Share

บทที่ 2

Author: หลันซานอวี่
ระหว่างฟ้าดินที่ถูกหมอกปกคลุม เรือนไผ่สองชั้นหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ใจกลาง

ภายในเรือนไผ่เก็บทรัพยากรต่างๆ ที่อวิ๋นฝูหลิงรวบรวมมาได้ในโลกวิบัติ

อวิ๋นฝูหลิงเดินวนในเรือนไผ่หนึ่งรอบ พบว่าทรัพยากรเหล่านั้นยังอยู่ นางรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นในทันที

ด้านซ้ายของเรือนไผ่เป็นแปลงสมุนไพร ปลูกสมุนไพรนานาชนิด

ส่วนด้านขวามีหินย้อยก้อนหนึ่ง ห้อยอยู่กลางอากาศ

ตรงปลายแหลมของหินย้อย มีน้ำหยดหนึ่งเกาะอยู่ หยดน้ำจะร่วงแหล่มิร่วงแหล่

ส่วนด้านล่างของหินย้อยมีชามหินหนึ่งใบ ใช้สำหรับรองหยดน้ำที่หยดลงมาจากหินย้อย

เวลานี้ในชามหินรองน้ำได้ครึ่งชามแล้ว

น้ำนี้เทียบได้กับยาวิเศษ เป็นของที่ดีมาก

คนทั่วไปดื่มสามารถเสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย ร้อยโรคไม่กล้ำกราย คนป่วยดื่มสามารถขจัดร้อยโรค ฮึกเหิมประดุจมังกรและเสือผาดโผนในพริบตา

เวลาปรุงยาเพิ่มหนึ่งหยด สามารถกระตุ้นสรรพคุณยา เพิ่มประสิทธิภาพ

เพียงแต่หยดน้ำแห่งจิตวิญญาณนี่หยดช้ามาก เก็บมานานสามเดือนกว่าเพิ่งจะได้แค่ครึ่งชาม

แต่สามารถมีหยดน้ำแห่งจิตวิญญาณเช่นนี้ครึ่งชาม อวิ๋นฝูหลิงก็ดีใจมากแล้ว

นางรีบนำหยดน้ำแห่งจิตวิญญาณจากมิติมาดื่มสองอึกทันที

กระแสอุ่นสายหนึ่งกระจายจากลำคอไปทั่วร่าง

ไม่นาน นางก็รู้สึกว่าร่างกายร่างนี้เบาและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง

อาการเจ็บป่วยบนร่างกายหายไปทั้งหมดในพริบตา รู้สึกอุ่นไปทั่วทั้งตัว

นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าโชคดี ยังดีที่ของวิเศษอย่างมิตินี่ข้ามมิติมากับนางด้วย

อวิ๋นฝูหลิงกึ่งอุ้มอวิ๋นจิงมั่วขึ้น ป้อนหยดน้ำแห่งจิตวิญญาณให้เขาหนึ่งคำเช่นกัน

พลันหางตาเหลือบไปเห็นศพสามศพที่นอนอยู่บนพื้นโดยไม่ได้ตั้งใจ อวิ๋นฝูหลิงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเล็กน้อย

ตอนที่นางเพิ่งฟื้น พฤติกรรมที่อยู่ในจิตใต้สำนึกล้วนมีความเคยชินที่ถูกปลูกฝังจากโลกวิบัติแฝงอยู่ ดังนั้นทันทีที่เห็นพวกลามกที่อยากรังแกนาง ก็ฆ่าพวกเขาโดยไม่รู้ตัว

แม้พวกเขาล้วนเป็นกากเดนมนุษย์ สมควรตายอย่างยิ่ง แต่ที่นี่กลับไม่ใช่โลกวิบัติอันวุ่นวายอันตราย และไม่มีระบบเหมือนที่นางเคยอยู่เมื่อชาติที่แล้ว

ถ้าหากคนในหมู่บ้านพบเห็นศพในห้องของนาง หรือคนที่หนีไปก่อนหน้านี้พาคนมาแก้แค้นนาง สถานการณ์ล้วนไม่เอื้อต่อตัวนางเอง

อย่างไรก็ตาม ครอบครัวเจ้าของร่างเดิมเพิ่งย้ายมาอยู่หมู่บ้านหลินซานเมื่อสองปีก่อน อยู่ที่นี่ไม่มีรากฐานอะไรเลย

แผนเฉพาะหน้าตอนนี้คือรีบออกจากที่นี่จะดีกว่า!

อย่างไรห้วงมิติของนางก็ข้ามมิติมากับนางด้วยแล้ว

มีนิ้วทองคำ[1]นี้อยู่ ประกอบกับฝีมือการแพทย์ของนาง ไม่ว่าไปไหน นางกับลูกก็สามารถมีชีวิตที่ดีได้!

ในเมื่อนางได้ครอบครองร่างกายของแม่เขาแล้ว เช่นนั้นก็มีความรับผิดชอบต่ออวิ๋นจิงมั่วลูกชายที่ได้มาเปล่าๆ คนนี้ อย่างน้อยก็ต้องเลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่ให้ดี

อวิ๋นฝูหลิงเพิ่งตัดสินใจ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงตีฆ้องดังลั่นไปทั่ว

“แย่แล้ว ฝายเจียงหลิงแตกแล้ว น้ำใหญ่กำลังจะมาแล้ว ทุกคนรีบหนีขึ้นไปหลบบนภูเขา…”

สีหน้าอวิ๋นฝูหลิงเปลี่ยนฉับพลัน

ชาติที่แล้วนางเคยผ่านประสบการณ์น้ำท่วมด้วยตัวเองมาแล้ว ถึงขั้นมีญาติและเพื่อนฝูงตายในเหตุการณ์น้ำท่วม

ภาพที่น่ากลัวเช่นนั้น จนถึงตอนนี้นางก็ยังไม่ลืม

อวิ๋นฝูหลิงรีบหยิบห่อสัมภาระใบหนึ่งออกมาจากตู้ที่อยู่บนหัวเตียง นี่เป็นของที่สำคัญมากในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม

นางเก็บห่อสัมภาระเข้าไปในมิติ แล้วนำเสื้อกันฝนสีดำตัวใหญ่ออกมาจากมิติหนึ่งตัว

จากนั้นอุ้มอวิ๋นจิงมั่วขึ้น ใช้เชือกมัดเขาไว้กับหน้าอกของตัวเอง

จากนั้นก็เทของในตะกร้าไม้ไผ่ที่มีฝาใบหนึ่งตรงมุมกำแพงทิ้งทั้งหมด แล้วสะพายตะกร้าไม้ไผ่ขึ้นหลัง

