Beranda / รักโบราณ / จารใจทุรยศ / Chapter 9. สวินเย่ว์        

Share

Chapter 9. สวินเย่ว์        

last update Terakhir Diperbarui: 2025-03-03 21:38:06

                         

            "ไฉนไม่ยื่นมือช่วยเหลือกันบ้าง” เสียงบ่นพลางเหนี่ยวตัวขึ้นไปนั่งบนกิ่งไม้

            สวินเย่ว์ขยับกายนั่งห้อยเท้าทั้งสองข้าง ใบหน้ายังคงเรียบเฉยไร้ความรู้สึกแต่แววตามีรอยขบขันที่เห็นผู้ที่มาเยือนสวมชุดขันที

            “เป็นถึงรัชทายาทต้องใช้ชีวิตหลบซ่อนเช่นนี้เชียวหรือ”

            “หากเลือกได้ ข้าขอเกิดเป็นสามัญชนเช่นเจ้าดีกว่า” บุรุษหนุ่มเอ่ยแล้วสูดลมหายใจลึกๆ อากาศนอกรั้ววังหลวงนี้ช่างสดชื่นดีแท้

            “ท่านคงมิได้ลอบออกจากตำหนักบูรพาเพื่อสูดอากาศเท่านั้นหรอก”

สวินเย่ว์คุ้นชินกับนิสัยของรัชทายาทฝูหรงเป็นอย่างดี ยามนี้เขาสวมชุดขันทีเช่นนี้ เขาจึงเอ่ยปากสนทนาด้วยถ้อยคำธรรมดาสามัญ

            “เจ้าไม่ไปเยี่ยมเยือนข้าเลยนี่ ข้าจึงยอมลดตัวมาหาเจ้า”

            “ตำหนักบูรพาน่าเข้าไปนักหรือ?” เขาเบ้ปากเล็กน้อย “ได้พบท่านครั้งแรก ท่านก็สวมชุดขันทีเช่นนี้”

            รัชทายาทฝูหรงหัวเราะออกมา มีแต่เวลานี้เท่านั้นที่เขาสามารถหัวเราะได้อย่างเต็มเสียงและปลอดโปร่ง หากสบโอกาสเขามักลอบออกจากตำหนักเพื่อติดตามหาข่าวใครคนหนึ่งเสมอ และนั่นทำให้เมื่อสามปีก่อนบังเอิญได้พบสวินเย่ว์ ครานั้นเขายังไม่รู้ว่า ‘สวินเย่ว์’ เป็นใคร เพียงแต่เห็นว่าเขาเป็นทหารระดับล่างที่มีฝีมือดี  สวินเย่ว์เคยช่วยเขาเมื่อครั้งที่ลอบออกจากตำหนักสองหรือสามครั้ง ใบหน้าเรียบนิ่งและท่าทีหยิ่งยโสนั้นรบกวนจิตใจเขา คนผู้นี้ไม่เปิดโปงเขาและไม่ปากมาก เดิมทีคิดจะลากสวินเย่ว์มาเป็นองครักษ์ข้างกาย  แต่อีกฝ่ายปฏิเสธอย่างไม่อนาทรร้อนใจ  เขาจึงรู้สึกว่าทหารผู้นี้ไม่ธรรมดา  จึงคบหาอย่างสหาย แม้ไม่ได้พบเจอกันบ่อยนัก แต่ทุกครั้งที่ได้พบกลับรู้สึกราวกับคนคุ้นเคย เมื่อรู้ความจริงว่าสวินเย่ว์เป็นบุตรชายคนโตสกุลสวิน ตระกูลนักรบหลายชั่วอายุคน เขาจึงไม่รู้สึกประหลาดใจนัก

            สวินเย่ว์เองรู้ดีมาตั้งแต่พบหน้าฝูหรงครั้งแรกว่าเขาเป็นองค์รัชทายาท แม้ตัวเขาใช้ชีวิตนอกจวน แต่ข่าวคราวความเคลื่อนไหวในวังหลวงและการทหารย่อมอยู่ในสายตาของเขาตลอด มิเช่นนั้นเขาจะยังสามารถใช้ชีวิตรอดพ้นคมกระบี่มาถึงเวลานี้ได้หรือ? แต่เมื่ออีกฝ่ายไม่ต้องการให้เขารู้ เขาจึงแสร้งไม่รู้ กระทั่งยามที่ได้พบกันในท้องพระโรง เขาไม่เห็นแววตาแตกตื่นหรือประหลาดใจของฝูหรงแม้แต่น้อย ตามจริงแล้ว เมื่อฐานะที่แท้จริงของเขาเปิดเผย ฝูหรงไม่จำเป็นต้องแต่งกายชุดขันทีลอบมาพบเขาเช่นนี้

            หรือว่าชายผู้นี้ชอบชุดขันทีจริงๆ

            ฝูหรงเห็นแววตาวูบหนึ่งของสวินเย่ว์มีคำถามแล้วก็กลบเกลื่อนด้วยการมองไปทางอื่น  

            “ดูเหมือนเจ้าไม่ชอบอยู่จวนเท่าไหร่นี่” ฝูหรงไม่ใส่ใจสายตาแปลกๆ วูบนั้น

            “แค่ไม่คุ้น มิใช่ไม่ชอบ” สวินเย่ว์ไหวไหล่เล็กน้อย “อีกอย่างการที่ข้าเลื่อนมารับตำแหน่งแม่ทัพในครั้งนี้ทั้งที่เหตุการณ์ไม่คลี่คลายดีนัก ข้าอยากกลับไปสะสางให้แล้วเสร็จ”

            “อ้อ...เจ้าได้เลื่อนขึ้นเป็นแม่ทัพมีความดีความชอบเพราะสังหารแม่ทัพที่คิดก่อกบฏ” ฝูหรงแสร้งพูดเหมือนเพิ่งนึกได้ เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ แสดงว่าคนในสกุลสวินนั้นระแคะระคายเรื่องเหล่านี้มาตลอดจึงยอมส่งบุตรชายคนโตเข้ากองทัพโดยไม่เปิดเผยตัวจริงออกไป “ข้าได้ยินว่าฮ่องเต้จะทรงพระราชทานงานสมรสให้เจ้าด้วยนี่ เจ้าจะได้เป็นถึงราชบุตรเขยเลยทีเดียว”

