อวิ๋นซานหูจับแขนเสื้อติงหมิงรุ่ยแล้วเขย่าไปมาพลางออดอ้อน “ท่านพี่ นางก็แค่โชคดีเหมือนแมวตาบอดจับหนูตายได้ จะไปมีความรู้วิชาแพทย์ที่สูงส่งได้อย่างไร!”ติงหมิงรุ่ยถูกนางปลอบ จึงสบายใจขึ้นมาบ้างใช่สินะ ก็แค่หญิงบ้านนอกคนหนึ่ง ที่มีความรู้ระดับภูมิปัญญาชาวบ้านเท่านั้นแต่เขาไม่เหมือนกัน เขามีพรสวรรค์ล้ำเลิศ เกิดมาในตระกูลแพทย์อีกทั้งมีชื่อเสียงแต่เด็ก ภายหน้าต้องสอบเข้าสำนักหมอหลวง มียศถาบรรดาศักดิ์ กลายเป็นหมอหลวงที่มีชื่อเสียงหนำซ้ำแวดวงการแพทย์ยังเป็นพื้นที่ของบุรุษมาโดยตลอดแม้สตรีจะเรียนรู้วิชาแพทย์ แต่สังคมไม่ยอมให้พวกนางมานั่งรักษาอยู่ในสำนักอย่างเปิดเผยอย่างมากก็แค่ได้เข้าไปเป็นหมอหลวงระดับล่างสุดในสำนักหมอหลวง เป็นลูกมือให้พวกหมอหลวงชายเท่านั้นเมื่อคิดได้เช่นนี้ ติงหมิงรุ่ยสบายใจขึ้นมาก จากนั้นกลับมามั่นอกมั่นใจอีกครั้งความวุ่นวายในตระกูลเฉินดำเนินไปสักพักใหญ่ถึงจะสงบลงจากการเตือนสติของผู้ใหญ่บ้านโจว สองสามีรรยาเฉินเหล่าเอ้อร์ถึงจำบุญคุณของอวิ๋นฝูหลิงได้จากคำซุบซิบของชาวบ้านรอบข้าง ทำให้อวิ๋นฝูหลิงพอปะติดปะต่อเหตุการณ์ของตระกูลเฉินได้แม่เฒ่าเฉินเป็นม่ายสามีตาย
อวิ๋นฝูหลิงชิมน้ำแกงเห็ดคำหนึ่ง ต่อหมั่นโถวอีกคำด้วยความเพลิดเพลินหลังคราวโลกวิบัติอมนุษย์ครองเมือง พืชพันธุ์กลายพันธุ์ ทำให้อาหารขาดแคลน จะหาเห็ดป่าหอมหวานสดใหม่เช่นนี้ได้จากที่ไหนอีกแม้ต่อมาฐานปฏิบัติการจะพยายามวิจัยเพาะพันธุ์พืชบางชนิด แต่ผลผลิตที่ได้กลับน้อยนิดหมั่นโถวสิบกว่าลูกที่อวิ๋นฝูหลิงเก็บเอาไว้ในมิติ ก็ล้วนเป็นสิ่งที่นางใช้เส้นสาย พึ่งคะแนนสมทบซื้อมาได้อย่างยากลำบากเมื่อครู่ให้พวกลูกพี่อู๋ทั้งสี่คนไป อาลัยอาวรณ์เสียจนหืดขึ้นคอแต่ถ้าอยากให้ม้าวิ่งก็มีแต่ต้องให้อาหารม้านางต้องการชักนำพวกลูกพี่อู๋มาเป็นพวกของนางโดยเบ็ดเสร็จ ให้พวกเขาจงรักภักดีเชื่อฟังนางอย่างสุดจิตสุดใจแต่เพียงผู้เดียว การลงทุนด้วยหมั่นโถวขาวสี่ลูกนี้จึงนับว่าได้หว่านเมล็ดแล้วอีกอย่าง จากการสังเกตคร่าวๆ โลกนี้มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งไม่ได้อยู่ในช่วงระส่ำระสาย การหุงหาอาหารจึงไม่ใช่เรื่องยากนักอวิ๋นฝูหลิงมีความคิดแล่นโลดอยู่ในใจ วางแผนชีวิตวันข้างหน้าของตนทว่าลูกพี่อู๋ทั้งสี่ต่างเมียงมองดูหมั่นโถวขาวในมือ ค่อยๆ กลืนน้ำลายลงเฮือกหมั่นโถวจากแป้งขาวเชียวนะ!แม่นางอวิ๋นไม่เพียงแต่แบ่งอาหาร