หลังจากนั้นอวิ๋นฝูหลิงก็สวมเสื้อกันฝน คลุมอวิ๋นจิงมั่วไว้ใต้เสื้อกันฝน

การกระทำทั้งหมดนี้ ใช้เวลาไม่ถึงสองนาที

หลังจากทำเรื่องเหล่านี้เสร็จ อวิ๋นฝูหลิงวิ่งเข้าไปในสายฝนอย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าไปยังเขาเฟิ่งลั่วที่อยู่ท้ายหมู่บ้านอย่างฉับไว

เขาเฟิ่งลั่วเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในแถบนี้ ย่อมเป็นที่หลบภัยน้ำท่วมที่ดีที่สุดในตอนนี้

น้ำท่วมทะลักเร็วกว่ามนุษย์หลายเท่า ดังนั้นอวิ๋นฝูหลิงจำเป็นต้องปีนขึ้นไปหลบภัยบนยอดเขาของเขาเฟิ่งลั่วก่อนที่น้ำท่วมจะมาถึง

นางวิ่งขึ้นไปบนภูเขาแข่งกับเวลา ไม่กล้าเสียเวลาแม้แต่ครู่เดียว

ระหว่างทางที่ผ่านกระท่อมในหมู่บ้าน ก็มีคนทำเช่นเดียวกับอวิ๋นฝูหลิงแล้ว เก็บข้าวของที่สำคัญสองสามชิ้น ก็วิ่งขึ้นเขาอย่างรวดเร็ว

และมีบางคนไม่อยากทิ้งทรัพย์สินที่เก็บสะสมมาทั้งชีวิต อันนี้ก็จะเอา อันนั้นก็ไม่อยากทิ้ง ท่ามกลางเสียงเร่งเร้าที่ร้อนใจ ในที่สุดทั้งครอบครัวก็แบกสัมภาระที่หนักอึ้งออกไป

ทว่าของที่แบกหนักเกินไป ฝีเท้าก็ย่อมช้าตามไปด้วย จึงตามอยู่ข้างหลังผู้อื่น

“โหม่งๆ ๆ” เสียงฆ้องดังไม่หยุด

“รีบวิ่งขึ้นเขาเร็วเข้า!”

“ของไม่ต้องเอาแล้ว รีบหนีเร็ว!”

“น้ำท่วมกำลังจะมาแล้ว หนีเอาชีวิตรอดสำคัญกว่า!”

ชั่วขณะทั้งหมู่บ้านตกอยู่ในความวุ่นวาย

เสียงกรีดร้องของชาวบ้านดังลั่นท่ามกลางสายฝน ชาวบ้านนับไม่ถ้วนทยอยหนีขึ้นเขาเฟิ่งลั่ว

อวิ๋นฝูหลิงไม่มีเวลาสนใจคนอื่น แค่กอดอวิ๋นจิงมั่วไว้แน่น คิดจะวิ่งขึ้นเขาลูกเดียว

จนกระทั่งวิ่งถึงไหล่เขา นางจึงจะหยุดพักหายใจ

โชคดีที่นางดื่มหยดน้ำแห่งจิตวิญญาณในมิติ จึงมีแรงวิ่งหนีเอาชีวิตรอด

ไม่เช่นนั้นอาศัยร่างกายที่ป่วยอิดๆ ออดๆ ไร้เรี่ยวแรงของเจ้าของร่างเดิม เกรงว่าอยากวิ่งก็วิ่งไม่ไว้ภายใต้ภัยน้ำท่วม

อวิ๋นฝูหลิงหันกลับไปมองใต้เขาแวบหนึ่ง ผู้คนนับไม่ถ้วนกำลังเคลื่อนขึ้นเขาราวกับมด

ฝนไม่เพียงไม่หยุด กลับกันยิ่งตกหนักขึ้น

ชาวบ้านบางส่วนสวมเสื้อฟางและหมวกหวาย แต่ก็มีบางส่วนไม่มีอุปกรณ์กันฝน ได้แต่วิ่งตากฝนขึ้นเขา

ทว่าแม้เสื้อฟางกับหมวกหวายของยุคนี้สามารถกันฝนได้ แต่ประสิทธิภาพในการกันฝนสู้เสื้อกันฝนที่อวิ๋นฝูหลิงสวมใส่ไม่ได้เลย

ตอนนี้ทุกคนห่วงแต่ขึ้นเขาหนีเอาชีวิตรอด จึงไม่ได้มีคนสนใจเสื้อกันฝนที่แตกต่างจากคนอื่นของอวิ๋นฝูหลิง

อวิ๋นฝูหลิงยืนนิ่งครู่หนึ่ง ตอนที่กำลังจะขึ้นเขาต่อ จู่ๆ เด็กน้อยที่อยู่ตรงหน้าอกก็ขยับตัว

ศีรษะน้อยๆ มุดออกมาจากคอเสื้อของเสื้อกันฝน พร้อมกับเรียกอวิ๋นฝูหลิง “ท่านแม่”

เสียงน้อยๆ อันนุ่มนวล ประกอบกับการแสดงออกที่งงงวยเล็กน้อย ทำเอาหัวใจอวิ๋นฝูหลิงละลายในพริบตา

อีกทั้งอวิ๋นจิงมั่วหน้าตาขาวเนียน เดิมทีก็น่ารักเหมือนกับก้อนแป้งข้าวเหนียว

ความชอบห้าส่วนของอวิ๋นฝูหลิงที่มีต่อเด็กคนนี้ เพิ่มขึ้นเป็นเจ็ดส่วนในพริบตา

นางขานรับคำหนึ่ง กดศีรษะของอวิ๋นจิงมั่วเข้าไปในเสื้อกันฝนเบาๆ

“คนดีของแม่ อยู่เฉยๆ อย่าขยับ ระวังเปียกฝน…”

อวิ๋นจิงมั่วกะพริบตาปริบๆ

เมื่อครู่เขาชะโงกหน้าออกไป มีเม็ดฝนไหลหยดตกลงบนใบหน้าเขา รู้สึกเย็นๆ

เขายังรู้สึกว่าบนร่างกายถูกหมัดด้วยเชือก การเคลื่อนไหวถูกจำกัด

แม้ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่อวิ๋นจิงมั่วกลับกอดอวิ๋นฝูหลิงแน่น ไม่ขยับอีก

เวลานี้เอง มีเสียงกึกก้องสายหนึ่งดังมาจากระยะไกล จากนั้นผืนดินก็สั่นสะเทือน

เวลาเพียงแค่พริบตาเดียว น้ำท่วมที่เชี่ยวกรากพุ่งไปยังหมู่บ้านหลินซานอย่างไม่อาจหยุดยั้งได้ ราวกับม้าป่าที่หลุดจากบังเหียน

สีหน้าอวิ๋นฝูหลิงเปลี่ยนฉับพลัน ตะโกนจนเสียงแห้บโดยไม่รู้ตัว “วิ่ง! รีบวิ่งขึ้นยอดเขาเร็ว!”

