รถม้าคันหนึ่งถูกไล่ล่ามากว่าครึ่งชั่วยามแล้ว ร่างบอบบางของเด็กหญิงวัยสิบขวบที่สวมชุดเด็กชายอยู่นั้น ถูกบิดากอดไว้แนบแน่นอย่างปกป้อง เด็กน้อยจ้องมองหัวไหล่ของบิดาที่ชุ่มโชกไปด้วยโลหิต นางกัดริมฝีปากแน่นกลั้นเสียงร้องแต่กระนั้นน้ำตาหยดใสยังไหลรินจากดวงตาคู่งาม
หนีมาได้ไกลถึงเพียงนี้ อีกแค่ไม่กี่สิบลี้ก็จะถึงที่หมายแล้วแท้ๆ เหตุใดสวรรค์ไม่เมตตา
“พ่อผิดต่อเจ้าแล้ว ซีเอ๋อร์” น้ำเสียงของบิดาปลอบประโลมอยู่ริมหู หัวใจเหมือนมีมือยักษ์มาบีบเค้นจนเจ็บปวดเกินพรรณนา ด้วยสถานการณ์บังคับ เขาในฐานะหัวหน้าองครักษ์ต้องปกป้ององค์รัชทายาท ทว่าเวลานี้กลับต้องใช้บุตรสาวเพียงคนเดียวสวมชุดรัชทายาทลวงเหล่านักฆ่ามาอีกทางเพื่อให้คนของเขาพาองค์รัชทายาทเสด็จกลับวังโดยด่วน
“ซีเอ๋อร์อย่าได้กลัว” วงแขนโอบกอดบุตรสาวแนบแน่น ภรรยารักของเขานั้นเป็นเพียงนางกำนัลเล็กๆ ในวังหลวง เมื่ออยู่จนอายุครบกำหนดก็ออกมาใช้ชีวิตนอกวังตามกฎ เขาผู้แอบรักนางมาเนิ่นนานจึงได้แต่งงานกันอย่างเงียบๆ มีบุตรสาวที่แสนน่ารัก ไม่คาดคิดว่าวันหนึ่งเขาจะต้องใช้ชีวิตบุตรสาวตัวเองทำการเสี่ยงอันตรายเช่นนี้ หากภรรยาผู้ล่วงลับไปแล้วนั้นรู้เข้า คงตำหนิเขาไม่น้อย
“ท่านพ่อ...ซีเอ๋อร์ไม่กลัว” เด็กหญิงกอดบิดาแน่น นางเข้าใจหน้าที่ของบิดาดี มารดาพร่ำสอนเสมอ แม้มารดาตายจากไปได้เพียงครึ่งปี แต่นางก็ยังจดจำถ้อยคำคำสั่งสอนของมารดาขึ้นใจ นางยอมสวมชุดรัชทายาทโดยไม่อิดออด แต่นางเป็นห่วงบาดแผลของบิดา เลือดหลั่งไหลราวกับ
“ดี! ดียิ่ง! สมกับเป็นบุตรสาวของข้า เสิ่นจางเหว่ย!”
เสิ่นจางเหว่ยไม่เคยสอนบุตรสาวฝึกฝนวรยุทธ์ ด้วยหวังใจให้เติบโตเช่นเด็กสาวทั่วไป เขาเห็นการแก่งแย่งแข่งขันมามากนัก จึงหวังให้บุตรสาวเติบโตใช้ชีวิตเรียบง่าย ทว่าไม่คิดว่าชะตานำให้ต้องมาพบเจอเรื่องเช่นนี้
‘เสิ่นฉางซี’ รู้สึกได้ถึงรถม้าที่เหวี่ยงผิดทิศทาง แม้ร่างของนางอยู่ในอ้อมกอดของบิดา จนกระทั่งรถม้าเสียหลักพลิกคว่ำหลายตลบ ด้วยการป้องกันของบิดา นางขดตัวกลมหลับตาแน่นไม่รับรู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น ร่างของทั้งสองกระแทกฝารถม้าหลายครั้ง นางรู้สึกเหมือนรถม้ากำลังร่วงสู่ตีนเขา หูของนางอื้ออึงไม่ได้ยินเสียงใด จนกระทั่งทุกอย่างหยุดนิ่ง บิดาคลายอ้อมแขนแล้ว นางยกมือเรียวขึ้นแตะศีรษะที่ปวดหนึบพลันสัมผัสถึงเลือดสีสดที่ไหลออกมา ซ้ำที่ข้อมือยังเป็นรอยถลอกยาว นางมิได้สนใจความเจ็บปวดของตนเอง รีบยันกายลุกขึ้นมองบิดาที่หายใจรวยริน ร่างกายชุ่มโชกด้วยเลือด มือเล็กยื่นไปจับแขนหมายเขย่าเรียกสติ กลับพบบิดาแขนหัก กระดูกสีขาวทะลุผิวหนังออกมา
“ท่านพ่อ” นางเรียกเสียงแหบแห้ง ยืดตัวขึ้นหมายจะหาคนช่วย
ทว่านางกลับพบว่ามีกลุ่มคนกระโจนเข้ามาล้อมรถม้าที่แตกออกเป็นชิ้นๆ นี้ กลิ่นไอสังหารที่รายล้อมทำให้นางดึงปกเสื้อคลุมตัวนอกที่สวมอยู่ขึ้นมาเพื่อปิดบังใบหน้า มือเล็กควานรอบกายได้กระบี่ของบิดาที่ตกอยู่ไม่ไกลนัก นางจับกระบี่เปื้อนเลือดของบิดาด้วยมืออันสั่นเทา นางเคยจับกระบี่ของบิดาแต่ไม่เคยจับกระบี่เปื้อนเลือดเช่นนี้ กระบี่หนักอึ้งจนนางยกแทบไม่ขึ้น ทว่ามือใหญ่เอื้อมมาประคองมือเรียวเล็กที่สั่นเทาของนาง
“ท่านพ่อ!”
“พ่อ?”
