่เขาไม่อยากห่างจากนาง และตั้งใจจะพามากินข้าวต่ออยู่แล้วจึงไม่ได้ให้นางกลับเห็นสีหน้าลำบากใจของเขานางก็เข้าใจได้ว่าอะไรเป็นอะไร“ข้าจะลองถามท่านเจ้าสำนักดูเอง เจ้าสบายใจเถอะ ข้าไม่ทำให้เจ้าเดือดร้อนหรอก”หลี่เจิ้นหัวไม่ได้ห่วงเรื่องนั้นสักเท่าไร แต่การไปขออนุญาตท่านเจ้านักเป็นเรื่องถูกต้องแล้วพวกเขาไม่ได้พูดกันเรื่องนี้อีก ทั้งสองกินอาหารกลางวันด้วยกันเสร็จฉินหลิวซีก็ตั้งใจจะไปขออนุญาตกับท่านเจ้าสำนักด้วยตัวเองทันทีนางมาที่เรือนด้านหลังที่เคยมาเมื่อวาน นอกจากท่านเจ้าสำนักแล้วนางยังพบว่าอาจารย์ท่านอื่น ๆ ก็อยู่ด้วยฉินหลิวซีค้อมกายประสานมือคารวะอาวุโสกว่า หลี่เจิ้นหัวที่ตามหลังมาติด ๆ พอเห็นว่าอาจารย์อยู่กันเกือบทุกคนก็รีบทำความเคารพทันที“มีธุระอะไรล่ะ” เจ้าสำนักเว่ยหันมาถามนางเด็กหญิงไม่รอช้าที่จะบอกความต้องการของตัวเอง “ข้าจะมาขออนุญาตติดตามสหายผู้นี้ไปดูเขาฝึกศิษย์คนอื่นเจ้าค่ะ”“สามหาวยิ่งนัก! เป็นใครมาจากไหนไม่รู้หัวนอนปลาย
เขาพานางเดินต่อไปเรื่อย ๆ จนพ้นออกมาจากบรรยากาศเงียบสงบ แทนที่ด้วยเสียงจอแจของผู้คน นางเปรียบเทียบอยู่แล้วเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนว่าที่แห่งใดคนนอกเข้าออกได้สะดวก และที่แห่งใดอย่าได้นึกย่างกรายเข้าไป“เขตหวงห้ามของสำนักเซียนถ้าไม่มีคนในพาเข้าไป คนนอกย่อมเข้าไปไม่ได้ ยามที่มีการชุมนุมกับสำนักอื่นก็จะมีการเฝ้ายามบริเวณนี้เป็นพิเศษ”“ข้าเข้าใจแล้ว ต่อไปจะระวังนะ”“เจ้าออกมาเพราะเบื่ออยู่ในห้องสินะ ตามที่ข้ารับปากไว้เมื่อวาน วันนี้ข้าจะพาเจ้าเที่ยวชมรอบ ๆ ก็แล้วกัน”“ต้องรบกวนแล้วเจ้าค่ะ”นางประสานมือโค้งคำนับให้เขาคล้ายจะล้อเลียน หลี่เจิ้นหัวทั้งยิ้มทั้งหัวเราะคล้ายว่าจะชอบใจอย่างมากกับสิ่งที่นางทำ หลังจากนั้นเด็กชายก็นำทางนางไปยังสถานที่ต่าง ๆสำนักเซียนกระบี่มีขนาดใหญ่โต นางยังเดินดูได้ไม่หมดหลี่เจิ้นหัวก็ถูกเรียกตัวอีกครั้งแล้ว“ศิษย์น้องหลี่ ที่ลานฝึกมีคนเรียกหาเจ้าน่ะ”ศิษย์พี่คนหนึ่งที่บังเอิญเดินผ่านมาเอ่ยเรียกทั้งสองไว้ ดูเหมือนว่าเขาก็เพิ่งกลับมาจากลานฝึกเช่นกัน“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ รบกวนท่านแล้ว ขอบคุณศิษย์พี่”หลังจากศิษย์คนนั้นเดินจากไป ฉินหลิวซีก็เอ่ยขึ้น“ดูเหมือนว่าต้องล