ตะโกนเสร็จ นางก็วิ่งขึ้นบนยอดเขานำหน้าอย่างสุดชีวิต

แม้อวิ๋นจิงมั่วอายุน้อย กลับรู้สึกถึงอันตรายได้อย่างรวดเร็ว

เขากอดอวิ๋นฝูหลิงแน่นโดยไม่ส่งเสียง

หลังจากคนอื่นได้ยินอวิ๋นฝูหลิงตะโกน ก็เข้าใจในทันที รีบสับตีนแตกวิ่งไปยังยอดเขา

น้ำท่วมโถมเข้ามาราวกับคลื่นยักษ์ เสียงที่กึกก้องสะเทือนจนหูอื้อ

----------------------------------------------

[1] นิ้วทองคำ เป็นคำที่ใช้เรียกโปรแกรมโกง มีสูตรโกง หรือมีความสามารถโกง
Continue to read this book for free
Scan code to download App
Comments (2)
goodnovel comment avatar
wilawan
สนุกมากเลยค่ะชอบมากขอบคุณนะค่ะ
goodnovel comment avatar
วัน เวลา ที่เปลี่ยนไป
สนุกมากค่ะ
VIEW ALL COMMENTS

Related chapters

  • ท่านอ๋องกับพระชายาพาลูกหนีภัยธรรมชาติ   บทที่ 3

    น้ำท่วมที่โหมกระหน่ำกลืนกินบ้านเรือนและไร่นาในพริบตาบ้านเรือนต้านแรงซัดของกระแสน้ำไม่ไหว ถูกซัดจนพังทลาย กลายเป็นเศษซากกระจัดกระจายไปทั่วชาวบ้านที่อยู่ด้านหลังเหล่านั้น ก็ถูกน้ำท่วมม้วนเข้าไปในพริบตาคนเหล่านี้ไม่ทันได้ส่งเสียงขอความช่วยเหลือด้วยซ้ำ หลังจากลอยคออยู่ในน้ำครู่หนึ่ง ก็ถูกน้ำท่วมพัดหายไปอย่างไร้ร่องรอยชาวบ้านคนอื่นเห็นสถานการณ์ อดไม่ได้ที่จะหน้าซีด ตอนนี้แทบจะใช้มือและเท้าปีนขึ้นยอดเขาอย่างสุดชีวิตโดยเฉพาะพวกชาวบ้านที่อยู่ท้ายขบวน พวกเขาเห็นคนที่อยู่ข้างหลังพวกเขาถูกน้ำท่วมกลืนกินต่อหน้าต่อตาอีกเพียงนิดเดียว พวกเขาก็เกือบจะถูกฝังท่ามกลางน้ำท่วมแล้ว!ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีเวลาสนใจสัมภาระที่หนักอึ้งบนแผ่นหลังแล้ว โยนของทิ้งก็ปีนขึ้นเขาอย่างสุดชีวิตในเวลาเช่นนี้ สิ่งของจะสำคัญกว่าชีวิตได้อย่างไร!อวิ๋นฝูหลิงกุมศีรษะปีนขึ้นเขา ระหว่างนั้นหันกลับมาดูสถานการณ์ของน้ำท่วมแวบหนึ่งน้ำท่วมที่อยู่ใต้เขาสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งหมู่บ้านจมไปแล้ว อีกทั้งปริมาณน้ำยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีแนวโน้มว่าจะท่วมสูงถึงไหล่เขาอวิ๋นฝูหลิงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตกใจเวลานี้เอง หญิงสาวคนห

  • ท่านอ๋องกับพระชายาพาลูกหนีภัยธรรมชาติ   บทที่ 4

    อวิ๋นฝูหลิงเงยหน้ามอง ก็มองเห็นตรงจุดที่อยู่ห่างออกไปร้อยกว่าเมตร มีชายฉกรรจ์รวมกลุ่มกันห้าหกคน คนกลุ่มนี้กำลังคุยอะไรบางอย่าง และยังชี้มาทางนางเป็นระยะหนึ่งในนั้นก็คือชายที่ผอมเหมือนลิง คนที่หนีออกจากบ้านนางก่อนหน้านี้สายตาของลิงผอมปะทะสายตาของอวิ๋นฝูหลิงพอดี เขาจ้องเขม็งใส่นางแวบหนึ่ง เผยให้เห็นรอยยิ้มที่มีเจตนาร้ายแตกต่างจากคนที่วิ่งหนีกระเจิงก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง เหมือนมีที่พึ่งอะไรบางอย่างอวิ๋นฝูหลิงขมวดคิ้ว เกิดความหวาดระแวงขึ้นในใจทันทีนางจมจิตใต้สำนึกเข้าไปในมิติ เริ่มรื้อค้นในเรือนไผ่ชาติที่แล้วนางปรุงผงยาป้องกันตัวไว้ไม่น้อย อีกทั้งทำมาจากวัตถุดิบที่ปลูกในมิติทั้งหมด ประสิทธิภาพรุนแรงกว่าผงยาทั่วไปหลายเท่าอวิ๋นฝูหลิงเลือกผงยามาสองสามห่อ นำออกมาจากมิติโดยอาศัยการบดบังของแขนเสื้อ แล้วแอบใส่เข้าไปในกระเป๋าแขนเสื้อนางเหลือบมองพวกลิงผอมแวบหนึ่งถ้าหากคนเหล่านี้ไม่ยุ่งกับนางก็ช่างเถอะ แต่ถ้าหากกล้าลงมือกับนาง นางจะให้พวกเขาได้ลิ้มลองรสชาติของการตายทั้งเป็นแน่นอนขณะเดียวกัน ชายที่ผอมเหมือนลิงกำลังฟ้องพรรคพวก“ลูกพี่อู๋ ที่ข้าพูดเป็นเรื่องจริงนะ พวกพี่ใหญ่ข้าล้

