พิมพ์ดาวยืนอยู่หน้ากระจกในห้องของตัวเอง จ้องมองเงาสะท้อนที่ดูอ่อนล้าและปราศจากแววตาสดใสที่เคยมี คำพูดของธีรภัทรในงานเลี้ยงวันเกิดยังคงดังก้องในหัวของเธอ ซ้ำไปซ้ำมาเหมือนเสียงสะท้อนที่ไม่มีวันจางหาย
"อย่าคิดว่าความใจดีของเธอจะทำให้ฉันลืมทุกอย่างได้"
แค่คิดถึงคำพูดนั้น หัวใจของพิมพ์ดาวก็ปวดหนึบ เธอเคยเชื่อว่าถ้าเธอพยายามมากพอ
ถ้าเธอให้ความรักมากพอ สักวันธีรภัทรจะต้องใจอ่อน
แต่ดูเหมือนว่ายิ่งเธอพยายามมากเท่าไหร่ เธอกลับยิ่งเจ็บปวดมากขึ้นเท่านั้น
ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังทำหน้าที่ของตัวเองเหมือนเดิม ในฐานะภรรยาของธีรภัทร เธอยังคงดูแลทุกอย่างรอบตัวเขาอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
แม้ว่า....ภายในใจจะค่อย ๆ พังทลายลงไปทุกวัน
ธีรภัทรเองก็เริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของพิมพ์ดาว เขาเห็นว่าเธอยังคงทำงานตามปกติ
แต่แววตาของเธอไม่สดใสเหมือนเดิม เธอไม่พูดมากเหมือนเคย และรอยยิ้มที่เคยเต็มไปด้วยความอบอุ่นกลับดูจืดจางลงอย่างเห็นได้ชัด
เขาควรจะรู้สึกดีใจไม่ใช่เหรอ? เพราะนี่คือสิ่งที่เขาต้องการ เขาพยายามผลักไสเธอออกไปจากชีวิต พยายามให้เธอเลิกหลอกตัวเอง แต่ทำไมกัน... ทำไมเขากลับรู้สึกเหมือนบางอย่างขาดหายไป
วันหนึ่ง ขณะที่ธีรภัทรกำลังตรวจเอกสารอยู่ในห้องทำงาน พิมพ์ดาวก็เดินเข้ามาวางกาแฟให้เขาตามปกติ
แต่ครั้งนี้เธอไม่ได้พูดอะไรเลย แค่ยืนอยู่เงียบ ๆ แล้วหันหลังเดินออกไป
"เดี๋ยว พิมพ์ดาว" ธีรภัทรเผลอเรียกเธอออกไปโดยไม่รู้ตัว
พิมพ์ดาวหยุดชะงัก หันกลับมามองเขาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ธีรภัทรเองก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองต้องการพูดอะไร เขาแค่รู้สึกว่าไม่อยากให้เธอเดินออกไปแบบนั้น
"กาแฟขมไปหน่อย" เขาพูดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
พิมพ์ดาวพยักหน้า "ฉันจะไปชงใหม่ให้ค่ะ"
"ไม่ต้อง ฉันแค่พูดไปอย่างนั้นเอง" ธีรภัทรถอนหายใจ
ธีรภัทรสบตากับเธอ ก่อนจะเผลอยกมือขึ้นแตะแก้มของเธอเบา ๆ เพียงเสี้ยววินาทีที่ปลายนิ้วแตะลงบนผิวแก้มเย็นเฉียบของเธอ หัวใจของเขากลับกระตุกวูบ
ดวงตาของเธอสะท้อนความเหนื่อยล้าและสิ้นหวัง... และนั่นทำให้ธีรภัทรรู้สึกแปลก ๆ
"เธอโอเคหรือเปล่า?"
พิมพ์ดาวชะงักไปชั่วขณะก่อนจะฝืนยิ้ม "ค่ะ ฉันโอเค"
โกหก...
เขารู้ว่าเธอโกหก แต่เขาก็เลือกที่จะไม่พูดอะไรต่อ
เวลาผ่านไปหลายวัน พิมพ์ดาวยังคงทำหน้าที่ของตัวเอง แต่เธอเริ่มคิดถึงอนาคตของตัวเองมากขึ้น ถ้าธีรภัทรไม่มีวันรักเธอ เธอควรจะปล่อยมือจากเขาหรือไม่?
ขณะเดียวกัน ธีรภัทรเองก็เริ่มรู้สึกว่าชีวิตของเขาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ความรู้สึกบางอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้า ๆ แต่เขายังไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร
.
.
.
