พิมพ์ดาวก้าวเข้าไปในห้องหอที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างหรูหรา ภายในห้องชุดขนาดใหญ่ของโรงแรมห้าดาว ทุกอย่างถูกตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง เตียงนอนขนาดคิงไซส์ปูด้วยผ้าปูเตียงสีขาวสะอาดตา กลีบกุหลาบสีแดงกระจัดกระจายไปทั่วพื้นผ้า ดวงไฟสีเหลืองนวลส่องแสงให้บรรยากาศโรแมนติกสมกับค่ำคืนแห่งการเริ่มต้นชีวิตคู่
แต่สำหรับเธอ ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนี้กลับดู แห้งแล้งปราศจากชีวิตชีวา และไร้ความหมาย
เสียงปิดประตูดัง "ปัง!" ดึงสติของพิมพ์ดาวให้กลับมาอีกครั้ง เธอหันไปมองชายหนุ่มที่ก้าวเข้ามาหลังเธอ ธีรภัทรถอดสูทออกอย่างไม่ใยดี ก่อนจะโยนมันลงบนโซฟาตัวหรูแล้วเดินตรงไปยังมินิบาร์ เทไวน์รินใส่แก้วอย่างใจเย็น ก่อนจะจิบมันราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เขาไม่แม้แต่จะปรายตามองเธอด้วยซ้ำ
พิมพ์ดาวยืนนิ่งอยู่กลางห้อง ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้ามา—ความโกรธ ความอับอาย ความเจ็บปวด และความสิ้นหวัง เธอพยายามข่มมันเอาไว้ กำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อของตัวเอง
“คุณจะให้ฉันยืนอยู่ตรงนี้ทั้งคืนเลยหรือไง” เธอเอ่ยขึ้นในที่สุด พยายามรักษาน้ำเสียงให้มั่นคง
ธีรภัทรถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะหันกลับมา เขามองเธอด้วยสายตาเรียบนิ่งเหมือนเธอเป็นเพียงแค่วัตถุชิ้นหนึ่งในห้อง ไม่มีความอ่อนโยน ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความใส่ใจ
“ต้องให้ผมเชิญด้วยมั้ยครับ อยากทำอะไรก็ทำสิ ผมไม่ได้ห้าม” เขาพูดเสียงเรียบ ก่อนจะเดินไปนั่งที่โซฟา ยกแก้วไวน์ขึ้นดื่มอีกครั้ง ราวกับไม่เห็นว่าเธอยืนอยู่ตรงนั้น
พิมพ์ดาวเม้มปากแน่น คำพูดที่ไร้เยื่อใยและสายตาเรียบนิ่งของเขา ทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกผลักให้จมดิ่งลงในความโดดเดี่ยว เธอไม่เคยคาดหวังความรักจากเขา แต่ก็ไม่คิดว่าเขาจะ ปฏิบัติต่อเธอราวกับเธอเป็นอากาศธาตุ
“ฉันเป็นภรรยาของคุณ” เธอเอ่ยขึ้น
ธีรภัทรเหลือบมองเธอเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “ภรรยา?” เขาทวนคำก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้ามาหาเธอ ดวงตาคมกริบจับจ้องเธอราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงข้างใน
“อ้อ ใช่ เราเพิ่งผ่านงานแต่งงานมา คุณชอบมั้ย เป็นงานแต่งงานที่สนุกมากเลย คุณว่ามั้ย”
พิมพ์ดาวยืนกำมือแน่นมองเขาน้ำตาคลอ “ไม่ ฉันไม่ชอบ ทำไมคุณต้องเหยียดหยามครอบครัวฉันแบบนั้นด้วย”
“ก็แล้วทำไม มันไม่ใช่เรื่องจริงอย่างนั้นเหรอ ผมเป็นคนไม่ชอบโกหกเสียด้วยสิ” ธีรภัทรพูดพร้อมยกมุมปากยิ้มออกมาอย่างเหยียดหยาม
เมื่อเห็นว่าพิมพ์ดาวไม่ตอบอะไร ชายหนุ่มก็พูดต่อทันที