  • ท่านอ๋องกับพระชายาพาลูกหนีภัยธรรมชาติ   บทที่ 5

    โจวโหย่วเหลียงเพิ่งมารวมตัวกับครอบครัวบนยอดเขา ก็ได้รู้เรื่องที่อวิ๋นฝูหลิงช่วยชีวิตลูกเมียของเขาจากปากเจิ้งซื่อเขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกใจหายหลังจากตั้งสติได้ เขาก็บอกเรื่องนี้กับบิดามารดาของตน จากนั้นก็ถือลูกเดือยถุงหนึ่ง พาลูกเมียมาขอบคุณเมื่อเห็นอวิ๋นฝูหลิงบ่ายเบี่ยง โจวโหย่วเหลียงที่เป็นผู้ชายก็ไม่สะดวกที่จะคะยั้นคะยออวิ๋นฝูหลิง ได้แต่ขอบคุณบุญคุณที่ช่วยชีวิตของอวิ๋นฝูหลิงอยู่ข้างๆ อย่างจริงใจจากนั้นก็ดึงโจวฉางจี๋มาตรงหน้าก่อนมาโจวฉางจี๋ก็ถูกอบรมก่อนแล้ว เขากล่าวด้วยเสียงที่นุ่มนิ่ม “ขอบคุณป้าอวิ๋น!”อวิ๋นฝูหลิงเห็นใบหน้าเล็กที่อวบอิ่มและรูปร่างอ้วนเล็กน้อยของเขา ดวงตาที่เหมือนองุ่นดำก็สดใสขึ้นมาทันทีและรู้ด้วยว่าเขาเป็นที่รักของคนตระกูลโจว ไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถกินจนได้รูปร่างเช่นนี้ในครอบครัวชาวนาอวิ๋นฝูหลิงเห็นเขาน่ารักมาก อดไม่ได้ที่จะลูบศีรษะของเขา พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ไม่เป็นไร!”พูดจบก็หันไปพูดกับสองสามีภรรยา “สถานการณ์เช่นก่อนหน้านี้ ข้าคิดว่าใครพบเจอก็ต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ทุกคนเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน ช่วยเหลือกันและกันเป็นสิ่งที่สมควรทำ พวกเจ้าไม่จำต้อง

  • ท่านอ๋องกับพระชายาพาลูกหนีภัยธรรมชาติ   บทที่ 6

    โหวซานได้ยินดังนั้นก็นึกว่านี่เป็นแผนการที่ลูกพี่อู๋คิดขึ้นเพื่อกำราบอวิ๋นฝูหลิง สีหน้าจึงผ่อนคลายลงเล็กน้อยอีกอย่างอวิ๋นฝูหลิงรูปงาม ลูกพี่อู๋อยากจะลองลิ้มรสชาติของนางก่อนก็เป็นเรื่องปกติโหวซานนึกว่าเดาใจลูกพี่อู๋ถูก จึงหัวเราะแล้วหันไปยักคิ้วหลิ่วตาใส่ลูกพี่อู๋ จากนั้นเอ่ยขึ้น“หญิงสาวที่งดงามขนาดนี้ หากฆ่าทิ้งคงเสียดายแย่ ไม่สู้ให้นางได้เล่นสนุกกับลูกพี่อู๋ก่อน รอให้พี่น้องทุกคนสนุกกันเต็มที่แล้ว ข้าค่อยสังหารนาง เพื่อแก้แค้นให้พี่ใหญ่ก็ยังไม่สาย”ลูกพี่อู๋ได้ยินดังนั้น แม้ใบหน้าจะยิ้มแย้ม ทว่าในดวงตากลับเหี้ยมเกรียมขึ้นทันใดเขาอยากจะตบแต่งอวิ๋นฝูหลิงด้วยใจจริง ย่อมทนฟังโหวซานเหยียดหยามนางด้วยคำพูดเช่นนี้ไม่ได้ชายจมูกงุ้มหลายคนเห็นสีหน้าของลูกพี่ พลันรู้ได้ทันทีว่าเขาโมโหแล้วแต่โหวซานยังไม่รู้ตัว ยังคงพูดจาหยาบโลนต่อไปไม่หยุดดวงตาอวิ๋นฝูหลิงเยือกเย็น ทว่าใบหน้ากลับยิ้มแย้ม “ได้สิ งั้นข้าจะเล่นสนุกกับพวกเจ้าก่อน”พอดีกับยามนี้ที่มีสายลมพัดผ่านไปยังทิศทางของพวกลูกพี่อู๋อวิ๋นฝูหลิงฉวยโอกาสตอนทุกคนเผลอ โปรยผงยาหนึ่งห่อผงยาโชยไปตามลมใส่หน้าพวกลูกพี่อู๋ จากนั้นถูกพวกเขา

  • ท่านอ๋องกับพระชายาพาลูกหนีภัยธรรมชาติ   บทที่ 7

    สายตาอวิ๋นฝูหลิงหันมองหินลูกเล็กที่ตกอยู่ข้างกายโหวซานก้อนนั้นใช้เพียงหินก้อนเล็กก้อนเดียวก็สามารถฆ่าคนได้ อีกฝ่ายย่อมไม่ธรรมดาอวิ๋นฝูหลิงแหวกพงหญ้าออก ทันใดนั้นสบเข้ากับดวงตาดำขลับล้ำลึกภายในพงหญ้ามีชายหนุ่มคนหนึ่งสวมชุดผ้าแพรสีดำปักลายสีทองนั่งอยู่มือขวาของเขาถือกระบี่ป้องกันไว้ตรงหน้า ดูระมัดระวังอย่างมากสายตาที่มองอวิ๋นฝูหลิงเต็มไปด้วยความระแวงชายหนุ่มดูเหมือนคนอายุยี่สิบกว่า ใบหน้าหมดจด คิ้วโก่งดั่งภาพวาด เป็นคนที่รูปงามมาก ทว่าท่าทางตึงเครียดของเขาในตอนนี้ ทำให้รังสีรอบตัวเขาดูขึงขังขึ้นมากอวิ๋นฝูหลิงรู้สึกแค่ว่าช่วงตาของชายหนุ่มดูคุ้นเคย แอบคิดในใจว่าหรือจะเป็นคนที่เจ้าของร่างเดิมรู้จักแต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายจ้องตนอย่างแปลกหน้า เห็นได้ชัดว่าไม่เคยรู้จักเจ้าของร่างเดิมมาก่อนอวิ๋นฝูหลิงจึงไม่คิดอะไรอีกนางสังเกตเห็นริมฝีปากที่ขาวซีดของชายหนุ่ม ใบหน้าเขาซีดเผือด จากนั้นได้กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง จึงรู้ว่าอีกฝ่ายบาดเจ็บสาหัสหากไม่รีบรักษาแล้วห้ามเลือด เกรงว่าคงยืนหยัดได้อีกไม่นาน เขาอาจจะตายเพราะเสียเลือดมากเกินไปอวิ๋นฝูหลิงครุ่นคิด แล้วนำผงยาออกมาจากกระเป๋าหนึ่งขว

