ภายในโกดังเก็บของที่อึมครึม แสงอาทิตย์ยามเช้าที่ยังอ่อนแรงค่อยๆส่องผ่านหน้าต่างบานเดียวที่ฝุ่นจับหนา ทำให้ภายในโกดังยังคงมืดสลัว
ชายหนุ่มผู้หนึ่งหลบซ่อนตัวในเงามืด ดวงตาจับจ้องไปยังประตู มือกำแน่นข้างลำตัว ความกดดันค่อยๆ เพิ่มขึ้นพร้อมเสียงสัญญาณเตือนภัยที่ดังไม่หยุดยั้ง เหมือนจะคอยย้ำเตือนถึงอันตรายที่คืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ
ทันใดนั้น เสียงบานประตูเหล็กของโกดังตรงหน้าดังขึ้น ก้องสะท้อนท่ามกลางความเงียบ เสียงคล้ายโลหะกระทบกันเมื่อวงเวทย์ที่ปิดผนึกไว้ถูกปลดออก ไม่นานนัก จอมเวทย์แปลกหน้าสองคนพุ่งเข้ามาภายในโกดังด้วยความระมัดระวัง พวกเขาเคลื่อนไหวอย่างช่ำชองและสำรวจทุกจุดราวกับคุ้นเคยกับสถานที่นี้เป็นอย่างดี
ผู้หลบซ่อนยังคงนิ่ง หลบตัวอยู่ในเงาอย่างสมบูรณ์แบบ เขาชะลอลมหายใจ ควบคุมการเต้นของหัวใจให้สงบนิ่งมากที่สุดอย่างมีสติ ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็อาจหมายถึงจุดจบ
ในจังหวะที่จอมเวทย์คนแรกเดินเข้ามาใกล้ ผู้หลบหนีได้พุ่งตัวออกจากเงามืดอย่างเงียบเชียบ มือขวาของเขาคว้าแขนของจอมเวทย์คนนั้น ก่อนจะบิด และ เหวี่ยงมันเต็มแรงจนได้ยินเสียงกระดูกแตกดังกรอบแกรบในอากาศ ใบหน้าของจอมเวทย์บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ร่างของเขาทรุดลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่จอมเวทย์คนที่สองหันมาทันที
ใบหน้าของจอมเวทย์คนนั้นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก มือยกขึ้นเตรียมจะร่ายเวทย์ป้องกันตัว แต่ยังไม่ทันร่ายคาถาใดๆ ผู้หลบซ่อนก็พุ่งหมัดอัดเข้าเต็มลำตัวของจอมเวทย์คนนั้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนร่างของเขาล้มลงไปอย่างง่ายดาย
เมื่อเห็นว่าจอมเวทย์ทั้งสองหมดสติ ผู้หลบหนีจึงหยิบผ้าในโกดังขึ้นมาคลุมใบหน้าเพื่อปิดบังตัวตน พร้อมกับค้นหาไม้คฑาเก่าๆมาใช้ ดูเหมือนว่าโกดังแห่งนี้จะถูกสร้างขึ้นเพื่อปกปิดการมีอยู่ของสถานที่ด้านล่าง ทำให้มีของใช้งานอยู่เป็นจำนวนมาก แม้จะน่าเสียดายที่ของส่วนใหญ่ เป็นของที่ใกล้จะเสียหายแล้ว แต่มันก็ยังใช้งานได้อยู่
เมื่อเขาเตรียมตัวเสร็จ ก็ประตูโกดังที่แง้มอยู่ เผยให้เห็นลานโล่งกว้างเบื้องหน้า แสงอาทิตย์ยามเช้าส่องกระทบกับพื้นที่โดยรอบ ทำให้เห็นรายละเอียดของพื้นที่ได้ชัดเจนขึ้น ทั่วทั้งลานมีเพียงต้นไม้ไม่กี่ต้นขึ้นเป็นหย่อมๆ ยากที่จะหาที่หลบซ่อน
ผู้หลบหนีเริ่มเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางลานกว้างที่ไร้ผู้คน ความเงียบสงบของทุ่งโล่ง และ ต้นไม้ประปรายทำให้เขายิ่งระมัดระวังยิ่งขึ้นมากขึ้น
การหลบหนีดูเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดีในตอนแรก แต่ทว่ากลางทางกลับไม่เป็นเช่นนั้น เขาหยุดแล้วหันกลับไปมองจากระยะไกล เห็นกลุ่มจอมเวทย์หลายคนเคลื่อนตัวตรงไปยังโกดังที่เขาทิ้งห่างไว้ แม้จะอยู่ไกลพอสมควร แต่จำนวนของจอมเวทย์ที่มุ่งตรงไปยังโกดังทำให้เขาเข้าใจทันทีว่าต้องรีบให้มากกว่านี้
ผู้หลบหนีได้ตัดสินใจใช้เวทมนตร์กระตุ้นพลังในร่างกายเพื่อเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนไหวโดยไม่ลังเลในทันที เพื่อหลบหนีออกจากลานโล่งกว้างที่เสี่ยงจะทำให้เขาโดนล้อมจับเอาได้ โชคยังดีที่บริเวณนี้เต็มไปด้วยอณูมานาหนาแน่น ทำให้การตรวจจับพลังเวทย์ที่อยู่ในร่างกายเล็กน้อยเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร
ขณะที่เขากำลังโล่งใจ เขาสังเกตเห็นกลุ่มจอมเวทย์ด้านหน้ากลุ่มนึง กำลังวิ่งตรงเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ ในตอนนี้จึงหลบซ่อนอยู่หลังต้นไม้ต้นหนึ่ง บริเวณโดยรอบนั้นเปิดโล่งเกินไป ทำให้ยากที่จะหลบเลี่ยงไปได้
แต่ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา เขายกคฑาไม้เก่าในมือ ยิงมานาจำนวนเล็กน้อยไปยังพุ่มไม้ที่เขาผ่านมาก่อนหน้านี้ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ เสียง และ การเคลื่อนไหวของพุ่มไม้ กระตุ้นความสนใจให้กลุ่มจอมเวทย์ที่มุ่งมาทางเขา หันเหความสนใจไปยังจุดนั้นโดยไม่แสดงท่าทีสงสัยในทิศทางที่ผู้หลบหนีซ่อนตัวอยู่เลย
เมื่อกลุ่มจอมเวทย์วิ่งผ่านเขาไป เขาจึงหลบออกจากจุดซ่อนตัวอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะพุ่งตรงไปในทิศทางที่พวกเขาจากมาอย่างไม่ลังเล
