Share

บทที่ 9

Author: หลันซานอวี่
อวิ๋นฝูหลิงคิดแต่จะช่วยคน จึงขี้เกียจสนใจนาง ไม่แม้แต่จะช้อนตามองสักนิด

เด็กสาวเห็นอวิ๋นฝูหลิงไม่สนใจนาง ใบหน้างามแดงเถือกทันที เหมือนถูกเหยียดหยามอย่างมาก

“นี่ ข้ากำลังพูดกับเจ้าอยู่นะ หรือเจ้าจะเป็นใบ้ ไม่ได้ยินอย่างนั้นหรือ?”

ขณะนี้ ท่ามกลางฝูงชน ชายวัยกลางคนร่างท้วมอายุสี่สิบกว่าคนหนึ่ง เอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้ “แม่นางน้อย เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน คนที่พี่ชายเจ้าช่วยไม่ได้ ใช่ว่าคนอื่นจะช่วยไม่รอดนะ”

ท่ามกลางชาวบ้านมีคนไม่พอใจคำพูดของเด็กสาว แต่เห็นนางแต่งตัวหรูหรา แค่ดูก็รู้ว่าฐานะไม่ธรรมดา จึงไม่กล้าต่อว่าส่งเดช

ตอนนี้เมื่อเห็นมีคนพูดขึ้น พวกเขาจึงรีบสำทับทันที

“ตัวเองช่วยไม่ได้ ยังไม่ยอมให้คนอื่นช่วยหรือ?”

“ไม่เคยเห็นคนเยี่ยงนี้มาก่อนเลย”

“หมอหนุ่มผู้นี้ดูอายุเพียงยี่สิบต้นๆ วิชาแพทย์จะเก่งกาจสักเพียงใด?”

เดิมทีคนตระกูลเฉินยังฝากความหวังให้หมอหนุ่มช่วยลูกหลานตัวเอง เมื่อได้ยินเขาบอกว่าช่วยไม่ได้ นอกจากรู้สึกเจ็บปวดแล้ว ยังพาลโกรธอีกฝ่ายไปด้วย

ยามนี้เมื่อเห็นเด็กสาวเอ่ยปากเหน็บแนม ซ้ำยังขวางไม่ให้คนช่วยลูกตัวเอง ทำให้พวกเขายิ่งโกรธ ทันใดนั้นจึงด่าทอไปพร้อมพวกชาวบ้าน

เด็กสาวที่ถูกผู้คนต่อว่าติเตียน ทั้งโกรธทั้งอาย

นางเตรียมเอ่ยปากโต้แย้ง แต่กลับถูกติงหมิงรุ่ยห้ามเอาไว้

“ซานหู ความรู้วิชาแพทย์เรียนรู้ไม่จบสิ้น ยิ่งกว่านั้นเหนือฟ้ายังมีฟ้า วิชาแพทย์ของข้ามีจำกัด ช่วยเด็กคนนั้นไม่ได้ แต่ใช่ว่าคนอื่นจะช่วยไม่ได้”

อวิ๋นซานหูมองดูใบหน้าที่หล่อเหลาของลูกพี่ลูกน้องตัวเอง ทำให้ความโกรธหายไปบ้าง แต่ก็ยังเบะปากอย่างไม่พอใจ ทว่าไม่ได้พูดสิ่งใด

ติงหมิงรุ่ยคารวะชายวัยกลางคนผู้นั้น ผิวเผินดูเหมือนคนถ่อมตน

เมื่อครู่เขาเห็นป้ายหยกรูปเห็ดหลินจือตรงเอวชายคนนั้น นั่นคือสัญลักษณ์ของสำนักผิงอัน หนึ่งในสี่สำนักแพทย์ใหญ่ของราชวงศ์ต้าฉี

สามารถถือครองป้ายหยกของสำนักผิงอัน แสดงว่าตำแหน่งของเขาในสำนักคงไม่ต่ำต้อย

ติงหมิงรุ่ยย่อมไม่อยากล่วงเกินบุคคลเช่นนี้

อีกอย่างเด็กคนนั้นถูกพุทราติดอยู่ในลำคอเป็นเวลานาน โอกาสรอดคงมีน้อยมาก

เขาไม่เชื่อว่าหญิงบ้านนอกคนหนึ่ง จะมีความรู้วิชาแพทย์ที่สูงส่งจนสามารถช่วยชีวิตเด็กได้

รอให้เด็กหมดลมหายใจอย่างสิ้นเชิง ทุกคนจะเข้าใจว่าหาใช่วิชาแพทย์ของเขาไม่แตกฉาน แต่เด็กคนนั้นช่วยไม่ได้อยู่แล้ว

แววตาติงหมิงรุ่ยมีความเย็นชาวาบผ่าน

แต่ใครจะไปรู้ว่าวินาทีต่อมา เฉินเสียวเป่าที่ได้รับการช่วยเหลือจากอวิ๋นฝูหลิงจะขย้อนเมล็ดพุทราออกมา

หลังจากหายใจสะดวก เฉินเสียวเป่าร้องไห้เสียงดัง ใบหน้าที่เดิมทีขาวซีดก็เริ่มกลับมาแดงระเรื่อมีเลือดฝาด

“รอดแล้ว รอดแล้วจริงๆ...”

ชาวบ้านเห็นดังนั้น ต่างพูดกันไปว่าน่าอัศจรรย์

ดวงตาติงหมิงรุ่ยประหลาดใจ เหมือนไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น

สะใภ้รองเฉินรีบเข้าไปกอดเฉินเสียวเป่าเอาไว้ “เสียวเป่าลูกแม่ เจ้าทำให้แม่ตกใจเกือบตาย!”

เฉินเสียวเป่าที่เพิ่งรอดมาได้ ดิ้นรนออกจากสะใภ้รองเฉิน จากนั้นชี้ไปที่เฉินต้ายา “ท่านแม่ นางเป็นคนทำร้ายข้า ตีนางให้ตาย ตีนางให้ตายไปเลย!”