หนึ่งในนั้นได้ยินก็ขมวดคิ้ว แม้แต่งกายชุดดำมีผ้าปกปิดใบหน้า ทว่าดวงตาที่จ้องมองมายังร่างเล็กเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ยื่นมือมากระชากร่างของเด็กสาวที่สวมชุดบุรุษใหญ่โตเกินตัว
“ช่างกล้านัก!”
ร่างของนางถูกแกว่งไปมา เท้าเล็กลอยเหนือพื้น เสิ่นฉางซีดิ้นรน นางจ้องมองบิดาที่ใช้กระบี่พยุงกายลุกขึ้นยืน แขนข้างหนึ่งห้อยทิ้งตัวราวกับไม่มีกระดูก
“เจ้าทำข้าเสียเวลา ข้าจะให้บุตรสาวของเจ้าชดใช้”
“ซีเอ๋อร์!”
“กรี๊ดดดดดด”
เด็กหญิงถูกฝ่ามือใหญ่บีบกะโหลก ความเจ็บปวดที่ไม่เคยได้พบทำให้นางกรีดร้องสุดเสียง ครู่ต่อมาร่างของนางถูกเหวี่ยงลงพื้น ตามด้วยเท้าใหญ่กระทืบซ้ำที่ท้องน้อย เด็กหญิงกรีดร้องและกระอักโลหิตออกมา ทว่าเสียงร้องอันน่าสงสารไม่ได้ช่วยอะไร เท้าใหญ่ข้างนั้นกระทืบซ้ำที่ต้นขาของเด็กหญิง เสียงกระดูกลั่นทำให้ผู้คนที่ยืนอยู่ถึงกับกลั้นหายใจ
โทสะของเสิ่นจางเหว่ยทำให้เขาเรียกกำลังเฮือกสุดท้าย พุ่งไปหมายปกป้องบุตรสาว ทว่ากลับถูกอีกฝ่ายตวัดดาบแทงหน้าอกทะลุไปด้านหลัง เด็กหญิงเบิกตากว้างมองดาบเล่มนั้นทะลุร่างของบิดา เพียงอีกฝ่ายชักดาบออกจากร่าง เลือดสีสดก็พุ่งออกมา ร่างของเขาโงนเงนอยู่ครู่หนึ่งก่อนล้มลงใกล้ร่างของบุตรสาวที่บาดเจ็บจนขยับตัวไม่ได้
“ท่านพ่อ ท่านพ่อ!”
“ซีเอ๋อร์ พ่อ...ขอโทษ”
“ไม่! ไม่! ท่านพ่อ”
“ไม่ต้องกลัว ข้าจะสงเคราะห์พ่อลูกให้ได้อยู่กันพร้อมหน้าในปรโลก!”
ดาบใหญ่ถูกง้างขึ้นเหนือศีรษะหมายจะปลิดชีพคนทั้งสอง ทว่าธนูดอกหนึ่งพุ่งแหวกอากาศทะลุทรวงอกของชายผู้นั้น เจ้าของร่างใหญ่ก้มมองหน้าอกตนเห็นธนูหัวเหล็กโผล่ทะลุเกราะที่สวมอยู่ ความเจ็บปวดเริ่มแทรกเข้ามาในโสตประสาท เขาอ้าปากส่งเสียงร้องราวสัตว์บาดเจ็บ
“บาปกรรม บาปกรรม”
“ไต้ซือก็อยู่ส่วนไต้ซือ อย่าได้ยุ่งเรื่องทางโลก”
“เห็นแล้วไม่ช่วยเหลือ ย่อมเป็นบาปกรรม”
ไต้ซือรูปหนึ่งเอ่ยขึ้น ในมือยังถือลูกประคำ อีกมือถือไม้เท้าเรียบง่าย แต่เด็กหนุ่มในชุดดำด้านหลังกำลังขึ้นลูกธนูเล็งมาทางชายชุดดำ
“สวินเย่ว์”
เสียงสงบเยือกเย็นของไต้ซือทำให้เด็กหนุ่มเบ้ปาก
“ไฉนท่านย้ำนักหนามิให้ข้าลงมือสังหารคน!”
“ข้าให้เจ้าช่วยคนต่างหาก”
เด็กหนุ่มเค้นเสียงในลำคอ ลดธนูในมือลงเหวี่ยงไปด้านหลังแล้วชักกระบี่ออกมาพุ่งใส่กลุ่มคนชุดดำ
เลือดสีเข้มไหลเข้าตา เสิ่นฉางซีมองเห็นภาพเบื้องหน้าไม่ชัดเจน เด็กหนุ่มเพียงคนเดียวสามารถต่อสู้กับคนนับสิบได้อย่างสบายมือ นางรู้สึกถึงแรงบีบที่ฝ่ามือทำให้เหลือบตามองบิดาที่บีบมือนาง
“ท่าน...พ่อ...”