เพียงแต่ศาสตร์ฝังเข็มฉบับตกทอดในสกุลอวิ๋นที่นางเคยเรียน มีเพียงครึ่งแรกเท่านั้นว่ากันว่าอีกส่วนหนึ่งสาบสูญไปตอนบ้านเมืองระส่ำระสาย ดังนั้นลูกหลานสกุลอวิ๋นที่เรียนศาสตร์ฝังเข็ม จึงได้เรียนเพียงส่วนที่เหลืออยู่ แต่ศาสตร์ฝังเข็มฉบับนั้นก็ละเอียดมาก แม้จะมีเพียงครึ่งเดียว ก็มากพอจะทำให้สกุลอวิ๋นตั้งตัวในแดนซิ่งหลินได้อวิ๋นฝูหลิงเปิดดูศาสตร์ฝังเข็มสกุลอวิ๋นในมือออกดู พบว่าศาสตร์ฝังเข็มที่บันทึกไว้มีเนื้อหาเยอะกว่าครึ่งที่ตกทอดในสกุลอวิ๋นอยู่มากศาสตร์ฝังเข็มสกุลอวิ๋นในมือนางนี้ ดูท่าจะเป็นฉบับสมบูรณ์ เหตุใดศาสตร์ฝังเข็มที่สกุลอวิ๋นตกทอดกันมา จึงปรากฏอยู่ที่นี่ได้?หรือว่าเจ้าของร่างเดิมกับสกุลอวิ๋นชาติที่แล้วของนางจะเกี่ยวข้องกัน? ไม่ใช่ว่าเป็นบรรพบุรุษสกุลอวิ๋นของนางหรอกหรือ?ในใจอวิ๋นฝูหลิงผุดข้อสงสัยขึ้นมากมายแม้ความทรงจำที่เจ้าของร่างเดิมเหลือให้นางจะไม่สมบูรณ์นัก แต่ว่าอวิ๋นฝูหลิงกลับรู้สึกได้ว่าฐานะของเจ้าของร่างเดิมเกรงว่าจะไม่ธรรมดาลูกหลานตาสีตาสา มีหรือจะจ้างแม่นมมาให้เด็กน้อยบ้านตนได้?อีกอย่างเจ้าของร่างเดิมกับแม่นมยังใช้ฐานะแม่กับลูกสาว ใช้ชีวิตอย่างหลบซ่อนอยู่
อวิ๋นฝูหลิงเอ่ย “ลมภายนอกเข้าสู่ร่างกาย อีกทั้งความตื่นกลัว จึงทำให้ไข้ขึ้นสูงไม่ยอมลด หากจะรักษาก็ไม่ยาก ข้าจะเขียนเทียบยาให้ ดื่มยาสักสองวันเป็นอันใช้ได้”เฉินเหล่าต้าได้ยินว่าลูกตนตื่นกลัว ก็นึกถึงเรื่องวันก่อนที่ตบนางไปฝ่ามือหนึ่ง ในใจเกิดรู้สึกผิดขึ้นมาบ้างสะใภ้ใหญ่เฉินดวงตาแดงก่ำ “รบกวนแม่นางอวิ๋นแล้ว ส่วนค่าหยูกยา...”สะใภ้ใหญ่เฉินยังพูดไม่ทันจบ คนสกุลเฉินคนอื่นๆ ก็ต่างกระโดดเข้าวง เอ่ยขึ้นอย่างเหน็บแนม“บ้านเรามีเงินจ่ายค่ายาให้ต้ายาที่ไหนกัน!”“ของขาดทุนแท้ๆ แค่ทนเอาสักหน่อยก็หายแล้วเชียว”“ลำเอียงให้รักก็แล้ว ยังต้องมาเสียเงินซื้อหยูกยา”“พวกเจ้าให้นางรักษา เช่นนั้นค่าหยูกยาพวกเจ้าต้องเป็นคนจ่าย!”เฉินเหล่าต้ารู้ดีว่าการลี้ภัยในครั้งนี้ แม่จะต้องเอาทุกสิ่งอย่างที่มีติดมาด้วยเป็นแน่ ไม่มีทางไร้เงินติดกายเขามองไปยังลูกสาวที่จับไข้จนหน้าแดงเถือก แม้เมื่อเผชิญหน้ากับแม่บังเกิดเกล้าตนจะไม่กล้ามีปากมีเสียงทว่าก็ยังเปิดปากพูด “ท่านแม่ พวกข้ามีเงินเสียที่ไหน? เงินที่พวกข้าหามาได้ก็ให้ท่านแม่ไปหมดแล้ว...”แม่เฒ่าเฉินจ้องเขม็ง “ที่เจ้าดื่มเจ้ากินก็ล้วนเป็นของที่บ้าน ได้
ปฏิกิริยาแรกของอวิ๋นซานหูคือ อวิ๋นฝูหลิงจะต้องซื้อยาลูกกลอนมาจากสำนักช่วยชีพเป็นแน่แต่ยาลูกกลอนของสำนักช่วยชีพราคาสูงลิบลิ่ว ตลอดมาเสนอขายให้กับคนมีลาภยศเท่านั้นอวิ๋นฝูหลิงหญิงบ้านนอก สวมเสื้อผ้าซอมซ่อ จะซื้อยาลูกกลอนของสำนักช่วยชีพไหวได้อย่างไร?นึกไม่ถึงว่าอวิ๋นฝูหลิงกลับบอกว่ายาลูกกลอนนี้นางทำขึ้นมาเองจะเป็นไปได้อย่างไร?