พิมพ์ดาวรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงต่อหน้าต่อตา เธอยืนตัวแข็งทื่ออยู่ที่มุมหนึ่งของร้านอาหารหรูใจกลางเมือง ดวงตาของเธอจับจ้องไปยังภาพตรงหน้าอย่างไม่อาจละสายตาได้
ธีรภัทรกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะมุมในสุดของร้าน ตรงข้ามเขาคือหญิงสาวหน้าตาสวยหวาน รอยยิ้มของเธอสดใส ดวงตาของเธอเปล่งประกายขณะที่พูดคุยกับเขาอย่างสนิทสนม ไม่รู้ว่าพิมพ์ดาวยืนมองอยู่นานแค่ไหน แต่ทุกอิริยาบถของธีรภัทร—รอยยิ้มบาง ๆ ที่เขามอบให้ผู้หญิงคนนั้น ท่าทางที่ดูผ่อนคลายอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมานาน—มันทำให้หัวใจของเธอปวดหนึบ
เธออยากเข้าไปถามเขาว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร ทำไมเขาถึงมานั่งทานอาหารกับเธอด้วยสีหน้าที่ดูสบายใจขนาดนั้น แต่ขาของเธอกลับก้าวไม่ออก ได้แต่มองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก
เธอเม้มปากแน่นเพื่อกลั้นความรู้สึกทั้งหมดไว้ ก่อนจะหันหลังเดินออกจากร้านอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องการให้ธีรภัทรเห็นเธออยู่ตรงนั้น
คืนนั้น พิมพ์ดาวกลับถึงบ้านพร้อมกับหัวใจที่หนักอึ้ง เธอเดินเข้าไปในห้องนอนอย่างเงียบเชียบ ปิดประตูแล้วทรุดตัวลงนั่งบนเตียงอย่างหมดแรง ความรู้สึกที่สุมอยู่ในอกมันแน่นจนแทบหายใจไม่ออก
เธอพยายามมาโดยตลอด พยายามดูแลธีรภัทรอย่างดีที่สุดแม้ว่าเขาจะเย็นชาใส่แค่ไหน เธออดทนกับคำพูดทำร้ายจิตใจ อดทนกับความเฉยชา อดทนกับทุกอย่างเพียงเพราะหวังว่าสักวันหนึ่งหัวใจของเขาจะมีที่ว่างให้เธอบ้าง แต่สุดท้ายแล้ว…มันคงเป็นเพียงแค่ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ เท่านั้นเอง
น้ำตาของเธอไหลออกมาเงียบ ๆ โดยไม่อาจห้ามได้ เธอเหนื่อยเหลือเกิน เหนื่อยกับการพยายาม เหนื่อยกับการทำดีแล้วไม่ได้รับอะไรกลับมา และเหนื่อยที่ต้องหลอกตัวเองว่าสักวันทุกอย่างจะดีขึ้น
บางที…เธอควรปล่อยมือแล้วจริง ๆ สินะ
ธีรภัทรกลับถึงบ้านดึกกว่าปกติเล็กน้อย แต่เขาก็ยังแปลกใจเมื่อเห็นบ้านเงียบผิดปกติ ปกติแล้วพิมพ์ดาวมักจะออกมาต้อนรับเขาเสมอ แม้ว่าจะเป็นแค่การยืนรอหน้าประตูพร้อมกับรอยยิ้มอ่อน ๆ หรือการถามเขาว่าเหนื่อยไหม แต่คืนนี้…ทุกอย่างเงียบงัน
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเดินขึ้นไปยังห้องนอนของเธอ เคาะประตูเบา ๆ แต่ไม่มีเสียงตอบรับ เขาตัดสินใจเปิดประตูเข้าไป และพบว่าพิมพ์ดาวกำลังนั่งนิ่ง ๆ อยู่บนเตียง ใบหน้าของเธอดูเรียบเฉย แต่ดวงตานั้นแดงก่ำเหมือนคนเพิ่งร้องไห้มา
“พิมพ์ดาว เป็นอะไร?”
เธอเงยหน้าขึ้นมามองเขา สีหน้าไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ “คุณไปไหนมาเหรอคะ?”
ธีรภัทรเลิกคิ้วกับคำถามนั้น “ไปทานข้าวกับเพื่อน ทำไม?”
พิมพ์ดาวหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะของเธอเต็มไปด้วยความเจ็บปวด “เพื่อน…งั้นเหรอคะ” เธอพึมพำ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับเขา “ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครคะ?”
ธีรภัทรชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจ “เธอเห็นฉันเหรอ?”
“ค่ะ ฉันเห็นทุกอย่าง” น้ำเสียงของพิมพ์ดาวสั่นเล็กน้อย “ฉันเห็นคุณยิ้มให้เธอ ฉันเห็นคุณดูสบายใจเวลาคุยกับเธอ…ฉันไม่เคยเห็นคุณเป็นแบบนั้นกับฉันเลย”
ธีรภัทรรู้สึกถึงบางอย่างที่บีบแน่นอยู่ในอก แต่เขาก็ยังคงสีหน้านิ่ง “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเธอ?”
พิมพ์ดาวนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะหัวเราะอีกครั้ง คราวนี้น้ำตาไหลออกมาพร้อมกัน
“ใช่ค่ะ มันคงไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน…เพราะฉันคงไม่มีความหมายอะไรสำหรับคุณตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”
เธอสูดลมหายใจลึก พยายามควบคุมตัวเอง
“ฉันเหนื่อยแล้วค่ะ…ฉันพยายามมาตลอด แต่ฉันคงไม่สามารถฝืนต่อไปได้อีกแล้ว”
ธีรภัทรรู้สึกเหมือนบางอย่างกระแทกเข้าที่อก เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนี้ บางทีเขาน่าจะรู้สึกดีใจด้วยซ้ำ เพราะนี่คือสิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่เหรอ? เขาต้องการให้เธอเลิกหลอกตัวเอง
“แล้วเธอจะเอายังไง?” เขาถามเสียงเบา
พิมพ์ดาวเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่ก็เด็ดเดี่ยว “ฉันจะไปค่ะ”
ธีรภัทรหัวเราะเยาะ "ทำไม? จะหนีหรือไง?"
พิมพ์ดาวนิ่งไป ก่อนจะพูดเสียงเบา "ฉันไม่ได้อยากหนี... แต่ฉันไม่อยากอยู่ในที่ที่ฉันไม่มีค่าแล้ว"
ธีรภัทรมองเธอด้วยสายตาเย็นชา "งั้นเหรอ? แต่เธอคงลืมไปแล้วสินะว่าเธอยังติดสัญญาแต่งงานกับฉันอีกหนึ่งปี ต่อให้เธออยากไป เธอก็ไปไหนไม่ได้"
พิมพ์ดาวชะงักไป ร่างกายของเธอเหมือนถูกตรึงอยู่กับที่ หัวใจเต้นช้าลงราวกับกำลังจะหยุด
"หนึ่งปี..." เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ เสียงแหบพร่าราวกับไร้เรี่ยวแรง
ธีรภัทรยังคงมองเธอด้วยสายตาเย็นชา "อย่าคิดว่าจะทิ้งฉันไปง่าย ๆ แค่เพราะเธอเจ็บปวดหน่อยเลย"
พิมพ์ดาวเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาเริ่มพร่ามัวไปด้วยน้ำตา แต่เธอพยายามกลั้นมันเอาไว้ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไป
กลับมาที่ห้องนอนของตัวเอง เธอปิดประตูแล้วทรุดตัวลงนั่งบนพื้นอย่างหมดแรง เธอขยุ้มผ้าปูที่นอนแน่นเพื่อระบายความอัดอั้นในใจ
"ทำไม..."