““เอาน่า เดี๋ยวอีกหน่อยคุณก็ชิน เพราะนี่มันแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น” ชายหนุ่มยื่นมือไปเชยคางหญิงสาวขึ้นมา เมื่อเห็นว่าเจ้าสาวหมาด ๆ กำลังมีน้ำตาไหลริน ธีรภัทรก็ยิ่งมีความสุข
“เอาหล่ะ หยุดร้องไห้ได้แล้ว คุณไปอาบน้ำเถอะ คืนนี้เราจะได้เข้าหอกัน” พูดจบก็สะบัดมือที่เชยคางหญิงสาวออก ทำให้หน้าของพิมพ์ดาวหันไปอีกทางอย่างแรง แล้วธีรภัทรก็เดินกลับไปนั่งบนโซฟาจิบไวน์อย่างไม่สนใจ
พิมพ์ดาวยังยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น หญิงสาวรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นรูปปั้นหิน ความขมขื่นในวันนี้ค่อย ๆ ดูดกลืนเรี่ยวแรงทั้งหมดจากเธอไป เธออยากคิดว่านี้เป็นเพียงฝันร้าย ที่เธอจะได้ตื่นในอีกไม่ช้า
“อ้าว ยังไม่ไปอีก หรืออยากให้ผมพาคุณเข้าไปอาบเอง” เสียงทุ้มเร่งขึ้นมาอีกครั้ง
เหมือนหลุดออกจากภวังค์ร่างบางรีบวิ่งเข้าไปในห้องน้ำเพื่อจัดการตัวเอง ใจหนึ่งก็รู้สึกอับอาย โกรธแค้นที่วันนี้เธอโดนทุก ๆ คนเหยียดหยาม แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกประหม่าที่เดี๋ยวเธอจะต้องเข้าหอกับผู้ชายที่เธอไม่รู้จัก และไม่ได้รักกัน
ถึงแม้พิมพ์ดาวจะเป็นสาวไฮโซ เคยมีแฟนมาหนึ่งคน แต่เธอก็ไม่เคยมีอะไรกับแฟนคนนั้น แค่กอดจูบคือมากที่สุด หญิงสาวยังมีความคิดอย่างคาดหวังว่าเธออยากจะมอบความบริสุทธ์ให้กับคนที่เธอแต่งงานในคืนแรก และเธอก็หวังอย่างมากว่าชายหนุ่มจะเห็นค่าของมัน
หลังจากใช้เวลาในนั้นประมาณครึ่งชั่วโมง ร่างบางออกมาจากห้องน้ำด้วยชุดนอนบางเบาสีเนื้อ ผมยาวที่เปียกชื้นทำให้ชุดนอนแนบเนื้อเข้าไปอีก หากคนทั่วไปเห็นก็ต้องบอกว่ารูปร่างของพิมพ์ดาวคือสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนใฝ่ฝันอยากได้ และผู้ชายทุกคนอยากอยู่ด้วย แต่สำหรับธีรภัทร....มันคือความน่ารังเกียจ
ชายหนุ่มแค่เหลือบมองร่างสวยตรงหน้า แล้วเดินตรงเข้าไปในห้องน้ำอย่างไม่ใส่ใจ ระหว่างเดินผ่านเธอ ร่างสูงสบถออกมาให้เธอได้ยิน “อาบน้ำช้าชะมัด ลูกคุณหนูใช้เวลาแต่งตัวจนเคยชิน”
พิมพ์ดาวขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจว่าเธอไปทำอะไรเขากันแน่ ทั้งเหยียดหยาม ทั้งทำให้เธอและครอบครัวอับอาย และดูเหมือนเธอทำอะไรก็ไม่ถูกใจ
ธีรภัทรใช้เวลาแค่ 15 นาทีในห้องน้ำเมื่อออกมา ก็เห็นหญิงสาวกำลังนั่งรอเขาอยู่บนเตียง ชายหนุ่มเดินไปหาหญิงสาว พร้อมกับผลักตัวเธอนอนลงไปบนเตียง ธีร์ขึ้นไปคร่อมตัวของพิมพ์ดาวเอาไว้ หน้าของเขาเข้าใกล้หน้าของเธอมาก พิมพ์ดาวรู้สึกประหม่าแต่เธอก็ทำใจไว้แล้วว่าสิ่งนี้ต้องเกิดขึ้นเมื่อเธอตัดสินใจแต่งงานกับเขา ดังนั้น เธอจึงหลับตาลงเพื่อรอรับจูบของเขา
แต่เสียงที่ชายหนุ่มเอ่ยออกมาทำให้หญิงสาวต้องรีบลืมตาขึ้นทันที
