“ส้ม!” ร่างแกร่งผวาเข้าหาอย่างเป็นห่วง แต่กลับถูกยั้งไว้ด้วยดวงตาแข็งกร้าวชอกช้ำที่ตวัดมองมา ทำให้เขาถึงกับชะงัก ตัวชาวูบ ดวงตาหมองไหม้คู่นั้นราวกับแก้วบางๆ ที่มีรอยร้าวลึก ถ้าเขาแตะต้องเพียงเบาๆ เธอก็พร้อมจะแตกสลายลงตรงนี้ ปราบดาได้แต่มองตามร่างเพรียวระหงที่ค่อยๆ ก้มลงเก็บเสื้อผ้าที่ตกกระจัดกระจายข้างเตียงมาสวมใส่เงียบๆ ก่อนเดินโซเซออกจากห้องไปโดยที่ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองหน้าเขาด้วยซ้ำ ความรักงั้นหรือ? ไม่รู้สิ...เขายอมรับว่าพอใจมาก แต่ยังไม่ได้ถึงขั้นรักเด็กคนนั้น ทว่าก็ทนไม่ได้ที่เห็นชายอื่นเข้าใกล้เธอ หรือว่ามันอาจจะเป็นแค่อารมณ์หวงของเท่านั้นไม่ใช่...ความรัก! เฮ้อ นี่เขากำลังจะเป็นบ้าใช่ไหมที่ไปหลงเสน่ห์แม่ศัตรูตัวร้ายนั่น ทั้งๆ ที่เกลียดกันแทบเป็นแทบตาย จนวันหนึ่งที่เธอหวนกลับมาอีกครั้ง พร้อมผู้ชายอีกคนที่แสนดีกว่าเขา ปราบดาจึงได้รู้ว่าเขาสูญเสียอะไรไปบ้าง สายไปไหมหากเขาต้องการช่วงชิงทุกอย่างกลับคืนมา
View Moreวิศรานอนลืมตามองเพดานห้องอย่างอ่อนแรง ร่างงามสะพรั่งของวัยสาวเปลือยเปล่า ผมเผ้ากระเซิงยุ่งเหยิง ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง แม้แต่จะผลักไสแขนกำยำที่โอบกอดเธอออกไปยังทำไม่ได้ ดวงตาคู่งามแห้งผากไม่มีน้ำตาไหลอีกต่อไป ความรู้สึกอดสูพุ่งจู่โจมเข้าจับขั้วหัวใจจนหนาวเหน็บ แม้บทรักของเขาจะแสนเร่าร้อนเอาใจ ทำให้เธอสุขสมจนแทบสำลัก แต่ในเวลาเดียวกันมันกลับทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองช่างไร้ค่า เป็นเพียงเครื่องระบายความใคร่ของชายหนุ่มข้างกายเท่านั้น ลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดต้นคอเบาๆ เป็นเครื่องยืนยันความอัปยศของเธอได้อย่างร้ายกาจ นายปราบดา คนที่เธอเกลียดแสนเกลียดจนอยากจะฆ่าให้ตายกับมือ คนที่เธอไม่สามารถเอาชนะได้แม้แต่ครั้งเดียว คือคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีเถื่อนของเธอ...หญิงสาวกัดฟันแน่น พยายามรวบรวมเรี่ยวแรงขยับกายออกจากอ้อมแขนอุ่นๆ แต่แล้วเจ้าของเตียงกลับรั้งกายเธอเข้ามากอดแนบอกแน่นกว่าเดิมด้วยความเสน่หาที่ยังเต้นเร่าในกายแกร่ง“จะไปไหน ยังไม่เช้าเลย นอนเอาแรงต่ออีกหน่อยเถอะ” เสียงทุ้มหวานกระซิบงัวเงียข้างหูเบาๆ ก่อนเม้มที่ติ่งหูน่ารักของเธออย่างหยอกเอิน“ชื่นใจ...” ชายหนุ่มซบลงที่ต้นคอหอมกรุ่นของเธออย่างหลงใหล“ป