เธอพึมพำออกมาเบา ๆ น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าร่วงหล่นลงบนมือที่กำแน่น
ทำไมเธอถึงต้องติดอยู่ที่นี่... ในที่ที่ไม่มีใครต้องการเธอ...
เธอเอื้อมมือไปหยิบเอกสารสัญญาแต่งงานที่ถูกเก็บไว้ในลิ้นชัก เปิดมันออกมาดู พลิกหน้ากระดาษไปมา ดวงตาไล่มองตัวอักษรที่เป็นเหมือนโซ่ตรวนพันธนาการ
'ระยะเวลาสัญญา: 1 ปี'
'ในช่วงระยะเวลาสัญญา คู่สมรสจะต้องดำรงสถานะสามีภรรยาอย่างถูกต้องตามกฎหมายโดยไม่มีการแยกกันอยู่...'
พิมพ์ดาวหัวเราะให้กับตัวเอง รอยยิ้มของเธอขมขื่นเกินกว่าจะบรรยาย
หนึ่งปี...
อีกหนึ่งปีที่เธอจะต้องจมอยู่ในนรกแห่งนี้...
เสียงดนตรีบรรเลงเบา ๆ คลออยู่ภายในห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมหรู แขกเหรื่อในงานต่างพากันพูดคุยและดื่มด่ำกับบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำหอมราคาแพง แสงไฟระยิบระยับสะท้อนกับแก้วแชมเปญที่ผู้คนถืออยู่ในมือ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะดังขึ้นเป็นระยะ แต่ในมุมหนึ่งของงานเลี้ยง มีใครบางคนที่กำลังจ้องมองอยู่เงียบ ๆ ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและเล่ห์กลธารินยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ ดวงตาคมไล่มองไปยังเป้าหมายของเธออย่างใจเย็น พิมพ์ดาว…ผู้หญิงที่เธอเกลียดที่สุด‘ผู้หญิงหน้าโง่…’ เธอคิดในใจพลางกระตุกยิ้มมุมปากเธอเห็นพิมพ์ดาวยืนอยู่มุมหนึ่งของงานเลี้ยง สวมชุดเดรสสีงาช้างที่ขับให้เธอดูงดงามเหนือคำบรรยาย แต่แม้ว่าเธอจะดูสง่างามแค่ไหน ธารินก็รู้ดีว่าในใจของพิมพ์ดาวตอนนี้กำลังพังทลายลงทุกวัน เพราะธีรภัทร ผู้ชายที่พิมพ์ดาวรักสุดหัวใจ กำลังผลักไสเธอออกไปอย่างไร้เยื่อใยและคืนนี้… ธารินจะทำให้ทุกอย่างพังยิ่งกว่าที่เคยเธอเดินตรงไปหาผู้ชายร่างสูงที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ บริกร เขาเป็นนายแบบหนุ่มที่เธอจ้างมาเพื่อแผนการของเธอโดยเฉพาะ ชื่อของเขาคือ กรินทร์ ชายหนุ่มรูปร่างดีที่พร้อมทำทุกอย่
เช้าวันรุ่งขึ้น พิมพ์ดาวตื่นขึ้นมาพร้อมกับความเจ็บร้าวทั้งร่างกายและจิตใจ เธอนอนนิ่ง มองเพดานห้องด้วยดวงตาว่างเปล่า ในขณะที่ธีรภัทรลุกขึ้นจากเตียงโดยไม่แม้แต่จะเหลือบมองเธอ เขาเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า หยิบชุดสูทมาใส่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย‘สำหรับเขา... ฉันก็เป็นแค่ของเล่นเท่านั้นสินะ’เสียงประตูห้องเปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของธาริน หญิงสาวยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ ขณะที่เธอกวาดสายตามองสภาพของพิมพ์ดาวที่นอนอยู่บนเตียง ก่อนจะแสร้งทำเป็นตกใจ“อ้าว? พี่สะใภ้... ทำไมดูโทรมจังล่ะคะ? หรือว่าเมื่อคืนมีอะไรสนุก ๆ เกิดขึ้นเหรอ?”พิมพ์ดาวเม้มริมฝีปากแน่น ไม่ตอบอะไร เธอรู้ดีว่าธารินตั้งใจมาเยาะเย้ยเธอ“พี่ธีร์คะ” ธารินหันไปหาพี่ชาย “พี่จะปล่อยให้ผู้หญิงแบบนี้อยู่ในบ้านเราอีกเหรอ? หลังจากที่พี่เห็นกับตาว่าเธอไปนอนกับผู้ชายคนอื่นน่ะ?”ธีรภัทรชะงักเล็กน้อย ก่อนที่ดวงตาจะฉายแววแข็งกร้าวขึ้น“จริงสิ! หรือว่าพี่ให้อภัยเธอไปแล้ว?” ธารินยิ้มเยาะ “พี่นี่ใจดีจังเลยนะคะ”ธีรภัทรกำหมัดแน่น เขายังคงรู้สึกโกรธทุกครั้งที่นึกถึงภาพเมื่อคืนที่ผ่านมา แม้เขาจะครอบค
เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องเหนือท้องฟ้ามืดครึ้ม สายฝนที่โปรยปรายอย่างไม่ขาดสายทำให้ร่างบอบบางของพิมพ์ดาวสั่นสะท้าน เธอเดินออกมาจากบริษัทของธีรภัทรอย่างไร้จุดหมาย หัวใจแตกสลายราวกับแก้วที่ร่วงหล่นลงบนพื้นแข็ง กระนั้นเธอก็ไม่รู้จะไปที่ไหน ไม่มีที่พัก ไม่มีใครให้พึ่งพา ไม่มีที่ให้ซุกหัวนอนยามค่ำคืนทุกย่างก้าวที่เดินออกไป มีแต่ความเหนื่อยล้าและหมดหวังเกาะกินหัวใจ เธอพยายามเข้มแข็งมาตลอด แต่วันนี้ทุกอย่างถาโถมจนเกินจะรับไหว ดวงตากลมโตพร่าเลือนจากหยาดน้ำตาที่ไหลไม่ขาดสาย พร้อมกับร่างกายที่เริ่มอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ ก่อนที่สติของเธอจะดับวูบไปอย่างไร้เรี่ยวแรง...ตรงหน้าบริษัทของธีรภัทรนั่นเอง—คนของธีรภัทรที่ได้รับคำสั่งให้ติดตามพิมพ์ดาวมาโดยตลอดตั้งแต่พิมพ์ดาวออกจากบ้านไป รีบเข้าไปพยุงร่างของเธอขึ้นอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มร่างสูงสวมชุดสูทดำรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดส่งข้อความหาเจ้านายทันที"คุณพิมพ์ดาวหมดสติอยู่หน้าบริษัทครับ ตอนนี้ผมกำลังพาเธอไปโรงพยาบาล"หลังจากส่งข้อความแล้ว พวกเขาก็ไม่รอช้า รีบพาพิมพ์ดาวขึ้นรถและมุ่งตรงไปยังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดโดยเร็วที่สุด
พิมพ์ดาวนั่งนิ่งอยู่บนเตียงคนไข้ภายในห้องพักฟื้นของโรงพยาบาล สายตาของเธอเหม่อลอย น้ำตาที่ไหลพรั่งพรูออกมาไม่อาจหยุดได้ ความจริงที่เธอเพิ่งได้รับรู้ช่างหนักหนาเหลือเกิน ในตัวเธอมีอีกหนึ่งชีวิตกำลังก่อตัวขึ้นมา แต่กลับไม่มีใครอยู่เคียงข้าง ไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเธอคิดถึงธีรภัทร…ใบหน้าคมคายของเขาผุดขึ้นมาในความคิด ภาพวันที่เขาสั่งให้เธอออกไปจากบ้านของเขายังคงฝังแน่นในใจ คำพูดเย็นชานั้นดังก้องราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน “อย่าคิดว่าตัวเองสำคัญ”พิมพ์ดาวกอดตัวเองแน่น เธออยากจะร้องไห้ให้หมดแรง อยากจะกรีดร้องให้ความเจ็บปวดในใจนี้หายไป แต่เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นขัดจังหวะทุกอย่าง เธอสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมามอง…เบอร์ที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอเป็นเบอร์ที่ไม่รู้จักลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่เธอจะตัดสินใจกดรับ“ฮัลโหล…”“คุณพิมพ์ดาว…ใช่ไหม?”เสียงปลายสายเป็นเสียงของผู้หญิง น้ำเสียงนั้นแผ่วเบาและอ่อนโยนจนพิมพ์ดาวรู้สึกถึงความห่วงใย แม้ว่าเธอจะไม่รู้จักเจ้าของเสียง แต่ความรู้สึกที่ส่งผ่านมากลับทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นอย่างน่าประหลาด
ระหว่างที่พิมพ์ดาวเดินออกจากโรงพยาบาลและขึ้นรถไปสนามบิน ธีรภัทรเพิ่งได้รับรายงานจากลูกน้องที่เฝ้าติดตามเธออยู่"เจ้านายครับ… เธอกำลังเดินทางไปสนามบิน"คำพูดสั้น ๆ นั้นทำให้ธีรภัทรเด้งตัวขึ้นจากเก้าอี้ ดวงตาสีนิลฉายแววตื่นตระหนก"อย่าให้เธอออกจากประเทศได้เด็ดขาด!"เขารีบคว้ากุญแจรถออกไปจากบริษัททันที ขับรถมุ่งหน้าไปยังสนามบินด้วยความเร็วสูง หัวใจเต้นแรงอย่างรุนแรง ความรู้สึกภายในใจสับสนวุ่นวาย แต่มีเพียงความคิดเดียวที่เขามั่นใจที่สุดเขาจะไม่ปล่อยให้พิมพ์ดาวจากไป!ธีรภัทรกดคันเร่งจนสุด รถพุ่งทะยานไปข้างหน้าเหมือนสัตว์ร้าย สายตาจับจ้องเส้นทาง มือกำพวงมาลัยแน่นจนข้อขาว เขารู้ดีว่ามีเวลาไม่มาก และหากเขาช้าไปเพียงวินาทีเดียว... พิมพ์ดาวจะจากไปตลอดกาลเมื่อมาถึงสนามบิน เขาแทบกระโจนลงจากรถ ไม่สนใจเสียงบีบแตรจากรถคันอื่น หัวใจเต้นรัวเหมือนกลองศึก ร่างสูงพุ่งผ่านผู้คน มุ่งหน้าไปยังจุดตรวจผู้โดยสารขาออก ก่อนที่เสียงประกาศจะดังขึ้นเหนือศีรษะ"เที่ยวบินที่ PG107 เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยัง..."สายตาของเขาเหลือบไปที่กระจกบานใหญ่ของสนามบ