“คิดว่าผมจะจูบคุณอย่างนั้นเหรอ คุณคิดว่าตัวเองเป็นภรรยาของผมจริง ๆ งั้นเหรอ”
พิมพ์ดาวสบตาเขาโดยไม่หลบหนี แม้ว่าในใจของเธอจะเริ่มสั่นไหว
“เราผ่านพิธีแต่งงานกันมาแล้ว” เธอตอบ
ธีรภัทรเหยียดยิ้ม “งั้นคุณคงเข้าใจผิดอะไรบางอย่าง”
เขาโน้มหน้าเข้าไปใกล้เธอจนลมหายใจของเขารดใบหน้าของเธอ
“ผมไม่ได้แต่งงานกับคุณเพราะความรัก และที่สำคัญ คุณก็ไม่ได้เป็นภรรยาของผมในความหมายที่แท้จริง”
พิมพ์ดาวข่มอารมณ์ที่ตีรวนขึ้นมา เธอรู้สึกเหมือนถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีอีกครั้ง
“คุณหมายความว่าไง”
ธีรภัทรหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะลุกจากตัวหญิงสาวและถอยออกไปสองสามก้าว พิมพ์ดาวรีบลุกขึ้นมานั่งพร้อมทั้งพยายามกระชับเสื้อคลุมชุดนอนไว้ให้แน่นกว่าเดิม น่าขายหน้าจริง ๆ
“คุณอยากให้ผมอธิบายให้ชัดเจนกว่านี้ไหม?” เขาหันหลังไปยืนเช็ดผมอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้งและหันมามองหน้าหญิงสาวอย่างเฉยเมย
“ผมจะบอกให้คุณเข้าใจง่าย ๆ นะพิมพ์ดาว”
เขาวางผ้าเช็ดหัวลงบนโต๊ะแล้วจ้องมองเธอด้วยสายตาเย็นชา
“คุณเป็นภรรยาในนามเท่านั้น ไม่มีอะไรมากกว่านั้น ผมไม่คิดจะแตะต้องคุณ ไม่คิดจะรักคุณ และไม่คิดจะใช้ชีวิตร่วมกับคุณในฐานะสามีภรรยา”
คำพูดนั้นคมกริบ ราวกับใบมีดที่ฝังลึกลงไปในความรู้สึกของเธอ ไม่อาจถอดถอน
เธอรู้อยู่แล้วว่าเขาแต่งงานเพราะข้อตกลง ไม่ใช่เพราะความรัก แต่เธอไม่คิดว่าเขาจะพูดออกมาตรง ๆ อย่างโหดร้ายเช่นนี้
เธอเม้มริมฝีปากแน่น พยายามสะกดกั้นน้ำตาที่เอ่อคลออยู่ในดวงตา
“แล้วคุณจะแต่งงานกับฉันทำไม” เธอถามเสียงสั่นเล็กน้อย
ธีรภัทรยิ้มมุมปาก แต่รอยยิ้มนั้นไม่ได้มีความอบอุ่นอยู่เลย “เพราะมันเป็นสิ่งที่ผมต้องทำ” เขาตอบสั้น ๆ ก่อนจะเดินไปที่เตียง แล้วดึงหมอนกับผ้าห่มออกมาก่อนจะเดินกลับมาที่โซฟา
“คุณนอนได้ที่เตียง ส่วนผมจะนอนตรงนี้”
พิมพ์ดาวมองเขาอย่างไม่เชื่อสายตา “คุณจะไม่แม้แต่จะแตะต้องฉันเลยงั้นเหรอ”
ธีรภัทรเลิกคิ้ว “ทำไม? คุณต้องการให้ผมแตะต้องคุณงั้นเหรอ”
“ไม่ใช่แบบนั้น” เธอรีบปฏิเสธ “แต่คุณทำเหมือนฉันเป็นแค่สิ่งของที่ไม่มีค่าอะไรเลย”
ธีรภัทรหัวเราะเบา ๆ “ผมไม่ได้คิดว่าคุณเป็นสิ่งของหรอกนะพิมพ์ดาว” เขากล่าว ก่อนจะทิ้งตัวลงบนโซฟา
“แต่คุณก็ไม่ใช่ผู้หญิงที่ผมต้องการเช่นกัน”
หัวใจของพิมพ์ดาวหล่นวูบ เธอรู้สึกเหมือนถูกกรีดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอหันหลังให้เขา พยายามสะกดกลั้นน้ำตาเอาไว้ แต่สุดท้าย น้ำตาหยดแรกก็ไหลออกมา
ค่ำคืนแรกในฐานะภรรยา กลับเต็มไปด้วยความเย็นชาและความเจ็บปวด
เธอไม่เคยคิดเลยว่า... การแต่งงานของเธอจะเริ่มต้นด้วยความโหดร้ายเช่นนี้
