Share

บทที่ 8 สมรสพระราชทาน

Auteur: sanvittayam
last update Dernière mise à jour: 2025-01-25 16:51:24

บทที่ 8

สมรสพระราชทาน

แม่ทัพเสวี่ยเมื่อมาถึงเมืองหมิงเวย ก็มุ่งหน้าไปที่พระราชวังโดยไม่หยุดพักที่ใด ถึงแม้ว่าเขาจะเหน็ดเหนื่อยจากการกรำศึกมา­เป็นเวลาหลายเดือน แต่ทว่าความมุ่งมั่นในการทำเพื่อแผ่นดินของเขานั้นสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด จึงต้องนำรายงานไปกราบทูลฮ่องเต้ด้วยตนเอง อีกทั้งยังมีตราประทับของท่านแม่ทัพใหญ่ ที่จะต้องส่งคืนให้ถึงมือ รวมถึงเครื่องบรรณาการต่าง ๆ ที่ยึดมาได้จากเมือ­งอวี้โจว

“เร่งฝีเท้าเร็วเข้า อย่าให้ฝ่าบาทต้องรอนาน” แม่ทัพเสวี่ยเอ่ย­ขึ้นด้วยเสียงจริงจัง

ขบวนของแม่ทัพเสวี่ยเปลี่ยนจากการเดินเท้าด้วยความเร็วมาเป็นวิ่งเหยาะ เพื่อให้เคลื่อนที่ได้เร็วกว่าเดิม

โดยครั้งนี้แม่ทัพเสวี่ยนำทหารมาด้วยเพียงหนึ่งร้อยนายเท่านั้น ส่วนทหารที่เหลือในกองทัพ ได้ถูกสั่งการให้เดินทางกลับเข้าค่ายทหารซึ่งตั้งอยู่นอกเมืองไปเรียบร้อยแล้ว

ในเวลาเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ขบวนของแม่ทัพหนุ่มก็เคลื่อนมาถึงพระราชวัง

“แม่ทัพเสวี่ยมาถึงแล้ว!” เสียงทหารเฝ้าประตูวังดังขึ้น

แม่ทัพเสวี่ยเดินตรงเข้าไปยังท้องพระโรงแต่เพียงผู้เดียว ส่วนรองแม่ทัพและทหารที่เหลือ ต่างยืนรออยู่หน้าประตู พร้อมกับเคลื่อนย้ายเหล่าเครื่องบรรณาการที่ยึดมาได้ไปไว้ด้านข้าง

“เสวี่ยช่างเจิ้นถวายบังคมฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นหมื่นปี”

“ลุกขึ้นเถิด แล้วรายงานมาว่าเป็นอย่างไรบ้าง”

ฮ่องเต้ตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจและพอพระทัย ที่ครั้งนี้ได้ชัยชนะกลับมา

เนื่องจากทุกครั้งที่เขาเข้าวังหลวง จะเป็นหลังจากที่ไปออก­รบแล้วนำชัยชนะกลับมา ดังนั้นการรายงานเรื่องการศึก จึงเป็นสิ่งที่แม่ทัพเสวี่ยชำนาญอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าจะอยู่ต่อหน้าฮ่องเต้ เขาก็ไม่เคยประหม่าแม้แต่น้อย

บางครั้งถึงกับกราบทูลอย่างตรงไปตรงมา จนวาจานั้นไปเสียดแทงหูขุนนางท่านอื่นเข้าก็มี

“ในครั้งนี้ที่กระหม่อมสามารถนำชัยชนะกลับมาได้ ล้วนเป็นเพราะบารมีของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพเสวี่ยตอบฮ่องเต้อย่างนอบน้อม

ฮ่องเต้ได้ยินดังนั้นก็ทรงพระสรวลขึ้นมาอย่างพอพระทัยแล้วตรัสว่า “เจ้ามิต้องมาเยินยอเรา มีหรือที่เราจะไม่รู้ว่าทั้งหมดเป็นเพราะความเก่งกาจของเจ้า เจ้ารายงานมาเถอะ ว่าได้อะไรมาบ้าง”

แม่ทัพเสวี่ยหยุดคิดสักครู่ แล้วเรียงร้อยสิ่งที่คิดไว้ออกมา

“การศึกในครั้งนี้ยึดได้เมืองอวี้โจว ได้บรรณาการมาเป็นทหารห้าพันนาย เงินทอง หยก เครื่องเคลือบ และแพรพรรณจำนวนหนึ่ง อีกทั้งได้ตราประทับของท่านแม่ทัพใหญ่กลับมาด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

เอ่ยจบแม่ทัพหนุ่มก็ยื่นตราประทับให้กับหงกงกง จากนั้นหงกงกงก็นำขึ้นถวายองค์ฮ่องเต้ทันที

“ดี ๆ ท่านแม่ทัพใหญ่ ท่านลองตรวจสอบดูว่านี่เป็นของจริงหรือไม่” ฮ่องเต้ดูแล้วก็ส่งคืนให้หงกงกงและตรัสกับแม่ทัพใหญ่

หงกงกงนำตราประทับนั้นมายื่นให้กับแม่ทัพใหญ่เหยียนโหวตรวจสอบ เมื่อพบแล้วว่าเป็นของจริงก็กล่าวชื่นชมแม่ทัพหนุ่มเป็นการใหญ่ โดยฮ่องเต้ก็พอพระทัยกับผลงานในครั้งนี้อย่างมาก

“เจ้าทำดีมาก แล้วเราจะมีรางวัลให้เจ้าอย่างสมควร”

“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” เสวี่ยช่างเจิ้นรีบก้มให้เจ้า­แผ่นดินด้วยความนอบน้อม

หลังจากนั้นก็มีการประชุมหารือราชการในเรื่องอื่นกันต่อ การ­ประชุมในท้องพระโรงหลังจากที่แม่ทัพเสวี่ยนำข่าวดีกลับมา เป็นไปอย่างเคร่งเครียด ถึงแม้ว่าครั้งนี้แม่ทัพหนุ่มจะสามารถเอาชนะแคว้นสือเจ้ามาได้ก็จริง แต่อีกไม่นานชาวเจี๋ย ชนกลุ่มน้อยที่เป็นกองกำลังลับของแคว้นสือเจ้า จะต้องเตรียมกำลังทหารเพื่อมาบุกตียึดเมืองคืนอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้แคว้นฉางอันเองจึงต้องเตรียมตัวตั้งรับให้ดี

โดย­หน้าที่ครั้งนี้ก็หนีไม่พ้นแม่ทัพเสวี่ย เนื่องจากเขาเป็นแม่­ทัพที่เดินทางขึ้นไปรบทางเหนือบ่อยที่สุด ทั้งยังรู้จักภูมิศาสตร์ของแคว้นสือเจ้าเป็น­อย่างดี ทุกคนจึงลงความเห็นว่าต้องเป็นเขา

“ใช่ ๆ ข้าว่าท่านแม่ทัพเสวี่ยเหมาะสมที่สุดแล้ว” ซูม่อเยี่ย เจ้ากรมทะเบียนราษฎร์เอ่ยขึ้น

อันที่จริงแล้ว ไม่ว่าแม่ทัพเสวี่ยจะทำอะไร ได้ผลงานกลับมาหรือไม่นั้น ซูม่อเยี่ยก็จะคอยเอ่ยวาจาสนับสนุนเขาตลอด เพราะอยากให้บุตรีของตนแต่งให้กับแม่ทัพผู้นี้ หากได้แม่ทัพหนุ่มผู้นี้มาเป็นบุตร­เขย ภายภาคหน้าไม่ว่าจะกระทำการสิ่งใดก็จะสะดวกขึ้น อีกทั้งเสวี่ยช่างเจิ้นยังเป็นคนมีชื่อเสียง ไม่ว่าตระกูลไหนต่างก็หมายปองกันทั้งนั้น หากตระกูลซูของตนได้มาเป็นบุตรเขยก็จะมีอำนาจ และสามารถข่ม­ตระกูลอื่นได้อีกมาก

“ข้าก็คิดเช่นนั้น” ขุนนางผู้อื่นกล่าวเสริม

เมื่อสิ้นเสียงขุนนางที่ต่างเริ่มจับกลุ่มสนทนาแล้วว ฮ่องเต้ก็ตรัสต่อว่า “แม่ทัพเสวี่ย เรื่องนี้เราให้อำนาจกับเจ้าเต็มที่ เจ้าฟังเพียงคำสั่งของเรากับแม่ทัพใหญ่เหยียนโหวเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นนั้น หากเจ้าขาดเหลือสิ่งใดก็วางแผนกับเจ้ากรมการคลังได้เลย”