            คิ้วกระบี่เลิกขึ้นแล้วปรายตามองอีกฝ่าย เรื่องนี้เขาได้ยินมาบ้างและแจ้งกับบิดาให้ช่วยยับยั้งไว้ก่อน หรือจะให้ดีก็ทำให้ฮ่องเต้เลิกคิดเรื่องไร้สาระพวกนี้เสีย

            “บ้านเมืองยังไม่สงบ อย่าได้เสียเวลากับเรื่องไร้สาระเช่นนี้”

            “ฟังเหตุของเจ้าแล้วดูดีนัก หรือเจ้ามีนางในดวงใจ อย่างไรให้ข้าช่วยออกหน้าให้ดีหรือไม่”  ฝูหรงอดกระเซ้าสหายมิได้ นอกจากสวินเย่ว์

แล้ว เขาไม่ค่อยได้พูดจาเช่นนี้กับผู้ใด

            “ข้าไม่ได้มีเวลาว่างคิดเรื่องพรรค์นั้น”

            “หรือเจ้าชอบบุรุษ” 

            คราวนี้เห็นเส้นเลือดที่ขมับของสวินเย่ว์เต้นตุบๆ ขึ้น ฝูหรงจึงยอมรามือ

            “สรุปว่าเจ้ามีเรื่องที่อยากทำแต่ยังออกไปไม่ได้สินะ”

            “ท่านเองก็คงไม่ต่างจากข้า” เขาปรายตามองชุดขันทีอีกครั้ง

            “ข้าแค่อยากหาเด็กคนนั้นให้พบ” ฝูหรงระบายลมหายใจเบาๆ

            “ผ่านมาห้าปีแล้ว ถ้ายังมีชีวิตอยู่คงเติบโตอายุสิบสี่สิบห้าแล้ว” สวินเย่ว์รู้เหตุผลที่องค์รัชทายาท ลอบออกจากตำหนักบูรพา มิใช่เที่ยวเล่น แต่เพื่อตามหาใครคนหนึ่ง ฝูหรงไม่ได้เล่ารายละเอียดอะไรมาก บอกเล่าแค่ว่าเมื่อห้าปีก่อนมีเด็กหญิงคนหนึ่งช่วยเขาไว้ให้รอดพ้นการลอบสังหาร

“หรือนางอาจตายไปนานแล้วก็เป็นได้”

            ฝูหรงพยักหน้ายอมรับ “ไม่พบศพนาง ข้าไม่อาจทำใจได้ว่านางตายแล้ว”

            “หรือเพราะเจ้ารู้สึกติดค้าง จึงไม่ยอมรับว่านางตายไปแล้ว”

            ฝูหรงหัวเราะเสียงปร่าเหมือนเย้ยหยันตนเอง หลายปีมานี่เขาพยายามตามหา ‘เด็กหญิง’ ที่ไม่รู้ชื่อคนหนึ่ง แววตาของนางประทับในหัวใจของเขา นางเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่ยินดีสวมเสื้อคลุมปลอมตัวเป็นเขา เพื่อให้เขาได้หลบหนีจากการถูกลอบสังหาร นางควรหวาดกลัว แต่แววตาของนางยังเป็นประกายงดงาม รอยยิ้มไร้เดียงสา ราวกับไม่รู้ว่านี่เป็นการเดินไปสู่ความตาย

            เขารู้เพียงแค่ว่านางเป็นบุตรสาวคนเดียวขององครักษ์เสิ่น

            “เอาเถอะ อย่างไรข้าจะช่วยสืบข่าวให้อีกทาง” สวินเย่ว์เอ่ยน้ำเสียงราบเรียบ เขาเห็นฝูหรงตื่นจากภวังค์และหันมามองทางเขา ชายหนุ่มก็ยกมุมปากขึ้น

            แต่รอยยิ้มของสวินเย่ว์ทำให้ฝูหรงขมวดคิ้ว

            “ข้าจำเป็นต้องออกไปจากที่นี่” เขายิ้มเย็นแล้วขยับข้อมือซ้ายขวาสลับไปมา เหมือนชั่งใจว่าจะใช้มือข้างไหนดี

            “แล้ว?”

            “ตามจริงแล้ว ทุกคนใช้เหตุผลที่ว่า ข้าเพิ่งเสร็จศึกให้อยู่แต่ในจวนเพื่อพักผ่อน แต่ข้าอยากออกไปสืบข่าวบางเรื่อง” เขาเชื่อว่าเบื้องหลังอดีตแม่ทัพใหญ่ต้องมีคนหนุนอย่างแน่นอน  อีกอย่างตอนที่ประมือกับอดีตท่านแม่ทัพ มีชายลึกลับมาช่วย ปกติแล้วชาวยุทธ์ไม่ยุ่งกับทางการ น้อยนักที่จะเห็นคนของพรรคใดมาก้าวก่ายในเรื่องราชสำนักอย่างเปิดเผย 

            โดยเฉพาะ คนผู้นั้นใช่ ‘ฝ่ามืออัคคี’

            ฝ่ามืออัคคีร้ายกาจนัก มิมีผู้ใดรอดพ้นความตาย แต่เด็กหญิงคนนั้นรอด...

            สวินเย่ว์เผลอคิดถึงเด็กหญิงคนนั้น ร่างกายของนางชุ่มโชกไปด้วยโลหิตและกลิ่นเนื้อไหม้ ใครจะรู้ว่านางรอดพ้นจากความตาย หากเป็นผู้อื่นคงสติฟั่นเฟือน ใช้ชีวิตอย่างหวาดผวา แต่นาง...กลับส่งยิ้มและเรียกเขาว่า ‘ผู้มีพระคุณ’

