“ไหนว่าจะกลับช่วงบ่ายๆ เอ...ทำไมกลับมาไวจัง หรือว่าลืมของ...”
“งั้นเดี๋ยวส้มกลับก่อนดีกว่า จะได้เลยไปเยี่ยมคุณพ่อด้วย...”
“อ้าว! คุณหนูจะกลับเลยหรือคะ ไม่เข้าบ้านก่อนหรือคะ”
“ไม่ดีกว่าค่ะ ไว้ส้มค่อยมาเยี่ยมป้ารื่นใหม่ ส้มไปก่อนนะคะ” หญิงสาวรีบตัดบทด้วยการสวมกอดหญิงวัยกลางคนเร็วๆ ก่อนที่จะหันหลังไปก้าวขึ้นรถของโรงแรมทันที
“ออกรถได้เลยค่ะ” หญิงสาวพยายามข่มเสียงไม่ให้สั่นทั้งที่หัวใจเต้นรัวเร็วกว่าปกติ
แต่เสี้ยววินาทีที่รถสองคันกำลังแล่นสวนกันนั้นเอง จู่ๆ วิศราก็รู้สึกวูบ หน้ามืด เหมือนจะหายใจไม่ออก ร่างกายชาวาบราวกับโดนฟ้าผ่าลงมา เมื่อได้เห็นใบหน้าคมเข้มของคนขับรถคันนั้นถนัดตา
หญิงสาวกำมือแน่นจนเล็บคมจิกเข้าไปในเนื้อกลางฝ่ามือจนห้อเลือด สมองเธอไม่ได้เลอะเลือนจนถึงขั้นจำไม่ได้ว่ารถที่เพิ่งวิ่งสวนเข้าไปคือ...รถของเธอเอง!
กล้าดียังไง...หมอนั่นมันกล้าดียังไงถึงได้บังอาจเอารถคันโปรดของเธอไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของ แถมที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่าคือไม่ใช่แค่เขาที่ถือวิสาสะใช้ข้าวของของเธอ แต่ที่เบาะข้างๆ คนขับนั่นยังมีสาวสวยแปลกหน้าที่เธอไม่เคยรู้จักนั่งชูคอเคียงข้างกันมาด้วยอีกคน
“อุ๊ย!...” หญิงสาวสะดุ้งนิดๆ เมื่อรู้สึกเจ็บแสบกลางฝ่ามือที่เผลอจิกเล็บกดลงไปจนเลือดซึมออกมา ทว่าบาดแผลที่มือยังไม่อาจเทียบแผลลึกในใจที่เคยทำให้ชีวิตเธอเกือบพังย่อยยับมาก่อนด้วยซ้ำ
หลายปีที่เธอจากไป นอกจากบ้านและรถแล้ว เธอไม่อยากจะคิดเลยว่าพวกกาฝากหน้าด้านนั่นจะยึดสมบัติพัสถานอะไรของเธอไปครอบครองอีก ไม่แน่ว่า...สาเหตุที่พ่อเธอต้องเข้าไอซียูครั้งนี้ก็อาจเป็นแผนร้ายของคนพวกนั้นที่โลภมากจนหวังฆ่าคนฮุบสมบัติก็เป็นได้
หญิงสาวรู้สึกชาวาบไปทั่วร่างเมื่อคิดถึงบิดาสุดที่รัก หากท่านเป็นอะไรขึ้นมา ชาตินี้เธอคงไม่อาจอภัยให้ตัวเองได้อีกโทษฐานที่ละเลยหน้าที่ ทิ้งพ่อตัวเองไว้กับพวกหน้าเนื้อใจเสือ แต่ในเมื่อเธอกลับมาแล้ว คนพวกนั้นจะไม่มีวันได้ทำตามใจตัวเองอีกต่อไป ไม่นานหรอกที่เธอจะทวงคืนทุกสิ่งที่ถูกคนพวกนั้นช่วงชิงไปกลับคืนมาแบบทบต้นทบดอก นายปราบดาตัวร้ายจะต้องกระเด็นออกจากบ้านของเธอไปพร้อมพี่สาวตัวดี เหมือนที่เขาเคยเขี่ยเธอออกจากบ้านตัวเองอย่างเจ็บแสบเมื่อห้าปีก่อน!
ดวงตาคู่งามวาวโรจน์มองไปนอกหน้าต่างรถ พลันความทรงจำต่างๆ ที่คิดว่าลืมไปแล้วก็พรั่งพรูเข้ามาในสมองราวกับภาพยนตร์ที่ถูกกรอกลับไปสู่อดีต...
/////////
แม้วันเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร หากมีคนถามว่าชีวิตนี้เกลียดขี้หน้าใครมากที่สุด วิศรา อาภาพิพัฒน์ คงไม่ลังเลเลยที่จะตอบว่า...
‘เธอเกลียดผู้ชายที่ชื่อ...ปราบดา วงศ์ทวีกร มากที่สุด’
และถ้าจะถามว่าความรู้สึกเกลียดที่ว่ามันเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อไร เธอก็คงตอบได้ทันทีว่า...นับตั้งแต่วินาทีแรกที่คนผู้นี้เหยียบย่างเข้ามาในบ้านแล้วพราก ‘เจ้าถุงแป้ง’ น้องหมาตัวโปรดของเธอที่บิดาเพิ่งให้เป็นของขวัญวันเกิดปีที่สิบแปดไป ด้วยการขับรถชนมันตายคาที่ แถมที่ร้ายกาจคือเขายังไม่ยอมลงมาดูชีวิตเล็กๆ ที่เขาเป็นผู้ปลิดชีพมันเองกับมือเลยด้วยซ้ำ เขาคงจำไม่ได้หรอกว่าทำอะไรลงไป แต่กับคนเป็นเจ้าของอย่างเธอนั้นกลับจำฆาตกรที่ชนแล้วหนีได้แม่น และหมายหัวว่าจะต้องเอาคืนอย่างสาสมให้ได้
แต่แล้วความเกลียดที่ว่าก็พอกพูนทบทวีขึ้นไปอีก เมื่อหมอนั่นได้ก้าวเข้ามาสู่บ้านของเธอในฐานะสมาชิกใหม่พร้อมกับ ปุริมา วงศ์ทวีกร หรือ ปุริมา อาภาพิพัฒน์ นามสกุลที่เพิ่งเปลี่ยนใหม่ ซึ่งเป็นพี่สาวแท้ๆ ของเขา ที่มาพร้อมกับตำแหน่งภรรยาใหม่ของบิดา และยังเป็น...แม่เลี้ยงของเธออีกด้วย!
