เยี่ยนหยางจงมองภาพตรงหน้าอย่างสงบนิ่ง บางจังหวะก็หัวเราะเบา ๆ ออกมา หากไม่เห็นศพกองอยู่ตรงหน้า ผู้อื่นย่อมนึกว่าเขากำลังชมงิ้วด้วยความเบิกบานใจอยู่เป็นแน่
จ้าวกุ้ยอินก็เช่นกัน นางจำได้ดี บิดาเคยเปรยให้ฟังว่าแม่ทัพใหญ่และบุตรชายเก่งกล้าสามารถ แต่ตอนนี้เห็นเพียงบุรุษเอื่อยเฉื่อยที่มองคนสู้กันอย่างหน้าตาเฉยผู้หนึ่งเท่านั้น ทำให้นางนึกเดียดฉันท์เยี่ยนหยางจงอย่างยิ่ง
“นี่หรือ ผู้ที่เคยสังหารแม่ทัพแคว้นเป่ย เกรงว่าจะเป็นแค่ราคาคุยเสียมากกว่า”
ครั้นน้ำเสียงกระจ่างใสเจือความเย้ยหยันลอยมาจากด้านหลัง เยี่ยนหยางจงหรี่ตา กำแส้ในมือแน่นขึ้นเล็กน้อย แต่ยังรักษาความสงบนิ่งเอาไว้ได้ หน้าที่ของเขามีเพียงกันจ้าวกุ้ยอินให้ห่างจากฉินอ๋องเท่านั้น ส่วนเรื่องจัดการนักฆ่าเหล่านี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้อื่น
จากการประเมิน หากเยี่ยนจิ้นหลิงไม่ติดเล่นจนเกินไป เพียงหนึ่งก้านธูปก็กำจัดได้หมดแล้ว ไม่ต้องถึงมือเขาหรอก
“ที่แท้ รองแม่ทัพเยี่ยนก็แค่คนขี้ขลาดตาขาว ไร้ประโยชน์สิ้นดี”
“...” ประโยคเชือดเฉือนลอยเข้ามากระทบโสตอีกระลอก ตนเองเป็นคนเช่นไรเยี่ยนหยางจงย่อมรู้ดี
แต่...คนงามไม่รู้นี่!
ครั้นหันกายกลับไปเผชิญหน้ากับจ้าวกุ้ยอินอีกครั้ง เยี่ยนหยางจงแลเห็นสายตาโกรธขึ้งระคนดูถูกเหยียดหยามอย่างชัดเจน นางมองเมินเขา แล้วเอาแต่ชะเง้อชะแง้หามู่เลี่ยงหรงด้วยความห่วงหาอาทร ยิ่งพอบุรุษผู้นั้นฟาดฟันศัตรูให้ล้มลงไปได้ รอยยิ้มชื่นชมยินดีก็ฉายชัดบนใบหน้างามไร้ที่ติอย่างโจ้งแจ้ง ทว่าพอนางปรายสายตากลับมาสบกับเขาอีกที กลับมีเพียงความรังเกียจเต้นระริกอยู่ภายใน รองแม่ทัพหนุ่มจึงรู้สึกหงุดหงิดยิ่งนัก
ก็ได้...ก็ได้ ข้าจะให้เจ้าได้เห็นตัวตนที่แท้จริง ดูสิว่าเมื่อถึงเวลานั้นเจ้าจะกล้าทำหน้าแบบนี้ใส่ข้าอีกหรือไม่
เยี่ยนหยางจงตัดสินใจจะจัดการเรื่องวุ่นวายพวกนี้ให้จบในคราวเดียว คิดว่าหากตนลงมือเก็บกวาดทุกอย่างจนเรียบร้อย จ้าวกุ้ยอินก็คงไม่เกิดเรื่องแล้ว พลันผินหน้ากลับไปทางกลุ่มคนที่กำลังต่อสู้กันอยู่ แล้วเอ่ยถามมู่เลี่ยงหรงด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ
“ท่านอ๋อง เมื่อครู่ท่านชอบการแสดงของผู้ใดมากที่สุด”
“ย่อมต้องเป็นคนที่หมายเอากระบี่แทงว่าที่หวางเฟยของเรา ไอ้พระเอกนั่น” มู่เลี่ยงหรงตอบทันควัน ดวงตาสีนิลแวววามไปด้วยโทสะ
เมื่อได้รับคำตอบ เยี่ยนหยางจงก็หันกายไปหาจ้าวกุ้ยอิน เขาสบนัยน์ตาราวกับนางม้าป่าแสนพยศแล้วยกยิ้มอ่อนโยนให้ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลกว่าปกติ
“หากท่านหญิงยืนอยู่ตรงนี้จนทุกอย่างจบลงโดยไม่ก่อปัญหา ต่อไปท่านอาจจะได้พบคนที่รักจริง แต่หากยังดื้อดึง วิ่งตามไขว่คว้าหาสิ่งที่ไม่ใช่ของตนเองก็จะพบแต่ความโศกเศร้า”
“เจ้าพูดบ้าอะไร” คิ้วเรียวขมวดมุ่นจนแทบจะเป็นปม จ้าวกุ้ยอินไม่เข้าใจว่าเยี่ยนหยางจงต้องการสิ่งใดกันแน่ หรือว่าเขาจะสติไม่ค่อยดีกันนะ
“ผู้น้อยคิดว่าท่านหญิงรู้อยู่แก่ใจดี”
คำพูดเช่นนี้ มิใช่กล่าวหากันกลาย ๆ หรอกหรือ คนตรงหน้าทำเหมือนกับว่านางมีแผนการร้ายอะไรในใจ ให้ตายเถอะ! นอกจากจะไร้ประโยชน์แล้ว ชายผู้นี้ยังชอบพูดจาเพ้อเจ้ออีกด้วย เหลวไหลสิ้นดี!