ร่างกายของนางขยับไม่ได้ ทำได้เพียงกลอกตาไปมา จนกระทั่งนางเห็นไต้ซือผู้นั้นค่อยๆ นั่งลงตรงหน้านาง ยื่นมือไปแตะมือใหญ่ของบิดาที่กำมือของนางแน่น
“ประสก โปรดปล่อยวางเถิด แม่นางน้อยยังชะตาไม่ถึงคาด ประสกจงจากไปอย่าอาวรณ์”
นางพยายามเบิกตากว้าง เห็นเพียงร่างบิดากระตุกสองครั้งก็แน่นิ่ง
“ท่านพ่อ” นางเรียกได้เพียงแค่นั้น กลอกตามองไต้ซือครั้งหนึ่งและมองไปยังเด็กหนุ่มผู้นั้นอีกครั้ง “บาดแผลเจ้าสาหัสไม่น้อย ถึงขั้นเสียโฉม น่าเศร้าใจยิ่ง” ไต้ซือส่ายหน้าไปมา เห็นเด็กหนุ่มขับไล่ชายชุดดำไปหมดแล้วจึงพยักหน้าเรียกให้เข้ามาใกล้ เสิ่นฉางซีกลอกตามอง เพราะเลือดไหลเข้าตาทำให้นางมองไม่ชัด ก่อนสติจะหลุดลอย นางรับรู้เพียงว่ามีใครคนหนึ่งอุ้มนางไว้ แม้กายของเขาจะมีกลิ่นคาวเลือด แต่นางกลับรู้สึกได้ว่าหัวใจของเขาเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เสียงหัวใจใต้ใบหูของนางนั้นทำให้นางหลับใหลไปด้วยความวางใจ นางเชื่อใจว่าคนผู้นี้จะไม่ทำร้ายนาง.เด็กหนุ่มวัยสิบสี่ท่าทางเกียจคร้าน เอนกายกึ่งนั่งกึ่งนอนบนกิ่งไม้ใหญ่ สายลมโชยพัดผ่านทำเอาเส้นผมของเด็กหนุ่มที่รวบไว้อย่างไร้ระเบียบพลิ้วไหว เสียงความเคลื่อนไหวด้านล่างเรียกดวงตาที่ปิดสนิทให้ลืมตาขึ้น สองมือประสานรองศีรษะของตน แต่สายตาคู่นั้นหลุบมองตามทิศทางของเสียงที่ได้ยิน“เด็กหน้าผี!”“เด็กหน้าผี!”“เด็กหน้าผี!”“โอ๊ย!”เด็กผู้ชายกลุ่มหนึ่งล้อมวงตะโกนใส่ ซ้ำยังผลักไหล่เซไปเซมาคนละทีสองทีจนคนตัวเล็กล้มลง และค
“ท่านผู้มีพระคุณ”เด็กหนุ่มมีสีหน้าฉงน ในถ้อยคำที่เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง เขาเห็นดวงตาของเด็กหญิงมีแววตื่นเต้นดีใจ“เมื่อครู่เจ้าพูดว่าอะไรนะ”“ท่านผู้มีพระคุณ” นางยิ้มกว้างจนดวงตาหยีเล็ก “ดีใจเหลือเกินที่ได้พบท่านอีก ครั้งก่อนท่านช่วยชีวิตข้า ข้ายังไม่ได้ขอบคุณท่านเลย”“เหลวไหล! ข้าไม่ได้ช่วยเจ้า” ข้าแค่ต้องการประมือกับเจ้ามือเหล็กนั่นต่างหาก! เขากลับพูดไม่ออกเมื่อเห็นรอยยิ้มจางไปจากใบหน้าของนาง แต่เพียงครู่เดียวนางก็ยิ้มออกมาอีกครั้ง“แต่ชีวิตซีเอ๋อร์ก็เป็นหนี้บุญคุณท่านแล้ว ต่อไปให้ข้าเป็นช้างม้าวัวควายรับใช้ท่านก็...”“ข้าบอกไม่ได้ช่วยไม่ได้ยินหรือไร เจ้าโดนทำร้ายจนสมองมีปัญหารึ!”คราวนี้เขาตวาดเสียงดัง หากไม่เห็นว่าคนตรงหน้าเป็นแค่เด็กหญิง คงได้ลงมือสั่งสอนนางไปแล้ว เด็กหญิงก้มหน้าลงเล็กน้อยคล้ายยอมจำนนไม่ดื้อรั้น เขาจึงปล่อยมือจากไหล่ของนาง แต่พอคิดว่านางกำลังจะฆ่าตัวตายจึงรีบเอ่ยขึ้น“ถูกแล้ว ชีวิตเจ้าข้าเป็นคนช่วยไว้ เพราะฉะนั้นข้าเป็นเจ้าของชีวิตเจ้า ห้ามเจ้าคิดฆ่าตัวตายอีก”“ฆ่าตัวตาย?” เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นแล้วเอียงคออย่างงุนงง “ผู้ใดฆ่าตัวตายเจ้าคะ”“ก็เจ้าไง” เขาใช้นิ
“น้องฉางซี”เสียงเรียกเกรงใจอยู่หน้าห้องทำให้เสิ่นฉางซีงะงักมือ นางวางชุดกระโปรงสีแดงสดสวยไว้บนเตียง เดินลากขาข้างขวามาถึงหน้าประตู เจ้าของเสียงยืนรอด้วยท่าทีกระวนกระวาย เด็กสาวส่งยิ้มอ่อนหวานแล้วเอ่ยทักทายอย่างเป็นกันเอง“คุณชายกลับมาเมื่อไหร่เจ้าคะ”คำทักทายของนางมิได้สร้างรอยยิ้มให้เการุ่ยเฉียงนัก มุมปากที่กำลังยกยิ้มกลับกลายเป็นบึ้งตึง“ข้าบอกกี่ครั้งแล้ว เหตุใดเจ้ายังเรียกข้าว่าคุณชายอีก” ชายหนุ่มวัยสิบเจ็ดก้มหน้าลงจ้องเขม็งที่ใบหน้าของเด็กสาวที่ยังเผยรอยยิ้มสดใสไม่มีแววหวาดกลัวเขาเลยสักนิด แม้ปากจะเรียกเขาว่าคุณชายก็ตาม แต่นางไร้กิริยาของหญิงรับใช้ และเขาเองก็ไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น“แต่ว่า...” นางอยู่อย่างเจียมตัวมาตลอด แม้ทุกคนรักใคร่นางมากแต่นางไม่ลืมฐานะของตนเอง และไม่ลืมบุญคุณที่ช่วยเหลือทั้งรักษานางด้วยยาราคาแพงและยังให้ที่อยู่อาศัยอาหารสามมื้อในแต่ละวัน ร่างกายนางไม่แข็งแรง ฝึกยุทธ์เช่นเด็กคนอื่นไม่ได้ สิ่งที่นางทำได้ก็มีเพียงงานจิปาถะทั่วไปเช่นบ่าวไพร่ควรทำ“ไม่มีแต่ หากข้ายังได้ยินเจ้าเรียกข้าว่าคุณชายอีก ข้าจะโกรธเจ้าแล้วจริงๆ” เขาขึงตาใส่อย่างดุดัน‘อย่างนี้ไม่เ
