พันธ์พิสุทธิ์รู้สึกใจคอไม่ดีเพราะในใจเหมือนมีลางอะไรบางอย่างบอกเหตุว่า เวลาเจอผู้หญิงคนนี้ทั้งสองครั้งทำให้ต้องเกิดเรื่องราว เขาจึงอยากรีบกลับถึงบ้าน
“ผมขอ say bye เลยนะครับ” เขายกข้อมือดูนาฬิกา เวลาเกือบสามทุ่ม เขามีเรื่องต้องโทรหาน้องสาวซึ่งกำลังเรียนอยู่ที่ซิดนีย์ เธอขอให้เขาโทรหาไม่รู้มีเรื่องอะไร
“ค่ะ... งั้นลาตรงนี้นะคะ” เธอยกมือไหว้ชายหนุ่ม เขาโบกมือลาขณะกำลังก้าวเดินออกจากโต๊ะเขารีบเดินกลับไปที่รถ ขณะนี้ไม่มีโทรศัพท์มือถือรู้สึกเหมือนขาดอะไรไปบางอย่าง และรู้ตัวว่าต้องรีบกลับ ขณะใจกำลังวกวนเรื่องเธอคนนี้ เขาเลี้ยวรถตรงหน้าร้านจะออกไป เธอกำลังรับโทรศัพท์เดินลงมาตรงหัวมุมหน้าร้าน...
“Oh…shit…ตายล่ะ... เวรจริงๆ” เขาผรุสวาท และรีบกดกระจกลงตะโกนถาม “เป็นอะไรไหมนั่น... ผมจะพาไปคลินิก” เขาเห็นเธอล้มลง เขาน่าจะชนเธอตรงสะโพกพอดี เขารีบลงรถไปอุ้มเธอขึ้นมาแล้วเปิดประตูหลังเอาเธอวางลงบนเบาะหลังขณะพันธ์พิสุทธิ์ออกรถไป เขาถามเธอด้วยใจกระวนกระวาย
“คุณเจ็บตรงไหนบ้าง” เขามองกระจกส่องหลัง เห็นเธอเอามือไปลูบหลังข้อศอกและขาข้างซ้ายน่าจะเป็นแผลกิ่งฟ้ากำลังล้วงเอาทิชชูเปียกในกระเป๋าออกมาซับเลือดตรงหลังข้อศอก และเข่าซ้ายน่าจะมีเลือดออกด้วย
“นิดหน่อยค่ะ ... ขอโทษนะคะ ฉันเผลอไม่ได้มองรถ” เธอกล่าวขอโทษเขาเบาๆ “ผมว่า คุณสุดซุ่มซ่าม ดีนะผมเลี้ยวออกมาไม่เร็ว ไม่งั้นคงได้แอดมิต” เขาตำหนิเธอ “ค่ะ... ขอโทษ ฉันซุ่มซ่ามเอง” เธอไม่อยากเถียง เขาขับรถไม่ดูเช่นกัน จะเลี้ยวก็พรวดออกมาก ดีนะที่เธอชะงักทันไม่งั้นโดนชนกลางลำตัว คงได้เจ็บหนักแน่ๆ “โอเค... ขอผมใช้โทรศัพท์คุณหน่อย” เขาหงายฝ่ามือรอขณะขอร้องเธอกิ่งฟ้ายื่นโทรศัพท์มือถือให้เขา ลืมไปว่าล็อกหน้าจอไว้ เขาจึงหงุดหงิดเอ่ยถามขึ้น
“พินคุณ ... อะไร” “2607” เธอบอกเขาไปขณะยังก้มหน้าซับเลือดที่ไหลซึมออกมาเขาเบี่ยงรถเพื่อจอดรถตรงริมฟุตบาท แล้วได้ยินเขาพูดคุยกับสายปลายทางน่าจะเป็นที่บ้าน
“เอ้า... แดดดี้หรือครับ ผมคงจำเบอร์มัมผิด บอกให้มัมโทรหาเดียร์ด้วยนะครับ ไม่รู้มีเรื่องอะไร ให้ผมโทรหา แต่มือถือผมตกแตก” เขาไม่อยากให้น้องสาวรอเพราะตอนนี้น่าจะใกล้เที่ยงคืนแล้วที่นั่นเขาขับรถไปเรื่อยพยายามมองหาคลินิกที่ใกล้ทางที่ผ่านมา ก็ไม่มีจึงเลี้ยวเข้าไปโรงพยาบาลใกล้แถวนั้น
“รอผมสักครู่...” เขากระโดดลงจากรถไปเรียกเจ้าหน้าที่ตรงประตูทางเข้าฉุกเฉินให้เอารถเข็นมารับหญิงสาวกิ่งฟ้าถูกนำเข้าไปตรงห้องฉุกเฉินเพื่อทำแผล ซึ่งข้อเท้าซ้ายของเธอแพลงด้วย มีบาดแผลตรงหลังข้อศอก และหัวเข่าซ้ายค่อนข้างถลอกลึก หญิงสาวเป็นคนผิวบางเห็นเส้นเลือดชัดเจน ทำให้เธอได้รับบาดเจ็บพอสมควร
หนึ่งชั่วโมงกับการทำความสะอาดทำแผลและฉีดยาบาดทะยัก ทำให้เขาเดินวนไปวนมาจนน่าเวียนหัว กิ่งฟ้ามองท่าทีของเขาแล้วนึกหมั่นไส้ ทำไมชายคนนี้ถึงได้ใจร้อนรนขนาดนั้น จริงๆ แค่มาส่งก็กลับบ้านได้แล้ว ไม่ต้องรอเธอทำแผลจนเสร็จก็ได้ กิ่งฟ้าขอให้เจ้าหน้าที่ซึ่งยืนดูพยาบาลทำแผลให้ไปบอกชายหนุ่มว่า ให้เขากลับไปก่อน เธอทำแผลเสร็จแล้วจะเรียกรถกลับบ้านเอง
พันธ์พิสุทธิ์เดินเข้ามาหาเธอกล่าวเบาๆ...
“ผมจะไปส่งคุณ... บ้านคุณอยู่ที่ไหน ขอแผนที่ด้วย” เขายื่นมือขอโทรศัพท์มือถือเธอ เขาเห็นหญิงสาวกดเปิดแผนที่ในกูเกิลแมพ จากนั้นเขาจึงขยายแผนที่เพื่อดูเส้นทาง “บ้านคุณอยู่ไม่ไกลจากผมเท่าไหร่...” เขามองภาพแผนที่แถวคลองตันเขาให้เธอนั่งเบาะด้านหลัง เพื่อจะได้เอนในท่าสบาย และไม่ต้องทำให้เขารู้สึกเกร็งถ้านั่งอยู่ด้านข้างคนขับ เขายังไม่ได้คบผู้หญิงไทยคนไหนเลย มีเธอเป็นคนแรกที่คุยด้วยหลังจากเพิ่งกลับมาถึงที่นี่ เขารู้สึกว่าผู้หญิงไทยค่อนข้างถือตัวและไม่ช่างเจรจาเหมือนสาวฝรั่ง ยิ่งถ้าแปลกหน้าด้วยแล้ว สาวไทยส่วนใหญ่จะค่อนข้างระวังตัว
“เอ่อ... ผม ดอน นะครับ” เขาเปิดบทสนทนาด้วยการบอกชื่อของตนเองใหม่อีกครั้ง “ค่ะ ทราบแล้ว ฉัน กิ่งนะคะ” เธอสวนกลับอมยิ้ม นึกในใจว่า ตาบ้าเอ้ย คงไม่มีคำพูดคำจาอะไรหรอกมั้ง “คุณเพิ่งกลับมาเหรอคะ” เธอเลยถามเพื่อให้เขาอยากคุย “ใช่ครับ ผมไม่ได้อยู่ที่นี่นาน ต้องขอโทษ ผมอาจทำอะไรไม่ถูกบอกได้นะครับ” เธอได้ยินประโยคนี้ นึกในใจทำไมถึงเฉิ่มเชยขนาดนี้เลย “คงทำผิดเยอะค่ะ...” เธอพูดเยาะเย้ยหน่อยๆ “โอ... คงจริง ขับรถชนคุณ ทำมือถือหล่นแตก” เขาขำตัวเองเบาๆ “แล้วยังกางเกง....อุ๊บ” เธอเผลอจนได้ แต่ก็รีบปิดปากทันที “เป้าขาด... แย่มากเลย ดีที่ใส่กางเกงใน” เขาหัวเราะเสียงดังกลบเกลื่อนความอายกิ่งฟ้าเงียบไม่พูดต่อ กลัวเขาจะพูดอะไรไม่เหมาะสม คำพูด 18+ สำหรับเขาคงธรรมดาล่ะมั้งสำหรับหนุ่มนักเรียนนอก
เขาขับรถจนมาถึงหน้าทางเข้าหมู่บ้าน เขาจึงถามขึ้นเบาๆ
“ผมต้องแลกบัตรไหม...” เขาถามขึ้นขณะมองกระจกส่องหลังเห็นเธอกำลังส่งยิ้มให้ “ฉันจะบอกยามเองค่ะ”ในที่สุดเขาก็ขับไปส่งเธอถึงหน้าบ้านหลังสีขาวเนื้อที่ประมาณ 80 ตรว. เธอกดปุ่มสัญญาณรีโมตให้ประตูเปิดออกอัตโนมัติ เขารีบเปิดประตูก้าวลงไปเปิดประตูด้านหลังแล้วขออนุญาตอุ้มเธอลงมาแล้วเดินไปส่งถึงหน้าประตูบ้าน เขาเห็นประตูบ้านด้านในเปิดออก แม่ของเธอทักทายชายหนุ่มทันที
“อ้าว...ยัยกิ่งเป็นอะไรเนี่ย ขนาดต้องอุ้มมาส่งกันเลยหรือ” กรรณิการ์มองชายหนุ่มเค้าหน้าคมคายตากลม ลักษณะท่าทางออกแนวคนต่างด้าว “พูดไทยได้ไหมคะ” แม่ของหญิงสาวถามทันที หลังจากเขาก้าวเข้าไปวางลูกสาวบนเบาะตรงโซฟาตัวยาว “ครับ ผมคนไทย” เขาฉีกยิ้มให้แม่ของเธอ “ผม ดอน ครับ คุณแม่ดูแลคุณกิ่งด้วยนะครับ ผมขับรถชนเธอ” เขาออกตัวทันทีว่าเป็นคนผิด “ตายจริง เป็นอะไรมากไหมคะ” กรรณิการ์รีบหันไปถามหญิงสาว “เจ็บนิดหน่อยค่ะ ทำแผลแล้ว” เธอรีบตอบแม่ทันที “ผมลานะครับ... ถ้ายังไงส่งข่าวนะครับ โทรไปที่เบอร์นี้” เขายื่นมือขอโทรศัพท์ของหญิงสาว แล้วกดหมายเลขลงไปให้เธอกดบันทึกไว้ “ขอบคุณครับ” เขากล่าวขอบคุณแล้วรีบสาวเท้าก้าวไปที่ประตู ก่อนเดินออกไปเขาหันหลังมาโค้งให้คุณแม่และเธอเล็กน้อยจากนั้นกิ่งฟ้าขอตัวกับแม่ว่า...จะขอขึ้นไปห้องนอนข้างบน กรรณิการ์จึงเข้ามาช่วยพยุงแขนลูกสาวค่อยๆ พาเธอขึ้นไปถึงยังห้องนอน
ทั้งบ้านอยู่กันเพียงสองคนแม่ลูก คนทำงานบ้านจะมาช่วยทำความสะอาดเฉพาะเสาร์อาทิตย์เท่านั้น คืนนี้เธอคงต้องขอให้แม่ช่วยเปิดน้ำอุ่นที่อ่างอาบน้ำเธอจะเช็ดตัวเท่านั้น
พรุ่งนี้เป็นวันศุกร์เธอคงต้องขอให้แม่ช่วยโทรไปที่บริษัทขอลางาน เธอจะส่งใบรับรองแพทย์ตามไปตอนช่วงสายๆ