“เจ้ารู้อะไร บอกมาเดี๋ยวนี้นะ”
“ท่านหญิงได้โปรดไตร่ตรองด้วย แต่หยางจงคงต้องไปจัดการมดปลวกน่ารำคาญพวกนั้นแล้ว”
ก็แน่ล่ะ ถ้ายังยืนนิ่ง ๆ อยู่ตรงนี้ นางก็ต้องมองว่าเขาเป็นแค่ลูกเต่า แล้วบุรุษคนไหนบ้างเล่าอยากเป็นเพียงตัวโง่งมในสายตาสตรีที่งดงามเช่นนี้บ้าง
“ดะ...เดี๋ยวสิ”
เยี่ยนหยางจงไม่ได้หันไปหานางตามเสียงเรียก แต่กลับเดินลมปราณเพิ่มอีกขั้น จนแส้หนังในมือส่งเสียงดังโหยหวนราวกับทรมาน เขาไม่ปกปิดจิตสังหารอีกต่อไปแล้ว
บรรยากาศโดยรอบพลันแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง รังสีกดดันพวยพุ่งออกมาจากร่างสูงสง่า ทำให้ทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
จ้าวกุ้ยอินเบิกนัยน์ตามองแผ่นหลังกว้างเบื้องหน้าอย่างตะลึงพรึงเพริด ด้วยสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความตายที่แผ่ออกมารายล้อมบุรุษที่นางเพิ่งกล่าวดูถูกเหยียดหยาม
หนังศีรษะชาวาบ ความกลัวค่อย ๆ กัดกินวิญญาณทีละน้อย ร่างทั้งร่างพลันสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่อยู่ ตอนนี้จ้าวกุ้ยอินเชื่อแล้วว่าอีกฝ่ายจะต้องเคยตัดศีรษะคนนับหมื่นนับแสนมาแล้วอย่างแท้จริง
ก่อนหน้านี้แม้เยี่ยนหยางจงจะทำเหมือนไม่ได้ใส่ใจเหล่าคนร้าย ทว่าความจริงเขาลอบสังเกตและประเมินฝีมือคนเหล่านี้ทั้งหมดแล้ว พอเห็นว่าไม่ได้ตึงมือเกินไปนัก จึงปล่อยให้ฉินอ๋อง เยี่ยนจิ้นหลิง จ้าวเฟิงเหลย และเหล่าองครักษ์ของพวกเขาจัดการ แต่นึกไม่ถึงว่าสตรีงดงามแต่ฝีปากกล้าทางด้านหลังจะปรามาสเขาถึงเพียงนี้ หากจะปล่อยให้นางมองเขาเป็นเต่าหัวหด สู้ลุกไปจัดการเรื่องราวให้จบ ๆ ไปเลยดีกว่า และหวังว่าเมื่อจบเรื่องแล้ว นางจะคิดเหลือบแลบุรุษอื่นที่ไม่ใช่ฉินอ๋องบ้าง
นี่ข้าคิดบ้าอะไรอยู่?