วิศราผวากายอย่างตื่นตระหนกสุดขีด เมื่อถูกจู่โจมจากเรียวปากอุ่นร้อน กลิ่นแอลกอฮอล์กรุ่นที่ปลายลิ้นถูกส่งต่อผ่านลมหายใจที่ไหวสะท้านขาดเป็นห้วงๆ ทุกสัมผัสที่เกิดขึ้นสร้างความรัญจวนปนวาบหวามเร่าร้อน ไม่ว่าปราบดาจะลากริมฝีปากไปที่จุดใด หญิงสาวก็สั่นสะท้านที่จุดนั้น กายสาวรับรู้ถึงความเดือดพล่านจนแทบลุกเป็นไฟ “ไอ้หมอนั่นมันจูบคุณตรงไหนบ้างล่ะ” กระซิบถามเสียงพร่ากระเส่ายียวนกวนประสาท“ตรงนี้?” ชายหนุ่มฝังจมูกโด่งลงที่ซอกคอหอมกรุ่น ก่อนลากไปที่แก้มใสที่แต้มสีแดงระเรื่อของเลือดฝาดสาว “หรือว่าตรงนี้...”“พอแล้ว หยุดได้แล้ว อื้อ...” เสียงประท้วงเบาหวิวที่หลุดจากริมฝีปากสวยถูกตอบแทนด้วยความเร่าร้อนที่ทาบลงไปคลุกเคล้าบดขยี้ กลีบปากอ่อนนุ่มถูกดูดดึงเม้มแกล้งปั่นหัวจนมึนงงไปหมด ถ้าวิศราเป็นไวน์ชั้นดี ตอนนี้คงถูกคนตรงหน้าดื่มด่ำรสชาติอย่างเพลิดเพลินจนไม่เหลือสักหยด กว่าที่คนตัวโตกว่าจะยอมถอนริมฝีปากออกจากความหวานที่มอมเมาประสาทได้ หญิงสาวก็แทบจากขาดใจตายในอ้อมอกเขาเสียแล้วปราบดามองสาวงามที่นอนหายใจรวยรินสิ้นฤทธิ์ใต้ร่างตนอย่างพอใจ ทรวงอกอวบหยุ่นเต่งตึงที่สะท้อนขึ้นลงผิดจังหวะปลุกเร้าสัญชาตญาณนักล
ผลัวะ!ปราบดาถึงกับผงะ รู้สึกหน้าชาไปทั้งแถบจนแทบสร่างเมา ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้คนตัวเล็กกว่าผลักไสเขาออกห่าง แล้วพุ่งถลันวิ่งหนีหมายจะเข้าห้องแต่ชายหนุ่มไม่ยอมง่ายๆ เขาคว้าต้นแขนเรียวไว้ก่อนกระชากร่างคนอวดดีเข้ามาแนบอก “แรงยังดีนี่” ชายหนุ่มกระซิบเสียงกร้าว “ถ้าวันนี้ผู้ชายคนนั้นไม่ได้ทำให้คุณหมดแรง งั้นก็มาออกกำลังกายต่อกับผมหน่อยเป็นไร รับรองว่าคืนนี้ผมจะทำให้คุณสุขสมจนลืมลีลาไอ้ตี๋หน้าจืดนั่นไปเลย คอยดู!”“อี๋ ปล่อยฉันนะไอ้คนบ้า ช่วยด้วย! ปล่อยนะ...อุ๊บ!” มือแกร่งตะปบปิดปากสวยๆ ไว้ ก่อนอุ้มเธอเข้าไปในห้องของเขาทันทีปราบดาโยนร่างเพรียวลงกลางเตียงนอนของเขา ก่อนล็อกประตูแน่นหนา“อย่าทำอะไรบ้าๆ นะ”“คุณทำให้ผมบ้าเอง ทำไมยั่วประสาทเก่งนักนะ”น้ำเสียงหงุดหงิดคุกคามนั่นทำให้วิศราอดหวั่นเกรงไม่ได้ ขนาดเวลาไม่เมาคนตรงหน้าก็บ้าดีเดือดจะแย่ แล้วนี่ไม่รู้กรึ่มไปมากน้อยแค่ไหน เกิดหน้ามืดฆ่าเธอตายขึ้นมา ใครจะกล้ารับประกันความปลอดภัยเธอได้ หญิงสาวเหลือบซ้ายแลขวาหาทางหนีทีไล่ที่แทบไม่มีเอาเสียเลย ถ้าไม่ออกทางประตู เห็นทีงานนี้คงต้องโดดหน้าต่างหนีสถานเดียว ซึ่งนั่นไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนักเพราะห
“มีอะไรให้ช่วยก็บอกฉันได้นะแก ดีเหมือนกันถ้าได้ไปพร้อมแก ฉันคงไม่เหงาเนอะ แต่เสียอยู่อย่างเดียว พอเดินกับแกแล้วราศีหมอง ผู้ชายไม่แลมาทางฉันเลยนี่สิ เฮ้อ...”“บ้า...” วิศราค้อนเพื่อนหนุ่มรูปหล่อ“ก็จริงนี่ ดูอย่างเมื่อตอนเย็นสิ อิพี่ภัทรนั่นยังมาแอบเหล่แกตาปรอยเลย”“พี่ภัทรไหนอีกล่ะ” หญิงสาวเอียงคอมองอย่างสงสัย“อ้าว! ก็พี่รณภัทรเดือนคณะวิศวะนั่นไง อะไรยะ เขาดังจะตายไป ไม่รู้จักเหรอ” คนถูกถามส่ายหน้าเบาๆ “ชิส์ แม่สวยช่างเลือก ถ้าคนนี้ไม่เอาก็ส่งมาละกัน ฉันมันคนสวยแต่ไม่ช่างเลือก หนุ่มๆ หล่อๆ อะของโปรด”“นังยุทธ!” คนสวยช่างเลือกฟาดผลัวะอย่างหมั่นไส้ “ไม่เอาละ ฉันเข้าบ้านดีกว่า แกก็กลับดีๆ ล่ะ เจอหนุ่มๆ ข้างทางก็อย่าไปแวะฉุดเขาปล้ำแล้วกัน”หญิงสาวเปิดประตูรถกำลังจะก้าวลงไปแต่อีกฝ่ายเรียกไว้ก่อน“เดี๋ยวยายส้ม!”“ว่าไง...อุ้ย!” วิศราผงะ เมื่ออีกฝ่ายเอื้อมมือมาเช็ดที่มุมปากเบาๆ“กินยังไงยะ ถึงเลอะติดปากติดแก้มแบบนี้ หืม? ไม่เป็นกุลสตรีเลยนะเรา ไปๆ เข้าบ้านได้แล้วเจ้าหญิง ไม่งั้นเดี๋ยวพ่อแกออกมาเห็นจะเอาไม้มาแพ่นกบาลฉันแตกอีกคน”วิศราหัวเราะเบาๆ ก่อนโบกมือให้เพื่อนรักที่ช่วยทำให้ลืมความทุกข์
ยุทธนามองเพื่อนสาวคนสวยของกลุ่มก่อนตอบ “ได้สิ แต่ฉันต้องแวะไปเอากับข้าวเหลาให้พระมารดาก่อนนะ พอดีวันนี้ที่บ้านนัดรวมญาติน่ะ วุ่นวายน่าดู แต่ไม่นานหรอก”วิศรารีบพยักหน้ารับคำ อะไรก็ได้ ขอเพียงเธอไม่ต้องร่วมทางกับคนบ้ากามนั่นก็พอปราบดาขยับกายลุกขึ้นเมื่อเห็นร่างโปร่งระหงของลูกเลี้ยงพี่สาวเดินออกมา ก่อนจะชะงักกึกเมื่อเห็นชายหนุ่มหน้าตาสไตล์ตี๋อินเตอร์เดินเคียงข้างเธอมาไม่ห่าง วิศราไม่ได้เดินมาทางที่รถเขาจอดอยู่ แต่กลับเดินไปขึ้นรถคันเดียวกับไอ้หนุ่มผู้นั้นอย่างสนิทสนม ทำให้อารมณ์ของเขาเดือดพล่านขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยแม่คนอวดดีกล้าขัดคำสั่งเขาไม่พอ ยังทำจี๋จ๋ากับผู้ชายอื่นอีก