“เฟ่ยชุ่ย เจ้าไปผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ของตนเองเสียก่อน” ฉินเหยี่ยนเย่ว์พูดขึ้นด้วยใบหน้าที่เย็นชา “เจ้าไปดูแลหู่พั่วที่อยู่ในห้องให้ดี ข้าจักออกไปดูข้างนอกเสียหน่อย”“พระชายาเพคะ” ใบหน้าของเฟ่ยชุ่ยพลันซีดลงไปในทันที ก่อนจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “พระชายาอ๋องสามหาได้มาดีไม่ อีกทั้ง นางยังพาแม่น
“ทั้งหู่พั่วและเฟ่ยชุ่ยช่วงนี้ต้องเก็บตัวเพื่อรักษาอาการป่วยอยู่ มิอาจให้พบผู้ใดได้” ฉินเหยี่ยนเย่ว์พลันกล่าวออกมา “หากพวกนางรักษาตัวจนหายเมื่อใดแล้ว ข้าจักให้หู่พั่วไปที่จวนท่านอ๋องสามเพื่อขอเข้าเฝ้าเจ้าเอง”หลังจากได้ยินฉินเหยี่ยนเย่ว์เอ่ยออกมาเช่นนั้น มุมปากของฉินเสวี่ยเย่ว์พลันยกยิ้มได้ใจขึ้นมาใ
“อุ๊ยตาย ขออภัยด้วยเพคะ บ่าวทำงานหนักจนเคยชินแล้ว แรงเลยมากเกินไปหน่อย ท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหมเพคะ” แม้ปากของนางสกุลเฉินจะกล่าวขอโทษ แต่บนใบหน้าไม่ได้มีเจตนาขอโทษเลยสักนิดหลังจากฉินเหยี่ยนเย่ว์ยืนตรง ขมวดคิ้วแน่นยายเฒ่าผู้นี้ จงใจทำ จงใจออกแรงผลักไสนางการกระทำเมื่อครู่นี้ในมุมมองของคนนอกนั้นไม่ได้ท
“พระนาง บ่าวจะประคองท่านเข้าเรือนก่อนเพคะ” ตอนที่เฟ่ยชุ่ยเดินเข้ามา รองเท้าได้สัมผัสกับรอยเลือดแล้วรอยเท้าประทับลงไปบนพื้นหิมะ ทำให้สีค่อย ๆ จางลงสีขาวซีดและสีแดงสด สีสันที่อยู่ภายในความทรงจำมาโดยตลอด สีเหล่านั้น เป็นสีที่เข้าใกล้กับความตายมากที่สุดฉินเหยี่ยนเย่ว์จ้องมองเลือดสีแดงสดที่ใกล้เข้ามาเ
ฉินเหยี่ยนเย่ว์จิตใจไม่สงบนางไม่อยากทนรออีกต่อไป จึงสวมเสื้อคลุม ถือตะเกียงแล้วเดินไปทางห้องครัวใหญ่เปลวไฟภายในห้องครัวใหญ่กำลังส่องสว่างตอนนี้เป็นเวลาอาหาร คนในจวนท่านอ๋องเจ็ดไม่มาก หลังจากที่ส่งอาหารไปให้บรรดาเจ้านายแล้ว ก็เป็นเวลาที่บรรดาบ่าวรับใช้ทานอาหารตอนที่ฉินเหยี่ยนเย่ว์ผลักประตูเข้ามา
เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วพวกเขาต่างก็คิดไม่ถึงว่า ฉินเหยี่ยนเย่ว์ที่ท่าทางดูอ่อนแอจะสามารถพลิกคว่ำโต๊ะได้ ยิ่งคิดไม่ถึงว่า นางจะมีกำลังมากถึงขนาดนี้หม้อไฟและหม้อน้ำแกงเนื้อวัวที่อยู่บนโต๊ะ ไม่ว่าจะตกอยู่บนตัวของผู้ใด ก็อันตรายยิ่งต่อให้เป็นชายหนุ่มรูปร่างกำยำในห้องครัวหลาย ๆ คนก็ไม่กล้