“ขอบพระทัยฝ่าบาท” แม่ทัพเสวี่ยน้อมรับพระบัญชา

         

 ณ จวนเจ้ากรมการคลัง

จ้าวเยว่นั่งมองปลาที่ตนเลี้ยงแหวกว่ายไปมาเฉกเช่นทุกวัน วันนี้ในบ่อปลามีปลาตายไปหนึ่งตัว นางเสียใจมากจนร้องไห้ฟูมฟาย

“ปลาพวกนี้เป็นเหมือนสหายของข้า มันตายไปตัวหนึ่งก็­เหมือนกับว่าข้าเสียสหายไปผู้หนึ่ง” จ้าวเยว่เอ่ยไปก็ฟูมฟายไป

ผิงผิงที่ไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่เอ่ยในสิ่งที่พอจะเอ่ยได้ออกมา “คุณหนูเจ้าคะ ปลาอย่างไรก็คือปลา พวกมันเอ่ยก็ไม่ได้ จะเป็นสหายของท่านได้อย่างไรเจ้าคะ”

ยิ่งเอ่ยก็ยิ่งเหมือนไปสะกิดให้จ้าวเยว่เสียใจมากขึ้นกว่าเดิม

“เจ้าไม่มีวันเข้าใจหรอกผิงผิง เจ้ามิใช่คนที่เกิดมาแล้วไม่มีแม้แต่สหายคนเดียวอย่างข้า”

“ก็เป็นเพราะว่าคุณหนูไม่ยอมคบผู้ใดเป็นสหายเองมิใช่หรือเจ้าคะ” ผิงผิงกล่าวอย่างจนใจ

“ผิงผิง เจ้าเลิกเอ่ยไปเลย ข้าไม่อยากฟัง” จ้าวเยว่งอนใส่สาว­ใช้ของตนเสียอย่างนั้น

จู่ ๆ ก็มีบ่าวคนหนึ่งวิ่งมาจากทางประตูจวน เขาวิ่งมาหยุดต่อหน้านายบ่าวทั้งสองก่อนที่จะรายงานว่า

“มีคนมาหาคุณหนูขอรับ ตอนนี้นางรออยู่ด้านนอกขอรับ”

“ใครกัน” จ้าวเยว่ถามอย่างสงสัย ชีวิตนางมีคนต้องการพบ­หน้าด้วยอย่างนั้นหรือ

“นางบอกว่าเป็นคุณหนูรองจากตระกูลซูขอรับ”

เป็นครั้งแรกที่มีคนมาหานางถึงที่จวน จ้าวเยว่ดีใจอย่างมาก ใน­ที่สุดนางก็มีสหายกับเขาเสียที นางรู้ดีว่าซูหนิงคนนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นน้องสาวของซูหลิงเจียวผู้ซึ่งไม่ชอบนางสักเท่าไร ทว่าพี่กับน้องคู่­นี้ ว่าไปแล้วก็มีนิสัยแตกต่างกัน ซึ่งซูหนิงถือว่าไว้ใจได้ในระดับหนึ่ง เป็นคนที่คบหาเป็นสหายได้

เสียดายที่วันนี้ทั้งท่านพ่อ ท่านแม่ และท่านพี่ทั้งสอง ต่างก็ไม่อยู่จวน บิดาของนางมีประชุมที่ท้องพระโรง ในขณะที่มารดาไปซื้อของเข้า­จวนเพื่อเตรียมการสำหรับฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง   ส่วนพี่ชายทั้งสองไปทำงาน จ้าวเยว่จึงไม่รอช้าให้คนไปเชิญซูหนิงเข้ามาด้านใน

“อย่างนั้นนำพานางไปรอข้าที่ในสวน และให้คนดูแลนางเป็นอย่างดี อีกสักครู่ข้าจะตามไป” จ้าวเยว่เอ่ยขึ้นอย่างดีใจ

“ขอรับคุณหนู” บ่าวคนนั้นรับคำสั่งแล้วรีบเดินจากไป

“สหายของคุณหนูหรือเจ้าคะ” ผิงผิงถามคุณหนูของนางอย่างแปลกใจ

“ใช่แล้ว” จ้าวเยว่ตอบด้วยรอยยิ้มสดใส ความหม่นหมองเรื่องที่สหายปลาตายไปเมื่อครู่ หายวับไปกับตา

“ไว้ใจได้หรือเจ้าคะ” ผิงผิงถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ เพราะวันนี้ไม่มีใครอยู่ภายในจวนเลย หากเกิดเรื่องขึ้นมาก็ยากที่นางจะจัดการอะไรได้

จ้าวเยว่จึงหันหน้ามาเอ่ยกับสาวใช้ของนาง

“เจ้าวางใจได้เลยผิงผิง สหายน้อยของข้าคนนี้ ถือว่าเป็นคน­ดีในระดับหนึ่ง เราไปต้อนรับสหายคนแรกของข้ากันเถอะ”

“เจ้าค่ะ” ผิงผิงจึงทำได้แต่รับคำและเดินตามไปก็เท่านั้น

ซูหนิงเดินตามบ่าวคนเดิมเข้ามาถึงสวนด้านหลังจวนอย่าง­อารมณ์ดี สายตานางสอดส่องดูทุกซอกทุกมุมของจวน ราวกับจะมาสืบอะไรสักอย่าง

“เจ้าจะมาสืบอะไรไปให้พี่สาวเจ้าอย่างนั้นหรือ” จ้าวเยว่แกล้งถามลองใจนางดู เมื่อเห็นท่าทางอย่างนั้นของซูหนิง

“ขะ...ขะ...ข้าเปล่า ข้าเพียงแต่มาหาท่าน” ซูหนิงตอบกลับอย่างตกใจที่ถูกเข้าใจผิด

จ้าวเยว่เห็นซูหนิงทำท่าทางตกใจ จึงยิ้มให้นางหนึ่งครั้งก่อนจะเอ่ยว่า “ข้าแค่ล้อเจ้าเล่น เจ้ามาหาข้า วันนี้มีเรื่องอันใดหรือ”

“ข้าเพียงอยากจะมาสนทนากับท่าน” ซูหนิงตอบเบา ๆ ครั้ง­นี้นางทำสีหน้าจริงจัง

“พอดีเลย วันนี้ข้าอยู่จวนคนเดียวเหงาเป็นอย่างยิ่ง ว่าแต่เจ้ามีเรื่องอะไรถึงต้องจริงจังถึงเพียงนี้”

“ท่านพี่เยว่ ท่านแอบไปฝึกยุทธ์ที่สนามฝึกของกองทัพอยู่บ่อย ๆ ใช่หรือไม่” ซูหนิงกระซิบถามด้วยเสียงแผ่วเบา เหมือนกลัวว่าผู้ใดจะมาได้ยิน

เมื่อได้ยินคำถามจ้าวเยว่ก็ถึงกลับประหลาดใจ ว่าซูหนิงได้­ยินเรื่องนี้มาจากไหน ทั้ง ๆ ที่นางเก็บเรื่องนี้เป็นความลับมาตลอด อีกทั้งเหล่าทหารภายใต้บังคับบัญชาของพี่ชายนาง ก็ไว้ใจได้ทุกคน

“เจ้าไปได้ยินมาจากไหนกัน” จ้าวเยว่ถามออกไปอย่างตกใจ

“ข้าไม่ได้ได้ยินมาจากที่ใดหรอก เพียงแต่วันนั้นข้าแอบไปเที่ยวเล่นแถวค่ายทหารนอกเมือง แล้วเห็นท่านเดินออกมาจากค่าย พร้อมกับบุรุษสองคน มิหนำซ้ำ ท่านยังสะพายธนูไว้ที่ไหล่อีก ดังนั้นข้าจึงคิดว่าท่านต้องมาฝึกยุทธ์เป็นแน่”

จ้าวเยว่ฟังแล้วก็พอจะดูออกว่าสหายน้อยผู้นี้ต้องการอะไร จึงถามกลับไปว่า “แล้วถ้าจะไปฝึกยุทธ์ แล้วทำไมหรือ”