  • ท่านอ๋องกับพระชายาพาลูกหนีภัยธรรมชาติ   บทที่ 8

    อวิ๋นฝูหลิงจ้องลูกพี่อู๋หนึ่งครั้งเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ อีกทั้งสามารถทำให้ลูกน้องเชื่อฟัง เชื่อใจ และทำตามได้ถือเป็นคนเก่งคนที่มีความสามารถเช่นนี้หากยอมศิโรราบต่อนาง รับใช้นาง ต่อไปต้องเป็นผู้ช่วยที่ดีอวิ๋นฝูหลิงที่ได้ลูกน้องใหม่สี่คน สั่งให้พวกเขาไปตามหาแหล่งน้ำและเก็บฟืนทันทีอวิ๋นฝูหลิงถือคติตบหัวแล้วลูบหลัง จึงแจกจ่ายถุงยาให้พวกเขาคนละหนึ่งอันถุงยานี้อวิ๋นฝูหลิงปรุงขึ้นอย่างตั้งใจ เมื่อสวมใส่ติดตัวจะมีสรรพคุณขับไล่งูและแมลง เป็นสิ่งจำเป็นเมื่ออยู่ในป่าในเขาก่อนหน้านี้อวิ๋นฝูหลิงพาอวิ๋นจิงมั่วไปมาในป่าอย่างตามใจ เพราะมีถุงยานี้ติดตัวทั้งสองเมื่อพวกของลูกพี่อู๋รู้ว่าถุงยาสามารถขับไล่งูและแมลง รู้ว่านี่เป็นของดีจึงรีบสวมติดตัวทันทีความขุ่นเคืองที่ต้องกินยาถอนพิษเพราะไม่มีทางเลือก จึงค่อยสลายไปบ้างเมื่อมีพวกลูกพี่อู๋ไปตามหาฟืนและแหล่งน้ำ มือหนึ่งของอวิ๋นฝูหลิงจูงอวิ๋นจิงมั่ว ส่วนอีกมือหนึ่งถือฟืนที่เพิ่งเก็บได้เมื่อครู่ จากนั้นย้อนกลับไปจุดที่ชาวบ้านรวมตัวกันหลังจากเซียวจิ่งอี้จัดการแผลบนร่างกายเสร็จแล้ว เขาแหวกพงหญ้าและมองเห็นแผ่นหลังของอวิ๋นฝูงหลิงพอดีเขากำขวดยาที

  • ท่านอ๋องกับพระชายาพาลูกหนีภัยธรรมชาติ   บทที่ 9

    อวิ๋นฝูหลิงคิดแต่จะช่วยคน จึงขี้เกียจสนใจนาง ไม่แม้แต่จะช้อนตามองสักนิดเด็กสาวเห็นอวิ๋นฝูหลิงไม่สนใจนาง ใบหน้างามแดงเถือกทันที เหมือนถูกเหยียดหยามอย่างมาก“นี่ ข้ากำลังพูดกับเจ้าอยู่นะ หรือเจ้าจะเป็นใบ้ ไม่ได้ยินอย่างนั้นหรือ?”ขณะนี้ ท่ามกลางฝูงชน ชายวัยกลางคนร่างท้วมอายุสี่สิบกว่าคนหนึ่ง เอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้ “แม่นางน้อย เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน คนที่พี่ชายเจ้าช่วยไม่ได้ ใช่ว่าคนอื่นจะช่วยไม่รอดนะ”ท่ามกลางชาวบ้านมีคนไม่พอใจคำพูดของเด็กสาว แต่เห็นนางแต่งตัวหรูหรา แค่ดูก็รู้ว่าฐานะไม่ธรรมดา จึงไม่กล้าต่อว่าส่งเดชตอนนี้เมื่อเห็นมีคนพูดขึ้น พวกเขาจึงรีบสำทับทันที“ตัวเองช่วยไม่ได้ ยังไม่ยอมให้คนอื่นช่วยหรือ?”“ไม่เคยเห็นคนเยี่ยงนี้มาก่อนเลย”“หมอหนุ่มผู้นี้ดูอายุเพียงยี่สิบต้นๆ วิชาแพทย์จะเก่งกาจสักเพียงใด?”เดิมทีคนตระกูลเฉินยังฝากความหวังให้หมอหนุ่มช่วยลูกหลานตัวเอง เมื่อได้ยินเขาบอกว่าช่วยไม่ได้ นอกจากรู้สึกเจ็บปวดแล้ว ยังพาลโกรธอีกฝ่ายไปด้วยยามนี้เมื่อเห็นเด็กสาวเอ่ยปากเหน็บแนม ซ้ำยังขวางไม่ให้คนช่วยลูกตัวเอง ทำให้พวกเขายิ่งโกรธ ทันใดนั้นจึงด่าทอไปพร้อมพวกชาวบ้าน

  • ท่านอ๋องกับพระชายาพาลูกหนีภัยธรรมชาติ   บทที่ 10

    อวิ๋นซานหูจับแขนเสื้อติงหมิงรุ่ยแล้วเขย่าไปมาพลางออดอ้อน “ท่านพี่ นางก็แค่โชคดีเหมือนแมวตาบอดจับหนูตายได้ จะไปมีความรู้วิชาแพทย์ที่สูงส่งได้อย่างไร!”ติงหมิงรุ่ยถูกนางปลอบ จึงสบายใจขึ้นมาบ้างใช่สินะ ก็แค่หญิงบ้านนอกคนหนึ่ง ที่มีความรู้ระดับภูมิปัญญาชาวบ้านเท่านั้นแต่เขาไม่เหมือนกัน เขามีพรสวรรค์ล้ำเลิศ เกิดมาในตระกูลแพทย์อีกทั้งมีชื่อเสียงแต่เด็ก ภายหน้าต้องสอบเข้าสำนักหมอหลวง มียศถาบรรดาศักดิ์ กลายเป็นหมอหลวงที่มีชื่อเสียงหนำซ้ำแวดวงการแพทย์ยังเป็นพื้นที่ของบุรุษมาโดยตลอดแม้สตรีจะเรียนรู้วิชาแพทย์ แต่สังคมไม่ยอมให้พวกนางมานั่งรักษาอยู่ในสำนักอย่างเปิดเผยอย่างมากก็แค่ได้เข้าไปเป็นหมอหลวงระดับล่างสุดในสำนักหมอหลวง เป็นลูกมือให้พวกหมอหลวงชายเท่านั้นเมื่อคิดได้เช่นนี้ ติงหมิงรุ่ยสบายใจขึ้นมาก จากนั้นกลับมามั่นอกมั่นใจอีกครั้งความวุ่นวายในตระกูลเฉินดำเนินไปสักพักใหญ่ถึงจะสงบลงจากการเตือนสติของผู้ใหญ่บ้านโจว สองสามีรรยาเฉินเหล่าเอ้อร์ถึงจำบุญคุณของอวิ๋นฝูหลิงได้จากคำซุบซิบของชาวบ้านรอบข้าง ทำให้อวิ๋นฝูหลิงพอปะติดปะต่อเหตุการณ์ของตระกูลเฉินได้แม่เฒ่าเฉินเป็นม่ายสามีตาย