“ผู้ที่โดนน้ำร้อนลวกสองสามคนนั้น พวกเจ้าไปจัดการตนเองเสียก่อน ที่ข้ามียาสูตรลับ ทาแล้วแทบจะไม่ทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้ หากทำตัวดีข้าจะให้ยาสูตรลับแก่พวกเจ้า หากทำตัวไม่ดี เช่นนั้นก็อย่าได้โทษข้า”ฉินเหยี่ยนเย่ว์พูดจบ ก็พาคนไปที่ห้องเลี้ยงนกพิราบภายในห้องครัวเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง พวกเขาถูกทำให้ตกตะลึง
“พวกเจ้าสองคน ปลุกเขาให้ตื่น” ฉินเหยี่ยนเย่ว์กำหมัดแน่น“พระชายา เป็นไปไม่ได้หรอกพ่ะย่ะค่ะ เขาดื่มสุราจนเมามายปลุกไม่ตื่น ต้องรอให้สุราหมดฤทธิ์พ่ะย่ะค่ะ” ผู้ชายคนหนึ่งกล่าว “พวกเราไปตามหาแม่นางเฟ่ยชุ่ยกันต่อเถิดพ่ะย่ะค่ะ”“พวกเข้าไปยกน้ำเย็นจัดมาหนึ่งกะละมัง เอาแบบที่มีเศษน้ำแข็งด้วย” ฉินเหยี่ยนเย่ว
แต่มูสเค้กอะไรนั่นเขายังกินไม่พอเลยรอยยิ้มฮ่องเต้หายไปทันที หลังจากหาข้ออ้างมาตำหนิตงฟางหลีอย่างรุนแรงหนึ่งยกไปแล้ว ก็โบกมือไล่พวกเขาสองสามีภรรยาออกไปตงฟางหลีสีหน้าสับสนเมื่อครู่เสด็จพ่อยังหัวเราะฮ่าฮ่าเสียงดังพลางเรียกฉินเหยี่ยนเย่ว์มา จู่ ๆ พลันเปลี่ยนสีหน้ามาตำหนิเขาหนึ่งยก และยังไล่พวกเขาออกไ
หลังจากนั้นอีกหลายวันหลังจากฉินเหยี่ยนเย่ว์กลายมาอยู่ในสภาพไม่สนใจเรื่องโลกภายนอก ก็ติดคนอย่างยิ่งตงฟางหลีเดินหนึ่งก้าว นางก็เดินตามหนึ่งก้าว ไม่ห่างแม้แต่ก้าวเดียวอยู่ห่างแม้เพียงเล็กน้อย นางก็จะร้องไห้น้ำตาไหลอย่างที่เห็นแล้วรู้สึกสงสารตงฟางหลีทนเห็นท่าทางเช่นนี้ของนางไม่ได้ที่สุดเมื่อทำอะไรไ
ตู้เหิงจึงรีบยกมือขึ้นอุดปาก พูดเสียงเบา “ท่านไม่ไล่กระหม่อมไปแล้วแน่ ๆ เลย”ลู่ซิวอับจนหนทางกับตู้เหิงที่แสนจะซื่อบื้อนักเขาถอนหายใจ ตบบ่าของตู้เหิงอย่างแรง พูดเพียงว่า “ดูแลตัวเองด้วย” แล้วเดินเข้าห้องไปสายตาขอความช่วยเหลือของตู้เหิงเบนไปทางเฉียนชิงหยางและเฟยอิ่ง“พวกท่านสองคนช่วยขอร้องแทนข้าที”
