พิมพ์ดาวจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้า ราวกับว่าเธอได้ยินอะไรผิดไป
“คุณพูดว่าอะไรนะคะ?” เธอถามกลับด้วยน้ำเสียงตกตะลึง
ธีรภัทรยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจและเจ้าเล่ห์
“คุณได้ยินไม่ผิดหรอกครับ ผมเสนอที่จะช่วยเหลือครอบครัวของคุณ แลกกับการที่คุณต้องแต่งงานกับผมเป็นเวลา 1 ปี”
“มันไร้สาระ!” พิมพ์ดาวโพล่งขึ้น น้ำเสียงเธอสั่นเครือด้วยความโกรธ “ฉันไม่มีวันแต่งงานกับคุณ!”
“ใจเย็นก่อนลูก” เจ้าสัวพิชิตแตะมือเธอเบา ๆ เพื่อให้เธอสงบลง เขาหันไปมองธีรภัทรด้วยสายตาครุ่นคิด
“คุณธีรภัทร นี่เป็นข้อเสนอที่ค่อนข้าง…สุดโต่งไปหน่อย”
“สุดโต่ง?” ธีรภัทรหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอนตัวไปด้านหน้า วางข้อศอกลงบนโต๊ะ “เจ้าสัวครับ ผมคิดว่าคุณเองก็คงรู้ดี ว่าตอนนี้คุณไม่มีทางเลือกมากนัก”
พิมพ์ดาวกัดริมฝีปากแน่น เธออยากเถียงแต่ก็รู้ว่าคำพูดของธีรภัทรไม่ผิดนัก ครอบครัวของเธอกำลังจะล้มละลาย หนี้สินพอกพูน และถ้าไม่มีใครช่วยเหลือ พ่อของเธออาจถูกฟ้องล้มละลาย และน้องชายของเธอคงต้องออกจากโรงเรียนแน่ ๆ
เธอสูดลมหายใจลึก พยายามสะกดอารมณ์ที่ตีตื้นขึ้นมา “ฉันจะหาทางออกเอง”
“ฉันไม่จำเป็นต้องแต่งงานกับคุณเพื่อแก้ปัญหาของครอบครัว”
ธีรภัทรยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคมกริบจับจ้องเธอราวกับกำลังประเมิน
“งั้นหรือ?”
ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ท่าทางผ่อนคลายแต่แฝงไปด้วยความเหนือกว่า
“ถ้าอย่างนั้น พวกคุณลองดูหนทางอื่นก่อนก็ได้ หากคุณอยากเปลี่ยนใจเมื่อไหร่ก็ค่อยติดต่อผมกลับมา”
คำพูดนั้นเหมือนคมมีดที่กรีดลงกลางใจของพิมพ์ดาว แต่เธอทำได้เพียงจ้องมองเขาด้วยความขุ่นเคือง ในขณะที่เจ้าสัวพิชิตได้แต่มองไปทางชายหนุ่มพลางคิดอะไรบางอย่าง
เมื่อไม่เห็นมีใครพูดอะไรแล้ว ธีรภัทรจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้
“ถ้ายังไงผมขอตัวกลับก่อนแล้วกัน”
พูดจบก็เดินออกจากห้องอาหารไปอย่างอารมณ์ดี
คฤหาสน์วรากร
บรรยากาศในห้องนั่งเล่นตึงเครียดราวกับมีพายุพัดผ่าน เจ้าสัวพิชิตวางเอกสารหนาปึกลงบนโต๊ะรับแขก สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเครียด
“นี่คือรายละเอียดเกี่ยวกับหนี้สินของตระกูลเรา และคาดว่าจะมีหมายศาลมาที่บ้านเราในอีกสามวัน”
พิมพ์ดาวตัวแข็งทื่อ เธอหยิบเอกสารขึ้นมาอ่านด้วยมือสั่น ๆ และสิ่งที่เธอเห็นทำให้หัวใจของเธอร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
“ไม่จริง…” เธอพึมพำออกมาเบา ๆ
“พ่อก็อยากให้มันไม่เป็นความจริง” เจ้าสัวพูดออกมาด้วยเสียงอ่อยพร้อมกับมองไปที่ทุกคน และกลับมาหยุดที่หน้าของพิมพ์ดาว