“ธาริน!”เสียงทุ้มต่ำของธีรภัทรดังลั่นไปทั่วคฤหาสน์ ดวงตาสีนิลที่เคยสุขุมบัดนี้เต็มไปด้วยเพลิงโทสะ ธารินที่กำลังนั่งจิบไวน์สบายใจอยู่ในห้องรับแขกสะดุ้งโหยง หันมามองพี่ชายด้วยสีหน้าตกใจ“มีอะไรคะพี่?” เธอถาม แต่เพียงแค่เห็นสายตาของธีรภัทร เธอก็รู้ทันทีว่าเขารู้แล้ว“มีอะไรงั้นเหรอ?!” ธีรภัทรกระแทกแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะ กระดาษกระจายเต็มพื้น“เธอกล้าทำเรื่องสกปรกแบบนี้กับพิมพ์ดาวได้ยังไง! เธอเล่นสกปรกขนาดนี้เพื่ออะไร?! เพื่อแก้แค้นพ่อของเธอหรือไง?!”“พี่ธีร์—”“อย่ามาเรียกชื่อฉันด้วยน้ำเสียงใสซื่อแบบนั้น! เธอสร้างเรื่องหลอกฉัน! เธอจัดฉากให้พิมพ์ดาวดูเหมือนผู้หญิงไร้ศักดิ์ศรี เธอทำทุกอย่างเพื่อให้ฉันเกลียดเธอ! แล้วดูสิ่งที่เธอทำสำเร็จแล้ว เธอพังทุกอย่างของฉัน!!”เสียงตวาดดังก้อง ธารินเผลอถอยหลังไปหนึ่งก้าว ความกลัวแวบขึ้นมาในดวงตาของเธอ แต่มันก็ถูกแทนที่ด้วยความดื้อรั้นในเสี้ยววินาที“ใช่! ฉันทำ! เพราะฉันทนไม่ได้ที่เห็นพี่หลงผู้หญิงคนนั้น! ฉันทนไม่ได้ที่พี่จะให้อภัยลูกสาวของคนที่ทำลายครอบครัวเรา!” เธอกรีดเสียงกลับ ดวงตาเต็มไปด้วยความบ้
เสียงร้องไห้ดังลั่นไปทั่วห้องคลอดเมื่อเด็กทารกตัวน้อยลืมตาดูโลกเป็นครั้งแรกพิมพ์ดาวหายใจหอบแรง ร่างกายของเธออ่อนแรงแทบไม่มีเรี่ยวแรงเหลืออีกแล้ว แต่เมื่อได้ยินเสียงร้องของลูก ดวงตาของเธอพลันมีน้ำตาคลอเธอเอื้อมมือไปรับลูกน้อยที่พยาบาลส่งให้ ก่อนจะมองใบหน้าของเขาด้วยความรักล้นใจ"ลูกของแม่..." เธอกระซิบเสียงแผ่ว กอดร่างน้อยแนบอก เด็กน้อยขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะสงบลงในอ้อมแขนของเธอปริญยืนอยู่ข้างเตียง มองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน"เขาน่ารักมากนะพิมพ์ดาว เหมือนเธอไม่มีผิด"พิมพ์ดาวหัวเราะเบา ๆ แม้ดวงตาจะเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา"แต่ฉันว่ามีบางอย่างที่เหมือน...เขา"เธอไม่ได้พูดชื่อออกมา แต่ปริญรู้ดีว่าเธอหมายถึงใคร เขาเพียงแค่พยักหน้าเบา ๆ แล้วเอื้อมมือไปลูบศีรษะเล็ก ๆ ของเด็กน้อยอย่างอ่อนโยนชีวิตของพิมพ์ดาวหลังจากคลอดลูกไม่ง่ายเลย เธอต้องรับมือกับความเหนื่อยล้าจากการเลี้ยงลูกคนเดียวโดยไม่มีครอบครัวหรือสามีอยู่ข้าง ๆ แม้ปริญจะช่วยเธอเท่าที่ทำได้ แต่สุดท้ายแล้ว ภาระหนักก็ยังอยู่ที่เธอเป็นหลักเธอต้องตื่นกลางดึกหลายครั้งเพื่
พิมพ์ดาววางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะไม้ข้างโซฟา ก่อนจะเอนตัวพิงพนักเบาะอย่างเหนื่อยล้า ดวงตาเธอทอดมองออกไปยังหน้าต่างกระจกที่เผยให้เห็นวิวเมืองยามค่ำคืน แสงไฟจากอาคารสูงระยิบระยับราวกับดวงดาวในห้วงจักรวาลเธอไม่เคยคิดว่าชีวิตของตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ จุดที่เธอสามารถยืนหยัดได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง มีธุรกิจของตัวเอง และมีลูกชายที่เป็นทุกอย่างในชีวิตของเธอ แต่ถึงจะมีทุกอย่างครบ พิมพ์ดาวก็ยังรู้สึกว่ามีบางสิ่งขาดหายไป... ครอบครัวของเธอเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดความคิด พิมพ์ดาวเอื้อมมือหยิบมันขึ้นมาดู และกดรับสาย"ฮัลโหล""ดาว... เป็นหนูจริง ๆ ใช่ไหมลูก?" เสียงของพ่อเธอสั่นเครือเล็กน้อย น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความคิดถึงและตื่นเต้น "พ่อเห็นข่าวของลูก ลูก... ลูกประสบความสำเร็จมากเลยนะ พ่อภูมิใจในตัวลูกจริง ๆ"พิมพ์ดาวรู้สึกเหมือนน้ำตามันเอ่อขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว สามปีที่เธอไม่ได้เจอพ่อกับแม่และน้องชาย เสียงของพ่อที่คุ้นเคยทำให้หัวใจเธอบีบรัดแน่น "พ่อ... พ่ออยู่ไหน? แม่กับน้องภัทรล่ะ?""เรายังอยู่ที่ประเทศxxxลูก..." พ่อเธอเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ "พ่อขอโทษนะพิมพ