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terkait

  • จารใจทุรยศ    Chapter 10. เก็บสมุนไพร

    “เจ้าเป็นถึงบุตรชายคนโต เป็นแม่ทัพ เจ้าจะออกไปไหนมาไหนก็ไม่เห็นจะ...โอ๊ย!” ยังไม่ทันพูดจบประโยคดี ใบหน้าหล่อเหลาขององค์รัชทายาทที่อยู่ในชุดขันทีก็ถูกหมัดของแม่ทัพหมาดๆ ซัดเข้าใส่เต็มเบ้าตา! ฝูหรงไม่ทันตั้งตัวและหลบไม่ทันจึงรับหมัดเข้าไปเต็มๆ ซ้ำยังหงายหลังร่วงลงจากต้นไม้ โชคดีที่ไม่สูงนัก สวินเย่ว์ได้ยินเสียงก่นด่าพลางฉีกยิ้ม แค่นี้เขาก็ออกจากจวนได้อย่างสบายใจ…. “เมื่อครู่ท่านลุงว่าอะไรนะเจ้าคะ” เด็กสาวอ้าปากค้าง นางนั่งฟังท่านลุงวัยหกสิบที่เพิ่งกลับมาจากในเมืองบอกเล่าเรื่องแม่ทัพสวินเย่ว์ “ข้าฟังเขาเล่ากันมา แต่น่าจะเป็นเรื่องจริง ท่านแม่ทัพสวินเย่ว์ชกหน้ารัชทายาท แต่ฮ่องเต้ทรงเมตตาไม่ลงโทษสถานหนักเพียงแค่ให้ท่านแม่ทัพไปประจำที่หน้าด่านแทน” “เหตุใดท่านแม่ทัพทำเช่นนั้นนะ” เสิ่นฉางซีโคลงศีรษะไปมา เพิ่งได้กลับเข้าจวนแท้ๆ เหตุใดถึงได้ทำร้ายองค์รัชทายาทจนต้องถูกขับออกมาอีกเล่า นางได้แต่งุนงงไม่อาจหาคำตอบให้ตนเองได้เพราะยามนี้นางไม่ได้อยู่ในสำนักคุ้มภัยราชสีห์คำราม โดยปกตินายท่าน

    Terakhir Diperbarui : 2025-03-03
  • จารใจทุรยศ    Chapter 11. มาพร้อมกัน

    ความดีใจกับความเศร้าใจบางครั้งก็มาพร้อมกัน เกาเทียนฉียกถุงน้ำขึ้นกรอกน้ำลงคอดับกระหายแล้วใช้หลังมือเช็ดริมฝีปากง่ายๆ หากเขารู้ว่าเด็กน้อย เอ่อ ไม่ใช่สินะ เด็กสาวคนนั้นมีระดูคงไม่พานางให้ติดตามเขาออกมาเช่นนี้ หากยังอยู่ที่สำนักคุ้มภัยฯ อย่างน้อยก็มีพี่สะใภ้ช่วยสอนนางเรื่องเหล่านี้ได้ เด็กหญิงที่เติบโตโดยไร้มารดานี่ช่างน่าสงสารนัก แต่ในขณะเดียวกัน ย่อมแสดงให้เห็นว่าร่างกายของนางฟื้นฟูได้ดี แต่เดิมเกาเทียนฉีสนใจเรื่องสมุนไพรเป็นงานอดิเรก เขาช่วยงานด้านบัญชีในสำนักคุ้มภัย วรยุทธ์ของเขามิอาจเทียบพี่ใหญ่ได้ แต่ไม่นับว่าด้อยนัก ทว่าหากเป็นเรื่องการคิดคำนวณแล้ว พี่ใหญ่สู้เขามิได้ คิดถึงเรื่องนี้เขาก็อดหัวเราะไม่ได้ เป็นพี่น้องที่อายุห่างกันสิบปี แต่กลับเล่นซุกซนเหมือนอายุห่างกันแค่ไม่กี่ปี หลังจากภรรยาของเขาตายจากทั้งที่แต่งงานกันได้เพียงแค่ปีเศษ เขากลับมาทุ่มเทความสนใจในเรื่องสมุนไพรอีกครั้ง บางที ถ้าเขาจริงจังมากกว่านี้ ภรรยาของเขา...นางอาจจะ... ด้วยเหตุนี้ เมื่อไต้ซือซูและพี่ใหญ่ พาเด็กหญิงตัวน้อยมาทำการรักษาเขาจึงทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อช่วยนาง เขาได้

    Terakhir Diperbarui : 2025-03-04
  • จารใจทุรยศ    Chapter 12 หายไปได้อย่างไร

    “ข้าไม่เลิกล้มความตั้งใจง่ายๆ แน่” นางตวัดแส้ในมือลงพื้นระบายอารมณ์ แต่ปลายแส้ถูกปลายเท้าของชายหนุ่ม ทำเอาอีกฝ่ายกระโดดหลบแทบไม่ทัน “ช่างเถอะ คนผู้นั้นต้องพิษของข้าคงไปได้ไม่ไกล พวกเจ้าลองหาอีกสักรอบ ถ้าไม่เจอ เราก็มุ่งหน้าไปตามเป้าหมายเดิม” “นี่เจ้า!” “เจ้านี่ก็เกะกะสายตาข้าเสียจริง” หญิงสาวเก็บแส้แล้วเหยียดยิ้มมองด้วยสายตาเวทนา “เอาเถิด เห็นแก่ที่เจ้าเป็นปัญญาอ่อน ข้าจะไม่ถือสา หลีกทาง!” “ปัญญาอ่อน?” ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนเบิกตากว้าง “มารดาเถอะ! เจ้าด่าข้าเรอะ!”เกาเทียนฉีชี้นิ้วใส่อีกฝ่ายด้วยความโมโห ไม่คิดว่าจะถูกสตรีบอบบางคนหนึ่งด่าว่าเอาเช่นนี้ ด้วยความโมโหจึงพุ่งตัวไปหมายสั่งสอนอีกฝ่าย แต่หญิงสาวพลิ้วกายหลบหลีกได้ไม่ยากเย็น ซ้ำยังอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายรุกอย่างไร้ท่วงท่าจี้สกัดจุดอีกฝ่ายแล้วยกเท้าถีบร่างสูงโปร่งกลิ้งไปบนพื้น “หญิงบ้า! เจ้ากล้า!” “ถ้าไม่หุบปาก ข้าจี้จุดใบ้เจ้าแน่” นางใช้ปลายเท้าเขี่ยร่างที่แข็งทื่ออยู่บนพื้นดิน “ทำข้าเสียเวลา อยู่นิ่งๆ สักสองสามชั่วยามเถอะ! ว่าที่สามีของข้าไม่

