หงเย้าคิดไม่ถึงว่าฉินเหยี่ยนเย่ว์จะปรากฏตัวขึ้น จึงเก็บแส้ เอ่ยอย่างฝืนยิ้ม “ที่แท้ก็เป็นพระชายา อากาศหนาวเช่นนี้ เหตุใดจึงต้องรบกวนให้ท่านเสด็จออกมาด้วยพระองค์เอง? พระนางโปรดวางใจเพคะ สาวใช้ของท่านไม่เชื่อฟัง บ่าวได้ช่วยท่านสั่งสอนนางไปแล้วเรียบร้อยแล้วเพคะ”“ขอบใจในความหวังดีของเจ้า” ฉินเหยี่ยนเย่
พวกองครักษ์สีหน้าค่อนข้างแย่เรื่องราวถูกพระชายาทรงกล่าวออกมาเช่นนี้ หากเรื่องใหญ่ขึ้นมา พวกเขาทั้งหลายคงมีจุดจบที่ไม่ดีนัก ยังจะพลอยเดือดร้อนไปถึงท่านอ๋องเจ็ดอีกด้วยพวกเขาสบตากันแวบหนึ่ง เอ่ยแสดงความขอโทษ “พระชายา ได้โปรดอย่าทรงกริ้วเลยพ่ะย่ะค่ะ พวกกระหม่อมยอมทำตามคำสั่งพ่ะย่ะค่ะ”พวกเขาหยิบไม้โบย
“เหตุใดจึงโบยหงเย้า?” เขาเอ่ยน้ำเสียงจริงจัง“นางโบยสาวใช้ของหม่อมฉัน เหตุใดหม่อมฉันจึงโบยเขามิได้เพคะ?” ฉินเหยี่ยนเย่ว์นั่งลง รินชาร้อนถ้วยหนึ่ง ใช้เล็บค่อย ๆ หยิบก้านชาออกมา “เพื่อสาวใช้คนหนึ่ง ท่านผู้เป็นท่านอ๋องถึงกับมาทวงความยุติธรรมด้วยองค์เองหรือเพคะ? ช่างน่าซาบซึ้งพระทัยยิ่งนัก”ตงฟางหลีได้ย
“ฉินเหยี่ยนเย่ว์ มีเพียงเจ้า ที่ไม่คู่ควรที่จะเอ่ยถึงชื่อนั้น” น้ำเสียงของตงฟางหลีเย็นชาเขาบีบคอแน่นขึ้น สีหน้าของฉินเหยี่ยนเย่ว์เปลี่ยนเป็นสีม่วงเนื่องจากหายใจไม่ออกฉินเหยี่ยนเย่ว์หายใจไม่ออก พวกเขาอยู่ใกล้กันมาก จนสามารถมองเห็นใบหน้าของเขา ดวงตาของเขาได้อย่างชัดเจน เธอมองความโศกเศร้าจากนัยน์ตาค
ภายในเรือนโยวหลานเฟ่ยชุ่ยที่กำลังเก็บเศษซากแจกันที่แตกหักอยู่ด้วยหยาดน้ำตาคลอเบ้า พร้อมทั้งไหล่ทั้งสองข้างที่กำลังสั่นเทาเบา ๆ ฉินเหยี่ยนเย่ว์ที่นอนบนเตียงนั้น ได้แต่มองท่าทีผิดหวังของเฟ่ยชุ่ย ก่อนจะถอนหายใจออกมา “เฟ่ยชุ่ย ข้ามิเป็นอันใด เจ้าหยุดร้องไห้ได้แล้ว”เฟ่ยชุ่ยพลันซืดน้ำมูกเข้าไป “เดิมที
“เจ้าลืมวันมงคลของทุกเดือนไปแล้วหรือ?” ตงฟางหลีกล่าว “วันรุ่งพรุ่งนี้ เจ้าจักต้องเข้าวังพร้อมกับข้า ทั้งเสื้อผ้าอาภรณ์และเครื่องประดับต่างก็จัดเตรียมเอาไว้ให้เจ้าครบหมดแล้ว”ฉินเหยี่ยนเย่ว์ที่ฉุกคิดขึ้นมาได้ในทันทีว่า วันพระบรมราชสมภพขององค์จักรพรรดินั้นเป็นวันยี่สิบสามของเดือนหนึ่ง ฉะนั้นแล้ววันที่