คำพูดของเฉินเสียวเป่าทำให้สีหน้าของผู้ใหญ่บ้านโจวและพวกชาวบ้านเปลี่ยนไป

ทุกคนรู้ดีว่าตระกูลเฉินรักหลานชายคนนี้มาก เด็กคนนี้จึงเสียคนและเอาแต่ใจ

แต่เมื่อได้เอ่ยปากเขากลับบอกให้ตีลูกพี่ลูกน้องตัวเองให้ตาย ช่างน่าตะลึงยิ่งนัก

ชั่วขณะนั้น รอบด้านเงียบสงัด มีเพียงเสียงร้องไห้ของเฉินเสียวเป่า

แม่เฒ่าเฉินรักหลานชายคนนี้ที่สุด อีกทั้งยังเห็นว่าเขาเกือบตาย ตอนนี้จึงตามใจเขาทุกอย่าง

“หลานรักของย่า ไม่ต้องร้องไห้ ย่าจะออกหน้าให้เจ้า จะแก้แค้นแทนเจ้าเอง…”

แม่เฒ่าเฉินกอดเฉินเสียวเป่า พร้อมปลอบโยนอย่างเมตตา

ทันใดนั้น นางหันมองลูกชายคนโต พร้อมสีหน้าเหี้ยมเกรียม “เฉินเหล่าต้า![1]”

เฉินเหล่าต้าทำใจไม่ได้ แต่ภายใต้สายตาบีบคั้นจากมารดา เขาจึงหลับตาอย่างเจ็บปวด

จากนั้นยกมือตบหน้าเฉินต้ายาอย่างแรง

“ข้าจะตีลูกสารเลวอย่างเจ้าให้ตาย อยู่ดีๆ ให้น้องชายเจ้ากินพุทราทำไม เจ้าทำให้เขาเกือบตาย…”

เฉินเหล่าเอ้อร์[2]เกือบเสียลูกชายไป จึงโกรธแค้นตัวต้นเรื่องอย่างเฉินต้ายามาก

ทว่าท่ามกลางสายตาทุกคน เขาก็ยังอยากรักษาหน้าเอาไว้ จึงแสร้งทำเป็นห้ามปรามเฉินเหล่าต้า

สะใภ้ใหญ่เฉินเห็นสามีตัวเองไม่แยกแยะผิดชอบชั่วดี นอกจากไม่แก้ต่างให้ลูกสาวแล้ว ยังลงมือทุบตีลูกสาว

นางจึงร้องเสียงดังแล้วพุ่งไปข้างหน้า พลางปกป้องลูกสาวพร้อมต่อสู้กับเฉินเหล่าต้าไปด้วย

ผู้ใหญ่บ้านโจวเองก็โมโหไม่น้อย จึงรีบสั่งให้คนไปแยกพวกเขาออกจากกัน

อวิ๋นฝูหลิงตะลึงจนอ้าปากค้างกับเหตุการณ์ตรงหน้า

คนตระกูลนี้มันเป็นอย่างไรกัน!

นางหันมองเฉินเสียวเป่าที่กำลังตบมือและขลุกอยู่ในอ้อมกอดแม่เฒ่าเฉิน

นางช่วยเด็กเหลือขอเช่นนี้ไว้หรือ!

อวิ๋นฝูหลิงถอนหายใจ ช่างเถอะ ถือว่าทำบุญแล้วกัน

อวิ๋นฝูหลิงขี้เกียจดูคนตระกูลเฉินทะเลาะกัน จึงหันหลังจากไปทันที

นางเห็นอวิ๋นจิงมั่วยืนอยู่ที่เดิม จึงรีบเข้าไปอุ้มเขา พร้อมหอมไปหนึ่งที

อวิ๋นจิงมั่วกอดคออวิ๋นฝูหลิง ดวงตาสองข้างลุกวาว เต็มไปด้วยความเลื่อมใส

“ท่านแม่ ท่านรู้วิชาแพทย์ด้วยหรือ ท่านเก่งจังเลย!”

อวิ๋นฝูหลิงเพียงยิ้มแล้วพยักหน้า แต่ไม่ได้พูดสิ่งใด

ชายวัยกลางคนที่ออกหน้าแทนอวิ๋นฝูหลิงเมื่อครู่ ไม่รู้ว่าติดตามมาตั้งแต่เมื่อใด

เขาคารวะอวิ๋นฝูหลิงพลางหัวเราะ “แม่นางเก่งมาก วิธีช่วยคนเมื่อครู่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่รู้ว่าแม่นางเป็นศิษย์ผู้ใดหรือ?”

พอพูดจบ เขาถึงตระหนักว่าละลาบละล้วงเกินไป จึงรีบสำทับ “แม่นางอย่าถือโทษ ข้าเพียงสงสัยเท่านั้น”

อวิ๋นฝูหลิงได้กลิ่นหอมของยาจากตัวชายวัยกลางคน จึงรู้ว่าเขาคือคนในแวดวงการแพทย์

อีกทั้งเห็นแววตาเขาเที่ยงตรง ใบหน้ามีเมตตา จึงยิ้มให้ “เป็นเพียงทักษะเล็กน้อย แต่ได้ผลชะงัดกับสิ่งแปลกปลอมในลำคอ”

อวิ๋นฝูหลิงอธิบายหลักการของหัตถการไฮม์ลิคช์ให้เขาฟังคร่าวๆ

ชายวัยกลางคนไม่คิดว่าอวิ๋นฝูหลิงจะบอกความลับแก่เขาอย่างง่ายดาย

แม้เขาจะสงสัยในวิธีการ แต่ก็แค่อยากรู้จักอวิ๋นฝูหลิงเท่านั้น ไม่ได้อยากรู้ความลับของผู้อื่น

อวิ๋นฝูหลิงกลับรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ความลับ เป็นความรู้ในเหตุการณ์ฉุกเฉินทั่วไปของชาติที่แล้ว

หากสามารถนำมาเผยแพร่ในโลกนี้ และสามารถช่วยชีวิตผู้คนได้มากมาย ก็ถือเป็นกุศลอย่างหนึ่ง

หลังจากชายวัยกลางคนชะงักไปสักครู่ ได้ทำความเคารพอวิ๋นฝูหลิง

“ข้าน้อยหางอีโจว เป็นหัวหน้าสำนักผิงอันในมณฑลเจียงหนิง วันนี้ขอบคุณแม่นางที่ให้คำชี้แนะ”

“วันหน้าหากแม่นางมีธุระใด สามารถไปหาข้าได้ที่สำนักผิงอัน”

หางอีโจวเป็นทายาทสายตรงตระกูลหาง แต่เขาไม่มีพรสวรรค์ด้านการแพทย์ จึงเรียนรู้การดูแลการแพทย์และความรู้ด้านสมุนไพร พร้อมทั้งดูแลกิจการโรงโอสถของตระกูล

ครั้งนี้เขาออกเดินทางเพื่อเจรจาเรื่องสมุนไพร แต่นึกไม่ถึงว่าระหว่างทางจะเจอฝนตกหนัก จึงต้องมาอาศัยหลบฝนที่หมู่บ้านหลินซานชั่วคราว แต่ใครจะไปคิดว่าต้องเจอเหตุการณ์ฝายเจียงหลิงแตก

ติงหมิงรุ่ยที่อยู่ไม่ไกล เห็นอวิ๋นฝูหลิงและหางอีโจวคุยกันอย่างออกรส

เขาใคร่รู้ในวิธีประหลาดที่อวิ๋นฝูหลิงช่วยคน แต่เมื่อนึกถึงคนที่ตนพูดอย่างมั่นใจว่าช่วยไม่ได้ กลับถูกอวิ๋นฝูหลิงช่วยจนรอดมาได้ ทำให้เขาโกรธเคืองไม่น้อย