มีอย่างที่ไหน แต่งงานใหม่แต่ดันพาน้องชายตัวเองเข้ามาอยู่ในบ้านสามีใหม่เหมือนพวกกาฝากไม่มีผิด
แถมที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่าคือ พบกันเพียงแค่สองครั้งหมอนี่ก็ได้พรากของรักของเธอไปทั้งสองครั้ง ครั้งแรกน้องหมาตัวโปรด มาครั้งนี้แสบกว่าเขากล้าพาพี่สาวมาพราก...บิดาสุดที่รักของเธอไป!
“ส้มลูกรัก มานี่สิพ่อมีคนจะแนะนำให้ลูกรู้จัก” วิศรุต อาภาพิพัฒน์ บิดาของเธอยิ้มแย้มหน้าบานชนิดที่ลูกสาวไม่ได้เห็นมานานนับตั้งแต่มารดาของเธอจากไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อหลายปีก่อนก็ว่าได้ “นี่คือคุณปู ตั้งแต่วันนี้จะมาอยู่ที่บ้านกับพวกเราในฐานะคุณแม่คนใหม่ของหนูไงลูก”
ผู้หญิงคนนั้นยิ้มหวานจนแก้มปริ มือที่ควงแขนพ่อของเธอนั่นไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคงใช้มารยาหลายร้อยเล่มเกวียนหว่านเสน่ห์ใส่พ่อของเธอจนหลงหัวปักหัวปำ หญิงสาววัยสิบแปดคิดอย่างมีอคติแน่ละ ขึ้นชื่อว่าแม่เลี้ยงแล้วมีที่ไหนจะมาใจดีรักลูกเมียเก่าของสามีได้สนิทใจ“เรียกฉันว่ามะ...เอ้อ ‘น้าปู’ ก็ได้ค่ะ” ฝ่ายนั้นรีบกดลิ้นเปลี่ยนสรรพนามที่ตั้งใจจากคำว่าแม่เป็นน้าทันทีเมื่อเห็นนัยน์ตาวาวโรจน์เอาเรื่องของลูกเลี้ยง แต่ยังไม่ละความพยายามที่จะส่งยิ้มอ่อนหวานมาผูกมิตร“นี่เหรอคะคุณหนูส้มของคุณ ได้ยินชื่อมานาน เพิ่งได้เจอตัวจริงกันวันนี้เอง น่ารักกว่าที่คุณพ่อโฆษณาไว้เสียอีกนะคะ”“ไว้สนิทกันกว่านี้เถอะคุณจะรู้ว่าแม่ตัวเล็กของผมนี่แสบกว่าพริกขี้หนูทั้งสวนอีกนะ ฮ่าๆ” ดวงตาคนพูดมองลูกสาวผู้เป็นแก้วตาดวงใจอย่างรักใคร่เอ็นดูสุดหัวใจ แต่น่าเสียดายที่คนเป็นลูกกลับมองไม่เห็น“ดูคุณว่าลูกสิ” ปุริมาค้อนสามี พร้อมตีแขนเบาๆ อย่างสนิทสนม“แหม ไม่ทันไรคุณก็เข้าข้างยายหนูของผมแล้วเหรอ มันน่าน้อยใจจริงๆ”ความหวานชื่นที่ปรากฏตรงหน้าทำให้วิศรารู้สึกถึงคำว่า...ส่วนเกิน ขึ้นมาทันที หญิงสาวมองหน้าพ่อและแม่เลี้ยงคนใหม่อย่างบึ้งตึ
“เอ้า...ก็ตามใจ พี่ก็พี่ ไหว้ทักทายพี่เขาสิยายหนู” ผู้เป็นพ่อบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แววตาที่มองบุตรีคนเดียวเต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดูอย่างเต็มเปี่ยม แต่น่าเสียดายที่อีกฝ่ายไม่ทันเห็น เพราะถูกอคติมาบดบังดวงตาจนมืดมิดวิศราเม้มปากแน่น ไม่ได้ยกมือไหว้ แม้จะรู้ดีว่าอีกฝ่ายมากวัยกว่า แต่ก็นั่นแหละ ไม่ใช่ญาติข้างไหนนี่ ทำไมเธอต้องไหว้ให้เสียมือ ก็แค่พวกกาฝากที่มาอาศัยบ้านเธออยู่ก็เท่านั้น“ตั้งแต่วันนี้ไปคุณปูกับพี่ปราบจะมาอยู่กับเราที่บ้าน”ราวกับฟ้าผ่าลงมากลางศีรษะ หญิงสาวมองหน้าพ่ออย่างไม่พอใจ ดวงตากลมโตขุ่นปรายมองผู้มาใหม่ทั้งสองก่อนเชิดปลายคางน้อยๆ อย่างหยิ่งยโส เธอไม่ไหว้ซะอย่างใครจะทำไม คนพวกนี้ก็แค่ปลิงที่มาเกาะพ่อของเธอเท่านั้น “ยายส้ม!” วิศรุตปรามเมื่อเห็นอาการคอแข็งของลูกสาวจอมดื้อ เพราะรู้ฤทธิ์ลูกสาวผู้เอาแต่ใจของตนดีกว่าใคร ส่วนหนึ่งก็น่าจะมาจากพ่ออย่างเขาที่ทุ่มเทความรักมากมายให้ลูกสาวสุดที่รักไปเพื่อหวังทดแทนความรักจากมารดาที่สูญเสียไป อะไรที่เธอต้องการต่อให้ยากลำบากเขาก็จะหามาประเคนให้ลูกสาวให้ได้ แต่นั่นกลับทำให้วิศรากลายเป็นคนเอาแต่ใจตัวเองเป็นที่ตั้ง คนเดียวที่เธอยอมลงใ