“คุณชายเกา”ทุกคนต่างรู้ดีว่าเการุ่ยเฉียงเอ็นดูแม่นางน้อยผู้นี้มากเพียงใด หากเผลอล่วงเกินนางให้เขาเห็นเข้า คงไม่ได้อยู่ดีในสกุลเกาเป็นแน่“พ่อครัวใหญ่เตรียมของว่างอยู่หรือ? ให้ซีเอ๋อร์ช่วยนะเจ้าคะ” นางเอ่ยน้ำเสียงออดอ้อน หวังปล้นเอาวิชาความรู้การปรุงอาหารอันแสนอร่อยของพ่อครัวหลี่เจี๋ยเการุ่ยเฉียงได้แต่ส่ายหน้าไปมา เขาหวังใจปกป้องดูแลเสิ่นฉางซีไปทั้งชีวิต ไม่คิดให้นางไปใช้ชีวิตข้างนอกรั้วสกุลเกา แต่นางแสร้งทำเป็นไม่เห็นความตั้งใจจริงของเขา นางพยายามทำหลายสิ่งหลายอย่าง เพียงเพื่อจะได้ใช้ชีวิตคนเดียวโดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ใดเขาจะต้องทำอย่างไรถึงจะรั้งนางผู้มีรอยยิ้มดุจสายลมฤดูใบไม้ผลิไว้ข้างกายตลอดทั้งชีวิตทั้งชีวิต. บุรุษผู้หนึ่งอายุเพียงสิบเก้าปีก็ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งแม่ทัพแล้ว ชาวบ้านต่างพากันหลีกทางขบวนทหารกล้าที่กำลังผ่านถนนสายหลักมุ่งหน้าสู่วังหลวง บุรุษในชุดศึกสีดำขรึมขลังบนอาชาศึกงามสง่าสะกดทุกสายตาให้หยุดมองเพียงเขา ใบหน้านั้นหล่อเหลา สุขุมและเยือกเย็นประหนึ่งเทพเซียน ดวงตาคมคู่นั้นเป็นสีนิลดุจเดียวกับบ่อน้ำลึกไร้รอยไหวกระเพื่อม เขาเป็นบุรุษที่หญิงสาวหลงใหลค
‘ผู้มีพระคุณรึ’ ไต้ซือซูเอ่ยซ้ำแล้วพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม ‘พบกันล้วนเกิดจากวาสนา บางทีเจ้ากับเขาอาจมีวาสนาต่อกัน บางทีอาจเป็นเจ้าที่ช่วยคนผู้นั้นได้’ ‘ข้ารึ’ นางใช้นิ้วชี้ที่ใบหน้าตนเอง ‘อย่างข้าจะช่วยผู้ใดได้’ไต้ซือซูพยักหน้าอีกครั้ง‘ขอเพียงมีความตั้งใจจริง ย่อมทำได้แน่นอน’ภายใต้การดูแลเลี้ยงดูของสกุลเกา เสิ่นฉางซีเติบโตขึ้นตามวัย ในหนึ่งปีไต้ซือซูจะแวะเวียนมาดู อาการบาดเจ็บของนางสักครั้ง นายท่านใหญ่ให้คนไปสืบข่าวจึงรู้ว่าบ้านของนางนั้นถูกไฟไหม้ ไม่มีสิ่งใดเหลือแล้ว นางรอดจากความตายมาครั้งหนึ่งแล้วนั้น จึงมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้ แม้มีใบหน้าที่มีรอยแผลเป็น ต้องเดินลากขาข้างขวาและยังไม่อาจให้กำเนิดบุตรได้ นางจึงพยายามเรียนรู้ทักษะหลายๆ ด้าน เพื่อที่วันหนึ่งนางออกจากสกุลเกาแล้วยังสามารถหาเลี้ยงตัวเองโดยไม่เป็นภาระแก่ผู้ใด สตรีที่ไม่สามารถมีบุตรได้นั้น ย่อมไม่มีใครต้องการ นางจึงคิดจะหาเลี้ยงชีพเพียงลำพัง ด้วยคิดเสมอมาว่าต้องอยู่คนเดียวให้ได้ จึงพยายามเรียนรู้เรื่องต่างๆ ให้มากที่สุด แม้เป็นเพียงเด็กหญิงตัวน้อย แต่ยามอยู่ในครัวก็ใช้เก้าอี้มาต่อขาเพื่
เมื่อห้าปีก่อน เกาฮ่วนปิ่งและไต้ซือซูพาเด็กหญิงตัวน้อยมารักษาอาการบาดเจ็บที่สำนักคุ้มภัยราชสีห์คำราม เขาผู้ซึ่งนับถือไต้ซือซูประหนึ่งอาจารย์ผู้สั่งสอนเรื่องสมุนไพรนั้นจึงได้เข้ามาดูอาการบาดเจ็บสาหัสของเสิ่นฉางซี เด็กหญิงตัวน้อยที่อดทนต่อความเจ็บปวด ไม่ร้องโวยวาย ได้แต่กล้ำกลืนความทุกข์ระทมทำให้เขาได้สติ นางเหมือนสัตว์เลี้ยงตัวเล็กๆ ที่เขาคอยดูแลรักษาอาการบาดเจ็บของนางไปตามลำดับขั้นตอนด้วยความใจเย็นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อนางยังเป็นเด็กน้อย บาดแผลของนางน่าเกลียดน่ากลัว มักถูกเด็กคนอื่นรังแกอยู่เสมอ นางไม่เคยตอบโต้ เขาจึงได้แต่คอยจูงมือเด็กหญิงมิให้คนอื่นมารังแก เพียงพริบตา ข้อมือเล็กๆ ที่เขาเคยจับจูง ยามนี้เป็นข้อมือของเด็กสาวเสียแล้ว อาจเป็นความคุ้นชิน มือหยาบกระด้างจับเอวของเด็กสาวยกขึ้นตัวลอยให้นางขึ้นรถม้า และเขาก็ไม่เคยถามว่าทุกครั้งที่พานางเข้าเมืองมา นางมักจะหายไปหนึ่งถึงสองชั่วยามเสมอ นางไม่เคยปริปากเล่า เขาจึงไม่เอ่ยถามอะไร แต่ไม่เคยบอกนางว่าครั้งหนึ่งเคยแอบตามนางไป เด็กหญิงตัวน้อยเดินตรงไปที่บ้านหลังหนึ่งแต่มันมอดไหม้เหลือเพียงเศษซากที่พอจะเห็นว่าเคยเป็นบ้า