จึงยิ่งไม่อยากเสียหน้าไปขอคำชี้แนะจากอวิ๋นฝูหลิง

อวิ๋นซานหูเห็นญาติผู้พี่ของนางจ้องอวิ๋นฝูหลิง แม้อีกฝ่ายจะแต่งกายอย่างหญิงที่ออกเรือนแล้ว แต่นางก็ไม่สบายใจอยู่ดี

----------------------------------------------

[1] เหล่าต้า คำเรียกลูกคนโต

[2] เหล่าเอ้อร์ คำเรียกลูกคนที่สอง
Continue to read this book for free
Scan code to download App

Related chapters

  • ท่านอ๋องกับพระชายาพาลูกหนีภัยธรรมชาติ   บทที่ 10

    อวิ๋นซานหูจับแขนเสื้อติงหมิงรุ่ยแล้วเขย่าไปมาพลางออดอ้อน “ท่านพี่ นางก็แค่โชคดีเหมือนแมวตาบอดจับหนูตายได้ จะไปมีความรู้วิชาแพทย์ที่สูงส่งได้อย่างไร!”ติงหมิงรุ่ยถูกนางปลอบ จึงสบายใจขึ้นมาบ้างใช่สินะ ก็แค่หญิงบ้านนอกคนหนึ่ง ที่มีความรู้ระดับภูมิปัญญาชาวบ้านเท่านั้นแต่เขาไม่เหมือนกัน เขามีพรสวรรค์ล้ำเลิศ เกิดมาในตระกูลแพทย์อีกทั้งมีชื่อเสียงแต่เด็ก ภายหน้าต้องสอบเข้าสำนักหมอหลวง มียศถาบรรดาศักดิ์ กลายเป็นหมอหลวงที่มีชื่อเสียงหนำซ้ำแวดวงการแพทย์ยังเป็นพื้นที่ของบุรุษมาโดยตลอดแม้สตรีจะเรียนรู้วิชาแพทย์ แต่สังคมไม่ยอมให้พวกนางมานั่งรักษาอยู่ในสำนักอย่างเปิดเผยอย่างมากก็แค่ได้เข้าไปเป็นหมอหลวงระดับล่างสุดในสำนักหมอหลวง เป็นลูกมือให้พวกหมอหลวงชายเท่านั้นเมื่อคิดได้เช่นนี้ ติงหมิงรุ่ยสบายใจขึ้นมาก จากนั้นกลับมามั่นอกมั่นใจอีกครั้งความวุ่นวายในตระกูลเฉินดำเนินไปสักพักใหญ่ถึงจะสงบลงจากการเตือนสติของผู้ใหญ่บ้านโจว สองสามีรรยาเฉินเหล่าเอ้อร์ถึงจำบุญคุณของอวิ๋นฝูหลิงได้จากคำซุบซิบของชาวบ้านรอบข้าง ทำให้อวิ๋นฝูหลิงพอปะติดปะต่อเหตุการณ์ของตระกูลเฉินได้แม่เฒ่าเฉินเป็นม่ายสามีตาย

  • ท่านอ๋องกับพระชายาพาลูกหนีภัยธรรมชาติ   บทที่ 11

    อวิ๋นฝูหลิงชิมน้ำแกงเห็ดคำหนึ่ง ต่อหมั่นโถวอีกคำด้วยความเพลิดเพลินหลังคราวโลกวิบัติอมนุษย์ครองเมือง พืชพันธุ์กลายพันธุ์ ทำให้อาหารขาดแคลน จะหาเห็ดป่าหอมหวานสดใหม่เช่นนี้ได้จากที่ไหนอีกแม้ต่อมาฐานปฏิบัติการจะพยายามวิจัยเพาะพันธุ์พืชบางชนิด แต่ผลผลิตที่ได้กลับน้อยนิดหมั่นโถวสิบกว่าลูกที่อวิ๋นฝูหลิงเก็บเอาไว้ในมิติ ก็ล้วนเป็นสิ่งที่นางใช้เส้นสาย พึ่งคะแนนสมทบซื้อมาได้อย่างยากลำบากเมื่อครู่ให้พวกลูกพี่อู๋ทั้งสี่คนไป อาลัยอาวรณ์เสียจนหืดขึ้นคอแต่ถ้าอยากให้ม้าวิ่งก็มีแต่ต้องให้อาหารม้านางต้องการชักนำพวกลูกพี่อู๋มาเป็นพวกของนางโดยเบ็ดเสร็จ ให้พวกเขาจงรักภักดีเชื่อฟังนางอย่างสุดจิตสุดใจแต่เพียงผู้เดียว การลงทุนด้วยหมั่นโถวขาวสี่ลูกนี้จึงนับว่าได้หว่านเมล็ดแล้วอีกอย่าง จากการสังเกตคร่าวๆ โลกนี้มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งไม่ได้อยู่ในช่วงระส่ำระสาย การหุงหาอาหารจึงไม่ใช่เรื่องยากนักอวิ๋นฝูหลิงมีความคิดแล่นโลดอยู่ในใจ วางแผนชีวิตวันข้างหน้าของตนทว่าลูกพี่อู๋ทั้งสี่ต่างเมียงมองดูหมั่นโถวขาวในมือ ค่อยๆ กลืนน้ำลายลงเฮือกหมั่นโถวจากแป้งขาวเชียวนะ!แม่นางอวิ๋นไม่เพียงแต่แบ่งอาหาร

  • ท่านอ๋องกับพระชายาพาลูกหนีภัยธรรมชาติ   บทที่ 12

    เพียงแต่ศาสตร์ฝังเข็มฉบับตกทอดในสกุลอวิ๋นที่นางเคยเรียน มีเพียงครึ่งแรกเท่านั้นว่ากันว่าอีกส่วนหนึ่งสาบสูญไปตอนบ้านเมืองระส่ำระสาย ดังนั้นลูกหลานสกุลอวิ๋นที่เรียนศาสตร์ฝังเข็ม จึงได้เรียนเพียงส่วนที่เหลืออยู่ แต่ศาสตร์ฝังเข็มฉบับนั้นก็ละเอียดมาก แม้จะมีเพียงครึ่งเดียว ก็มากพอจะทำให้สกุลอวิ๋นตั้งตัวในแดนซิ่งหลินได้อวิ๋นฝูหลิงเปิดดูศาสตร์ฝังเข็มสกุลอวิ๋นในมือออกดู พบว่าศาสตร์ฝังเข็มที่บันทึกไว้มีเนื้อหาเยอะกว่าครึ่งที่ตกทอดในสกุลอวิ๋นอยู่มากศาสตร์ฝังเข็มสกุลอวิ๋นในมือนางนี้ ดูท่าจะเป็นฉบับสมบูรณ์ เหตุใดศาสตร์ฝังเข็มที่สกุลอวิ๋นตกทอดกันมา จึงปรากฏอยู่ที่นี่ได้?หรือว่าเจ้าของร่างเดิมกับสกุลอวิ๋นชาติที่แล้วของนางจะเกี่ยวข้องกัน? ไม่ใช่ว่าเป็นบรรพบุรุษสกุลอวิ๋นของนางหรอกหรือ?ในใจอวิ๋นฝูหลิงผุดข้อสงสัยขึ้นมากมายแม้ความทรงจำที่เจ้าของร่างเดิมเหลือให้นางจะไม่สมบูรณ์นัก แต่ว่าอวิ๋นฝูหลิงกลับรู้สึกได้ว่าฐานะของเจ้าของร่างเดิมเกรงว่าจะไม่ธรรมดาลูกหลานตาสีตาสา มีหรือจะจ้างแม่นมมาให้เด็กน้อยบ้านตนได้?อีกอย่างเจ้าของร่างเดิมกับแม่นมยังใช้ฐานะแม่กับลูกสาว ใช้ชีวิตอย่างหลบซ่อนอยู่

