เสียงล้อเครื่องบินแตะพื้นรันเวย์อย่างนุ่มนวล ปลุกธีรภัทรให้ตื่นจากภวังค์ของความคิด ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำสุดเนี้ยบ นั่งอยู่ชั้นเฟิร์สคลาส ดวงตาคมกริบจับจ้องออกไปนอกหน้าต่าง ภาพของเมืองกรุงเทพฯ ที่เขาจากไปหลายปีปรากฏขึ้นอีกครั้ง
“ยินดีต้อนรับกลับประเทศไทยครับ คุณธีรภัทร”
เสียงพนักงานต้อนรับเอื้อนเอ่ยอย่างสุภาพ ขณะที่เขาค่อย ๆ ลุกขึ้น จัดเสื้อสูทให้เรียบร้อยก่อนจะก้าวลงจากเครื่องบิน
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะนายธีร์ ” เขาพึมพำกับตัวเอง แสยะยิ้มบางๆ ที่ซ่อนความหมายบางอย่าง
ธีรภัทร อัครเดชากุล หรือ ธีร์ เจ้าของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับแนวหน้าของประเทศ เขาคือลูกชายคนโตของท่านอรรถพล อัครวรเดช อดีตเจ้าของ อัครวรเดชกรุ๊ป กลุ่มธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ที่เคยรุ่งเรือง กับ คุณหญิงมณีรัตน์ อัครวรเดช ชายหนุ่มวัยสามสิบต้น ๆ สูงโปร่ง สมาร์ท และเต็มไปด้วยบารมี เส้นผมสีดำสนิทถูกจัดทรงอย่างเรียบร้อย ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยเสน่ห์แฝงอำนาจ ดวงตาสีนิลนั้นแสนเย็นชา สายตาไม่บ่งบอกอะไรเมื่อมองไปยังผู้คน ทำให้เกิดความน่าเกรงขามอย่างบอกไม่ถูก
ห้องประชุม บริษัท อัครเดชากุล กรุ๊ป
บรรยากาศภายในห้องประชุมตึงเครียด เหล่าผู้บริหารนั่งเรียงกันเป็นระเบียบ สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ประตู เมื่อร่างสูงของธีรภัทรก้าวเข้ามา ชุดสูทสีดำของเขาสะท้อนถึงอำนาจและความเฉียบขาด ดวงตาสีนิลกวาดมองรอบห้องอย่างสุขุม
“ยินดีต้อนรับกลับมาค่ะ/ครับ คุณธีร์” ทุกคนลุกขึ้นพร้อมกัน
ธีรภัทรพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ประธาน ดวงตาเรียบนิ่งแต่ทรงอำนาจ
“สถานการณ์ที่บริษัทเป็นอย่างไรบ้าง” เสียงทุ้มดังกังวานดังขึ้น ไม่บ่งบอกอารมณ์ว่าตอนนี้ผู้พูดรู้สึกยังไง
“ทุกอย่างปกติดีค่ะ” เลขานุการสาวยื่นเอกสารให้เขา
ธีรภัทรเปิดดู ก่อนเงยหน้าขึ้น “ยอดขายหล่ะ”
“ยอดขายและผลกำไรของไตรมาสนี้ถือว่าเป็นยอดขายและผลกำไรของบริษัทสูงสุดเท่าที่เคยมีมาเลยครับ กลยุทธของคุณธีร์ ยอดเยี่ยมมากครับ” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและการขายรีบรายงานทันที พร้อมกับประจบเอาใจ
ธีรภัทรยิ้มมุมปาก “งั้นแปลว่าถ้าผมไม่คิดแคมเปญให้เอง บริษัทก็คงขายไม่ได้ใช่มั้ย ถ้าอย่างนั้น บริษัทคงไม่ต้องจ้างตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและการขายสินะ?”