พิมพ์ดาวยิ้มทั้งน้ำตา ก่อนจะพูดเสียงสั่นว่า "ฉัน… ฉันพร้อมแล้ว ที่จะให้โอกาสคุณอีกครั้ง"ธีรภัทรเบิกตากว้าง ก่อนที่รอยยิ้มจะปรากฏบนใบหน้า เขายกมือขึ้นกุมมือของพิมพ์ดาวแน่น ก่อนจะดึงเธอเข้ามากอด"ขอบคุณนะพิมพ์ดาว… ขอบคุณที่ยอมให้โอกาสผม…"ปริญมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาพึงพอใจ เขายิ้มบาง ๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน"ผมยินดีกับพวกคุณทั้งสองคนจริง ๆ" ปริญพูดขึ้น ก่อนจะเดินไปหาธีรภัทรธีรภัทรลุกขึ้นยืนหันไปมองปริญ ปริญยิ้มบาง ๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า"ฉันกำลังจะเดินทางไปต่างประเทศ แต่ขอให้รู้ไว้ ถ้านายทำให้พิมพ์ดาวเสียใจแม้แต่นิดเดียว… ฉันจะกลับมา และพาพิมพ์ดาวกับลูกหนีไปจากนายทันที"ธีรภัทรมองสบตาปริญด้วยสายตาจริงจัง ก่อนจะพยักหน้าตอบ"ฉันสัญญา… ฉันจะไม่มีวันทำให้พิมพ์ดาวเสียใจอีก"ปริญยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะตบไหล่ธีรภัทรเบา ๆทันใดนั้น…"แด๊ดดี้! แม่!"เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นก่อนที่พัตเตอร์จะวิ่งเข้ามาในห้องรับแขก เด็กน้อยวิ่งตรงมาหาธีรภัทรกับพิมพ์ดาว ก่อนจะกระโดดกอดพวกเข
ปริญยืนมองหลังของธีรภัทรที่เดินจากไปจนลับสายตา เขาถอนหายใจยาว ก่อนจะหยิบเครื่องอัดเสียงขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อ คลื่นความรู้สึกบางอย่างกระเพื่อมอยู่ในอก เขารู้ดีว่าธีรภัทรรักพิมพ์ดาวมากแค่ไหน คำพูดเหล่านั้นไม่ได้เสแสร้ง ไม่ได้เป็นเพียงคำพูดเพื่อเอาใจ แต่เป็นคำพูดที่มาจากหัวใจอย่างแท้จริงปริญก้มมองเครื่องอัดเสียงในมือ ก่อนจะกำมันไว้แน่น และตัดสินใจเดินตรงไปที่รถของตัวเอง เขาสตาร์ทรถและมุ่งหน้ากลับไปที่บ้านของพิมพ์ดาวทันทีบรรยากาศในบ้านของพิมพ์ดาวเงียบสงบ มีเพียงเสียงของลมที่พัดผ่านหน้าต่าง ปริญนั่งอยู่ตรงกลางห้องนั่งเล่น โดยมีพิมพ์ดาว พ่อ แม่ และน้องชายของเธอนั่งอยู่ล้อมรอบ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด"ปริญ... มีอะไรเหรอ?" พิมพ์ดาวถาม น้ำเสียงของเธอแผ่วเบาและเต็มไปด้วยความสงสัยปริญสบตากับเธอ ก่อนจะยกเครื่องอัดเสียงขึ้นมา"ฉันอยากให้พวกเธอได้ยินสิ่งนี้" เขาพูดช้า ๆ ก่อนจะเปิดเครื่องอัดเสียงทันทีที่เสียงของธีรภัทรดังขึ้น ความเงียบก็ปกคลุมทั่วห้อง"ผมรักเธอตั้งแต่แรกเห็น..."ดวงตาของพิมพ์ดาวเบิกกว้าง หัวใจเธอเต้นแรงเม
เสียงเครื่องบินที่กำลังลดระดับลงล้อแตะกับรันเวย์ของสนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้พิมพ์ดาวที่กำลังยืนรออยู่หน้าเกทขาเข้าหัวใจเต้นแรงอย่างไม่รู้ตัว ดวงตาคู่งามจับจ้องไปยังประตูที่กำลังเปิดออก ผู้โดยสารทยอยเดินออกมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งเธอเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยของพ่อ แม่ และน้องชายที่เดินมาพร้อมกับกระเป๋าเดินทางใบโต พิมพ์ดาวรีบสาวเท้าเข้าไปหา ก่อนจะโผเข้าสวมกอดมารดาแน่น ร่างบางสั่นไหวเล็กน้อยอย่างตื้นตัน“คุณแม่... คุณพ่อ...” พิมพ์ดาวน้ำตาคลอเบ้า“แม่คิดถึงลูกเหลือเกิน” น้ำเสียงอบอุ่นของมารดาทำให้พิมพ์ดาวกอดท่านแน่นขึ้น ก่อนจะหันไปกอดบิดา และสุดท้ายคือ ภัทร น้องชายที่ยืนกอดอก มองพี่สาวด้วยสีหน้ากึ่งดีใจ กึ่งเคืองขุ่น“กลับมาอยู่ด้วยกันแล้วนะคะ” พิมพ์ดาวยิ้มทั้งน้ำตา ขณะที่คุณหญิงจินดาและเจ้าสัวพิชิตพยักหน้า แม้รอยยิ้มบนใบหน้าของท่านทั้งสองจะดูขมขื่นเล็กน้อยก็ตาม“กลับมาก็ดีแล้วล่ะ จะได้ดูแลพิมพ์ดาวกับหลานให้ดี ๆ เสียที” เจ้าสัวพิชิตกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบขรึม แววตาเย็นชานั้นทำให้พิมพ์ดาวรู้ดีว่าเขายังไม่ให้อภัยธีรภัทร
แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าสาดส่องลอดผ่านม่านสีขาวภายในห้องพักฟื้นของโรงพยาบาล เสียงเครื่องวัดชีพจรที่ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทำให้บรรยากาศภายในห้องดูสงบอย่างน่าประหลาด พิมพ์ดาวนั่งเฝ้าธีรภัทรอยู่ข้างเตียง ดวงตากลมโตของเธอจ้องมองไปที่ใบหน้าหล่อเหลาซีดเซียวของชายหนุ่มที่ยังคงหลับสนิทเธอวางมือลงเบา ๆ บนหลังมือของเขา แม้ไม่อยากยอมรับ แต่หัวใจเธอกลับเต้นแรงทุกครั้งที่ได้สัมผัสเขาแบบนี้"อืม..."เสียงครางเบา ๆ ดังขึ้นจากริมฝีปากของธีรภัทร ก่อนที่เปลือกตาของเขาจะขยับเล็กน้อย แล้วค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเขากวาดมองไปทั่วห้อง ก่อนจะหยุดที่ใบหน้าของพิมพ์ดาว"พิมพ์..." เสียงของเขาแหบพร่าและอ่อนแรง แต่แฝงไว้ด้วยความดีใจอย่างชัดเจน "เธอกับลูก... ปลอดภัยใช่มั้ย?"พิมพ์ดาวเม้มริมฝีปากแน่น รู้สึกเหมือนก้อนอะไรบางอย่างจุกอยู่ที่ลำคอ ความเป็นห่วงเป็นใยของเขาที่มีต่อเธอและพัตเตอร์ ทำให้หัวใจของเธอสั่นไหว น้ำตารื้นขึ้นมาที่ขอบตาโดยไม่รู้ตัว"พวกเราปลอดภัย..." เธอตอบเสียงเบา ก่อนจะก้มลงไปใกล้เขา "คุณน่ะสิ เป็นยังไงบ้าง?"ธีรภัทรยิ้มบาง ๆ แม้ใบหน
วันต่อมา – หน้าโรงเรียนของพัตเตอร์พิมพ์ดาวยืนอยู่หน้าโรงเรียนของพัตเตอร์ในช่วงเย็น ขณะที่ธีรภัทรยืนอยู่ข้าง ๆ เขาใส่สูทสีเข้ม ดวงตาคมกริบของเขากวาดมองไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง ขณะที่พัตเตอร์กำลังเล่นกับเพื่อน ๆ อยู่ที่สนามเด็กเล่น"ขอบคุณนะคะ ที่มารับพัตเตอร์ด้วยกันทุกวัน" พิมพ์ดาวพูดเบา ๆธีรภัทรหันไปมองเธอ รอยยิ้มบางปรากฏบนริมฝีปาก "ไม่เป็นไรครับ ผมอยากมาอยู่กับพวกคุณ"พิมพ์ดาวหลุบตาลง เธอรู้สึกว่าธีรภัทรกำลังพยายามอย่างหนักที่จะทำให้เธอเปิดใจ แต่เธอยังไม่กล้าที่จะเชื่อใจเขาเต็มร้อยทันใดนั้น…"พิมพ์ดาว!!"เสียงแหลมสูงที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นดังขึ้น ทำให้พิมพ์ดาวและธีรภัทรหันไปมองทันทีร่างของกานต์รวีในชุดเดรสสีดำแนบเนื้อพุ่งตรงเข้ามาด้วยดวงตาวาวโรจน์ ในมือของเธอมีมีดคมกริบเล่มหนึ่ง"กานต์รวี!" ธีรภัทรร้องเสียงดัง ขณะที่กานต์รวีพุ่งเข้าหาพิมพ์ดาวด้วยความเร็ว"แกต้องตาย!!"พิมพ์ดาวเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ขาทั้งสองข้างของเธอเหมือนถูกตรึงไว้กับพื้น เธอได้แต่มองปลายมีดที่กำลังพุ่งเข้าหาอย่างตกตะ
แสงแดดยามเช้าสาดกระทบผ่านม่านสีขาวในห้องนอนของคอนโดฯ หรูใจกลางเมือง พิมพ์ดาวค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ ขณะที่เสียงนกร้องแว่วดังมาจากนอกหน้าต่าง ร่างบางขยับกายเบา ๆ ก่อนจะได้ยินเสียงเคาะประตูห้องเบา ๆ ตามมาด้วยเสียงของพัตเตอร์ที่ตะโกนเรียกเธอ"มามี๊~ ตื่นได้แล้วครับ!"พิมพ์ดาวยิ้มบาง ๆ ก่อนจะลุกขึ้นนั่ง มือเรียวเสยผมยาวสลวยของตัวเองเบา ๆ ก่อนจะตอบกลับไป"มามี๊ตื่นแล้วครับลูก เดี๋ยวมามี๊จะออกไปเดี๋ยวนี้"พิมพ์ดาวค่อย ๆ ลุกจากเตียง เดินไปเปิดประตูห้องนอนก็พบกับพัตเตอร์ที่ยืนยิ้มแฉ่งอยู่หน้าห้อง ในชุดนักเรียนที่ถูกแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว มือเล็ก ๆ ถือกล่องนมไว้ในมือ ก่อนที่เขาจะเดินเข้ามากอดขาเธอแน่น"พัตเตอร์ตื่นเช้าจังเลยค่ะ" พิมพ์ดาวลูบศีรษะลูกชายเบา ๆ ก่อนจะก้มลงจูบหน้าผากของเขา"พัตเตอร์ไม่ได้ตื่นเองนะครับ" เด็กชายเงยหน้ามองเธอ ดวงตากลมโตใสซื่อเต็มไปด้วยความไร้เดียงสา"แด๊ดดี้โทรปลุกพัตเตอร์เองต่างหาก!"พิมพ์ดาวชะงัก หัวใจเต้นกระตุกเมื่อได้ยินคำว่า 'แด๊ดดี้'"คุณธีรภัทรจะมาเหรอคะ?" เธอถามด้วยความสงสัยพัตเตอร์พยักหน้าแรง