เมื่อหลุดจากการถูกเจอตัวของกลุ่มจอมเวทย์ได้สำเร็จ เขาพุ่งตัวเข้าไปในทางเดินแคบระหว่างพุ่มไม้ ในสวนขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้กับประตูทางออกเมืองพอสมควร ผู้หลบหนีเร่งฝีเท้าให้เงียบที่สุดเท่าที่ทำได้ แต่ในใจยังรู้สึกแปลกๆราวกับมีอะไรบางอย่างตามมา ก่อนที่การหลบหนีของเขาจะถูกทำลายในไม่ช้า
เพียงชั่วอึดใจหลังจากที่ก้าวผ่านพุ่มไม้อีกแถว เสียงกระแสพลังเวทย์พลิ้วไหวบางเบาก็ดังขึ้นจากเบื้องหลัง เขาหยุดชะงัก และเมื่อหันกลับไป ก็พบกับภาพที่ทำให้เขาต้องขบกรามแน่น
จอมเวทย์อาวุโสระดับ 5 วงแหวน สองคนกำลังลอยตัวเหนือพื้นดิน จ้องมองมาที่ผู้หลบหนีราวกับพวกเขาจับตาดูเขามาตั้งแต่แรก ด้านล่างคือชายหนุ่มในวัยใกล้สามสิบ สายตาคมกริบ สะท้อนถึงประสบการณ์การต่อสู้ที่โชกโชน ท่าทางเยือกเย็นและมั่นใจอย่างยิ่ง
"การหลบหนีคงทำให้เจ้าเหนื่อยไม่ใช่น้อย? แต่ข้าผิดหวังยิ่งนักที่เจ้าไม่ได้แสดงความสามารถอะไรเลย" หนึ่งในจอมเวทย์เอ่ยเสียงเรียบ น้ำเสียงแฝงไปด้วยความเหนือกว่า ทำให้ผู้ฟังเลี่ยงไม่ได้ที่จะรู้สึกกังวล
ผู้หลบหนีกำคฑาไว้ในมือแน่น พยายามตั้งสติ การต่อสู้ในตอนนี้ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนีก แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น
แต่ก่อนที่เขาจะทันตั้งตัว บรรยากาศรอบตัวเริ่มร้อนระอุขึ้นกระทันหัน เมื่อจอมเวทย์คนหนึ่งยกมือขึ้น วงแหวนเวทย์ขนาดใหญ่ก่อตัวขึ้นเหนือมือของเขา เปลวไฟสว่างวาบก่อนจะพุ่งตรงมาทางเขาด้วยความเร็ว ราวกับจะเผาเขาให้มอดไหม้ในทันที
ผู้หลบหนีเบี่ยงตัวหลบ แต่ด้วยอาการบาดเจ็บของร่างกาย เขาจึงเสียหลักล้มลงกับพื้น แรงลมจากเวทมนตร์ซัดร่างของเขาไถลไปตามพื้นดิน ความเจ็บแปลบแล่นไปทั่วร่าง พละกำลังที่เหลืออยู่น้อยนิดทำให้เขาลุกขึ้นยืนแทบไม่ไหว
ต่อจากนั้น ชายหนุ่มด้านล่างที่ยืนรอจังหวะอยู่ พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว เขากระชากแขนของผู้หลบหนีและกดร่างของเขาลงกับพื้นทันที มือที่แข็งแรงกดไหล่เขาไว้แน่นจนรับได้ถึงแรงมหาศาลที่แทบทำให้หายใจไม่ออก ความเชี่ยวชาญในด้านการจับกุมเผยให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพของเขา
“จับมันเอาไว้ให้แน่น ข้าไม่อยากเสียเวลากับมันมากนัก นี้ก็ใกล้ถึงเวลานัดหมายแล้ว”
จอมเวทย์อาวุโสอีกคนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่แฝงไปด้วยอำนาจ ผู้หลบหนีฝืนยิ้มบาง ขณะที่ร่างกายถูกกดอยู่กับพื้น สายตาท้าทายยังคงจ้องมองไปที่พวกเขาแม้จะถูกปิดบังด้วยผ้าคลุมก็ตาม
ชายผู้จับกุมเริ่มเกิดความสงสัยในใจ เขามองผู้หลบหนีอีกครั้ง ราวกับรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่ผิดปกติ จากข้อมูลที่ได้รับมา ผู้หลบหนีตรงหน้าควรจะเป็นชายที่มีพละกำลัง และ ร่างกายที่แข็งแรง แต่แขนที่เขาจับ กลับสัมผัสได้เพียงแขนที่บอบบาง ราวกับอดอาหารมาหลาย
เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจดึงผ้าคลุมออกอย่างแรง เผยให้เห็นรูปลักษณ์ที่ทำให้เขาต้องชะงัก ข้อมูลที่ได้รับมาไม่ตรงกับชายตรงหน้าเลยสักนิด ผมสีทองที่สกปรกและเต็มไปด้วยฝุ่น ต่างจากเป้าหมายที่มีผมสีดำ นั้นทำให้ชายคนนั้นรู้แล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังเข้ามาใกล้จากด้านหลัง จอมเวทย์อาวุโสหันไปมองอย่างระแวดระวัง ก่อนที่ดวงตาจะสบเข้ากับหญิงสาวผู้หนึ่ง
เธอปรากฏตัวขึ้นพร้อมใบหน้าที่ซีดเผือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เธอมองชายที่ถูกกดลงกับพื้นอย่างทารุณ แขนขาของเขาถูกตรึงไว้อย่างแน่นหนา ลมหายใจของเขาติดขัดขณะที่พยายามดิ้นรนใต้แรงกดดัน มือที่กดลงบนไหล่ของเขาหนักแน่นและไร้ความปรานี ท่ามกลางความเจ็บปวดที่เขาต้องทน
“อาร์วิน... นี่นาย?” เอเลน่าอุทานออกมาด้วยความสับสน สายตาของเธอเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ เมื่อได้สติกลับมาอย่างรวดเร็ว เธอก็เริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าโดยทันที
“นี่มันเรื่องอะไรกัน?” หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาแต่ชัดเจน คำพูดของเธอเต็มไปด้วยความเฉียบคม สายตาจ้องไปยังชายทั้งสามอย่างไร้ความปรานี ราวกับแสดงถึงอำนาจที่ไม่อาจละเลยได้
“คู่หมั้นที่หายตัวไปของฉันกำลังถูกทำร้ายอยู่ต่อหน้า หวังว่าพวกคุณคงจะมีคำอธิบายดีๆ…. ใช่ไหม?”
บรรยากาศรอบตัวเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด จอมเวทย์อาวุโสชะงักไปเล็กน้อย พวกเขาสบตากันอย่างเคร่งเครียดเมื่อได้ยินคำพูดของหยิงสาว ร่างกายของจอมเวทย์อาวุโสขยับเพียงเล็กน้อย แต่พอจะสังเกตได้ถึงความลังเล ความเงียบที่ปกคลุมแสดงให้เห็นว่าพวกเขาก็ไม่เข้าใจในสถานการณ์เหมือนกัน
เสียงนกร้องแว่วเบาๆในสวนยามเช้าจากที่ไกลๆ แสงแดดอ่อนๆเริ่มทอประกายบนยอดไม้ ใบไม้สั่นไหวตามแรงลมแรงที่เคยเกิดขึ้น ทว่าบรรยากาศโดยภายในกลับขัดแย้งกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเอเลน่าพยามวิ่งเข้ามาเพื่อดูอาการของชายหนุ่ม หนึ่งในจอมเวทย์อาวุโสขวางทางเธอเอาไว้ ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่ร่างที่นอนอยู่ด้วยสายตาเคร่งขรึม มุมปากกระตุกเบาๆ สายตานั้นเต็มไปด้วยความระมัดระวัง แตยังเจือด้วยความลังเลกับสิ่งที่เห็น ก่อนจะหันไปพูดกับหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า "ท่านเอเลน่า เรายังไม่อาจเชื่อได้ว่าเขาเป็นคนเดียวกับที่ท่านรู้จัก จนกว่าจะพิสูจน์ให้แน่ชัด…" เสียงนั้นเย็นชาและเด็ดขาดหญิงสาวชะงักไปชั่วครู่ เธอกลืนน้ำลายลงคอ ริมฝีปากบิดเป็นรอยยิ้มเล็กๆด้วยความเสแสร้ง"งั้นหรอ? นี่คือวิธีที่พวกคุณปฏิบัติต่อคู่หมั้นของฉันแบบนั้นสิน่ะ? ถ้าหากเป็นเขาจริงๆพวกคุณจะรับผิดชอบยังไง?"เธอกล่าวอย่างเด็ดขาด แววตามุ่งมั่นแสดงถึงการตัดสินใจที่จะไม่ยอมอ่อนข้อใดๆชายทั้งสามคนสบตากันอย่างลังเล ในที่สุดลูกน้องของเขา ก็ยอมปล่อยชายหนุ่มจากการจับกุม เขาพยายามลุกขึ้นยืน แต่ด้วยสภาพของร่างกายนี้ทำให้ร่วงลงไปกองกับพื้นอีกครั้ง ทำให้หญิงสาวต
แสงสีส้มของยามเย็นสาดเข้ามาในห้อง ส่องผ่านหน้าต่างบานเล็กที่เปิดไว้เพียงบางส่วน ความสงบเงียบของช่วงเวลาพลบค่ำถูกทำลายด้วยเสียงหอบหายใจแผ่วเบาของชายที่นอนนิ่งบนเตียง ชายหนุ่มลืมตาตื่นขึ้นมาช้าๆ ความรู้สึกเจ็บปวดแล่นไปทั่วทั้งร่าง ราวกับทุกอวัยวะต่างกรีดร้องพร้อมกันเขาพยายามขยับตัว ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง แต่ทันทีที่เปลี่ยนท่าทาง ความเจ็บปวดก็เริ่มปะทุขึ้นอีกครั้ง ทำให้เขาหยุดชะงัก กัดฟันแน่นเพื่อข่มเสียงครางไม่ให้เล็ดรอดออกมา มือข้างหนึ่งกดลงบนหน้าท้อง หวังบรรเทาความเจ็บปวด แต่กลับไม่มีอะไรดีขึ้น เหงื่อเย็นไหลซึมลงตามกรอบหน้าผาก จนทำให้ผมของเขาชื้นไปหมด ร่างกายนี้ อยู่ในสภาพย่ำแย่กว่าที่เขาคาดคิดเมื่อชายหนุ่มเหลือบสายตาไปที่กระจกบานเล็กข้างเตียง ภาพสะท้อนที่ปรากฏคือใบหน้าของ อาร์วิน แคร์นัส มันดูซีดขาว และ ไร้ชีวิตจนทำให้รู้สึกน่าสังเวช เขาจ้องมันอยู่ชั่วครู่ ราวกับกำลังประเมินสภาพตัวเอง ก่อนพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงแห้งผาก“อาการแย่กว่าที่คิด...”ความหงุดหงิดพลุ่งพล่านขึ้นในใจ เพราะไม่อาจควบคุมร่างนี้ได้อย่างที่ต้องการสายตาของเขาเหลือบไปเห็นกับกระดุมเม็ดเล็กที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง
หญิงสาวนั่งเงียบอยู่ข้างเตียงในห้องที่มีแสงเทียนสลัวๆสั้นไหวไปตามแรงลมที่ลอดผ่านเข้ามา บรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่ง ไม่มีเสียงใดๆนอกจากเสียงลมหายใจเบาๆระหว่างทั้งสองคนใบหน้าที่เธอคุ้นเคย แต่กลับมีบางสิ่งที่แปลกไป—บางสิ่งที่เธอไม่สามารถอธิบายได้ แต่กลับทวีความสงสัยมากขึ้นรอยยิ้มของชายหนุ่มตรงหน้า และความอ่อนโยนของเขา มักทำให้เธอเคยรู้สึกปลอดภัยเสมอ แต่ครั้งนี้... เธอเริ่มสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่ต่างไปมันอาจเป็นเพียงความเครียดจากสถานการณ์รอบตัวหรือความเหนื่อยล้าที่สะสมตลอดเวลาที่ผ่านมา ใบหน้าของเขายังคงเหมือนเดิมทุกประการ ยกเว้นเพียงสีของดวงตาที่แปลกไป ซึ่งคล้ายกับของใครบางคนที่เธอรู้จักเธอถอนหายใจเบาๆ พลางบีบจดหมายในมือแน่นขึ้น ภาพเหตุการณ์นั้นยังคงแจ่มชัดในหัวเธอ เลือดที่หลั่งไหล และ เสียงฝีเท้าของผู้ไล่ล่าเป็นสิ่งที่เธอไม่อาจลืมได้การได้เจอกับคู่หมั้นของเธออีกครั้ง ก็เกือบจะเป็นความหวังที่เธอแทบจะถอดใจไปแล้ว แค่ได้อยู่ใกล้เขา เธอก็รู้สึกเหมือนตัวเองได้รับการปกป้อง แม้กระทั่งในยามนี้ที่ทุกอย่างรอบตัวดูสับสน วุ่นวาย การที่มีเขาอยู่ ก็ช่วยคลายความกังวลในใจของเธอได้พอสมควรเธอสูดห