Latest chapter

  • ท่านอ๋องกับพระชายาพาลูกหนีภัยธรรมชาติ   บทที่ 582

    อวิ๋นฝูหลิงได้ยินเสียงร้องโหยหวนเลือนรางดังขึ้นท่ามกลางค่ำคืนนางไม่ได้ถามให้มากความ และโบกมือให้ทหารยามผู้นั้น “ไปทำงานเถอะ”อวิ๋นฝูหลิงคิดว่าเซียวจิ่งอี้ยังไม่รู้ว่าต้องยุ่งไปอีกนานเพียงใด ยามนี้อย่าเพิ่งไปรบกวนเขาจะดีกว่านางหันกลับมาพูดกับลูกพี่อู๋ “เจ้าไปถามหน่อยว่ามีเรือนที่สะอาดหรือไม่ ช่วยเตรียมให้ข้าห้องหนึ่ง ข้าอยากพักผ่อน”ลูกพี่อู๋ตอบรับเสียงหนึ่ง และหาคนไปจัดเตรียมให้ทันทีอวิ๋นฝูหลิงยืนอยู่หน้าเรือน มองคนงานเหล่านั้นที่กำลังทำงานอยู่ไม่ไกล ซึ่งบางส่วนก็หันมามองนางด้วยสายตาสงสัยอวิ๋นฝูหลิงเลิกคิ้ว ใคร่ครวญครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดกับฟางอวี่ว่า “ตรงนี้ข้าไม่มีธุระอันใดแล้ว เจ้าไปเดินเล่นคนเดียวก่อนเถอะ”“อยู่บนเกาะเท่านั้น อย่าออกไปนอกเกาะ มิเช่นนั้นหากเกิดเรื่องข้าจะไม่สนใจเจ้าแล้ว”“รอให้เรื่องบนเกาะจบแล้ว พวกเราจะเดินทางกลับ”“เจ้าพาพวกข้ามาที่เกาะหมัวกุ่ย เรื่องที่ข้ารับปากเจ้าก่อนหน้านี้ ย่อมคำนวณไว้แล้ว เมื่อกลับไปที่แคว้นต้าฉี ข้าจะตอบแทนตามที่รับปากเจ้าไว้ทั้งหมด!”ภายใต้แสงไฟ ในดวงตาของฟางอวี่คลอน้ำตาชั้นหนึ่ง ในความพร่ามัวเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและตกใจเขาตะล

  • ท่านอ๋องกับพระชายาพาลูกหนีภัยธรรมชาติ   บทที่ 581

    อวิ๋นฝูหลิงปรับเปลี่ยนทิศทาง เดินไปยังทิศที่เป็นแหล่งกำเนิดความร้อนด้วยทักษะเล็กน้อย กอปรกับโชคดีของนาง การค้นหาเส้นทาง ใช้เวลาไม่นานนัก ก็หาตำแหน่งบ่อน้ำเจอหมอกขาวลอยอยู่รอบบ่อน้ำพุร้อน ยามที่เข้าไปจึงราวกับอยู่ในแดนสวรรค์อุณหภูมิของบ่อน้ำพุร้อนสูงอย่างเห็นได้ชัด อวิ๋นฝูหลิงอยู่แค่ไม่นาน บนร่างก็เริ่มมีเหงื่อผุดออกมาอวิ๋นฝูหลิงยื่นมือมาทดสอบอุณหภูมิน้ำ อุณหภูมิของบ่อน้ำพุร้อนค่อนข้างสูง ท่าทางจะอยู่ที่ประมาณสี่สิบถึงห้าสิบองศาสระน้ำตรงกลาง สามารถมองเห็นน้ำพุผุดขึ้นมาจากใต้ดินนอกจากตรงกลางสระน้ำแล้ว รอบด้านยังมีสระเล็ก ๆ อีกหลายสระ ดูแล้วคงจะเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นในภายหลังคิดว่าคงถูกคนบนเกาะหมัวกุ่ยสร้างขึ้น น้ำพุร้อนไหลลงไปในสระน้ำเล็ก ๆ หลายสระรอบ ๆ คนบนเกาะย่อมมาแช่น้ำพุร้อนได้โดยสะดวกอวิ๋นฝูหลิงได้กลิ่นกำมะถันรุนแรง คิดว่านี่คงเป็นน้ำพุร้อนกำมะถันการแช่บ่อน้ำพุร้อนเช่นนี้ มีประโยชน์ต่อร่างกายมากหากสามารถย้ายบ่อน้ำพุร้อนไปได้ก็คงดี หลังจากนี้นางจะได้แช่ได้ทุกเมื่อที่ต้องการแต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายบ่อน้ำพุร้อนนี้ได้อวิ๋นฝูหลิงสังเกตภูมิประเทศรอ

  • ท่านอ๋องกับพระชายาพาลูกหนีภัยธรรมชาติ   บทที่ 580

    ก่อนหน้านี้เขาเห็นฟางอวี่คุยกับแรงงานคนหนึ่ง ท่าทางของทั้งคู่ดูเหมือนว่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี ทั้งฟางอวี่ยังช่วยย้ายโจรสลัดที่สลบไสลพวกนั้นส่วนหนึ่ง ลูกพี่อู๋คิดว่าพอเกาะหมัวกุ่ยถูกพวกเขาเข้ายึดครอง เหล่าโจรสลัดพวกนั้นที่เดิมทีอยู่บนเกาะล้วนถูกจับไว้แล้ว ฟางอวี่อยู่แรงงานพวกนั้นก็ดี เขาจึงไม่ได้สนใจฟางอวี่อีกนึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าเด็กคนนี้จะมีความคิดมุทะลุ ถึงขั้นกล้าแอบตามพวกเขามา“เจ้าเด็กนี่ หลายวันนี้ที่สองกฎต่าง ๆ แก่เจ้าไปล้วนเสียแรงเปล่าจริง ๆ !” ลูกพี่อู๋ง้างมือขึ้นหมายจะสั่งสอนเขาก่อนที่ลูกพี่อู๋จะลงมือ ฟางอวี่ก็รีบยอมรับผิดแต่โดยดีทันทีอวิ๋นฝูหลิงเห็นดังนั้น จึงห้ามปรามลูกพี่อู๋ไว้นางมองฟางอวี่ “เอาเถอะ เจ้าอยากจะตามมาก็ตาม พอดีกับว่าเจ้าคงคุ้นเคยกับเกาะนี้มากกว่าพวกข้า ข้าคิดจะเดินดูให้รอบ ๆ เสียหน่อย เจ้ามานำทางแล้วกัน”ฟางอวี่ได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนใบหน้าทันที“ขอบคุณคุณชายขอรับ!”ฟางอวี่เดาได้นานแล้วว่าอวิ๋นฝูหลิงเป็นสตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ก่อนหน้านี้นางกอดกับเซียวจิ่งอี้ ไม่ว่าจะมาเช่นไรทั้งสองคนก็เหมือนคู่รักกันมากกว่าแต่ยามนี้อวิ๋นฝูหลิงยังคงแต่