“เอาเป็นว่าข้ารับรู้แล้ว จะไปไหนก็ตามใจเจ้าเถอะ แล้วก็ห้ามบอกใครด้วยว่าข้าอยู่นี่”เด็กหญิงรับปากแล้วหมุนตัวกลับ นางเดินออกจากเรือนรับรองของตัวเองไปอย่างไร้จุดหมายถึงจะบอกเขาว่า ขอออกมาข้างนอกก็ตาม แต่นางยังไม่รู้เลยว่าที่ไหนเป็นที่ไหนฉินหลิวซีเดินเตร็ดเตร่ใจลอยไปเรื่อย ๆ รู้ตัวอีกทีทิวทัศน์ตรงหน้าก็เปลี่ยนไปแล้วตอนนี้ข้าอยู่ที่ไหนกันล่ะเนี่ย“ที่นี่เป็นเขตที่พักของศิษย์สำนัก เจ้าเป็นใคร เข้ามาได้อย่างไร”ฉินหลิวซีหันไปตามเสียงเรียกทางด้านหลังก็พบเข้ากับกลุ่มเด็กหนุ่มที่น่าจะโตกว่านางสองสามปี“ขออภัย ข้าพึ่งมาถึงเมื่อวาน ไม่ทราบว่าที่นี่เป็นเขตที่พักของคนใน”“หืม เด็กผู้หญิงหรอกหรือ”ฉินหลิวซีย่นคิวด้วยความไม่พอใจทันทีที่ได้ยิน หนึ่งในนั้นที่ดูท่าทางเหมือนจะเป็นหัวโจกประจำกลุ่มลูบคางหลังจากนางหันมาจนมองเห็นหน้าได้ชัดเจนถ้าเป็นเมื่อก่อน นางคงซัดเจ้าพวกนี้ล้มโดยที่ยังไม่ได้ปริปากด้วยซ้ำ แค่ทำสายตาแบบนั้นใส่ก็อย่าหวังเลยว่าจะยังยืนอยู่ได้ แต่ตอนนี้สถานะของนางต่างออกไป อีกทั้งยังมีน้องชายที่ต้องอาศัยอยู่กินและร่ำเรียนที่นี่ นางจะทำอะไรบุ่มบ่ามไม่ได้เป็นอันขาด“หน้าตาน่ารักไม่เบาเลยนี่
ฉินหลิวซีลังเลอยู่ว่า ตนจะอยู่ที่นี่กับน้องชายหรือกลับไปเพียงลำพังดี เพราะอาจารย์ไม่ได้บอกอะไรนางเลย ทำให้ฉินหลิวซีรู้สึกเป็นกังวล ถ้าต้องทิ้งน้องไว้ที่นี่นางก็คงรู้สึกเหงามาก ๆ กว่าเขาจะเรียนจบหลักสูตรไม่รู้ต้องใช้เวลากี่ปี“ไม่ ๆ ข้าไม่ยอมให้เจ้าไปทันทีแน่” หมอเทวดายังไม่ทันตอบลูกศิษย์ สหายของเขาก็ขัดขึ้นก่อน“ไม่อะไรกันล่ะ ไหนว่าจะให้ค้างคืนเดียวอย่างไรเล่า”“เอาน่า ๆ สามวันหลังจากนี้จะมีงานประลองกับสามสำนัก พวกเจ้าอยู่จนถึงตอนนั้นไม่ดีกว่าหรือ”“เจ้าก็รู้ว่าข้าเกลียดความวุ่นวาย” ซุนเป่ยฉีเดาะลิ้น มองเจ้าสำนักเว่ยด้วยหางตาดูท่าว่าสองคนนี้จะสนิทกันกว่าที่นางคิดไว้มากทีเดียวห้องพักที่จัดมารับรองพวกนางไม่ดีไม่แย่ ไม่หรูหราแต่ก็ไม่ซอมซ่อ เรียกว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่รับได้ ห้องที่ใหญ่และดูดีกว่านี้ต้องเตรียมเอาไว้ให้ผู้อาวุโสจากสำนักอื่นพักกัน จึงไม่อาจใช้รับรองนางกับอาจารย์ได้ ฉินหลิวซีไม่เรื่องมากกับเรื่องที่หลับนอน นางนอนกลางป่ามาจนชินแล้ว แต่สำหรับสตรีการมีห้องส่วนตัวย่อมดีกว่าฉินซือหยวนถูกพาไปดูห้องพักของตัวเอง หลังจากนี้เขาต้องใช้ชีวิตเป็นศิษย์คนหนึ่งของสำนักนี้ ต้องรีบคุ้นเค
ฉินหลิวซีหันกลับไปมองอาจารย์ทันทีที่ได้ยิน ไม่นึกเลยว่าพวกเขาจะสนิทสนมกันถึงขนาดนี้จะพูดจากันแบบนี้ได้ พวกเขาคงจะคบหากันมายาวนานมาก ต่อหน้าลูกศิษย์ทั้งสามคนยังไม่รักษาชื่อเสียงกันก็คงไว้ใจพวกตนระดับหนึ่ง“ไม่ได้พบหน้าเจ้ามาเกือบสิบปีได้กระมัง โผล่มาคราวนี้ต้องการอะไรล่ะ” ท่านเจ้าสำนักเอ่ยถามด้วยท่าทีเป็นกันเอง“เจ้าตัวน้อยนั่น ข้าอยากมาฝากให้เป็นศิษย์สำนักเจ้า” ซุนเป่ยฉีชี้ไปยังเจ้าตัวน้อยที่หลบอยู่หลังพี่สาวขณะที่ผู้อาวุโสทั้งสองกำลังคุยกัน ฉินหลิวซีรู้สึกสนใจสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับตัวเองมากกว่า ฉินซือหยวนเห็นเด็กทั้งสองที่โตกว่ากำลังมองหน้ากันนิ่งก็รู้สึกสนใจขึ้นมา เขาคลับคล้ายคลับคลาว่ารู้จักคนผู้นี้ แต่นึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ใด“ใครหรือท่านพี่” เห็นท่าทางของพี่สาว เขาก็เดาว่าต้องมีความเกี่ยวข้องกันบางอย่าง ฉินหลิวซีดันหลังน้องชายออกมายืนข้างหน้า“จำหลี่เจิ้นหัวได้หรือไม่ พี่ชายที่เคยเล่นกับเจ้าเมื่อวัยเด็ก”ฉินซือหยวนนึกออกทันที เขาจำได้แล้ว ไม่นึกเลยว่าอีกฝ่ายจะเติบโตขึ้นถึงขนาดนี้“ไง ซือหยวนน้อย” หลี่เจิ้นหัวเอ่ยทักทาย น้องชายที่ติดเขาแจในวันนั้นก็เติบโตขึ้นมากเช่นเดียวกัน
ซุนเป่ยฉีหัวเราะเบา ๆ กล่าวเสริมลูกศิษย์ตัวน้อยของตนว่า “อีกทั้งโดนทุบตีก็เอาผิดหรือฟ้องใครไม่ได้ด้วย”“ชีวิตก็เป็นเช่นนี้เจ้าค่ะ”“ข้าชักสงสัยอายุของเจ้าแล้วนะเนี่ย ตอนนี้สิบสองขวบจริงรึ?”