หญิงสาวนั่งอยู่บนม้านั่งหินในศาลา ท่าทางดูสงบนิ่งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น กรงโลหะที่บรรจุหัวใจสีแดงกำลังส่องแสงริบหรี่จางๆอยู่ข้างๆตัวเธอ ดวงตาสีเงินเข้มของเธอจ้องมองเอรอสตรงหน้า แต่ชายหนุ่มกลับรู้สึกเหมือนสายตานับพันกำลังจับจ้องเขาอยู่รอบทิศทาง ราวกับทุกมุมมองถูกตรวจสอบจนหมดสิ้น นั่นเป็นผลจากพลังเวทย์ของเธอที่แทรกซึมอยู่ในมานาบริเวณโดยรอบ
บรรยากาศรอบตัวเย็นยะเยือกจนแผ่ซ่านไปถึงกระดูก มวลมานาอันเข้มข้นที่แฝงด้วยพลังเวทย์ของหญิงสาวกดทับบรรยากาศไว้ ราวกับมันกำลังตอบสนองต่อเจตจำนงที่เธอปลดปล่อย
เสียงที่เย็นเยียบแต่แฝงความหนักแน่นดังขึ้นขัดความเงียบงัน
"นายเข้ามาที่นี่ได้ยังไง?" เธอเอ่ยถาม สายตาของเธอไม่ได้ลดละจากตัวเขา "ยังไม่ถึงเวลาทดสอบเลย..."
คำพูดนั้นเหมือนคำเตือนที่ทำให้เอรอสต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น แต่เขายังคงนิ่งเงียบ ความเงียบของเขาไม่ได้ทำให้เธอหงุดหงิด ตรงกันข้าม มันเหมือนทำให้เธอสนใจในตัวเขามากขึ้น
"ถ้านายไม่อยากตอบ ฉันก็ไม่บังคับ" เธอกล่าวพลางเอนตัวพิงพนักม้านั่ง รอยยิ้มบางจางปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"ถึงจะเป็นผู้บุกรุก แต่ฉันจะยอมให้นายถามคำถามก่อนก็ได้ เห็นแก่ความกล้านั้นของนาย"
เอรอสจ้องมองเธอราวกับพยายามประเมินสถานการณ์ตรงหน้า หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสงบแต่แฝงด้วยความสงสัย
"การทดสอบที่ว่าคืออะไร?"
คำถามของเขาทำให้หญิงสาวเผยรอยยิ้มบางๆ แววตาสีเงินของเธอเปล่งประกาย ราวกับพบอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ
"นายเข้ามาโดยที่ไม่รู้อะไรเลยงั้นเหรอ?" เธอถามกลับ น้ำเสียงแฝงความเย้ยหยันจางๆ
สายตาของเธอกวาดมองร่างกายของเอรอสอย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะหยุดนิ่งราวกับพบสิ่งที่น่าสนใจ เหมือนกับว่าเธอพึ่งสังเกตุเห็นสิ่งที่ผิดปกติที่เธอมองข้ามมันมาตลอด
"น่าสนใจ..." เธอพึมพำเบาๆ ก่อนกล่าวชัดเจนขึ้น
"ในตัวนายไม่มีพลังเวทย์หลงเหลืออยู่เลย ทั้งๆที่ร่างก่อนหน้านี้มันมีแท้ๆ นี้คือเหตุผลที่ฉันสัมผัสถึงนายไม่ได้สิน่ะ"
เอรอสขมวดคิ้วเล็กน้อย แม้เขาจะยังคงนิ่งฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ความรู้สึกว่ากำลังถูกตรวจสอบเบื้องลึกของเขาอย่างละเอียด กลับเริ่มทำให้เขากระวนกระวายมากขึ้น
"มานารอบตัวนาย แม้จะดูเหมือนไม่มีอะไรครอบงำ แต่กลับปฏิเสธพลังเวทย์ของฉัน…. ทั้งๆที่มานาในถานที่แห่งนี้ควรอยู่ในอาณัติของฉันทั้งหมด" น้ำเสียงของเธอราบเรียบ แต่แฝงด้วยความกดดัน
เธอหยุดพูดชั่วครู่ ก่อนเบนสายตากลับไปมองมานาที่ลอยวนรอบตัวเอรอส ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความครุ่นคิด
"เจตจำนง?" เธอเอ่ยพึมพำ ราวกับพูดกับตัวเอง "มันกำลังถูกบงการ โดยที่นายไม่ได้ทำอะไรเลย... นายทำอะไรกับมันกันแน่?"
คำถามนั้นทำให้เอรอสเกิดความสับสน เขาไม่เคยตั้งคำถามกับตัวเองในเรื่องนี้มาก่อน แต่คำพูดของเธอกลับกระตุ้นความคิดเกี่ยวกัยมันมากขึ้นในจิตใจ
หญิงสาวจ้องเขาด้วยสายตาที่สงบนิ่งขึ้น ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล
"แต่ไม่เป็นไร ยังไงซะ นายก็คงไม่ตอบ" เธอกล่าวพลางยิ้มจางๆ "ส่วนเรื่องการทดสอบ ฉันจะตอบคำถามให้นายก็แล้วกัน"
เธอเหลือบมองกรงโลหะข้างตัวที่ยังคงเปล่งแสงสีแดงจางๆ ก่อนหันมาสบตาเขาอีกครั้ง
"การทดสอบที่ว่าก็คือ การหาผู้ที่เหมาะสมที่จะได้รับ หัวใจของจอมปราชญ์ ไรอัส จอมเวทย์ในตำนาน ผู้บุกเบิกเส้นทางเวทมนตร์ขึ้นมายังไงล่ะ"
เอรอสเบิกตากว้างเล็กน้อย ก่อนพึมพำอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง
“หัวใจของจอมปราชญ์ ไรอัส?”