“อ่อ” นางรับคำเบาๆ แล้วพยักหน้ารับ “เจ้าอยากไปหยุนหนานหรือ?” เห็นท่าทางตื่นเต้นของนางแล้วอดหัวเราะไม่ได้ เด็กคนนี้มักเก็บอาการ ไม่แสดงความต้องการสิ่งใดออกมานัก เด็กสาวพยักหน้าหงึกหงัก “ได้ยินนายท่านรองและท่านหมอหวังข่ายพูดถึงหยุนหนานบ่อยๆ ข้าจึงอยากเห็นด้วยตาตนเองสักครั้ง” เกาเทียนฉีกินรังนกจนหมดแล้วรับน้ำชาจากเสิ่นฉางซี “แท้จริงเจ้ามีเรื่องไม่สบายใจสินะ” “นายท่านรอง...” นางเอ่ยได้เพียงแค่นั้นแล้วก็พูดอะไรไม่ออกอีก “ฉางซี” เกาเทียนฉีฉีกยิ้มให้เด็กสาว “ที่เจ้าพยายามเรียนรู้อะไรมากมายเพียงเพื่อออกไปใช้ชีวิตข้างนอกนั่นมิใช่หรือ?” เสิ่นฉางซีเงยหน้ามองบุรุษที่อยู่ตรงหน้า “ฉางซิมิได้...” ยังไม่ทันพูดจบประโยค เกาเทียนฉีโบกมือห้ามไม่ให้นางพูดต่อ“สกุลเกาสร้างสำนักคุ้มภัยราชสีห์คำรามมาสองชั่วอายุคนแล้ว แต่พวกเราก็มิใช่คนลืมกำพืดตนเอง พวกเราไม่ใช่สกุลใหญ่โตเหมือนพวกคหบดีหรือวาณิช เจ้าเองอยู่ที่นี่มาห้าปีแล้วย่อมรู้ว่าคนในสำนักคุ้มภัยมีที่มาที่ไปหลากหลาย บางคนโลดแล่นในยุทธภพมาก่อน บางคนเป็
"ไฉนไม่ยื่นมือช่วยเหลือกันบ้าง” เสียงบ่นพลางเหนี่ยวตัวขึ้นไปนั่งบนกิ่งไม้ สวินเย่ว์ขยับกายนั่งห้อยเท้าทั้งสองข้าง ใบหน้ายังคงเรียบเฉยไร้ความรู้สึกแต่แววตามีรอยขบขันที่เห็นผู้ที่มาเยือนสวมชุดขันที “เป็นถึงรัชทายาทต้องใช้ชีวิตหลบซ่อนเช่นนี้เชียวหรือ” “หากเลือกได้ ข้าขอเกิดเป็นสามัญชนเช่นเจ้าดีกว่า” บุรุษหนุ่มเอ่ยแล้วสูดลมหายใจลึกๆ อากาศนอกรั้ววังหลวงนี้ช่างสดชื่นดีแท้ “ท่านคงมิได้ลอบออกจากตำหนักบูรพาเพื่อสูดอากาศเท่านั้นหรอก”สวินเย่ว์คุ้นชินกับนิสัยของรัชทายาทฝูหรงเป็นอย่างดี ยามนี้เขาสวมชุดขันทีเช่นนี้ เขาจึงเอ่ยปากสนทนาด้วยถ้อยคำธรรมดาสามัญ “เจ้าไม่ไปเยี่ยมเยือนข้าเลยนี่ ข้าจึงยอมลดตัวมาหาเจ้า” “ตำหนักบูรพาน่าเข้าไปนักหรือ?” เขาเบ้ปากเล็กน้อย “ได้พบท่านครั้งแรก ท่านก็สวมชุดขันทีเช่นนี้” รัชทายาทฝูหรงหัวเราะออกมา มีแต่เวลานี้เท่านั้นที่เขาสามารถหัวเราะได้อย่างเต็มเสียงและปลอดโปร่ง หากสบโอกาสเขามักลอบออกจากตำหนักเพื่อติดตามหาข่าวใครคนหนึ่งเสมอ และนั่นทำให้เมื่อสามปีก่อนบังเอิญได้พบสวินเย่ว์
น้ำเสียงสั่งทรงอำนาจ สิ้นเสียงของเขาพลันปรากฏร่างทหารองครักษ์นับสิบยืนล้อมกายของเด็กน้อยพร้อมชักกระบี่คมปลาบออกมาเด็กน้อยวัยสี่ขวบตวาดเสียงดังเฉียบขาด แม้เป็นเพียงเด็กน้อยก็ทำเอาคนที่ยึดร่างของเขาไว้ถึงกับปล่อยมือ เด็กน้อยที่ทุกคนเข้าใจว่าเป็นใบ้ มาบัดนี้กลับพูดได้ชัดถ้อยคำ สีหน้าที่เคยหวาดกลัวอยู่เสมอไม่หลงเหลืออีกแล้ว เขากวาดตามองแววตาวาวโรจน์ทั้งที่ดวงตาเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตา “องครักษ์?” ฮูหยินใหญ่แห่งตระกูลสวินถึงกับผงะไป แม้นางจะไม่รู้เรื่องการทหารแต่รู้ว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่คนของกองทหารสวินเย่ว์เป็นแน่ นอกจากเชื้อพระวงศ์แล้ว ชนชั้นใดเล่าจะมีองครักษ์เงาเช่นนี้ “ฮูหยินใหญ่เจ้าคะ?” เสี่ยวจูเห็นใบหน้าซีดเผือดของฮูหยินใหญ่แล้วประหลาดใจนัก เหตุใดต้องเกรงกลัวเด็กตัวแค่นี้ นางยังไม่ได้ล้างแค้นที่ทำให้นางตกน้ำในครานั้น นางก้าวเท้าไปด้านหน้าหมายจะผลักเด็กน้อยให้พ้นทาง แต่ต้องชะงักไปเมื่อปลายกระบี่ชี้มาที่ปลายจมูกของนางเด็กน้อยวัยสี่ขวบสบตากับสวินเหอซื่อ แล้วหมุนตัวเดินไปหาเสิ่นฉางซีที่จ้องมองอย่างตื่นตะลึง ดวงตามีแววหม่นเศร้าและโกรธแค้น เด็กน้อยตวาดเสียงดังออกมา “ปล่อยตัวนาง!”