เสียงล้อเครื่องบินแตะพื้นรันเวย์อย่างนุ่มนวล ปลุกธีรภัทรให้ตื่นจากภวังค์ของความคิด ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำสุดเนี้ยบ นั่งอยู่ชั้นเฟิร์สคลาส ดวงตาคมกริบจับจ้องออกไปนอกหน้าต่าง ภาพของเมืองกรุงเทพฯ ที่เขาจากไปหลายปีปรากฏขึ้นอีกครั้ง“ยินดีต้อนรับกลับประเทศไทยครับ คุณธีรภัทร”เสียงพนักงานต้อนรับเอื้อนเอ่ยอย่างสุภาพ ขณะที่เขาค่อย ๆ ลุกขึ้น จัดเสื้อสูทให้เรียบร้อยก่อนจะก้าวลงจากเครื่องบิน“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะนายธีร์ ” เขาพึมพำกับตัวเอง แสยะยิ้มบางๆ ที่ซ่อนความหมายบางอย่างธีรภัทร อัครเดชากุล หรือ ธีร์ เจ้าของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับแนวหน้าของประเทศ เขาคือลูกชายคนโตของท่านอรรถพล อัครวรเดช อดีตเจ้าของ อัครวรเดชกรุ๊ป กลุ่มธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ที่เคยรุ่งเรือง กับ คุณหญิงมณีรัตน์ อัครวรเดช ชายหนุ่มวัยสามสิบต้น ๆ สูงโปร่ง สมาร์ท และเต็มไปด้วยบารมี เส้นผมสีดำสนิทถูกจัดทรงอย่างเรียบร้อย ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยเสน่ห์แฝงอำนาจ ดวงตาสีนิลนั้นแสนเย็นชา สายตาไม่บ่งบอกอะไรเมื่อมองไปยังผู้คน ทำให้เกิดความน่าเกรงขามอย่างบอกไม่ถู
พิมพ์ดาวจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้า ราวกับว่าเธอได้ยินอะไรผิดไป“คุณพูดว่าอะไรนะคะ?” เธอถามกลับด้วยน้ำเสียงตกตะลึงธีรภัทรยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจและเจ้าเล่ห์“คุณได้ยินไม่ผิดหรอกครับ ผมเสนอที่จะช่วยเหลือครอบครัวของคุณ แลกกับการที่คุณต้องแต่งงานกับผมเป็นเวลา 1 ปี”“มันไร้สาระ!” พิมพ์ดาวโพล่งขึ้น น้ำเสียงเธอสั่นเครือด้วยความโกรธ “ฉันไม่มีวันแต่งงานกับคุณ!”“ใจเย็นก่อนลูก” เจ้าสัวพิชิตแตะมือเธอเบา ๆ เพื่อให้เธอสงบลง เขาหันไปมองธีรภัทรด้วยสายตาครุ่นคิด“คุณธีรภัทร นี่เป็นข้อเสนอที่ค่อนข้าง…สุดโต่งไปหน่อย”“สุดโต่ง?” ธีรภัทรหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอนตัวไปด้านหน้า วางข้อศอกลงบนโต๊ะ “เจ้าสัวครับ ผมคิดว่าคุณเองก็คงรู้ดี ว่าตอนนี้คุณไม่มีทางเลือกมากนัก”พิมพ์ดาวกัดริมฝีปากแน่น เธออยากเถียงแต่ก็รู้ว่าคำพูดของธีรภัทรไม่ผิดนัก ครอบครัวของเธอกำลังจะล้มละลาย หนี้สินพอกพูน และถ้าไม่มีใครช่วยเหลือ พ่อของเธออาจถูกฟ้องล้มละลาย และ
แสงไฟจากโคมระย้าที่ประดับอยู่กลางห้องบอลรูมหรูหราของโรงแรมระดับห้าดาวส่องประกายระยิบระยับ เสียงพูดคุยหัวเราะของแขกเหรื่อที่มาร่วมงานแต่งดังก้องไปทั่ว แต่บรรยากาศในใจของพิมพ์ดาวกลับว่างเปล่าชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ที่เธอสวมใส่เป็นผลงานจากดีไซเนอร์ชื่อดัง ถูกตัดเย็บอย่างประณีตเพื่อให้เหมาะกับรูปร่างของเธอที่สุด ผ้าลูกไม้เนื้อละเอียดโอบรัดช่วงไหล่ และกระโปรงยาวพริ้วไหวดั่งเจ้าหญิงในเทพนิยาย ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ แต่หัวใจของเธอกลับไม่รู้สึกถึงความงดงามใด ๆ เลยเจ้าสัวพิชิต และคุณหญิงจินดา วรากร ยืนยิ้มรับแขกพร้อมคู่บ่าวสาวอยู่ที่หน้างาน“ทำไมไม่เห็นครอบครัวฝ่ายชายเลยหล่ะ” คุณหญิงพยายามมองหาแต่ก็ไม่พบ จนตอนนี้จะเริ่มงานแล้ว เจ้าบ่าวก็ยังไม่ได้พาแขกผู้ใหญ่มาแนะนำสักคน“เคยได้ยินว่าเขาเติบโตอยู่ต่างประเทศ” เจ้าสัวตอบกลับภรรยา เขาก็รู้สึกไม่ดีที่ครอบครัวฝ่ายชายไม่มาร่วมงาน เหมือนไม่ให้เกียรติกันยังไงยังงั้น“ต่อให้เติบโตอยู่ต่างประเทศ แต่นี้คืองานแต่งลูกชายนะ จะไม่มาร่วมงานกันเลยเหรอ เหลวไหลจริง ๆ” คุณหญิงยังไม่วายบ่นออกมา
พิมพ์ดาวก้าวเข้าไปในห้องหอที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างหรูหรา ภายในห้องชุดขนาดใหญ่ของโรงแรมห้าดาว ทุกอย่างถูกตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง เตียงนอนขนาดคิงไซส์ปูด้วยผ้าปูเตียงสีขาวสะอาดตา กลีบกุหลาบสีแดงกระจัดกระจายไปทั่วพื้นผ้า ดวงไฟสีเหลืองนวลส่องแสงให้บรรยากาศโรแมนติกสมกับค่ำคืนแห่งการเริ่มต้นชีวิตคู่แต่สำหรับเธอ ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนี้กลับดู แห้งแล้งปราศจากชีวิตชีวา และไร้ความหมายเสียงปิดประตูดัง "ปัง!" ดึงสติของพิมพ์ดาวให้กลับมาอีกครั้ง เธอหันไปมองชายหนุ่มที่ก้าวเข้ามาหลังเธอ ธีรภัทรถอดสูทออกอย่างไม่ใยดี ก่อนจะโยนมันลงบนโซฟาตัวหรูแล้วเดินตรงไปยังมินิบาร์ เทไวน์รินใส่แก้วอย่างใจเย็น ก่อนจะจิบมันราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเขาไม่แม้แต่จะปรายตามองเธอด้วยซ้ำพิมพ์ดาวยืนนิ่งอยู่กลางห้อง ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้ามา—ความโกรธ ความอับอาย ความเจ็บปวด และความสิ้นหวัง เธอพยายามข่มมันเอาไว้ กำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อของตัวเอง“คุณจะให้ฉันยืนอยู่ตรงนี้ทั้งคืนเลยหรือไง” เธอเอ่ยขึ้นในที่สุด พยายามรักษาน้ำเสียงให้มั่นคงธีรภัทรถอนหายใจเบา ๆ ก่
แสงไฟจากโคมระย้าที่ประดับอยู่กลางห้องบอลรูมหรูหราของโรงแรมระดับห้าดาวส่องประกายระยิบระยับ เสียงพูดคุยหัวเราะของแขกเหรื่อที่มาร่วมงานแต่งดังก้องไปทั่ว แต่บรรยากาศในใจของพิมพ์ดาวกลับว่างเปล่าชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ที่เธอสวมใส่เป็นผลงานจากดีไซเนอร์ชื่อดัง ถูกตัดเย็บอย่างประณีตเพื่อให้เหมาะกับรูปร่างของเธอที่สุด ผ้าลูกไม้เนื้อละเอียดโอบรัดช่วงไหล่ และกระโปรงยาวพริ้วไหวดั่งเจ้าหญิงในเทพนิยาย ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ แต่หัวใจของเธอกลับไม่รู้สึกถึงความงดงามใด ๆ เลยเจ้าสัวพิชิต และคุณหญิงจินดา วรากร ยืนยิ้มรับแขกพร้อมคู่บ่าวสาวอยู่ที่หน้างาน“ทำไมไม่เห็นครอบครัวฝ่ายชายเลยหล่ะ” คุณหญิงพยายามมองหาแต่ก็ไม่พบ จนตอนนี้จะเริ่มงานแล้ว เจ้าบ่าวก็ยังไม่ได้พาแขกผู้ใหญ่มาแนะนำสักคน“เคยได้ยินว่าเขาเติบโตอยู่ต่างประเทศ” เจ้าสัวตอบกลับภรรยา เขาก็รู้สึกไม่ดีที่ครอบครัวฝ่ายชายไม่มาร่วมงาน เหมือนไม่ให้เกียรติกันยังไงยังงั้น“ต่อให้เติบโตอยู่ต่างประเทศ แต่นี้คืองานแต่งลูกชายนะ จะไม่มาร่วมงานกันเลยเหรอ เหลวไหลจริง ๆ” คุณหญิงยังไม่วายบ่นออกมา