เอรอสจ้องมองหัวใจที่อยู่ในกรงโลหะที่อยู่ข้างตัวหญิงสาว เขาสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณที่แตกสลายสถิตอยู่ภายใน แต่ถึงกระนั้น มันกลับถูกโซ่สีเงินพันเอาไว้ ราวกับพยายามตรึงจิตวิญญาณที่แตกสลายนั้นไม่ให้หลุดลอยหายออกไป
หากสิ่งที่อยู่ในนั้นคือ หัวใจของจอมปราชญ์ไรอัส จริง มันจะเป็นหนึ่งในวัตถุเวทมนตร์ที่ล้ำค่าและทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งโลกเวทมนตร์ มันคือสิ่งที่หลงเหลืออยู่จาก ไรอัส อาร์แคนเทีย จอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้บุกเบิกเส้นทางเวทมนตร์ และก้าวสู่จอมเวทย์ สิบวงแหวน ซึ่งเป็นขอบเขตที่ไม่มีผู้ใดเคยไปถึง
แม้กระทั่งในปัจจุบัน ตำนานของไรอัสเต็มไปด้วยเรื่องราวอันน่าทึ่ง แต่วีรกรรมที่โด่งดังที่สุดคือการที่เขาเสียสละแขนทั้งสองข้างเพื่อสังหารมังกรที่ชั่วร้าย และ อันตรายมากที่สุด
หลังจากเหตุการณ์ที่ไรอัสสูญเสียแขนทั้งสองในสงคราม เขาได้ฟื้นคืนแขนขึ้นมาใหม่ ผ่านการใช้สิ่งมหัศจรรย์ที่รวมเอาความลึกลับของธรรมชาติ และ วิญญาณเข้าไว้ด้วยกัน
เขาของมังกรนอร์มุงดันด์ มังกรในตำนานที่มีชื่อเสียงจากการกัดกินรากฐานของต้นไม้โลก อิกดราซิล มันเป็นตัวแทนแห่งการทำลายล้างและการฟื้นคืนในเวลาเดียวกัน เขาของนอร์มุงดันด์ถูกหลอมรวมเข้ากับแขนของไรอัส ทำให้เขามีพลังในการควบคุมมานาที่อยู่โดยรอบอย่างสมบูรณ์แบบ
และอีกสิ่งที่ขาดไม่ได้ กิ่งจากต้นไม้โลก อิกดราซิล ต้นไม้ที่สถิตพลังแห่งการฟื้นฟูและสรรค์สร้าง กิ่งไม้นี้ถูกนำมาสร้างเป็นแกนหลักของแขนอีกข้าง ทำให้ไรอัสสามารถรักษาตัวเองและผู้อื่นได้อย่างมหัศจรรย์ รวมถึงสามารถบังคับพลังเวทย์ที่อยู่ในตัวของผู้อื่น ราวกับเป็นของตนเองได้อย่างไม่น่าเชื่อ
แม้จะมีตำนานมากมายเกี่ยวกับความสามารถ และวีรกรรมของไรอัส แต่ช่วงสุดท้ายของชีวิตเขากลับเต็มไปด้วยปริศนา ประวัติศาสตร์ไม่ได้บันทึกว่าเขาเสียชีวิตหรือหายไปในสถานการณ์ใด
บางตำนานกล่าวว่า ไรอัสไม่ได้ตาย แต่ สละร่างและจิตวิญญาณของเขา เพื่อผนึกบางสิ่งบางอย่างที่อันตรายยิ่งกว่าความตาย ในขณะที่บางแหล่งระบุว่าเขาหลบหนีเข้าสู่มิติที่ไม่มีวันย้อนกลับ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากการมีตัวตนของเขา
แม้จะเต็มไปด้วยคำถามในใจ แต่เขาเลือกที่จะนิ่งเงียบ เขาอยากรู้ว่าทำไมเธอถึงมีสิ่งที่ถูกเรียกว่า หัวใจของจอมปราชญ์ ไรอัส แต่ก็รู้สึกได้ว่าการถามโดยตรงอาจไม่ได้คำตอบง่ายๆ
แต่แล้ว ข้อสงสัยเกี่ยวกับคดีที่เขารับมาจู่ๆก็ผุดขึ้นในความคิด ความเชื่อมโยงระหว่างหัวใจนี้ และ กลุ่มจอมเวทย์ที่หายตัวไปก่อนหน้า เริ่มก่อตัวในหัวของเขา เขาจึงตัดสินใจถาม
"นี่เป็นการทดสอบของเธอใช่ไหม?" เอรอสเอ่ยขึ้น น้ำเสียงจริงจัง "ถ้าอย่างนั้น...มีผู้เข้ารับการทดสอบคนอื่นอยู่ที่นี่รึเปล่า?"
หญิงสาวยิ้มเล็กน้อย ดวงตาสีเงินของเธอเป็นประกายเหมือนกำลังสนุกกับคำถามนี้
"ก็มีบ้าง..."เธอตอบอย่างคลุมเครือ ก่อนจะขยับตัวเล็กน้อย มือเรียวขาวของเธอยื่นออกไปด้านหน้าโดยไม่เอ่ยคำใด การร่ายเวทย์เกิดขึ้นในชั่วพริบตา
ทันใดนั้น เสียง ครืนนน ดังสะท้อนจากด้านหลังเอรอส ความเย็นยะเยือกในบรรยากาศยิ่งทวีความชัดเจนมากขึ้น เขาหันกลับไปตามเสียงด้วยความระมัดระวัง แต่ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้เขาชะงัก ราวกับลมหายใจถูกหยุดชั่วขณะ
แท่งคริสตัลขนาดใหญ่ทั้งห้าแท่งตั้งเรียงรายอยู่ ท่ามกลางแสงสว่างที่ส่องผ่านใบไม้ด้านบนเข้ามา สร้างเงาไหวพลิ้วที่ดูสงบนิ่ง แต่สิ่งที่บรรจุอยู่ภายในคริสตัลกลับขัดกับบรรยากาศอันสงบของป่าโดยรอบอย่างสิ้นเชิง
ภายในแท่งคริสตัลมีของเหลวสีเขียวหม่นที่เหมือนจะเรืองแสงจางๆล้อมรอบร่างกายของคนทั้งห้าคน พวกเขาไม่ได้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ร่างกายบางส่วนของพวกเขาแตกร้าวเหมือนกับกระจกที่แตกหัก โดยเฉพาะบริเวณแขนขาและลำตัว รอยแตกเหล่านี้ดูเหมือนกำลังถูกซ่อมแซมช้าๆโดยของเหลวภายในคริสตัล ที่ค่อยๆแทรกซึมเข้าสู่ร่างพวกเขา ราวกับจะหลอมรวมทุกส่วนให้กลับมาสมบูรณ์
หญิงสาวชี้นิ้วอย่างไร้กังวลไปที่คริสตัลเบื้องหน้า เอ่ยเสียงเรียบว่า "พวกเขาคือผู้เข้ารับการทดสอบที่ล้มเหลว… และตอนนี้ กำลังอยู่ในกระบวนการฟื้นคืนชีพ"
เอรอสหันไปสบตาเธอทันที "ฟื้นคืนชีพ?"