“เฟ่ยชุ่ย พาคนไปอยู่ในที่อุ่น ๆ ที” ฉินเหยี่ยนเย่ว์พลันกำมือของตนเองเอาไว้แน่น “ข้ามิอาจสัมผัสเลือดได้ คุณทำเอง ได้หรือไม่?”เมื่อเฟ่ยชุ่ยได้ยินเช่นนั้น นางจึงพยักหน้าอย่างรวดเร็วในทันที "พระชายามิจำเป็นต้องลงมือเองก็ได้เพคะ บ่าวทำได้ บ่าวทำได้เพคะ”เฟ่ยชุ่ยจึงพาหู่พั่วไปที่ห้องของนางในทันทีฉินเหยี
“เฟ่ยชุ่ย เจ้าไปผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ของตนเองเสียก่อน” ฉินเหยี่ยนเย่ว์พูดขึ้นด้วยใบหน้าที่เย็นชา “เจ้าไปดูแลหู่พั่วที่อยู่ในห้องให้ดี ข้าจักออกไปดูข้างนอกเสียหน่อย”“พระชายาเพคะ” ใบหน้าของเฟ่ยชุ่ยพลันซีดลงไปในทันที ก่อนจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “พระชายาอ๋องสามหาได้มาดีไม่ อีกทั้ง นางยังพาแม่น
สิ้นเสียง เขาก็ก้าวยาว ๆ เดินจากไปพอเดินไปถึงประตู ก็หันหน้ากลับมาอีกครั้ง กล่าวด้วยเสียงเย็นชา “ท่านอ๋องเจ็ด ท่านเองก็ออกมาเถิด”ตงฟางหลีไม่แม้แต่จะสนใจเขาฉินเหยี่ยนเย่ว์เห็นว่าในที่สุดจอมมารออกไปแล้ว ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก “พี่เจ็ด ท่านก็ออกไปเถิดเพคะ”“ยัยหนู...” ตงฟางหลีไม่วางใจนาง“วางใจเถิ
เมื่อเพลิงโทสะของฉินเหยี่ยนเย่ว์พุ่งขึ้นมา วาจาที่พูดออกมาก็รุนแรงเช่นกันนางยิ่งพูดก็ยิ่งโกรธ ยิ่งตำหนิก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ“ท่านอย่าคิดนะว่าท่านไร้คู่ต่อกรในใต้หล้าแล้วจะสามารถทำอะไรก็ได้ ในที่ดินแปดร้อยหมู่ ท่านก็เป็นเพียงแค่ต้นหอมที่โตสูงกว่าเท่านั้น ท่านคิดว่าท่านเป็นใครกัน? ทำให้ข้าโมโห ข้
“พี่เจ็ด ท่านยืนอยู่ตรงนั้นห้ามขยับเพคะ” ฉินเหยี่ยนเย่ว์รู้สึกได้ถึงจุดประสงค์ของตงฟางหลี ก็พูดตะคอก “เชื่อฟังสิเพคะ”“ยัยหนู เจ้าไม่ใช่คู่ต่อกรของเขา” นัยน์ตาของตงฟางหลีก็แดงก่ำขึ้นมาเช่นเดียวกัน“เชื่อฟัง แล้วอย่าขยับเพคะ”“ยัยหนู!”“หากท่านกล้าเข้ามา หม่อมฉันก็จะไม่สนใจท่านแล้ว” ในน้ำเสียงเย็นชาข