“แม่คะ โทรไปลางานให้หนูด้วยนะคะ ... เบอร์ฝ่ายบุคคลบริษัทอยู่ตรงใบ post-it ตรงด้านข้างตู้เย็นนะคะ” แม่กรรณิการ์พยักหน้าแล้วเข้าไปเปิดน้ำอุ่นใส่อ่างน้ำให้ “แม่ถามนิด... เดินยังไงถึงถูกรถชน” แม่ขมวดคิ้วมองหน้าเธออย่างกังวล “เขาขับรถยังไงไม่รู้ ไม่ได้มองคนเลย” เธอตำหนิเขาเบาๆ “เออ... ให้มันได้อย่างนี้สิ ยัยกิ่ง เธอน่ะซุ่มซ่ามล่ะมั้ง” แม่มองหน้าเธออย่างไม่เข้าใจ เจ็บขนาดนี้ ต้องเดินเหม่อแน่นอน “หนูกำลังเดินอยู่กำลังจะข้ามตรงมุมถนน เขาเลี้ยวออกมาชนเลย” “แล้วเราคุยโทรศัพท์อยู่หรือเปล่าล่ะ” แม่ดักคอ “เอ่อ...เออ...” เธออึกอัก “ว่าแล้วเชียว ฉันรู้ว่าแกเป็นคนยังไง ซุ่มซ่ามแล้วยังชอบเดินคุยโทรศัพท์ ทีหลังอย่าได้หาทำเด็ดขาด” นางส่งเสียงดุลูกสาว “แม่นี่รู้ทันไปหมด...” เธอถอนหายใจแรงเลย “ใช่... ฉันรู้สึกสังหรณ์ใจยังไงไม่รู้ ทำแก้วหล่นแตกเสียงดังเพล้ง” กรรณิการ์บ่นใส่เธอ “เฮ้อ... คงไม่ใช่หรอกค่ะ” “อะไร... แกว่าแม่ซุ่มซ่ามงั้นสิ...” “ใช่สิคะ... แม่ก็เหมือนหนู่นั่นแหล่ะ” “ยัยกิ่ง... แกนี่ไม่เคยรู้ตัวเองเลย ฉันสังหรณ์แกจะเป็นอะไร” แม่ทำหน้าดุขึ้นเสียงใส่ “ไม่ต้องห่วง.... ดวงหนูแข็งค่า”กิ่งฟ้าหลับไปในความฝัน เธอเห็นดวงตาปีศาจปรากฏอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้ ขณะกำลังเดินเล่นเพลินๆ อยู่นั้นเอง“เฮ้ย... ดา แกทำอะไรน่ะ” เธอถามดารณีขณะสาวตาหยีโผล่พรวดมาจากหลังพุ่มไม้แล้วเดินเข้ามาหา“ฉันเอาหนอนมาให้...” ดารณีรู้ว่าเพื่อนรักเกลียดตัวหนอนเป็นที่สุด“หูย...หยี เอาไปให้พ้น” เธอหลับตาแต่ยังแอบหรี่ตาข้างซ้ายมองว่า เพื่อนสาวเอาออกไปหรือยัง“ไม่... มันคือผีเสื้อ” จากนั้นดารณีโยนเจ้าหนอนสีเขียวขึ้นไป กลับกลายเป็นผีเสื้อปีกสีเขียวขยับบินร่อนอยู่ตรงหน้าเธอ“โห... สวยจังเลย” ดารณียิ้มเมื่อได้ยินเพื่อนสาวเบื้องหน้าเอ่ยปากชื่นชมไม่นานดารณีหายวับไป ในขณะที่กิ่งฟ้ากำลังวิ่งไล่ตามผีเสื้อที่บินวนเวียนหยอกเย้าเธอ“อ้าววว... ดา แกมาเงียบๆ แล้วก็หายไปเงียบๆ” เธอขำเบาๆ จากนั้นจึงวิ่งหมุนวนอยู่กลางสวนสวย และแล้วจู่ๆ หน้าของชายหนุ่มแปลกประหลาดนายหนึ่งโผล่ขึ้นมาตรงกลางหน้าของสาวน้อย“คุณชอบผีเสื้อหรือ...ผมมีอะไรมาให้ดู” เขายื่นหินกลมๆ สีฟ้าตรงกลางเป็นสีขาวกลม และวงกลมในสุดเป็นสีฟ้าสวยงามมากในความรู้สึก เธอไม่เคยเห็นหินชนิดนี้มาก่อน“หินอะไรคะ” เธอถามขณะเห็นหน้าชายหนุ่มแปลกหน้า เขามองจ้องตาเธอ แววตาเห
ชายหนุ่มระเบิดเสียงหัวเราะ จ้องสายตาของหญิงสาวที่นั่งอยู่เบื้องหน้านิ่ง แววตาของเขาท้าทายในความรู้สึกของเธอยิ่งนัก“เฮ้อ... ผมคงเจอนักลวงโลก the world scammer!!!” เขาเปรียบเปรยเห็นภาพลอยอยู่ตรงหน้าเธออย่างชัดแจ้ง“นี่... พูดให้ดีๆ นะ ฉันฟ้องคุณได้” กิ่งฟ้าเหลืออด ถลึงตาใส่ชายหนุ่ม“ได้เลย... ผมยินดี ถ้าไม่จริง บอกมา คุณชื่ออะไร” เขายังบังคับกลายๆ จะไม่ยอมเปลี่ยนเรื่อง“เอ่อ... กิ่งฟ้า” เธอจำยอมในที่สุด ก้มหน้าลงกับพื้นโต๊ะ “อ้าววว... แสนภพเพิ่งบอกผมว่า คุณชื่อ ดารณี หรือว่าผมฟังผิด” เขาเอากำปั้นทุบโต๊ะ ทำเอากิ่งฟ้าสะดุ้งพรวดเงยหน้าขึ้นมองหน้าเขา“นี่คุณ... ทำอย่างกับฉันเป็นผู้ต้องหา ฉันมาเสนอขายสินค้า” เธอมองสบตาชายหนุ่มนิ่งขณะกล่าวตอบ“เหรอครับ... แล้วสินค้านี้หลอกผมด้วยไหมเนี่ย” เขาหัวเราะเยาะเย้ยเธอ“โอเค... ถ้าคุณยังพูดอะไรแบบนี้ ต้องขออนุญาตลากลับนะคะ” เธอเอ่ยเบาๆ จำยอมไม่อยากตอบโต้ใดๆ ขณะจ้องแววตาของเขาที่ระริกหยอกล้ออยู่ในดวงตาคมคู่นั้น“อาการคุณเป็นยังไงบ้างล่ะ... ขอผมดูหน่อยได้ไหม” เขาลุกขึ้นก้าวมายืนค้ำหัวเธอ ผายมือขอร้องอย่างสุภาพ“ดีขึ้นนิดหน่อย ข้อเท้าแพลงคงอาจหลายวันค่ะ