    Terakhir Diperbarui : 2025-03-04
  • จารใจทุรยศ    Chapter 13. ความจริงหรือความฝัน

    เด็กสาวถามตัวเองแล้วม้วนตัวแหวกว่ายในสายน้ำ เสียงหัวเราะเยาะ สายตาที่มองอย่างเวทนา หรือแม้แต่ก้อนหินที่ปาใส่เพราะใบหน้ามีรอยแผลอัปลักษณ์น่าเกลียดนี้ แม้บาดแผลเหล่านี้จางลงกว่าก่อนมาก แต่...นางไม่อาจลืมทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้เลย และมันเป็นสิ่งที่ผลักดันให้นางอดทนเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไป ท่านพ่อปกป้องนาง ไต้ซือซู นายท่านรอง และยังมี...ชายผู้นั้น...รวมทั้งใครต่อใครมากมายที่ดีกับนาง เพื่อให้นางได้เติบโตมีชีวิตอยู่ต่อไป นางจะต้องมีชีวิตที่ดีมีความสุขให้สมกับที่พวกเขาช่วยเหลือนางมาตลอด อากาศที่เก็บไว้ใกล้หมด แม้จะนับถือตนเองที่ดำน้ำเก่งกาจขึ้นทุกวันแต่นางมิใช่ปลา ถึงอย่างไรก็ต้องโผล่ขึ้นมาหายใจ ร่างบางโผล่ขึ้นจากใต้น้ำ อ้าปากสูดเอาอากาศเข้าเต็มปอด ทว่าร่างของนางกลับถูกรวบกอดจากด้านหลัง หญิงสาวเอี้ยวตัวหันไปมองกลับพบดวงตาร้อนแรงคู่หนึ่งจับจ้อง พร้อมกับริมฝีปากบางที่ครอบครองริมฝีปากของนาง ดวงตากลมเบิกตากว้างฉายแววตระหนกนี่ความฝันหรือความจริงเหตุใดเป็นเขา! เพราะทะนงในฝีมือตนเองจึงพลาดพลั้งเสียท่าอย่างน่าอับอายเช่นนี้

    Terakhir Diperbarui : 2025-03-04
  • จารใจทุรยศ    Chapter 14. ท่านไม่สบายหรือ?

    “ไฉนตัวท่านร้อนเช่นนี้!” ขนาดอยู่ในน้ำเขายังตัวร้อนราวเปลวเพลิง นางกังวลเรื่องของเขามากกว่าเรื่องที่ตนเองแทบจะเปลือยเปล่า เขาไม่เอ่ยตอบแต่หมุนตัวหมายจะว่ายน้ำไปขึ้นฝั่ง แต่นางว่ายตามมาใกล้ๆ“ท่านไม่สบายหรือ?”“พูดมาก!เจ้าเป็นหมอหรือไร!” สวินเย่ว์ตวาด หวังให้หญิงแปลกหน้าหวาดกลัว ไม่เข้ามาใกล้เขา ทว่ากลิ่นอายของหญิงสาวกลับยิ่งปลุกเร้าจนเขาเจ็บปวดไปทั่วร่าง“ข้ามิใช่หมอ” นางว่ายน้ำตามเขาจนทัน “แต่ท่าทางของท่านหากไม่เจ็บป่วยก็ต้องพิษเป็นแน่”ถ้อยคำของหญิงแปลกหน้าทำให้ชายหนุ่มชะงักไป เขามองร่างบอบบางที่ว่ายน้ำมาทันเขาแล้วคว้าข้อมือเขาไปจับไว้ แม้ดวงตาของเขาเห็นไม่กระจ่างชัด ทว่าความจริงใจของนางนั้นเขาสัมผัสได้เสิ่นฉางซียังจับชีพจรไม่แม่นยำเหมือนเกาเทียนฉี แต่กระนั้นนางรู้สึกได้ว่าชีพจรของเขาสับสนยิ่งนัก นางเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดแต่ทนกลั้น หัวใจของนางพลันเจ็บปวดไปกับเขาด้วยนางผู้เคยผ่านความเจ็บปวดอันแสนสาหัสทุรนทุรายมาแล้ว ย่อมไม่ต้องการให้ผู้ใดมาเผชิญความเจ็บปวดอีก โดยเฉพาะคนผู้นี้คือ...ผู้มีพระคุณของนาง “ท่านเดินไหวหรือไม่ จากนี้ไม่ไกลจะถึงบ้านของข้า”

    Terakhir Diperbarui : 2025-03-04
  • จารใจทุรยศ    Chapter 15. ต้องพิษ

    “ฆ่ า ตั ว ตาย?” เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นแล้วเอียงคออย่างงุนงง “ผู้ใดฆ่าตัวตายเจ้าคะ”“ก็เจ้าไง” เขาใช้นิ้วชี้จิ้มที่หน้าผากของเด็กหญิง “ไม่เช่นนั้นเจ้าจะเดินลงน้ำไปทำไม”“ท่านผู้มีพระคุณเข้าใจข้าน้อยผิดแล้วเจ้าค่ะ” เด็กหญิงรีบอธิบาย “นายท่านรองบอกให้ข้าน้อยลงไปแช่เท้าที่สระน้ำนี้บ่อยๆ เจ้าค่ะ ให้ข้าน้อยฝึกเดินในน้ำ” ได้ยินถ้อยคำของนางก็ทำให้เด็กหนุ่มหน้าตึงไป เขาก้าวเท้าถอยห่างนางออกมาเล็กน้อย“เช่นนั้นก็ดีแล้ว อย่าได้ลืมเชียวว่าชีวิตเจ้าเป็นของข้าแล้ว”“เจ้าค่ะ ข้าจะจำใส่ใจไว้” สวินเย่ว์ที่เดิมทีไม่คิดสนใจว่าสตรีผู้นี้จะเป็นเช่นไร แต่เมื่อความทรมานเบาบางลง แทนที่ด้วยความเสียวกระสัน เขาจึงเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาที่เคยจ้องมองเขากลับปิดลงพร้อมกับน้ำตาที่ไหลเปื้อนแก้ม นางกัดริมฝีปากกลั้นเสียงร้อง แต่กระนั้นเขาย่อมรู้ได้ว่านางกำลังสะอึกสะอื้น หัวใจของเขาอ่อนยวบลงจึงโน้มหน้าลงกระซิบ“ผ่อนคลาย ประเดี๋ยวก็จบแล้ว” น้ำเสียงแหบพร่าและลมหายใจร้อนระอุ ทำให้นางพยักหน้าแล้วเบือนหน้าหนี กลัวอีกฝ่ายจะเห็นรอยแผลเป็นที่หน้าผาก กลัวเขาผลักไส กลัวเหลือเกินว่าเขาไม่สนใจนางชีวิตนางเป็นของเขาแม้เรื่องที่เก

