หนึ่งครั้งที่เขาช่วยชีวิตนาง หนึ่งครั้งที่นางช่วยชีวิตเขา ‘เสิ่นฉางซี’ บุตรสาวองครักษ์วังหลวงที่รอดจากความตายพร้อมแผลเป็นบนใบหน้าและท่าเดินกะโผลกกะเผลก ชีวิตของนางเป็นของ ‘สวินเย่ว์’แม่ทัพหนุ่มผู้แข็งกระด้างผู้บังเอิญช่วยนางอย่างไม่ตั้งใจ ชะตานำพาให้ใจสองดวงให้พานพบและผูกพัน เกิดสายใยโยงหัวใจสองดวง ลมหายใจของนาง ไออุ่นจากกายของเขา ความรักที่จารในหัวใจจะยังคงเป็นเช่นเดิมไม่เสื่อมคลาย แม้นางจะย้ำเตือนตัวเองว่าเขาคือบุรุษที่นางไม่ควรรัก!
View More“คุณชาย...” นางเม้มปากแล้วเปลี่ยนคำเรียกขานใหม่ ในวัยเด็กมักถูกเขาบังคับให้เรียกว่า “พี่รุ่ยเฉียง” เการุ่ยเฉียงฉีกยิ้มอย่างพอใจ นางยังจำได้ว่าเขามักดุนางเสมอเมื่อเรียกเขาว่า ‘คุณชายเกา’ “กลิ่นนี้...” “ข้าวต้มรังบวบเจ้าค่ะ” นางเอ่ยขึ้น บ่าวรับใช้จัดโต๊ะเก้าอี้ให้นางนั่งใกล้ๆ เตียงได้อย่างสะดวก “ร่างกายของพี่รุ่ยเฉียงยังอ่อนแออยู่ จะกินอาหารรสจัดมิได้ ฉางซีจำได้ว่าพี่รุ่ยเฉียงชอบกินข้าวต้มรังบวบจึงลงมือทำให้ หวังว่ารสชาติจะถูกปาก” เพราะเการุ่ยเฉียงยังอ่อนแรงอยู่ เสิ่นฉางซีจึงเป็นฝ่ายป้อนข้าวต้มให้เขาด้วยมือตนเอง “บวบอ่อนกินแก้ร้อนใน ส่วนรังบวบมีเส้นใยและมีคุณประโยชน์ละลายเสมหะ ขับพิษ แก้ปวด กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด โรยเกลือเล็กน้อยทำให้อยากอาหาร พี่รุ่ยเฉียงกินให้มากๆ นะเจ้าคะ” “รสมือเจ้าไม่เปลี่ยนเลย” เขาพูดเมื่อกลืนข้าวต้มอุ่นๆ ลงกระเพาะแล้ว เมื่อมองนางใกล้ๆ เช่นนี้ยิ่งตอกย้ำว่านางมิใช่เด็กน้อยคนนั้นของเขาอีกแล้ว “ไม่มีสิ่งใดไม่เปลี่ยนแปลง” นางเอ่ยเสียงเรียบ ช้อนตามองอีกฝ่าย แววตาของเขายังมองนางอย่างลึกซึ้ง เพียงแต่เป็นสายตาที่มองอย่างเอ็นดูและสงสาร “ความรู้สึกของฉางซีเคา
เกาฮูหยินส่งสายตาห้ามปราม แล้วจูงมือเสิ่นฉางซีพาเข้าไปด้านใน เสิ่นฉางซีไม่ได้กลับมาที่นี่นานแปดปี แต่นางจดจำเส้นทางที่กำลังเดินอยู่นี่ได้ ทางเดินมุ่งไปยังเรือนของเการุ่ยเฉียง สามวันก่อนพ่อบ้านสกุลเกาส่งเทียบเชิญและจดหมายจากเกาฮูหยิน ใจความจดหมายกล่าวถึงอาการเจ็บป่วยของเการุ่ยเฉียง หวังใจให้นางมาเยี่ยมเยือนสักครั้ง แม้ฐานะนางเป็นเพียงอนุ แต่อยู่ในสกุลใหญ่ นางคิดหลายตลบสุดท้ายจึงเอ่ยปากขออนุญาตกลับมาเยี่ยมบ้านสกุลเกา นางไม่ได้พาเด็กๆ มาด้วย ได้แต่กำชับให้หยางหยางดูแลอันอันให้ดีอย่าให้ซุกซนเกินไป อย่างไรอยู่ในจวนแม่ทัพย่อมปลอดภัยกว่า หยางหยางมีท่าทีไม่พอใจที่รู้ว่านางจะมาพบชายที่เคยทำร้ายนาง แต่ไม่กล้าขัดใจมารดาจึงได้แต่ทำหน้าบึ้งตึงใส่ ในห้องนอนอบอวลด้วยกลิ่นยา เสิ่นฉางซีถึงกับผงะไปเล็กน้อย เกาฮูหยินรับรู้อาการของนาง จึงหันมาส่งยิ้มเศร้าหมองให้ “นับตั้งแต่วันที่ออกไปพบเจ้าวันนั้น เขากระอักเลือดกลับมาก็ล้มป่วยเช่นนี้” เกาฮูหยินกลั้นน้ำตาไม่ให้หลั่งริน “ซีเอ๋อร์ ที่ผ่านมาข้าไม่เคยคิดร้ายกับเจ้าเพียงแต่...” “ฮูหยินอย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลย เป