พ่อนะพ่อ เห็นคนอื่นดีกว่าลูกสาวตัวเอง จากนี้ไปชีวิตของเธอในบ้านหลังนี้คงหาความสงบสุขไม่ได้อีกต่อไป...เย็นวันนั้นวิศราประท้วงการกระทำของบิดาด้วยการไม่ยอมลงมาร่วมรับประทานอาหารเย็นที่โต๊ะอาหาร แต่กลับสั่งคนให้ยกสำรับขึ้นมาให้บนห้องนอนแทน“คุณหนูคะ อาหารมาแล้วค่ะ” หญิงสาวขยับตัวเมื่อเห็นแม่บ้านกึ่งพี่เลี้ยงคนสนิทยกถาดอาหารมาให้ อาหารหน้าตาน่ารับประทานชวนให้ท้องร้อง ไอ้หิวน่ะก็หิวอยู่ แต่ไม่อยากไปร่วมโต๊ะกับฆาตกรโหดที่ฆ่าเจ้าถุงแป้ง และผู้หญิงที่มาแย่งพ่อของเธอไปต่างหาก“โอย...หิวจัง” มือขาวๆ คว้ากุ้งชุบแป้งทอดในจานใส่ปาก“ก็แล้วทำไมไม่ลงไปทานข้างล่างล่ะคะคุณหนู มาหมกตัวอยู่ในห้องทำไม” นางรื่นรมย์ยิ้มอย่างเอ็นดู“เรื่องอะไรล่ะคะป้า ก็ส้มไม่อยากร่วมโต๊ะกับคนแปลกหน้าพวกนั้นนี่คะ พวกปลิงทั้งนั้น เชอะ หวังจะมาสูบเลือดสูบเนื้อคุณพ่อน่ะสิไม่ว่า”“ตายแล้วคุณหนู! พูดอะไรอย่างนั้นคะ ไม่เห็นน่ารักเลย ถ้าคุณพ่อได้ยินคงเสียใจแย่”“แล้วทำไมคุณพ่อไม่เห็นกลัวว่าส้มจะเสียใจบ้างล่ะคะ” เสียงหวานใสกระเง้ากระงอดงอนๆ“ไม่เอาค่ะ โตเป็นสาวแล้วนะคะ ทำอะไรต้องรู้จักคิดก่อนทำ คิดก่อนพูดสิคะ” คนมากวัยกว่าตักเตือนด
เพียะ! ฝ่ามือหนาตวัดไปที่แก้มนวลของหญิงสาวอย่างลืมตัว ทุกคนยืนตกตะลึง วิศราชาวาบไปทั้งร่าง มือสั่นระริกกุมแก้มใสๆ ของตัวเองที่มีรอยนิ้วมือบิดาแต้มชัด ไม่เคยเลย...ตั้งแต่เด็กจนโตพ่อของเธอไม่เคยตีหรือว่าให้เจ็บช้ำน้ำใจสักครั้ง แต่พอคนพวกนี้ก้าวเข้ามาเพียงวันแรก เธอก็ถูกพ่อตบจนหน้าหัน“ส้ม! พ่อ...พ่อไม่ได้ตั้งใจ...” ผู้เป็นพ่อเพิ่งได้สติ เมื่อเห็นรอยนิ้วมือตนบนใบหน้าสวยสดใสของลูกรัก หัวใจก็กระตุกวาบด้วยความรู้สึกผิดที่พลั้งมือไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ “พ่อขอโทษ...”“ในที่สุดคุณพ่อก็เห็นคนอื่นดีกว่าลูก คุณพ่อไม่รักส้มแล้ว คุณพ่อใจร้าย” ดวงตากลมโตมีน้ำตาคลอเบ้า แต่เจ้าตัวไม่ยอมให้หยดจากตา ไม่ได้เจ็บที่แก้ม แต่ปวดร้าวที่หัวใจต่างหาก“ส้มเกลียดคุณพ่อแล้ว เกลียดที่สุด!” หญิงสาวตะโกนใส่ก่อนวิ่งพรวดพราดออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว“ยายส้ม!” ประมุขของบ้านถึงกับกุมขมับ มองฝ่ามือตัวเองอย่างเสียใจที่สุด เขาผิดเองที่ตามใจลูกมาตลอด คำน้อยก็ไม่เคยว่า ซ้ำยังเลี้ยงอย่างทะนุถนอมมาตลอด เพราะต้องการชดเชยการสูญเสียมารดาของบุตรสาว แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่าสิ่งเหล่านั้นจะทำให้ลูกสาวของเขากลายเป็นเด็กก้าวร้าวอย่างนี้“ผมผิ
“เอ...เสียงแมวดื้อที่ไหนมาร้องไห้แถวนี่นะ”วิศราชะงักกึก ถอนสะอื้น ก่อนหันไปมองร่างสูงโปร่งที่กำลังเดินตรงมา“อ้าว คนหรอกเหรอ” เสียงนั้นยียวนกวนประสาทยิ่งนัก “อ้อ คุณหนูส้มคนสวย แอบมารดน้ำต้นไม้ยามดึกตรงนี้นี่เอง”หญิงสาวกัดฟันแน่น ความโกรธพลุ่งพล่านจนอยากหักคอคนขึ้นมาตงิดๆ แต่ติดที่เสียเปรียบเรื่องรูปร่าง ไม่ทันที่จะได้หักคอเขา เธอนี่แหละคงถูกเขาจับทุ่มคอหักเสียก่อน แต่...ฮึ ใครกลัว!