    Terakhir Diperbarui : 2025-03-04
  • จารใจทุรยศ    Chapter 16.ฐานะใด

    เสิ่นฉางซีไม่กล้าเอ่ยชื่อเกาเทียนฉี นางเกรงว่าจะนำความเดือดร้อนมาสู่สกุลเกา หากจะมีเรื่องเลวร้ายใดเกิดขึ้น ก็เกิดกับนางผู้เหลือเพียงคนเดียวเถิด เพราะมองไม่เห็นแต่จับน้ำเสียงที่คล้ายไม่อยากเอ่ยอะไรมากนัก สวินเย่ว์จึงไม่เอ่ยปากซักไซ้ เพียงแค่ประหลาดใจที่นางสามารถหาเสื้อผ้าของบุรุษให้เขาผลัดเปลี่ยนได้ แรกทีเดียวคิดว่านางมี ‘สามี’ แต่นึกอีกที ‘พรหมจรรย์’ของนางนั้น เขาได้พรากมันมาแล้ว ควรนับได้ว่านางเป็นผู้หญิงของเขา “ร่างกายท่านยังไม่ฟื้นตัวดีนัก กินข้าวต้มกับผัดกุยช่ายขาวกุยช่ายขาวช่วยบำบัดอาการฟกช้ำและบำรุงสายตา เอ่อ...ท่านฝืนกินสักนิดเถิดนะ” สวินเย่ว์นิ่งไปเล็กน้อย ท่าทางนางไม่เหมือนหญิงชาวบ้านทั่วไป ถูกเขาย่ำยีแล้วยังมีเรี่ยวแรงดูแลปรนนิบัติช่วยเช็ดเนื้อตัวและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า สองมือของนางช่างคล่องแคล่วราวกับทำเรื่องเช่นนี้จนคุ้นชิน หรือนางเป็นสาวใช้ข้างห้อง หรือเป็นสตรีที่ถูกเลี้ยงดูไว้เผื่อ... “ท่านแม่ทัพ?” หญิงสาวเรียกเขาเบาๆ เข้าใจไปว่าคนผู้นี้คงกินดีอยู่ดี ไม่ชินกับอาหารการกินเรียบง่าย นางเม้มริมฝีปากครุ่นคิด นางเกรง

    Terakhir Diperbarui : 2025-03-05
  • จารใจทุรยศ    Chapter 17. พิษปลุกกำหนัด

    พอคิดได้ว่าต้องกลับไป นางนึกขึ้นได้ว่าเรือนของนางนั้นเล็กนัก มีเพียงเตียงเดียวซึ่งยามนี้บุรุษผู้นั้นนอนพักผ่อนอยู่ หากนางจะนอนที่เรือนของนายท่านรองก็เกรงว่าเขาตื่นมาหรือต้องการสิ่งใดแล้วไม่มีใครดูแลจะยิ่งลำบาก นางรื้อค้นได้ผ้าห่มสำรองผืนหนาหอบกลับมาด้วย ร่างเล็กเดินลากขาข้างที่เจ็บกลับมาอีกครั้ง เรือนของนางมีเพียงห้องเดียว แค่เตียงนอนกับโต๊ะหนึ่งชุดก็แทบจะไม่มีที่เดินแล้ว ยามนี้บนเตียงของนางมีร่างสูงใหญ่เอนกายพิงหัวเตียงอยู่ “เหตุใดท่านไม่นอนพักผ่อน”นางวางผ้าห่มที่หอบมาไว้บนโต๊ะ แล้วรีบเดินเข้าไปใกล้ร่างของชายหนุ่ม ก่อนออกไปนางประคองเขาลงนอนแล้วนี่ เหตุใดลุกขึ้นมานั่งเช่นนี้นะ ใบหน้าที่มีผ้าปิดตาอยู่เอียงคอเล็กน้อยฟังเสียงที่เข้ามาใกล้ หัวคิ้วกดลงเล็กน้อยคล้ายครุ่นคิดแล้วเอ่ยปากถาม “เท้าของเจ้า?” “เท้า?” เสิ่นฉางซีก้มมองตัวเอง ไม่รู้สึกผิดปกติอันใดจึงเงยหน้ามองเขาอีกครั้ง “จังหวะการเดินของเจ้าลงน้ำหนักเท้าไม่เท่ากัน เท้าเจ้าเจ็บหรือ?” เด็กสาวกะพริบตาปริบๆ นางเดินเสียงดังจนเขาจ

    Terakhir Diperbarui : 2025-03-05

Bab terbaru

  • จารใจทุรยศ    Chapter 95. บังอาจ!

    น้ำเสียงสั่งทรงอำนาจ สิ้นเสียงของเขาพลันปรากฏร่างทหารองครักษ์นับสิบยืนล้อมกายของเด็กน้อยพร้อมชักกระบี่คมปลาบออกมาเด็กน้อยวัยสี่ขวบตวาดเสียงดังเฉียบขาด แม้เป็นเพียงเด็กน้อยก็ทำเอาคนที่ยึดร่างของเขาไว้ถึงกับปล่อยมือ เด็กน้อยที่ทุกคนเข้าใจว่าเป็นใบ้ มาบัดนี้กลับพูดได้ชัดถ้อยคำ สีหน้าที่เคยหวาดกลัวอยู่เสมอไม่หลงเหลืออีกแล้ว เขากวาดตามองแววตาวาวโรจน์ทั้งที่ดวงตาเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตา “องครักษ์?” ฮูหยินใหญ่แห่งตระกูลสวินถึงกับผงะไป แม้นางจะไม่รู้เรื่องการทหารแต่รู้ว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่คนของกองทหารสวินเย่ว์เป็นแน่ นอกจากเชื้อพระวงศ์แล้ว ชนชั้นใดเล่าจะมีองครักษ์เงาเช่นนี้ “ฮูหยินใหญ่เจ้าคะ?” เสี่ยวจูเห็นใบหน้าซีดเผือดของฮูหยินใหญ่แล้วประหลาดใจนัก เหตุใดต้องเกรงกลัวเด็กตัวแค่นี้ นางยังไม่ได้ล้างแค้นที่ทำให้นางตกน้ำในครานั้น นางก้าวเท้าไปด้านหน้าหมายจะผลักเด็กน้อยให้พ้นทาง แต่ต้องชะงักไปเมื่อปลายกระบี่ชี้มาที่ปลายจมูกของนางเด็กน้อยวัยสี่ขวบสบตากับสวินเหอซื่อ แล้วหมุนตัวเดินไปหาเสิ่นฉางซีที่จ้องมองอย่างตื่นตะลึง ดวงตามีแววหม่นเศร้าและโกรธแค้น เด็กน้อยตวาดเสียงดังออกมา “ปล่อยตัวนาง!”