  • ท่านอ๋องกับพระชายาพาลูกหนีภัยธรรมชาติ   บทที่ 579

    หลายวันมานี้เซียวจิ่งอี้ถูกกักขังอยู่บนเกาะหมัวกุ่ย จึงไม่ได้รับข่าวสารจากภายนอกเลยโชคดีที่การมาถึงของอวิ๋นฝูหลิง ทำให้เขารู้ทันข่าวสารจากภายนอกหลังจากอวิ๋นฝูหลิงกับเซียวจิ่งอี้แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารซึ่งกันและกันแล้ว นางก็มองเขาแล้วเอ่ยถามว่า “ต่อจากนี้ท่านคิดจะทำอะไร?”เซียวจิ่งอี้เงยหน้า กวาดสายตามองไปยังคนที่เบียดเสียดกันแน่นขนัดอยู่ไม่ไกลคนพวกนั้นล้วนเป็นคนบนเกาะหมัวกุ่ยที่ถูกทำให้สลบไสลไปทั้งสิ้นคนบนเกาะหมัวกุ่ย เกือบทั้งหมดล้วนถูกย้ายมาที่นี่แล้วต่อให้เล็ดลอดออกไปสองสามคน ก็หนีไม่พ้นเทียนเฉวียนกับคนอื่นๆ ที่ปูพรมค้นหาแน่ ยิ่งไปกว่านั้นอวิ๋นฝูหลิงเองก็วางกำลังไว้ที่รอบนอกสุดด้วยคนพวกนี้ อย่าได้คิดหนีไปแม้แต่คนเดียวเลยไม่ช้าเร็วก็จะต้องมารวมตัวพร้อมหน้ากันหมดอยู่ดีเซียวจิ่งอี้ดึงสายตากลับมา แล้วกล่าวว่า “จับคนไว้ได้แล้ว แน่นอนว่าต้องถามข้อมูลที่มีประโยชน์ออกมาจากปากของพวกเขาเสียก่อน”กลุ่มคนบนเกาะหมัวกุ่ย นำโดยแม่ทัพใหญ่เฉาผู้นั้น คิดดูแล้วคงจะมีตำแหน่งสูงไม่น้อยในหมู่คนเผ่าเยว่ผู้จงรักภักดีต่อแคว้นเดิม และเขายังติดต่อกับท่านราชครูผู้นั้นผ่านจดหมายอยู่บ่อยครั้ง ย

  • ท่านอ๋องกับพระชายาพาลูกหนีภัยธรรมชาติ   บทที่ 578

    คำพูดมากมายท่วมท้นอยู่ในปาก สุดท้ายก็กลั่นออกมาได้เพียงประโยคเดียวว่า “ท่านปลอดภัยไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว!”เซียวจิ่งอี้ลูบศีรษะอวิ๋นฝูหลิง กล่าวด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด “ข้าขอโทษ ทำให้เจ้าต้องเป็นห่วงเสียแล้ว”ครั้นสัมผัสได้ถึงสายตาของคนรอบข้างที่พากันมองมา สายตานั้นมีทั้งความสงสัย ทั้งความอยากรู้อยากเห็นอวิ๋นฝูหลิงจึงตระหนักได้ว่ายามนี้ยังมีเรื่องมากมายที่จำเป็นต้องจัดการ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เหมาะจะพูดคุยกันนักนางกุมมือของเซียวจิ่งอี้ “ยังไม่พูดเรื่องพวกนี้แล้วกัน ภารกิจเร่งด่วนในตอนนี้ก็คือจัดการเรื่องบนเกาะหมัวกุ่ยนี้ให้เรียบร้อย”นางมองไปที่กลุ่มคนที่สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบแบบง่าย ๆ เหล่านั้น แล้วกระซิบถามว่า “คนพวกนี้เป็นชาวบ้านที่ถูกจับตัวมาใช้แรงงานบนเกาะหรือ?”เซียวจิ่งอี้พยักหน้า “วันนี้โชคดีที่มีพวกเขาอยู่ด้วย แผนของข้าถึงได้ดำเนินได้อย่างราบรื่น”ชาวบ้านพวกนี้ถูกจับมาบนเกาะหมัวกุ่ย พวกเขาถูกกดขี่ถูกทุบตีด่าทอแม้ว่าหลายคนจะชินชา ทว่าในใจของคนบนเกาะหมัวกุ่ยใช่ว่าจะไร้ความโกรธแค้นเซียวจิ่งอี้ไม่เพียงช่วยพวกเขาแก้แค้น แต่ยังมอบความหมายที่จะทำให้พวกเขาได้ออกไปจากเกาะหมัวกุ่

  • ท่านอ๋องกับพระชายาพาลูกหนีภัยธรรมชาติ   บทที่ 577

    ยามโหย่วอวิ๋นฝูหลิงทำตามแผนที่ได้ตกลงไว้กับเซียวจิ่งอี้ นำคนขึ้นชายหาดโดยไร้สุ้มเสียงหลังจัดการยามที่ด่านรอบนอกทั้งสองแห่ง ก็เปลี่ยนคนที่เฝ้ายามทั้งหมดเป็นคนของพวกเขาเองจะว่าไปแล้ว เพื่อให้จัดการเหล่าแรงงานที่ถูกจับมาบนเกาะเหล่านั้นได้สะดวก ไม่ให้พวกเขาหลบหนี จึงตั้งด่านไว้ตามจุดสำคัญ ๆ ไม่กี่แห่งบนเกาะหมัวกุ่ย และจัดคนไปคอยเฝ้าไว้ส่วนสถานที่อื่น ๆ บ้างก็ปลูกพุ่มหนามไว้ บ้างก็สร้างกำแพงสูงขึ้นมาล้อมไว้ ไม่ให้คนเดินผ่านเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ช่วยทำให้อวิ๋นฝูหลิงเบาใจไปไม่น้อยแต่เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง อวิ๋นฝูหลิงจึงจัดแจงคนคอยลาดตระเวนตามแนวชายหาดไว้ จับตาดูเกาะหมัวกุ่ยทั้งเกาะไว้อย่างแน่นหนา ไม่ปล่อยให้ใครก็ตามหนีออกไปได้เมื่อจัดแจงเรื่องรอบนอกเรียบร้อย อวิ๋นฝูหลิงจึงนำคนเข้าไปในเกาะด้วยตัวเองนางคว้าแผ่นที่ฉบับหนึ่งออกมาดูแผนที่ที่วาดไว้ก่อนหน้านี้ให้เทียนเฉวียนไปแล้ว ส่วนแผ่นนี้เป็นแผ่นี่นางวาดขึ้นมาใหม่ตามที่จดจำได้หลังจากที่นางกลับไปที่เรือใหญ่แล้วอวิ๋นฝูหลิงแยกแยะทิศทาง เข้าเกาะไปตามสัญลักษณ์บนแผนที่ เพื่อไปรวมตัวกับเซียวจิ่งอี้ตลอดทางมานี้ หากพบเข้ากับคนที่