หญิงสาวพยักหน้าเล็กน้อย ราวกับคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าเขาจะถามคำนี้
"ร่างกายของพวกเขาไม่สามารถเชื่อมต่อกับหัวใจนี้ไม่ไหว จนร่างกายระเบิดออก" เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่ได้มีความรู้สึกผิดหรือกังวลแฝงอยู่เลย
"ระเบิด?" เอรอสทวนคำ รู้สึกหนาวเยือกตั้งแต่ต้นคอจนถึงปลายเท้า
"ใช่" หญิงสาวตอบ พร้อมเหลือบมองไปยังหัวใจในกรงที่อยู่ข้างตัว
"ฉันต้องใช้เวลาพอสมควร กว่าจะคืนชีพพวกเขากลับมาในสภาพนี้ รวมถึงต้องใช้เวทย์ลบความทรงจำ ในช่วงเวลาที่ร่างกายของพวกเขาระเบิดออกไปด้วย"
เธอเว้นช่วงเล็กน้อย ดวงตาสีเงินของเธอจับจ้องมาที่เอรอส ราวกับต้องการสังเกตทุกปฏิกิริยาของเขา ก่อนจะพูดต่อ
"แต่ไม่ต้องห่วง มะรืนนี้ร่างกายของพวกเขาก็จะกลับมาหายโดยสมบูรณ์ ไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ"
คำพูดของเธอทำให้เอรอสยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ การฟื้นคืนชีพ การลบความทรงจำ การซ่อมแซมร่างกายที่แตกร้าว...ทุกอย่างฟังดูผิดธรรมชาติอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ในเวลาเดียวกัน มันทำให้เขาเข้าใจถึงความอันตรายของการทดสอบที่หญิงสาวพูดถึง
เอรอสหันกลับไปมองกลุ่มคนในคริสตัลอีกครั้ง สีหน้าของพวกเขายังคงสงบนิ่งเหมือนกำลังหลับลึก แต่บริเวณหัวใจของพวกเขายังมีรอยแตกร้าวขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนจะเป็นจุดที่ซ่อมแซมได้ช้าที่สุด
และเมื่อเขาพยายามยืนยันตัวตนว่าบุคคลที่อยู่ข้างในเป็นใคร เขาก็พบว่าร่างในคริสตัลสามแท่งแรกนั้น เป็นเหล่าจอมเวทย์ปีหนึ่งที่พึ่งเข้าเรียนที่หอคอยเวทมนตร์ได้ไม่นาน ร่องรอยของความวัยเยาว์ในใบหน้า และพลังเวทย์ที่ไม่ไม่มีเอกลักษณ์ บ่งบอกว่าพวกเขายังเป็นผู้ฝึกฝนที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษ ความธรรมดานั้นแตกต่างอย่างชัดเจนกับอีกสองแท่งที่เหลือ
คริสตัลแท่งที่สี่บรรจุร่างของชายหนุ่มผู้มีผมสีแดงเพลิง แม้ในสภาพที่นิ่งสงบในของเหลว รังสีแห่งความก้าวร้าวและดุดันยังแผ่ออกมาให้รู้สึกได้ เขาคือ บุตรชายของตระกูลดราโกร์น ตระกูลผู้ปกครองเวทมนตร์แห่งเปลวเพลิง ผู้ครองพลังที่ลือกันว่าแผดเผาทุกสิ่งจนเป็นเถ้าถ่านได้ในพริบตา เอรอสรู้จักเขา ชื่อของเขาคือ ไครอส ดราโกร์น
แม้จะเรียนอยู่ปีที่สองของหอคอยเวทมนตร์ แต่ความเชี่ยวชาญในเวทไฟของไครอสทำให้เขาเป็นที่จับตามอง ทว่านิสัยหุนหันพลันแล่นและก้าวร้าว กลับเป็นเหมือนดาบสองคม ที่มักจะทำให้เขาตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย สภาพแตกร้าวของร่างกายเขาดูชัดเจนที่สุด โดยเฉพาะที่แขนขวาและหน้าอก อันเป็นบริเวณที่พลังเวทมนตร์มักจะไหลเวียนเข้มข้นที่สุด
คริสตัลแท่งสุดท้ายเป็นของชายหนุ่มผมสีน้ำเงินเข้ม รัศมีที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาแตกต่างไปจากไครอส เป็นพลังที่เย็นเยียบ เงียบงัน แต่ก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกลับความหนาวเหน็บของธาตุน้ำแข็งอย่างสิ้นเชิง เป็นพลังที่ให้ความรู้สึกที่เหมือนพยายามจะกักขังทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัว และที่ซับซ้อนไปกว่านั้น ร่างนั้นคือ ดาเมียน แบล็คการ์ด บุตรชายแห่งตระกูลแบล็คการ์ด ผู้สืบทอดเวทพันธนาการอันโดดเด่น
ดาเมียนเป็นบุคคลที่ยากจะคาดเดา เขาเงียบขรึมและลึกลับจนแม้แต่ผู้ร่วมชั้นเรียนในหอคอยเวทมนตร์ยังไม่สามารถเดาได้ว่าเขาคิดอะไร สายตาของเอรอสหยุดนิ่งอยู่ที่แขนซ้ายของดาเมียนซึ่งมีรอยแตกร้าวพาดผ่านตั้งแต่ไหล่ถึงปลายนิ้ว บริเวณนั้นเต็มไปด้วยของเหลวสีเขียวที่ซ่อมแซมช้าที่สุด ราวกับการคืนชีพของเขาเต็มไปด้วยอุปสรรค
ทว่าความเสียหายของเขานั้นต่างจากของคนอื่นๆอย่างมาก ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นเพียงคนเดียว ที่พยายามควบคุมหัวใจของจอมปราชญ์ไรอัสได้ดีที่สุด เลยทำให้รอยแตกของดูเสียหายน้อยที่สุดในบรรดาพวกเขาทั้งหมด