  • จารใจทุรยศ    Chapter 94. เกิดเรื่อง

    เสิ่นฉางนั่งเขียนรายการสินเดิมที่ยังทำไม่เสร็จ เหตุที่ทำช้าเพราะนางมักคิดเรื่องวัยเด็กของตน ตำราต่างๆ ที่มารดาสะสมไว้ ความทรงจำเก่าๆ ย้อนคืน จุดรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้าของนาง เสียงคนโหวกเหวกโวยวายดังที่หน้าเรือน เด็กน้อยที่อยู่บนตั่งใกล้ๆ ถึงกับผวา นางคว้าอันอันมากอดกระซิบปลอบโยน ประตูเรือนเปิดออกอย่างแรงพร้อมกับคนงานชายสามสี่คนพุ่งเข้ามา “เกิดเรื่องใดขึ้น! เหตุใดบุกเข้ามาเช่นนี้!” เสี่ยวจูวิ่งเข้ามาทั้งน้ำตานองหน้า นิ้วเรียวชี้มายังเสิ่นฉางซีแล้วตวาดด้วยความโกรธแค้น “เป็นเจ้า! เจ้าทำให้ฮูหยินน้อยแท้งบุตร! เจ้าเจตนาทำร้ายฮูหยินน้อยและบุตรของท่านแม่ทัพสวินเย่ว์!” “เป็นไปไม่ได้!” เสิ่นฉางซีส่ายหน้าไปมา นางมึนงงสับสนกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่ยังไม่ทันได้สอบถามเรื่องราวเท็จจริงเป็นอย่างไร ร่างของนางถูกบ่าวชายฉุดกระชากลากออกมาจากเรือน หญิงรับใช้อีกสองคนเข้ามาคว้าร่างของอันอันไม่ให้วิ่งตาม เด็กน้อยถีบเท้าไปมาดิ้นรนขัดขืน แผดเสียงร้องไห้จ้าแต่ไม่อาจส่งเสียงพูดขอความช่วยเหลือได้ ร่างของหญิงสาวถูกลากออกไปที่ลานหน้า

  • จารใจทุรยศ    Chapter 93 ลูกชายปากแข็ง

    เสร็จงานในครัวแล้ว เสิ่นฉางซีจูงมืออันอันพร้อมตะกร้าใส่อาหารและขนมนำกลับไปที่เรือน เพื่อไม่ให้ตัวเองคิดฟุ้งซ่าน นางจึงลงมือจดบันทึกรายการสินเดิมที่ได้รับมาเมื่อหลายวันก่อน หยิบจับสิ่งใด นางก็หวนคิดถึงบิดามารดาที่ล่วงลับไปเสียทุกที ป่านนี้ทั้งสองคงมองนางมาจากบนสวรรค์ ท่านพ่อท่านแม่วางใจเถิด ลูกมีความสุขดี อันอันอยากกินหมูหวาน แต่ตั้งใจอดกลั้นรอหยางหยางกลับจากสำนักศึกษา ระหว่างนี้จึงได้แต่นั่งกินขนมของว่าง เด็กน้อยนั่งบนเก้าอี้กลมแกว่งเท้าไปมา สองมือจับขนมเปี๊ยะดอกเหมยกัดกิน เสิ่นฉางซีเห็นมุมปากของเด็กน้อยเลอะคราบแป้งขนมเปี๊ยะ จึงหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดมุมปากให้ “ท่านแม่” เสียงแผ่วเบาเอ่ยขึ้น เสิ่นฉางซีสบตากับเด็กน้อย ทว่านางกลับรู้สึกว่า แม้อันอันจะจ้องมาทางนางแต่ไม่ได้มองมาที่นาง “คิดถึงแม่หรือ?” เด็กน้อยพยักหน้าหงึกๆ เสิ่นฉางซีอุ้มร่างเด็กน้อยมานั่งบนตัก ทำเหมือนตอนที่หยางหยางยังตัวเล็กเท่าอันอัน นางมักจับลูกชายนั่งตักและอ่านตำราหรือจดรายการอาหารที่ต้องทำ แต่เวลานี้นางกำลังบันทึกรายการ ‘สินเดิม’ ที่ได้รับมา อันอั