พันธ์พิสุทธิ์ไม่ได้ตอบคำถามใดใด สายตาของเขาเต็มไปด้วยแววเล่ห์เพทุบาย ต้องการแก้เผ็ดหญิงสาว“ผมจะพาคุณไปหาหมอ เผื่อเป็นอะไรมากกว่านี้” เขาทำหน้าตารู้สึกผิดเล็กน้อย ในความรู้สึกของกิ่งฟ้า มาดคุณหมอไม่มีเลยตั้งแต่พบกันครั้งแรกจนมาถึงครั้งนี้ หากไม่บอกถึงอาชีพการงาน เธอคิดว่าเขาน่าจะเป็นนักธุรกิจมากกว่า“ค่ะ... ยังเจ็บเอวอยู่เลย” สีหน้าของสาวน้อยเบื้องหน้าแสดงความเจ็บปวดออกมาให้เห็น ชายหนุ่มรู้ดีว่าน้ำหนักตัวของเขาคงกระแทกเธออย่างจังตอนลงไปถึงพื้นบันได ใจของเขากระตุกทันทีเมื่อหวนนึกถึงความรู้สึกที่วาบหวิว ร่างกายของเขาและเธอทาบทับกันนิ่งขณะนั้น ทำให้เขารู้สึกถึงประจุไฟปรารถนากำลังปะทุขึ้นจนอณูของเซลส์เกิดแรงสั่นสะเทือนกิ่งฟ้าถูกชายหนุ่มพยุงร่างบอบบางไปถึงยังลานจอดรถ เขาตัดสินใจอุ้มเธอเดินก้าวไปยังที่รถยนต์ซึ่งจอดห่างออกไปเกือบสองล็อก ลมหายใจของเขารดยังต้นคอของเธอจนรู้สึกสยิวไปทั่วร่าง“อืม... จริงๆ ฉันก็เดินได้อยู่น่ะ” เธอกล่าวปฏิเสธไป แต่ในใจรู้สึกยินดีเหลือล้น เขาดูเป็นสุภาพบุรุษมากกว่าทุกครั้ง อาจเป็นเพราะท่าทีดูนุ่มนวลขึ้นกว่าครั้งก่อน“กอดผมแน่นๆ ไม่งั้นคุณอาจหล่นได้ ผมไม่เคยอุ้มใค
ทันทีที่ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามลุกขึ้น ก้าวเข้ามาและยิ้มยั่วเธออย่างไม่สนใจกับท่าทีของอีกฝ่ายว่า กำลังจะเตรียมปกป้องตนเอง“นี่...หยุดเลย เรากำลังออกนอกลู่นอกทาง” กิ่งฟ้าเสียงแหวดุชายหนุ่มที่กำลังจะก้มลงมาทำอะไรเธอ ขณะที่เธอเองลุกขึ้นยืนจังก้ากำหมัดอยู่“อยากพิสูจน์... ไม่ใช่หรือ” เขาก้าวเข้ามารวบเอวเธอทันทีที่พูดจบ แล้วก้มหน้าลงมากดริมฝีปากของสาวน้อยในอ้อมกอดชายหนุ่มผงะหน้าหงาย เมื่อกิ่งฟ้าตั้งสติได้จึงกัดริมฝีปากเขาโดยอัตโนมัติ แล้วเอาฝ่ามือดันหน้าของเขาออกไปอย่างแรง“โอย... ทำร้ายผม” เขาร้องเสียงหลง เลือดกบปาก ทำเธอตกใจรีบหยิบทิชชูจากในกระเป๋าออกมากดห้ามเลือดตรงเนื้อบางๆ ด้านในริมฝีปากที่ถูกเธอฝังเขี้ยวไว้ค่อนข้างแรงทีเดียวมือไม้ของเธอสั่นเทาขณะควักเอาห่อทิชชูในกระเป๋าออกมา ดึงกระดาษออกมาปั้นเป็นกำแล้วกดลงไปไม่ให้เลือดไหล เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้เลยระหว่างเธอกำลังช่วยห้ามเลือด แต่พันธ์พิสุทธิ์นึกกระหยิ่มในใจ... อยากอยู่ต่อหน้าเธอคนนี้ให้นานเท่าที่หัวใจกรุ่นละมุนของเขาต้องการเท่านั้น เธอเป็นคนแรกที่เขาเคยพบสาวๆ มาทั้งคนไทยและต่างชาติในต่างประเทศ ไม่มีคนไหนที่กล้าปฏิเสธ
ระหว่างเดินทางกลับบ้านของหญิงสาว พันธ์พิสุทธิ์แวะไปทำแผลด้านในตรงกลางริมฝีปากที่คลินิกซึ่งคือที่ทำงานของเขานั่นเอง “ขอคุณลงไปเป็นเพื่อนผมหน่อย” เขาพยักหน้าแววตาคะยั้นคะยอ ทำให้สาวน้อยนั่งข้างๆ ใจอ่อนอีกตามเคย “ยังไง พรุ่งนี้คุณต้องมาพบผมที่นี่อยู่ดี” เขายังกำชับเพื่อให้เธอตัดสินใจเขาก้าวไปยืนอยู่หน้าคลินิกหันกลับมามองว่า สาวน้อยลงจากรถตู้หรือไม่ ปรากฏว่ากิ่งฟ้ากำลังก้มลงมองพื้นเพื่อก้าวตามลงไป‘ต้องบังคับให้ไปฮ่องกงให้ได้ คอยดูว่านางจะว่ายังไง’ เขาคิดวางแผนอยู่ในใจ ขณะจ้องมองเธออย่างกระหยิ่มประหนึ่งผู้มีชัย“ค่ะ... นำฉันเข้าไปสิคะ” กิ่งฟ้ามองจ้องเขากลับ ขณะหยุดอยู่ตรงหน้าชายหนุ่ม“ครับบ... เชิญคุณกิ่งฟ้า อ้อ... ดารณี” เขาเริ่มกวนประสาทเธออีกครั้ง แต่สาวน้อยไม่ตอบโต้ เกรงว่าจะเกิดเรื่องอะไรอีกขณะก้าวตามชายหนุ่มไป เธอเหลือบไปเห็นแสนภพ ชายหนุ่มคนเมื่อวานที่พบกันในโรงแรมแห่งนั้นกำลังเดินสวนมาพอดี“อ้าว คุณดารณี มาถึงที่นี่เลย” เขายิ้มทักทายเธอทันที“เอ่อ...ค่ะ” กิ่งฟ้าไม่รู้จะตอบอย่างไรดี ในใจคิดแต่เพียงอยากหลบหน้าชายหนุ่มทั้งคู่“คุณหมอ... ฉันขอไปนั่งรอที่รถดีกว่านะคะ” เธอเดินตามเข้า