  • ท่านอ๋องกับพระชายาพาลูกหนีภัยธรรมชาติ   บทที่ 13

    อวิ๋นฝูหลิงเอ่ย “ลมภายนอกเข้าสู่ร่างกาย อีกทั้งความตื่นกลัว จึงทำให้ไข้ขึ้นสูงไม่ยอมลด หากจะรักษาก็ไม่ยาก ข้าจะเขียนเทียบยาให้ ดื่มยาสักสองวันเป็นอันใช้ได้”เฉินเหล่าต้าได้ยินว่าลูกตนตื่นกลัว ก็นึกถึงเรื่องวันก่อนที่ตบนางไปฝ่ามือหนึ่ง ในใจเกิดรู้สึกผิดขึ้นมาบ้างสะใภ้ใหญ่เฉินดวงตาแดงก่ำ “รบกวนแม่นางอวิ๋นแล้ว ส่วนค่าหยูกยา...”สะใภ้ใหญ่เฉินยังพูดไม่ทันจบ คนสกุลเฉินคนอื่นๆ ก็ต่างกระโดดเข้าวง เอ่ยขึ้นอย่างเหน็บแนม“บ้านเรามีเงินจ่ายค่ายาให้ต้ายาที่ไหนกัน!”“ของขาดทุนแท้ๆ แค่ทนเอาสักหน่อยก็หายแล้วเชียว”“ลำเอียงให้รักก็แล้ว ยังต้องมาเสียเงินซื้อหยูกยา”“พวกเจ้าให้นางรักษา เช่นนั้นค่าหยูกยาพวกเจ้าต้องเป็นคนจ่าย!”เฉินเหล่าต้ารู้ดีว่าการลี้ภัยในครั้งนี้ แม่จะต้องเอาทุกสิ่งอย่างที่มีติดมาด้วยเป็นแน่ ไม่มีทางไร้เงินติดกายเขามองไปยังลูกสาวที่จับไข้จนหน้าแดงเถือก แม้เมื่อเผชิญหน้ากับแม่บังเกิดเกล้าตนจะไม่กล้ามีปากมีเสียงทว่าก็ยังเปิดปากพูด “ท่านแม่ พวกข้ามีเงินเสียที่ไหน? เงินที่พวกข้าหามาได้ก็ให้ท่านแม่ไปหมดแล้ว...”แม่เฒ่าเฉินจ้องเขม็ง “ที่เจ้าดื่มเจ้ากินก็ล้วนเป็นของที่บ้าน ได้

  • ท่านอ๋องกับพระชายาพาลูกหนีภัยธรรมชาติ   บทที่ 14

    ปฏิกิริยาแรกของอวิ๋นซานหูคือ อวิ๋นฝูหลิงจะต้องซื้อยาลูกกลอนมาจากสำนักช่วยชีพเป็นแน่แต่ยาลูกกลอนของสำนักช่วยชีพราคาสูงลิบลิ่ว ตลอดมาเสนอขายให้กับคนมีลาภยศเท่านั้นอวิ๋นฝูหลิงหญิงบ้านนอก สวมเสื้อผ้าซอมซ่อ จะซื้อยาลูกกลอนของสำนักช่วยชีพไหวได้อย่างไร?นึกไม่ถึงว่าอวิ๋นฝูหลิงกลับบอกว่ายาลูกกลอนนี้นางทำขึ้นมาเองจะเป็นไปได้อย่างไร?ยาลูกกลอนนี้เป็นสูตรลับของสำนักช่วยชีพ นอกจากสกุลอวิ๋นของพวกนางแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดทำออกมาได้! สำนักแพทย์ในราชวงศ์ต้าฉีไม่ได้มีเพียงสำนักช่วยชีพสำนักเดียว สำนักอื่นจะไม่อิจฉาตาร้อนการค้าของสำนักช่วยชีพหรือ?ย่อมไม่ใช่ เพียงแต่ว่าพวกเขาไม่อาจทำยาลูกกลอนเช่นสำนักช่วยชีพออกมาได้ จึงแย่งชิงส่วนแบ่งไปไม่ได้เท่านั้นเองอวิ๋นซานหูจ้องเขม็งไปยังอวิ๋นฝูหลิง น้ำเสียงกดดันคน “เจ้าโกหก คนอย่างเจ้าจะทำยาลูกกลอนออกมาได้อย่างไร?”อวิ๋นฝูหลิงร้อง “หา?”ใบหน้านางเปี่ยมด้วยความสงสัยก็แค่ยาลูกกลอนเม็ดเดียวเท่านั้น ทำไมนางจะทำออกมาไม่ได้?อวิ๋นฝูหลิงกำลังจะโต้กลับ ก็มีเสียงดังขึ้นมาจากข้างกาย “แม้ยาลูกกลอนจะทำขึ้นโดยผู้อาวุโสอวิ๋นแห่งสำนักช่วยชีพ ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้อื