อย่าคิดว่าเขาไม่เห็นนะว่ายังมีผู้ชายคนอื่นอีกหลายคนที่แอบมองเธอจนเหลียวหลัง แค่คิดก็โมโหแล้ว วิศราเป็นผู้หญิงของเขาแล้ว แต่ยังไปให้ท่าคนอื่นอีกได้อย่างไร หรือว่าผู้ชายคนนั้นจะเป็นแฟนเธอปราบดาคิดอย่างฟุ้งซ่านชนิดที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทันทีที่รถคันนั้นแล่นผ่านหน้า ชายหนุ่มก็รีบขับตามทันทีวิศราแอบมองด้านหลังเห็นรถของศัตรูตัวฉกาจขับตามมาห่างๆ ก็อดหวั่นไม่ได้ เธอยอมรับว่าเห็นแก่ตัวที่ใช้เพื่อนเป็นเกราะป้องกันตัวเองจ
“จะทำอะไร” หญิงสาวร้องเสียงหลง พยายามดันร่างหนาหนักออกห่างแต่พื้นที่แคบเกินไปจึงทำอะไรไม่ถนัด“ถ้าอยากรู้ก็ดื้ออีกสิ ถ้าอยากโดนปล้ำในรถกลางวันแสกๆ ก็ดิ้นเข้าไป”วิศราชะงักกึก ตัวแข็งทื่อเมื่อเห็นสายตาวาววับน่ากลัวของอีกฝ่าย เธอแน่ใจว่าคนบ้าตรงหน้าทำได้อย่างที่พูดจริงๆ“หึ ก็ไม่ได้โง่นี่นา”“ปล่อย!”“สัญญาก่อนว่าจะไม่ทำอะไรโง่ๆ แบบเมื่อกี้อีก” ปรามเสียงเข้มดุดันเมื่อเห็นเธอยังฮึดฮัด “วิศรา!”“ก็ได้ ถ้านายยอมหุบปากเน่าๆ นั่น แล้วขับรถไปอย่างเดียว” เธอต่อรองเสียงแอบสั่นนิดๆ ทั้งสองสบตากันอย่างวัดใจ ในที่สุดปราบดาก็ยอมปล่อยมือออกจากร่างอรชรอย่างเสียไม่ได้ พร้อมกับยอมสงบปากไปจนถึงจุดหมายปลายทาง“เลิกเรียนกี่โมง ผมจะได้มารับ” ปราบดาถามด้วยความหวังดี“ไม่ต้อง ฉันกลับเองได้” ตอกกลับเสียงห้วน นั่งรถมาด้วยกันตลอดทางได้เธอก็แทบจะเป็นบ้าแล้ว ขืนต้องนั่งกลับด้วยกันอีก ไม่เธอก็เขาต้องตายกันไปข้างหนึ่งแน่“ถ้าไม่เห็นแก่พ่อคุณก็ช่วยเห็นแก่ตัวเองบ้างเถอะ อย่าอวดเก่งนักเลย”“ฉันไม่ต้องการความช่วยเหลือจากศัตรู ไม่ต้องมาหวังดีประสงค์ร้าย ปลดล็อกประตูเดี๋ยวนี้” หญิงสาวสั่งเสียงเขียว“ผมเลิกงานบ่ายสาม จะมา
ปราบดาแอบยิ้มที่เอาชนะความดื้อของอีกฝ่ายได้ เขาเปิดประตูรถด้านหน้าให้เธอนั่ง แต่วิศรากลับชิงเปิดประตูขึ้นไปนั่งด้านหลังเสียก่อน“ผมไม่ใช่คนขับรถของคุณ เชิญมานั่งข้างหน้า” ปราบดาเอ่ยเสียงเข้มนอกจากไม่ทำตามคำสั่ง หญิงสาวยังเชิดหน้าทำหูทวนลมอีกด้วย หึ อยากอาสาเอง เธอไม่ได้ขอสักหน่อย งั้นก็ทำหน้าที่คนขับไปแล้วกันเถอะ เจ้าของรถได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ ในความดื้อรั้นของอีกฝ่าย แต่ทำอะไรไม่ได้เพราะมีสายตาแม่บ้านที่เดินตามประกบมาส่งนายสาวจับจ้องอยู่ เขาจึงต้องจำใจทำหน้าที่พลขับอย่างช่วยไม่ได้บรรยากาศในรถเงียบจนน่าอึดอัด เสียงเพลงคลอเบาๆ ไม่ได้ช่วยให้วิศราอารมณ์ดีขึ้น เธอทำเป็นมองไม่เห็นสายตาที่คอยแอบจ้องมองผ่านกระจกมองหลังบ่อยๆ จนน่ารำคาญคู่นั้นไม่รู้จะมองทำไมบ่อยๆ อึดอัดจะแย่อยู่แล้ว...