ชายหนุ่มเดินไปที่ตู้สมุนไพรใกล้ๆ ค้นหาเครื่องหอมสมุนไพรที่คิดว่าน่าจะมีอยู่ที่นี้ เป็นผลิตภัณฑ์พิเศษที่องค์กรของเขาทำขาย เครื่องหอมธรรมดาที่ดูไม่ต่างจากของใช้ทั่วไป แต่กลับซ่อนคุณสมบัติพิเศษเอาไว้ มันมีส่วนผสมของสมุนไพรสองชนิดที่ออกฤทธิ์ต่างกันชนิดหนึ่งช่วยให้ง่วงนอน ส่วนอีกชนิดกระตุ้นให้เกิดอาการหลับลึกมากขึ้นกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพถูกปรับลดลงด้วยสมุนไพรหลายชนิด ที่ผสมให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในการนอนหลับที่ไม่สงบ ซึ่งในขั้นตอนนี้เขาต้องแยกเอาส่วนที่ไม่ต้องการออก เหลือไว้เฉพาะเพียงสองชนิด เพื่อไม่ให้เครื่องหอมมีกลิ่นที่แปลกไปหลังจากที่แยกสมุนไพรทั้งหมดออกจากกัน เขาจึงค่อยๆบดสมุนไพรสองชนิดเข้าด้วยกัน จากนั้นก็เทส่วนผสมกลับเข้าไปในถุงใหม่ที่ยังไม่ถูกแกะออก เท่านี้ฤทธิ์ของมันจะมากขึ้นกว่าปกติ แต่กลิ่นยังคงเดิม ทำให้ยากที่ใครจะจับได้จากนั้นเขาก็นำมันกลับไปวางไว้ที่ตู้สมุนไพรเหมือนเดิม เครื่องหอมถูกจัดเตรียมเรียบร้อย เขาหยิบสมุนไพรส่วนที่เหลือ กินมันเข้าไปเพื่อยับยั้งฤทธิ์การหลับลึก เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองได้รับผลจากมันไปด้วยเมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ชายหนุ่มจึงกลับไปนอนลงบนเตี
ชายผิวสีเดินลึกเข้าไปในเขตตอนใต้ของเมือง เขาใช้ผ้าคลุมศีรษะให้มิดชิดเพื่อซ่อนใบหน้า ดวงตาคมกวาดมองรอบๆอย่างระมัดระวัง แสงไฟจากร้านค้าและแสงเทียนสลัวๆ ตามตรอกซอยสะท้อนให้เห็นถึงบรรยากาศที่มืดมน ราวกับโลกอีกใบที่ซ่อนตัวอยู่ภายในเมืองอันศิวิไลซ์ถนนเต็มไปด้วยฝุ่นคละคลุ้ง กลิ่นเหม็นอับจากของไม่พึงประสงค์วางเรียงรายอยู่ในแผงลอย เหล่าพ่อค้าแม่ค้ากำลังลักลอบขายของต้องห้ามอย่างลับๆ เสียงการเจรจาต่อรองดังขึ้นเป็นระยะ เติมเต็มบรรยากาศแห่งนี้ไปด้วยความรู้สึกไม่ชอบมาพากล แต่สำหรับที่นี้ มันเป็นเรื่องปกติชายผิวสีแทรกตัวเข้าไปในฝูงชนอย่างแนบเนียน ลัดเลาะผ่านตรอกซอยที่สลับซับซ้อนจนกระทั่งมาถึงร้านขายของจิปาถะที่ดูธรรมดาแห่งหนึ่ง มันเหมือนร้านทั่วๆไป แต่นี่เป็นเพียงฉากบังหน้าเท่านั้น ภายในที่แห่งนี้ มีโลกอีกใบซ่อนอยู่เมื่อเดินเข้ามา กลิ่นธูปหอมอ่อนๆลอยตลบอบอวลไปทั่วร้าน บนชั้นวางสินค้าถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ มีผลิตภัณฑ์มากมายที่องค์กรผลิตขึ้น วางปะปนอยู่กับสินค้าประเภทอื่นๆ สินค้าพวกนี้มีราคาย่อมเยาและใช้งานได้จริง ทำให้มีอยู่ในบ้านเรือนของผู้คนเป็นจำนวนมาก จึงกลายเป็นเหตุผลให้เขาสามารถหาของใ
ชายร่างสูงใหญ่เดินผ่านทางเดินยาวที่ปกคลุมด้วยความเงียบสงัดของพื้นที่ บรรยากาศภายในบริเวณนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายทรงพลังที่ทั้งหนักอึ้งและน่าเกรงขาม เขาหยุดชั่วครู่หน้าประตูบานใหญ่ของห้องผู้นำองกรณ์ บานประตูไม้สลักลวดลายละเอียดอ่อนแสดงถึงอำนาจและบทบาทสำคัญของเจ้าของห้องในขณะที่เขาก้าวผ่านหน้าประตู ความรู้สึกหนึ่งแผ่ซ่านไปทั่วร่าง คล้ายมีสายตาจับจ้องจากอีกมิติ พลังจากดันเจี้ยนแห่งนี้ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงการเฝ้ามองของเจ้าของที่นี้อย่างชัดเจน แม้ว่าเธอจะไม่ได้อยู่ตรงนั้นจริงๆก็ตาม"ดูเหมือนเธอมีเรื่องที่จะพูดด้วย