ชายวัยกลางคนหน้าซีดเผือด “ผะ ผมขอโทษครับ ผมจะเร่งเสนอแคมเปญใหม่โดยเร็วที่สุด” พูดจบก็หลบตาอันเฉียบคมของคนตรงหน้าทันที
ธีรภัทรพยักหน้าอย่างพอใจ การประชุมดำเนินต่อไปอีกประมาณครึ่งชั่วโมงโดยแต่ละฝ่ายรายงานความคืบหน้าของผลประกอบการและการดำเนินงาน เมื่อเสร็จสิ้น เขาก้าวกลับไปที่ห้องทำงานส่วนตัว
“รายงานสถานการณ์ของตระกูลวรากร”
เลขาหญิงสาวยื่นเอกสารให้เขา “ตอนนี้ตระกูลวรากร กำลังเผชิญวิกฤติทางการเงินอย่างหนัก หนี้สินพอกพูน และธุรกิจของพวกเขากำลังล้มละลาย”
ธีรภัทรกระตุกยิ้มเย้ยหยัน สายตาเต็มไปด้วยความสะใจ
“ดี ติดต่อประธานบริษัทของพวกเขา บอกว่าผมอยากนัดทานข้าว”
“ได้ค่ะ แต่วันนี้คุณธีร์เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ เอาเป็นพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้ดีมั้ยค่ะ”
“เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ผมอยากช่วยเขาเต็มทีแล้ว” ธีร์ยิ้มเหยียดออกมากับคำพูดตัวเองอีกครั้ง
คฤหาสน์วรากร
พิมพ์ดาว วรากร หรือ ดาว หญิงสาววัยยี่สิบห้าปี ลูกสาวคนเดียวของตระกูลวรากร ซึ่งมี เจ้าสัวพิชิต วรากร นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโรงแรมชื่อดัง เคยเป็นมหาเศรษฐีอันดับต้น ๆ ของประเทศ เป็นหัวเรือใหญ่ โดยมี คุณหญิงจินดา วรากร เป็นคู่ชีวิต
หญิงสาวมีรูปร่างเพรียวระหง ใบหน้าสวยหวานคมคาย ผิวขาวเนียนละเอียด แต่ตอนนี้เส้นผมยาวสลวยสีดำขลับที่เคยเปล่งประกาย กลับดูหม่นหมองลงไปตามสภาพจิตใจ
ดวงตากลมโตของเธอที่เคยสดใส บัดนี้เต็มไปด้วยความวิตกกังวล เธอเติบโตมาอย่างสุขสบายในฐานะคุณหนูของบ้าน แต่เมื่อธุรกิจของครอบครัวเริ่มทรุดตัวลง เธอกลับต้องเผชิญกับความจริงที่โหดร้าย
พิมพ์ดาวนั่งอยู่ในห้องรับแขกของคฤหาสน์วรากร ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความกังวล เมื่อเห็นพ่อกับแม่กำลังพูดคุยกับทนายความเกี่ยวกับหนี้สินที่พวกเขาไม่มีปัญญาจ่าย
“มันต้องมีทางออกสิคะพ่อ” เธอพูดเสียงสั่น
“ไม่มีแล้วลูก” พ่อของเธอถอนหายใจหนัก
“ตอนนี้เหลือแค่ทางเดียว…ถ้ามีใครสักคนเสนอความช่วยเหลือมา เราอาจจะต้องรับมัน”
หัวใจของพิมพ์ดาวห่อเหี่ยวอย่างแรง เธอเข้าใจแน่นอนว่าการที่ “ใครสักคน” จะยื่นมือมาช่วยเหลือนั้น ต้องมาด้วยข้อแลกเปลี่ยนอะไรบางอย่างแน่นอน
“แล้วถ้าข้อเสนอนั้นมันเป็นข้อเสนอที่มากเกินไปหล่ะค่ะ”
“ยังไงตอนนี้พวกเราก็ต้องรับไว้”
หญิงสาวทำได้เพียงเม้มปากนั่งก้มหน้ามองไปที่มือตัวเองที่กำลังกำชายกระโปรงตัวเองแน่น
กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง
เสียงโทรศัพท์ของเลขาเจ้าสัวดังขึ้น
“สวัสดีค่ะ ได้ค่ะ ดิฉันจะเรียนท่านให้นะคะ”
“เจ้าสัวคะ ประธานบริษัท อัครเดชากุล กรุ๊ป ต้องการนัดทานข้าวเย็นนี้ค่ะ”
เจ้าสัวพิชิตนิ่งไป ราวกับจมดิ่งสู่ความคิดบางอย่าง “อัครเดชากุล... อัครวรเดช...” เขาพึมพำแผ่วเบา