"น่าสนใจใช่ไหม?" หญิงสาวพูดขึ้น เธอสังเกตสีหน้าของเอรอสอย่างพึงพอใจ “แต่ละคนก็มีเรื่องราวและพลังของตัวเอง น่าเสียดายที่ไม่มีใครผ่านการทดสอบได้เลย”เธอพูดอย่างนั้น ก่อนจะสบัดมืออีกครั้ง คริสตัลเหล่านั้นหายไปเบื้องหน้าเขาเพียงชั่วพริบตา ทิ้งไว้เพียงร่องรอยของพื้นดินที่ถูกคริสตัลเหล่านั้นกดทับ แต่เพียงชั่วครู่ พื้นที่เหล่านั้นก็ถูกฟื้นฟูจนกลับมาเหมือนใหม่ รู้สึกได้ถึงมานาโดยรอบกำลังซึมลงสู่พื้นดินอย่างช้าๆ คล้ายหยาดน้ำค้างตอนรุ่งอรุณ อากาศโดยรอบมีกลิ่นหอมจางๆ เหมือนกลิ่นไม้สดใหม่ พื้นที่ที่เคยถูกคริสตัลกดทับกลับมาเรียบเนียนอีกครั้งราวกับเวลาถูกย้อนคืน พื้นที่นั้นฟื้นฟูด้วยตัวเอง ราวกับมีชีวิต มานาที่แทรกซึมลงดินกลับทำหน้าที่โดยไม่ต้องอาศัยพลังเวทย์ของหญิงสาว เอรอสหันกลับไปมอง ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงความไม่ไว้ใจ"พวกเขาเข้ารับการทดสอบด้วยตัวเองอย่างนั้นเหรอ?"หญิงสาวเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนตอบอย่างเรียบง่าย "ใช่ พวกเขามาที่นี่ด้วยความสมัครใจ ตั้งแต่พวกเขาก้าวเข้าสู่วงเวทย์ที่สุ่มเกิดขึ้นด้านนอก ในตอนนั้นก็ถือว่าพวกเขาต้องการเข้ารับการทดสอบแล้ว"หญิงสาวยักไหล่เบาๆ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรี
เอรอสหยุดพูดไปชั่วครู่หลังจากเอ่ยปากว่าจะเล่าเรื่องให้หญิงสาวฟัง ดวงตาสีเทาหม่นของเขามองลงต่ำ ราวกับกำลังพยายามจับความทรงจำที่กระจัดกระจาย“จริงๆแล้ว...ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน” เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งที่ซ่อนอารมณ์บางอย่างลึกลงไป“ที่นี่…มันให้ความรู้สึกแปลกๆ….เหมือนว่าฉันเคยมาที่นี่ แต่ฉันกลับจำอะไรไม่ได้เลย”หญิงสาวมองเขาด้วยความสนใจ ดวงตาสีน้ำเงินของเธอเปล่งประกายด้วยความอยากรู้“แล้วอะไรที่ทำให้นายมั่นใจว่านายเคยมาที่นี่จริงๆ?”เอรอสไม่ได้ตอบในทันที เขาเบือนสายตามองไปรอบๆราวกับพยายามค้นหาเศษเสี้ยวความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ ทันใดนั้น เขาก็หยุดนิ่ง ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังมุมเสาของศาลา รอยขีดเล็กๆบนเนื้อไม้ดึงดูดสายตาเขาอย่างประหลาดเขาเดินเข้าไปใกล้ มือยื่นออกไปแตะเสาเบาๆ รอยขีดสามเส้นเล็กๆที่มีระยะห่างเล็กน้อยกันปรากฏชัดในสายตา แม้จะดูธรรมดา แต่กลับทำให้หัวใจเขาเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว “นี่มัน…”นิ้วมือของเขาไล้ไปตามรอยขีดนั้น ความหยาบกร้านของเนื้อไม้สะกิดความทรงจำที่เลือนลางให้ชัดเจนขึ้น ดวงตาของเขาเผยแววอารมณ์ที่ซับซ้อน ก่อนจะพึมพำออกมาราวกับพูดกับตัวเอง“เหมือนกับ...ที่ๆเราเค
สายลมที่พัดผ่านต้นไม้ใหญ่นั้นแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่กลับนำพาบางสิ่งบางอย่างที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า—กลิ่นอายของอดีตที่หวนคืนมาในทุกลมหายใจเอรอสพลิกสมุดภาพในมืออย่างแผ่วเบา ทุกหน้ากระดาษเหมือนพาเขาดำดิ่งลึกลงไปในความทรงจำ ภาพเลือนรางที่เคยจางหายกลับชัดเจนขึ้น เสียงหัวเราะในวัยเยาว์สะท้อนขึ้นมาในใจ คำสัญญาที่หลงลืมกลับมาก่อตัวอีกครั้ง ทันใดนั้น บรรยากาศรอบตัวกลับเปลี่ยนไปเล็กน้อยหญิงสาวที่ยืนอยู่ไม่ไกล หันมามองเขาด้วยสายตาสงสัย "เกิดอะไรขึ้น..." เธอเอ่ยออกมาเบาๆก่อนจะหยุดชะงักเมื่อสายลมรอบๆ ต้นไม้เริ่มพัดไหวเบาๆ เหมือนกำลังแหวกม่านบางๆ เผยให้เห็นบางสิ่งที่อยู่อีกฟากของเวลาและแล้ว...ภาพในสมุดภาพก็เหมือนจะก้าวข้ามหน้ากระดาษเบื้องหน้าของพวกเขาปรากฏเป็นภาพลวงตาที่ไม่อาจอธิบายได้ เด็กชายในชุดเรียบง่ายปรากฏตัวพร้อมเด็กสาวสองคน พวกเขาหัวเราะสดใสราวกับไม่ได้รับรู้ถึงสายตาของผู้ชมจากอนาคต ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยชีวิตชีวาเหมือนมองผ่านหน้าต่างแห่งเวลาหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ เอรอส มองภาพเหล่านั้นอย่างตกตะลึง "นี่มัน..." เธออ้าปากค้าง แต่เสียงของเธอกลับถูกกลืนหายไปกับเสียงหัวเราะแผ่
ในความมืดมิด เอรอสลืมตาขึ้นมา ท่ามกลางเงาดำไร้ขอบเขต พื้นที่เขาเหยียบย่ำเป็นแอ่งน้ำสีดำสนิท ลึกจนไร้ก้นบึ้ง ทุกสิ่งเงียบงันจนดูเหมือนเวลาได้หยุดลง ความเย็นเฉียบของบรรยากาศนั้นไม่เพียงแค่โอบล้อมร่างกายของเขา แต่ราวกับแทรกซึมลึกเข้าไปในไขกระดูก เย็นจนแสบซ่าน ทรมานจนหัวใจของเขาเต้นรัว เสียงกระซิบแผ่วเบาจากเงามืดดังขึ้นรอบตัวเขา คล้ายกับความคิดแฝงซ่อนอยู่ในหัวของเขาเองที่คอยกัดกร่อน“ยังมีสัญญาที่ยังทำไม่สำเร็จอีกไม่ใช่หรือ? จะยอมแพ้แล้วงั้นหรอ?”เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านข้าง เมื่อนั้นเอรอสหันไปมอง เขาเห็นตัวเอง... ในอีกรูปแบบหนึ่ง รูปร่างนั้นผ่ายผอม ใบหน้าอิดโรย ความเหนื่อยล้าฉายชัดบนใบหน้าของร่างนั้น แต่ดวงตา และ ท่าทางกลับแน่วแน่ดั่งก้อนหินที่ไม่อาจถูกทำลายเมื่อเอรอสหันมองไปรอบๆ เขาพบว่ามีตัวเองอีกนับสิบยืนล้อมรอบเขาอยู่ บางคนดูมั่นคง เยือกเย็น ราวกับผู้นำที่ยืนอยู่ท่ามกลางสนามรบพร้อมด้วยชุดเกราะสีเงินที่เปล่งประกาย บางคนสวมเสื้อคลุมสีดำสนิท ใบหน้าเต็มไปด้วยความโศกเศร้าแต่ท่าทางยังแฝงความเด็ดเดี่ยวไม่ยอมแพ้ ทั้งหมดล้วนสะท้อนตัวตนของเขาในแง่มุมที่แตกต่างกันออกไป แต่ทุกสายตาจับจ้องมาที่เ