เยี่ยนหยางจงสะบัดศีรษะ ดึงสมาธิกลับมาที่การต่อสู้ เขาจับจ้องคนชุดดำทีละคน นัยน์ตาเหยี่ยวล้ำลึกราวหลุมไร้ก้นบึ้ง ไอสังหารเข้มข้นที่แผ่กำจายออกมาเป็นเสมือนคมมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือนผู้มองให้ดับสิ้นชีวา ยามนี้เขาหาใช่ชายหนุ่มแสนอบอุ่นที่ดูปราศจากพิษภัยดั่งเมื่อครู่อีกแล้ว
รองแม่ทัพหนุ่มแตะเท้าทะยานไปเบื้องหน้าราวธนูที่ออกจากแหล่ง รวดเร็ว รุนแรง เกินกว่าผู้ใดจะจินตนาการได้ แม้สิ่งที่เขาถือในมือจะเป็นเพียงแส้หนังธรรมดาเท่านั้น แต่ทันทีที่เสียงหวีดหวิวกรีดอากาศแปรเปลี่ยนเป็นเสียงหวดเนื้อครั้งหนึ่ง ชีวิตของผู้เคราะห์ร้ายกลับจบลงโดยไม่ทันได้ร้องสักแอะ และทุกครั้งที่เงาร่างของเทพสงครามเคลื่อนผ่าน ศัตรูเหล่านั้นก็ทรุดลงกองกับพื้นไม่ต่างอะไรกับใบไม้ที่ปลิดปลิว
ในที่สุดก็เหลือเพียงนักแสดงชายในชุดนักรบที่ฉินอ๋องต้องการตัวเท่านั้น
นัยน์ตาสีนิลที่เคยนิ่งสนิทกลับลุกโชนราวกับแสงตะวัน ช่างร้อนแรงแผดเผาจนผู้มองหายใจไม่ออก เยี่ยนหยางจงสาวเท้าไปเบื้องหน้าทีละก้าว ไม่ต่างอะไรกับการมาของพญายมจากนรก ใบหน้าหล่อเหลาคมคายพลันแสยะยิ้มร้าย
“ไม่ใช่คน แกมันไม่ใช่คน” ชายในชุดนักรบร้องตะโกนราวกับคนเสียสติ เนื้อตัวสั่นเทา สุดท้ายก็ปล่อยของเหลวกลิ่นฉุนออกมาอย่างไม่อาจควบคุม
เยี่ยนหยางจงไม่สนใจสิ่งสกปรกที่ออกมาจากร่างกายของอีกฝ่าย เขาทิ้งแส้หนังที่แทบไม่เหลือสภาพลงกับพื้นอย่างไม่อินังขังขอบ “เจ้าก็รู้ว่าข้าต้องการถามสิ่งใด ทางที่ดีก็จงบอกมา อย่ามัวร่ำไร อ่อ... แล้วอย่าได้คิดกัดยาพิษในฟันเจ้าด้วย เพราะข้าสาบานได้เลยว่าเจ้าจะไม่ได้ตายด้วยสิ่งนั้น รู้หรือไม่เล่า น้องชายของข้าชอบศึกษาเรื่องพิษนัก ย่อมถอนพิษพวกนี้ได้ไม่ยาก สุดท้ายแล้วเขาก็จะใช้พิษตัวอื่นทำให้เจ้าทรมานไปอีกหลายวันกว่าจะขาดใจตาย...”
“หึ! ฉินอ๋องโหดเหี้ยมอำมหิตสั่งสังหารตระกูลชวียกครัว ตัวข้าผู้เป็นทายาทเพียงหนึ่งเดียวหนีไปได้ วันนี้สบโอกาสขอแก้แค้นแทนบิดา มารดา และทุกคนในตระกูล” ชายในชุดนักรบตัวสั่นเทา แม้เขาจะหวาดกลัวพญามัจจุราชตรงหน้า แต่ก็ยังเค้นคำพูดแข็งกร้าวตอบกลับออกมาจนได้
เมื่อได้ยินคำตอบ มู่เลี่ยงหรงก็สาวเท้าเข้ามายืนตรงหน้าผู้คิดสังหารเขา “ใต้เท้าชวีโกงกิน คบคิดศัตรู บ่อนทำลายแคว้น ข้ามีหลักฐานหนาแน่น สมควรแล้วที่ถูกประหารเก้าชั่วโคตร” เขามองอีกฝ่ายอย่างดูแคลนก่อนจะแสยะยิ้ม ทว่าไม่ถึงดวงตา “ยังเหลืออีกหนึ่ง ก็ควรจะตายตกไปตามกัน”
สิ้นคำท่านอ๋องหนุ่มก็ตบข้างแก้มอีกฝ่ายเบา ๆ ยาพิษฤทธิ์แรงแตกออกจากฟัน ไม่นานทายาทคนสุดท้ายของตระกูลชวีก็สิ้นใจอยู่แทบเท้า