“ย่างสิบสองเจ้าค่ะ” นางยิ้มต่อผู้เป็นอาจารย์ เป็นรอยยิ้มที่ทำให้หมอเทวดาไม่ต้องการจะถามต่ออีกหมอเทวดาสัมผัสถึงตัวตนของลูกศิษย์ทั้งสองได้ตั้งแต่ที่พวกเขามาอยู่ใกล้ ๆ แต่เลือกที่จะค้างแรมอยู่ข้างนอก คิดว่าคงเดินทางมาที่นี่ในตอนรุ่งสาง เขาจึงค่อยออกไปรอรับที่หน้าประตูเมืองเพราะถูกชะตาจึงได้รับเด็กคนนี้มาเป็นศิษย์ ทั้งเขาและนางดูเหมือนจะมีความลับมากมายที่ไม่ต้องการให้ใครรู้“ท่านอาจารย์จะพาพวกข้าไปพบใครหรือขอรับ” ฉินซือหยวนเอ่ยถามเสียงเจื้อยแจ้ว เห็นทั้งพี่สาวและอาจารย์เงียบมาตลอดทางจนรู้สึกอึดอัดเขาจึงหาเรื่องชวนคุยพวกเขาออกจากเมืองมาได้ระยะหนึ่งหนึ่งอาจารย์ก็พาทั้งคู่ขึ้นเขา บรรยากาศเงียบสงบเกินกว่าจะเป็นป่าที่ชาวบ้านเข้ามาหาของประทังชีวิต มันแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดฉินหลิวซีค่อนข้างชอบบรรยากาศเช่นนี้ มันดูเงียบสงบและทำให้นางผ่อนคลาย นางสามารถอยู่ที่แบบนี้ได้ทั้งวันโดยไม่เบื่อ“คนที่ข้ากำลังจะพา
“เราไม่ต้องรีบร้อน อย่างไรก็ถึงตามกำหนดการ” นางเผื่อเวลาเอาไว้แล้วเรื่องนี้จึงไม่ต้องห่วง หรือต่อให้มีเหตุทำให้คลาดเคลื่อนไปจริง อาจารย์ของนางก็ต้องรอแน่“หรืออย่างไรดี วันนี้อยากลองค้างในป่าดูหรือไม่”ฉินซือหยวนใช้เวลาทบทวนไม่นานเขาก็พยักหน้าทันที สายตาของเด็กชายบ่งบอกว่าเขาตื่นเต้นมากตอนอยู่กับอาจารย์ก็นับว่ามีผู้ใหญ่คอยดูแล ตอนอยู่กับท่านพ่อท่านแม่ก็มีพวกเขาคอยหุงหาอาหารให้ ที่ผ่านมาอาศัยพักนอนโรงเตี๊ยมตลอด ตอนนี้สองพี่น้องเดินทางกันลำพัง อะไรต่อมิอะไรต้องทำด้วยตัวเองหมด“เอาสิ ๆ ต้องสนุกมากแน่เลย”“เจ้าเด็กคนนี้ เราไม่ได้มาเที่ยวเล่นกันนะ” ฉินหลิวซีอดไม่ได้ที่จะบีบแก้มน้องชายด้วยความมันเขี้ยวในเมื่อน้องของนางไม่ได้ว่าอะไร และเต็มใจมากด้วยซ้ำ วันนี้ทั้งสองคนจึงตัดสินใจค้างกลางป่าพวกเขาเดินไปจนพบแม่น้ำสายหนึ่งซึ่งมองเห็นกำแพงเมืองข้างหน้าจากตรงนี้ พรุ่งนี้เดินทางต่อไม่ถึงหนึ่งก้านธูปก็คงถึงเมืองแล้ว เลือกสถานที่แห่งนี้พักแรมชั่วคราวครั้งแรกกันสองคนก็ไม่เลว ถ้ามีเหตุฉุกเฉินหรือเรื่องสุดวิสัยอะไรเกิดขึ้นก็ยังหนีเข้าเมืองทันแม่น้ำที่พวกเขาเลือกอยู่ใกล้กับต้นน้ำมากจึงไม่ต้องห่วงเรื