  • จารใจทุรยศ    Chapter 92. เคราะห์กรรม

    “ข้าสามารถเขียนรายกายอาหารให้เจ้านำไปให้แม่ครัวทำให้ได้” “เจ้าทำเองไม่ได้รึ” เสี่ยวจูขมวดคิ้ว “อ้อ! เจ้าไม่ใช่แม่ครัวแล้วนี่ เป็นอนุคนโปรดของท่านแม่ทัพ ต้องขออภัยที่ข้าลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท” “ไม่เป็นไร ประเดี๋ยวข้าเข้าครัวทำให้ฮูหยินน้อยเอง” เสิ่นฉางซีตอบแล้วหันไปคุยกับอันอันด้วยภาษามือ รอบเรือนหลังนี้มีองครักษ์ลับอยู่แต่นางก็ไม่ไว้ใจ หญิงสาวจึงให้เด็กน้อยวางพู่กันแล้วหยิบผ้าเปียกเช็ดมือน้อยๆ ให้อันอัน เด็กชายตัวน้อยอมยิ้ม เขาชอบที่เสิ่นฉางซีใส่ใจดูแลเขาเช่นนี้ ในหัวสมองน้อยๆ ของเขา เอาแต่คิดหาทางจะให้นางกับหยางหยางไปอยู่กับเขาในวังหลวง “เจ้ายิ้มอะไร” เสิ่นฉางซีหัวเราะเบาๆ เห็นเด็กน้อยเอาแต่อมยิ้ม นางก็อดยิ้มตามไม่ได้ อันอันไม่ตอบแต่โผเข้ากอดขาของนาง “เจ้ากอดแม่เช่นนี้จะเดินได้อย่างไร” นางส่ายหน้าไปมาแล้วแกะมือที่รัดรอบขาออก “ไปเถิด ไปในครัวกัน เจ้าอยากกินขนมละสินะ” นางจูงมืออันอันเดินไปที่ครัวด้วยกัน “ฮูหยินน้อยไม่ค่อยอยากอาหารแต่ถ้าเป็นของว่างของกินเล่น นางจะชื่นชอบมาก” เสิ่นฉางซีพึมพำขณะที่จูงมืออันอัน “อันอัน

  • จารใจทุรยศ    Chapter 91.  อภัย

    “ท่านพี่กินยาแล้วนอนพักผ่อนเถิด ข้าจะไปดูในครัวเตรียมอาหารให้ท่านพ่อกับท่านแม่” เการุ่ยเฉียงเห็นภรรยากำลังจะออกไป จึงรีบคว้าข้อมือนางไว้ก่อน “ท่านพี่ต้องการสิ่งใดรึ” พละกำลังของชายหนุ่มยังไม่กลับคืน แต่การกระตุกมือนางเบาๆ ก็ทำให้จูเอ๋ออิ่งชะงักแล้วโน้มตัวลงไปหาสามีที่ยังนอนอยู่บนเตียง นางเห็นเพียงริมฝีปากของสามีขยับไร้เสียงจึงโน้มใบหน้าลงต่ำ ทว่าอีกฝ่ายกลับยื่นมาประทับริมฝีปากกับกลีบปากอุ่นเบาๆ จูเอ๋ออิ่งถึงกับตะลึงงันไปชั่วขณะ “อิ่งเอ๋อร์” เขาเรียกภรรยาที่ตัวแข็งทื่อ เป็นเขาเองที่ทำให้นางเป็นเช่นนี้ เขาดึงนางลงมา วาดวงแขนโอบกอดนางไว้แนบอก “ข้าผิดกับเจ้านัก” “ท่านพี่” หญิงสาวเอ่ยเสียงเบาราวกับกลัวว่านี่เป็นเพียงความฝัน “อภัยให้พี่ด้วย” จูเอ๋ออิ่งส่ายหน้าไปมา น้ำตาไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว “ต่อไปนี้พี่จะดูแลเจ้า ใส่ใจเจ้าให้มาก จะไม่ให้เจ้าเจ็บช้ำน้ำใจอีก” มือหยาบกร้านลูบแผ่นหลังของภรรยาเบาๆ อย่างปลอบโยน “ข้าจะมีแต่เจ้าเท่านั้น เชื่อข้านะ” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาของบุรุษที่

  • จารใจทุรยศ    Chapter 90. ยิ้มเศร้า

    “คุณชาย...” นางเม้มปากแล้วเปลี่ยนคำเรียกขานใหม่ ในวัยเด็กมักถูกเขาบังคับให้เรียกว่า “พี่รุ่ยเฉียง” เการุ่ยเฉียงฉีกยิ้มอย่างพอใจ นางยังจำได้ว่าเขามักดุนางเสมอเมื่อเรียกเขาว่า ‘คุณชายเกา’ “กลิ่นนี้...” “ข้าวต้มรังบวบเจ้าค่ะ” นางเอ่ยขึ้น บ่าวรับใช้จัดโต๊ะเก้าอี้ให้นางนั่งใกล้ๆ เตียงได้อย่างสะดวก “ร่างกายของพี่รุ่ยเฉียงยังอ่อนแออยู่ จะกินอาหารรสจัดมิได้ ฉางซีจำได้ว่าพี่รุ่ยเฉียงชอบกินข้าวต้มรังบวบจึงลงมือทำให้ หวังว่ารสชาติจะถูกปาก” เพราะเการุ่ยเฉียงยังอ่อนแรงอยู่ เสิ่นฉางซีจึงเป็นฝ่ายป้อนข้าวต้มให้เขาด้วยมือตนเอง “บวบอ่อนกินแก้ร้อนใน ส่วนรังบวบมีเส้นใยและมีคุณประโยชน์ละลายเสมหะ ขับพิษ แก้ปวด กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด โรยเกลือเล็กน้อยทำให้อยากอาหาร พี่รุ่ยเฉียงกินให้มากๆ นะเจ้าคะ” “รสมือเจ้าไม่เปลี่ยนเลย” เขาพูดเมื่อกลืนข้าวต้มอุ่นๆ ลงกระเพาะแล้ว เมื่อมองนางใกล้ๆ เช่นนี้ยิ่งตอกย้ำว่านางมิใช่เด็กน้อยคนนั้นของเขาอีกแล้ว “ไม่มีสิ่งใดไม่เปลี่ยนแปลง” นางเอ่ยเสียงเรียบ ช้อนตามองอีกฝ่าย แววตาของเขายังมองนางอย่างลึกซึ้ง เพียงแต่เป็นสายตาที่มองอย่างเอ็นดูและสงสาร “ความรู้สึกของฉางซีเคา