เสิ่นฉางนั่งเขียนรายการสินเดิมที่ยังทำไม่เสร็จ เหตุที่ทำช้าเพราะนางมักคิดเรื่องวัยเด็กของตน ตำราต่างๆ ที่มารดาสะสมไว้ ความทรงจำเก่าๆ ย้อนคืน จุดรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้าของนาง เสียงคนโหวกเหวกโวยวายดังที่หน้าเรือน เด็กน้อยที่อยู่บนตั่งใกล้ๆ ถึงกับผวา นางคว้าอันอันมากอดกระซิบปลอบโยน ประตูเรือนเปิดออกอย่างแรงพร้อมกับคนงานชายสามสี่คนพุ่งเข้ามา “เกิดเรื่องใดขึ้น! เหตุใดบุกเข้ามาเช่นนี้!” เสี่ยวจูวิ่งเข้ามาทั้งน้ำตานองหน้า นิ้วเรียวชี้มายังเสิ่นฉางซีแล้วตวาดด้วยความโกรธแค้น “เป็นเจ้า! เจ้าทำให้ฮูหยินน้อยแท้งบุตร! เจ้าเจตนาทำร้ายฮูหยินน้อยและบุตรของท่านแม่ทัพสวินเย่ว์!” “เป็นไปไม่ได้!” เสิ่นฉางซีส่ายหน้าไปมา นางมึนงงสับสนกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่ยังไม่ทันได้สอบถามเรื่องราวเท็จจริงเป็นอย่างไร ร่างของนางถูกบ่าวชายฉุดกระชากลากออกมาจากเรือน หญิงรับใช้อีกสองคนเข้ามาคว้าร่างของอันอันไม่ให้วิ่งตาม เด็กน้อยถีบเท้าไปมาดิ้นรนขัดขืน แผดเสียงร้องไห้จ้าแต่ไม่อาจส่งเสียงพูดขอความช่วยเหลือได้ ร่างของหญิงสาวถูกลากออกไปที่ลานหน้า
เสร็จงานในครัวแล้ว เสิ่นฉางซีจูงมืออันอันพร้อมตะกร้าใส่อาหารและขนมนำกลับไปที่เรือน เพื่อไม่ให้ตัวเองคิดฟุ้งซ่าน นางจึงลงมือจดบันทึกรายการสินเดิมที่ได้รับมาเมื่อหลายวันก่อน หยิบจับสิ่งใด นางก็หวนคิดถึงบิดามารดาที่ล่วงลับไปเสียทุกที ป่านนี้ทั้งสองคงมองนางมาจากบนสวรรค์ ท่านพ่อท่านแม่วางใจเถิด ลูกมีความสุขดี อันอันอยากกินหมูหวาน แต่ตั้งใจอดกลั้นรอหยางหยางกลับจากสำนักศึกษา ระหว่างนี้จึงได้แต่นั่งกินขนมของว่าง เด็กน้อยนั่งบนเก้าอี้กลมแกว่งเท้าไปมา สองมือจับขนมเปี๊ยะดอกเหมยกัดกิน เสิ่นฉางซีเห็นมุมปากของเด็กน้อยเลอะคราบแป้งขนมเปี๊ยะ จึงหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดมุมปากให้ “ท่านแม่” เสียงแผ่วเบาเอ่ยขึ้น เสิ่นฉางซีสบตากับเด็กน้อย ทว่านางกลับรู้สึกว่า แม้อันอันจะจ้องมาทางนางแต่ไม่ได้มองมาที่นาง “คิดถึงแม่หรือ?” เด็กน้อยพยักหน้าหงึกๆ เสิ่นฉางซีอุ้มร่างเด็กน้อยมานั่งบนตัก ทำเหมือนตอนที่หยางหยางยังตัวเล็กเท่าอันอัน นางมักจับลูกชายนั่งตักและอ่านตำราหรือจดรายการอาหารที่ต้องทำ แต่เวลานี้นางกำลังบันทึกรายการ ‘สินเดิม’ ที่ได้รับมา อันอั
“ข้าสามารถเขียนรายกายอาหารให้เจ้านำไปให้แม่ครัวทำให้ได้” “เจ้าทำเองไม่ได้รึ” เสี่ยวจูขมวดคิ้ว “อ้อ! เจ้าไม่ใช่แม่ครัวแล้วนี่ เป็นอนุคนโปรดของท่านแม่ทัพ ต้องขออภัยที่ข้าลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท” “ไม่เป็นไร ประเดี๋ยวข้าเข้าครัวทำให้ฮูหยินน้อยเอง” เสิ่นฉางซีตอบแล้วหันไปคุยกับอันอันด้วยภาษามือ รอบเรือนหลังนี้มีองครักษ์ลับอยู่แต่นางก็ไม่ไว้ใจ หญิงสาวจึงให้เด็กน้อยวางพู่กันแล้วหยิบผ้าเปียกเช็ดมือน้อยๆ ให้อันอัน เด็กชายตัวน้อยอมยิ้ม เขาชอบที่เสิ่นฉางซีใส่ใจดูแลเขาเช่นนี้ ในหัวสมองน้อยๆ ของเขา เอาแต่คิดหาทางจะให้นางกับหยางหยางไปอยู่กับเขาในวังหลวง “เจ้ายิ้มอะไร” เสิ่นฉางซีหัวเราะเบาๆ เห็นเด็กน้อยเอาแต่อมยิ้ม นางก็อดยิ้มตามไม่ได้ อันอันไม่ตอบแต่โผเข้ากอดขาของนาง “เจ้ากอดแม่เช่นนี้จะเดินได้อย่างไร” นางส่ายหน้าไปมาแล้วแกะมือที่รัดรอบขาออก “ไปเถิด ไปในครัวกัน เจ้าอยากกินขนมละสินะ” นางจูงมืออันอันเดินไปที่ครัวด้วยกัน “ฮูหยินน้อยไม่ค่อยอยากอาหารแต่ถ้าเป็นของว่างของกินเล่น นางจะชื่นชอบมาก” เสิ่นฉางซีพึมพำขณะที่จูงมืออันอัน “อันอัน