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย มู่เลี่ยงหรงปรับสีหน้าเป็นปกติดุจเดิม พลันสาวเท้าตรงไปหาเยี่ยนเยว่ฉีแล้วดึงมือของนางมากอบกุมเอาไว้ เขาปลอบประโลมคู่หมั้นสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ไม่หลงเหลือความดุดันแม้แต่น้อย อากัปกิริยาที่แสดงออกบ่งบอกถึงความห่วงหาอาทร ทั้งหมดนี้สร้างความเจ็บปวดและริษยาให้สตรีอีกผู้ที่มองมาจากอีกมุมหนึ่งอย่างช่วยไม่ได้จ้าวกุ้ยอินเม้มริมฝีปากแน่น เล็บแหลมคมจิกเข้าที่ฝ่ามือเพราะเผลอกำหมัดอย่างแรง แต่ความเจ็บเพียงเท่านี้ก็ไม่เท่าที่ดวงใจถูกบีบรัด นางเองก็เป็นห่วงมู่เลี่ยงหรงไม่แพ้สตรีผู้นั้น เพียงแต่ไม่อาจทำสิ่งใดได้สุดท้ายก็ปลอบใจตนเองว่าอีกไม่นานไทเฮาจะทรงพระราชทานสมรสให้พวกเขา เมื่อถึงเวลานั้นนางไม่เชื่อว่าชายในดวงใจจะไม่แลเห็นคุณธรรม ความสามารถ และส่วนที่ดีงามภายในจิตใจของตนเองแม้เยี่ยนเยว่ฉีมีรูปโฉมสะคราญตา แต่ตนเองก็เป็นหนึ่งในยอดพธู หนำซ้ำศักดิ์ฐานะก็เหนือกว่าหลายขุม อีกทั้งเรื่องเล่ห์กลในเรือนหลังนางล้วนเห็นมาจนชินตา ย่อมไม่มีทางเพลี่ยงพล้ำให้อีกฝ่ายโดยง่าย ขอเพียงนางช่วงชิงความโปรดปรานจากมู่เลี่ยงหรงมาได้ ก็ไม่มีสิ่งใดที่จะต้องกลัวอีกต่อไปเหตุการณ์สงบลงแล้ว คนร้า
เมืองหลวง แคว้นหาน โรงละครเป่าชางนับว่าเป็นสถานเริงรมย์อันใหญ่โตโอ่อ่าที่สุดในแคว้นหาน ทุก ๆ ปี ตระกูลจ้าวซึ่งมีฐานะเป็นพระญาติใกล้ชิดที่สุดของราชวงศ์จะจัดแสดงงิ้วเรื่องพิเศษขึ้น มีเพียงเชื้อพระวงศ์ ขุนนาง และคหบดีผู้มีชื่อเสียงเท่านั้นจึงจะได้รับเชิญ แต่ในปีนี้ฮ่องเต้รับสั่งให้ฉินอ๋องผู้เป็นพระอนุชาทำหน้าที่ประธานแทนพระองค์ฉินอ๋องในชุดคลุมชินอ๋องสีดำปักลายพยัคฆ์ยืนเป็นสง่าอยู่ที่กลางโถงใหญ่แม้ใบหน้าราวหยกนั้นจะราบเรียบและเย็นชา ทว่ากลับมีเสน่ห์ดึงดูดสตรีให้ไม่อาจละสายตา รัศมีรอบกายที่แผ่กำจายออกมาเจือไอเย็นบาง ๆ จนไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้แต่แล้วน้ำแข็งที่ฉาบในดวงตาพลันละลาย ริมฝีปากที่มักเม้มเป็นเส้นตรงกลับค่อย ๆ หยักโค้งเป็นรอยยิ้ม กลิ่นอายที่รายล้อมแปรเปลี่ยนจากเหมันตฤดูอันหนาวเหน็บเป็นแสงแรกจากตะวันของวสันต์ ทำให้สตรีทั้งหลายต่างเหม่อมองเขาราวกับถูกกระชากวิญญาณออกไปอีกมุมหนึ่ง จ้าวกุ้ยอินผู้เป็นธิดาจ้าวอ๋องกำลังเฝ้ามองเขาอยู่ พอเห็นรอยยิ้มนั้นใบหน้างามสะคราญพลันแดงระเรื่อ นัยน์ตาฉาบด้วยน้ำผึ้งหวานหยด น้อยครั้งนักที่นางจะได้เห็นรอยยิ้มของบุรุษที่สิงในหทัย ทว่าเมื่อเ