ตงฟางหลีกุมมือของนางแน่นอย่างควบคุมตนเองไม่ได้ออกแรงมากไปเล็กน้อย กุมแน่นจนฉินเหยี่ยนเย่ว์รู้สึกเจ็บเขารู้สึกหนักอึ้งอยู่ในก้นบึ้งหัวใจคนโง่คนนี้ ชัดเจนมากว่ากำลังฝืนให้ตนเองเข้มแข็ง!นางพูดง่ายปานนั้น หากในทางปฏิบัติจริง ๆ กลับทำได้ค่อนข้างยากถึงอย่างไร เขาก็ฟังทั้งหมดไม่เข้าใจอยู่แล้ว“ไม่ต้อง
“ข้าสามารถควบคุมหินจันทราของข้าได้ เป็นเพราะว่าความคิดและร่างกายของข้าทั้งหมดประสานกับหินจันทรา”นางวาดวงกลมสองวงลงบนกระแสน้ำวน “หินจันทราในร่างกายของอวี้เอ๋อร์มีอยู่ไม่มาก ทำได้เพียงฝืนประคองนางให้อยู่ในสภาพมีชีวิตต่อไปได้”“หลังจากที่มอบแหวนที่มีหินจันทราให้นาง แหวนก็ได้ทำลายสมดุลเดิม หากแต่หินจัน
สองมือของจีอู๋เยียนพันเกี่ยวกันไปมา ก่อนจะใช้นิ้วโป้งออกแรงกดที่หน้าผาก“อวี้เอ๋อร์...ขอร้องท่านล่ะ พยายามอีกครั้งเถอะ”เขาภาวนาเสียงพึมพำความเหี้ยมโหดในสีหน้านั้นลดลง และมีความหวังเพิ่มขึ้นฉินเหยี่ยนเย่ว์ตรวจร่างกายให้อวี้เอ๋อร์อีกหนึ่งรอบสถานการณ์ที่อวี้เอ๋อร์กำลังเผชิญในเวลานี้ คล้ายกับที่นาง
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” ผ่านไปครู่หนึ่ง จีอู๋เยียนก็เอ่ยถามเสียงเข้ม“ปฏิกิริยาปฏิเสธน่ะ” ฉินเหยี่ยนเย่ว์พูดเสียงทุ้มต่ำ“ปฏิกิริยาปฏิเสธหรือ?”“ข้าไม่รู้ว่าจะอธิบายให้ท่านฟังอย่างไร” นางพรูลมหายใจปฏิกิริยาปฏิเสธเดิมเป็นคำศัพท์ทางชีววิทยาซึ่งก็คือยามที่มีสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ เซลล์ที่เ
“ข้าจะนับถึงสาม เก็บกลิ่นอายสังหารของท่านเสีย ข้าไม่รังเกียจที่จะตายหรอกนะ ถึงอย่างไรก็มีอวี้เอ๋อร์ตายไปพร้อมข้าอยู่แล้ว ข้ามิได้เสียเปรียบแต่อย่างใด”“สาม” ฉินเหยี่ยนเย่ว์ไอออกมาหนึ่งคำกลิ่นอายสังหารที่จีอู๋เยียนปล่อยออกมาถูกตงฟางหลีกำบังไว้เป็นส่วนใหญ่ก็ตาม หากนางยังคงได้รับผลกระทบไปด้วยสีหน้าขอ
“แน่นอน” ฉินเหยี่ยนเย่ว์ถูแหวนบนมือแม้ว่ายากจะเชื่อทว่า หินจันทราวัตถุเช่นนี้ อยู่เหนือจินตนาการจริง ๆหรือแม้กระทั่ง การที่นางสามารถมายังโลกใบนี้ได้ ก็เป็นเพราะพลังงานของหินจันทราจีอู๋เยียนไม่ค่อยเชื่อเท่าใดนัก “อาศัยเพียงวงแหวนเล็ก ๆ วงหนึ่ง ทำได้หรือ?”ฉินเหยี่ยนเย่ว์ถอนหายใจ “ข้ามิอาจอธิบายให