“ท่านพี่กินยาแล้วนอนพักผ่อนเถิด ข้าจะไปดูในครัวเตรียมอาหารให้ท่านพ่อกับท่านแม่” เการุ่ยเฉียงเห็นภรรยากำลังจะออกไป จึงรีบคว้าข้อมือนางไว้ก่อน “ท่านพี่ต้องการสิ่งใดรึ” พละกำลังของชายหนุ่มยังไม่กลับคืน แต่การกระตุกมือนางเบาๆ ก็ทำให้จูเอ๋ออิ่งชะงักแล้วโน้มตัวลงไปหาสามีที่ยังนอนอยู่บนเตียง นางเห็นเพียงริมฝีปากของสามีขยับไร้เสียงจึงโน้มใบหน้าลงต่ำ ทว่าอีกฝ่ายกลับยื่นมาประทับริมฝีปากกับกลีบปากอุ่นเบาๆ จูเอ๋ออิ่งถึงกับตะลึงงันไปชั่วขณะ “อิ่งเอ๋อร์” เขาเรียกภรรยาที่ตัวแข็งทื่อ เป็นเขาเองที่ทำให้นางเป็นเช่นนี้ เขาดึงนางลงมา วาดวงแขนโอบกอดนางไว้แนบอก “ข้าผิดกับเจ้านัก” “ท่านพี่” หญิงสาวเอ่ยเสียงเบาราวกับกลัวว่านี่เป็นเพียงความฝัน “อภัยให้พี่ด้วย” จูเอ๋ออิ่งส่ายหน้าไปมา น้ำตาไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว “ต่อไปนี้พี่จะดูแลเจ้า ใส่ใจเจ้าให้มาก จะไม่ให้เจ้าเจ็บช้ำน้ำใจอีก” มือหยาบกร้านลูบแผ่นหลังของภรรยาเบาๆ อย่างปลอบโยน “ข้าจะมีแต่เจ้าเท่านั้น เชื่อข้านะ” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาของบุรุษที่
“คุณชาย...” นางเม้มปากแล้วเปลี่ยนคำเรียกขานใหม่ ในวัยเด็กมักถูกเขาบังคับให้เรียกว่า “พี่รุ่ยเฉียง” เการุ่ยเฉียงฉีกยิ้มอย่างพอใจ นางยังจำได้ว่าเขามักดุนางเสมอเมื่อเรียกเขาว่า ‘คุณชายเกา’ “กลิ่นนี้...” “ข้าวต้มรังบวบเจ้าค่ะ” นางเอ่ยขึ้น บ่าวรับใช้จัดโต๊ะเก้าอี้ให้นางนั่งใกล้ๆ เตียงได้อย่างสะดวก “ร่างกายของพี่รุ่ยเฉียงยังอ่อนแออยู่ จะกินอาหารรสจัดมิได้ ฉางซีจำได้ว่าพี่รุ่ยเฉียงชอบกินข้าวต้มรังบวบจึงลงมือทำให้ หวังว่ารสชาติจะถูกปาก” เพราะเการุ่ยเฉียงยังอ่อนแรงอยู่ เสิ่นฉางซีจึงเป็นฝ่ายป้อนข้าวต้มให้เขาด้วยมือตนเอง “บวบอ่อนกินแก้ร้อนใน ส่วนรังบวบมีเส้นใยและมีคุณประโยชน์ละลายเสมหะ ขับพิษ แก้ปวด กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด โรยเกลือเล็กน้อยทำให้อยากอาหาร พี่รุ่ยเฉียงกินให้มากๆ นะเจ้าคะ” “รสมือเจ้าไม่เปลี่ยนเลย” เขาพูดเมื่อกลืนข้าวต้มอุ่นๆ ลงกระเพาะแล้ว เมื่อมองนางใกล้ๆ เช่นนี้ยิ่งตอกย้ำว่านางมิใช่เด็กน้อยคนนั้นของเขาอีกแล้ว “ไม่มีสิ่งใดไม่เปลี่ยนแปลง” นางเอ่ยเสียงเรียบ ช้อนตามองอีกฝ่าย แววตาของเขายังมองนางอย่างลึกซึ้ง เพียงแต่เป็นสายตาที่มองอย่างเอ็นดูและสงสาร “ความรู้สึกของฉางซีเคา