เอรอสยังคงนั่งอยู่ในความเงียบ หัวใจของเขาเต้นช้าลงเมื่อความคิดเยือกเย็นและสิ้นหวังเริ่มแผ่ซ่านไปทั่ว ความจริงที่ว่าเขาอาจหายไปจากโลกนี้โดยไม่มีใครพบเจอ ทำให้ทุกอย่างในห้องขังหนักอึ้งกว่าเดิม แม้เขาพยายามปิดกั้นความคิดเหล่านั้น แต่เงาแห่งความกลัวก็ยังคืบคลานเข้ามาความเย็นชาจากพื้นหินและผนังคุกเหมือนซึมลึกเข้ามาในใจ ความสิ้นหวังที่หนักอึ้งขึ้นทุกวินาที แต่ในขณะเดียวกัน เอรอสยังคงบอกตัวเองให้ยืนหยัด และต้องหาทางเอาชีวิตรอดเขามองไปรอบๆ ห้องขังที่เย็นเยียบ พื้นหินแตกร้าวและมีน้ำซึม กลิ่นอับชื้นชวนให้คิดถึงสถานที่ที่ถูกทอดทิ้ง ไม่มีใครสนใจ และไร้ทางออก แม้เขาบอกตัวเองว่าไม่กลัว แต่ลึกๆ เขารู้ดีว่าการอยู่ที่นี่นานเกินไปจะกัดกร่อนจิตใจของเขา เหมือนกำแพงหินที่ถูกเวลาบั่นทอนลงเรื่อยๆเสียงฝีเท้าของเฟลิเซียยังคงดังก้องอยู่ในหูของเขา แม้ว่าเธอจะเดินจากไปแล้ว สีหน้าของเธอตอนที่บอกว่า “นายจะต้องอยู่ที่นี่... จนกว่าเราจะตัดสินใจ” ยังคงฝังอยู่ในความทรงจำของเอรอส เขาจำได้ถึงความสั่นไหวเล็กน้อยในน้ำเสียงของเธอ ราวกับว่าเธอเองก็ไม่ได้มั่นใจในสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่ แต่เธอไม่มีทางช่วยเขาแน่นอนบานประตูเล
ในยามที่ดวงจันทร์หลบซ่อนอยู่หลังม่านหมอกหนา ความเงียบเยือกเย็นปกคลุมทั่วบริเวณเหมือนกับผืนโลกถูกแช่แข็ง เสียงลมหวีดหวิวผ่านทางเดินแคบๆ ของอุโมงค์ใต้ดินรกร้าง บรรยากาศอึมครึมที่ไม่มีแม้แต่เงาของสิ่งมีชีวิตอื่นเพิ่มความรู้สึกอึดอัดเข้าไปอีกเสียงฝีเท้าหนักแน่นของยามคนใหม่สะท้อนก้องภายในอุโมงค์ เสียงนั้นเชื่องช้า หนักหน่วงเหมือนพลังงานในตัวเขาเหลือเพียงน้อยนิด ราวกับเขาถูกถ่วงด้วยความเหนื่อยล้าจากการทำงานมายาวนานจนไม่ใส่ใจความรวดเร็วอีกแล้ว เขายกมือขึ้นลูบเคราที่เริ่มยาวและหยาบ พลางหาวเบาๆ ความง่วงค่อยๆ คืบคลานเข้าสู่จิตใจถึงกระนั้นเขายังคงก้าวเดินต่อไปตามหน้าที่ จนมาถึงหน้าห้องขัง เหลียวมองเห็นยามหนุ่มคนหนึ่งยืนพิงกำแพงหินเย็นเยียบด้วยท่าทางเงียบขรึม“มาช้าจัง” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงแววความสงสัยในน้ำเสียง ดวงตาของเขาจ้องอีกฝ่ายอย่างคมกริบ“ตีสามตรงขนาดนี้ ยังจะเรียกว่าช้าอีกรึ??” ชายแก่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่ใส่ใจ ขณะยักไหล่อย่างไม่คิดมากชายแก่เดินเข้าไปใกล้ประตูเหล็กหนาที่กั้นหน้าห้องขัง มองมันอย่างเชื่องช้า ดวงตาแสดงถึงความชินชาในการทำงานแบบนี้มา
ในห้องขังอับทึบและเย็นเยียบ ความเงียบงันครอบงำทุกซอกมุม มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาของชายแก่ที่ถูกปีศาจเข้าสิงร่าง เขายืนนิ่งไม่ขยับ ราวกับถูกแช่แข็งไว้ในความมืด ดวงตาสีแดงฉานที่สะท้อนแสงจากช่องระบายอากาศเพียงเล็กน้อย เป็นเครื่องหมายเดียวที่บ่งบอกถึงการมีอยู่ของบางสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์เสียงประตูเหล็กหนาหนักที่ถูกปิดด้วยกุญแจและเวทมนตร์ป้องกันเริ่มขยับ มันเปิดออกอย่างช้าๆ ราวกับไม่มีแรงต้านทาน เสียงโลหะเสียดสีกันเบาๆ ดังขึ้นและสะท้อนก้องไปตามผนังหิน บรรยากาศไม่เป็นธรรมชาตินี้ทำให้ทั้งห้องดูอึดอัดและน่าขนลุกยิ่งขึ้นเอรอสยืนอยู่ตรงกรงขังของตนเอง แววตาของเขาเยือกเย็นและจับจ้องชายแก่ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าอย่างนิ่งงัน ราวกับคาดการณ์ไว้ว่าสิ่งนี้ต้องเกิดขึ้น เขาก้าวออกจากกรงขังโดยไม่รีบร้อน ชายชรายืนที่อยู่ปล่อยเขาไปโดยไม่ทำอะไร เขาที่ถูกควบคุมจิตใจไม่ได้แสดงท่าทางหรือมีท่าทีใดๆที่จะต่อต้าน หรือ ขัดขวาง เอรอสจึงเดินผ่านไปอย่างราบรื่นเมื่อเอรอสก้าวผ่านไป เขาเหลือบมองชายแก่อยู่ชั่วครู่ก่อนพึมพำกับตัวเองเบาๆ ว่า "ขั้นแรกเสร็จแล้ว..."“ถึงเวลาแล้วที่เจ้าจะทำตามสัญญา”ปีศาจกล่าวพลางเสกมีด และ ถ้วยเ