อาจเป็นเพราะสัญชาตญาณของนักรบ เมื่อรู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาจากมุมหนึ่ง เยี่ยนหยางจงพลันหันศีรษะไปยังทิศทางเป้าหมาย และทันทีที่สบนัยน์ตาสีน้ำหมึกที่ให้ความรู้สึกแน่วแน่ระคนดื้อดึง เขาก็เก็บประกายสังหารลงทันที แต่สิ่งที่ทำให้รองแม่ทัพหนุ่มรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่งก็คือสตรีผู้นั้นมิได้หวั่นไหวหรือหวาดกลัว กลับมองตอบมาด้วยความสงบนิ่ง ไม่แม้จะตกใจที่ถูกเขาจับได้ว่านางลอบพิจารณาตนอยู่ช่างใจเด็ดนัก! ความจริงแล้ว จ้าวกุ้ยอินรู้สึกเย็นเยียบไปทั้งกาย ขนทุกเส้นลุกชัน กระแสสายตาราวคมมีดของเขานั้นบาดลึกถึงกระดูก นางแทบทรุดตัวลงกับพื้น แต่ยังทำใจดีสู้เสือ โดยฝืนมองอย่างสงบนิ่ง ยังโชคดีที่อีกฝ่ายเก็บแววอำมหิตกลับไปแทบจะทันที ทำให้ยามนี้นางยังสามารถปั้นท่าทางสูงส่งได้โดยที่หน้ายังไม่เปลี่ยนสีที่แท้ก็เสือร้าย อยู่ให้ห่างไกลเขาเอาไว้จะดีกว่า...เมื่อคิดได้ดังนั้น จ้าวกุ้ยอินก็คร้านจะสนใจเยี่ยนหยางจงอีก อีกฝ่ายจะเป็นพยัคฆ์ซ่อนลายหรืออะไรก็ช่าง ล้วนไม่เกี่ยวข้องกับนางในขณะที่จ้าวกุ้ยอินคิดจะเก็บสายตากลับมาแล้วไปช่วยบิดาตรวจตราความเรียบร้อย หางตาก็เหลือบเห็นดรุณีแรกแย้มในอาภรณ์สีเขียวที่ดูสดใสอ
ตลอดการแสดงหัวใจและสายตาของคนสองคนในที่นั้นไม่ได้อยู่กับตัวจ้าวกุ้ยอินลอบมองไปทางที่นั่งประธานอยู่บ่อยครั้ง และทุกทีที่เห็นมู่เลี่ยงหรงมองเยี่ยนเยว่ฉีอย่างอ่อนโยนก็เจ็บในอกจนแทบกระอักเลือด ต้องปลอบตนเองด้วยเรื่องของถางซือเซียนที่ตกกระป๋องเหมือนกัน จึงพอจะทำให้ความร้าวรานทุเลาเบาบางลงบ้างหนักเข้าจ้าวกุ้ยอินก็ยุจ้าวเฟิงเหลยให้ไปสู่ขอถางซือเซียนเสียเลย สำหรับนางแล้วหากให้ยอมรับนังปีศาจตัวหอมนั่นเป็นพี่สะใภ้ ยังง่ายกว่าทนมองให้นางขึ้นเกี้ยวเข้าจวนฉินอ๋องเป็นไหน ๆส่วนเยี่ยนหยางจงก็เฝ้ามองจ้าวกุ้ยอินพลางครุ่นคิดบางอย่างอยู่เงียบ ๆ ผ่านไปครู่หนึ่ง รองแม่ทัพหนุ่มถึงเบนสายตากลับมาหาเยี่ยนจิ้นหลิงอีกครั้งน้องชายของเขามีความสามารถในการทำนายอย่างหาตัวจับได้ยาก นอกจากนั้นยังมีญาณวิเศษ ทว่าทุกสิ่งที่เห็นนั้นเจ้าตัวจะไม่มีวันเอ่ยออกมาตรง ๆ เป็นอันขาด โดยให้เหตุผลว่าการเผยลิขิตสวรรค์นำมาซึ่งผลลัพธ์อันน่ากลัว ดังนั้นที่ผ่านมาหากเป็นเรื่องเกี่ยวกับการศึก บิดาและเขาจะปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ที่มีฉายาว่า ‘จิ้งจอกสีเงินแห่งแคว้น’ โดยเคร่งครัดแต่พอเป็นเรื่องส่วนตัว น้องชายของเขามักจะเอ่ยเตือนเป็นนัย ๆ
“วางใจเถิด ชีวิตสตรีเจ้าปัญหาผู้นั้นอยู่ในมือท่านแล้ว จิ้นหลิงไม่หาทางฆ่านางทีหลังแน่”สิ้นคำของน้องชาย เยี่ยนหยางจงจึงรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาเล็กน้อย นับจากนาทีนี้ไป เขาแค่ประกบจ้าวกุ้ยอินเอาไว้ไม่ให้คลาดสายตาเท่านั้นก็พอเมื่อม่านบนเวทีถูกปิดลง เสียงปรบมือโห่ร้องชื่นชมดังไม่ขาดสาย แม้แต่ฉินอ๋องก็ร้องว่าดีติดกันถึงสามครั้งตามธรรมเนียมปฏิบัติฮ่องเต้จะต้องเป็นผู้ให้รางวัลกับนักแสดงทั้งหลาย ในเมื่อโอรสสวรรค์ไม่เสด็จมาก็เป็นหน้าที่ของผู้แทนพระองค์ นักแสดงทั้งหมดออกมาทำความเคารพฉินอ๋อง จากนั้นก็เดินเข้าไปรับรางวัลทีละคนขณะผู้เป็นประธานกำลังจะมอบรางวัล พลันเกิดเสียงดังเอะอะเกิดขึ้นภายในโรงละคร คนร้ายในชุดสีดำสนิทราวสามสิบคนตรงเข้าทำร้ายแขกเหรื่อ“ฆ่าขุนนางชั่วพวกนี้ให้หมด!” เสียงตะโกนดังลั่น นักฆ่าทั้งหลายแยกย้ายกันจู่โจมเพียงชั่วพริบตาสามารถเปลี่ยนงานรื่นเริงให้กลายเป็นทะเลโลหิต เสียงกรีดร้องท่ามกลางความโกลาหล ดาบและกระบี่กระทบกันอย่างแรงจนเกิดสะเก็ดไฟ องครักษ์เงาของเชื้อพระวงศ์เผยตัว ต่างรุมล้อมผู้เป็นนายของตนเอาไว้จ้าวอ๋องหน้าซีดเผือด งานแสดงงิ้วประจำปีที่เพียรจัดขึ้นกลับมีคนร้ายแฝงตัว
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย มู่เลี่ยงหรงปรับสีหน้าเป็นปกติดุจเดิม พลันสาวเท้าตรงไปหาเยี่ยนเยว่ฉีแล้วดึงมือของนางมากอบกุมเอาไว้ เขาปลอบประโลมคู่หมั้นสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ไม่หลงเหลือความดุดันแม้แต่น้อย อากัปกิริยาที่แสดงออกบ่งบอกถึงความห่วงหาอาทร ทั้งหมดนี้สร้างความเจ็บปวดและริษยาให้สตรีอีกผู้ที่มองมาจากอีกมุมหนึ่งอย่างช่วยไม่ได้จ้าวกุ้ยอินเม้มริมฝีปากแน่น เล็บแหลมคมจิกเข้าที่ฝ่ามือเพราะเผลอกำหมัดอย่างแรง แต่ความเจ็บเพียงเท่านี้ก็ไม่เท่าที่ดวงใจถูกบีบรัด นางเองก็เป็นห่วงมู่เลี่ยงหรงไม่แพ้สตรีผู้นั้น เพียงแต่ไม่อาจทำสิ่งใดได้สุดท้ายก็ปลอบใจตนเองว่าอีกไม่นานไทเฮาจะทรงพระราชทานสมรสให้พวกเขา เมื่อถึงเวลานั้นนางไม่เชื่อว่าชายในดวงใจจะไม่แลเห็นคุณธรรม ความสามารถ และส่วนที่ดีงามภายในจิตใจของตนเองแม้เยี่ยนเยว่ฉีมีรูปโฉมสะคราญตา แต่ตนเองก็เป็นหนึ่งในยอดพธู หนำซ้ำศักดิ์ฐานะก็เหนือกว่าหลายขุม อีกทั้งเรื่องเล่ห์กลในเรือนหลังนางล้วนเห็นมาจนชินตา ย่อมไม่มีทางเพลี่ยงพล้ำให้อีกฝ่ายโดยง่าย ขอเพียงนางช่วงชิงความโปรดปรานจากมู่เลี่ยงหรงมาได้ ก็ไม่มีสิ่งใดที่จะต้องกลัวอีกต่อไปเหตุการณ์สงบลงแล้ว คนร้า
เยี่ยนหยางจงมองภาพตรงหน้าอย่างสงบนิ่ง บางจังหวะก็หัวเราะเบา ๆ ออกมา หากไม่เห็นศพกองอยู่ตรงหน้า ผู้อื่นย่อมนึกว่าเขากำลังชมงิ้วด้วยความเบิกบานใจอยู่เป็นแน่จ้าวกุ้ยอินก็เช่นกัน นางจำได้ดี บิดาเคยเปรยให้ฟังว่าแม่ทัพใหญ่และบุตรชายเก่งกล้าสามารถ แต่ตอนนี้เห็นเพียงบุรุษเอื่อยเฉื่อยที่มองคนสู้กันอย่างหน้าตาเฉยผู้หนึ่งเท่านั้น ทำให้นางนึกเดียดฉันท์เยี่ยนหยางจงอย่างยิ่ง“นี่หรือ ผู้ที่เคยสังหารแม่ทัพแคว้นเป่ย เกรงว่าจะเป็นแค่ราคาคุยเสียมากกว่า”ครั้นน้ำเสียงกระจ่างใสเจือความเย้ยหยันลอยมาจากด้านหลัง เยี่ยนหยางจงหรี่ตา กำแส้ในมือแน่นขึ้นเล็กน้อย แต่ยังรักษาความสงบนิ่งเอาไว้ได้ หน้าที่ของเขามีเพียงกันจ้าวกุ้ยอินให้ห่างจากฉินอ๋องเท่านั้น