ยาลูกกลอนนี้เป็นสูตรลับของสำนักช่วยชีพ นอกจากสกุลอวิ๋นของพวกนางแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดทำออกมาได้! สำนักแพทย์ในราชวงศ์ต้าฉีไม่ได้มีเพียงสำนักช่วยชีพสำนักเดียว สำนักอื่นจะไม่อิจฉาตาร้อนการค้าของสำนักช่วยชีพหรือ?ย่อมไม่ใช่ เพียงแต่ว่าพวกเขาไม่อาจทำยาลูกกลอนเช่นสำนักช่วยชีพออกมาได้ จึงแย่งชิงส่วนแบ่งไปไม่ได้เท่านั้นเองอวิ๋นซานหูจ้องเขม็งไปยังอวิ๋นฝูหลิง น้ำเสียงกดดันคน “เจ้าโกหก คนอย่างเจ้าจะทำยาลูกกลอนออกมาได้อย่างไร?”อวิ๋นฝูหลิงร้อง “หา?”ใบหน้านางเปี่ยมด้วยความสงสัยก็แค่ยาลูกกลอนเม็ดเดียวเท่านั้น ทำไมนางจะทำออกมาไม่ได้?อวิ๋นฝูหลิงกำลังจะโต้กลับ ก็มีเสียงดังขึ้นมาจากข้างกาย “แม้ยาลูกกลอนจะทำขึ้นโดยผู้อาวุโสอวิ๋นแห่งสำนักช่วยชีพ ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้อื
ยาลูกกลอนเม็ดหนึ่งต่อหนึ่งตำลึงเงิน แม้ว่าเงินนี้แม่เฒ่าเฉินไม่ใช่คนออก นางก็ยังรู้สึกเสียดายจนลมแทบจับอย่างไรนางก็นับว่าสินเดิมของลูกสะใภ้เป็นทรัพย์สินของตนอยู่นานแล้วลูกสะใภ้ใช้จ่ายสินเดิมของตน ก็เท่ากับว่าใช้เงินของนางไม่ใช่หรือ?ทว่าสิ่งที่อวิ๋นซานหูจดจ่อคือยาลูกกลอนของสำนักช่วยชีพ ราคาถูกที่สุดก็ยังสิบตำลึงเงินต่อหนึ่งเม็ดอวิ๋นฝูหลิงขายเพียงหนึ่งตำลึงเงินต่อหนึ่งเม็ด ขายตัดราคาเช่นนี้ ในใจนางจึงอยู่ไม่สุขยิ่งหากยาลูกกลอนไม่ใช่สิ่งที่สำนักช่วยชีพครอบครองแต่เพียงผู้เดียวแล้ว อีกทั้งราคายังถูกถึงขั้นหนึ่งตำลึงเงินต่อหนึ่งเม็ด ใครจะมาซื้อยาลูกกลอนของสำนักช่วยชีพอีก? เช่นนั้นก็ไม่เป็นผลดีต่อสำนักช่วยชีพแล้ว!ทว่าคนสองคนคิดเห็นเช่นไร ต่างไม่มีใครสนใจสะใภ้ใหญ่เฉินไปนำเงินมาโดยไม่ได้ปริปากแต่นางมีไหวพริบ ไม่ได้ตรงไปเอาตำลึงเงินหรือเหรียญอีแปะโดยตรง แต่หยิบเอาปิ่นปักผมเงินสลักดอกเหมยซึ่งเป็นสินเดิมของนางออกมาปิ่นปักผมชิ้นนี้มีเพียงส่วนดอกเหมยของปิ่นที่ทำจากเงิน อีกอย่างเมื่อเวลาผ่านไป เนื้อเงินก็เปลี่ยนเป็นสีดำแล้ว อย่างมากราคาก็เพียงหนึ่งตำลึงเงินอวิ๋นฝูหลิงเหลือบมองสะ
หลังจากทั้งสองนั่งลงบนก้อนหินแล้ว อวิ๋นฝูหลิงจึงเอ่ยถาม “ข้าเห็นแม่นางที่ชื่ออวิ๋นซานหูหยิ่งทะนงตนนัก นางบอกว่านางเป็นคนของจวนจี้ชุนโหว สำนักช่วยชีพก็เป็นของบ้านนาง จวนจี้ชุนโหวกับสำนักช่วยชีพร้ายกาจมากเลยหรือ?”มีความประหลาดใจเสี้ยวหนึ่งวาบผ่านแววตานายท่านหางสำนักช่วยชีพมีอยู่ทั่วเขตปกครองต่างๆ ของต้าฉี เกรงว่าราษฎรของต้าฉีไม่มีใครไม่รู้จักสำนักแพทย์แห่งนี้แต่เมื่อคิดว่าหมู่บ้านหลินซานตั้งอยู่ในภูเขาพื้นที่อันห่างไกล ชาวบ้านไม่รู้ข่าวก็ไม่แปลกเขากล่าวอธิบาย “พูดถึงจวนจี้ชุนโหวกับสำนักช่วยชีพ ก็ต้องพูดถึงหมอเทวดาผู้เฒ่าอวิ๋นของสกุลอวิ๋น”“เล่ากันว่าหมอเทวดาผู้เฒ่าอวิ๋นมาจากเกาะเย่าหวัง ตอนนั้นออกจากเกาะเพื่อสั่งสมประสบการณ์ บังเอิญฮ่องเต้เกาจู่ก่อกบฏ ทุกที่เต็มไปด้วยสงคราม”“ครั้งหนึ่งในสงคราม ฮ่องเต้เกาจู่ถูกลูกธนูยิง ชีวิตตกอยู่ในอันตราย และหมอเทวดาผู้เฒ่าอวิ๋นก็ผ่านมาพอดี จึงช่วยชีวิตฮ่องเต้เกาจู่ไว้”“ต่อมาหมอเทวดาผู้เฒ่าอวิ๋นได้เข้าสังกัดภายใต้บัญชาของฮ่องเต้เกาจู่ในฐานะแพทย์ทหาร”“ต่อมาฮ่องเต้เกาจู่สยบทั่วหล้า สถาปนาราชวงศ์ต้าฉี แต่งตั้งขุนนางตามผลงาน”“หมอเทวดาผู้เฒ่
ต่อให้นายท่านหางจะไม่พอใจอย่างไรก็ทำอะไรไม่ได้ อย่างไรเสียทักษะเขาก็สู้ผู้อื่นไม่ได้เองใครใช้ให้พวกเขาทำยาลูกกลอนนี่ไม่เป็นเองเล่า?แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกันแล้วสายตาของนายท่านหางตกที่อวิ๋นฝูหลิง เริ่มครุ่นคิดในใจถ้าหากเขาสามารถชักชวนอวิ๋นฝูหลิงมาเป็นพวก จัดหายาลูกกลอนให้สำนักผิงอันได้เป็นระยะ เช่นนั้นสำนักผิงอันก็จะมีข้อได้เปรียบมากกว่าสำนักแพทย์อื่นๆในวันข้างหน้าอาจมีชื่อเสียงโด่งดังกว่าสำนักช่วยชีพก็เป็นไปได้ในฐานะที่เป็นทายาทโดยตรงของสกุลหาง ข่าวสารของนายท่านหางจึงไวมากเขาได้ยินมาว่าตั้งแต่จี้ชุนโหวรุ่นแรกเสียชีวิต นายท่านรองของจี้ชุนโหวผู้นั้นก็แบกรับกิจการขนาดใหญ่ของสกุลอวิ๋นไม่ไหวประการแรกเป็นเพราะฝีมือการแพทย์ของเขาธรรมดา ไม่ได้ล้ำเลิศเหมือนที่ป่าวประกาศต่อโลกภายนอกประการที่สอง เพราะชาติกำเนิดของเขาไม่ได้ถูกหลักทำนองคลองธรรมมากนัก ลือกันว่าเขาไม่ใช่ทายาทของสกุลอวิ๋นแม้ไม่รู้ว่าข่าวนี้จริงหรือเท็จ แต่หากไม่มีลม ไหนเลยจะมีคลื่น[1]ด้วยเหตุนี้คนเก่าคนแก่มากมายของสำนักช่วยชีพจึงไม่พอใจนายท่านรองของจวนจี้ชุนโหวผู้นี้เท่าไรนัก แม้ชั่วขณะภายนอกยังมองอะไรไม่ออก แต่ภาย
อวิ๋นฝูหลิงได้ยินเสียงร้องโหยหวนเลือนรางดังขึ้นท่ามกลางค่ำคืนนางไม่ได้ถามให้มากความ และโบกมือให้ทหารยามผู้นั้น “ไปทำงานเถอะ”อวิ๋นฝูหลิงคิดว่าเซียวจิ่งอี้ยังไม่รู้ว่าต้องยุ่งไปอีกนานเพียงใด ยามนี้อย่าเพิ่งไปรบกวนเขาจะดีกว่านางหันกลับมาพูดกับลูกพี่อู๋ “เจ้าไปถามหน่อยว่ามีเรือนที่สะอาดหรือไม่ ช่วยเตรียมให้ข้าห้องหนึ่ง ข้าอยากพักผ่อน”ลูกพี่อู๋ตอบรับเสียงหนึ่ง และหาคนไปจัดเตรียมให้ทันทีอวิ๋นฝูหลิงยืนอยู่หน้าเรือน มองคนงานเหล่านั้นที่กำลังทำงานอยู่ไม่ไกล ซึ่งบางส่วนก็หันมามองนางด้วยสายตาสงสัยอวิ๋นฝูหลิงเลิกคิ้ว ใคร่ครวญครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดกับฟางอวี่ว่า “ตรงนี้ข้าไม่มีธุระอันใดแล้ว เจ้าไปเดินเล่นคนเดียวก่อนเถอะ”“อยู่บนเกาะเท่านั้น อย่าออกไปนอกเกาะ มิเช่นนั้นหากเกิดเรื่องข้าจะไม่สนใจเจ้าแล้ว”“รอให้เรื่องบนเกาะจบแล้ว พวกเราจะเดินทางกลับ”“เจ้าพาพวกข้ามาที่เกาะหมัวกุ่ย เรื่องที่ข้ารับปากเจ้าก่อนหน้านี้ ย่อมคำนวณไว้แล้ว เมื่อกลับไปที่แคว้นต้าฉี ข้าจะตอบแทนตามที่รับปากเจ้าไว้ทั้งหมด!”