คุณปู่เข้ามากระซิบกิ่งฟ้าและขยิบตาให้สาวน้อย ก่อนจะกล่าวคำอำลา...“ไปเถอะ...หลับให้สบาย ปล่อยให้หนุ่มๆ เขาจัดการเถอะ เรื่องมันเลยเถิดแล้ว ก็เลยตามเลยนะหนู” เสียงขำเบาๆ ทำให้เธอรู้สึกใจชื้น เกรงว่าคุณปู่จะไม่เข้าใจแล้วเคืองเธอและดารณีกิ่งฟ้าพยายามห้ามพันธ์พิสุทธิ์ไม่ให้นั่งรถตามไปส่งถึงบ้าน แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ยังไม่ยอมอยู่นั่น หัวดื้อยิ่งกว่าเธอเสียอีก“ผมนั่งไปเป็นเพื่อน เผื่อช่วยคิดวางแผนให้ไม่ดีกว่ารึ” เขาอมยิ้มนัยน์ตาวาวราวกับวางแผนแก้เผ็ดทั้งเธอและดารณี“เฮ้ออออ...” เสียงถอนหายใจยาวของสาวน้อยที่นั่งข้าง ทำให้ชายหนุ่มนึกอยากแกล้งเธออีก“พรุ่งนี้ เราเจอกันอีกครั้ง ผมมีนัดแสนภพให้มาเจอคุณอีกครั้ง ว่าไง” น้ำเสียงของเขาคะยั้นคะยอ แถมขึ้นเสียงตอนท้ายอย่างเป็นต่อ“เอ่อ... ฉันไม่มีข้อมูลอะไรนำเสนอนะ คุณหมอ” เธอวิงวอนเบาเชิงขอร้อง“ดีเลย... ไปตามเพื่อนคุณมา เจอกันหน่อยดีไหม” เขาคาดคั้น“ไม่ได้... อาจทำให้คุณแสนภพโกรธพวกเรา” เสียงดุของเธอยิ่งทำให้เขารู้สึกอยากเล่นบทกวนประสาท“โธ่...โถ ขนาดนี้แล้ว ยังจะปิดบัง!!! คุณปู่ขนาดต้องเล่นละครตีบทแตกให้พวกคุณ” เขารู้สึกสนุกในใจอยากยั่วยวนสาวน้อยนางน
พันธ์พิสุทธิ์ไม่รอช้า เขาเร่งพาเธอไปขึ้นรถตู้เพื่อไปส่งที่คลินิก ซึ่งเมื่อวานได้แวะไปทำแผลมาแล้ว เขาเอ่ยถามเบาๆ ขณะนั่งอยู่ข้างกันตรงเบาะกลางด้านหลังคนขับ“วันนี้ แสนภพจะมาประชุมแทนผม เขาอยากรู้สินค้าที่ดารณีนำมาเสนอ ผมยังไม่ได้คุย ช่วยนำเสนอให้ด้วย” เขาแอบอมยิ้มกระหยิ่มยิ้มอยู่ในใจ นึกอยู่ในใจว่า สาวน้อยนางนี้จะแก้ไขปัญหานี้ยังไง“ช่วยบอกเขาว่า รอก่อนได้ไหม วันอังคารจะมีคนรู้เรื่องสินค้าที่เขาต้องการมานำเสนอ จะดีกว่านะ...นะ” น้ำเสียงถอนหายใจยาวของเธอ ทำเอาชายหนุ่มนึกอยากแกล้งต่อ ดูสิพวกเธอจะงัดอะไรมาแก้ลำ“พวกคุณเล่นเกมอะไรกัน ผมไม่เข้าใจ แต่อย่าลืมว่าคุณปู่กลายเป็นตัวละครที่ไม่ควรถูกดึงมาเล่นให้ท่านพลอยเสียคนไปด้วย” เขาทำขึ้นเสียงเพื่อข่มขู่สาวน้อยหน้าสวยที่นั่งอยู่ด้านข้าง“ฉันจะไปรู้หรือว่า นายจะแกล้งพาฉันมาเจอท่าน นี่ทำฉันกลัวจนแย่แล้วนะ งานนี้ฉันอาจจะถูกเจ้านายไล่ออกเลย...” น้ำเสียงหงอยๆ ของเธอ ไม่ได้ทำให้เขาใจอ่อน“ไม่เป็นไร มาทำงานกับคุณปู่ ท่านมีเงินเดือนพอจ้างอยู่หรอก” “ฮะ... จริงนะ... จะให้ฉันทำอะไร กระซิบก่อนได้ไหม” เธอแกล้งเอาข้อศอกไปถองเอวเขาโดยไม่รู้ตัว อารมณ์เล่นแผลง
กิ่งฟ้าถูกชายหนุ่มผิวเข้มคะยั้นคะยอให้กลับไปที่คลินิกของเขา เพื่อดูอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้าหลังจากได้รับประทานอาหารมื้อเที่ยงที่โรงแรมเดิม ซึ่งเคยใช้เป็นสถานที่นัดให้ไปนำเสนอสินค้าขณะลงจากรถตู้หมอหนุ่มคนนี้เกิดสะดุดอะไรบางอย่างที่หล่นอยู่ที่พื้นรถ หน้าคะมำลงไปนั่งคุกเข่าจับกบ เธอเกือบหลุดเสียงหัวเราะขำที่ร่างสูงโย่งอายหน้าแดงและร้องเสียงหลง “Ouch! ผมสะดุดของที่คุณทำหล่นไหม” เขาหันหลังถามขณะค่อยทะลึ่งตัวขึ้น“ไม่น่านะ... กระเป๋าก็วางอยู่ตรงเบาะ ไม่ได้เอาลงมา” เธอรีบปฏิเสธและพยายามเอามือทั้งสองข้างยกแขนข้างหนึ่งของเขา ช่วยพยุงชายหนุ่มตัวโย่งขึ้นมา“โห... เข่าผมแตกไหม เจอคุณหลายวันมานี้เจ็บตัวด้วย จะมีเรื่องตามมาอีกไหมครับ” เขาพยายามพูดกับเธอดีๆ ไม่ขึ้นเสียงให้เธอรู้สึกรำคาญ“คงไม่ใช่แต่นายคนเดียว ฉันอาการหนักกว่านายนะ” เธออมยิ้มนึกขำในใจ“แย่จังเลย” น้ำเสียงเขาดูหงุดหงิดขึ้นมา“อย่าพูดอย่างนั้น กลายเป็นฉันไม่ดี... คนโบราณคงว่า ฉันเป็นตัวซวย” เธอพูดเบาๆ ไม่อยากให้เจ้าหน้าที่ในคลินิกได้ยิน “งั้น... ผมจะไปให้เจ้าหน้าที่เรียกพยาบาลมาช่วยตรวจ” เขาเดินกะเผลกมีกิ่งฟ้าคอยพยุงช่วย ทั้งที่เธอเอง