“คุณคะ เป็นอะไรหรือเปล่า” คุณหญิงจินดาสะกิดเรียกเจ้าสัวเมื่อเห็นว่าไม่มีการตอบรับว่าจะไปทานข้าวกับประธานคนนั้นหรือเปล่า
“เขาได้บอกมั้ยว่ามีธุระอะไร” เสียงของเจ้าสัวเข้มขึ้นพร้อมกับความคิดที่กำลังคิดมากขึ้น
“เขาแจ้งว่าเขาพร้อมจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือตระกูลวรากร แต่เขาต้องการคุยรายละเอียดพร้อมยื่นข้อเสนอกับท่านค่ะ”
เจ้าสัวหันไปมองคุณหญิงจินดาและลูกสาวพิมพ์ดาวสักพัก จากนั้นก็หันมาพยักหน้าให้เลขา
“ได้ ผมจะไปพบเขาเย็นนี้ คุณแจ้งสถานที่และเวลาให้กับคนขับรถผมด้วย”
“พิมพ์ไปกับพ่อมั้ยลูก” เจ้าสัวหันมาทำเสียงอ่อนโยนกับลูกสาวคนโต
“ได้ค่ะ พ่อ งั้นดาวขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะคะ”
เจ้าสัวพยักหน้า เมื่อพิมพ์ดาวเดินออกไป คุณหญิงรีบเดินเข้ามาหาสามีตัวเองทันที
“คุณคิดอะไรอยู่ถึงจะพาหนูดาวไปด้วย”
“ผมจำเป็นจริง ๆ แต่ยังไงผมก็จะไม่ให้ลูกของเราไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างแน่นอน”
“โธ่ คุณคะ เราต้องทำอย่างนี้จริง ๆ เหรอ” คุณหญิงร้องไห้ออกมาโดยที่เจ้าสัวไม่ได้ตอบกลับใด ๆ ซึ่งถือเป็นการยอมรับไปในตัว
เย็นวันนั้น พิมพ์ดาวตามคุณพ่อไปที่ร้านอาหารหรูแห่งหนึ่ง โดยคนของประธานบริษัท อัครเดชากุล กรุ๊ป ได้ให้คนจองห้องส่วนตัวไว้เรียบร้อย
ร้านอาหารหรู
ธีรภัทรนั่งรอตระกูลวรากรอย่างใจเย็น แววตาเรียบนิ่งราวกับน้ำแข็ง เมื่อประตูห้องเปิดออก พิมพ์ดาวและเจ้าสัวพิชิตเดินเข้ามาด้วยท่าทีลังเล
“นั่งสิครับ” เขากล่าวเรียบๆ ไม่แม้แต่จะลุกขึ้นต้อนรับ
“เอ่อ... คุณธีรภัทร อัครเดชากุล?” เจ้าสัวถามอย่างไม่แน่ใจ
“ใช่ครับ ผมธีรภัทร อัครเดชากุล ประธานบริษัท อัครเดชากุล กรุ๊ป ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ เจ้าสัวพิชิต และคุณพิมพ์ดาว วรากร” ชายหนุ่มตอบด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
พิมพ์ดาวได้ยินก็ขมวดคิ้ว เธอแน่ใจว่าไม่เคยรู้จักชายหนุ่มคนนี้มาก่อนแน่ ๆ แล้วเขารู้จักเธอได้ยังไง
“เอ่อ เราเคยรู้จักกันมาก่อนหรือค่ะ”
“ทำไมถามอย่างนั้นหล่ะ ยัยดาว” เจ้าสัวเอ็ดหญิงสาวเล็กน้อย ถึงแม้ว่าเขาก็ไม่รู้จักชายหนุ่มตรงหน้า แต่เวลานี้ถ้าอีกฝ่ายอยากทำให้ทั้งสองเหมือนคุ้นเคยกันยิ่งเป็นเรื่องดีในการเจรจา
ธีรภัทรยิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่ไม่ถึงดวงตา “อาจจะไม่... แต่วันนี้คุณจะได้รู้จักผมดีขึ้น”
เธอรู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่าง หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่รู้สาเหตุ
พิมพ์ดาวเม้มปากแน่นก่อนจะทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม ธีรภัทรจ้องมองเธอด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก
“เอาหล่ะ เรามาคุยเรื่องข้อเสนอกันดีกว่านะครับ”
“คุณมีเงื่อนไขอะไร” เจ้าสัวถามเสียงเคร่ง
ธีรภัทรเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ก่อนจะกล่าวออกมาอย่างชัดเจน