“แล้วพวกปลิงหน้าด้านมาสะเออะอะไรด้วยล่ะ”ปราบดาชะงักกึกกับความโอหังของหญิงสาวตรงหน้า“ก็แค่อยากมาดูหน้าหมาหัวเน่าเท่านั้น” คนพูดชะโงกหน้าทำจมูกฟุดฟิดๆ ก่อนยิ้มเยาะ “หึ หน้าตาเป็นอย่างนี้เอง น่าสมเพชเนอะ!”“เอ๊ะ! นาย!” วิศราชาวาบไปทั้งร่าง ดวงหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยว “ไอ้...”“จุ๊ๆ ลองด่าสิ ถ้าอยากลองดีก็เชิญ แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่าผมไม่ได้ใจดีเหมือนหน้าตาหรอกนะ”“ฮึ พวกหลงตัวเอง ไอ้ฆาตกรใจทราม... อุ๊ย!”ยังพูดไม่ทันจบร่างหญิงสาวก็ลอยขึ้นจากพื้นโดยฝีมือคนตัวโตกว่า ปราบดาอุ้มร่างอรชรของหญิงสาวพาดบ่าก่อนฟาดฝ่ามือหนาเข้าที่ก้นของเธอเน้นๆ เสียงดังเพียะ“โอ๊ย! ไอ้บ้ามาตีฉันทำไม ปล่อยนะ โอ๊ย! เจ็บ...” วิศราร้
“ว้าย! คุณหนูจะทำอะไรคะ”สาวใช้เก่าแก่ร้องเอะอะเมื่อเห็นคุณหนูคนสวยคว้ากรรไกรตัดหญ้าตรงปรี่เข้าไปที่เจ้ากุหลาบงาม ก่อนตัดมันฉับๆ จนกลีบกุหลาบแหว่งวิ่นร่วงกระจายเกลื่อนพื้น เท่านั้นยังไม่หนำใจคนเจ้าอารมณ์ยังผลักกระถางจนตกลงมาแตกไม่มีชิ้นดี“คุณส้ม!” เจ้าของเสียงหวานเรียกอย่างตกใจ เมื่อได้เห็นกุหลาบต้นโปรดย่อยยับไปต่อหน้าต่อตา ปุริมารีบวิ่งเข้าไปรั้งแขนเรียวเสลาหมายหยุดการกระทำอุกอาจของลูกเลี้ยงสาว แต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอมหยุดง่ายๆ จนเกิดการยื้อแย่งชุลมุนขึ้น"ถอยไป! อย่ามายุ่ง ถอยไป ฉันบอกให้ถอยได้ยินไหม...เพียะ!"“โอ๊ย!” โดยไม่ทันระวังมือของคนเป็นลูกเลี้ยงจึงสะบัดฟาดเข้าที่ใบหน้าซีกขวาของแม่เลี้ยงเต็มแรงจนหน้าหันเสียหลักล้มไปกองที่พื้น“ว้าย! คุณผู้หญิง!”วิศราหันขวับมองใบหน้านวลของฝ่ายตรงข้ามที่มีรอยมือของเธอปรากฏชัด ที่มุมปากมีรอยเลือดซึมออกมาให้เห็น ลึกๆ แล้วเจ้าของฝ่ามือพิฆาตก็แอบตกใจอยู่ไม่น้อย เพราะเธอไม่ได้ตั้งใจหรือต้องการทำร้ายร่างกายใครถึงกับเลือดตกยางออก แต่มันช่วยไม่ได้ก็ฝ่ายนั้นสะเออะเข้ามาเกะกะขวางทางเธอเองนี่นา“เอะอะอะไรกัน เสียงดังไปถึงข้างล่าง...ว้าย! คุณหนู! คุณผู้หญิง!”
“ปราบ พี่กำลังคิดว่าเรามาทำให้บ้านคุณวิศเดือดร้อนหรือเปล่า พี่น่าจะเชื่อปราบแต่แรก เราไม่ควรมาอยู่ที่นี่เลย” ปุริมาเอ่ยเสียงเครือ น้ำตาที่พยายามสะกดกลั้นไว้รินอาบแก้มคนเป็นน้องชายถอนหายใจอีกเฮือก ก่อนโอบร่างที่สั่นเทาด้วยแรงสะอื้นเข้ามากอดปลอบโยนอย่างเห็นใจ เขาเคยได้ยินแต่ว่าแม่เลี้ยงส่วนใหญ่จะร้ายกาจกับลูกเลี้ยง แต่เพิ่งเคยเจอนี่แหละที่แม่เลี้ยงใจดีกลับถูกลูกเลี้ยงจอมร้ายกาจรังแกเอาทุกครั้งที่มีโอกาส“พี่ปูรักพี่วิศหรือเปล่าครับ” คนเป็นน้องเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าพี่สาวคลายสะอื้นลงแล้ว“ทำไมถามพี่แบบนั้นล่ะจ๊ะ ถ้าไม่รักพี่จะมายอมทนแบบนี้ทำไม”“นั่นสิครับ จะทนทำไม” ชายหนุ่มจ้องหน้าพี่สาวอย่างจริงจัง ปุริมานิ่งอึ้งไป ที่ผ่านมาเธอพยายามจะอดทน เพราะเห็นแก่สามีที่มีน้ำใจและเอื้ออาทรกับเธอมาตลอด เธอรักเขามากจึงไม่อยากทำให้เขาต้องหนักใจ อะไรยอมได้ก็ยอมไป แต่นั่นกลับทำให้ลูกเลี้ยงสาวยิ่งเกเรหนักข้อขึ้นทุกวัน ยิ่งคิดก็ยิ่งท้อใจ ทำอย่างไรนะเธอถึงจะเอาชนะใจวิศราได้ เธอไม่อยากเป็นแม่เลี้ยงใจร้ายเลยจริงๆ“พี่ควรทำยังไงดีปราบ พี่คิดอะไรไม่ออกแล้ว”น้ำเสียงอ่อนล้าของพี่สาวทำให้คนเป็นน้องนึกโกรธตัวต