  • ท่านอ๋องกับพระชายาพาลูกหนีภัยธรรมชาติ   บทที่ 15

    ยาลูกกลอนเม็ดหนึ่งต่อหนึ่งตำลึงเงิน แม้ว่าเงินนี้แม่เฒ่าเฉินไม่ใช่คนออก นางก็ยังรู้สึกเสียดายจนลมแทบจับอย่างไรนางก็นับว่าสินเดิมของลูกสะใภ้เป็นทรัพย์สินของตนอยู่นานแล้วลูกสะใภ้ใช้จ่ายสินเดิมของตน ก็เท่ากับว่าใช้เงินของนางไม่ใช่หรือ?ทว่าสิ่งที่อวิ๋นซานหูจดจ่อคือยาลูกกลอนของสำนักช่วยชีพ ราคาถูกที่สุดก็ยังสิบตำลึงเงินต่อหนึ่งเม็ดอวิ๋นฝูหลิงขายเพียงหนึ่งตำลึงเงินต่อหนึ่งเม็ด ขายตัดราคาเช่นนี้ ในใจนางจึงอยู่ไม่สุขยิ่งหากยาลูกกลอนไม่ใช่สิ่งที่สำนักช่วยชีพครอบครองแต่เพียงผู้เดียวแล้ว อีกทั้งราคายังถูกถึงขั้นหนึ่งตำลึงเงินต่อหนึ่งเม็ด ใครจะมาซื้อยาลูกกลอนของสำนักช่วยชีพอีก? เช่นนั้นก็ไม่เป็นผลดีต่อสำนักช่วยชีพแล้ว!ทว่าคนสองคนคิดเห็นเช่นไร ต่างไม่มีใครสนใจสะใภ้ใหญ่เฉินไปนำเงินมาโดยไม่ได้ปริปากแต่นางมีไหวพริบ ไม่ได้ตรงไปเอาตำลึงเงินหรือเหรียญอีแปะโดยตรง แต่หยิบเอาปิ่นปักผมเงินสลักดอกเหมยซึ่งเป็นสินเดิมของนางออกมาปิ่นปักผมชิ้นนี้มีเพียงส่วนดอกเหมยของปิ่นที่ทำจากเงิน อีกอย่างเมื่อเวลาผ่านไป เนื้อเงินก็เปลี่ยนเป็นสีดำแล้ว อย่างมากราคาก็เพียงหนึ่งตำลึงเงินอวิ๋นฝูหลิงเหลือบมองสะ

  • ท่านอ๋องกับพระชายาพาลูกหนีภัยธรรมชาติ   บทที่ 16

    หลังจากทั้งสองนั่งลงบนก้อนหินแล้ว อวิ๋นฝูหลิงจึงเอ่ยถาม “ข้าเห็นแม่นางที่ชื่ออวิ๋นซานหูหยิ่งทะนงตนนัก นางบอกว่านางเป็นคนของจวนจี้ชุนโหว สำนักช่วยชีพก็เป็นของบ้านนาง จวนจี้ชุนโหวกับสำนักช่วยชีพร้ายกาจมากเลยหรือ?”มีความประหลาดใจเสี้ยวหนึ่งวาบผ่านแววตานายท่านหางสำนักช่วยชีพมีอยู่ทั่วเขตปกครองต่างๆ ของต้าฉี เกรงว่าราษฎรของต้าฉีไม่มีใครไม่รู้จักสำนักแพทย์แห่งนี้แต่เมื่อคิดว่าหมู่บ้านหลินซานตั้งอยู่ในภูเขาพื้นที่อันห่างไกล ชาวบ้านไม่รู้ข่าวก็ไม่แปลกเขากล่าวอธิบาย “พูดถึงจวนจี้ชุนโหวกับสำนักช่วยชีพ ก็ต้องพูดถึงหมอเทวดาผู้เฒ่าอวิ๋นของสกุลอวิ๋น”“เล่ากันว่าหมอเทวดาผู้เฒ่าอวิ๋นมาจากเกาะเย่าหวัง ตอนนั้นออกจากเกาะเพื่อสั่งสมประสบการณ์ บังเอิญฮ่องเต้เกาจู่ก่อกบฏ ทุกที่เต็มไปด้วยสงคราม”“ครั้งหนึ่งในสงคราม ฮ่องเต้เกาจู่ถูกลูกธนูยิง ชีวิตตกอยู่ในอันตราย และหมอเทวดาผู้เฒ่าอวิ๋นก็ผ่านมาพอดี จึงช่วยชีวิตฮ่องเต้เกาจู่ไว้”“ต่อมาหมอเทวดาผู้เฒ่าอวิ๋นได้เข้าสังกัดภายใต้บัญชาของฮ่องเต้เกาจู่ในฐานะแพทย์ทหาร”“ต่อมาฮ่องเต้เกาจู่สยบทั่วหล้า สถาปนาราชวงศ์ต้าฉี แต่งตั้งขุนนางตามผลงาน”“หมอเทวดาผู้เฒ่

  • ท่านอ๋องกับพระชายาพาลูกหนีภัยธรรมชาติ   บทที่ 17

    ต่อให้นายท่านหางจะไม่พอใจอย่างไรก็ทำอะไรไม่ได้ อย่างไรเสียทักษะเขาก็สู้ผู้อื่นไม่ได้เองใครใช้ให้พวกเขาทำยาลูกกลอนนี่ไม่เป็นเองเล่า?แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกันแล้วสายตาของนายท่านหางตกที่อวิ๋นฝูหลิง เริ่มครุ่นคิดในใจถ้าหากเขาสามารถชักชวนอวิ๋นฝูหลิงมาเป็นพวก จัดหายาลูกกลอนให้สำนักผิงอันได้เป็นระยะ เช่นนั้นสำนักผิงอันก็จะมีข้อได้เปรียบมากกว่าสำนักแพทย์อื่นๆในวันข้างหน้าอาจมีชื่อเสียงโด่งดังกว่าสำนักช่วยชีพก็เป็นไปได้ในฐานะที่เป็นทายาทโดยตรงของสกุลหาง ข่าวสารของนายท่านหางจึงไวมากเขาได้ยินมาว่าตั้งแต่จี้ชุนโหวรุ่นแรกเสียชีวิต นายท่านรองของจี้ชุนโหวผู้นั้นก็แบกรับกิจการขนาดใหญ่ของสกุลอวิ๋นไม่ไหวประการแรกเป็นเพราะฝีมือการแพทย์ของเขาธรรมดา ไม่ได้ล้ำเลิศเหมือนที่ป่าวประกาศต่อโลกภายนอกประการที่สอง เพราะชาติกำเนิดของเขาไม่ได้ถูกหลักทำนองคลองธรรมมากนัก ลือกันว่าเขาไม่ใช่ทายาทของสกุลอวิ๋นแม้ไม่รู้ว่าข่าวนี้จริงหรือเท็จ แต่หากไม่มีลม ไหนเลยจะมีคลื่น[1]ด้วยเหตุนี้คนเก่าคนแก่มากมายของสำนักช่วยชีพจึงไม่พอใจนายท่านรองของจวนจี้ชุนโหวผู้นี้เท่าไรนัก แม้ชั่วขณะภายนอกยังมองอะไรไม่ออก แต่ภาย