“ผมจะช่วยเหลือวิกฤติทางการเงินครั้งนี้ของตระกูลวรากร แลกกับการที่คุณพิมพ์ดาว วรากรต้องแต่งงานกับผมเป็นเวลา 1 ปี”
พิมพ์ดาวจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้า ราวกับว่าเธอได้ยินอะไรผิดไป“คุณพูดว่าอะไรนะคะ?” เธอถามกลับด้วยน้ำเสียงตกตะลึงธีรภัทรยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจและเจ้าเล่ห์“คุณได้ยินไม่ผิดหรอกครับ ผมเสนอที่จะช่วยเหลือครอบครัวของคุณ แลกกับการที่คุณต้องแต่งงานกับผมเป็นเวลา 1 ปี”“มันไร้สาระ!” พิมพ์ดาวโพล่งขึ้น น้ำเสียงเธอสั่นเครือด้วยความโกรธ “ฉันไม่มีวันแต่งงานกับคุณ!”“ใจเย็นก่อนลูก” เจ้าสัวพิชิตแตะมือเธอเบา ๆ เพื่อให้เธอสงบลง เขาหันไปมองธีรภัทรด้วยสายตาครุ่นคิด“คุณธีรภัทร นี่เป็นข้อเสนอที่ค่อนข้าง…สุดโต่งไปหน่อย”“สุดโต่ง?” ธีรภัทรหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอนตัวไปด้านหน้า วางข้อศอกลงบนโต๊ะ “เจ้าสัวครับ ผมคิดว่าคุณเองก็คงรู้ดี ว่าตอนนี้คุณไม่มีทางเลือกมากนัก”พิมพ์ดาวกัดริมฝีปากแน่น เธออยากเถียงแต่ก็รู้ว่าคำพูดของธีรภัทรไม่ผิดนัก ครอบครัวของเธอกำลังจะล้มละลาย หนี้สินพอกพูน และถ้าไม่มีใครช่วยเหลือ พ่อของเธออาจถูกฟ้องล้มละลาย และ
แสงไฟจากโคมระย้าที่ประดับอยู่กลางห้องบอลรูมหรูหราของโรงแรมระดับห้าดาวส่องประกายระยิบระยับ เสียงพูดคุยหัวเราะของแขกเหรื่อที่มาร่วมงานแต่งดังก้องไปทั่ว แต่บรรยากาศในใจของพิมพ์ดาวกลับว่างเปล่าชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ที่เธอสวมใส่เป็นผลงานจากดีไซเนอร์ชื่อดัง ถูกตัดเย็บอย่างประณีตเพื่อให้เหมาะกับรูปร่างของเธอที่สุด ผ้าลูกไม้เนื้อละเอียดโอบรัดช่วงไหล่ และกระโปรงยาวพริ้วไหวดั่งเจ้าหญิงในเทพนิยาย ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ แต่หัวใจของเธอกลับไม่รู้สึกถึงความงดงามใด ๆ เลยเจ้าสัวพิชิต และคุณหญิงจินดา วรากร ยืนยิ้มรับแขกพร้อมคู่บ่าวสาวอยู่ที่หน้างาน“ทำไมไม่เห็นครอบครัวฝ่ายชายเลยหล่ะ” คุณหญิงพยายามมองหาแต่ก็ไม่พบ จนตอนนี้จะเริ่มงานแล้ว เจ้าบ่าวก็ยังไม่ได้พาแขกผู้ใหญ่มาแนะนำสักคน“เคยได้ยินว่าเขาเติบโตอยู่ต่างประเทศ” เจ้าสัวตอบกลับภรรยา เขาก็รู้สึกไม่ดีที่ครอบครัวฝ่ายชายไม่มาร่วมงาน เหมือนไม่ให้เกียรติกันยังไงยังงั้น“ต่อให้เติบโตอยู่ต่างประเทศ แต่นี้คืองานแต่งลูกชายนะ จะไม่มาร่วมงานกันเลยเหรอ เหลวไหลจริง ๆ” คุณหญิงยังไม่วายบ่นออกมา
พิมพ์ดาวก้าวเข้าไปในห้องหอที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างหรูหรา ภายในห้องชุดขนาดใหญ่ของโรงแรมห้าดาว ทุกอย่างถูกตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง เตียงนอนขนาดคิงไซส์ปูด้วยผ้าปูเตียงสีขาวสะอาดตา กลีบกุหลาบสีแดงกระจัดกระจายไปทั่วพื้นผ้า ดวงไฟสีเหลืองนวลส่องแสงให้บรรยากาศโรแมนติกสมกับค่ำคืนแห่งการเริ่มต้นชีวิตคู่แต่สำหรับเธอ ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนี้กลับดู แห้งแล้งปราศจากชีวิตชีวา และไร้ความหมายเสียงปิดประตูดัง "ปัง!" ดึงสติของพิมพ์ดาวให้กลับมาอีกครั้ง เธอหันไปมองชายหนุ่มที่ก้าวเข้ามาหลังเธอ ธีรภัทรถอดสูทออกอย่างไม่ใยดี ก่อนจะโยนมันลงบนโซฟาตัวหรูแล้วเดินตรงไปยังมินิบาร์ เทไวน์รินใส่แก้วอย่างใจเย็น ก่อนจะจิบมันราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเขาไม่แม้แต่จะปรายตามองเธอด้วยซ้ำพิมพ์ดาวยืนนิ่งอยู่กลางห้อง ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้ามา—ความโกรธ ความอับอาย ความเจ็บปวด และความสิ้นหวัง เธอพยายามข่มมันเอาไว้ กำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อของตัวเอง“คุณจะให้ฉันยืนอยู่ตรงนี้ทั้งคืนเลยหรือไง” เธอเอ่ยขึ้นในที่สุด พยายามรักษาน้ำเสียงให้มั่นคงธีรภัทรถอนหายใจเบา ๆ ก่
พิมพ์ดาวก้าวเข้าไปในห้องหอที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างหรูหรา ภายในห้องชุดขนาดใหญ่ของโรงแรมห้าดาว ทุกอย่างถูกตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง เตียงนอนขนาดคิงไซส์ปูด้วยผ้าปูเตียงสีขาวสะอาดตา กลีบกุหลาบสีแดงกระจัดกระจายไปทั่วพื้นผ้า ดวงไฟสีเหลืองนวลส่องแสงให้บรรยากาศโรแมนติกสมกับค่ำคืนแห่งการเริ่มต้นชีวิตคู่แต่สำหรับเธอ ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนี้กลับดู แห้งแล้งปราศจากชีวิตชีวา และไร้ความหมายเสียงปิดประตูดัง "ปัง!" ดึงสติของพิมพ์ดาวให้กลับมาอีกครั้ง เธอหันไปมองชายหนุ่มที่ก้าวเข้ามาหลังเธอ ธีรภัทรถอดสูทออกอย่างไม่ใยดี ก่อนจะโยนมันลงบนโซฟาตัวหรูแล้วเดินตรงไปยังมินิบาร์ เทไวน์รินใส่แก้วอย่างใจเย็น ก่อนจะจิบมันราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเขาไม่แม้แต่จะปรายตามองเธอด้วยซ้ำพิมพ์ดาวยืนนิ่งอยู่กลางห้อง ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้ามา—ความโกรธ ความอับอาย ความเจ็บปวด และความสิ้นหวัง เธอพยายามข่มมันเอาไว้ กำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อของตัวเอง“คุณจะให้ฉันยืนอยู่ตรงนี้ทั้งคืนเลยหรือไง” เธอเอ่ยขึ้นในที่สุด พยายามรักษาน้ำเสียงให้มั่นคงธีรภัทรถอนหายใจเบา ๆ ก่
แสงไฟจากโคมระย้าที่ประดับอยู่กลางห้องบอลรูมหรูหราของโรงแรมระดับห้าดาวส่องประกายระยิบระยับ เสียงพูดคุยหัวเราะของแขกเหรื่อที่มาร่วมงานแต่งดังก้องไปทั่ว แต่บรรยากาศในใจของพิมพ์ดาวกลับว่างเปล่าชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ที่เธอสวมใส่เป็นผลงานจากดีไซเนอร์ชื่อดัง ถูกตัดเย็บอย่างประณีตเพื่อให้เหมาะกับรูปร่างของเธอที่สุด ผ้าลูกไม้เนื้อละเอียดโอบรัดช่วงไหล่ และกระโปรงยาวพริ้วไหวดั่งเจ้าหญิงในเทพนิยาย ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ แต่หัวใจของเธอกลับไม่รู้สึกถึงความงดงามใด ๆ เลยเจ้าสัวพิชิต และคุณหญิงจินดา วรากร