“ข้ารู้”“พี่ใหญ่เดินทางเถิด ข้าส่งแค่นี้” นางลุกขึ้นยืน ประสานมือคารวะพี่ชายของตนแล้วหันไปสั่งกับบุรุษหน้าตายที่ยืนอยู่ใกล้ๆ “มู่หญงดูแลพี่ใหญ่ของข้าด้วย”“บ่าวทราบแล้วขอรับ”“เช่นนั้นน้องขอตัว พี่ใหญ่เดินทางดีๆ รักษาตัวด้วย”“เจ้าก็เช่นกันซูหลี่น่า”หญิงสาวในอาภรณ์สีม่วงเข้มก้าวออกไปขึ้นหลังม้าสีดำสนิทของตน นางหันไปสบตากับซูเหยี่ยนครั้งหนึ่งแล้วควบม้าออกไป มู่หญงเห็นนางออกไปไกลแล้วจึงระบายลมหายใจเบาๆ แต่กระนั้นก็ทำให้ซูเหยี่ยนหัวเราะด้วยน้ำเสียงแหบแห้งออกมา“พวกเราก็เดินทางกันเถิด”“ขอรับ”“มู่หญง”“....”“ขอบใจที่อยู่ข้างข้ามาตลอด”มู่หญงเงยหน้าสบตาซูเหยี่ยน ถ้อยคำเรียบง่ายนี้ทำให้หัวใจของมู่หญงตื้นตันและอับจนถ้อยคำในเวลาเดียวกัน“บ่าวเต็มใจยิ่ง”“ข้ารู้”ซูเหยี่ยนลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินมานอกศาลาแล้วสูดลมหายใจลึกๆ อีกครั้ง เด็กหญิงตัวน้อยผู้นั้นสอนให้เขารู้จักคำว่า ‘อภัย’ อย่างแท้จริงเป็นเช่นไร หัวใจที่แบกรับความเจ็บปวดมายาวนานก็เบาบางลงอย่างน่าอัศจรรย์แล้วนางเล่า จะผ่านเคราะห์กรรมของตนเองได้หรือไม่ เขาเองได้แต่หวังว่าเส้นทางที่นางเลือกนั้นจะไม่ทำให้นางต้องเสียใจ.กว่าแปดปีแล้ว นาง
เขาไม่เคยรู้สึกรู้สาใดกับเสียงร้องโหยหวนร้องขอชีวิตหรือเสียงสาปแช่ง ทว่าในวันนั้น เสียงร้องของเด็กหญิงตัวน้อยกลับปลุกอีกเสี้ยวหนึ่งที่หลับใหลของเขาให้ตื่นฟื้น เพียงชั่วกะพริบตากลับหวนให้รำลึกถึงวัยเยาว์ บ้านของเขาเป็นคฤหาสน์หลังใหญ่ถูกไฟไหม้จนกลายเป็นทะเลเพลิง คราวนั้นเขาจูงมือน้องสาวแน่นไม่ยอมปล่อย ซูหลี่น่าเอาแต่ร้องไห้จนใบหน้าเปื้อนเปรอะ พร่ำเรียกหาบิดามารดาที่จมกองเลือดกลายเป็นซากศพ ปลายกระบี่จ่อที่ปลายจมูกของเขา ชายผู้นั้นสวมชุดสีม่วงเข้มคาดผ้ารัดเอวสีทองสะท้อนแสงเพลิงยามค่ำคืนอันโหดร้าย ‘ขอร้องข้าสิ เผื่อบางที ข้าจะมีความเมตตาหลงเหลืออยู่’ เสียงเย้ยหยันนั้นทำให้ดวงตาของเขาเบิกกว้าง ทั้งโกรธแค้นและชิงชัง แต่เขาอายุเพียงสิบขวบ วัยเด็กของเขามลายหายไปสิ้น ‘อย่าโทษข้า แต่จงโทษโชคชะตาของเจ้า’ อีกฝ่ายกล่าวอย่างใจเย็น ลากปลายกระบี่เปื้อนเลือดกรีดเสื้อของเด็กชายจนเห็นแผ่นอกขาวของคุณชายที่ไม่เคยต้องแดด คุณชายน้อยแห่งบ้านเศรษฐีซู ใครเลยจะรู้ว่าชีวิตที่ผู้คนอิจฉาจะมีวันนี้ เด็กชายกัดฟันแน่นก่อนเอ่ยออกไป ‘หากจะฆ่าข้า! จงฆ่าให้ตาย! ถ้าข้าไม่ตาย!