Latest chapter

  • ท่านอ๋องกับพระชายาพาลูกหนีภัยธรรมชาติ   บทที่ 582

    อวิ๋นฝูหลิงได้ยินเสียงร้องโหยหวนเลือนรางดังขึ้นท่ามกลางค่ำคืนนางไม่ได้ถามให้มากความ และโบกมือให้ทหารยามผู้นั้น “ไปทำงานเถอะ”อวิ๋นฝูหลิงคิดว่าเซียวจิ่งอี้ยังไม่รู้ว่าต้องยุ่งไปอีกนานเพียงใด ยามนี้อย่าเพิ่งไปรบกวนเขาจะดีกว่านางหันกลับมาพูดกับลูกพี่อู๋ “เจ้าไปถามหน่อยว่ามีเรือนที่สะอาดหรือไม่ ช่วยเตรียมให้ข้าห้องหนึ่ง ข้าอยากพักผ่อน”ลูกพี่อู๋ตอบรับเสียงหนึ่ง และหาคนไปจัดเตรียมให้ทันทีอวิ๋นฝูหลิงยืนอยู่หน้าเรือน มองคนงานเหล่านั้นที่กำลังทำงานอยู่ไม่ไกล ซึ่งบางส่วนก็หันมามองนางด้วยสายตาสงสัยอวิ๋นฝูหลิงเลิกคิ้ว ใคร่ครวญครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดกับฟางอวี่ว่า “ตรงนี้ข้าไม่มีธุระอันใดแล้ว เจ้าไปเดินเล่นคนเดียวก่อนเถอะ”“อยู่บนเกาะเท่านั้น อย่าออกไปนอกเกาะ มิเช่นนั้นหากเกิดเรื่องข้าจะไม่สนใจเจ้าแล้ว”“รอให้เรื่องบนเกาะจบแล้ว พวกเราจะเดินทางกลับ”“เจ้าพาพวกข้ามาที่เกาะหมัวกุ่ย เรื่องที่ข้ารับปากเจ้าก่อนหน้านี้ ย่อมคำนวณไว้แล้ว เมื่อกลับไปที่แคว้นต้าฉี ข้าจะตอบแทนตามที่รับปากเจ้าไว้ทั้งหมด!”ภายใต้แสงไฟ ในดวงตาของฟางอวี่คลอน้ำตาชั้นหนึ่ง ในความพร่ามัวเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและตกใจเขาตะล

  • ท่านอ๋องกับพระชายาพาลูกหนีภัยธรรมชาติ   บทที่ 581

    อวิ๋นฝูหลิงปรับเปลี่ยนทิศทาง เดินไปยังทิศที่เป็นแหล่งกำเนิดความร้อนด้วยทักษะเล็กน้อย กอปรกับโชคดีของนาง การค้นหาเส้นทาง ใช้เวลาไม่นานนัก ก็หาตำแหน่งบ่อน้ำเจอหมอกขาวลอยอยู่รอบบ่อน้ำพุร้อน ยามที่เข้าไปจึงราวกับอยู่ในแดนสวรรค์อุณหภูมิของบ่อน้ำพุร้อนสูงอย่างเห็นได้ชัด อวิ๋นฝูหลิงอยู่แค่ไม่นาน บนร่างก็เริ่มมีเหงื่อผุดออกมาอวิ๋นฝูหลิงยื่นมือมาทดสอบอุณหภูมิน้ำ อุณหภูมิของบ่อน้ำพุร้อนค่อนข้างสูง ท่าทางจะอยู่ที่ประมาณสี่สิบถึงห้าสิบองศาสระน้ำตรงกลาง สามารถมองเห็นน้ำพุผุดขึ้นมาจากใต้ดินนอกจากตรงกลางสระน้ำแล้ว รอบด้านยังมีสระเล็ก ๆ อีกหลายสระ ดูแล้วคงจะเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นในภายหลังคิดว่าคงถูกคนบนเกาะหมัวกุ่ยสร้างขึ้น น้ำพุร้อนไหลลงไปในสระน้ำเล็ก ๆ หลายสระรอบ ๆ คนบนเกาะย่อมมาแช่น้ำพุร้อนได้โดยสะดวกอวิ๋นฝูหลิงได้กลิ่นกำมะถันรุนแรง คิดว่านี่คงเป็นน้ำพุร้อนกำมะถันการแช่บ่อน้ำพุร้อนเช่นนี้ มีประโยชน์ต่อร่างกายมากหากสามารถย้ายบ่อน้ำพุร้อนไปได้ก็คงดี หลังจากนี้นางจะได้แช่ได้ทุกเมื่อที่ต้องการแต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายบ่อน้ำพุร้อนนี้ได้อวิ๋นฝูหลิงสังเกตภูมิประเทศรอ

  • ท่านอ๋องกับพระชายาพาลูกหนีภัยธรรมชาติ   บทที่ 580

    ก่อนหน้านี้เขาเห็นฟางอวี่คุยกับแรงงานคนหนึ่ง ท่าทางของทั้งคู่ดูเหมือนว่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี ทั้งฟางอวี่ยังช่วยย้ายโจรสลัดที่สลบไสลพวกนั้นส่วนหนึ่ง ลูกพี่อู๋คิดว่าพอเกาะหมัวกุ่ยถูกพวกเขาเข้ายึดครอง เหล่าโจรสลัดพวกนั้นที่เดิมทีอยู่บนเกาะล้วนถูกจับไว้แล้ว ฟางอวี่อยู่แรงงานพวกนั้นก็ดี เขาจึงไม่ได้สนใจฟางอวี่อีกนึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าเด็กคนนี้จะมีความคิดมุทะลุ ถึงขั้นกล้าแอบตามพวกเขามา“เจ้าเด็กนี่ หลายวันนี้ที่สองกฎต่าง ๆ แก่เจ้าไปล้วนเสียแรงเปล่าจริง ๆ !” ลูกพี่อู๋ง้างมือขึ้นหมายจะสั่งสอนเขาก่อนที่ลูกพี่อู๋จะลงมือ ฟางอวี่ก็รีบยอมรับผิดแต่โดยดีทันทีอวิ๋นฝูหลิงเห็นดังนั้น จึงห้ามปรามลูกพี่อู๋ไว้นางมองฟางอวี่ “เอาเถอะ เจ้าอยากจะตามมาก็ตาม พอดีกับว่าเจ้าคงคุ้นเคยกับเกาะนี้มากกว่าพวกข้า ข้าคิดจะเดินดูให้รอบ ๆ เสียหน่อย เจ้ามานำทางแล้วกัน”ฟางอวี่ได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนใบหน้าทันที“ขอบคุณคุณชายขอรับ!”ฟางอวี่เดาได้นานแล้วว่าอวิ๋นฝูหลิงเป็นสตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ก่อนหน้านี้นางกอดกับเซียวจิ่งอี้ ไม่ว่าจะมาเช่นไรทั้งสองคนก็เหมือนคู่รักกันมากกว่าแต่ยามนี้อวิ๋นฝูหลิงยังคงแต่