          “ท่านพี่เยว่ ท่านไม่เข้าใจจุดประสงค์ของข้า หรือว่าท่านคิดจะห้ามปรามข้ากันแน่” ซูหนิงเอ่ยพร้อมกับนิ่วหน้าอย่างขัดใจ

“ซูหนิง สนามฝึกในค่ายทหารนั้นอันตรายยิ่งนัก เจ้ายังเด็กไม่เหมาะที่จะไปฝึกที่นั่น” จ้าวเยว่ตอบออกไปตามตรง

“เหมาะสิ ถ้าหากท่านเต็มใจจะสอนให้ข้า ข้าจะต้องทำได้และไม่เกิดอันตรายแน่” ซูหนิงตอบกลับด้วยใบหน้าจริงจัง

“เจ้านี่มันดื้อจริง ๆ” จ้าวเยว่ส่ายหัวให้กับสหายคนแรกของนางที่มีแววตาดื้อดึงไม่น้อย

“ข้าจะไม่ดื้อกับท่านพี่เยว่แน่นอน หากท่านพี่เมตตาสอนการฝึกยุทธ์ให้กับข้า” ซูหนิลุกขึ้นและโค้งศีรษะให้จ้าวเยว่

“เรื่องนี้ข้ายังรับปากเจ้าไม่ได้ ข้าจะต้องปรึกษากับท่านพี่ทั้ง­สองของข้าก่อน หวังว่าเจ้าจะเข้าใจข้า” จ้าวเยว่เอ่ยบอกพร้อมกับถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายกับสหายดื้อของนาง

“ข้าขอบคุณท่านพี่เยว่อย่างมากเจ้าค่ะ” ซูหนิงยิ้มออกมาอย่างพอใจกับคำตอบ เพราะท่านพี่เยว่ไม่ได้ตอบปัดนางเสียทีเดียว

หลังจากนั้นทั้งสองก็สนทนากันอยู่ราวสองชั่วยาม ซูหนิงจึงได้ขอตัวกลับ ทว่าจ้าวเยว่ยังไม่ได้ตอบตกลงว่าจะให้นางไปที่สนามฝึกในครั้งหน้าด้วยหรือไม่ เพราะถึงอย่างไรเรื่องนี้นางก็คงต้องปรึกษากับจ้าวหลู่เจินก่อน

กลับมาที่พระราชวัง

“เอาล่ะเมื่อรายงานเรื่องการศึกและเครื่องบรรณาการต่าง ๆ แล้วประชุมกันมาจนครบทุกเรื่องแล้ว ถึงคราวที่เราจะต้องตกรางวัลให้ท่านแม่ทัพเสวี่ยเสียที” ฮ่องเต้ตรัสทิ้งท้ายก่อนจะสั่งให้เลิกประชุม

“แม่ทัพเสวี่ยช่างเจิ้น รับราชโองการ”

หงกงกงผู้รู้หน้าที่ของตนดีก็เอ่ยขึ้นมาพร้อมกางม้วนผ้าใน­มือออก เพื่อเตรียมอ่านราชโองการ

แม่ทัพเสวี่ยช่างเจิ้นคุกเข่าลงกับพื้นเบื้องหน้าพระที่นั่ง ในขณะที่หงกงกงเดินขึ้นมาข้างหน้าเล็กน้อย แล้วอ่านประกาศต่อ

“แม่ทัพเสวี่ยช่างเจิ้นมีคุณงามความดี ครั้งนี้รบชนะชาวเจี๋ยยึดได้เมืองอวี้โจว และนำตราประทับของแม่ทัพใหญ่เหยียนโหว  กลับมาได้ เป็นคุณต่อแผ่นดินฉางอันอย่างยิ่ง อีกทั้งยังเป็นคนหนุ่มที่มีความปราดเปรื่อง เก่งทั้งบุ๋นและบู๊ สมควรที่จะได้รับการเคี่ยวกรำให้เติบโตไปในภายภาคหน้า จึงพระราชทานเลื่อนตำแหน่งให้เป็นรองแม่ทัพใหญ่ฝ่ายซ้ายแห่งฉางอัน อีกทั้งยังพระราชทานสมรส...”

เมื่อหงกงกงเอ่ยมาถึงตรงนี้ พวกขุนนางต่างก็พากันตกตะลึง เสวี่ยช่างเจิ้นเองก็ตกตะลึงเช่นกัน

แต่มีผู้หนึ่งไม่เพียงแค่ตกตะลึงเท่านั้น เขากลับยังคาดหวังว่าผู้ที่จะได้พระราชทานสมรสคู่กับแม่­ทัพเสวี่ยนั้น ต้องเป็นบุตรีของตนเป็นแน่ และคนผู้นั้นก็คือซูม่อเยี่ย เขาตั้งหน้าตั้งตารอฟังราชโองการที่หงกงกงจะประกาศต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ

“...อีกทั้งยังพระราชทานสมรสให้กับแม่ทัพเสวี่ยช่างเจิ้น และบุตรีตระกูลจ้าว จ้าวเยว่ โดยพิธีสมรสจะจัดขึ้นในเดือนหน้า”

“เสวี่ยช่างเจิ้น น้อมรับราชโองการ”

แม่ทัพเสวี่ยช่างเจิ้นยื่นมือขึ้นไปรับม้วนราชโองการมาถือไว้ จากนั้นก็ลุกขึ้นอย่างองอาจ

“เป็นอย่างไร รางวัลที่เราให้เจ้า เจ้าพอใจหรือไม่” ฮ่องเต้ตรัสถามเสวี่ยช่างเจิ้นในตอนที่เขายืนอยู่ต่อหน้า

“กระหม่อมมิกล้า หากฝ่าบาทเห็นว่าดี กระหม่อมก็เห็นว่าดีพ่ะย่ะค่ะ” เสวี่ยช่างเจิ้นตอบกลับเรียบ ๆ

ฮ่องเต้มองหน้าเขาอย่างเอ็นดูแล้วตรัสอีกว่า

“เราเห็นเจ้ามาตั้งแต่เล็ก ผ่านมาหลายปีจนโตป่านนี้แล้วก็­ยัง­ไม่มีภรรยา แม้แต่อนุสักคนเจ้าก็ยังไม่มี เราเกรงว่าเจ้าจะผ่านหน้า­หนาวปีนี้ไปด้วยความยากลำบาก จึงคิดหาภรรยาให้อย่างไรล่ะ พวกเจ้าว่าดีหรือไม่” ประโยคสุดท้ายพระองค์หันไปถามความเห็นจากเหล่าขุนนางทั้งหลาย

“ดีพ่ะย่ะค่ะ” เหล่าขุนนางต่างขานรับความเห็นของเจ้าชีวิต

“ดีมาก” ฮ่องเต้ตรัสออกมาอย่างพอพระทัย จากนั้นจึงหันพระพักตร์ไปทางจ้าวฝู่ “บุตรีของท่านก็เหมือนกันเจ้ากรมการคลัง จ้าวเยว่นั้นนาง­เลยวัยปักปิ่นมาแล้วมิใช่หรือ ข้าว่าสมควรที่จะออกเรือนเสียที ท่านคงมิได้ขัดข้องกระมัง”

“กระหม่อมเห็นสมควรตามฝ่าบาททุกประการพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวฝู่ก้มศีรษะลงต่ำแล้วกล่าวน้อมรับพระบัญชาอย่างยินดี

“อย่างนั้นก็ดี อย่างนั้นวันนี้ก็มีแค่นี้ ข้าจะไปพักผ่อนแล้ว”

จากนั้นพระองค์ก็เสด็จลงจากบัลลังก์และกลับตำหนักหลวง

เมื่อฮ่องเต้เสด็จกลับพระตำหนักแล้ว ก็มีเสียงสนทนากันด้วยความยินดีดังไปทั่วท้องพระโรง เหล่าขุนนางต่างก็พากันมาแสดงความยินดีกับท่านแม่ทัพเสวี่ยช่างเจิ้นและท่านเจ้ากรมการคลังอย่างชื่นมื่น เว้นแต่เพียงเจ้ากรมทะเบียนราษฎร์ซูม่อเยี่ยเท่านั้นที่­รู้สึกคับแค้นใจเป็นอย่างมาก