  • จารใจทุรยศ    Chapter 89.  น้องสาว

    เกาฮูหยินส่งสายตาห้ามปราม แล้วจูงมือเสิ่นฉางซีพาเข้าไปด้านใน เสิ่นฉางซีไม่ได้กลับมาที่นี่นานแปดปี แต่นางจดจำเส้นทางที่กำลังเดินอยู่นี่ได้ ทางเดินมุ่งไปยังเรือนของเการุ่ยเฉียง สามวันก่อนพ่อบ้านสกุลเกาส่งเทียบเชิญและจดหมายจากเกาฮูหยิน ใจความจดหมายกล่าวถึงอาการเจ็บป่วยของเการุ่ยเฉียง หวังใจให้นางมาเยี่ยมเยือนสักครั้ง แม้ฐานะนางเป็นเพียงอนุ แต่อยู่ในสกุลใหญ่ นางคิดหลายตลบสุดท้ายจึงเอ่ยปากขออนุญาตกลับมาเยี่ยมบ้านสกุลเกา นางไม่ได้พาเด็กๆ มาด้วย ได้แต่กำชับให้หยางหยางดูแลอันอันให้ดีอย่าให้ซุกซนเกินไป อย่างไรอยู่ในจวนแม่ทัพย่อมปลอดภัยกว่า หยางหยางมีท่าทีไม่พอใจที่รู้ว่านางจะมาพบชายที่เคยทำร้ายนาง แต่ไม่กล้าขัดใจมารดาจึงได้แต่ทำหน้าบึ้งตึงใส่ ในห้องนอนอบอวลด้วยกลิ่นยา เสิ่นฉางซีถึงกับผงะไปเล็กน้อย เกาฮูหยินรับรู้อาการของนาง จึงหันมาส่งยิ้มเศร้าหมองให้ “นับตั้งแต่วันที่ออกไปพบเจ้าวันนั้น เขากระอักเลือดกลับมาก็ล้มป่วยเช่นนี้” เกาฮูหยินกลั้นน้ำตาไม่ให้หลั่งริน “ซีเอ๋อร์ ที่ผ่านมาข้าไม่เคยคิดร้ายกับเจ้าเพียงแต่...” “ฮูหยินอย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลย เป

  • จารใจทุรยศ    Chapter 88. เจ้ามาแล้ว

    “ข้ารู้”“พี่ใหญ่เดินทางเถิด ข้าส่งแค่นี้” นางลุกขึ้นยืน ประสานมือคารวะพี่ชายของตนแล้วหันไปสั่งกับบุรุษหน้าตายที่ยืนอยู่ใกล้ๆ “มู่หญงดูแลพี่ใหญ่ของข้าด้วย”“บ่าวทราบแล้วขอรับ”“เช่นนั้นน้องขอตัว พี่ใหญ่เดินทางดีๆ รักษาตัวด้วย”“เจ้าก็เช่นกันซูหลี่น่า”หญิงสาวในอาภรณ์สีม่วงเข้มก้าวออกไปขึ้นหลังม้าสีดำสนิทของตน นางหันไปสบตากับซูเหยี่ยนครั้งหนึ่งแล้วควบม้าออกไป มู่หญงเห็นนางออกไปไกลแล้วจึงระบายลมหายใจเบาๆ แต่กระนั้นก็ทำให้ซูเหยี่ยนหัวเราะด้วยน้ำเสียงแหบแห้งออกมา“พวกเราก็เดินทางกันเถิด”“ขอรับ”“มู่หญง”“....”“ขอบใจที่อยู่ข้างข้ามาตลอด”มู่หญงเงยหน้าสบตาซูเหยี่ยน ถ้อยคำเรียบง่ายนี้ทำให้หัวใจของมู่หญงตื้นตันและอับจนถ้อยคำในเวลาเดียวกัน“บ่าวเต็มใจยิ่ง”“ข้ารู้”ซูเหยี่ยนลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินมานอกศาลาแล้วสูดลมหายใจลึกๆ อีกครั้ง เด็กหญิงตัวน้อยผู้นั้นสอนให้เขารู้จักคำว่า ‘อภัย’ อย่างแท้จริงเป็นเช่นไร หัวใจที่แบกรับความเจ็บปวดมายาวนานก็เบาบางลงอย่างน่าอัศจรรย์แล้วนางเล่า จะผ่านเคราะห์กรรมของตนเองได้หรือไม่ เขาเองได้แต่หวังว่าเส้นทางที่นางเลือกนั้นจะไม่ทำให้นางต้องเสียใจ.กว่าแปดปีแล้ว นาง

  • จารใจทุรยศ    Chapter 87. ช่างน่าหัวเราะสิ้นดี

    เขาไม่เคยรู้สึกรู้สาใดกับเสียงร้องโหยหวนร้องขอชีวิตหรือเสียงสาปแช่ง ทว่าในวันนั้น เสียงร้องของเด็กหญิงตัวน้อยกลับปลุกอีกเสี้ยวหนึ่งที่หลับใหลของเขาให้ตื่นฟื้น เพียงชั่วกะพริบตากลับหวนให้รำลึกถึงวัยเยาว์ บ้านของเขาเป็นคฤหาสน์หลังใหญ่ถูกไฟไหม้จนกลายเป็นทะเลเพลิง คราวนั้นเขาจูงมือน้องสาวแน่นไม่ยอมปล่อย ซูหลี่น่าเอาแต่ร้องไห้จนใบหน้าเปื้อนเปรอะ พร่ำเรียกหาบิดามารดาที่จมกองเลือดกลายเป็นซากศพ ปลายกระบี่จ่อที่ปลายจมูกของเขา ชายผู้นั้นสวมชุดสีม่วงเข้มคาดผ้ารัดเอวสีทองสะท้อนแสงเพลิงยามค่ำคืนอันโหดร้าย ‘ขอร้องข้าสิ เผื่อบางที ข้าจะมีความเมตตาหลงเหลืออยู่’ เสียงเย้ยหยันนั้นทำให้ดวงตาของเขาเบิกกว้าง ทั้งโกรธแค้นและชิงชัง แต่เขาอายุเพียงสิบขวบ วัยเด็กของเขามลายหายไปสิ้น ‘อย่าโทษข้า แต่จงโทษโชคชะตาของเจ้า’ อีกฝ่ายกล่าวอย่างใจเย็น ลากปลายกระบี่เปื้อนเลือดกรีดเสื้อของเด็กชายจนเห็นแผ่นอกขาวของคุณชายที่ไม่เคยต้องแดด คุณชายน้อยแห่งบ้านเศรษฐีซู ใครเลยจะรู้ว่าชีวิตที่ผู้คนอิจฉาจะมีวันนี้ เด็กชายกัดฟันแน่นก่อนเอ่ยออกไป ‘หากจะฆ่าข้า! จงฆ่าให้ตาย! ถ้าข้าไม่ตาย!

Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status