  • ท่านอ๋องกับพระชายาพาลูกหนีภัยธรรมชาติ   บทที่ 579

    หลายวันมานี้เซียวจิ่งอี้ถูกกักขังอยู่บนเกาะหมัวกุ่ย จึงไม่ได้รับข่าวสารจากภายนอกเลยโชคดีที่การมาถึงของอวิ๋นฝูหลิง ทำให้เขารู้ทันข่าวสารจากภายนอกหลังจากอวิ๋นฝูหลิงกับเซียวจิ่งอี้แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารซึ่งกันและกันแล้ว นางก็มองเขาแล้วเอ่ยถามว่า “ต่อจากนี้ท่านคิดจะทำอะไร?”เซียวจิ่งอี้เงยหน้า กวาดสายตามองไปยังคนที่เบียดเสียดกันแน่นขนัดอยู่ไม่ไกลคนพวกนั้นล้วนเป็นคนบนเกาะหมัวกุ่ยที่ถูกทำให้สลบไสลไปทั้งสิ้นคนบนเกาะหมัวกุ่ย เกือบทั้งหมดล้วนถูกย้ายมาที่นี่แล้วต่อให้เล็ดลอดออกไปสองสามคน ก็หนีไม่พ้นเทียนเฉวียนกับคนอื่นๆ ที่ปูพรมค้นหาแน่ ยิ่งไปกว่านั้นอวิ๋นฝูหลิงเองก็วางกำลังไว้ที่รอบนอกสุดด้วยคนพวกนี้ อย่าได้คิดหนีไปแม้แต่คนเดียวเลยไม่ช้าเร็วก็จะต้องมารวมตัวพร้อมหน้ากันหมดอยู่ดีเซียวจิ่งอี้ดึงสายตากลับมา แล้วกล่าวว่า “จับคนไว้ได้แล้ว แน่นอนว่าต้องถามข้อมูลที่มีประโยชน์ออกมาจากปากของพวกเขาเสียก่อน”กลุ่มคนบนเกาะหมัวกุ่ย นำโดยแม่ทัพใหญ่เฉาผู้นั้น คิดดูแล้วคงจะมีตำแหน่งสูงไม่น้อยในหมู่คนเผ่าเยว่ผู้จงรักภักดีต่อแคว้นเดิม และเขายังติดต่อกับท่านราชครูผู้นั้นผ่านจดหมายอยู่บ่อยครั้ง ย

  • ท่านอ๋องกับพระชายาพาลูกหนีภัยธรรมชาติ   บทที่ 578

    คำพูดมากมายท่วมท้นอยู่ในปาก สุดท้ายก็กลั่นออกมาได้เพียงประโยคเดียวว่า “ท่านปลอดภัยไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว!”เซียวจิ่งอี้ลูบศีรษะอวิ๋นฝูหลิง กล่าวด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด “ข้าขอโทษ ทำให้เจ้าต้องเป็นห่วงเสียแล้ว”ครั้นสัมผัสได้ถึงสายตาของคนรอบข้างที่พากันมองมา สายตานั้นมีทั้งความสงสัย ทั้งความอยากรู้อยากเห็นอวิ๋นฝูหลิงจึงตระหนักได้ว่ายามนี้ยังมีเรื่องมากมายที่จำเป็นต้องจัดการ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เหมาะจะพูดคุยกันนักนางกุมมือของเซียวจิ่งอี้ “ยังไม่พูดเรื่องพวกนี้แล้วกัน ภารกิจเร่งด่วนในตอนนี้ก็คือจัดการเรื่องบนเกาะหมัวกุ่ยนี้ให้เรียบร้อย”นางมองไปที่กลุ่มคนที่สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบแบบง่าย ๆ เหล่านั้น แล้วกระซิบถามว่า “คนพวกนี้เป็นชาวบ้านที่ถูกจับตัวมาใช้แรงงานบนเกาะหรือ?”เซียวจิ่งอี้พยักหน้า “วันนี้โชคดีที่มีพวกเขาอยู่ด้วย แผนของข้าถึงได้ดำเนินได้อย่างราบรื่น”ชาวบ้านพวกนี้ถูกจับมาบนเกาะหมัวกุ่ย พวกเขาถูกกดขี่ถูกทุบตีด่าทอแม้ว่าหลายคนจะชินชา ทว่าในใจของคนบนเกาะหมัวกุ่ยใช่ว่าจะไร้ความโกรธแค้นเซียวจิ่งอี้ไม่เพียงช่วยพวกเขาแก้แค้น แต่ยังมอบความหมายที่จะทำให้พวกเขาได้ออกไปจากเกาะหมัวกุ่

  • ท่านอ๋องกับพระชายาพาลูกหนีภัยธรรมชาติ   บทที่ 577

    ยามโหย่วอวิ๋นฝูหลิงทำตามแผนที่ได้ตกลงไว้กับเซียวจิ่งอี้ นำคนขึ้นชายหาดโดยไร้สุ้มเสียงหลังจัดการยามที่ด่านรอบนอกทั้งสองแห่ง ก็เปลี่ยนคนที่เฝ้ายามทั้งหมดเป็นคนของพวกเขาเองจะว่าไปแล้ว เพื่อให้จัดการเหล่าแรงงานที่ถูกจับมาบนเกาะเหล่านั้นได้สะดวก ไม่ให้พวกเขาหลบหนี จึงตั้งด่านไว้ตามจุดสำคัญ ๆ ไม่กี่แห่งบนเกาะหมัวกุ่ย และจัดคนไปคอยเฝ้าไว้ส่วนสถานที่อื่น ๆ บ้างก็ปลูกพุ่มหนามไว้ บ้างก็สร้างกำแพงสูงขึ้นมาล้อมไว้ ไม่ให้คนเดินผ่านเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ช่วยทำให้อวิ๋นฝูหลิงเบาใจไปไม่น้อยแต่เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง อวิ๋นฝูหลิงจึงจัดแจงคนคอยลาดตระเวนตามแนวชายหาดไว้ จับตาดูเกาะหมัวกุ่ยทั้งเกาะไว้อย่างแน่นหนา ไม่ปล่อยให้ใครก็ตามหนีออกไปได้เมื่อจัดแจงเรื่องรอบนอกเรียบร้อย อวิ๋นฝูหลิงจึงนำคนเข้าไปในเกาะด้วยตัวเองนางคว้าแผ่นที่ฉบับหนึ่งออกมาดูแผนที่ที่วาดไว้ก่อนหน้านี้ให้เทียนเฉวียนไปแล้ว ส่วนแผ่นนี้เป็นแผ่นี่นางวาดขึ้นมาใหม่ตามที่จดจำได้หลังจากที่นางกลับไปที่เรือใหญ่แล้วอวิ๋นฝูหลิงแยกแยะทิศทาง เข้าเกาะไปตามสัญลักษณ์บนแผนที่ เพื่อไปรวมตัวกับเซียวจิ่งอี้ตลอดทางมานี้ หากพบเข้ากับคนที่