ทั้ง ๆ ที่เขาแสดงออกว่าสนับสนุนท่านแม่ทัพเสวี่ยขนาดนั้น แต่ว่าฮ่องเต้กลับพระราชทานสมรสให้กับจ้าวเยว่ แทนที่จะเป็นซู­หลิงเจียวบุตรีของเขา

ใจของซูม่อเยี่ยเวลานี้คุกรุ่นด้วยโทสะ เขาจึงเดินสะบัดแขนเสื้อ และเดินออกจากท้องพระโรงไปเพียงผู้เดียว

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Related chapter

  • จ้าวเยว่ สตรีเกียจคร้านของท่านแม่ทัพ   บทที่ 9 ข่าวกระจายแพร่ออกไป

    บทที่ 9 ข่าวกระจายแพร่ออกไปข่าวการสมรสพระราชทาน ระหว่างคุณหนูสกุลจ้าวและแม่­ทัพเสวี่ยช่างเจิ้นนั้นได้แพร่สะพัดไปทั่วฉางอัน ผู้คนต่างให้ความสนใจกันเป็นอย่างมาก เพราะไม่คิดว่าเจ้าสาวจะเป็นจ้าวเยว่ เนื่องจากนางมีชื่อเสียงที่ไม่ดีนัก อันมาจากความเกียจคร้านของนาง จนบางคนถึงกลับเอาไปนินทากันต่าง ๆ นานาในโรงน้ำชาแห่งหนึ่ง ซูหลิงเจียว หวังเว่ยเถียน และสตรีอีกสองสามนาง กำลังนั่งจิบน้ำชากันอยู่ ภายในโรงน้ำชาแห่งนี้กำลังเล่าลือกันปากต่อปากถึงเรื่องสมรสพระราชทานครั้งนี้เช่นกัน“เจ้าคิดว่าเมื่อจ้าวเยว่แต่งเข้าจวนของแม่ทัพเสวี่ยแล้ว นางจะอยู่ได้หรือไม่” หวังเว่ยเถียนเอ่ยขึ้นอย่างเย้ยหยัน เพราะมั่นใจเหลือเกินว่าจ้าวเยว่นั้นไม่มีอะไรที่เทียบเคียงกับท่านแม่ทัพได้เลยซูหลิงเจียวจิบน้ำชาคำหนึ่งก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่­ต่างกัน “ข้าว่านางอยู่ได้ไม่นานหรอก คนเกียจคร้านอย่างนาง ไหนเลยจะทำหน้าที่ฮูหยินที่ดีได้”“ใช่ ๆ ข้าเห็นด้วย ไหนจะเรื่องการดูแลเรือน ไหนจะเรื่องปรนนิบัติสามี ข้าว่านางทำไม่ได้หรอก ดีไม่ดีนางได้วิ่งออกมาจากจวนตระกูลเสวี่ย ตั้งแต่สามวันแรกที่แต่งเข้าจวนด้วยซ้ำ” สตรีนางหนึ่งกล่าวเ

    Dernière mise à jour : 2025-01-25
  • จ้าวเยว่ สตรีเกียจคร้านของท่านแม่ทัพ   บทที่ 10 ไม่สามารถขัดขืนได้

    บทที่ 10 ไม่สามารถขัดขืนได้เมื่อได้รับคำสั่งแน่ชัดแล้ว จ้าวเยว่ก็ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับการ­แต่งงานในครั้งนี้ เพราะต่อให้เป็นคนอื่นที่ไม่ใช่นาง ก็คงทำอะไรไม่ได้อยู่ดี และแม้จะไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้นางจะต้องออกเรือน แต่เรื่องการแต่งงานของนางคงต้องเกิดขึ้นในวันใดวันหนึ่งอยู่ดี เนื่องจากท่านแม่คงไม่ยินยอมจ้าวเยว่เดินมาที่บ่อปลาในสวนหลังจวนอีกเช่นเคย เนื่องจากทุกครั้งที่นางรู้สึกไม่สบายใจ ไม่ชอบใจ น้อยใจ หรือว่าโกรธ ก็จะมาสนทนากับเหล่าสหายปลาที่แหวกว่ายไปมาอยู่ตรงนี้เสมอถึงแม้ว่าพวกมันจะเป็นแค่ปลา ไม่สามารถกล่าววาจาโต้ตอบใด ๆ ได้ก็จริง แต่เมื่อเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้พวกมันฟังแล้ว พวกมันก็จะรับฟังแต่โดยดี จนนางรู้สึกสบายใจขึ้นจ้าวเยว่นั่งลงที่ข้างบ่อปลา หยิบกิ่งไม้ที่อยู่ข้าง ๆ ขึ้นมาแล้ว­ตีน้ำเบา ๆ “เจ้าปลาทั้งหลาย พวกเจ้าคิดว่าเรื่องของข้านั้นน่า­เป็นกังวลหรือไม่ ทำไมข้าถึงได้รู้สึกว่าการแต่งงานครั้งนี้ เป็น­อะไรที่ข้าไม่ยินดียินร้ายเอาเสียเลย ข้ารู้สึกลึก ๆ ว่าตนเองไม่ได้­อยากจะแต่งงานเลย แต่ก็ไม่รู้ว่าจะขัดขืนไปทำไม หรือว่าหัวใจของข้าจะด้านชาไปเสียแล้ว อีกอย่าง ถ้าข้าออกเรือนไป จะท

    Dernière mise à jour : 2025-01-25
  • จ้าวเยว่ สตรีเกียจคร้านของท่านแม่ทัพ   บทที่ 11 นางเป็นสตรีที่แปลกยิ่งนัก

    บทที่ 11 นางเป็นสตรีที่แปลกยิ่งนักในระหว่างที่พี่ชายทั้งสองต่างก็นิ่งเงียบ เสียงกุกกักก็ดังมาจากด้านหลังของหีบใบหนึ่งตรงมุมห้อง จ้าวเยว่ถึงกับตกใจเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกพี่ชายทั้ง­สองจึงจับความผิดปกติได้ในทันที จ้าวหลู่เจินลุกขึ้นและเดินตรงไปที่หีบใบนั้น พลางชักดาบคู่­กายออกจากฝักคมดาบในมือต้องแสงเทียนจนเป็นประกาย ชาย­หนุ่มได้ใช้ปลายดาบจ่อไปตรงกลางหีบแล้วเอ่ยเสียงดัง “ออกมา!” เซียวเฟิงกับซูหนิงค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนอย่างช้า ๆ ทั้งคู่ต่างยกมือขึ้นเหนือศีรษะ พร้อมกับยิ้มเจื่อนออกมา“ท่านพี่ทั้งสอง ข้าเอง” เซียวเฟิงยิ้มแหย ๆ ขณะเอ่ยด้วยเสียงอ่อย“ให้ตายเถอะคุณชายเซียว เหตุใดจึงได้มาอยู่ในห้องของน้อง­สามได้ล่ะ” จ้าวหลู่เจินถามด้วยความตกใจ เมื่อเห็นว่ามีบุคคลอื่นในห้องของน้องสาวเซียวเฟิงที่บัดนี้หายตกใจแล้ว จึงได้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงปกติ “ก็เหมือนพวกท่านทั้งสองนั่นแหละ ข้าได้ข่าวเรื่องการแต่งงาน จึงมาปลอบนาง”ทั้งจ้าวหลู่เจินกับจ้าวอวี้เฉินมองไปทางซูหนิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เซียวเฟิง แล้วจ้าวหลู่เจินก็เอ่ยถามเสียงเข้ม“แล้วแม่นางน้อยผู้นี้เป็นใคร”ซูหนิงกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้แม้แต่จะเปิดปา

    Dernière mise à jour : 2025-01-25
  • จ้าวเยว่ สตรีเกียจคร้านของท่านแม่ทัพ   บทที่ 12 เสวี่ยช่างเจิ้น