พิมพ์ดาวจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้า ราวกับว่าเธอได้ยินอะไรผิดไป“คุณพูดว่าอะไรนะคะ?” เธอถามกลับด้วยน้ำเสียงตกตะลึงธีรภัทรยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจและเจ้าเล่ห์“คุณได้ยินไม่ผิดหรอกครับ ผมเสนอที่จะช่วยเหลือครอบครัวของคุณ แลกกับการที่คุณต้องแต่งงานกับผมเป็นเวลา 1 ปี”“มันไร้สาระ!” พิมพ์ดาวโพล่งขึ้น น้ำเสียงเธอสั่นเครือด้วยความโกรธ “ฉันไม่มีวันแต่งงานกับคุณ!”“ใจเย็นก่อนลูก” เจ้าสัวพิชิตแตะมือเธอเบา ๆ เพื่อให้เธอสงบลง เขาหันไปมองธีรภัทรด้วยสายตาครุ่นคิด“คุณธีรภัทร นี่เป็นข้อเสนอที่ค่อนข้าง…สุดโต่งไปหน่อย”“สุดโต่ง?” ธีรภัทรหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอนตัวไปด้านหน้า วางข้อศอกลงบนโต๊ะ “เจ้าสัวครับ ผมคิดว่าคุณเองก็คงรู้ดี ว่าตอนนี้คุณไม่มีทางเลือกมากนัก”พิมพ์ดาวกัดริมฝีปากแน่น เธออยากเถียงแต่ก็รู้ว่าคำพูดของธีรภัทรไม่ผิดนัก ครอบครัวของเธอกำลังจะล้มละลาย หนี้สินพอกพูน และถ้าไม่มีใครช่วยเหลือ พ่อของเธออาจถูกฟ้องล้มละลาย และ
เสียงล้อเครื่องบินแตะพื้นรันเวย์อย่างนุ่มนวล ปลุกธีรภัทรให้ตื่นจากภวังค์ของความคิด ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำสุดเนี้ยบ นั่งอยู่ชั้นเฟิร์สคลาส ดวงตาคมกริบจับจ้องออกไปนอกหน้าต่าง ภาพของเมืองกรุงเทพฯ ที่เขาจากไปหลายปีปรากฏขึ้นอีกครั้ง“ยินดีต้อนรับกลับประเทศไทยครับ คุณธีรภัทร”เสียงพนักงานต้อนรับเอื้อนเอ่ยอย่างสุภาพ ขณะที่เขาค่อย ๆ ลุกขึ้น จัดเสื้อสูทให้เรียบร้อยก่อนจะก้าวลงจากเครื่องบิน“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะนายธีร์ ” เขาพึมพำกับตัวเอง แสยะยิ้มบางๆ ที่ซ่อนความหมายบางอย่างธีรภัทร อัครเดชากุล หรือ ธีร์ เจ้าของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับแนวหน้าของประเทศ เขาคือลูกชายคนโตของท่านอรรถพล อัครวรเดช อดีตเจ้าของ อัครวรเดชกรุ๊ป กลุ่มธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ที่เคยรุ่งเรือง กับ คุณหญิงมณีรัตน์ อัครวรเดช ชายหนุ่มวัยสามสิบต้น ๆ สูงโปร่ง สมาร์ท และเต็มไปด้วยบารมี เส้นผมสีดำสนิทถูกจัดทรงอย่างเรียบร้อย ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยเสน่ห์แฝงอำนาจ ดวงตาสีนิลนั้นแสนเย็นชา สายตาไม่บ่งบอกอะไรเมื่อมองไปยังผู้คน ทำให้เกิดความน่าเกรงขามอย่างบอกไม่ถู