กิ่งฟ้านัดให้ดารณีไปเจอกันที่คฤหาสน์ของคุณปู่ตอนเย็น ทำเอาดารณีไม่พอใจหลังจากเห็นข้อความในไลน์ขณะออกจากห้องประชุมช่วงพักมื้อกลางวัน“นี่แก จะยัดเยียดให้ฉันไปคนเดียวนี่นะ” เสียงโทรเข้าไลน์ของกิ่งฟ้า สร้างความไม่พอใจให้คนที่รับสายเช่นกัน“เออ... ฉันไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน”“ให้ฉันไปรับแกที่ทำงาน แล้วไปด้วยกันไม่ได้รึ”“ไม่ได้!!!” กิ่งฟ้าขึ้นเสียง“เฮ้ย... อะไรของแกวะ” ดารณีโมโหเสียงดังขณะนั่งกินข้าวที่ห้องอาหาร เพื่อนร่วมงานมองไปที่ต้นเสียง ทำเอาสาวหน้าตุ๊กตาญี่ปุ่นรู้สึกตัวก้มหน้าเงียบ เธอกดจบการสนทนาทันทีและเงยหน้าขึ้นกินข้าวต่อไปเงียบๆ และแล้วเสียงเตือนในไลน์ดังขึ้น... เธอเปิดอ่านข้อความใหม่ที่เข้ามาเป็นของชายหนุ่มนามว่า แสนภพ‘บ่ายสามโมง ผมจะไปประชุมกับหัวหน้าคุณ เจอกันครับ’ ข้อความสั้นๆ เหมือนสั่งงานเธอไปโดยปริยายดารณีรู้สึกเซ็งกับเรื่องราวของครอบครัวนี้ ตั้งแต่ชายหนุ่มลูกครึ่งไปจนถึงคุณปู่ของเขาที่เจ้ากี้เจ้าการไม่วางมือ ทำเหมือนเธอและกิ่งฟ้าเป็นลูกไล่... สั่งโน่นนี่นั่นไปเรื่อย“เฮ้อ... เหมือนเล่ห์กลอะไรไม่รู้ ทำฉันหัวหมุนเป็นลูกข่างแล้วเนี่ย” ดารณีบ่นพึมพำบ่ายสามโมงตามเวลาน
พันธ์พิสุทธิ์ขับรถไปส่งกิ่งฟ้าถึงหน้าประตูรั้วบ้าน เขาฝากกราบลาแม่กรรณิการ์กับหญิงสาวก่อนจะเลี้ยวกลับรถตรงมุมในสุดของซอย เขายังเปิดกระจกรถยกมือบายให้เธอก่อนจะบึ่งรถออกไป ในใจของเขารู้สึกเห็นใจความทุกข์ของเธอ เป็นอารมณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยแม้จะมีคนไข้ปรึกษาเรื่องเหล่านี้มาก่อน อาจเป็นความสัมพันธ์ที่ค่อยคืบคลานเข้าสู่หัวใจดวงน้อยของเขา ซึ่งเรียกว่า ความผูกพัน...เสียงถอนหายใจดังเป็นระยะจนกระทั่งเขาขับรถถึงบ้าน ตัวตึกด้านหน้ายังเปิดไฟอยู่แสดงว่าคุณปู่ยังอยู่ในห้องหนังสือ เขาก้าวเข้าประตูใหญ่เพื่อเข้าไปทักทายท่านและไม่รู้ทำไมอยากปรึกษาอะไรบางอย่างกับท่านด้วยชายหนุ่มค่อยย่องเข้าไปส่องดูหน้าประตูห้องหนังสือ ซึ่งเป็นประตูกระจกแต่มีม่านลูกไม้กางกั้นอยู่ตรงกลางบาน เขามองเข้าไปเห็นชายสูงวัยผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของตระกูลกำลังเปิดอ่านข้อมูลอะไรบางอย่างในแฟ้มเขาเคาะประตูเบาๆ สามครั้งก่อนแง้มประตูเมื่อเห็นคุณปู่เงยหน้าขึ้นและพยักหน้าให้เขาเปิดประตูเข้าไป“สวัสดีครับ... ผมเข้ามารบกวนไหมครับ” น้ำเสียงของหลานชายดูเกรงใจ“เอ่อ... หลานมีอะไรกับปู่ไหม” “ผมอยากปรึกษาว่า วันเสาร์นี้หลังจากเดินออกกำลังแล้
ชายหนุ่มไม่อยากเปิดเผยความเป็นตัวตนที่เป็นมุมมืดของเขา ด้วยอาชีพหนึ่งและคุณธรรมในใจที่ถูกปลูกฝังจากแม่ของเขาหนึ่ง จึงไม่อยากเอ่ยถึงมันเลยหากไม่มีใครสะกิดใจขึ้นมา“ผมมีมุมเล็กๆ ที่อาจเรียกว่ามุมลึกลับก็ได้ หากมันโผล่ขึ้นมาวันใด ก็อาจทำร้ายคนรอบข้างได้เหมือนกัน” เขาพูดประหนึ่งความลับในชีวิตของเขาอาจกำลังถูกไขออกมาให้คนที่รับฟังเห็นเป็นรูปธรรม“เฮ้อ... ขอบคุณนะคะสำหรับความช่วยเหลือ ฉันอาจขอรับคำปรึกษาจากคุณหมอไม่วันใดก็วันหนึ่ง” เธอยิ้มให้เขาขณะยกแก้วชาสีแดงกุหลาบแสนหอมนี้ชูขึ้นเพื่อแสดงความขอบคุณ“ด้วยความยินดีและเป็นเกียรติ ถ้าคุณจะให้ผมช่วย” เขาฉีกยิ้มกว้าง แต่ในใจยังรู้สึกอยากแกล้งเอาคืน เพราะหัวเข่าของเขายังเจ็บระบมอยู่ในขณะนี้“เอ่อ... วันเสาร์นี้ คุณและแสนภพ จะไปออกกำลังกายด้วยไหม” เธอยังอยากถามเรื่องนี้ด้วยรู้สึกกังวลกับคุณปู่“ทำไม... คุณปู่ใจดีมาก ไม่เคยชวนใครไปทำกิจกรรมกับท่านเลยนะครับ” แววตาของเขาดูมีความลับอะไรซ่อนอยู่“อย่าลืมนะครับ ท่านไม่ชอบคนตื่นสาย และผิดนัดด้วย” “ตายล่ะ เผื่อฉันตื่นสายล่ะก็ แย่เลย” เธอรู้สึกถึงพฤติกรรมของคนรุ่นโบราณเช่นท่าน คงไม่สบอารมณ์แน่ๆ ถ้าพวกเธอ