ภายใต้แสงไฟ ในดวงตาของฟางอวี่คลอน้ำตาชั้นหนึ่ง ในความพร่ามัวเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและตกใจเขาตะล
อวิ๋นฝูหลิงปรับเปลี่ยนทิศทาง เดินไปยังทิศที่เป็นแหล่งกำเนิดความร้อนด้วยทักษะเล็กน้อย กอปรกับโชคดีของนาง การค้นหาเส้นทาง ใช้เวลาไม่นานนัก ก็หาตำแหน่งบ่อน้ำเจอหมอกขาวลอยอยู่รอบบ่อน้ำพุร้อน ยามที่เข้าไปจึงราวกับอยู่ในแดนสวรรค์อุณหภูมิของบ่อน้ำพุร้อนสูงอย่างเห็นได้ชัด อวิ๋นฝูหลิงอยู่แค่ไม่นาน บนร่างก็เริ่มมีเหงื่อผุดออกมาอวิ๋นฝูหลิงยื่นมือมาทดสอบอุณหภูมิน้ำ อุณหภูมิของบ่อน้ำพุร้อนค่อนข้างสูง ท่าทางจะอยู่ที่ประมาณสี่สิบถึงห้าสิบองศาสระน้ำตรงกลาง สามารถมองเห็นน้ำพุผุดขึ้นมาจากใต้ดินนอกจากตรงกลางสระน้ำแล้ว รอบด้านยังมีสระเล็ก ๆ อีกหลายสระ ดูแล้วคงจะเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นในภายหลังคิดว่าคงถูกคนบนเกาะหมัวกุ่ยสร้างขึ้น น้ำพุร้อนไหลลงไปในสระน้ำเล็ก ๆ หลายสระรอบ ๆ คนบนเกาะย่อมมาแช่น้ำพุร้อนได้โดยสะดวกอวิ๋นฝูหลิงได้กลิ่นกำมะถันรุนแรง คิดว่านี่คงเป็นน้ำพุร้อนกำมะถันการแช่บ่อน้ำพุร้อนเช่นนี้ มีประโยชน์ต่อร่างกายมากหากสามารถย้ายบ่อน้ำพุร้อนไปได้ก็คงดี หลังจากนี้นางจะได้แช่ได้ทุกเมื่อที่ต้องการแต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายบ่อน้ำพุร้อนนี้ได้อวิ๋นฝูหลิงสังเกตภูมิประเทศรอ
ก่อนหน้านี้เขาเห็นฟางอวี่คุยกับแรงงานคนหนึ่ง ท่าทางของทั้งคู่ดูเหมือนว่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี ทั้งฟางอวี่ยังช่วยย้ายโจรสลัดที่สลบไสลพวกนั้นส่วนหนึ่ง ลูกพี่อู๋คิดว่าพอเกาะหมัวกุ่ยถูกพวกเขาเข้ายึดครอง เหล่าโจรสลัดพวกนั้นที่เดิมทีอยู่บนเกาะล้วนถูกจับไว้แล้ว ฟางอวี่อยู่แรงงานพวกนั้นก็ดี เขาจึงไม่ได้สนใจฟางอวี่อีกนึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าเด็กคนนี้จะมีความคิดมุทะลุ ถึงขั้นกล้าแอบตามพวกเขามา“เจ้าเด็กนี่ หลายวันนี้ที่สองกฎต่าง ๆ แก่เจ้าไปล้วนเสียแรงเปล่าจริง ๆ !” ลูกพี่อู๋ง้างมือขึ้นหมายจะสั่งสอนเขาก่อนที่ลูกพี่อู๋จะลงมือ ฟางอวี่ก็รีบยอมรับผิดแต่โดยดีทันทีอวิ๋นฝูหลิงเห็นดังนั้น จึงห้ามปรามลูกพี่อู๋ไว้นางมองฟางอวี่ “เอาเถอะ เจ้าอยากจะตามมาก็ตาม พอดีกับว่าเจ้าคงคุ้นเคยกับเกาะนี้มากกว่าพวกข้า ข้าคิดจะเดินดูให้รอบ ๆ เสียหน่อย เจ้ามานำทางแล้วกัน”ฟางอวี่ได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนใบหน้าทันที“ขอบคุณคุณชายขอรับ!”ฟางอวี่เดาได้นานแล้วว่าอวิ๋นฝูหลิงเป็นสตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ก่อนหน้านี้นางกอดกับเซียวจิ่งอี้ ไม่ว่าจะมาเช่นไรทั้งสองคนก็เหมือนคู่รักกันมากกว่าแต่ยามนี้อวิ๋นฝูหลิงยังคงแต่