  • ท่านอ๋องกับพระชายาพาลูกหนีภัยธรรมชาติ   บทที่ 576

    แค่ประมาทเพียงเล็กน้อย ก็จะถูกคนเจาะช่องทาง หาโอกาสหลบหนีลงทะเลได้เมื่อมีคนหนีออกไปได้ แล้วแอบไปแจ้งข่าวแก่มือมืดที่อยู่เบื้องหลังและวางแผนเรื่องทั้งหมดนี้ ผลที่ตามมาต้องเลวร้ายจนไม่อยากนึกถึงแน่ฉะนั้นอุบายที่ใช้ยาสลบนี้ เป็นวิธีที่ทั้งสบายใจ ทั้งประหยัดแรงที่สุดจริง ๆอวิ๋นฝูหลิงรีบแสร้งทำเป็นล้วงเข้าไปในแขนเสื้อ แล้วควักยาสลบออกมาสองสามห่อส่งให้เทียนเฉวียน“ยาไม่กี่ห่อนี้ มากพอที่จะทำให้คนนับพันสลบไสลได้”“ใส่ยาลงไปในน้ำหรืออาหาร ไร้สีไร้รส สัมผัสไม่ได้สักนิดเดียว พอกินเข้าไปแล้ว ใช้เวลาไม่เกินห้าลมหายใจก็พากันสลบแล้ว”“สองห่อนี้เป็นควันยาสลบ หากไม่สะดวกลงมือกับอาหารก็จุดควันยาสลบนี่ ขอแค่สูดควันยาสลบนี้เข้าไป ก็จะหมดสติล้มพับทันที”“ห่อนี้เป็นยาแก้ เผื่อว่าพวกเจ้าไม่ระวังจนโดนลูกหลงไปด้วย ก็ให้ใช้ยาแก้นี้”เทียนเฉวียนเก็บยาสลบที่อวิ๋นฝูหลิงให้ไว้เรียบร้อย“ท่านอ๋องบอกว่ายามโหย่วพลลาดตระเวนบนเกาะจะถึงคราวเปลี่ยนกะ และยามนี้ก็จะเป็นเวลาที่กำหนดไว้ให้ทานข้าว ยาวโหย่วเป็นเวลาที่เหมาะแก่การลงมือที่สุด”อวิ๋นฝูหลิงพยักหน้า“ข้าเข้าใจแล้ว เจ้านำความไปบอกแก่ท่านอ๋อง ยามโหย่วข้า

  • ท่านอ๋องกับพระชายาพาลูกหนีภัยธรรมชาติ   บทที่ 575

    อวิ๋นฝูหลิงเอนหลังอยู่บนโขดหิน รองมือทั้งสองข้างไว้ใต้ศีรษะต่างหมอน เหม่อมองออกไปไกลยังท้องทะเลตรงขอบฟ้าลูกพี่อู๋กับฟางอวี่นั่งอยู่ไม่ไกลทั้งสองคนมองไปทางอวิ๋นฝูหลิงอยู่หลายครั้ง อยากจะพูดอะไรสักอย่าง ทว่ากลับลังเลแล้วไม่พูดออกไปไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร มองดวงตะวันที่ค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปทางทิศประจิม ทว่ากลับยังไม่เห็นเทียนเฉวียนกลับมาลูกพี่อู๋อดรู้สึกร้อนรนขึ้นมาในใจไม่ได้ยามนี้เอง อวิ๋นฝูหลิงขยับหูเล็กน้อย จู่ ๆ ก็ผุดกายลุกขึ้นนั่งหลังจากที่ร่างกายของนางได้รับหยดน้ำแห่งจิตวิญญาณจากในมิติมาแล้ว สัมผัสทั้งห้าก็ว่องไวเป็นอย่างยิ่ง ความเคลื่อนไหวภายในรัศมีสามลี้นางล้วนสัมผัสรับรู้ได้นางถึงได้อาบแดดอยู่บนชายหาดได้อย่างสบายอกสบายใจ ไม่กังวลแม้แต่น้อยว่าจะถูกคนบนเกาะหมัวกุ่ยจับได้เพราะทันทีที่มีคนเข้ามาใกล้ นางก็จะรับรู้ได้ทันทียามนี้นางรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของกระแสลมในอากาศ มีคนกำลังมุ่งหน้ามาทางนางและคนที่มาก็ฝีเท้าเบายิ่ง หากมิใช่ว่าประสาทหูนางดีจนน่าตกใจ คงแทบรับรู้ไม่ได้ คิดดูแล้ววิทยายุทธของอีกฝ่ายคงไม่เบา อย่างน้อยที่สุดวิชาตัวเบาก็ดีเยี่ยมอวิ๋นฝูหลิงนึก

  • ท่านอ๋องกับพระชายาพาลูกหนีภัยธรรมชาติ   บทที่ 574

    ดูท่าคนของเขาจะตามมาถึงบนเกาะหมัวกุ่ยแล้ว แค่ไม่รู้ว่าคนที่มานั้นเป็นใคร?เซียวจิ่งอี้เปลี่ยนความคิด ยกมือขึ้นกุมท้องทันที แล้วส่งเสียงร้อง “โอ๊ย” ออกมาโจวไห่เซิงที่อยู่ใกล้ที่สุดหน้าเปลี่ยนสีทันทีที่เห็นเช่นนั้น รีบเข้ามาประคองเขา “น้องจิ่ง เป็นอะไรไป?”เมื่อวานเซียวจิ่งอี้ช่วยเขาจากแส้ของผู้คุม ในใจโจวไห่เซิงจึงซาบซึ้งในตัวเซียวจิ่งอี้เป็นอย่างยิ่งครั้นยามนี้เห็นเขากุมท้องพลางร้องโอดโอย ความร้อนรนความเป็นกังวลผุดขึ้นมาเต็มหัวใจในชั่วพริบตาจั่วเยี่ยนที่อยู่ห่างพวกเขาไปเจ็ดแปดก้าวเห็นเช่นนั้น ทั้งตกใจทั้งร้อนใจขึ้นมาทันที รีบทิ้งจอบในมือแล้ววิ่งไปทางเซียวจิ่งอี้เขาจะให้เกิดอะไรขึ้นกับเซียวจิ่งอี้ไม่ได้เด็ดขาด!ไหนเลยจะรู้ว่าเขาเพิ่งวิ่งออกไปได้สองก้าว ก็เห็นเข้ากับสายตาของเซียวจิ่งอี้ที่ส่งมาให้เขาจั่วเยี่ยนเข้าใจได้ทันที เซียวจิ่งอี้แกล้งทำเขาชะลอฝีเท้าลงทันทียามนี้เองที่การเคลื่อนไหวของทางนี้เกิดไปดึงดูดความสนใจของผู้คุมพวกนั้นเข้าผู้คุมคนหนึ่งสะบัดแส้ออกมา แล้วตะโกนลั่น “ทำอะไรกัน? แยกย้ายออกไปทำงานเสีย!”เซียวจิ่งอี้กุมท้องไว้ แล้วยิ้มสู้ผู้คุมพลางกล่าวว่า “ใต้เ

Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status