“เราจะแก้วิกฤตนี้ได้ยังไงค่ะ” เสียงหญิงสาวราวกับกระซิบออกมา เธอรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่แค่ยังไม่อยากยอมรับมัน
“และถ้าหากไม่มีเงินก้อนใหญ่มาช่วยเหลือ ตระกูลวรากรจะต้องประกาศล้มละลายในเวลาไม่กี่เดือน” เสียงทุ้มต่ำของเจ้าสัวตอบคำถามของลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนด้วยความปวดใจ
เธอหันไปมองเจ้าสัวพิชิต ดวงตาของพ่อเธอเต็มไปด้วยความทุกข์ใจและความเหนื่อยล้า เธอรู้ว่าเขาพยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่ทุกอย่างมันยากเกินไป
“และตอนนี้คนที่พร้อมจะยื่นมือเข้ามาช่วยเรามีแค่คุณธีรภัทรเท่านั้น” เจ้าสัวพูดต่อเมื่อลูกสาวไม่ได้พูดอะไรอีก
พิมพ์ดาวเม้มริมฝีปากแน่น “เขาไม่มีเหตุผลอะไรต้องช่วยเราถ้าไม่มีแผนอะไรอยู่ในใจ”
เจ้าสัวถอนหายใจ
“เขาอาจจะสนใจในตัวลูกก็ได้ พ่อได้ข่าวว่าเขายังไม่มีแฟน และไม่สนใจผู้หญิงคนไหน ค่อนข้างจะเย็นชา เราไม่เคยไปมาหาสู่กัน แต่เมื่อเรามีปัญหาเขากลับยื่นมือเข้ามาช่วย ถ้าไม่ใช่ว่าสนใจในตัวลูกจะเป็นอะไรได้อีก”
เจ้าสัวพยายามพูดจาหว่านล้อมลูกสาว เขาก็ไม่มีทางเลือกจริง ๆ
“ถ้าเขาสนใจหนูจริง คงไม่ยื่นข้อเสนอการแต่งงานแค่ปีเดียวหรอกค่ะ” หญิงสาวยังไม่ละความพยายาม เธอรู้สึกไม่ไว้วางใจผู้ชายคนนี้เลย ลางสังหรณ์บอกว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น
“หา แต่งแค่ปีเดียว จากนั้นลูกสาวแม่ต้องเป็นหม้ายอย่างนั้นเหรอ แม่ไม่ยอมหรอก” คุณหญิงจินดาโวยวายออกมาพร้อมกับเอื้อมมือไปกอดลูกสาวไว้ พร้อมน้ำตาที่ไหลออกมา
“คุณหญิง สัญญาหนึ่งปีนั้น ผมว่าน่าจะเป็นการดูใจกันว่าไปด้วยกันได้หรือเปล่า ถ้าหากลูกเรากับเขาไปด้วยกันได้ ตระกูลเราก็สามารถรอดพ้นวิกฤตนี้ได้ และได้เกี่ยวดองกับนักธุรกิจยักษ์ใหญ่ไม่ดีหรือยังไง” เจ้าสัวพยายามปลอบภรรยาของตัวเองให้มองไปอีกมุม
“ไม่มีทางออกอื่นอีกแล้วเหรอค่ะ คุณ” น้ำเสียงของคุณหญิงเริ่มอ่อนลง
“ไม่มีจริง ๆ หนูดาว พ่อขอโทษจริง ๆ นะ” เจ้าสัวขอโทษลูกสาวอย่างจนใจ หากเป็นเมื่อก่อนแค่มีใครมาจีบลูกสาว เขายังจะกำจัดทิ้งไป ไม่ต้องพูดถึงเงื่อนไขบ้าบอเหล่านี้ แต่ตอนนี้เขาไม่มีทางเลือกแล้วจริง ๆ
พิมพ์ดาวหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะลืมตาขึ้นใหม่อย่างแน่วแน่
“โอเคค่ะ เพื่อครอบครัว หนูจะยอมแต่งงานกับเขา หนูจะทำตัวให้ดีที่สุด”
“พี่ดาว...ผมดรอปเรียนไว้ก่อนก็ได้นะฮะ พี่ไม่ต้องเสียสละตัวเองอย่างนี้หรอกนะฮะ” ภัทรพล หรือ ภัทร น้องชายของพิมพ์ดาว ในวัย 20 ปี กำลังศึกษาอยู่มหาวิทยาลัย ปี 2
พิมพ์ดาวหันไปหาน้องชายแล้วยิ้มบาง ๆ ให้
“ไม่ได้นะภัทร เราอยู่ปีสองแล้ว ทนหน่อยอีกแค่สองปี เราก็จบแล้ว ใครจะไปรู้พี่อาจจะได้เลิกกับหมอนั่นก่อนก็ได้” ร่างบางพยายามฝืนยิ้มออกมาไม่ให้น้องชายต้องกังวล