หลายวันมานี้เซียวจิ่งอี้ถูกกักขังอยู่บนเกาะหมัวกุ่ย จึงไม่ได้รับข่าวสารจากภายนอกเลยโชคดีที่การมาถึงของอวิ๋นฝูหลิง ทำให้เขารู้ทันข่าวสารจากภายนอกหลังจากอวิ๋นฝูหลิงกับเซียวจิ่งอี้แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารซึ่งกันและกันแล้ว นางก็มองเขาแล้วเอ่ยถามว่า “ต่อจากนี้ท่านคิดจะทำอะไร?”เซียวจิ่งอี้เงยหน้า กวาดสายตามองไปยังคนที่เบียดเสียดกันแน่นขนัดอยู่ไม่ไกลคนพวกนั้นล้วนเป็นคนบนเกาะหมัวกุ่ยที่ถูกทำให้สลบไสลไปทั้งสิ้นคนบนเกาะหมัวกุ่ย เกือบทั้งหมดล้วนถูกย้ายมาที่นี่แล้วต่อให้เล็ดลอดออกไปสองสามคน ก็หนีไม่พ้นเทียนเฉวียนกับคนอื่นๆ ที่ปูพรมค้นหาแน่ ยิ่งไปกว่านั้นอวิ๋นฝูหลิงเองก็วางกำลังไว้ที่รอบนอกสุดด้วยคนพวกนี้ อย่าได้คิดหนีไปแม้แต่คนเดียวเลยไม่ช้าเร็วก็จะต้องมารวมตัวพร้อมหน้ากันหมดอยู่ดีเซียวจิ่งอี้ดึงสายตากลับมา แล้วกล่าวว่า “จับคนไว้ได้แล้ว แน่นอนว่าต้องถามข้อมูลที่มีประโยชน์ออกมาจากปากของพวกเขาเสียก่อน”กลุ่มคนบนเกาะหมัวกุ่ย นำโดยแม่ทัพใหญ่เฉาผู้นั้น คิดดูแล้วคงจะมีตำแหน่งสูงไม่น้อยในหมู่คนเผ่าเยว่ผู้จงรักภักดีต่อแคว้นเดิม และเขายังติดต่อกับท่านราชครูผู้นั้นผ่านจดหมายอยู่บ่อยครั้ง ย
คำพูดมากมายท่วมท้นอยู่ในปาก สุดท้ายก็กลั่นออกมาได้เพียงประโยคเดียวว่า “ท่านปลอดภัยไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว!”เซียวจิ่งอี้ลูบศีรษะอวิ๋นฝูหลิง กล่าวด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด “ข้าขอโทษ ทำให้เจ้าต้องเป็นห่วงเสียแล้ว”ครั้นสัมผัสได้ถึงสายตาของคนรอบข้างที่พากันมองมา สายตานั้นมีทั้งความสงสัย ทั้งความอยากรู้อยากเห็นอวิ๋นฝูหลิงจึงตระหนักได้ว่ายามนี้ยังมีเรื่องมากมายที่จำเป็นต้องจัดการ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เหมาะจะพูดคุยกันนักนางกุมมือของเซียวจิ่งอี้ “ยังไม่พูดเรื่องพวกนี้แล้วกัน ภารกิจเร่งด่วนในตอนนี้ก็คือจัดการเรื่องบนเกาะหมัวกุ่ยนี้ให้เรียบร้อย”นางมองไปที่กลุ่มคนที่สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบแบบง่าย ๆ เหล่านั้น แล้วกระซิบถามว่า “คนพวกนี้เป็นชาวบ้านที่ถูกจับตัวมาใช้แรงงานบนเกาะหรือ?”เซียวจิ่งอี้พยักหน้า “วันนี้โชคดีที่มีพวกเขาอยู่ด้วย แผนของข้าถึงได้ดำเนินได้อย่างราบรื่น”ชาวบ้านพวกนี้ถูกจับมาบนเกาะหมัวกุ่ย พวกเขาถูกกดขี่ถูกทุบตีด่าทอแม้ว่าหลายคนจะชินชา ทว่าในใจของคนบนเกาะหมัวกุ่ยใช่ว่าจะไร้ความโกรธแค้นเซียวจิ่งอี้ไม่เพียงช่วยพวกเขาแก้แค้น แต่ยังมอบความหมายที่จะทำให้พวกเขาได้ออกไปจากเกาะหมัวกุ่