“เด็กดี” หลีเหว่ยเกลี่ยเส้นผมที่เคลียแก้มนวล “อดทนเพื่อข้าอีกสักนิด ข้าตระเตรียมรับเจ้าออกจากจวนท่านแม่ทัพ” “จริงหรือ?” แววตาใสคู่นั้นมีแววตื่นเต้นยินดี “พี่เหว่ยจะมารับข้าไปอยู่กับท่านจริงๆ นะ” “แน่นอน พี่จะทอดทิ้งภรรยาตัวน้อยได้อย่างไร” ได้ยินถ้อยคำหวานหู หัวใจจางรั่วเวยพลันอ่อนยวบ นางเอนกายพิงแผ่นอกของคนรัก วางปลายนิ้วบนอกเสื้อของอีกฝ่าย เฝ้ารอวันที่จะได้เคียงคู่โดยมิต้องหลบซ่อนอีก“ข้าเชื่อใจท่าน” “ฮูหยินน้อยเจ้าคะ” เสียงเสี่ยวจูกระซิบเรียกจากด้านนอกทำให้จางรั่วเวยได้แต่ถอนหายใจหนักหน่วง หลีเหว่ยโน้มหน้าลงจุมพิตกลีบปากอ่อนนุ่มอย่างอาลัย ดวงหน้าของหญิงสาวแดงระเรื่อขึ้นมาอีกครั้ง แต่เสียงเรียกซ้ำๆ ด้านนอกทำให้ทั้งสองต้องผละออกจากกัน “ข้าจะรอท่าน” จางรั่วเวยเอ่ยแล้วเป็นฝ่ายลุกจากเตียงเดินจากห้อง เสี่ยวจูรีบเอาเสื้อคลุมมาคลุมร่าง ประคองพากันเดินหลบผู้คนออกจากโรงเตี๊ยมเล็กๆ แห่งนี้ แม้จะออกมาพ้นโรงเตี๊ยมแล้ว จางรั่วเวยหันกลับไปมองหน้าต่างชั้นสองบานนั้นที่เปิดอยู่ เพราะอยู่ไกลนางจึงเห็นเพียง
นางหอบหายใจแรง หัวใจเต้นรัวด้วยความเสียวซ่าน ระลอกแล้วระลอกเล่าถาโถมทุกครั้งที่นิ้วยาวเคลื่อนไหวเข้าออกอย่างเชื่องช้าและค่อยๆ เร็วขึ้น แรงขึ้น ความร้อนจากกายของเขาถ่ายเทมาสู่นาง เช่นเดียวกับลมหายใจร้อนระอุของเขากำลังหลอมละลายนาง สวินเย่ว์รับรู้ได้ว่าร่างคนบนตักเกร็งกระตุกด้วยถึงจุดสุขสมแล้ว ดวงตาฉ่ำวาวของนางจ้องมองเขาและโดยไม่รู้ตัว ปลายนิ้วของนางอยู่ที่สาบเสื้อของเขาคล้ายเรียกร้องปรารถนาแตะต้องร่างกายของเขาเช่นกัน กิริยาเพียงแค่นี้เรียกรอยยิ้มจากบุรุษชาตินักรบเช่นเขาได้ ร่างกายนางอ่อนระทวย นางหลุบตาเอียงอายในเงามืด ในขณะที่เขาปลดสายรัดเอวออก สวินเย่ว์เผลอคิดถึงจางรั่วเวยที่หวาดกลัวทุกครั้งที่เขาใกล้เขา เขาไม่อยากให้นางกลัวเช่นเดียวกับรั่วเวย เพราะเร่งรีบเดินทางกลับมาหานางทำให้เขาไม่ได้ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า บนกายยามนี้มีอาวุธซ่อนอยู่ เขาปลดมันวางไว้แล้วใช้เสื้อคลุมทับ เสิ่นฉางซียังหอบหายใจอยู่ทว่าบุรุษผู้นี้ไม่ยินยอมให้นางได้พักนานนัก เขามองเห็นแผ่นหลังของนางแล้วร้อนรุ่มไปทั่วร่าง รั้งนางมาที่โต๊ะวางของแล้วยกสะโพกนางขึ้น เสื้อผ้าของนางหลุดออกจากเรือนร