    บทที่ 12 เสวี่ยช่างเจิ้นเมื่อมาถึงห้องโถง จ้าวเยว่ก็ต้องตกใจเล็กน้อยกับข้าวของที่วางเรียงรายอยู่ มีทั้งเครื่องประดับจำพวกสร้อย แหวน ปิ่นปักผม กำไลหยก และผ้าไหมแพรพรรณราคาแพงอีกหลายพับตอนแรกนางนึกแปลกใจอยู่ว่าจ้าวฮูหยินลงทุนซื้อของมากมายขนาดนี้ทำไมกัน ทว่าก็ได้แค่เพียงเก็บข้อสงสัยไว้ในใจ มิได้ถามไถ่ออกมา“ท่านแม่ เรียกข้ามามีอะไรหรือเจ้าคะ แล้วนี่อะไรเจ้าคะ”จ้าวฮูหยินที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้ตำแหน่งนายหญิงของจวน หันหน้าไปทางสิ่งของเหล่านั้นทันทีเมื่อได้ยินบุตรสาวเอ่ยถาม“เจ้าคงเห็นสิ่งของพวกนี้แล้วสินะ”“เจ้าค่ะ”จ้าวฮูหยินเมื่อได้รับคำตอบของบุตรสาวจึงได้เอ่ยประโยคต่อมา “นี่เป็นสิ่งของที่­ฮ่องเต้กับฮองเฮาพระราชทานให้แก่เจ้า เป็นสิ่งสำคัญที่ให้เจ้าเอาไว้ใช้ยามออกเรือน พรุ่งนี้ข้าจะให้คนมาวัดตัวเพื่อตัดชุด­แต่งงานให้เจ้า”จ้าวเยว่มองไปที่ผ้าไหมสีแดงหลายพับที่อยู่ในหีบที่กำลังเปิดอ้า พร้อมกับลอบถอนหายใจเบา ๆ หากเป็นสตรีอื่น พวกนางคงดีใจกันจนแทบจะร้องไห้เลยทีเดียว ที่ได้รับสิ่งของพระราชทานเหล่านี้ ซึ่ง­ขัดแย้งกับกิริยาของนางในตอนนี้ยิ่งนักเนื่องจากหญิงสาวไม่รู้สึกอะไรกับข้าวของพวกนี้ที่ได

    Dernière mise à jour : 2025-01-25
  • จ้าวเยว่ สตรีเกียจคร้านของท่านแม่ทัพ   บทที่ 13 ข้าไม่อยากทำอันใด

    บทที่ 13 ข้าไม่อยากทำอันใดลมเหมันต์พัดมาต้องกายในยามเช้า ทำให้จ้าวเยว่ถึงกับสั่น­สะท้านไปทั้งตัว ฤดูเหมันต์ในปีนี้เหมือนจะหนาวกว่าทุก ๆ ปี ตามถนน หลังคาจวน ต้นไม้ บันได และที่อื่น ๆ ต่างก็มีหิมะปกคลุมเต็มไปหมด ทำให้นางถึงกับไม่อยากออกจากจวนไปไหนเลยเป็นเวลาสองสามวัน อากาศยิ่งหนาวมากเท่าไร นางก็ยิ่งขี้เกียจมากขึ้นเท่านั้นเวลานี้จ้าวเยว่เอาผ้าห่มมาพันม้วนตัวเองไว้กลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนเตียง ราวกับถังหูลู่ที่กลิ้งชุบน้ำตาลอย่างไรอย่างนั้น“ผิงผิงเจ้าเติมฟืนที่เตาให้หน่อยสิ ข้ารู้สึกว่ามันยังร้อนไม่­พอ” จ้าวเยว่หันไปบอกกับผิงผิงสาวใช้คนสนิท ทั้งที่ตัวนางยังไม่ยอมออกจากผ้าห่มผิงผิงมองไปที่เตาเห็นไฟลุ่มท่วมจนล้นออกมาด้านนอกก็­ตอบกลับคล้ายจะประชดเล็กน้อย “จะเติมอีกหรือเจ้าคะ ถ้าเติมมากกว่านี้ ก็เท่ากับคุณหนูจะเผาเรือนแล้วนะเจ้าคะ”“ก็ข้าหนาวนิ” จ้าวเยว่บ่นอุบ พร้อมกับมีเสียงฟันกระทบกันดังกึก ๆ“เดี๋ยวผิงผิงไปเอาผ้าห่มมาเพิ่มให้นะเจ้าคะ” ผิงผิงเอ่ยขึ้นพร้อมกับลุก­จากเก้าอี้ไปหยิบผ้าห่มด้านหลังห้องส่วนจ้าวเยว่ดีดตัวลุกขึ้นมานั่ง พร้อมกับมองไปรอบ ๆ ห้องเพื่อหาวิธีที่จะคลายหนาว ฉับพลันในหัวก็ค

    Dernière mise à jour : 2025-01-25
  • จ้าวเยว่ สตรีเกียจคร้านของท่านแม่ทัพ   บทที่ 14 ถูกกักบริเวณ

    บทที่ 14 ถูกกักบริเวณเมื่อเข้ามาในห้องโถง จ้าวเยว่ย่อกายทำความเคารพมารดา ก่อนจะเอ่ยถามเรื่องที่มารดาเรียกตนเองมาพบ “ท่านแม่เรียกให้ข้ามาพบ มีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ”จ้าวฮูหยินโยนของบางอย่างลงพื้น ซึ่งนั่นก็คือผ้าปิดหน้าสีแดง พร้อมกับชี้ให้จ้าวเยว่ดู “เจ้าดูเอาเอง ว่านี่คืออะไร”ตอนนี้จ้าวเยว่รู้แล้วว่าหายนะมาเยือนตัวเองแล้ว จะแก้ตัวก็คงไม่ทันแล้วเช่นกัน วิธีที่ที่ดีสุด ก็คือยอมรับไปเลยดีกว่า แล้วค่อยหาข้ออ้างว่า­ทำไมต้องทำเช่นนั้น“ท่านแม่ คะ...คือข้าคิดว่าฝีเข็มและความสามารถด้านการตัดเย็บของข้านั้นแย่เอามาก ๆ หากข้าทำออกมาเองคงจะกลายเป็นผ้าปิดหน้าที่อัปลักษณ์ที่สุดในเมืองหมิงเว่ย ไม่สิ ต้องเป็นทั่วแคว้นฉางอันเลยก็เป็นได้ ข้าเลยคิดว่า ให้ผิงผิงทำน่าจะดีกว่าเจ้าค่ะ”นี่เป็นคำแก้ตัวที่ฟังไม่ค่อยขึ้นสักเท่าไร จ้าวฮูหยินจึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เกรี้ยวกราด“ถึงจะอัปลักษณ์อย่างไร เจ้าก็ต้องทำเอง นี่มันคือผ้าปิด­หน้าของเจ้า ผิงผิง...เจ้าเองก็เช่นกัน ช่วยเหลือในสิ่งที่ไม่สมควรช่วย”“ผิงผิงขอโทษเจ้าค่ะ ผิงผิงจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกแล้วเจ้าค่ะฮูหยิน”ผิงผิงรีบคุกเข่ากล่าวขอโทษขอโพยฮูห

    Dernière mise à jour : 2025-01-25
  • จ้าวเยว่ สตรีเกียจคร้านของท่านแม่ทัพ   บทที่ 15 มาลานฝึกยุทธ์

    บทที่ 15 มาลานฝึกยุทธ์ลานฝึกแห่งนี้เป็นลานฝึกเฉพาะสำหรับแม่ทัพนายกองระดับกลางขึ้นไป ซึ่งจ้าวหลู่เจินพี่ชายคนโตของจ้าวเยว่ก็ฝึกที่นี่ด้วย เนื่องจากเขาเป็นถึงรองแม่ทัพ จึงมีสิทธิ์ที่จะพาคนของตนเองเข้ามาฝึกในลานฝึกแห่งนี้ได้ ดังนั้นจ้าวเยว่จึงได้แอบมาฝึกยุทธ์ที่นี่อยู่บ่อย­ครั้งนอกจากจะมีพี่ชายของตนอยู่ที่นี่แล้ว ลานฝึกแห่งนี้ ก็ยังไม่ไกลจากจวน หากว่าจ้าวฮูหยินเรียกหาเมื่อไร ก็สามารถวิ่งหรือไม่ก็ขี่ม้ากลับไปได้ทันทีจ้าวเยว่คุ้นเคยกับเหล่าแม่ทัพนายกองเป็นอย่างดี ถึงขั้นเคยประลองกันมาแล้วก็ตั้งหลายหน จึงไม่ได้มีการเคอะเขินแม้แต่น้อย เมื่ออยู่ต่อหน้าบุรุษเหล่านี้ มีก็แต่ผิงผิงที่รู้สึกจะไม่ค่อยสบายใจเป็นอย่างมาก เพราะไม่คุ้นชินกับการที่ต้องมาอยู่ท่ามกลางบุรุษมากมาย“พี่ใหญ่!!” จ้าวเยว่ตะโกนเสียงดัง จนเหล่าแม่ทัพนายกองหัน­มากันหมด ที่ฝึกกันอยู่ก็ถึงกับหยุดชะงัก แล้วหันกลับมาทักทายเป็นเสียงเดียวกัน“คุณหนูจ้าว ยินดีที่ได้พบ”“คารวะทุกท่าน ยินดีเช่นกัน” จ้าวเยว่ตอบกลับ พร้อมกับโบกมือให้พี่ชายของนางด้วยรอยยิ้มจ้าวหลู่เจินเก็บดาบใส่เข้าฝัก ก่อนจะเดินมาหาน้องสาว โดยมี­ทหารอีกสองสามนายเดินตาม