ส่วนเรื่องจัดการนักฆ่าเหล่านี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้อื่นจากการประเมิน หากเยี่ยนจิ้นหลิงไม่ติดเล่นจนเกินไป เพียงหนึ่งก้านธูปก็กำจัดได้หมดแล้ว ไม่ต้องถึงมือเขาหรอก“ที่แท้ รองแม่ทัพเยี่ยนก็แค่คนขี้ขลาดตาขาว ไร้ประโยชน์สิ้นดี”“...” ประโยคเชือดเฉือนลอยเข้ามากระทบโสตอีกระลอก ตนเองเป็นคนเช่นไรเยี่ยนหยางจงย่อมรู้ดีแต่...คนงามไม่รู้นี่!ครั้นหันกายกลับไปเผชิญหน้ากั
“วางใจเถิด ชีวิตสตรีเจ้าปัญหาผู้นั้นอยู่ในมือท่านแล้ว จิ้นหลิงไม่หาทางฆ่านางทีหลังแน่”สิ้นคำของน้องชาย เยี่ยนหยางจงจึงรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาเล็กน้อย นับจากนาทีนี้ไป เขาแค่ประกบจ้าวกุ้ยอินเอาไว้ไม่ให้คลาดสายตาเท่านั้นก็พอเมื่อม่านบนเวทีถูกปิดลง เสียงปรบมือโห่ร้องชื่นชมดังไม่ขาดสาย แม้แต่ฉินอ๋องก็ร้องว่าดีติดกันถึงสามครั้งตามธรรมเนียมปฏิบัติฮ่องเต้จะต้องเป็นผู้ให้รางวัลกับนักแสดงทั้งหลาย ในเมื่อโอรสสวรรค์ไม่เสด็จมาก็เป็นหน้าที่ของผู้แทนพระองค์ นักแสดงทั้งหมดออกมาทำความเคารพฉินอ๋อง จากนั้นก็เดินเข้าไปรับรางวัลทีละคนขณะผู้เป็นประธานกำลังจะมอบรางวัล พลันเกิดเสียงดังเอะอะเกิดขึ้นภายในโรงละคร คนร้ายในชุดสีดำสนิทราวสามสิบคนตรงเข้าทำร้ายแขกเหรื่อ“ฆ่าขุนนางชั่วพวกนี้ให้หมด!” เสียงตะโกนดังลั่น นักฆ่าทั้งหลายแยกย้ายกันจู่โจมเพียงชั่วพริบตาสามารถเปลี่ยนงานรื่นเริงให้กลายเป็นทะเลโลหิต เสียงกรีดร้องท่ามกลางความโกลาหล ดาบและกระบี่กระทบกันอย่างแรงจนเกิดสะเก็ดไฟ องครักษ์เงาของเชื้อพระวงศ์เผยตัว ต่างรุมล้อมผู้เป็นนายของตนเอาไว้จ้าวอ๋องหน้าซีดเผือด งานแสดงงิ้วประจำปีที่เพียรจัดขึ้นกลับมีคนร้ายแฝงตัว
ตลอดการแสดงหัวใจและสายตาของคนสองคนในที่นั้นไม่ได้อยู่กับตัวจ้าวกุ้ยอินลอบมองไปทางที่นั่งประธานอยู่บ่อยครั้ง และทุกทีที่เห็นมู่เลี่ยงหรงมองเยี่ยนเยว่ฉีอย่างอ่อนโยนก็เจ็บในอกจนแทบกระอักเลือด ต้องปลอบตนเองด้วยเรื่องของถางซือเซียนที่ตกกระป๋องเหมือนกัน จึงพอจะทำให้ความร้าวรานทุเลาเบาบางลงบ้างหนักเข้าจ้าวกุ้ยอินก็ยุจ้าวเฟิงเหลยให้ไปสู่ขอถางซือเซียนเสียเลย สำหรับนางแล้วหากให้ยอมรับนังปีศาจตัวหอมนั่นเป็นพี่สะใภ้ ยังง่ายกว่าทนมองให้นางขึ้นเกี้ยวเข้าจวนฉินอ๋องเป็นไหน ๆส่วนเยี่ยนหยางจงก็เฝ้ามองจ้าวกุ้ยอินพลางครุ่นคิดบางอย่างอยู่เงียบ ๆ ผ่านไปครู่หนึ่ง รองแม่ทัพหนุ่มถึงเบนสายตากลับมาหาเยี่ยนจิ้นหลิงอีกครั้งน้องชายของเขามีความสามารถในการทำนายอย่างหาตัวจับได้ยาก นอกจากนั้นยังมีญาณวิเศษ ทว่าทุกสิ่งที่เห็นนั้นเจ้าตัวจะไม่มีวันเอ่ยออกมาตรง ๆ เป็นอันขาด โดยให้เหตุผลว่าการเผยลิขิตสวรรค์นำมาซึ่งผลลัพธ์อันน่ากลัว ดังนั้นที่ผ่านมาหากเป็นเรื่องเกี่ยวกับการศึก บิดาและเขาจะปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ที่มีฉายาว่า ‘จิ้งจอกสีเงินแห่งแคว้น’ โดยเคร่งครัดแต่พอเป็นเรื่องส่วนตัว น้องชายของเขามักจะเอ่ยเตือนเป็นนัย ๆ