เอรอสก้าวออกจากห้องขังอย่างช้าๆท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัด เขากวาดสายตาสำรวจรอบๆด้วยความระมัดระวัง ความเย็นเยียบและเงียบงันของคุกใต้ดินทำให้เขารู้สึกถึงความว่างเปล่าที่แฝงอยู่ ไม่มีเสียงฝีเท้าของผู้คุม หรือแม้แต่เสียงสนทนาของผู้ใด สถานที่นี้ดูเหมือนถูกละเลย หรือแทบไม่มีนักโทษถูกนำมาคุมขังเท่าที่ควรจะเป็นเอรอสสันนิษฐานว่า คุกแห่งนี้อาจมีนักโทษเพียงน้อยนิด หรือบางทีอาจมีเพียงบางคนที่ถูกขังไว้อย่างลับๆ สิ่งที่ทำให้เขามั่นใจมากขึ้นคือ วงเวทย์ที่เคยสลักบนแผ่นหลังของเขา ซึ่งเคยทำหน้าที่บอกตำแหน่งของเขาต่อหอคอย ตอนนี้มันถูกย้ายไปยังร่างของชายชราที่เข้ามาเฝ้าเขาแทน ขณะนี้ชายชราคนนั้นนอนสลบอยู่บนพื้น ไร้สติ ราวกับหมดแรงจากการถูกครอบงำโดยปีศาจเอรอสคิดได้ในทันที ภายในหกชั่วโมงต่อจากนี้ จะไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติใดๆ ที่เกิดขึ้น เขายังมีเวลาสำรวจสถานที่แห่งนี้ต่อไป บางทีรุ่นพี่ไอลีนอาจถูกกักขังอยู่ที่นี่ แม้ว่าชายชราคนนั้นจะบอกว่า เขาไม่เห็นเธอที่นี่ก็ตาม... แต่เพื่อความแน่ใจ การสำรวจให้ทั่วก่อนเป็นสิ่งจำเป็นเอรอสเดินสำรวจไปตามทางเดินแคบๆท่ามกลางความเงียบสงัด ความมืดที่ปกคลุมทุกซอกทุกมุมร
เอเลน่านั่งอยู่บนเตียง จ้องมองอาร์วินที่ยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ใกล้ๆ กับเตียง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและเศร้าสร้อย ดวงตาสีเทาที่มองมาทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกดึงเข้าสู่ความลึกที่อธิบายไม่ได้ มีบางสิ่งในแววตานั้นที่ทำให้หัวใจเธอสั่นไหว แต่เธออ่านมันไม่ออกบรรยากาศรอบตัวเงียบสงัด เสียงลมเบาๆ จากหน้าต่างที่เปิดแง้มอยู่ดังก้องในห้องที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด เธอสัมผัสได้ถึงความเย็นของผ้าปูที่นอนใต้ฝ่ามือ พยายามดึงสติกลับมา แต่ก็ยังคงนั่งอยู่ตรงนั้น เหมือนถูกตรึงด้วยแรงบางอย่างที่มองไม่เห็นอาร์วินเงยหน้าขึ้นมองเธอ ท่าทางของเขาดูเหมือนกำลังรวบรวมความกล้าอย่างยากลำบาก ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา"เอเลน่า... ฉันไม่แน่ใจว่าควรเริ่มจากตรงไหน แต่ฉันจะพยายามเล่าให้เธอฟัง"เสียงของเขานุ่มลึก แต่สั่นเครือเล็กน้อย เธอรู้ว่าเขากำลังแบกรับอะไรบางอย่างที่หนักหนา ทว่าในใจของเธอเองก็เต็มไปด้วยคำถามที่ไม่รู้จบ เอเลน่านิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเบาๆ เป็นเชิงให้เขาพูดต่อ แม้ในใจจะปั่นป่วนจนแทบระเบิดอาร์วินถอนหายใจยาว เสียงนั้นเหมือนลมหายใจที่พยายามปลดปล่อยความกดดันบางอย่าง"ตอนที่ฉันถูกจับอยู่ในคุก... ฉ
แสงแดดอ่อนในยามสายลอดผ่านช่องว่างของผ้าม่านสีขาว ลำแสงบางตกกระทบบนเตียงนุ่ม ส่งไออุ่นที่สัมผัสได้ เอเลน่าค่อยๆลืมตาขึ้น เสียงนกร้องจากต้นไม้ไกลๆ กลืนไปกับบรรยากาศเงียบสงบในห้อง เธอพลิกตัวอย่างเกียจคร้าน ความอบอุ่นของผ้าห่มราวกับกักเก็บเธอไว้ในห้วงความฝันที่ไม่อยากตื่นจากมันเธอค่อยๆยืดเส้นยืดสายด้วยท่าทีผ่อนคลาย แต่จู่ๆหัวใจก็เต้นผิดจังหวะ เมื่อสายตาเธอกวาดมองไปรอบห้องและสะดุดเข้ากับร่างของใครบางคนที่นั่งอยู่ข้างเตียงชายหนุ่มนั่งหลับพิงเก้าอี้อยู่ ใบหน้าสงบนิ่งในเงามืด เส้นผมสีทองของเขาดูอ่อนโยนขึ้นเมื่อต้องแสงที่ลอดเข้ามา เอเลน่าจ้องมองเขาอย่างไม่เชื่อสายตา ช่วงเวลานี้เผยให้เห็นอีกด้านของเขา—ความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีเหมือนจะซ่อนเร้นก่อนหน้า ทำให้เธอโล่งใจเล็กน้อย ดวงตาของเธอสบเข้ากับใบหน้าอ่อนล้าของเขา ความรู้สึกปะปนกันระหว่างความสับสนและความอบอุ่นไหลเวียนในอก“อาร์วิน...” เธอเรียกชื่อเขาเบาๆเหมือนจะยืนยันว่าเขาอยู่ตรงนี้จริงๆ ก่อนที่แก้มของเธอจะร้อนวูบวาบเมื่อเหลือบมองตัวเองที่นอนอยู่บนเตียง ซึ่งเธอรู้ดีว่ามันไม่ใช่เตียงของเธอ แต่เป็นของเขา“ทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่?” เสียงข