    Dernière mise à jour : 2025-01-25
  • จ้าวเยว่ สตรีเกียจคร้านของท่านแม่ทัพ   บทที่ 16 พบหน้าแม่สามี

    บทที่ 16 พบหน้าแม่สามีการที่เสวี่ยฮูหยินมาในครั้งนี้ ย่อมต้องเป็นเรื่องการแต่งงานของจ้าวเยว่กับบุตรชายของนางเป็นแน่ แต่ว่านางจะมาคุยเรื่องอะไรบ้างนั้น จ้าวเยว่ไม่สามารถคาดเดาได้ ถึงอย่างไรก็คงต้องรอให้ถึงจวนก่อนถึงจะรู้ผิงผิงรีบเร่งคนขับรถม้าให้บังคับม้าให้วิ่งเร็วขึ้น เนื่องจากคุณหนูของนางต้องรีบกลับจวนให้เร็วที่สุด คนขับรถม้าก็ทำตามจน­ตอนนี้สภาพนายบ่าวทั้งสองที่อยู่ภายในรถม้า ที่กระเทือน­จนเจ็บเนื้อเจ็บตัวไปหมด ทั้งสองแทบจะไม่ได้คุยอะไรกันเลยจน­กลับถึงจวนบ่าวที่เฝ้าประตูหลังก็รีบเปิดประตูให้พวกนางเข้าไปอย่างง่ายดาย อีกทั้งยังดูต้นทางให้นางอีกด้วยเมื่อถึงห้อง ผิงผิงก็รีบจัดเตรียมเสื้อผ้าให้คุณหนูของนางเปลี่ยน เพียงเวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูป[1] จ้าวเยว่ก็จัดการตัวเองเสร็จสรรพแล้ว­เดินออกไปพบเสวี่ยฮูหยินที่ห้องโถงเวลานี้จ้าวฮูหยินนั่งทำตาเขียวอย่างมีโทสะอยู่ที่ประจำของตนเอง คำแรกที่นางถามขึ้นมาก็คือ “เจ้าไปไหนมา”จ้าวเยว่ย่อกายคารวะเสวี่ยฮูหยินเสร็จแล้ว จึงคารวะมารดาตนเอง พร้อมกล่าวอย่างนอบน้อม“จ้าวเยว่ คารวะเสวี่ยฮูหยิน คารวะท่านแม่เจ้าค่ะ”เสวี่ยฮูหยินเมื่อได้เห็นว่าลูกสะใภ้มีกิริ

    Dernière mise à jour : 2025-01-25

Latest chapter

  • จ้าวเยว่ สตรีเกียจคร้านของท่านแม่ทัพ   ตอนพิเศษ 6 จ้าวเยว่ – เสวี่ยช่างเจิ้น ครอบครัว

    ตอนพิเศษ 6จ้าวเยว่ – เสวี่ยช่างเจิ้นครอบครัวคุณชายเสวี่ยชางเยว่อายุได้สิบหกหนาวแล้ว เขาเพิ่งเรียนจบชั้นปีสุดท้ายจากสำนักศึกษา อีกทั้งยังได้รับตำแหน่งในกองทัพ เป็นถึงหัวหน้าหน่วยพลทหารราบถือทวนอีกด้วย ผลจากการฝึกฝนตั้งแต่ยังเด็ก จึงทำให้ฝีมือทวนของเขาเป็นรองเพียงแค่บิดาเท่านั้น นอกจากนั้นต่างก็ประลองแพ้เขาราบคาบ พลทหารทุกคน จึงยอมรับในฝีมือที่เก่งกาจเกินอายุของเขาเสวี่ยชางเยว่มีน้องสาวคนหนึ่ง ปีนี่ก็อายุย่างเข้าเก้าหนาวแล้ว มีนามว่าเสวี่ยหรูหราน เป็นเด็กสาวหน้าตาน่ารัก ชอบเล่นซุกซนเหมือนบุรุษ ดูไปแล้วทั้งหน้าตาและนิสัยเหมือนกับจ้าวเยว่ไม่มีผิด นางชอบฝึกยุทธ์กับพี่ชาย และที่แตกต่างจากจ้าวเยว่อย่างหนึ่ง ก็คือนางมีฝีมือในเรื่องของศาสตร์ของสตรี ทั้งการเย็บปักถักร้อย เขียนอักษร วาดภาพ ทำอาหาร นางล้วนทำได้ดีเป็นอย่างยิ่งด้วยความที่เป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา รูปหน้างามประดุจสตรีเหมือนบิดาไม่มีผิด อีกทั้งยังอัธยาศัยดี วาจาไพเราะ บุตรสาวตระกูลต่างๆ จึงพากันหมายปอง ไม่ว่าจะเดินไปที่ใดในเมืองผานหยาง ย่อมมีหญิงสาวมองตามเขาอยู่เป็นประจำ บางคนถึงกับโยนผ้าเช็ดหน้าให้กลางถนนเลยก็มีและเสวี่ยชางเยว

  • จ้าวเยว่ สตรีเกียจคร้านของท่านแม่ทัพ   ตอนพิเศษ 5 จ้าวเยว่ – เสวี่ยช่างเจิ้น ปกป้องเมือง

    ตอนพิเศษ 5จ้าวเยว่ – เสวี่ยช่างเจิ้นปกป้องเมืองเซียวเฟิงกับซูหนิงได้รับการต้อนรับอย่างดี วันแรกที่พวกเขามาถึงเสวี่ยช่างเจิ้นก็จัดงานเลี้ยงเล็ก ๆ ให้อย่างอบอุ่น อีกทั้งยังให้รองแม่ทัพเว่ยเป็นผู้พาทั้งสองทั้งสองเที่ยวที่เมืองผานหยางซึ่งเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่า ฟ่านตวนคงจะให้ฟ่านหลินหลินเป็นคนตามไปด้วย ในเมื่อบุตรชายของท่านมหาเสนาบดีมาเมืองผานหยางทั้งที เจ้าเมืองอย่างเขา จะไม่เอาอกเอาใจได้อย่างไร“รองแม่ทัพเว่ย ท่านเห็นว่าข้าควรจะซื้อสิ่งใดไปฝากท่านพ่อกับท่านแม่ดี ที่เมืองผานหยางมีสิ่งใดน่าสนใจหรือไม่”เซียวเฟิงเอ่ยถามขึ้น พลางสายตาก็กวาดมองไปบนถนนกลางเมือง ที่มีของขายมากมายอยู่เต็มไปหมด มากมายเสียจนไม่รู้ว่าจะซื้อสิ่งใดกลับไปฝากทุกคนที่จวนดีฟ่านหลินหลินที่มีนิสัยขี้ประจบเอาใจไม่ต่างจากบิดา มีดีก็ตรงที่นางฉลาดกว่า และรู้จักวิเคราะห์สถานการณ์ จึงได้แนะนำไปว่า“ถ้าหากสำหรับบุรุษแล้วล่ะก็ จำพวกแผ่นป้าย หรือว่าตราสัญลักษณ์ที่ทำจากหยกของช่างที่นี่ฝีมือดีอย่างยิ่ง หากว่าท่านราชบัณฑิตอยากจะสั่งทำ ก็ใช้เวลาเพียงแค่สี่ห้าวันเท่านั้นเจ้าค่ะ แต่หากสำหรับสตรีแล้ว แป้งผัดหน้าที่นี่มีคุณภาพสูงไม่

  • จ้าวเยว่ สตรีเกียจคร้านของท่านแม่ทัพ   ตอนพิเศษ 4 จ้าวเยว่ - เสวี่ยช่างเจิ้น เสวี่ยชางเยว่

    ตอนพิเศษ 4จ้าวเยว่ - เสวี่ยช่างเจิ้น เสวี่ยชางเยว่จวนแม่ทัพใหญ่เสวี่ยที่เมืองผานหยางในคืนหิมะตกหนัก จวนแม่ทัพก็วุ่นวายเป็นการใหญ่ สาวใช้วิ่งวุ่นไปทั่วจวน เพื่อเตรียมของไว้รอหมอตำแยที่กำลังเดินทางมา ภายในห้องมีทั้งเสวี่ยฮูหยิน ฮูหยินผู้เฒ่า แล้วก็เสวี่ยช่างเจิ้น ที่กำลังกุมมือของจ้าวเยว่ไว้­แน่น และคอยบอกนางว่า ให้อดทนอีกสักหน่อย“ประเดี๋ยวหมอตำแยก็มาแล้ว เจ้าอดทนอีกหน่อยเถิดนะ”เสวี่ยช่างเจิ้นบอกกล่าวกับภรรยา พร้อมกับกระชับมือบางไว้แน่นจ้าวเยว่ที่เพิ่งจะเคยคลอดลูกเป็นครั้งแรกก็หวั่นใจเล็กน้อย นางหันไปถามเสวี่ยฮูหยินว่า “ท่านแม่ ตอนที่ท่านคลอดท่านพี่นั้น เจ็บปวดเพียงใดเจ้าคะ”“เจ็บปวดเพียงชั่วครู่ เมื่อเจ้าได้ยินเสียงลูกก็จะหายเจ็บปวดเอง”เสวี่ยฮูหยินตอบพร้อมกับให้กำลังใจลูกสะใภ้ที่กำลังมอบทายาทให้ตระกูลเสวี่ยคนแรกน้ำร้อนสองอ่างถูกนำมาวางไว้ที่โต๊ะด้านข้างเตียง ฤดูเหมันต์อากาศหนาว จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้ทารกที่คลอดออกมาได้รับความอบอุ่น และยังต้องให้ความอบอุ่นแก่ผู้เป็นแม่เช่นกัน ผิงผิงจึงน้ำผ้าชุบน้ำอุ่นมาเช็ดตามใบหน้าและแขนขา ให้คุณหนูของตนรถม้าของจวนแม่ทัพที่ส่งให้ไปร

  • จ้าวเยว่ สตรีเกียจคร้านของท่านแม่ทัพ   ตอนพิเศษ 3 ซูหนิง - เซียวเฟิง แต่งงาน

    ตอนพิเศษ 3ซูหนิง - เซียวเฟิงแต่งงานเมื่อเซียวเฟิงกลับมาถึงจวน ก็เดินตรงไปที่ห้องโถงใหญ่ทันที แต่ทว่าบิดาและมารดากลับไม่มีใครอยู่ที่จวน ท่านเซียวโหวมีงานที่ต้องหารือกับฮ่องเต้เรื่องการสร้างเขื่อนเก็บน้ำที่เมืองต้าข่าย เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วมอยู่ทุกปี ส่วนเซียวฮูหยินนั้นไปงานเลี้ยงน้ำชาที่จวนชินอ๋อง เขาจึงตัดสินใจกลับเข้าเรือนของตนเองไปก่อน ให้ท่านทั้งสองกลับมาก่อน ค่อยนำเรื่องที่เขาตั้งใจไว้ ไปแจ้งให้พวกท่านทราบวันนี้เซียวเฟิงรู้สึกเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก ความจริงที่เขาแอบชอบซูหนิงมาตั้งนานแล้วนั้นได้เปิดเผยออกไปเสียที เมื่อก่อนเขายังสับสนว่า รักนางเหมือนน้องสาวหรือว่ารักนางเหมือนคนรักกันแน่ มาวันนี้ก็ได้เข้าใจตัวเองแล้ว อีกทั้งยังเป็นที่น่ายินดีอย่างมากที่นางตกลงแต่งให้เขา ความสุขกายสบายใจเช่นนี้เพิ่งจะเกิดขึ้นในรอบปี ทำเอาเขายิ้มหน้าบานตลอดทั้งวัน“นายน้อยจะแช่น้ำหรือไม่ขอรับ”หวังเหมิงบ่าวรับใช้ประจำกายของเซียวเฟิงเอ่ยถามขึ้น เขาเห็นนายน้อยดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ก็คิดว่านายน้อยคงอยู่ในช่วงเวลามีความสุขเป็นแน่ ช่วงเวลาที่มีความสุขเช่นนี้ เหมาะแก่การแช่น้ำเป็นท

  • จ้าวเยว่ สตรีเกียจคร้านของท่านแม่ทัพ   ตอนพิเศษ 2   ซูหนิง - เซียวเฟิง ข้าจะแต่งกับท่าน

    ตอนพิเศษ 2 ซูหนิง - เซียวเฟิงข้าจะแต่งกับท่านคำตอบของซูหนิงทำให้เซียวเฟิงรู้สึกปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่ง จนเขาแทบอยากจะถามคำถามนางต่อ แต่ก็ข่มใจไว้ และห้ามตนเองว่า อย่าได้ตื่นเต้นจนเสียอาการ มิเช่นนางอาจจะรู้สึกกลัวหรือระมัดระวังตัวอย่างมากจนไม่เป็นตัวของตัวเองก็เป็นได้“แล้วลักษณะของบุรุษที่เจ้าชมชอบเป็นอย่างไรบ้างล่ะ ต้องแข็งแกร่งเก่งกาจถึงขั้นเป็นแม่ทัพเลยหรือไม่” เซียวเฟิงหยั่งเชิงถามออกมา และรอคอยคำตอบอย่างมีหวังการที่ได้รู้ว่าบุรุษในใจของซูหนิงเป็นอย่างไรนั้น ส่งผลต่อการสนทนาของทั้งสองเป็นอย่างมาก หากว่าคำตอบของซูหนิงเป็นเหมือนกับที่เขาคาดคิดไว้ การสนทนานี้จะดำเนินต่อไปอย่างมีความหวัง แต่ถ้าหากว่าคำตอบของนางไม่ได้เป็นดังที่คาด บทสนทนาก็อาจจะสะดุดลงได้ หรือถึงขั้นมีผู้ใดผู้หนึ่งต้องเสียใจ เซียวเฟิงจึงตั้งหน้าตั้งตารอคอยคำตอบนี้จากปากนางซูหนิงวางถ้วยน้ำชาในมือลง แล้วแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ปลอดโปร่ง ราวกับว่าบนท้องฟ้าจะมีใบหน้าของบุรุษผู้นั้นขึ้นมาอย่างไรอย่างนั้น สุดท้ายแล้วนางก็หันมามองเซียวเฟิง ก่อนจะเอ่ยขึ้น“ข้าชมชอบบุรุษที่ใจดีและเข้าใจข้าเป็นที่สุด” นี่คือคำตอบที่มาจาก

  • จ้าวเยว่ สตรีเกียจคร้านของท่านแม่ทัพ   ตอนพิเศษ 1 ซูหนิง - เซียวเฟิง ข้าอยากอยู่เคียงข้างสามีเช่นกัน

    ตอนพิเศษ 1 ซูหนิง - เซียวเฟิงข้าอยากอยู่เคียงข้างสามีเช่นกันขบวนรถม้าของตระกูลเสวี่ยเคลื่อนออกจากหน้าจวนไปแล้ว บริเวณด้านหน้าของจวนตระกูลเสวี่ยเวลานี้จึงเหลือเพียงคนตระกูลจ้าวที่มองขบวนรถม้าของจ้าวเยว่ด้วยสายตาที่อาลัยอาวรณ์ อีกทั้งยังมีเซียวเฟิงและซูหนิงที่ยังคงไม่ไปไหน ทั้งสองมองตามหลังรถม้าไปด้วยความเศร้าสร้อย ราวกับว่าทุกอย่างจะหยุดหมุน เมื่อพวกเขาทั้งสามคนไม่ได้อยู่ด้วยกันเมื่อรถม้าของตระกูลเสวี่ยพ้นสายตา คนตระกูลจ้าวจึงเดินทางกลับจวนตนเอง แม้จะมีสายตาอาลัยอาวรณ์ แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ได้เสียใจที่บุตรสาวของตนเองต้องไปอยู่ที่เมืองอื่นเลย นี่อาจจะเป็นเพราะว่า เขยขวัญได้เลื่อนยศเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ของกองกำลังปกป้องดินแดนเหนือ ดังนั้นแม้จะจากลา แต่ควรดีใจจึงจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องแต่สำหรับเซียวเฟิงและซูหนิงนั้นไม่ใช่เลย พวกเขารู้สึกราวกับว่าขาดคนสำคัญไป เนื่องจากทั้งสามเป็นสหายกันมานาน ไม่ว่าเรื่องราวอันใดก็จะร่วมทำด้วยกันเสมอ แม้แต่ตอนที่จ้าวเยว่แต่งงาน พวกเขาก็ไม่ได้รู้สึกห่างเหินกันเลยสักครั้งเดียว ทั้งสองยังคงจำได้ถึงวันที่ชักชวนกันปีนหลังคาของจวนตระกูลจ้าว ในคืนหนึ่งก่อนที่จ้า