หลังจากเหตุการณ์เปิดโปงอนุชิตในคืนนั้น ทุกอย่างดูเหมือนจะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดี แต่ในใจของพิมพ์ดาวกลับไม่ได้รู้สึกโล่งใจอย่างสมบูรณ์ ร่องรอยบาดแผลในอดีตยังคงทิ้งรอยแผลลึกไว้ในใจของเธอ…พิมพ์ดาวนั่งอยู่ตรงริมหน้าต่างของคอนโดหรูในกรุงเทพฯ สายลมเย็นในยามค่ำคืนพัดผ่านเข้ามาเบา ๆ เสียงเรียกเข้าสายดังขึ้น พิมพ์ดาวสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะกดรับสาย"พ่อคะ..." น้ำเสียงของพิมพ์ดาวแผ่วเบาแต่มั่นคง"ดาวลูก…" เสียงของเจ้าสัวพิชิตปลายสายเต็มไปด้วยความกังวล"ทุกอย่างจบลงแล้วค่ะพ่อ อนุชิตได้รับผลกรรมของเขาแล้ว พ่อพ้นมลทินแล้วนะคะ"เจ้าสัวพิชิตนิ่งไปชั่วขณะก่อนจะถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก เสียงถอนหายใจของพ่อทำให้พิมพ์ดาวรู้สึกถึงน้ำหนักที่ผ่อนคลายลงในใจ"ดีแล้ว… พ่อภูมิใจในตัวลูกมาก พ่อจะกลับไปปรึกษาแม่กับน้องชาย แล้วพวกเราจะกลับไปอยู่ที่ประเทศไทยด้วยกัน"พิมพ์ดาวยิ้มบาง ๆ แม้จะมีน้ำตาคลอเบ้า ดวงตาเธอทอแสงแห่งความหวัง แต่มันก็ยังไม่อาจลบเลือนบาดแผลในใจได้ง่าย ๆในขณะที่พิมพ์ดาวกำลังเตรียมตัวเพื่อพาครอบครัวกลับมาที่
เสียงในห้องจัดเลี้ยงเงียบสนิทไปชั่วขณะหลังจากคำประกาศของธีรภัทรดังก้องไปทั่วทั้งงาน น้ำเสียงของเขามั่นคง หนักแน่น และเต็มไปด้วยความจริงใจ“ฉันรักพิมพ์ดาว และจะไม่มีวันยอมรับใครเป็นภรรยา นอกจากเธอเท่านั้น”ทุกสายตาหันมาที่พิมพ์ดาว ซึ่งยืนนิ่งเหมือนถูกแช่แข็งอยู่กับที่ ดวงตากลมโตเบิกกว้าง ขณะที่ริมฝีปากเม้มแน่น ราวกับยังประมวลผลไม่ทันกับสิ่งที่เพิ่งได้ยินกานต์รวีหน้าถอดสี น้ำตารื้นขึ้นในดวงตาอย่างห้ามไม่อยู่ ขาทั้งสองข้างแทบจะไร้เรี่ยวแรง เธอยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง พลางส่ายหน้าอย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน“ไม่นะ... ธีร์ต้องล้อฉันเล่นใช่ไหม?” น้ำเสียงของกานต์รวีสั่นไหว ร่างของเธอสั่นสะท้าน ขณะเดินตรงไปหาธีรภัทรด้วยสีหน้าตื่นตระหนก“ทำไมธีร์ถึงพูดแบบนี้? ธีร์รักฉันมาตลอดไม่ใช่เหรอ?”ธีรภัทรหันมามองกานต์รวี ดวงตาคมกริบของเขาเย็นชาและว่างเปล่า ราวกับปราศจากความรู้สึกใด ๆ“ฉันไม่เคยรักเธอ” เขาพูดชัดถ้อยชัดคำ น้ำเสียงเย็นเยียบจนทำให้หัวใจของกานต์รวีแทบแตกสลาย“ไม่จริง!” กาน
เสียงเพลงคลาสสิกบรรเลงคลอเบา ๆ ภายในงานเลี้ยงหรูหราที่จัดขึ้นในห้องโถงใหญ่ของโรงแรมระดับห้าดาว แขกผู้มีเกียรติในชุดราตรีและสูทเรียบหรูต่างพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ท่ามกลางบรรยากาศหรูหรานั้น ธีรภัทรยืนสง่างามในชุดสูทสีดำสนิท เขาถือแก้วไวน์แดงในมือ สายตาของเขามองตรงไปยังพิมพ์ดาวที่กำลังยืนอยู่มุมห้อง ข้าง ๆ เธอมีปริญคอยประกบอยู่ไม่ห่าง ทำให้สีหน้าของธีรภัทรดูเคร่งขรึมยิ่งขึ้นกานต์รวียืนเคียงข้างธีรภัทร เธอสวมชุดราตรีสีแดงสดที่เน้นทรวดทรงอย่างลงตัว ใบหน้าสวยหวานประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน ทว่าในแววตามีประกายแห่งความมุ่งมั่นซ่อนอยู่"ธีร์คะ..." กานต์รวีเอ่ยเสียงหวานพร้อมเอื้อมมือไปแตะต้นแขนของธีรภัทรเบา ๆ"วันนี้คุณหล่อมากเลยนะคะ"ธีรภัทรปรายตามองเธอเล็กน้อย ก่อนจะดึงแขนออกจากมือของกานต์รวีอย่างแผ่วเบา"ขอบคุณ" น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ทว่าสายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่พิมพ์ดาวไม่วางตากานต์รวีเม้มปากแน่น หัวใจเธอเต้นแรงอย่างไม่สบายใจ เธอรู้ว่าธีรภัทรยอมให้เธออยู่ใกล้ ๆ แต่ไม่เคยแสดงความสนใจในตัวเธอจริง ๆ เลย มันเหมือนกับว่าเขากำลังรออะไรบางอย่าง หรื