เสิ่นฉางซีก้าวเท้าเข้าไปใกล้ ยื่นมือไปแกะปมเชือกเสื้อคลุมออก ราวกับทำเช่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วน ท่าทางที่ไร้การเคอะเขินทำให้สวินเย่ว์ผ่อนคลายลง เมื่อยืนใกล้กัน นางต้องเขย่งปลายเท้าเพื่อแกะปมเชือกเสื้อคลุมที่คอของเขา ด้วยเกรงว่านางจะล้มจึงยื่นมือไปโอบเอวนางไว้หลวมๆ นางกลับขยับเข้าใกล้เขามากยิ่งขึ้นแล้วแกะเชือกออกพร้อมเสื้อคลุมที่ร่วงลงพื้นเพราะคว้าไว้ไม่ทัน “ช่างเถอะ มีแต่ฝุ่นทั้งนั้น” เสื้อผ้าของเขาไม่ควรตกพื้น แต่เรื่องครั้งนี้เขาไม่ใส่ใจ มองนางก้มลงเก็บเสื้อคลุมของเขาพับไว้แล้วหาที่วาง ห้องครัวขนาดเล็กเหมาะกับนาง แต่พอสวินเย่ว์ยืนอยู่ในนี้ กลับดูคับแคบนัก “ท่านแม่ทัพหิวหรือไม่” นางถามแล้วหันไปเทน้ำใส่อ่างนำมาวางตรงหน้าเขา เพื่อให้ชายหนุ่มล้างมือ “เหตุใดไม่มีบ่าวไพร่คอยรับใช้” เขาล้างมือ ไม่เดือดร้อนแม้จะเป็นน้ำเย็น แต่ไม่อยากเห็นนางลำบาก แต่ก่อนนางอยู่นอกจวนใช้ชีวิตอย่างไรเขาไม่รู้ แต่เวลานี้ไม่ต้องการเห็นผู้หญิงของเขามีความเป็นอยู่ที่ไม่สะดวกสบาย “บ่าวไม่ชอบให้มีคนมาวุ่นวายเจ้าค่ะ” นางยิ้มบางๆ แล้วยื่นมือไปใช้ผ้านุ่มซับน้ำท
“พวกเจ้า!” เสี่ยวจูกระทบเท้าเร่าๆ พอเห็นอนุคนใหม่ของท่านแม่ทัพแล้วก็โยนโทสะเข้าใส่ “เพราะเจ้า! ข้าถึงได้ตกน้ำ” “ข้ารึ?” เสิ่นฉางซีแสร้งทำหน้าฉงน “เมื่อครู่เกิดเรื่องใดขึ้น?” “เจ้าทำให้ข้าตกน้ำ” “ข้าจะทำให้แม่นางเสี่ยวจูตกน้ำได้อย่างไร เมื่อครู่ข้ายืนอยู่ใกล้ฮูหยินน้อย” หญิงสาวก้มหน้ามองอันอันที่ยื่นมือมาจับมือนางไว้ “หรือเจ้าจะบอกว่าอันอันเป็นคนทำเจ้าตกน้ำ” อันอันขยับตัวเข้ามากอดขาเสิ่นฉางซี ช้อนตามองอีกฝ่ายราวกับหวาดกลัวเสียเต็มประดา ผู้ใดเห็นก็อดเวทนาไม่ได้ เด็กตัวน้อยน่ารักจะไปทำผู้ใดได้ เสี่ยวจูหวีดร้องด้วยความโมโหที่ถูกมองเป็นตัวตลกเช่นนี้ นางยกฝ่ามือขึ้นหมายจะตบใบหน้าของเสิ่นฉางซี แต่ครั้งนี้เสิ่นฉางซีคว้าข้อมือเสี่ยวจูไว้ได้ทัน นางบีบข้อมืออีกฝ่ายแน่น “เจ้ากล้า!” เสี่ยวจูขึงตาใส่ “ลองดูหรือไม่” เสิ่นฉางซีคลี่ยิ้มเย็นยะเยือก “เจ้าลืมไปแล้วหรือ ข้าเป็นแม่ครัว ถนัดนักเรื่องใช้มีด เคล็ดลับการทำอาหารให้อร่อยคือต้องใช้ของสดๆ หมูเห็ดเป็ดไก่ข้าชำแหละด้วยตัวเอง เลาะก้างปลาเป็นงานถนัด แต่ยัง