“ผมจะรีบเรียนให้จบเพื่อมาช่วยพี่ กับพ่อนะฮะ”
“ดีมากเลยจ๊ะ” ดาวเอื้อมมือไปลูบหัวน้องชายอย่างเอ็นดู
“งั้นพรุ่งนี้พ่อจะรีบติดต่อไปที่คุณธีรภัทรเพื่อยืนยันข้อตกลงนะ” เจ้าสัวหันมายืนยันกับพิมพ์ดาวอีกครั้ง
“รบกวนคุณพ่อแจ้งเขาด้วยค่ะ ว่าดาวจะเข้าไปหาเขาที่บริษัทเอง”
เจ้าสัวพิชิตพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “จะให้พ่อไปด้วยมั้ย”
“ไม่เป็นไรค่ะ ดาวไปคนเดียวดีกว่า มีเรื่องถามเขาด้วยเช่นกันค่ะ” พิมพ์ดาวตอบพร้อมกับมองออกไปข้างหน้าอย่างคนใช้ความคิด
ห้องทำงานของประธานบริษัท อัครเดชากุล กรุ๊ป
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“เชิญครับ”
“คุณธีร์ค่ะ คุณพิมพ์ดาว วรากรขอเข้าพบค่ะ”
ธีรภัทรเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร มุมปากกระตุกยิ้ม “ให้เธอเข้ามา”
เมื่อเลขาเดินออกไป ชายหนุ่มเดินไปนั่งไขว่ห้างที่โซฟารับแขกแทน มือแกร่งยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์
พิมพ์ดาวเดินเข้ามาในห้องทำงานของธีรภัทรด้วยความประหม่า หญิงสาวเดินมายืนอยู่ตรงหน้าชายหนุ่มอย่างเงียบ ๆ
“สวัสดีครับ คุณดาว เชิญนั่งครับ” ร่างสูงผายมือเชื้อเชิญออกไป
“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวตอบเสียงเรียบ เธอนั่งลงอย่างสง่างาม แม้ภายในใจจะวุ่นวาย
“วันนี้มาหาผมถึงที่นี่ คุณน่าจะมีคำตอบให้ผมแล้วใช่มั้ยครับ” ชายหนุ่มพูดออกมาอย่างอารมณ์ดี
“ก่อนที่ฉันจะให้คำตอบคุณ ฉันขอถามคำถามข้อหนึ่งได้มั้ยค่ะ” พิมพ์ดาวรู้สึกประหม่าอย่างมาก แต่เธออยากรู้เหลือเกินว่าชายตรงหน้ากำลังคิดอะไรอยู่ถึงยื่นข้อเสนอนี่ออกมา
“คุณต้องการอะไรจากฉันกันแน่”
ธีรภัทรยิ้มบาง ๆ “ผมต้องการเพียงสิ่งเดียว…คุณ”
หัวใจของพิมพ์ดาวกระตุกวูบ คำพูดของเขาชัดเจน แต่เธอรู้ว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านั้น
เธอหลับตา สูดหายใจลึก แล้วเงยหน้ามองเขาด้วยสายตาแน่วแน่ “ตกลง…ฉันจะแต่งงานกับคุณ”
ธีรภัทรพยักหน้าอย่างพอใจ “ดี เราจะจัดงานแต่งภายในหนึ่งเดือน”
พิมพ์ดาวไม่ตอบ เธอรู้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะเปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาล แต่เพื่อครอบครัวของเธอ เธอไม่มีทางเลือกอื่น…
แสงไฟจากโคมระย้าที่ประดับอยู่กลางห้องบอลรูมหรูหราของโรงแรมระดับห้าดาวส่องประกายระยิบระยับ เสียงพูดคุยหัวเราะของแขกเหรื่อที่มาร่วมงานแต่งดังก้องไปทั่ว แต่บรรยากาศในใจของพิมพ์ดาวกลับว่างเปล่าชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ที่เธอสวมใส่เป็นผลงานจากดีไซเนอร์ชื่อดัง ถูกตัดเย็บอย่างประณีตเพื่อให้เหมาะกับรูปร่างของเธอที่สุด ผ้าลูกไม้เนื้อละเอียดโอบรัดช่วงไหล่ และกระโปรงยาวพริ้วไหวดั่งเจ้าหญิงในเทพนิยาย ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ แต่หัวใจของเธอกลับไม่รู้สึกถึงความงดงามใด ๆ เลยเจ้าสัวพิชิต และคุณหญิงจินดา วรากร ยืนยิ้มรับแขกพร้อมคู่บ่าวสาวอยู่ที่หน้างาน“ทำไมไม่เห็นครอบครัวฝ่ายชายเลยหล่ะ” คุณหญิงพยายามมองหาแต่ก็ไม่พบ จนตอนนี้จะเริ่มงานแล้ว เจ้าบ่าวก็ยังไม่ได้พาแขกผู้ใหญ่มาแนะนำสักคน“เคยได้ยินว่าเขาเติบโตอยู่ต่างประเทศ” เจ้าสัวตอบกลับภรรยา เขาก็รู้สึกไม่ดีที่ครอบครัวฝ่ายชายไม่มาร่วมงาน เหมือนไม่ให้เกียรติกันยังไงยังงั้น“ต่อให้เติบโตอยู่ต่างประเทศ แต่นี้คืองานแต่งลูกชายนะ จะไม่มาร่วมงานกันเลยเหรอ เหลวไหลจริง ๆ” คุณหญิงยังไม่วายบ่นออกมา
พิมพ์ดาวก้าวเข้าไปในห้องหอที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างหรูหรา ภายในห้องชุดขนาดใหญ่ของโรงแรมห้าดาว ทุกอย่างถูกตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง เตียงนอนขนาดคิงไซส์ปูด้วยผ้าปูเตียงสีขาวสะอาดตา กลีบกุหลาบสีแดงกระจัดกระจายไปทั่วพื้นผ้า ดวงไฟสีเหลืองนวลส่องแสงให้บรรยากาศโรแมนติกสมกับค่ำคืนแห่งการเริ่มต้นชีวิตคู่แต่สำหรับเธอ ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนี้กลับดู แห้งแล้งปราศจากชีวิตชีวา และไร้ความหมายเสียงปิดประตูดัง "ปัง!" ดึงสติของพิมพ์ดาวให้กลับมาอีกครั้ง เธอหันไปมองชายหนุ่มที่ก้าวเข้ามาหลังเธอ ธีรภัทรถอดสูทออกอย่างไม่ใยดี ก่อนจะโยนมันลงบนโซฟาตัวหรูแล้วเดินตรงไปยังมินิบาร์ เทไวน์รินใส่แก้วอย่างใจเย็น ก่อนจะจิบมันราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเขาไม่แม้แต่จะปรายตามองเธอด้วยซ้ำพิมพ์ดาวยืนนิ่งอยู่กลางห้อง ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้ามา—ความโกรธ ความอับอาย ความเจ็บปวด และความสิ้นหวัง เธอพยายามข่มมันเอาไว้ กำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อของตัวเอง“คุณจะให้ฉันยืนอยู่ตรงนี้ทั้งคืนเลยหรือไง” เธอเอ่ยขึ้นในที่สุด พยายามรักษาน้ำเสียงให้มั่นคงธีรภัทรถอนหายใจเบา ๆ ก่
เสียงล้อเครื่องบินแตะพื้นรันเวย์อย่างนุ่มนวล ปลุกธีรภัทรให้ตื่นจากภวังค์ของความคิด ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำสุดเนี้ยบ นั่งอยู่ชั้นเฟิร์สคลาส ดวงตาคมกริบจับจ้องออกไปนอกหน้าต่าง ภาพของเมืองกรุงเทพฯ ที่เขาจากไปหลายปีปรากฏขึ้นอีกครั้ง“ยินดีต้อนรับกลับประเทศไทยครับ คุณธีรภัทร”เสียงพนักงานต้อนรับเอื้อนเอ่ยอย่างสุภาพ ขณะที่เขาค่อย ๆ ลุกขึ้น จัดเสื้อสูทให้เรียบร้อยก่อนจะก้าวลงจากเครื่องบิน“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะนายธีร์ ” เขาพึมพำกับตัวเอง แสยะยิ้มบางๆ ที่ซ่อนความหมายบางอย่างธีรภัทร อัครเดชากุล หรือ ธีร์ เจ้าของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับแนวหน้าของประเทศ เขาคือลูกชายคนโตของท่านอรรถพล อัครวรเดช อดีตเจ้าของ อัครวรเดชกรุ๊ป กลุ่มธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ที่เคยรุ่งเรือง กับ คุณหญิงมณีรัตน์ อัครวรเดช ชายหนุ่มวัยสามสิบต้น ๆ สูงโปร่ง สมาร์ท และเต็มไปด้วยบารมี เส้นผมสีดำสนิทถูกจัดทรงอย่างเรียบร้อย ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยเสน่ห์แฝงอำนาจ ดวงตาสีนิลนั้นแสนเย็นชา สายตาไม่บ่งบอกอะไรเมื่อมองไปยังผู้คน ทำให้เกิดความน่าเกรงขามอย่างบอกไม่ถู
พิมพ์ดาวก้าวเข้าไปในห้องหอที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างหรูหรา ภายในห้องชุดขนาดใหญ่ของโรงแรมห้าดาว ทุกอย่างถูกตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง เตียงนอนขนาดคิงไซส์ปูด้วยผ้าปูเตียงสีขาวสะอาดตา กลีบกุหลาบสีแดงกระจัดกระจายไปทั่วพื้นผ้า ดวงไฟสีเหลืองนวลส่องแสงให้บรรยากาศโรแมนติกสมกับค่ำคืนแห่งการเริ่มต้นชีวิตคู่แต่สำหรับเธอ ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนี้กลับดู แห้งแล้งปราศจากชีวิตชีวา และไร้ความหมายเสียงปิดประตูดัง "ปัง!" ดึงสติของพิมพ์ดาวให้กลับมาอีกครั้ง เธอหันไปมองชายหนุ่มที่ก้าวเข้ามาหลังเธอ ธีรภัทรถอดสูทออกอย่างไม่ใยดี ก่อนจะโยนมันลงบนโซฟาตัวหรูแล้วเดินตรงไปยังมินิบาร์ เทไวน์รินใส่แก้วอย่างใจเย็น ก่อนจะจิบมันราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเขาไม่แม้แต่จะปรายตามองเธอด้วยซ้ำพิมพ์ดาวยืนนิ่งอยู่กลางห้อง ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้ามา—ความโกรธ ความอับอาย ความเจ็บปวด และความสิ้นหวัง เธอพยายามข่มมันเอาไว้ กำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อของตัวเอง“คุณจะให้ฉันยืนอยู่ตรงนี้ทั้งคืนเลยหรือไง” เธอเอ่ยขึ้นในที่สุด พยายามรักษาน้ำเสียงให้มั่นคงธีรภัทรถอนหายใจเบา ๆ ก่
แสงไฟจากโคมระย้าที่ประดับอยู่กลางห้องบอลรูมหรูหราของโรงแรมระดับห้าดาวส่องประกายระยิบระยับ เสียงพูดคุยหัวเราะของแขกเหรื่อที่มาร่วมงานแต่งดังก้องไปทั่ว แต่บรรยากาศในใจของพิมพ์ดาวกลับว่างเปล่าชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ที่เธอสวมใส่เป็นผลงานจากดีไซเนอร์ชื่อดัง ถูกตัดเย็บอย่างประณีตเพื่อให้เหมาะกับรูปร่างของเธอที่สุด ผ้าลูกไม้เนื้อละเอียดโอบรัดช่วงไหล่ และกระโปรงยาวพริ้วไหวดั่งเจ้าหญิงในเทพนิยาย ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ แต่หัวใจของเธอกลับไม่รู้สึกถึงความงดงามใด ๆ เลยเจ้าสัวพิชิต และคุณหญิงจินดา วรากร ยืนยิ้มรับแขกพร้อมคู่บ่าวสาวอยู่ที่หน้างาน“ทำไมไม่เห็นครอบครัวฝ่ายชายเลยหล่ะ” คุณหญิงพยายามมองหาแต่ก็ไม่พบ จนตอนนี้จะเริ่มงานแล้ว เจ้าบ่าวก็ยังไม่ได้พาแขกผู้ใหญ่มาแนะนำสักคน“เคยได้ยินว่าเขาเติบโตอยู่ต่างประเทศ” เจ้าสัวตอบกลับภรรยา เขาก็รู้สึกไม่ดีที่ครอบครัวฝ่ายชายไม่มาร่วมงาน เหมือนไม่ให้เกียรติกันยังไงยังงั้น“ต่อให้เติบโตอยู่ต่างประเทศ แต่นี้คืองานแต่งลูกชายนะ จะไม่มาร่วมงานกันเลยเหรอ เหลวไหลจริง ๆ” คุณหญิงยังไม่วายบ่นออกมา