ตงฟางหลีนึกถึงภาพที่ฝันเห็นหลังจากที่เขาผสานรวมเข้ากับฉินเหยี่ยนเย่ว์ ราวกับเป็นสายลมฝนในวสันต์ฤดูเหยี่ยนเย่ว์กลายเป็นเช่นนี้ก็ไม่เป็นไรขอเพียงมีใจตรงกัน พวกเขาก็สามารถพบเจอกันได้ทุกเมื่อนิ้วของตงฟางหลีสอดผ่านเส้นผมของนาง วางไว้บนริมฝีปากแล้วจุมพิตเบา ๆ “พักผ่อนดี ๆ ล่ะ ข้าจะไปเยี่ยมเจ้าบ่อย ๆ”ร
ประมาทไปชั่วขณะ ก็ถูกพวกเขาแอบฟังเสียแล้วตงฟางหลีกวาดสายตาเย็นชามองพวกเขาครั้นเฟยอิ่งเห็นว่าเรื่องถูกเปิดโปงแล้ว ก็ไม่กล้าปากแข็ง รีบคุกเข่าลงทันที “ขอท่านอ๋องโปรดลงโทษด้วยพ่ะย่ะค่ะ”ลู่ซิวอับจนคำพูดกับตู้เหิงจอมปากสว่างมาก จึงตบเขาไปอย่างแรง “ท่านอ๋อง ท่านอย่าไปฟังที่ตู้เหิงพูดโม้เลยพ่ะย่ะค่ะ ตอน
ตอนที่ตงฟางหลีตื่นขึ้นมาตู้เหิงกำลังนอนคว่ำอยู่ข้างกายเขา ร้องไห้ออกมาด้วยความเศร้าโศกเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ด้านหลังตู้เหิงนั้น คือเฉียนชิงหยางและเฟยอิ่งที่มาทันทีหลังจากทราบข่าว รวมถึงลู่ซิวที่ถูกลากมาอย่างรีบร้อนคนทั้งห้องล้วนจับจ้องไปที่เตียงตงฟางหลีใบหน้าทะมึนประหนึ่งก้อนถ่านก่อนผล็อยหลับเขา
อำนาจของเงามีมากเพยงใด เขารู้ดีอยู่แก่ใจสกุลโจวที่ควบคุมอำนาจมากมาย ไม่มีวันเป็นฝ่ายถอยไปเองแน่นอนทว่า ในยามนี้เงาก็ถูกควบคุมอยู่ในกำมือของอ๋องอี๋หยางในระหว่างนี้จะต้องเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นอย่างแน่นอน“หม่อมฉันมีลางสังหรณ์ไม่ค่อยดีบางอย่าง” ฉินเหยี่ยนเย่ว์พูด “ในบันทึกเล่มนี้บอกว่าขุนนางสกุลโจวคน
“สมุดบันทึกที่พวกศิษย์พี่ลู่จิ้นเก็บรักษา ส่วนใหญ่เป็นกรณีตัวอย่างของการรักษา น่าจะเป็นบันทึกที่ท่านปู่บันทึกไว้ทันที ไม่มีประโยชน์อะไรมาก”“แต่บันทึกที่จงใจทิ้งไว้ที่นี่ต่างออกไป ด้านในได้บันทึกของที่หม่อมฉันไม่รู้จักไว้อีกมาก และยังมีเบาะแสที่มีคุณค่ามากอีกจำนวนหนึ่งด้วยเพคะ”ฉินเหยี่ยนเย่ว์ลากตงฟ
“ศิษย์พี่ไม่รู้”“เขาเองก็เป็นศิษย์ของนักพรตเต๋าเทียนหลิงเหมือนกัน” ตงฟางหลีพูด“ท่านโง่หรือเปล่า?” ฉินเหยี่ยนเย่ว์พูดอย่างขุ่นเคือง “ศิษย์พี่มิใช่ผู้ที่ปรับตัวกับหินจันทราได้เสียหน่อย ต่อให้ได้แหวนไปก็ไร้ประโยชน์ เขาไม่สามารถเข้ามาในโรงพยาบาลแห่งนี้ได้ ย่อมไม่มีทางเข้าใจพวกนี้”ตงฟางหลีครุ่นคิด พลั