“เรื่องวันนั้น...”จู่ๆ เสียงเข้มก็กระชากเธอออกจากความเป็นส่วนตัวจนได้ วิศราขยับนั่งหลังตรงอย่างระมัดระวัง“คุณเป็นยังไงบ้าง”ดูเถอะ เธอกำลังจะทำเป็นลืมๆ อยู่แล้วเชียว แต่เขากลับลากเธอให้กลับมาหวนนึกถึงเหตุการณ์บ้าๆ นั่นอีกจนได้“เรื่องไร้สาระฉันไม่ชอบจำให้รกสมองหรอก...”คนฟังชะงักกึก ดวงตาวาวโรจน์เหลือบมองสบต
“ไงเรา หายหน้าหายตาไปไหนมา ตั้งแต่กลับจากญี่ปุ่นพี่แทบไม่เห็นหน้าเลย” วิศรุตทักทายน้องชายภรรยาด้วยหน้าตาแจ่มใส โดยไม่ทันสังเกตว่าอีกฝ่ายไม่ได้สบตาเขาตรงๆ ยามตอบเหมือนเช่นทุกที“ช่วงนี้ผมยุ่งๆ น่ะครับพี่วิศ พอดีมีงานเข้ามามากเลยต้องกลับดึกเกือบทุกวัน” คำตอบนั้นราวกับบอกเผื่อไปยังใครอีกคนด้วย แต่เธอกลับทำคอแข็งไม่สนใจจนน่าหงุดหงิด “ที่จริงไม่เห็นต้องไปหางานให้เหนื่อยเลย ทำไมไม่เข้าไปช่วยงานพี่ที่บริษัทล่ะ เอาไหม เดี๋ยวพี่ให้เขาหาตำแหน่งดีๆ ให้” วิศรุตถามอย่างอารมณ์ดี เขาต้องการคนหนุ่มไฟแรงและเก่งอย่างปราบดามาเป็นกำลังสำคัญอยู่แล้ว“ผมไม่ค่อยชอบนั่งออฟฟิศนี่ครับ อีกอย่างผมชอบงานที่ทำตอนนี้มากกว่าด้วย อิสระดี” “ชอบงานหรือชอบสาวๆ ที่ทำงานด้วยจ๊ะน้อง เอาให้แน่นะ ฮึ...ได้ข่าวน้องชายพี่เนื้อหอมออกนี่ ผู้หญิงแทบจะตบตีแย่งชิงกันตาย” ปุริมากระเซ้ายิ้มๆงานของปราบดาคือช่างภาพอิสระที่ส่วนใหญ่รับงานถ่ายแบบให้แก่นิตยสารดังๆ และรับงานนอกตามแต่ที่เขาพอใจจะทำเท่านั้น แต่ด้วยฝีมือฉกาจ แถมหน้าตาอันหล่อเหลามีเสน่ห์ของเขาจึงมักดึงดูดสาวๆ ให้อยากทำความรู้จักอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษเสมอ หลายครั้งที่ปราบดาถูก
หลังจากวันนั้นมา วิศราก็ไม่ได้พบหน้าคนที่เธอเกลียดอีกเลย เขาหายเงียบไปทั้งๆ ที่อยู่บ้านเดียวกับเธอ หญิงสาวไม่กล้าถามคนในบ้านว่าเขาไปไหน ห้องพักของเขาปิดสนิท รถเขาไม่อยู่ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะตายไปแล้วก็เป็นได้ และถ้าเป็นอย่างนั้นจริงเธอจะดีใจมาก