อาจเป็นเพราะสัญชาตญาณของนักรบ เมื่อรู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาจากมุมหนึ่ง เยี่ยนหยางจงพลันหันศีรษะไปยังทิศทางเป้าหมาย และทันทีที่สบนัยน์ตาสีน้ำหมึกที่ให้ความรู้สึกแน่วแน่ระคนดื้อดึง เขาก็เก็บประกายสังหารลงทันที แต่สิ่งที่ทำให้รองแม่ทัพหนุ่มรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่งก็คือสตรีผู้นั้นมิได้หวั่นไหวหรือหวาดกลัว กลับมองตอบมาด้วยความสงบนิ่ง ไม่แม้จะตกใจที่ถูกเขาจับได้ว่านางลอบพิจารณาตนอยู่ช่างใจเด็ดนัก! ความจริงแล้ว จ้าวกุ้ยอินรู้สึกเย็นเยียบไปทั้งกาย ขนทุกเส้นลุกชัน กระแสสายตาราวคมมีดของเขานั้นบาดลึกถึงกระดูก นางแทบทรุดตัวลงกับพื้น แต่ยังทำใจดีสู้เสือ โดยฝืนมองอย่างสงบนิ่ง ยังโชคดีที่อีกฝ่ายเก็บแววอำมหิตกลับไปแทบจะทันที ทำให้ยามนี้นางยังสามารถปั้นท่าทางสูงส่งได้โดยที่หน้ายังไม่เปลี่ยนสีที่แท้ก็เสือร้าย อยู่ให้ห่างไกลเขาเอาไว้จะดีกว่า...เมื่อคิดได้ดังนั้น จ้าวกุ้ยอินก็คร้านจะสนใจเยี่ยนหยางจงอีก อีกฝ่ายจะเป็นพยัคฆ์ซ่อนลายหรืออะไรก็ช่าง ล้วนไม่เกี่ยวข้องกับนางในขณะที่จ้าวกุ้ยอินคิดจะเก็บสายตากลับมาแล้วไปช่วยบิดาตรวจตราความเรียบร้อย หางตาก็เหลือบเห็นดรุณีแรกแย้มในอาภรณ์สีเขียวที่ดูสดใสอ
เมืองหลวง แคว้นหาน โรงละครเป่าชางนับว่าเป็นสถานเริงรมย์อันใหญ่โตโอ่อ่าที่สุดในแคว้นหาน ทุก ๆ ปี ตระกูลจ้าวซึ่งมีฐานะเป็นพระญาติใกล้ชิดที่สุดของราชวงศ์จะจัดแสดงงิ้วเรื่องพิเศษขึ้น มีเพียงเชื้อพระวงศ์ ขุนนาง และคหบดีผู้มีชื่อเสียงเท่านั้นจึงจะได้รับเชิญ แต่ในปีนี้ฮ่องเต้รับสั่งให้ฉินอ๋องผู้เป็นพระอนุชาทำหน้าที่ประธานแทนพระองค์ฉินอ๋องในชุดคลุมชินอ๋องสีดำปักลายพยัคฆ์ยืนเป็นสง่าอยู่ที่กลางโถงใหญ่แม้ใบหน้าราวหยกนั้นจะราบเรียบและเย็นชา ทว่ากลับมีเสน่ห์ดึงดูดสตรีให้ไม่อาจละสายตา รัศมีรอบกายที่แผ่กำจายออกมาเจือไอเย็นบาง ๆ จนไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้แต่แล้วน้ำแข็งที่ฉาบในดวงตาพลันละลาย ริมฝีปากที่มักเม้มเป็นเส้นตรงกลับค่อย ๆ หยักโค้งเป็นรอยยิ้ม กลิ่นอายที่รายล้อมแปรเปลี่ยนจากเหมันตฤดูอันหนาวเหน็บเป็นแสงแรกจากตะวันของวสันต์ ทำให้สตรีทั้งหลายต่างเหม่อมองเขาราวกับถูกกระชากวิญญาณออกไปอีกมุมหนึ่ง จ้าวกุ้ยอินผู้เป็นธิดาจ้าวอ๋องกำลังเฝ้ามองเขาอยู่ พอเห็นรอยยิ้มนั้นใบหน้างามสะคราญพลันแดงระเรื่อ นัยน์ตาฉาบด้วยน้ำผึ้งหวานหยด น้อยครั้งนักที่นางจะได้เห็นรอยยิ้มของบุรุษที่สิงในหทัย ทว่าเมื่อเ