ยืนยิ้มรับแขกพร้อมคู่บ่าวสาวอยู่ที่หน้างาน“ทำไมไม่เห็นครอบครัวฝ่ายชายเลยหล่ะ” คุณหญิงพยายามมองหาแต่ก็ไม่พบ จนตอนนี้จะเริ่มงานแล้ว เจ้าบ่าวก็ยังไม่ได้พาแขกผู้ใหญ่มาแนะนำสักคน“เคยได้ยินว่าเขาเติบโตอยู่ต่างประเทศ” เจ้าสัวตอบกลับภรรยา เขาก็รู้สึกไม่ดีที่ครอบครัวฝ่ายชายไม่มาร่วมงาน เหมือนไม่ให้เกียรติกันยังไงยังงั้น“ต่อให้เติบโตอยู่ต่างประเทศ แต่นี้คืองานแต่งลูกชายนะ จะไม่มาร่วมงานกันเลยเหรอ เหลวไหลจริง ๆ” คุณหญิงยังไม่วายบ่นออกมา
พิมพ์ดาวจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้า ราวกับว่าเธอได้ยินอะไรผิดไป“คุณพูดว่าอะไรนะคะ?” เธอถามกลับด้วยน้ำเสียงตกตะลึงธีรภัทรยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจและเจ้าเล่ห์“คุณได้ยินไม่ผิดหรอกครับ ผมเสนอที่จะช่วยเหลือครอบครัวของคุณ แลกกับการที่คุณต้องแต่งงานกับผมเป็นเวลา 1 ปี”“มันไร้สาระ!” พิมพ์ดาวโพล่งขึ้น น้ำเสียงเธอสั่นเครือด้วยความโกรธ “ฉันไม่มีวันแต่งงานกับคุณ!”“ใจเย็นก่อนลูก” เจ้าสัวพิชิตแตะมือเธอเบา ๆ เพื่อให้เธอสงบลง เขาหันไปมองธีรภัทรด้วยสายตาครุ่นคิด“คุณธีรภัทร นี่เป็นข้อเสนอที่ค่อนข้าง…สุดโต่งไปหน่อย”“สุดโต่ง?” ธีรภัทรหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอนตัวไปด้านหน้า วางข้อศอกลงบนโต๊ะ “เจ้าสัวครับ ผมคิดว่าคุณเองก็คงรู้ดี ว่าตอนนี้คุณไม่มีทางเลือกมากนัก”พิมพ์ดาวกัดริมฝีปากแน่น เธออยากเถียงแต่ก็รู้ว่าคำพูดของธีรภัทรไม่ผิดนัก ครอบครัวของเธอกำลังจะล้มละลาย หนี้สินพอกพูน และถ้าไม่มีใครช่วยเหลือ พ่อของเธออาจถูกฟ้องล้มละลาย และ
เสียงล้อเครื่องบินแตะพื้นรันเวย์อย่างนุ่มนวล ปลุกธีรภัทรให้ตื่นจากภวังค์ของความคิด ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำสุดเนี้ยบ นั่งอยู่ชั้นเฟิร์สคลาส ดวงตาคมกริบจับจ้องออกไปนอกหน้าต่าง ภาพของเมืองกรุงเทพฯ ที่เขาจากไปหลายปีปรากฏขึ้นอีกครั้ง“ยินดีต้อนรับกลับประเทศไทยครับ คุณธีรภัทร”เสียงพนักงานต้อนรับเอื้อนเอ่ยอย่างสุภาพ ขณะที่เขาค่อย ๆ ลุกขึ้น จัดเสื้อสูทให้เรียบร้อยก่อนจะก้าวลงจากเครื่องบิน“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะนายธีร์ ” เขาพึมพำกับตัวเอง แสยะยิ้มบางๆ ที่ซ่อนความหมายบางอย่างธีรภัทร อัครเดชากุล หรือ ธีร์ เจ้าของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับแนวหน้าของประเทศ เขาคือลูกชายคนโตของท่านอรรถพล อัครวรเดช อดีตเจ้าของ อัครวรเดชกรุ๊ป กลุ่มธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ที่เคยรุ่งเรือง กับ คุณหญิงมณีรัตน์ อัครวรเดช ชายหนุ่มวัยสามสิบต้น ๆ สูงโปร่ง สมาร์ท และเต็มไปด้วยบารมี เส้นผมสีดำสนิทถูกจัดทรงอย่างเรียบร้อย ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยเสน่ห์แฝงอำนาจ ดวงตาสีนิลนั้นแสนเย็นชา สายตาไม่บ่งบอกอะไรเมื่อมองไปยังผู้คน ทำให้เกิดความน่าเกรงขามอย่างบอกไม่ถู