“แต่ส้มเกลียดหมอนั่น คนเลว! เมื่อไหร่คนพวกนั้นจะไปพ้นๆ บ้านเราเสียทีคะ เมื่อไหร่ยายผู้หญิงคนนั้นจะคืนคุณพ่อให้ส้มสักที” เสียงฮึดฮัดไม่สบอารมณ์“ตายจริงคุณหนู ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะคะ เดี๋ยวคุณปราบเธอมาได้ยินเข้า”“ได้ยินก็ดีสิคะ จะได้ไปๆ ให้พ้นบ้านเราสักที ส้มเกลียดขี้หน้าจะตายแล้ว ไหนจะยายพี่สาวอีกคน อย่าคิดว่ารู้ไม่ทันว่ามันประจบให้คุณพ่อพาไปเที่ยวสองต่อสอง” หญิงสาวเม้มปากอย่างขุ่นเคือง “หึ! คอยดูนะ ส้มจะทำทุกวิถีทางให้สองพี่น้องนั่นกระเด็นออกไปจากบ้านเราให้เร็วที่สุด ต่อให้ต้องใช้วิธีสกปรกก็ตาม”“โธ่...คุณหนูคะ” นางรื่นรมย์ได้แต่ส่ายหน้าระอาในความเจ้าคิดเจ้าแค้น มองตามหลังนายสาวที่ผละวิ่งขึ้นห้องไป โดยไม่รู้เลยว่ามีใครแอบมองอยู่ห่างๆ อย่างเข่นเขี้ยวปราบดากัดฟันกรอด หลังได้ยินคำประกาศศึกจากหญิงสาวร่วมบ้านเต็มสองหู ลำพังตัวเขานั้นไม่แคร์อยู่แล้วว่าเธอจะมาไม้ไหน แต่ถ้าเด็กคนนั้นจ้องจะเล่นงานพี่สาวสุดที่รักของเขา งานนี้เขาคงจะปล่อยเธอไปไม่ได้เสียแล้วสินะ แต่คนหัวดื้อแบบวิศราคงปราบด้วยวิธีธรรมดาไม่ได้ เขาต้องหามาตรการขั้นเด็ดขาดมาจัดการกับเธอตามแบบของเขา มาลองดูกันสักตั้ง ระหว่างคุณหนูตั
“ใช่ครับ ก็เธอเป็นภรรยาคุณไม่ใช่เหรอ”ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติยุทธนาคงกรี๊ดแตกที่ถูกจับคู่กับชะนีแม้จะเป็นเพื่อนรัก แต่ยามหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ เขาต้องแอ๊บแมนเก็บอาการไว้ก่อน“เดี๋ยวนะครับ คุณหมายถึงอะไร ลูกในท้องใครกัน ผมคิดว่าคุณคงต้องเข้าใจอะไรผิดแน่ๆ วิศรา เอ่อ ผมหมายถึงเธอ” คนพูดพยักพเยิดไปทางห้องคนป่วย “เราทั้งสองเป็นแค่...” ยังไม่ทันได้แก้ความใจผิด พยาบาลสาวก็เดินออกมาจากในห้องเสียก่อน“ขอโทษนะคะ พอดีคุณหมอขอเชิญญาติคนไข้เข้าไปคุยที่ห้องสักครู่ ไม่ทราบว่าใครเป็นเจ้าของไข้คะ”“ผมเป็นเจ้าของไข้ครับ ส่วนเขาเป็นสามีเธอ”ยุทธนาหันขวับ อ้าปากค้าง ทำตาปริบๆ นึกว่าตัวเองหูฝาด อยู่ดีๆ ก็ดันมีเมียเป็นชะนีเฉยเลยแหม ถ้าเปลี่ยนจากวิศราเป็นพ่อหนุ่มน่าเจี๊ยะตรงหน้า เขายังจะปลื้มเสียกว่า แต่จะว่าไปเขารู้สึกคุ้นหน้าอีกฝ่ายเหลือเกิน แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน แต่ยังไม่ทันได้ถามก็ถูกขัดจังหวะเสียก่อน“งั้นขอเชิญพวกคุณทั้งคู่ทางนี้ค่ะ”ทั้งสองหนุ่มหันไปมองหน้ากัน ก่อนเดินตามพยาบาลคนนั้นเข้าไปในห้องเวลาผ่านไปพักใหญ่ คนทั้งสองเดินออกจากห้องแพทย์ด้วยอาการที่ต่างกัน ยุทธนานั้นถึงขั้นช็อก ใบ้รับประท