  • ท่านอ๋องกับพระชายาพาลูกหนีภัยธรรมชาติ   บทที่ 576

    แค่ประมาทเพียงเล็กน้อย ก็จะถูกคนเจาะช่องทาง หาโอกาสหลบหนีลงทะเลได้เมื่อมีคนหนีออกไปได้ แล้วแอบไปแจ้งข่าวแก่มือมืดที่อยู่เบื้องหลังและวางแผนเรื่องทั้งหมดนี้ ผลที่ตามมาต้องเลวร้ายจนไม่อยากนึกถึงแน่ฉะนั้นอุบายที่ใช้ยาสลบนี้ เป็นวิธีที่ทั้งสบายใจ ทั้งประหยัดแรงที่สุดจริง ๆอวิ๋นฝูหลิงรีบแสร้งทำเป็นล้วงเข้าไปในแขนเสื้อ แล้วควักยาสลบออกมาสองสามห่อส่งให้เทียนเฉวียน“ยาไม่กี่ห่อนี้ มากพอที่จะทำให้คนนับพันสลบไสลได้”“ใส่ยาลงไปในน้ำหรืออาหาร ไร้สีไร้รส สัมผัสไม่ได้สักนิดเดียว พอกินเข้าไปแล้ว ใช้เวลาไม่เกินห้าลมหายใจก็พากันสลบแล้ว”“สองห่อนี้เป็นควันยาสลบ หากไม่สะดวกลงมือกับอาหารก็จุดควันยาสลบนี่ ขอแค่สูดควันยาสลบนี้เข้าไป ก็จะหมดสติล้มพับทันที”“ห่อนี้เป็นยาแก้ เผื่อว่าพวกเจ้าไม่ระวังจนโดนลูกหลงไปด้วย ก็ให้ใช้ยาแก้นี้”เทียนเฉวียนเก็บยาสลบที่อวิ๋นฝูหลิงให้ไว้เรียบร้อย“ท่านอ๋องบอกว่ายามโหย่วพลลาดตระเวนบนเกาะจะถึงคราวเปลี่ยนกะ และยามนี้ก็จะเป็นเวลาที่กำหนดไว้ให้ทานข้าว ยาวโหย่วเป็นเวลาที่เหมาะแก่การลงมือที่สุด”อวิ๋นฝูหลิงพยักหน้า“ข้าเข้าใจแล้ว เจ้านำความไปบอกแก่ท่านอ๋อง ยามโหย่วข้า

  • ท่านอ๋องกับพระชายาพาลูกหนีภัยธรรมชาติ   บทที่ 575

    อวิ๋นฝูหลิงเอนหลังอยู่บนโขดหิน รองมือทั้งสองข้างไว้ใต้ศีรษะต่างหมอน เหม่อมองออกไปไกลยังท้องทะเลตรงขอบฟ้าลูกพี่อู๋กับฟางอวี่นั่งอยู่ไม่ไกลทั้งสองคนมองไปทางอวิ๋นฝูหลิงอยู่หลายครั้ง อยากจะพูดอะไรสักอย่าง ทว่ากลับลังเลแล้วไม่พูดออกไปไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร มองดวงตะวันที่ค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปทางทิศประจิม ทว่ากลับยังไม่เห็นเทียนเฉวียนกลับมาลูกพี่อู๋อดรู้สึกร้อนรนขึ้นมาในใจไม่ได้ยามนี้เอง อวิ๋นฝูหลิงขยับหูเล็กน้อย จู่ ๆ ก็ผุดกายลุกขึ้นนั่งหลังจากที่ร่างกายของนางได้รับหยดน้ำแห่งจิตวิญญาณจากในมิติมาแล้ว สัมผัสทั้งห้าก็ว่องไวเป็นอย่างยิ่ง ความเคลื่อนไหวภายในรัศมีสามลี้นางล้วนสัมผัสรับรู้ได้นางถึงได้อาบแดดอยู่บนชายหาดได้อย่างสบายอกสบายใจ ไม่กังวลแม้แต่น้อยว่าจะถูกคนบนเกาะหมัวกุ่ยจับได้เพราะทันทีที่มีคนเข้ามาใกล้ นางก็จะรับรู้ได้ทันทียามนี้นางรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของกระแสลมในอากาศ มีคนกำลังมุ่งหน้ามาทางนางและคนที่มาก็ฝีเท้าเบายิ่ง หากมิใช่ว่าประสาทหูนางดีจนน่าตกใจ คงแทบรับรู้ไม่ได้ คิดดูแล้ววิทยายุทธของอีกฝ่ายคงไม่เบา อย่างน้อยที่สุดวิชาตัวเบาก็ดีเยี่ยมอวิ๋นฝูหลิงนึก

  • ท่านอ๋องกับพระชายาพาลูกหนีภัยธรรมชาติ   บทที่ 574

    ดูท่าคนของเขาจะตามมาถึงบนเกาะหมัวกุ่ยแล้ว แค่ไม่รู้ว่าคนที่มานั้นเป็นใคร?เซียวจิ่งอี้เปลี่ยนความคิด ยกมือขึ้นกุมท้องทันที แล้วส่งเสียงร้อง “โอ๊ย” ออกมาโจวไห่เซิงที่อยู่ใกล้ที่สุดหน้าเปลี่ยนสีทันทีที่เห็นเช่นนั้น รีบเข้ามาประคองเขา “น้องจิ่ง เป็นอะไรไป?”เมื่อวานเซียวจิ่งอี้ช่วยเขาจากแส้ของผู้คุม ในใจโจวไห่เซิงจึงซาบซึ้งในตัวเซียวจิ่งอี้เป็นอย่างยิ่งครั้นยามนี้เห็นเขากุมท้องพลางร้องโอดโอย ความร้อนรนความเป็นกังวลผุดขึ้นมาเต็มหัวใจในชั่วพริบตาจั่วเยี่ยนที่อยู่ห่างพวกเขาไปเจ็ดแปดก้าวเห็นเช่นนั้น ทั้งตกใจทั้งร้อนใจขึ้นมาทันที รีบทิ้งจอบในมือแล้ววิ่งไปทางเซียวจิ่งอี้เขาจะให้เกิดอะไรขึ้นกับเซียวจิ่งอี้ไม่ได้เด็ดขาด!ไหนเลยจะรู้ว่าเขาเพิ่งวิ่งออกไปได้สองก้าว ก็เห็นเข้ากับสายตาของเซียวจิ่งอี้ที่ส่งมาให้เขาจั่วเยี่ยนเข้าใจได้ทันที เซียวจิ่งอี้แกล้งทำเขาชะลอฝีเท้าลงทันทียามนี้เองที่การเคลื่อนไหวของทางนี้เกิดไปดึงดูดความสนใจของผู้คุมพวกนั้นเข้าผู้คุมคนหนึ่งสะบัดแส้ออกมา แล้วตะโกนลั่น “ทำอะไรกัน? แยกย้ายออกไปทำงานเสีย!”เซียวจิ่งอี้กุมท้องไว้ แล้วยิ้มสู้ผู้คุมพลางกล่าวว่า “ใต้เ

Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status