หญิงสาวนึกแช่งอย่างแสนแค้นยิ่งคิดถึงความดิบเถื่อนของเขาที่ทำให้ครั้งแรกของเธอระบมไปทุกส่วนจนไข้ขึ้นในวันถัดมา และยังฝากรอยแดงไว้ทั่วเรือนร่างราวกับถูกประทับตรามลทิน แม้อยากจะลืมเลือน แต่ภาพการกระทำอันวาบหวามยิ่งตอกย้ำความสูญเสียที่ไม่อาจบอกกับใครได้แม้แต่คนใกล้ชิดอย่างนางรื่นรมย์ หรือบิดาสุดที่รักที่ตอนนี้เห็นคนอื่นสำคัญกว่าลูกสาวคนนี้ไปแล้ว หญิงสาวคิดอย่างน้อยใจจนกระทั่งครบกำหนดกลับจากญี่ปุ่นของวิศรุต วิศรายังคงมึนตึงกับบิดาของตน เธอพยายามเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่แต่ในห้องนอนเป็นส่วนใหญ่ ของฝากต่างๆ จากญี่ปุ่นยังคงวางกองไว้ที่เดิมโดยที่เจ้าของไม่ได้แตะต้อง“ส้มไม่สบายหรือเปล่าลูก ทำไมหน้าซีดๆ” คนเป็นพ่อซักถามอย่างเป็นห่วงเมื่อเห็นอาการซีดเซียวผิดปกติของลูกสาวในเช้าวันหนึ่ง“เปล่าค่ะ ส้มสบายดี” หญิงสาวตอบเสียงแข็ง ไม่ยอมเบนสายตามองไปทางผู้เป็นแม่เลี้
รถเก๋งสีดำมันปลาบคันหนึ่งแล่นมาจอดลงตรงหน้ารั้วอัลลอยสีทองสูงตระหง่านของบ้าน หรือจะเรียกว่าคฤหาสน์ก็ไม่ผิดนัก กระจกฝั่งคนขับเลื่อนลงช้าๆ เมื่อพนักงานรักษาความปลอดภัยในบ้านเดินออกมาสอบถาม“มาพบใครครับ”ยังไม่ทันที่คนขับจะได้ตอบคำถาม ก็มีเสียงดังมาจากเบาะด้านหลังแทน“มาพบ เอ่อ...คุณรื่นรมย์อยู่ไหม”“อ๋อ คุณแม่บ้าน อยู่ครับอยู่ แล้วจะให้ผมแจ้งว่าใครมาขอพบดีครับ”“บอกไปว่าฉันชื่อ ส้ม วิศรา” ผู้โดยสารสาวคนเดิมตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาเริ่มติดจะรำคาญ “งั้นรอตรงนี้สักครู่นะครับ” ว่าแล้วคนพูดก็วิ่งหายกลับเข้าไปในป้อมยาม‘ในที่สุดเธอก็ได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง’ดวงตาคู่งามทอดมองผ่านรั้วไปรอบบริเวณด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเป ทั้งผูกพัน คิดถึง โหยหา และแม้แต่...เกลียดชัง ไม่ใช่ตัวบ้าน แต่เป็นบุคคลที่เข้ามาทำให้เธอต้องระเห็จออกจากบ้านตัวเองไปไกลแสนไกลนานถึงห้าปีเต็มต่างหากวิศรา อาภาพิพัฒน์ ไม่คิดว่าจะได้กลับมาเหยียบที่นี่อีกครั้ง หลังจากตัดสินใจก้าวเดินออกจากบ้านของตัวเองในวันนั้น หากไม่ใช่เพราะมีคนส่งข่าวด่วนไปบอก เธอคงไม่ยอมแล่นกลับมาในที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำอันขมขื่นปวดร้าวแห่งนี้อีก ไม่ใช่ไม...
Comments