เอรอสก้าวออกจากป่าทึบในรูปลักษณ์ของอาร์วิน สายลมเย็นยามค่ำคืนพัดผ่านตัวเขาอย่างแผ่วเบา แสงจันทร์ยังคงสลัวทำให้เห็นเงาของคฤหาสน์ตระกูลวัลธอเรนลางๆ อยู่ไม่ไกล จุดที่เขามุ่งหน้าไปคือบริเวณใต้หน้าต่างห้องพักของเขาเองก่อนหน้านี้ ในจุดลึกที่สุดของป่า เขาได้ซ่อนสิ่งของเอาไว้ใต้รากไม้เก่าแก่ บริเวณนั้นมีการวางอาคมพิเศษที่เรียนรู้จากชายคนหนึ่งที่เขาเคยช่วยไว้เมื่อหลายปีก่อนชายแปลกหน้าที่เอรอสช่วยเหลือไว้ปรากฏตัวในชุดยาวสีฟ้าอมเทา ตกแต่งด้วยลวดลายเมฆและคลื่นน้ำปักด้วยด้ายเงิน เสื้อตัวนั้นพาดสาบทับกันอย่างประณีต แขนเสื้อกว้างและชายผ้าปล่อยยาวราวกับหยิบยกมาจากยุคโบราณ ชายคนนี้ดูเหมือนนักเดินทางที่หลงยุค เขาอ้างว่ากำลังเดินทางรอบโลกแต่กลับถูกปล้นระหว่างทาง สูญเสียเงินทองและข้าวของมีค่าทั้งหมด แม้เอรอสจะช่วยจับตัวคนร้ายไว้ได้ แต่เนื่องจากสิ่งของที่ถูกขโมยมามีเยอะ ทำให้ขั้นตอนการตรวจสอบและคืนทรัพย์สินยังคงใช้เวลาหลายวันแทนการตอบแทนด้วยทรัพย์สินที่เขาไม่มี ชายคนนั้นกลับยื่นหนังสือเก่าแก่เล่มหนึ่งที่ไม่ได้ถูกขโมยมาให้ หนังสือเล่มนี้เต็มไปด้วยตัวอักษรและภาพสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความเป็นศาสตร์โบราณ ซึ
คลินิกของโจชัว ตั้งอยู่ในเขตสามัญชน ตัวอาคารหินสีซีดดูเรียบง่ายแฝงความล้าสมัย ท่ามกลางความเงียบสงัดของยามดึก หน้าต่างกระจกสีชั้นล่างสะท้อนแสงไฟริบหรี่จากเสาไฟถนนที่อยู่ห่างออกไป ลวดลายบนกระจกดูเหมือนจะพร่ามัวในแสงสลัว คลินิกนี้ไม่ได้ใหญ่โตเหมือนโรงพยาบาล แต่เพียงพอสำหรับรองรับผู้ป่วยประมาณสิบคน เหมาะสำหรับการดูแลแบบส่วนตัวยามตีสี่ ลมหนาวพัดโชยไปทั่วบริเวณ ความเงียบรอบตัวแทบจะทำให้ได้ยินเสียงใบไม้ร่วงกระทบพื้น เอรอสยืนพิงกำแพงใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ตรงข้ามคลินิก แม้ลมหนาวจะพัดแรง แต่ร่างกายของเอรอสกลับไร้ซึ่งปฏิกิริยาต่อความเย็น ราวกับความหนาวนั้นไม่อาจแตะต้องเขาได้ ดวงตาสีแดงจับจ้องไปยังหน้าต่างชั้นสองที่ปิดสนิท นั่นเป็นห้องทำงานของโจชัว ซึ่งเขาใช้สำหรับจัดการเอกสารในช่วงกลางวัน แต่ในยามนี้ ไม่มีแสงไฟส่องลอดออกมา“ไม่ใช่เวลามาลังเลแล้ว ตัดสินใจไปแล้วนี่…” เขาพึมพำเสียงเบา ความเงียบรอบตัวทำให้เสียงนั้นแทบชัดเจนในสายลม เขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและไร้สุ้มเสียง กระโดดขึ้นเกาะขอบหน้าต่างชั้นสอง เสียงลมแผ่วเบาและใบไม้ไหวกลบการเคลื่อนไหวของเขา ดวงตาสีแดงสังเกตการณ์ในห้องอีกครั้งเพื่อยืนยันว่
คาร์ลีนเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ ผ่อนลมหายใจยาว เส้นผมดำขลับทิ้งตัวแนบกับไหล่ราวเงามืดที่เกาะกุมตัวเธอ ผิวขาวซีดราวหินอ่อนสะท้อนแสงอ่อนจากโคมไฟบนโต๊ะ ขับเน้นชุดยาวสีดำที่พลิ้วไหวดุจเงามืดในสถานที่แห่งนี้ในดันเจี้ยนที่ผสานเขากับเขตแดนของเธอ ทุกสิ่งล้วนเชื่อมโยงกับเธอ ความสัมพันธ์ลึกลับนี้ ทำให้คาร์ลีนรับรู้ถึงทุกการเคลื่อนไหวของเขา ไม่ว่าเขาจะอยู่จุดใดในสถานที่แห่งนี้ เธอก็สามารถสัมผัสถึงตัวตนของเขาได้เสมอเรย์นาร์ค—หรือเอรอสในร่างของชายที่มีฉายาว่า จอมเชือด เรื่องราวที่ซับซ้อนเกี่ยวกับตัวตนและพลังของเขานั้นเป็นสิ่งที่เธอรับรู้มาเนิ่นนาน แต่สิ่งที่เธอปรารถนากลับไม่ใช่การค้นพบด้วยตัวเอง หากแต่เป็นการได้ยินคำตอบจากปากของเขาโดยตรงเธอเฝ้ารอให้เขาเปิดเผยความลับนี้กับเธอ แม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนาน แต่เขาก็ยังเลือกที่จะเก็บมันไว้ ไม่มีท่าทีที่จะบอกเธอ ราวกับคำพูดนั้นหนักเกินกว่าจะเปล่งออกมาดวงตาสีม่วงเข้มของเธอสะท้อนแสงจากโคมไฟ เธอนั่งนิ่งราวกับขบคิด แต่ในความเป็นจริง เธอกำลังต่อสู้กับความรู้สึกในใจ ความหนักใจเหมือนสายลมหนาวที่แผ่วผ่านกลับถูกเติมเต็มด้วยความหวังอันเปราะบาง เธออยากให้เขามาหา อยากได
เอรอสค่อยๆตื่นขึ้นในห้องประชุมท่ามกลางความมืดมิดที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ มีเพียงแสงริบหรี่ที่ส่องลอดเข้ามาจากขอบประตู ร่องรอยของเวทมนตร์เก่าก่อนยังคงอบอวลอยู่ในอากาศจางๆ แม้แสงจากเทียนเวทมนตร์ที่เคยให้ความสว่างจะดับไปจากการตัดการเชื่อมต่อกับเวทมนตร์ทำให้บรรยากาศในห้องเย็นยะเยือกและว่างเปล่า แต่กลิ่นอายของพลังที่เหลืออยู่ยังคงสร้างแรงกดดันให้ผู้ที่อยู่ภายในเล็กน้อยเขาขยับตัวกึ่งลุกกึ่งนั่งจากเก้าอี้ที่ดูเหมือนจะทำให้เขาหลับไปลึกเกินคาด โต๊ะยาวตรงหน้าเขามีแฟ้มเอกสารเล็กๆวางไว้อยู่ ดูเหมือนจะเป็นเอกสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องที่เขาจะรับปากจะจัดการให้เขาหยิบแฟ้มเอกสารที่วางไว้บนโต๊ะมาตรวจสอบ ใช้มือสีคล้ำที่มีกล้ามเนื้อชัดเจนลูบเส้นผมสีเทาของตัวเองเบาๆ เพื่อเรียกความกระปรี้กระเปร่า สายตาสีแดงฉานของเขากวาดมองไปทั่วห้องเล็กๆที่ยังคงอบอวลด้วยบรรากาศที่ชวนให้รู้สึกพิศวง พลางเหลือบมองเวลาที่บอกเขาว่านี้เป็นเวลาตี 1 ดูเหมือนเขาจะเผลอหลับไปแค่ชั่วโมงเดียว ยังดีที่เสียเวลาแค่นั้นหลังจากตรวจดูเอกสารครู่หนึ่งโดยที่ไม่มีใจความสำคัญอะไรที่ทำให้เขาต้องรีบร้อนเป็นพิเศษ เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ และก้าวออกจาก