พิมพ์ดาวจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้า ราวกับว่าเธอได้ยินอะไรผิดไป“คุณพูดว่าอะไรนะคะ?” เธอถามกลับด้วยน้ำเสียงตกตะลึงธีรภัทรยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจและเจ้าเล่ห์“คุณได้ยินไม่ผิดหรอกครับ ผมเสนอที่จะช่วยเหลือครอบครัวของคุณ แลกกับการที่คุณต้องแต่งงานกับผมเป็นเวลา 1 ปี”“มันไร้สาระ!” พิมพ์ดาวโพล่งขึ้น น้ำเสียงเธอสั่นเครือด้วยความโกรธ “ฉันไม่มีวันแต่งงานกับคุณ!”“ใจเย็นก่อนลูก” เจ้าสัวพิชิตแตะมือเธอเบา ๆ เพื่อให้เธอสงบลง เขาหันไปมองธีรภัทรด้วยสายตาครุ่นคิด“คุณธีรภัทร นี่เป็นข้อเสนอที่ค่อนข้าง…สุดโต่งไปหน่อย”“สุดโต่ง?” ธีรภัทรหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอนตัวไปด้านหน้า วางข้อศอกลงบนโต๊ะ “เจ้าสัวครับ ผมคิดว่าคุณเองก็คงรู้ดี ว่าตอนนี้คุณไม่มีทางเลือกมากนัก”พิมพ์ดาวกัดริมฝีปากแน่น เธออยากเถียงแต่ก็รู้ว่าคำพูดของธีรภัทรไม่ผิดนัก ครอบครัวของเธอกำลังจะล้มละลาย หนี้สินพอกพูน และถ้าไม่มีใครช่วยเหลือ พ่อของเธออาจถูกฟ้องล้มละลาย และ
เสียงล้อเครื่องบินแตะพื้นรันเวย์อย่างนุ่มนวล ปลุกธีรภัทรให้ตื่นจากภวังค์ของความคิด ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำสุดเนี้ยบ นั่งอยู่ชั้นเฟิร์สคลาส ดวงตาคมกริบจับจ้องออกไปนอกหน้าต่าง ภาพของเมืองกรุงเทพฯ ที่เขาจากไปหลายปีปรากฏขึ้นอีกครั้ง“ยินดีต้อนรับกลับประเทศไทยครับ คุณธีรภัทร”เสียงพนักงานต้อนรับเอื้อนเอ่ยอย่างสุภาพ ขณะที่เขาค่อย ๆ ลุกขึ้น จัดเสื้อสูทให้เรียบร้อยก่อนจะก้าวลงจากเครื่องบิน“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะนายธีร์ ” เขาพึมพำกับตัวเอง แสยะยิ้มบางๆ ที่ซ่อนความหมายบางอย่างธีรภัทร อัครเดชากุล หรือ ธีร์ เจ้าของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับแนวหน้าของประเทศ เขาคือลูกชายคนโตของท่านอรรถพล อัครวรเดช อดีตเจ้าของ อัครวรเดชกรุ๊ป กลุ่มธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ที่เคยรุ่งเรือง กับ คุณหญิงมณีรัตน์ อัครวรเดช ชายหนุ่มวัยสามสิบต้น ๆ สูงโปร่ง สมาร์ท และเต็มไปด้วยบารมี เส้นผมสีดำสนิทถูกจัดทรงอย่างเรียบร้อย ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยเสน่ห์แฝงอำนาจ ดวงตาสีนิลนั้นแสนเย็นชา สายตาไม่บ่งบอกอะไรเมื่อมองไปยังผู้คน ทำให้เกิดความน่าเกรงขามอย่างบอกไม่ถู