เวลาสามเดือนที่รอคอยมาถึงอย่างรวดเร็ว นางมัวแต่ทำนั่นทำนี่รู้ตัวอีกทีก็ถึงกำหนดการเดินทางแล้ว ฉินหลิวซีเรียกผู้ติดตามทั้งสองของนางเข้ามาพบ“นายหญิงน้อยมีเรื่องจะสั่งหรือขอรับ”“ระหว่างที่ข้าไม่อยู่มีเรื่องจะไหว้วานพวกเจ้า เพราะข้าเชื่อใจจึงได้ฝากฝัง หลังจากที่ข้าออกเดินทาง ความปลอดภัยของคนในครอบครัวต้องฝากพวกเจ้าดูแล”อาเซียวอาซานรู้อยู่ว่านายหญิงต้องเดินทางตั้งแต่วันที่บังเอิญเจอกับผู้อาวุโสครั้งนั้นแล้ว ตนก็นึกสงสัยอยู่ว่านายหญิงน้อยจะให้ติดตามไปด้วยหรือไม่“นายหญิงน้อยโปรดวางใจ พวกข้าจะทำให้ดีที่สุด”“ถึงมาพูดเอาป่านนี้จะไม่มีประโยชน์เพราะข้าวางใจพวกเจ้าไปแล้ว แต่ก็ฝากเตือนทุกคนเอาไว้ด้วยว่า หากทรยศข้าขึ้นมา ไม่จบแค่ความตายแน่”“พวกข้าน้อยทราบดี และซาบซึ้งในบุญคุณของนายหญิงน้อยยิ่งนัก จะสอดส่องดูแลให้ทั่วถึงขอรับ”พวกเขารับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะถึงขนาดนี้นางก็วางใจไปได้พอสมควร คำเตือนก็ส่งให้แล้วจะปฏิบัติอย่างไรก็แล้วแต่พวกเขาอาเซียวอาซานเปลี่ยนเจ้านายมาหลายคน พอหมดประโยชน์ด้านใช้แรงงานก็ขายต่อ บางครั้งตลาดค้าทาสก็เป็นที่ซื้อขายแรงงานชั่วคราว แต่ก็ต้องทำใจไว้ด้วยว่าบางกรณีอาจต้องเป
ได้ยินคำถามน้องชายของนางก็เลิกคิ้ว “ท่านพี่จะมาไม้ไหนอีก”“ทำอย่างกับข้าไม่เคยซื้อของให้เจ้าไปได้” นางหยิกแก้มน้องชายด้วยความเอ็นดูไปที“ปกติท่านพี่ตระหนี่จะตาย ไม่สิ ถ้าจะพูดให้ถูกคือพวกเรามีเงินจำกัดถึงได้ต้องคิดแล้วคิดอีกก่อนจะซื้ออะไร แล้วมันก็เป็นเงินของท่านด้วย”“ตอนนี้ข้ามีเงินเยอะแล้ว ถ้าอยากได้อะไรก็บอกข้าได้ตลอดนะ” นางผ่านช่วงเวลาทั้งหมดมาได้เพราะมีเขาอยู่ข้าง ๆ เพราะมีเขาจึงได้ไม่เหงา ถ้าไม่มีฉินซือหยวนนางคงผ่านวันเวลาอันยากลำบากด้วยความทรมานกว่านี้แน่“ตอนนี้ข้ายังไม่มีอะไรอยากได้เป็นพิเศษ แต่ถ้ามีข้าจะบอกท่านแน่นอน”กว่าจะถึงกำหนดเดินทางพวกเขาก็ยังมีเวลาเตรียมตัวอีกมาก ฉินหลิวซีนับจำนวนสมุนไพรทั้งหมดที่เหลืออยู่ในร้าน หากของใกล้จะหมดคลังแล้วนางก็จะเติมเอาไว้ให้และเผื่อสำรองล่วงหน้า เผื่อว่าเป็นการเดินทางที่ยาวนาน อะไรที่หาไม่ได้ง่าย ๆ นางก็จะเอาไว้ให้มากหน่อย อะไรที่พอซื้อหาแลกเปลี่ยนกันได้นางก็จะบอกเกณฑ์ราคาที่รับและจ่ายออกไปโอสถที่ปรุงไว้ก่อนไปเมืองหลวงยังเหลืออยู่เยอะเลยนะ แต่เดินทางไปกับอาจารย์ครั้งนี้ไม่รู้จะได้กลับมาเมื่อไหร่ ทำเพิ่มอีกหน่อยดีกว่าฉินหลิวซีปรุงโอสถ