ยามโหย่วอวิ๋นฝูหลิงทำตามแผนที่ได้ตกลงไว้กับเซียวจิ่งอี้ นำคนขึ้นชายหาดโดยไร้สุ้มเสียงหลังจัดการยามที่ด่านรอบนอกทั้งสองแห่ง ก็เปลี่ยนคนที่เฝ้ายามทั้งหมดเป็นคนของพวกเขาเองจะว่าไปแล้ว เพื่อให้จัดการเหล่าแรงงานที่ถูกจับมาบนเกาะเหล่านั้นได้สะดวก ไม่ให้พวกเขาหลบหนี จึงตั้งด่านไว้ตามจุดสำคัญ ๆ ไม่กี่แห่งบนเกาะหมัวกุ่ย และจัดคนไปคอยเฝ้าไว้ส่วนสถานที่อื่น ๆ บ้างก็ปลูกพุ่มหนามไว้ บ้างก็สร้างกำแพงสูงขึ้นมาล้อมไว้ ไม่ให้คนเดินผ่านเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ช่วยทำให้อวิ๋นฝูหลิงเบาใจไปไม่น้อยแต่เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง อวิ๋นฝูหลิงจึงจัดแจงคนคอยลาดตระเวนตามแนวชายหาดไว้ จับตาดูเกาะหมัวกุ่ยทั้งเกาะไว้อย่างแน่นหนา ไม่ปล่อยให้ใครก็ตามหนีออกไปได้เมื่อจัดแจงเรื่องรอบนอกเรียบร้อย อวิ๋นฝูหลิงจึงนำคนเข้าไปในเกาะด้วยตัวเองนางคว้าแผ่นที่ฉบับหนึ่งออกมาดูแผนที่ที่วาดไว้ก่อนหน้านี้ให้เทียนเฉวียนไปแล้ว ส่วนแผ่นนี้เป็นแผ่นี่นางวาดขึ้นมาใหม่ตามที่จดจำได้หลังจากที่นางกลับไปที่เรือใหญ่แล้วอวิ๋นฝูหลิงแยกแยะทิศทาง เข้าเกาะไปตามสัญลักษณ์บนแผนที่ เพื่อไปรวมตัวกับเซียวจิ่งอี้ตลอดทางมานี้ หากพบเข้ากับคนที่
แค่ประมาทเพียงเล็กน้อย ก็จะถูกคนเจาะช่องทาง หาโอกาสหลบหนีลงทะเลได้เมื่อมีคนหนีออกไปได้ แล้วแอบไปแจ้งข่าวแก่มือมืดที่อยู่เบื้องหลังและวางแผนเรื่องทั้งหมดนี้ ผลที่ตามมาต้องเลวร้ายจนไม่อยากนึกถึงแน่ฉะนั้นอุบายที่ใช้ยาสลบนี้ เป็นวิธีที่ทั้งสบายใจ ทั้งประหยัดแรงที่สุดจริง ๆอวิ๋นฝูหลิงรีบแสร้งทำเป็นล้วงเข้าไปในแขนเสื้อ แล้วควักยาสลบออกมาสองสามห่อส่งให้เทียนเฉวียน“ยาไม่กี่ห่อนี้ มากพอที่จะทำให้คนนับพันสลบไสลได้”“ใส่ยาลงไปในน้ำหรืออาหาร ไร้สีไร้รส สัมผัสไม่ได้สักนิดเดียว พอกินเข้าไปแล้ว ใช้เวลาไม่เกินห้าลมหายใจก็พากันสลบแล้ว”“สองห่อนี้เป็นควันยาสลบ หากไม่สะดวกลงมือกับอาหารก็จุดควันยาสลบนี่ ขอแค่สูดควันยาสลบนี้เข้าไป ก็จะหมดสติล้มพับทันที”“ห่อนี้เป็นยาแก้ เผื่อว่าพวกเจ้าไม่ระวังจนโดนลูกหลงไปด้วย ก็ให้ใช้ยาแก้นี้”เทียนเฉวียนเก็บยาสลบที่อวิ๋นฝูหลิงให้ไว้เรียบร้อย“ท่านอ๋องบอกว่ายามโหย่วพลลาดตระเวนบนเกาะจะถึงคราวเปลี่ยนกะ และยามนี้ก็จะเป็นเวลาที่กำหนดไว้ให้ทานข้าว ยาวโหย่วเป็นเวลาที่เหมาะแก่การลงมือที่สุด”อวิ๋นฝูหลิงพยักหน้า“ข้าเข้าใจแล้ว เจ้านำความไปบอกแก่ท่านอ๋อง ยามโหย่วข้า