เสียงกระซิบแห่งเวทมนตร์ แผ่วเบา แต่ทรงพลัง ดังก้องอยู่ในอากาศอันเย็นเยียบ ริบบิ้นสีดำ ที่ราวกับเงาแห่งความมืดจากอีกโลกหนึ่ง ปรากฏตัวขึ้นจากความว่างเปล่า มันเคลื่อนไหวดั่งมีชีวิต เลื้อยวนรอบร่างของ เอรอส ซ้อนชั้นขึ้นเรื่อยๆ ราวกับงูพิษที่กำลังจู่โจมเหยื่อ ความแน่นหนาของริบบิ้นทำให้แม้แต่ลมหายใจยังรู้สึกตึงเครียด แขนขาถูกตรึงแน่น ริบบิ้นเลื้อยขึ้นสูง ปิดริมฝีปาก และบดบังดวงตาของเขาไว้อย่างมิดชิด ไม่ว่าจะดิ้นรนหรือใช้พลังทั้งหมดที่มี พันธนาการเหล่านั้นยังคงรัดแน่น น้ำหนักของเวทมนตร์ที่โอบล้อมร่างเขาเหมือนโซ่ตรวนหนักอึ้งที่ไม่มีวันปลดได้จอมเวทย์ผู้ร่ายมนตรามองดูภาพตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา รอยยิ้มที่มุมปากของเขา แฝงความพอใจอย่างปิดไม่มิด ในขณะที่อีกคนหนึ่งในกลุ่มของเขาเดินเข้ามาใกล้ กระชากคอเสื้อของเอรอสอย่างรุนแรง พร้อมๆกับลากเขาไปกับพื้น ราวกับเป็นเพียงสิ่งของไร้ค่าไม่ไกลออกไป ไอลีน ยืนตัวแข็งทื่อ ดวงตาเบิกกว้างขณะมองสิ่งที่เกิดขึ้น เธอไม่สามารถปล่อยให้เรื่องนี้ดำเนินต่อไปได้ ก่อนที่วิ่งตรงไปข้างหน้าด้วยความแน่วแน่ แล้วตะโกนเสียงดังลั่น"หยุดเดี๋ยวนี้! คุณตั้งใจจะพาเขาไปที่ไหน?"น้ำเสียง
เมื่อเอรอสเฝ้ามองไอลีนอยู่นาน สีหน้าเย็นชาของเขาเริ่มแสดงความไม่พอใจออกมาเล็กน้อย เขาขมวดคิ้วก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงห้วนๆ"ถ้าไม่มีธุระอะไรก็ช่วยหลบไปหน่อย"เขาเบี่ยงตัวไปด้านข้าง เตรียมเดินผ่าน แต่ก่อนที่เขาจะก้าวออกไป ไอลีนก็ยื่นมือออกมาคว้าข้อมือเขาไว้ ดวงตาของเธอที่เคยลังเลกลับแน่วแน่ขึ้น"ฉันมีเรื่องต้องคุยกับคุณเป็นการส่วนตัว" ไอลีนพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามเก็บความกังวลเอรอสหยุดชะงัก แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นไม่พอใจชัดเจนยิ่งขึ้น เขาหันไปมองรอบๆ เห็นสายตาของเด็กบางคนที่อาจกำลังแอบมองอยู่จากหน้าต่าง และหญิงชราที่ครัวกำลังหันมามองเช่นกันหลังจากที่ประเมินสถานการณ์ เขาเลื่อนสายตาไปยังมุมโล่งใต้ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลนัก"ตามมา" เขาเอ่ยสั้นๆก่อนจะดึงมือออกจากการเกาะกุมของเธอ และเดินนำไปยังที่ที่เขาเลือกไว้ไอลีนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินตามเขาไป ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ สายลมอ่อนๆพัดผ่านเบาๆ ท่ามกลางความเงียบที่อึดอัด ทั้งสองยืนประจันหน้ากัน เอรอสกอดอกและเอนตัวพิงต้นไม้ สายตาของเขาจ้องมองเธออย่างเย็นชา"พูดมา จะพูดอะไรก็รีบพูด" เขาเร่งด้วยน้ำเสียงที่ราวกับไม่สนใจ แต่ก
บรรยากาศในห้องทำงานของผู้อำนวยการบ้านเด็กกำพร้าช่างอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นอับของเอกสารเก่าผสมกับกลิ่นบุหรี่จางๆ โอบล้อมพื้นที่เล็กๆ ที่เต็มไปด้วยกองเอกสารและบัญชีการเงิน ผู้อำนวยการนั่งหลังตรงอยู่บนเก้าอี้หนังเก่าซึ่งดูเหมือนพร้อมจะพังได้ทุกเมื่อ รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาชวนให้รู้สึกระแวงมากกว่าสบายใจ"คุณเอรอสใช่ไหม? ฉันได้รับการแจ้งมาว่าคุณต้องการบริจาคเงินให้เหล่าเด็กๆที่คุณหนูไอลีนพามา" เสียงของเขาเนิบนาบ ท่าทางเหมือนพยายามจับจุดอีกฝ่ายเอรอสนั่งนิ่งอยู่ตรงข้าม เขาสูงโปร่งสำหรับเด็กหนุ่มวัย 16 ปี สายตาสีเทาของเขาเย็นชาและไม่เปิดเผยความรู้สึกใดๆ“ใช่ ผมมาที่นี่ บริจาคเงิน ให้เด็กๆที่เพิ่งเข้ามา" เขาเอ่ยเสียงเรียบผู้อำนวยการชะงักเล็กน้อย ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ"อืม น่าชื่นชมจริงๆนะครับ แต่การรับผิดชอบเงินจำนวนมากขนาดนี้คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เธอมาจากครอบครัวไหนหรือ ถึงได้ใจกว้างขนาดนี้?"คำถามนั้นเหมือนมีความนัย แต่เอรอสไม่แสดงอาการใดๆ เขาเพียงหยิบถุงเงินออกมาจากกระเป๋าแล้ววางมันลงบนโต๊ะ เสียงเหรียญกระทบกันดังชัดเจน"ไม่จำเป็นต้องถาม" เขาตอบสั้นๆน้ำเสียงราบเรียบ แต่หนักแน่น