เกาฮูหยินส่งสายตาห้ามปราม แล้วจูงมือเสิ่นฉางซีพาเข้าไปด้านใน เสิ่นฉางซีไม่ได้กลับมาที่นี่นานแปดปี แต่นางจดจำเส้นทางที่กำลังเดินอยู่นี่ได้ ทางเดินมุ่งไปยังเรือนของเการุ่ยเฉียง สามวันก่อนพ่อบ้านสกุลเกาส่งเทียบเชิญและจดหมายจากเกาฮูหยิน ใจความจดหมายกล่าวถึงอาการเจ็บป่วยของเการุ่ยเฉียง หวังใจให้นางมาเยี่ยมเยือนสักครั้ง แม้ฐานะนางเป็นเพียงอนุ แต่อยู่ในสกุลใหญ่ นางคิดหลายตลบสุดท้ายจึงเอ่ยปากขออนุญาตกลับมาเยี่ยมบ้านสกุลเกา นางไม่ได้พาเด็กๆ มาด้วย ได้แต่กำชับให้หยางหยางดูแลอันอันให้ดีอย่าให้ซุกซนเกินไป อย่างไรอยู่ในจวนแม่ทัพย่อมปลอดภัยกว่า หยางหยางมีท่าทีไม่พอใจที่รู้ว่านางจะมาพบชายที่เคยทำร้ายนาง แต่ไม่กล้าขัดใจมารดาจึงได้แต่ทำหน้าบึ้งตึงใส่ ในห้องนอนอบอวลด้วยกลิ่นยา เสิ่นฉางซีถึงกับผงะไปเล็กน้อย เกาฮูหยินรับรู้อาการของนาง จึงหันมาส่งยิ้มเศร้าหมองให้ “นับตั้งแต่วันที่ออกไปพบเจ้าวันนั้น เขากระอักเลือดกลับมาก็ล้มป่วยเช่นนี้” เกาฮูหยินกลั้นน้ำตาไม่ให้หลั่งริน “ซีเอ๋อร์ ที่ผ่านมาข้าไม่เคยคิดร้ายกับเจ้าเพียงแต่...” “ฮูหยินอย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลย เป
“ข้ารู้”“พี่ใหญ่เดินทางเถิด ข้าส่งแค่นี้” นางลุกขึ้นยืน ประสานมือคารวะพี่ชายของตนแล้วหันไปสั่งกับบุรุษหน้าตายที่ยืนอยู่ใกล้ๆ “มู่หญงดูแลพี่ใหญ่ของข้าด้วย”“บ่าวทราบแล้วขอรับ”“เช่นนั้นน้องขอตัว พี่ใหญ่เดินทางดีๆ รักษาตัวด้วย”“เจ้าก็เช่นกันซูหลี่น่า”หญิงสาวในอาภรณ์สีม่วงเข้มก้าวออกไปขึ้นหลังม้าสีดำสนิทของตน นางหันไปสบตากับซูเหยี่ยนครั้งหนึ่งแล้วควบม้าออกไป มู่หญงเห็นนางออกไปไกลแล้วจึงระบายลมหายใจเบาๆ แต่กระนั้นก็ทำให้ซูเหยี่ยนหัวเราะด้วยน้ำเสียงแหบแห้งออกมา“พวกเราก็เดินทางกันเถิด”“ขอรับ”“มู่หญง”“....”“ขอบใจที่อยู่ข้างข้ามาตลอด”มู่หญงเงยหน้าสบตาซูเหยี่ยน ถ้อยคำเรียบง่ายนี้ทำให้หัวใจของมู่หญงตื้นตันและอับจนถ้อยคำในเวลาเดียวกัน“บ่าวเต็มใจยิ่ง”“ข้ารู้”ซูเหยี่ยนลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินมานอกศาลาแล้วสูดลมหายใจลึกๆ อีกครั้ง เด็กหญิงตัวน้อยผู้นั้นสอนให้เขารู้จักคำว่า ‘อภัย’ อย่างแท้จริงเป็นเช่นไร หัวใจที่แบกรับความเจ็บปวดมายาวนานก็เบาบางลงอย่างน่าอัศจรรย์แล้วนางเล่า จะผ่านเคราะห์กรรมของตนเองได้หรือไม่ เขาเองได้แต่หวังว่าเส้นทางที่นางเลือกนั้นจะไม่ทำให้นางต้องเสียใจ.กว่าแปดปีแล้ว นาง
เขาไม่เคยรู้สึกรู้สาใดกับเสียงร้องโหยหวนร้องขอชีวิตหรือเสียงสาปแช่ง ทว่าในวันนั้น เสียงร้องของเด็กหญิงตัวน้อยกลับปลุกอีกเสี้ยวหนึ่งที่หลับใหลของเขาให้ตื่นฟื้น เพียงชั่วกะพริบตากลับหวนให้รำลึกถึงวัยเยาว์ บ้านของเขาเป็นคฤหาสน์หลังใหญ่ถูกไฟไหม้จนกลายเป็นทะเลเพลิง คราวนั้นเขาจูงมือน้องสาวแน่นไม่ยอมปล่อย ซูหลี่น่าเอาแต่ร้องไห้จนใบหน้าเปื้อนเปรอะ พร่ำเรียกหาบิดามารดาที่จมกองเลือดกลายเป็นซากศพ ปลายกระบี่จ่อที่ปลายจมูกของเขา ชายผู้นั้นสวมชุดสีม่วงเข้มคาดผ้ารัดเอวสีทองสะท้อนแสงเพลิงยามค่ำคืนอันโหดร้าย ‘ขอร้องข้าสิ เผื่อบางที ข้าจะมีความเมตตาหลงเหลืออยู่’ เสียงเย้ยหยันนั้นทำให้ดวงตาของเขาเบิกกว้าง ทั้งโกรธแค้นและชิงชัง แต่เขาอายุเพียงสิบขวบ วัยเด็กของเขามลายหายไปสิ้น ‘อย่าโทษข้า แต่จงโทษโชคชะตาของเจ้า’ อีกฝ่ายกล่าวอย่างใจเย็น ลากปลายกระบี่เปื้อนเลือดกรีดเสื้อของเด็กชายจนเห็นแผ่นอกขาวของคุณชายที่ไม่เคยต้องแดด คุณชายน้อยแห่งบ้านเศรษฐีซู ใครเลยจะรู้ว่าชีวิตที่ผู้คนอิจฉาจะมีวันนี้ เด็กชายกัดฟันแน่นก่อนเอ่ยออกไป ‘หากจะฆ่าข้า! จงฆ่าให้ตาย! ถ้าข้าไม่ตาย!