อวิ๋นฝูหลิงเอนหลังอยู่บนโขดหิน รองมือทั้งสองข้างไว้ใต้ศีรษะต่างหมอน เหม่อมองออกไปไกลยังท้องทะเลตรงขอบฟ้าลูกพี่อู๋กับฟางอวี่นั่งอยู่ไม่ไกลทั้งสองคนมองไปทางอวิ๋นฝูหลิงอยู่หลายครั้ง อยากจะพูดอะไรสักอย่าง ทว่ากลับลังเลแล้วไม่พูดออกไปไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร มองดวงตะวันที่ค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปทางทิศประจิม ทว่ากลับยังไม่เห็นเทียนเฉวียนกลับมาลูกพี่อู๋อดรู้สึกร้อนรนขึ้นมาในใจไม่ได้ยามนี้เอง อวิ๋นฝูหลิงขยับหูเล็กน้อย จู่ ๆ ก็ผุดกายลุกขึ้นนั่งหลังจากที่ร่างกายของนางได้รับหยดน้ำแห่งจิตวิญญาณจากในมิติมาแล้ว สัมผัสทั้งห้าก็ว่องไวเป็นอย่างยิ่ง ความเคลื่อนไหวภายในรัศมีสามลี้นางล้วนสัมผัสรับรู้ได้นางถึงได้อาบแดดอยู่บนชายหาดได้อย่างสบายอกสบายใจ ไม่กังวลแม้แต่น้อยว่าจะถูกคนบนเกาะหมัวกุ่ยจับได้เพราะทันทีที่มีคนเข้ามาใกล้ นางก็จะรับรู้ได้ทันทียามนี้นางรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของกระแสลมในอากาศ มีคนกำลังมุ่งหน้ามาทางนางและคนที่มาก็ฝีเท้าเบายิ่ง หากมิใช่ว่าประสาทหูนางดีจนน่าตกใจ คงแทบรับรู้ไม่ได้ คิดดูแล้ววิทยายุทธของอีกฝ่ายคงไม่เบา อย่างน้อยที่สุดวิชาตัวเบาก็ดีเยี่ยมอวิ๋นฝูหลิงนึก
ดูท่าคนของเขาจะตามมาถึงบนเกาะหมัวกุ่ยแล้ว แค่ไม่รู้ว่าคนที่มานั้นเป็นใคร?เซียวจิ่งอี้เปลี่ยนความคิด ยกมือขึ้นกุมท้องทันที แล้วส่งเสียงร้อง “โอ๊ย” ออกมาโจวไห่เซิงที่อยู่ใกล้ที่สุดหน้าเปลี่ยนสีทันทีที่เห็นเช่นนั้น รีบเข้ามาประคองเขา “น้องจิ่ง เป็นอะไรไป?”เมื่อวานเซียวจิ่งอี้ช่วยเขาจากแส้ของผู้คุม ในใจโจวไห่เซิงจึงซาบซึ้งในตัวเซียวจิ่งอี้เป็นอย่างยิ่งครั้นยามนี้เห็นเขากุมท้องพลางร้องโอดโอย ความร้อนรนความเป็นกังวลผุดขึ้นมาเต็มหัวใจในชั่วพริบตาจั่วเยี่ยนที่อยู่ห่างพวกเขาไปเจ็ดแปดก้าวเห็นเช่นนั้น ทั้งตกใจทั้งร้อนใจขึ้นมาทันที รีบทิ้งจอบในมือแล้ววิ่งไปทางเซียวจิ่งอี้เขาจะให้เกิดอะไรขึ้นกับเซียวจิ่งอี้ไม่ได้เด็ดขาด!ไหนเลยจะรู้ว่าเขาเพิ่งวิ่งออกไปได้สองก้าว ก็เห็นเข้ากับสายตาของเซียวจิ่งอี้ที่ส่งมาให้เขาจั่วเยี่ยนเข้าใจได้ทันที เซียวจิ่งอี้แกล้งทำเขาชะลอฝีเท้าลงทันทียามนี้เองที่การเคลื่อนไหวของทางนี้เกิดไปดึงดูดความสนใจของผู้คุมพวกนั้นเข้าผู้คุมคนหนึ่งสะบัดแส้ออกมา แล้วตะโกนลั่น “ทำอะไรกัน? แยกย้ายออกไปทำงานเสีย!”เซียวจิ่งอี้กุมท้องไว้ แล้วยิ้มสู้ผู้คุมพลางกล่าวว่า “ใต้เ