“ผมคงไม่ได้กรนดังจนปลุกคุณใช่ไหม” คนพูดคลี่ยิ้มจนแลเห็นเขี้ยวเสน่ห์น่ามอง เขายืดกายขึ้นนั่งตัวตรงด้วยท่วงท่าสง่างามอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ยังคงจับมือเธอไว้ไม่ยอมปล่อย“คะ...คุณเป็นใคร” เอ่ยถามเสียงแหบพร่าอย่างยากลำบากเพราะมีเครื่องช่วยหายใจครอบอยู่“ผมคือฮีโรของคุณไง...” เขาเอ่ยติดตลก แต่คนเจ็บไม่ทันสังเกตว่าดวงตาสีเทาคู่นั้นแอบไหววูบไปนิดๆ“คุณคือคนที่ช่วยฉะ...แค่กๆ” คนเจ็บไอออกมาเพราะคอที่แห้งผาก จนเขาต้องรีบกดปุ่มเรียกพยาบาลประตูห้องถูกเปิดผลัวะอย่างรีบร้อน แต่คนที่โผล่เข้ามาก่อนพยาบาลกลับกลายเป็นเพื่อนชายคนสนิทของวิศรานั่นเอง“ยายส้ม!” ร่างสูงโปร่งปราดเข้ามาเกาะที่ข้างเตียงด้วยความเป็นห่วง ถามด้วยเสียงร้อนรน “แกเป็นไงบ้าง เจ็บตรงไหน...”ภาพความห่วงใยนั้นทำให้เจ้าของดวงตาสีเทาต้องขยับถอยฉากไปยืนห่างๆ พยายามเงี่ยฟังภาษาแปลกหูนั้นแต่ก็ไม่เข้าใจสักคำ ใบหน้าหล่อเหลาหม่นแสงลงเมื่อเห็นชายหนุ่มผู้นั้นแสดงออกถึงความห่วงใยใกล้ชิดสนิทสนมกับคนเจ็บสาวสวย ในใจว้าวุ่นทำไมนะ คนข้างกายของเธอผู้นี้ถึงไม่เป็น...เขา“ฉันโทร. หาแกเป็นร้อยๆ สายเลยรู้ไหม ไปหาที่อะพาร์ตเมนต์ก็ไม่เจอ ถามใครก็ไม่มีใครรู้เร
คิดไปแล้วก็ยิ่งเจ็บปวดใจ หยาดน้ำใสๆ ไหลรินออกมาจากหางตาเพื่อระบายความอัดอั้นในหัวใจที่ผุพังยับเยิน“เป็นอะไรไป คุณร้องไห้ทำไม เจ็บหรือ...” ปลายนิ้วอุ่นๆ ปาดไล้ซับน้ำตาให้อย่างแผ่วเบา “ผมจะไปตามหมอให้นะ...”“มะ...ไม่ ไม่ต้องตาม” วิศรารีบรั้งเขาผู้นั้นไว้ด้วยเสียงแหบพร่า พร้อมกับดวงตาคู่สวยที่ลืมขึ้นมองไปทางต้นเสียงชายหนุ่มชาวต่างชาติร่างสูงใหญ่ก้มลงมองสบตาเธอกลับมา นัยน์ตาสีเทาลึกซึ้งทอดมองมาด้วยความเป็นห่วงเป็นใยอย่างจริงใจ เขารวบมือบางของเธอขึ้นมากุมไว้ราวกับจะช่วยถ่ายทอดกำลังใจให้คนป่วย“ทำไมล่ะ คุณไม่อยากให้ผมเรียกหมอมาดูอาการเหรอ”หญิงสาวส่ายหน้าช้าๆ ดวงหน้าหวานซึ้งยังคงซีดเผือดไร้ชีวิตชีวา เธอไม่ได้ต้องการหมอ เพราะอาการเจ็บของเธอไม่มีหมอคนไหนในโลกสามารถเยียวยามันได้เขาผู้นั้นถอนหายใจเบาๆ พลางโน้มกายลงมาใกล้ ก่อนส่งยิ้มละมุนปนขมขื่นอยู่ลึกๆ ให้“คุณกับลูกเก่งมากเลยรู้ตัวไหม เลือดออกมากขนาดนั้น ทีแรกผมนึกว่าจะไม่รอดเสียแล้ว ถ้าเป็นอย่างนั้นผมคงต้องรู้สึกผิดต่อคุณและ...เอ่อ...พ่อของเด็กไปชั่วชีวิตแน่ๆ”จู่ๆ มือบางก็เกร็งขึ้นนิดๆ“จริงสิ ต้องการให้ผมโทร. ไปบอกสามีของคุณไหมว่าคุณอยู
“อุ๊บ...” มือบางผลักโทรศัพท์ออกห่าง พร้อมผละวิ่งเข้าไปในห้องน้ำท่ามกลางความตกใจของเพื่อนสนิท“ว้าย! ยายส้ม!” ยุทธนารีบวิ่งตามไปลูบหลังลูบไหล่ให้เพื่อนไปด้วยความเป็นห่วง ครู่ใหญ่อาการคลื่นเหียนจึงค่อยทุเลา“ไปให้หมอตรวจหน่อยดีกว่านะแก อย่างน้อยจะได้มั่นใจว่าไม่มีอะไรจริงๆ”“อืม เดี๋ยวฉันจะไปหาเอง แกรีบไปเรียนเหอะเดี๋ยวจะสาย อาการดีขึ้นแล้วเดี๋ยวฉันค่อยตามไป”“แน่นะยะ ทางที่ดีฉันว่าแกควรหยุดแล้วนอนพักสักวันนึงดีกว่านะ หรือจะให้ฉันอยู่เป็นเพื่อนดี”“อย่าห่วงเลย คงไม่เป็นอะไรมากหรอก เดี๋ยวพักแป๊บนึงคงดีขึ้นแล้วจะตามไป”“เอางั้นเหรอ เออๆ ตามใจ แต่ถ้ามีอะไรต้องรีบโทร. หาฉันเลยนะ”“อืม...”วิศรารับคำ ทั้งที่ในใจวิตกกังวล ได้แต่พยายามปลอบใจตัวเองว่าคงไม่เป็นอะไรมาก เธอแค่เครียดเท่านั้น แต่อีกใจก็ยังไม่วายนึกหวั่น ถ้าเรื่องที่กลัวเป็นจริงขึ้นมาล่ะ เธอควรจะทำอย่างไรดี...ไม่หรอกน่า! ชีวิตเธอคงไม่ซวยไปมากกว่านี้หรอกมั้ง...แต่แล้วสิ่งที่หวาดหวั่นก็พลันเกิดขึ้น! ร่างเพรียวระหงเดินโผเผหมดเรี่ยวแรงออกมาจากโรงพยาบาลไปตามถนนราวกับคนไร้วิญญาณ สองหูยังแว่วได้ยินเสียงที่เธอไม่ต้องการฟังตลอดเวลา มือบางก