เด็กน้อยจำความรู้สึกยามถูกมารดาโอบกอดไม่ได้แล้ว ผู้อื่นมองว่าฮ่องเต้โปรดปรานเขามากจึงมักหาทางกลั่นแกล้งเขาเสมอ เพียงแค่เสี้ยวเวลาสั้นๆ ที่ฮ่องเต้ไม่อยู่ใกล้เขา เขาถูกรังแกสารพัด พี่น้องคนอื่นก็ไม่อยากจะเล่นกับเขา กับฮองเฮาที่เขาต้องเรียก ‘เสด็จแม่’ ก็ยังไม่ชอบเขา เหตุที่เขาไม่พูดเพราะ...เพราะเมื่อเขาพูดความจริงว่าถูกผู้อื่นรังแก แต่ไม่มีใครเชื่อ เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นเด็กขี้โกหก นานวันเข้า เขาจึงไม่พูดกับใครอีกเลยแต่ก่อนเขาคิดว่าตนเองอดทนได้ แต่ไม่เคยคิดว่าวันนั้น พี่น้องผู้อื่นมาชวนเขาไปเล่นด้วย แต่ใครคนหนึ่งกลับผลักเขาตกลงไปในหีบไม้ใบหนึ่ง ฝาหีบปิดทันทีที่เขาล้มหน้าคว่ำลงไป เขาหวาดกลัวความมืดเป็นที่สุด ไม่ว่าจะทุบผนังหรือส่งเสียงร้องเพียงใดก็ไม่มีใครเปิดให้ จนกระทั่งเขารู้สึกว่าหีบเคลื่อนไหวโคลงเคลงไปมา เขากลัวมาก กลัวจนแกะเล็บตนเองจนฉีกมีเลือดซึมเสิ่นฉางซีรู้สึกถึงร่างกายของอันอันสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างกะทันหัน นางกอดร่างเล็กๆ แน่นขึ้นแล้วพูดปลอบประโลม“ไม่มีอะไรแล้ว ไม่มีหมาป่าน่ากลัวอีกแล้ว”อันอันสูดน้ำมูก ใช้หลังมือปาดน้ำตาแล้วยิ้มให้ เสิ่นฉางซีลุกขึ้นแล้วฉวยตะกร้าและข้อมือเด็ก
รถม้าคันหนึ่งถูกไล่ล่ามากว่าครึ่งชั่วยามแล้ว ร่างบอบบางของเด็กหญิงวัยสิบขวบที่สวมชุดเด็กชายอยู่นั้น ถูกบิดากอดไว้แนบแน่นอย่างปกป้อง เด็กน้อยจ้องมองหัวไหล่ของบิดาที่ชุ่มโชกไปด้วยโลหิต นางกัดริมฝีปากแน่นกลั้นเสียงร้องแต่กระนั้นน้ำตาหยดใสยังไหลรินจากดวงตาคู่งาม หนีมาได้ไกลถึงเพียงนี้ อีกแค่ไม่กี่สิบลี้ก็จะถึงที่หมายแล้วแท้ๆ เหตุใดสวรรค์ไม่เมตตา “พ่อผิดต่อเจ้าแล้ว ซีเอ๋อร์” น้ำเสียงของบิดาปลอบประโลมอยู่ริมหู หัวใจเหมือนมีมือยักษ์มาบีบเค้นจนเจ็บปวดเกินพรรณนา ด้วยสถานการณ์บังคับ เขาในฐานะหัวหน้าองครักษ์ต้องปกป้ององค์รัชทายาท ทว่าเวลานี้กลับต้องใช้บุตรสาวเพียงคนเดียวสวมชุดรัชทายาทลวงเหล่านักฆ่ามาอีกทางเพื่อให้คนของเขาพาองค์รัชทายาทเสด็จกลับวังโดยด่วน “ซีเอ๋อร์อย่าได้กลัว” วงแขนโอบกอดบุตรสาวแนบแน่น ภรรยารักของเขานั้นเป็นเพียงนางกำนัลเล็กๆ ในวังหลวง เมื่ออยู่จนอายุครบกำหนดก็ออกมาใช้ชีวิตนอกวังตามกฎ เขาผู้แอบรักนางมาเนิ่นนานจึงได้แต่งงานกันอย่างเงียบๆ มีบุตรสาวที่แสนน่ารัก ไม่คาดคิดว่าวันหนึ่งเขาจะต้องใช้ชีวิตบุตรสาวตัวเองทำการเสี่ยงอันตรายเช่นนี้...
Comments