พันธ์พิสุทธิ์พากิ่งฟ้าไปกินข้าวมื้อเย็นที่โรงแรมเดิม แต่เปลี่ยนเป็นห้องอาหารที่มีบาร์นั่งดื่มและฟังเพลงหลังจากมื้อค่ำแล้ว“คืนนี้กลับดึกหน่อยได้ไหม ผมอยากนั่งดื่ม chillin’ at my place สบายอารมณ์หน่อยในที่ของผม ไม่ต้องห่วง...ผมจะโทรไปบอกคุณแม่เอง ท่านจะได้สบายใจลูกสาวไม่ได้หายไปกับใคร” เขาอมยิ้มขณะกำลังเลี้ยวเข้าลานจอดรถ“เอาเลย... อยากทำอะไร เชิญ” น้ำเสียงของเธอตอนนี้สุดรำคาญ ชายหนุ่มเริ่มก้าวเข้ามาวุ่นวายกับชีวิตของเธอไปแล้ว“อ้าวว... ผมแค่ทำให้ถูกต้อง” เขาขมวดคิ้วสงสัยขณะจอดรถหันหน้ามามองเธอ แต่กิ่งฟ้ายังไม่ยอมหันไปมองเขา ยังหน้าหงิกไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ เพราะคืนนี้อยากกลับบ้านเร็วหน่อยเพื่ออยากระบายอะไรบางอย่างกับดารณี“หรือไม่อยากนั่งดื่มต่อก็ได้ ผมจะไปส่งคุณเลยดีไหม” น้ำเสียงของเขาเริ่มกังวลกับความรู้สึกของสาวน้อยที่นั่งอยู่ข้างๆ“เฮ้อออ...” กิ่งฟ้าถอนหายใจยาวมาก“ไม่สบายใจที่ผมมารับ... ใช่ไหม” เขาเริ่มมีน้ำเสียงกังวล“ใช่... ฉันอยากกลับบ้านน่ะ” คำตอบสั้นๆ เพียงเท่านี้ทำให้เขาเริ่มรู้สึก“ได้... งั้นทานข้าวเสร็จ ผมไปส่งคุณที่บ้าน” บรรยากาศระหว่างนี้ทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยดี เธอคงกั
ระหว่างการนำเสนอผลิตภัณฑ์ของบริษัทต่อหน้าฝ่ายการตลาดของบริษัทสหพันธ์กรุ๊ป ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ระดับผู้บริหารทั้งหมด 5 คน หนึ่งในนั้นคือ วิชพันธ์ ลุงของแสนภพ ซึ่งขอถือโอกาสเข้ามาสังเกตการณ์ตามคำเชิญของหลานชาย ดารณีตื่นเต้นจนระหว่างการบรรยายและฉายภาพสไลด์บนจอเกิดอาการสะดุด เธอขาดสมาธิใจเต้นไม่เป็นส่ำ เพราะชายหนุ่มที่พูดจากวนประสาทเธอตลอด แกล้งถามคำถามที่ไม่สมควรกลางที่ประชุม“ผมรู้สึกว่าการนำเสนอไม่ professional คุณดารณีต้องไปฝึกมาใหม่ดีกว่า” เขาพูดจาดูถูกเธอกลางที่ประชุมฝ่ายบริหาร “ค่ะ... ขอบคุณมากที่ประเมินดิฉันโดยปริยาย” น้ำเสียงเธอสะอื้นเล็กๆ แต่ในใจกลับอยากกระชากนายคนนี้ออกไปจากที่ประชุม แล้วชกปากสักสามหมัดวิชพันธ์ส่ายหน้าห้ามแสนภพไม่ให้เข้าไปต่อว่าดารณีอีกครั้งหลังจากจบการประชุม“อย่าไปตอแย... Don’t make her angry...” ลุงของเขาเตือน แต่ชายหนุ่มกำลังคิดอยากเอาคืนทั้งหมด ที่สาวน้อยคนนี้สร้างเรื่องให้เขารู้สึกเสียหน้าและยังเจ็บตัวอีกเมื่อวานแสนภพถูกวิชพันธ์ย้ำด้วยคำพูดเตือนสติ...“หากแกอยากเอาคืน แบบนี้ยิ่งทำให้เธอแค้นอยากตอบโต้ ผู้ชายยังไงก็เสียเปรียบ”“คุณลุงครับ... นางทั้งโกหกทั
รุ่งขึ้นดารณีต้องเข้าไปบริษัทเพื่อรายงานการเข้าร่วมประชุมกับธุรกิจแฟรนชายส์ เธอไปถึงที่ทำงานแต่เช้า ขณะผลักประตูก้าวเข้าห้องประชุม เธอตกใจชะงักทันใดชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังคุยอยู่กับหัวหน้าของเธอ“เออ... นี่คุณดารณี” ภูผาแนะนำเธอ ทั้งคู่จ้องหน้ากันเงียบ เธอตะลึงตัวชาเงียบไป“สวัสดีครับบบ... คุณดารณี” เธอหลบสายตาทันทีขณะที่ชายหนุ่มจ้องกลับ“เอ่อ... อ่ะ สวัสดีค่ะ” สาวหน้าตุ๊กตาญี่ปุ่นพึมพำตะกุกตะกัก“คุณดารณี เพิ่งมาทำงานที่นี่ได้ครึ่งปี แต่เธอสามารถสร้างเครือข่ายได้ทะลุเป้าหมาย คุณจะได้คำแนะนำที่ดีจากเธอ” ภูผาแนะนำสรรพคุณของเธอเป็นการเป็นงาน“ครับ... ไว้ขอผมนัดมาคุยที่บริษัทอีกครั้ง”“เอ้า... วันนั้นคุณดารณีไม่ได้ไปพบหรือครับ”“เอ่อ... ครับ ครับ แต่ผมต้องการ detail เพิ่มเติม” แสนภพหันไปจ้องหน้าเธออีกครั้ง แต่สาวน้อยเบือนหน้าไปจ้องหัวหน้า รู้สึกอึดอัดจึงเอ่ยขึ้นเพื่อให้บรรยากาศผ่อนคลาย เธอรู้สึกหน้าตึงจนฟันขบกัน“ต้องขอโทษหัวหน้านะคะ คือขอดาเคลียร์เรื่องนี้กับคุณแสนภพอีกครั้งนะคะ แล้วจะนำเรื่องเข้าที่ประชุมสัปดาห์หน้า”“แต่คุณแสนภพมาปรึกษาผม ขอให้คุณไปนำเสนอสินค้าของเราที่ฮ่องกงสัปดาห์หน้า