แต่ก็ลังเลที่จะถามสิน่ะ" เขาคิดในใจ สายตาสีแดงฉานของเขาหันไปมองบานประตูอย่างครุ่นคิด ก่อนที่จะส่ายหัวเบาๆผู้นำของสถานที่แห่งนี้ เป็นหญิงสาวผู้หนึ่ง เธอเป็นลูกสาวของอดีตผู้นำองกรณ์อาชกรรมขนาดใหญ่ในเมือง แต่ถูกเขาทำลายลงไปเมื่อหลายปีก่อน ในตอนนั้นเธอยังเยาว์วัย แถมยังเป็นลูกของโสเภณีที่องกรณ์จับตัวมาอีก ทำให้เธอมักจะถูกรังแก และ กลั่นแกล้งดูหมิ่นเสมอเธอที่ผ่านความยากลำบากในชีวิตแต่ล่ะวัน ก็ได้มาพบกับเขาในร่างของจอมเชือด ในตอนแรกเธอร้องขอที่จะติดตามเขา แต่ตัวเขาในตอนนั้นปฏิเสธ ไม่อยาก
หญิงสาวเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ ผ่อนลมหายใจยาว เส้นผมสีม่วงอมดำขลับทิ้งตัวแนบกับไหล่ราวเงามืดที่เกาะกุมตัวเธอ ผิวขาวซีดราวหินอ่อนสะท้อนแสงอ่อนจากโคมไฟบนโต๊ะ ขับเน้นชุดยาวสีดำที่พลิ้วไหวดุจเงามืดในสถานที่แห่งนี้ในสถานที่แห่งนี้ ทุกสิ่งล้วนเชื่อมโยงกับเธอ ทำให้เธอรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวทุกอย่างของเขา ไม่ว่าเขาจะอยู่จุดใดในสถานที่แห่งนี้ เธอก็สามารถสัมผัสถึงตัวตนของเขาได้เสมอเรย์นาร์ค—หรือเอรอสในร่างของมือสังหาร จอมเชือด เรื่องราวที่ซับซ้อนเกี่ยวกับตัวตนและพลังของเขานั้นเป็นสิ่งที่เธอรับรู้มานานแล้ว แต่สิ่งที่เธอปรารถนากลับไม่ใช่การค้นพบด้วยตัวเอง หากแต่เป็นการได้ยินคำตอบจากปากเขาโดยตรงเธอเฝ้ารอให้เขาเปิดเผยความลับนี้กับเธอ แม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ แต่เขาก็ยังเลือกที่จะเก็บมันไว้ ไม่มีท่าทีที่จะบอกเธอ ราวกับเรื่องราวนั้น หนักเกินกว่าจะเล่าออกมาดวงตาสีชมพูอ่อนสะท้อนแสงจากโคมไฟ หญิงสาวนั่งนิ่งราวกับกำลังขบคิดอะไรบาง แต่ในความเป็นจริง เธอกำลังต่อสู้กับความรู้สึกในใจ อยากให้ชายหนุ่มเข้ามาขอความช่วยเหลือจากเธอ แต่เธอก็รู้ดี เขาก็ยังเป็นตัวเขา—คนที่เลือกจะแบกรับทุกอย่างไว้เพียงลำพัง ไม่ยอมพึ่ง
คลินิกตรงหน้าตั้งอยู่ห่างจากเขตใจกลางเมืองเล็กน้อย ตัวอาคารหินสีซีด ท่ามกลางความเงียบสงัดของยามดึก หน้าต่างกระจกสีชั้นล่างสะท้อนแสงไฟริบหรี่จากเสาไฟถนนที่อยู่ห่างออกไป ลวดลายบนกระจกดูเหมือนจะพร่ามัวในแสงสลัว สถานที่แห่งนี้ไม่ได้ใหญ่โตมากนัก แต่เพียงพอสำหรับรองรับผู้ป่วยจำนวนนึงยามตีสี่ ลมหนาวพัดโชยไปทั่วบริเวณ ความเงียบรอบตัวแทบจะทำให้ได้ยินเสียงใบไม้ร่วงกระทบพื้น ร่างสูงใหญ่ยืนพิงกำแพงใต้ร่มเงาตรงข้ามกับสถานที่ ดวงตาสีแดงจับจ้องไปยังหน้าต่างชั้นสองที่ปิดสนิท เป็นสถานที่ทำงานของเจ้าของสถานที่แห่งนั้น แต่ในยามนี้ ไม่มีแสงไฟส่องลอดออกมา“ไม่ใช่เวลามาลังเลแล้ว ตัดสินใจไปแล้วนี่…” เขาพึมพำเสียงเบา ความเงียบรอบตัวทำให้เสียงนั้นแทบชัดเจนในสายลม เขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและไร้สุ้มเสียง กระโดดขึ้นเกาะขอบหน้าต่างชั้นสอง เสียงลมแผ่วเบาและใบไม้ไหวกลบการเคลื่อนไหวของเขา ดวงตาสีแดงสังเกตการณ์ในห้องอีกครั้งเพื่อยืนยันว่าไม่มีใครอยู่เมื่อแน่ใจแล้ว เขาดึงจดหมายจากกระเป๋าออกมา มันเป็นเศษกระดาษที่เขาเก็บได้แถวนี้ จดหมายนั้นเขียนด้วยลายมือเร่งรีบ เนื้อความสั้นๆระบุเพียงเวลาและสถานที่ ไม่ได้บอกถึงความต้
"ท่านอาร์วิน จอมเวทย์จากหอคอยเวทมนตร์ต้องการเข้าพบขอรับ"เอรอสในรูปลักษณ์ของอาร์วินลืมตาขึ้นจากความคิด เขาเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงแดดบอกให้รู้ว่าอีกสักพักใหญ่เอเลน่าถึงจะเดินทางกลับมาที่เมือง ซึ่งมันก็ดีแล้ว เพราะเขาไม่อยากให้เธอเข้ามาวุ่นวายเกี่ยวกับการเจรจาในครั้งนี้แน่นอนว่าหัวข้อเจรจาคงเป็น เรื่องที่อาร์วินถูกจับทรมาณอยู่ในคุกลับใต้ดินตลอดเวลาที่ผ่านมาโดยที่พวกมันไม่รู้ตัว และ มันก็ยากจะปกปิดเพราะเอเลน่าดันอุ้มเขาออกมากลางถนน...ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนเยอะมาก ทำให้ผู้คนต่างเห็นว่าพวกเราออกมาจากพื้นที่ของหอคอย และ มันกลายเป็นหัวข้อสนทนาที่แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว ทำไมชายที่หายตัวไปถึงออกมาจากที่นั้น? หรือว่าหอคอยจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการลักพาตัวคู่หมั้นของตระกูลวัลธอเรนจริงๆ?และที่สำคัญยิ่งกว่า...คนที่จับตัวมาจริงๆมันหายไปไหน เขารู้อะไรรึเปล่า? แล้วในการทอดสอบ เขาได้รับอะไรกลับมา นั้นคือสิ่งที่พวกมันอยากรู้จริงๆเขาหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนจะคิดต่อว่า… แต่ก็พอดี เขาเองก็ยังไม่รู้เหตุผลว่าทำไมพวกมันถึงต้องเผาโรงพยาบาล ในหนังสือพิมพ์ก็ดูเหมือนจะยังไม่ได้ชี้แจงอะไร ถ้าอยากรู้ก็คงต
ภายในห้องพักที่เงียบสงัด แสงแดดอ่อนๆ ส่องผ่านหน้าต่าง ความทรงจำพร่าเลือนราวกับเป็นเพียงเงาของอดีตค่อยๆไหลซึมหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงความรู้สึกแปลกประหลาด ราวกับเป็นลางบอกเหตุถึงเรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้น หญิงสาวค่อยๆลืมตาขึ้นเธอจำได้ว่าเมื่อคืนตัวเองได้ไปสถานที่แห่งหนึ่งกับชายคนนึง จำได้ว่าได้รับขนมรสขมและชาสมุนไพรจากหมอคนนั้น และ หลังจากนั้น……ว่างเปล่าคิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน ความรู้สึกแปลกประหลาดก่อตัวขึ้นในอก‘…ทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่?’ก่อนที่เธอจะได้คิดอะไรต่อ ประตูห้องก็ถูกเปิดออกอย่างแผ่วเบา สาวใช้ในชุดเครื่องแบบสีเรียบก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าที่สงบนิ่ง ราวกับไม่รู้ว่าคนในห้องได้สติอยู่ เธอถือพานน้ำชาที่ควันลอยขึ้นเป็นสายบางๆ วางลงบนโต๊ะข้างเตียงอย่างนุ่มนวลเมื่อสาวใช้หันกลับมา สายตาของเธอก็สะดุดเข้ากับหญิงสาวที่กำลังลืมตาขึ้นอย่างอ่อนแรง สีหน้าที่เรียบนิ่งของสาวใช้ก็เปลี่ยนไปในทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจเล็กน้อย ก่อนจะรีบก้มหน้านอบน้อม“คุณ...คุณฟื้นแล้วหรือคะ?” เสียงของเธอแผ่วเบาแต่แฝงด้วยความโล่งใจ“ข้า...ข้าขอโทษที่เข้ามารบกวน ข้าจะรีบไปแจ้งท่านอาร์วินให้ทราบในทันที”ชื่
โพรงหินขนาดมหึมาขยายตัวออกเป็นชั้น ๆ ลดหลั่นลงไปในความมืด เสาหินโบราณตั้งเรียงรายตามระเบียงทางเดินสูงต่ำ ราวกับขั้นบันไดแห่งอารยธรรมที่ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลาแต่แทนที่สถานที่แห่งนี้จะเป็นเพียงซากโบราณสถานที่รกร้าง กลับมีเหล็กกล้าสนิมเขรอะ ปราการคุมขัง และกรงเหล็กที่แขวนห้อยอยู่ตามแนวผนัง บ่งบอกว่ามันได้ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นคุกใต้ดินอันโหดร้ายและในตอนนี้—มันเป็นเพียงซากปรักหักพังที่เปรอะไปด้วยเลือดเสียงฝีเท้าก้องสะท้อนจากกำแพงหินขรุขระ ขณะที่เหล่าผู้ช่วยเหลือนำกลุ่มทาสเด็กที่รอดชีวิตฝ่าความเงียบสงัดออกไปจากสถานที่แห่งนี้ เปลวไฟริบหรี่สาดเงาทอดยาวไปตามพื้นหินที่เต็มไปด้วยรอยแตกและคราบสีแดงฉาน"อย่าหันไปมองรอบๆ มุ่งหน้าต่อไป" เสียงกระซิบดังขึ้นเป็นระยะๆจากเหล่าผู้นำทางเด็กหลายคนก้มหน้าลง มองเพียงเงาของตัวเองที่ทอดยาวบนพื้นหินเย็นเยียบ แต่ความอยากรู้อยากเห็น และกลิ่นเลือดคาวคลุ้งที่อบอวล ทำให้บางคนอดไม่ได้ที่จะเหลือบตาไปมองรอบด้านร่างของผู้คุมถูกแขวนคว่ำอยู่กับเสาหิน ศพของพวกเขาถูกแทงทะลุด้วยหอกและดาบ บางร่างถูกทิ้งกระจัดกระจายอยู่บนบันไดหินที่ทอดยาวลงไปสู่ระดับลึกกว่า เลือดไหลเป็นทา