“หม่าม้ากลัวฉันกะแกอดอยากเลยส่งเสบียงมาให้เพียบเลย มีของโปรดแกด้วยนะยะ” คนพูดอดขำไม่ได้เมื่อนึกถึงผู้เป็นแม่ที่ห่วงว่าเขาจะผอมหัวโตเพราะอาหารไม่ถูกปากจนต้องส่งของกินมาให้มากมาย แถมยังเผื่อแผ่มาให้แม่คนสวยหน้ายุ่งที่ครอบครัวเขาหมายตาไว้ในตำแหน่งศรีสะใภ้เอกด้วย “หมูแดดเดียว น้ำพริกนรกแตก กิมจิ แล้วนี่เด็ดกว่า แท่นแท้น...ปลาเค็มสูตรเด็ด หม่าม้าฉันตากเองกับมือเลยนะแก นี่ไง”“อุ๊บ!” เพียงแค่เปิดห่อของฝากทีเด็ดเท่านั้น กลิ่นฉุนกึกก็จู่โจมอย่างเฉียบพลันจนหญิงสาวรู้สึกคลื่นไส้ วิศรารีบปัดมือเพื่อนออกห่าง ก่อนพุ่งตรงไปยังห้องน้ำอย่างรวดเร็วยุทธนาเกาหัวแกรกๆ เมื่อได้ยินเสียงอาเจียนโอ้กอ้ากของแม่เพื่อนสาว ก่อนตามเข้าไปช่วยลูบหลังไหล่ให้วิศราอย่างเป็นห่วงแกมสงสัย หลังจากอาเจียนจนแทบหมดไส้หมดพุง วิศราก็ถูกเพื่อนหนุ่มประคองออกมานอนพัก หน้าตาซีดเซียวไร้สีเลือด ดวงตาคู่งามมีน้ำใสๆ เอ่อขึ้นมาคลอเบ้า“ค่อยยังชั่วขึ้นไหมแก” ความเงียบจนน่ากลัวของเพื่อนสาวทำให้ยุทธนาเริ่มเป็นห่วงขึ้นมาจริงๆ “ไปหาหมอหน่อยดีไหม อาการแกไม่น่าไว้ใจเลยอ่ะ แกไหวหรือเปล่า เดี๋ยวฉันพาไปโรงพยาบาล”“ไม่!”หญิงสาวแผดเสียงลั่นอย่าง
ชีวิตเธอพังพินาศย่อยยับเพราะฝีมือพี่น้องคู่นั้นแท้ๆ คนพี่แย่งบิดาสุดที่รักไป ส่วนคนน้องพรากสิ่งมีค่าที่ผู้หญิงทุกคนหวงแหนและแต้มรอยราคีหมองให้แก่ชีวิตของเธอ สิ่งที่เขาทำกำลังกัดกร่อนชีวิตของเธอแม้ในยามที่หนีมาอยู่คนละซีกโลกตอนนี้คงสมใจคนพวกนั้นแล้ว นายปราบดาตัวร้ายนั่นคงอยู่ดีมีสุขในบ้านของเธอ หรือไม่ก็อาจควงสาวๆ ไปหาความสำราญตามประสาชายเจ้าชู้ไปวันๆ ผิดกับเธอที่ถูกฝันร้ายในคืนอัปยศนั่นคอยตามมาหลอกหลอนให้นอนผวาทุกค่ำคืน แม้ยามตื่นยังต้องหวั่นวิตกกลัวสิ่งที่จะตามมาจากผลของการกระทำของผู้ชายสารเลวคนนั้น “กูดมอร์นิงจ้าดาร์ลิง...”เสียงทักทายสดใสดังเข้ามาก่อนตัว ทว่าไม่มีการตอบรับจากคนถูกทักที่กำลังนั่งใจลอยมองเหม่อ สีหน้าเศร้าหมอง ทำให้เจ้าของเสียงที่โผล่หน้าเข้ามาแปลกใจ ยุทธนาเดินเข้าไปใกล้ โบกมือตรงหน้าคนใจลอยเรียกสติ แต่ก็ยังไม่เป็นผลจนชักเริ่มโมโห“ยายส้มจี๊ด!”เจ้าของชื่อ สะดุ้งนิดๆ แต่พอเห็นว่าเป็นเพื่อนสนิทจึงแอบหันไปปาดน้ำตาทิ้ง ก่อนหันมายิ้มกลบเกลื่อน แต่ก็ช้าไปเมื่ออีกฝ่ายได้เห็นสีหน้าซีดเซียวถนัดตา“เป็นอะไรไปน่ะยายส้ม ร้องไห้ทำไม”“เปล่านี่ ไม่ได้ร้อง”ยุทธนาเหลือบมองต้นเหต
แล้วก็เป็นเธอที่หาเหตุผิดสัญญาไม่ยอมกลับมาหาพ่อ และที่ร้ายกว่านั้นคือเธอตั้งใจที่จะไม่กลับมาหาพ่ออีกแล้วด้วยซ้ำ หากไม่มีคนส่งข่าวว่าพ่อของเธอเข้าโรงพยาบาลและอาการโคม่า คนพวกนั้นดูแลพ่อเธอยังไง ถึงปล่อยปละละเลยจนท่านมีอาการหนักหนาถึงขนาดต้องนอนไอซียูได้ดวงตาคู่สวยหม่นเศร้า ได้แต่ถามตัวเองในใจว่า หากเธอรู้ว่าจะมีวันนี้ เธอยังคิดจะจากพ่อไปไกลหรือไม่ แต่ถ้าเธอไม่ไปแล้วพ่อเกิดรู้ว่าลูกสาวคนนี้ปกปิดความลับอะไรไว้บ้าง บางทีพ่อเธออาจจะอาการหนักกว่าที่เป็นหรือเปล่า แค่คิดก็เย็นยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจเสียแล้ววิศราคิดเพลินๆ จู่ๆ เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น หญิงสาวยิ้มบางๆ เมื่อเห็นเบอร์โทร. คุ้นตาที่โชว์อยู่บนหน้าจอเล็กน้อยก่อนจะกดรับ“ผมเองนะ...” เสียงนุ่มหูราวกับหยดน้ำกลางทะเลทรายอันร้อนระอุทำให้หัวใจอันแห้งแล้งของคนฟังชุ่มฉ่ำขึ้น “ผมรู้ข่าวพ่อคุณแล้ว ท่านเป็นยังไงบ้าง”“ยังอยู่ในห้องไอซียูค่ะ เพิ่งผ่าตัดเสร็จเมื่อวาน เห็นหมอว่าการผ่าตัดสำเร็จด้วยดี แต่ยังไม่ฟื้นค่ะ เลยยังเยี่ยมไม่ได้”“แล้วคุณล่ะเป็นยังไงบ้าง”ความห่วงใยที่ถ่ายทอดผ่านมาทางโทรศัพท์ทำให้หัวใจดวงน้อยอบอุ่นขึ้น“ฉันไม่เป็นไรค่ะ
พอคล้อยหลังพี่สาว สีหน้าของชายหนุ่มก็เคร่งขรึมลงถนัดตา ยามที่จะเปิดประตูเข้าห้องตัวเอง ดวงตาคมกริบก็เผลอมองเลยไปยังประตูห้องที่อยู่ถัดไป และแล้วความทรงจำต่างๆ ก็ไหลบ่าเข้ามาอย่างรวดเร็วมันอาจไม่ใช่ความทรงจำที่สวยงามนักสำหรับเธอ แต่สำหรับเขากลับไม่อาจลืมทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนั้นได้ลง คืนแรกที่เธอเป็นของเขา ค่ำคืนที่แสนตราตรึง แม้เขาจะพร่ำบอกตัวเองว่าไม่ได้รักหญิงสาวคนนั้นกี่พันครั้ง สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงอารมณ์อยากเอาชนะเพียงชั่ววูบเท่านั้น แต่ทุกคราวที่อยู่คนเดียว ดวงหน้าสวยหวานก็มักแวบเข้ามาในสมอง ยายเด็กดื้อคนนั้นจะคิดถึงเขาบ้างหรือเปล่านะ...คงไม่คิดหรอก ก็เธอเกลียดเขา อีกอย่างเธอมีคนที่คอยเยียวยาหัวใจไปด้วยนี่นา แค่คิดใจก็เจ็บแปลบขึ้นมา ช่างเถอะ อีกไม่นานเขาคงลืมผู้หญิงใจดำคนนั้นได้ เวลาจะช่วยเยียวยาทุกอย่างได้จู่ๆ เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น ปราบดามองเบอร์แปลกที่ปรากฏบนหน้าจอนิ่ง ก่อนตัดสินใจรับสาย“คุณปราบหรือคะ นี่พรีมเองนะคะ พรีมโรส นางแบบปกที่คุณมาถ่ายภาพให้นิตยสารเพิร์ลวันก่อนไงคะ” เขารับคำไปอย่างเนือยๆ พลางนึกถึงแม่นางแบบสาวสวยหุ่นเซ็กซี่ที่เขาเคยไปถ่ายภาพเพื่อใ
หลายวันผ่านไป บรรยากาศในบ้านอาภาพิพัฒน์ที่ปราศจากวิศราช่างเงียบเหงาอย่างน่าใจหาย วิศรุตเงียบขรึมและพูดน้อยลง แต่ยังดีที่ภรรยายังคงดูแลและเอาใจใส่ไม่ห่าง ส่วนคนที่อาการหนักไม่แพ้กันคือนางรื่นรมย์ที่แอบน้ำตาซึมอยู่ทุกครั้งที่มีโอกาส แต่ที่ไม่มีใครสังเกตคือชายหนุ่มอีกคนของบ้านที่มักนั่งใจลอยเงียบๆ อยู่บ่อยครั้ง“ปราบ...” ปุริมาต้องเขย่าแขนน้องชายอีกครั้ง“ครับ...อ้อ พี่ปูเองเหรอครับ” คนใจลอยเพิ่งได้สติ ดวงตาสีเข้มมองคนเป็นพี่อย่างงุนงง“จ้ะ พี่เอง เป็นอะไรไป ใจลอยคิดถึงสาวที่ไหนกันน้องพี่ ดูสิ เรียกตั้งนานเพิ่งจะรู้สึกตัว”ปราบดาลูบท้ายทอยกลบเกลื่อนอาการครุ่นคิดหนัก“พี่ปูมีอะไรจะใช้ผมเหรอครับ”“วุ้ย! ฟังพูดเข้า พี่ไม่มีอะไรจะใช้เธอหรอกจ้ะ แค่จะถามว่าเย็นนี้อยากทานอะไรหรือเปล่า พี่จะได้เตรียมให้”“ไม่รู้สิครับ ผมไม่ค่อยหิวเลย เอ่อ ช่วงนี้งานมันยุ่งๆ เลยกินบ้างไม่กินบ้าง” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเนือยๆ อันที่จริงคือกินไม่ลงต่างหาก แถมนอนก็ไม่หลับ เพราะเอาแต่คิดถึงหน้าหวานๆ ที่คอยหลอกหลอนกวนใจไม่ว่างเว้น สายตาเย็นชาที่มองสบตาเขาก่อนที่จะจากไปพร้อมผู้ชายคนนั้นทำให้ปราบดาเก็บไปฝันร้ายอยู่หลายคืน ไม