  • จ้าวเยว่ สตรีเกียจคร้านของท่านแม่ทัพ   บทส่งท้าย เพราะรัก

    บทส่งท้าย เพราะรักค่ายทหารที่เมืองผานหยางนี้ดูจะเล็กกว่าที่เมืองหลวงอยู่เล็กน้อย เนื่องจากมีทหารประจำการเพียงแค่หนึ่งแสนห้าหมื่นนาย ทหารหนึ่งแสนห้าหมื่นนายนี้ ดูแลชายแดนเหนือโดยเริ่มตั้งแต่เมือง­ผานหยางไปทางทิศตะวันออก ในส่วนของเมืองผานหยางไปทางทิศตะวันตก ซึ่งก็คือเมืองเซี่ยงตง อยู่ในความดูของกองทัพหลวงแต่ถ้าหากว่ากองทัพหลวงต้องการกำลังเสริมเมื่อใด กองทัพปกป้องแดนเหนือนี้ ก็พร้อมที่จะยกทัพไปช่วยทันทีทหารบางส่วนจดจำเสวี่ยช่างเจิ้นได้ เมื่อเห็นว่าเขาจะมาเป็นแม่ทัพใหญ่คนใหม่แทนแม่ทัพรั่วหยางก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง วิ่งกรูกันมาต้อนรับ จนแทบจะยกทั้งเสวี่ยช่างเจิ้นทั้งม้าเข้าไปในค่ายเมื่อเห็นจ้าวเยว่ พวกเขายิ่งยินดีมากขึ้นไปอีก เมื่อสตรีที่อาจหาญเลื่องชื่อผู้นี้ มาเยือนถึงค่ายทหาร“ท่านแม่ทัพกับฮูหยินเชิญด้านในขอรับ” ทหารเฝ้าประตูบอกพร้อมกับเดินนำหน้าพวกเขาไป“พวกเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ฮูหยินก็มาด้วย หากเป็นไปได้ฮูหยินจะให้เกียรติมาฝึกสอนพลธนูที่ค่ายก็ได้นะขอรับ” หัวหน้าพลธนูกล่าวออกมาอย่างคาดหวัง“เอาล่ะ ๆ อย่าเพิ่งวุ่นวายกันเลย เดี๋ยวข้าไปหาท่านแม่ทัพกับรองแม่ทัพทั้งหลายก่อน จากนั้นถึงจ

  • จ้าวเยว่ สตรีเกียจคร้านของท่านแม่ทัพ   บทที่ 62 ถึงเมืองผานหยาง

    บทที่ 62ถึงเมืองผานหยางวัดเหล่ากวงซี ดูเหมือนจะเป็นวัดเพียงแห่งเดียวในเมืองสวีโจวนี้ เนื่องจากเมืองสวีโจวเป็นเมืองเล็ก ๆ ไม่ได้มีผู้คนอาศัยอยู่มากนัก ก็เลยไม่มีสถานที่ต่างๆ ให้ไปเที่ยวสักเท่าไหร่ จะมีก็แต่วัด­เหล่ากวงซีแห่งนี้ แล้วก็ตลาด ส่วนนอกเมืองก็มีแม่น้ำหวังอิ่งที่กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง ตั้งแต่อวี๋ตงตงสร้างอ่างเก็บน้ำจ้าวเยว่ยืนรออย่างกระวนกระวายใจ เมื่อไม่เห็นว่าสามีของตนจะตามมาเสียที ดังนั้นอวี๋ตงตงจึงพาทั้งสามคนเดินเล่นรอบ ๆ วัดก่อน ยังไม่ได้เข้าไปข้างใน“ฮูหยินไม่ต้องรีบร้อนไป ตอนนี้ท่านพี่ช่างเจิ้นคงน่าจะออกจากจวนแล้ว” อวี๋ตงตงเอ่ยบอกกับจ้าวเยว่อวี๋ตงตงเอ่ยยังไม่ทันขาดคำ ก็มีเสียงควบม้าดังมาจากทางด้านหน้าของวัดผู้มาเป็นเสวี่ยช่างเจิ้นอย่างที่คาดไว้ เขารีบกระโดดลงจากม้า แล้ววิ่งมาทางที่พวกจ้าวเยว่ยืนอยู่ในทันที“ขออภัยขอรับ ท่านย่า ท่านแม่ เมื่อคืนลูกดื่มหนักไปหน่อย ทำให้ตื่นสาย” เสวี่ยช่างเจิ้นขอโทษขอโพยท่านแม่และท่านย่าของตน“ดีที่เจ้ายังมาทันเวลาไหว้พระ เข้าไปกันเถอะ”ฮูหยินผู้เฒ่าดูจะอารมณ์ไม่ดีเล็กน้อย ที่หลานชายมาสาย ทว่าก็ไม่ได้ดุด่าว่ากระไร เพียงแต่เดินนำเข้า

  • จ้าวเยว่ สตรีเกียจคร้านของท่านแม่ทัพ   บทที่ 61 รับตำแหน่งใหม่

    บทที่ 61รับตำแหน่งใหม่ก่อนถึงวันเดินทางราวสิบห้าวัน ตระกูลเสวี่ยก็ต้องทำการเตรียมตัว โดยผู้ดูแลงานนี้ก็คือจ้าวเยว่ถึงแม้ว่าทุกคนในครอบครัวจะไปอยู่กันที่เมืองผานหยางแต่­ทว่าจวนนี้ก็ยังต้องมีคนคอยอยู่ดูแล จ้าวเยว่ตัดสินใจไว้ ว่าจะทิ้งบ่าวไพร่ไว้บางส่วนให้ดูแลจวนนี้จ้าวเยว่หยิบสมุดออกมาเล่มหนึ่ง แล้วไล่จดรายการสิ่งของที่มีในเรือนทั้งหมด โดยแยกเป็นแต่ละส่วนทั้ง ห้องโถง เรือนบูรพา เรือนอุดร เรือนประจิม ลานหน้าบ้าน จนครบทุกที่ จากนั้นจึงนำเอารายการเหล่านั้นมาให้เสวี่ยฮูหยินกับฮูหยินผู้เฒ่าเลือกดู ว่าจะเอาสิ่งของใดไปด้วยบ้างส่วนสิ่งของที่ไม่ได้เอาไปนั้น จ้าวเยว่สั่งให้บ่าวไพร่ไปซื้อผ้ามาจำนวนหนึ่ง แล้วทำการห่อไว้เป็นอย่างดี เพื่อกันไม่ให้เกิดความเสียหายและฝุ่นจะได้ไม่เกาะอีกด้วยบ่าวไพร่ที่จะตามไปที่เมืองผานหยางนั้น จ้าวเยว่ให้พวกเขาตัดสินใจเลือกเอาตามความสะดวก ผู้ที่อยากอยู่ในหมิงเว่ย ก็ให้ทำหน้าที่เฝ้าเรือนนี้ ส่วนผู้ที่อยากติดตามไปยังเมืองผานอยาง ก็ให้ไปด้วยกัน แต่ก็เกิดปัญหาขึ้นมาจนได้ เนื่องจากบ่าวไพร่ทุกคนต่างก็อยากติดตามจ้าวเยว่กับเสวี่ยช่างเจิ้นไปที่เมืองผานหยาง จนต้องบอกเล่ากัน

Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status