เสียงฝีเท้าของผู้คุมหยุดชะงักกะทันหัน ความเงียบปกคลุมทั่วทั้งพื้นที่เพียงชั่วพริบตาแล้วร่างนั้นก็พุ่งผ่านเธอไปรวดเร็วเกินกว่าสายตาจะมองทัน—ราวกับสายลมสีดำที่พัดผ่านไปเงียบงันเสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นก่อนเด็กสาวจะทันหันไปมอง ขวานสีทองตวัดฟาดลงอย่างไร้ความลังเล เสียงเนื้อฉีกสะท้อนก้องในอากาศ ลำคอของชายคนแรกถูกกรีดขาดสะบั้น เลือดพุ่งเป็นสายสาดกระเซ็นลงบนกำแพงหินเย็นเฉียบ ก่อนร่างนั้นจะทรุดลงราวกับหุ่นเชิดที่ขาดด้าย ร่างนั้นปรากฏตัวกลางวงศัตรู ราวกับปีศาจที่โผล่ออกมาจากความมืดเหล่าผู้คุมที่เหลือแข็งค้าง—ลมหายใจขาดห้วงในอก พวกมันพึ่งเริ่มตระหนักถึงภัยที่กำลังกลืนกินแต่ไม่ทันแล้วชายสองคนที่อยู่ใกล้สุดตั้งสติได้ก่อน เงื้อดาบหมายจะสังหาร ทว่าเสียงโลหะเฉือนเนื้อดังกึกก้องก่อนที่พวกมันจะฟันลง ขวานสีทองพุ่งเป็นแนวเฉียง ตัดทะลุร่างทั้งสอง รอยแผลฉีกลึกถึงกระดูก เลือดร้อนๆ กระเซ็นเปรอะเต็มพื้นหินเสียงร่ายมนตร์ดังขึ้นจากพวกด้านหลัง—แต่เขาเร็วกว่าพวกมันขวานถูกเหวี่ยงออกไปด้วยพลังและความแม่นยำ ปักเข้ากลางอกของนักเวทย์คนหนึ่งเต็มแรง เสียงเนื้อฉีกกระชากดังก้องในอากาศ ร่างนั้นทรุดลง มือขาวซีดสั่
เมื่อเรือเดินทางมาถึงชายฝั่ง เธอถูกส่งตัวไปยังสถานที่ที่เรียกว่า "ตลาดทาส" ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นสถานกักกันที่มืดมิดและสกปรก เด็กๆ ถูกแบ่งแยกออกเป็นกลุ่มตามอายุและรูปลักษณ์ เด็กสาวถูกประเมินเหมือนสิ่งของ มีการตรวจสอบรูปร่าง ผิวพรรณ และความบริสุทธิ์เธอถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเด็กสาวอายุ 8-12 ปีที่ยัง "บริสุทธิ์" พวกมันบอกว่าเด็กกลุ่มนี้มีมูลค่าสูงที่สุดในตลาดทาส เพราะสามารถขายให้กับคนร่ำรวยที่ต้องการเด็กสำหรับงานรับใช้ หรือในบางกรณี…สำหรับความต้องการที่เลวร้ายกว่าเธอต้องทำงานหนักทุกวัน ล้างจาน ขัดพื้น และทำความสะอาดห้องขังของตัวเองและคนอื่นๆ อาหารที่ได้รับมีเพียงขนมปังแข็งและน้ำเปล่า เสียงคร่ำครวญแผ่วเบาจากกรงขังข้างๆ ดังขึ้นตลอดเวลา เด็กคนอื่นๆ ในคุกนี้ต่างมีใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง บางคนถึงกับซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด ร่างกายของพวกเขาผอมแห้งจนดูเหมือนเงาของตัวเอง สายตาที่เคยแวววาวนั้นมืดมิด ราวกับดวงตาเหล่านั้นตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิงเธอเองก็รู้สึกถึงความกลัวที่แทรกซึมอยู่ในทุกวินาทีของการมีชีวิตที่นี่ ข่าวลือที่ได้ยินมาเกี่ยวกับเด็กชายคนหนึ่งที่เคยพยายามหลบหนีแต่ถูกจับได้ยังคงวนเวี
ห้องทำงานของโจชัวยังคงเต็มไปด้วยบรรยากาศตึงเครียด แสงจากโคมไฟด้านบนส่องวูบไหวไปตามผนังห้องที่เรียงรายด้วยชั้นหนังสือสูงตระหง่าน เงาของเฟอร์นิเจอร์ทอดยาวอย่างบิดเบี้ยว ราวกับมีบางสิ่งกำลังคืบคลานในความมืดโจชัวยืนพิงโต๊ะทำงาน มือข้างหนึ่งกำปากกาแน่นจนปลายเล็บซีดขาว ส่วนอีกข้างวางทับลงบนหนังสือเวทมนตร์เก่าๆที่เปิดค้างไว้ หน้าเอกสารเต็มไปด้วยสัญลักษณ์และสูตรเวทที่ซับซ้อนซึ่งสะท้อนแสงแวววาวตรงหน้าของเขา—ชายวัยกลางคน ผิวสีแทน ผมสีเทา ดวงตาสีแดงฉาน กำลังยืนอยู่ท่ามกลางบรรยากาศเงียบงัน เรย์นาร์ค ปรากฏตัวขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือนมาก่อน ราวกับเงาที่โผล่จากความมืด ก่อนหน้านี้เขาเข้ามาในรูปลักษณ์ของเด็กหนุ่มขุนนาง แต่พริบตาเดียวก็เปลี่ยนกลับมาเป็นรูปลักษณ์ที่เขาเคยเจอในอดีตโจชัวมองอีกฝ่ายด้วยความประหลาดใจแต่ก็ยังคงระแวดระวัง"นี่มันอะไรกัน? รูปลักษณ์ก่อนหน้านี้คืออะไร? คุณเปลี่ยนร่างได้งั้นเหรอ?"เรย์นาร์คไม่ได้ตอบในทันที เขาเพียงมองมา สายตาของเขาเยือกเย็นแต่แฝงไปด้วยแรงกดดันที่หนักอึ้ง ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำจะดังขึ้น"ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อตอบคำถามของนาย"น้ำเสียงเรียบเฉยของเขาเหมือนมือที่กดลงบนไห
โจชัวถือถาดที่วางชาและขนมอบสดใหม่ เขาก้าวเข้ามาในห้องพยาบาลอย่างเงียบเชียบ ภายในห้องนั้นมีเพียงอาร์วินและไอลีนที่กำลังรออยู่ อาร์วินนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ริมเตียง ท่าทีเฉยชา แต่นัยน์ตาของเขาดูคมกริบราวกับจับสังเกตทุกสิ่งรอบตัว ในขณะที่ไอลีนยังคงรักษามารยาทสมบูรณ์แบบ นั่งหลังตรง มือวางบนตักอย่างสง่างาม"ชาร้อนและขนมอบสดใหม่ครับ" โจชัวกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ ก่อนจะวางถาดลงบนโต๊ะเล็กๆ ตรงกลางห้อง"ผมโจชัว เป็นหมอเวทย์ที่นี่ ยินดีที่ได้พบ" เขากล่าวแนะนำตัว ก่อนหันไปมองชายหนุ่มที่นั่งข้างไอลีน "แล้วคุณคือ...?"อาร์วินสบตาเขาด้วยแววตาเรียบเฉย ก่อนตอบเสียงเรียบ "ขอผมแนะนำตัว อาร์วิน แคร์นัส ส่วนนี้ไอลีน ตอนนี้น่าจะกำลังคุ้มกันผมอยู่""น่าจะ อะไรของนาย" ไอลีนหันไปแย้งเบาๆ ก่อนจะยิ้มสุภาพ แต่ดวงตายังคงแฝงความระแวงเล็กน้อย"ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ คุณโจชัว ฉันเป็นนักเวทย์ฝึกหัดของตระกูลวัลธอเรน และกำลังให้การคุ้มครองเขาอยู่ค่ะ""ยินดีเช่นกันครับ คุณไอลีน" โจชัวตอบรับ ก่อนที่สายตาของเขาจะเหลือบมองไปยังอาร์วิน ซึ่งกำลังหยิบขนมขึ้นมากัดโดยไม่ลังเลขนมที่ดูปกติกลับมีรสขมจัด แต่ชายหนุ่มกลับกินมันได้อ
"นายจะพาฉันไปไหนเนี่ย?" หญิงสาวถามขึ้น ขณะที่พวกเขาเลี้ยวเข้าตรอกซอยแคบๆแห่งหนึ่ง กลิ่นอายของความวุ่นวายในย่านนี้ ทำให้เธอรู้สึกตื่นตัวมากขึ้น"ฉันไม่ได้พาเธอ เธอตามฉันมาเอง" ชายหนุ่มที่เดินนำหน้าตอบเสียงห้วนๆ แต่ยังไม่หยุดเดิน เขาไม่แม้จะหันมามองด้วยซ้ำก่อนหน้านี้ เขาเคยเป็นคนที่พูดจานุ่มนวล สุภาพ และมีมารยาทเสมอเมื่ออยู่ใกล้เธอ แต่ทุกสิ่งที่เธอรู้จักเกี่ยวกับตัวเขาก็เปลี่ยนไป เมื่อคมมีดหันมาจ่อที่ตาของเธอ เธอแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่านี่คืออาร์วินคนเดิมที่เธอเคยรู้จักแววตาของเขาที่ซ่อนอยู่ใต้เลนส์แว่นสีน้ำตาลอมแดง เต็มไปด้วยความระมัดระวัง เหมือนกับเด็กน้อยที่พึ่งออกจากบ้านเป็นครั้งแรก มันเป็นสายตาที่ทำให้หญิงสาวรู้สึกถึงความแปลกใจอย่างชัดเจนเธอมองเขาอย่างพินิจพิเคราะห์ ในขณะที่เขาก้าวเดินอย่างชำนาญ แต่ทุกย่างก้าวกลับเต็มไปด้วยความระแวง เขามองไปรอบตัวเหมือนกับคนที่กำลังหลบหนี หรือไม่ก็เหมือนคนที่สูญเสียบางสิ่งบางอย่างไป เธอเริ่มสงสัยว่าเขากำลังกลัวอะไรอยู่ หรืออาจจะเป็นเพราะเขาสูญเสียวงแหวนเวทมนตร์ไป ทำให้ไม่สามารถใช้เวทมนตร์ได้ เลยต้องระวังตัวเป็นพิเศษหญิงสาวหยุดชะงักเมื่ออาร์วินหย
ชายหนุ่มเดินลึกเข้าไปในแนวป่าจนถึงเขตเมือง กลิ่นอายของผู้คนเริ่มแตะจมูกของเธอที่แอบตามมาเงียบๆ เสียงพูดคุยและความเคลื่อนไหวของตลาดกลางคืนแว่วเข้ามา เธอหยุดอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ เพื่อเฝ้าสังเกตการณ์เขา ก่อนที่ชายหนุ่มจะเลี้ยวเข้าไปในตรอกแคบระหว่างร้านค้าเล็กๆ“ทำไมต้องแอบมาเข้าเมืองมาในเวลานี้ด้วย น่าสงสัยจริงๆ…” หญิงสาวคิดในใจ ก่อนปรับผ้าคลุมไหล่ให้กระชับและเริ่มตามเขาเข้าไปในตรอกที่ดูคับแคบและอับทึบ มีกลิ่นอับของความชื้นผสมกับกลิ่นไม้เก่าจากกำแพงร้านค้าหญิงสาวที่กวาดสายตาเหลือบมองไปรอบข้าง ก่อนที่จะเห็นเงาของเขาเลี้ยวหายเข้าไปในซอยเล็กๆ เธอเห็นดังนั้น จึบรีบเร่งก้าวตามโดยไม่ลดความระมัดระวัง แต่เมื่อพ้นมุมซอยเข้าไป ร่างสูงของชายหนุ่มก็พุ่งพรวดเข้ามามาจากมุมที่เขาเข้าไป ชายหนุ่มเคลื่อนตัวรวดเร็วจนเธอไม่ทันตั้งตัว เธอถูกผลักชนเข้าติดกับกำแพงผนังด้านหลัง“อึก—!” เสียงร้องสั้นกระชับของเธอดังขึ้นในความเงียบ คทาในมือถูกปัดกระเด็นไปด้วยแรงที่เหนือชั้น ตัวเธอแข็งทื่อเหมือนถูกแช่แข็ง ลมหายใจที่เคยสม่ำเสมอหยุดชะงักทันที ปลายมีดเย็นเฉียบจ่ออยู่ห่างจากดวงตาของเธอเพียงเส้นขน ความหวาดกลัวที่ท่วมท้นทำ