“ยัยดา... ฉันว่าไม่ต้องขับรถฉันไป เราเรียกแกร็บไปเถอะ” เธอคิดไว้นี้ เพราะไม่อยากให้นางขับรถ กลางคืนนางขับรถหลงทิศบ่อยๆ“เออ... ใช่ฉันรู้...แกกลัวฉันพากลับผิดทาง เผลอๆ คืนนี้ได้เข้าโรงแรม” เธอหัวเราะเยาะเย้ยตนเอง“เออ... คงถูกล่ะ ตระกูลนี้เพิ่งไป take over โรงแรมหนึ่ง”“ฮ่า... รวยนะเนี่ย”“เสียดาย แกคิดผิดให้ฉันไปแทน ฉันชอบแสนภพคนนี้ว่ะ หล่อโคตร ลูกครึ่งนะแก” กิ่งฟ้ายั่วนาง“เหรอ งั้นจะได้เจอไหมเนี่ย...”“ไม่รู้เลย... ฉันกลัวว่าคุณปู่จะ...” กิ่งฟ้ามีอะไรในใจ แต่ไม่อยากพูด“ยังไง บอกมานังกิ่ง” ดารณีขึ้นเสียง“จับผิดคู่...ล่ะสิ” เพื่อนอย่างกิ่งฟ้า อยากแก้เผ็ด“เฮอะ... งั้นฉันไม่ไปดีกว่า”“เฮ้ย... ไม่ได้ แกจะทำฉันอดได้งานสำคัญชิ้นนี้ ดีไม่ดีแกด้วยนะ ชวดหมดทั้งคู่” “นี่ ฉันหายไปไม่กี่วัน แกมีคนมาจีบแล้วสิ” ดารณีขึ้นเสียง“โห... จะเป็นนางเสือปืนไวขนาดไหนกันเชียว” กิ่งฟ้ารำคาญกับยัยเพื่อนตัวแสบ จะทำให้เธอมีปัญหา ดารณีเหมือนจะเป็นสาวไม่ยึดติดกับเพศนักหนาเมื่อทั้งคู่เดินทางไปถึง กิ่งฟ้าก้าวเข้าประตูหน้าของตัวตึกใหญ่ สาวรับใช้คนเดิมเดินออกมาต้อนรับให้เข้าไปนั่งรอที่ห้องรับแขก เธอบอกว่าพันธ์พิ
กิ่งฟ้ากลับมาถึงบ้านด้วยความรู้สึกหนักใจ นึกถามในใจว่าวันรุ่งขึ้นจะหอบร่างกายกระย่องกระแย่งแบบนี้ไปทำงานไหวไหม เธอก้าวเข้ามานั่งที่โซฟารับแขกเงียบๆ แต่แม่กรรณิการ์แอบสังเกตลูกสาวตั้งแต่ลงจากรถตู้ กระทั่งเดินลากเท้าเข้ามาถึงภายในตัวบ้าน “แม่ขา... มีของฝากค่ะ” เธอยกกล่องที่อยู่ในถุงผ้าจากแม่ครัวบ้านคุณปู่ ยื่นส่งให้แม่ แล้วกระแอมเบาๆ“นี่ไปทำงานหรือว่าไปอ่อย...ฮะ ถึงได้กับข้าวกับปลากลับมา” แม่มองเธอด้วยหางตา“เห็นหนูเป็นคนอย่างว่า หรือไงคะ หนูไปทำงานไม่ใช่ไปจับผู้ชายนะ” น้ำเสียงเธอรำคาญแม่ แต่ก็ปากคันอยากตอบโต้“เอ่อ... แล้วนี่จะให้แม่ช่วยอะไรไหม เดินแทบจะไม่ไหวแล้วเนี่ย” แม่กรรรณิการ์ก้มลงมองข้อเท้าซ้ายบวมแดงคล้ำ“หนูพอเดินได้ค่ะ หนูอยากนอนแล้ว รู้สึกไม่ค่อยสบาย” เธอลุกขึ้นก้าวอย่างช้ากำลังจะขึ้นกระได แม่เอากล่องอาหารไปเก็บในครัวแล้วออกมาเห็น จึงช่วยพยุงเธอขึ้นไปชั้นบนแม่ส่ายหัวอย่างหนักใจ หลังจากได้ยินลูกสาวสั่งให้นางโทรไปลางานให้แต่เช้า นางเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง“หยุดงานแบบนี้ จะไม่ถูกไล่ออกหรือ ยัยกิ่ง” นางจ้องดวงหน้าแดงระเรื่อทั่วใบหน้า ของเธอ น่าจะไข้ขึ้นจากอาการระบม“กินยาแก้
กิ่งฟ้าออกจากห้องน้ำแล้วเดินเข้าไปในครัว เห็นป้าแจ่มกำลังง่วนกับการเตรียมผลไม้และของหวานไว้เสิร์ฟ เธอจึงเดินตรงเข้าไปขอน้ำมะนาวเพื่อมาแก้อาการสำลักให้ชื่นใจ“ป้าคะ พอมีน้ำมะนาวไหม หนูสำลักอาหารค่ะ” เธอมองหน้าป้าแม่ครัวด้วยแววตาวิงวอน“ต้องทำ... รอสักครู่ค่ะ” เธอเห็นป้าสั่งพี่แววสาวรับใช้วัยเดียวกับเธอ“คุณรอแป๊บนะ เดี๋ยวแววทำให้ค่ะ” สาวน้อยนั่งรออยู่ตรงโต๊ะเล็กๆ ในครัว กวาดสายตามองผลไม้ที่กำลังจัดอยู่ในจาน ส่วนของหวานนั้นเป็นกระท้อนลอยแก้ว หน้าตาดูดีมากหลังจากกิ่งฟ้าดื่มน้ำมะนาวอุ่นมีเกลือหยอดลงไปนิดหน่อย ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นมาก จึงเดินกลับเข้าไปที่ห้องอาหารอีกครั้ง สายตาของผู้สูงวัยที่นั่งรับประทานอาหารอยู่ตรงหัวโต๊ะ มองมายังเธอแสนอบอุ่นอย่างน่าประหลาด เธอค่อยก้าวเข้าไปยังเก้าอี้ตัวเดิมที่นั่งถัดจากชายหนุ่ม“เป็นยังไง ดีขึ้นแล้วใช่ไหม มา...มาทานข้าวกันต่อ ปู่เห็นว่าหนูผอมไปหน่อยนะ” ท่านพูดขึ้นแบบนี้ทำเอาสาวน้อยสะดุ้ง“ไม่ค่ะ... น้ำหนักเพิ่มตั้งแต่ไปเมืองนอก!!!” เธอโพล่งออกไป“หนูไปไหนมาหรือ... เล่าให้ปู่ฟังหน่อย อยากรู้ว่าเมืองนั้นเป็นยังไง” ท่านยิ้มแล้วหันไปมองหน้าหลานชาย“ซิดนีย์ค