บนเตียงนอนมีเงาร่างอรชรเปื้อนเลือด
เรือนกายที่กำลังเจ็บปวดกำลังส่องแสงสีทองเรืองรองนัยน์ตาแวววาวสีเขียวมรกตแลดูน่ากลัวผิดแผกแปลกจากมนุษย์
หยูเสวี่ยได้เห็นก็ตกใจนัก
หญิงสาวมิได้ตกใจที่เห็นอีกฝ่ายมีแสงประหลาด รูปลักษณ์เปลี่ยนไป สีผมเปลี่ยนสีตาเปลี่ยนเช่นนั้น หากแต่รู้สึกตกใจที่มีเลือดไหลออกจากปากของโม๋เอ๋อร์ต่างหาก
เป็นไปได้ว่าโม๋เอ๋อร์ต้องพิษ!
ดวงเนตรงามพลันหรี่เล็กแคบแล้วหันไปมองอาหารมงคลบนโต๊ะสีแดงกลางห้อง บนนั้นเหลือเพียงจานเปล่า เพราะโม๋เอ๋อร์กินเข้าไปจนหมด
หยูเสวี่ยพลันเบิกตากว้าง เข้าใจทุกสิ่งในทันใด
หญิงสาวรีบเอื้อมมือไปปลดผ้าม่านรอบเตียงลงอย่างเร็ว เพื่อปกปิดโม๋เอ๋อร์เอาไว้อย่างมิดชิด แล้วเดินมาที่โต๊ะเพื่อเพ่งพิศพินิจมองหมายวิเคราะห์อย่างละเอียด
เป็นไปได้ว่า มีคนต้องการให้พระชายาและรัชทายาทตายด้วยกันในคืนเข้าหอ หลังจากร่วมดื่มและกินอาหารมงคลเหล่านี้
เพื่อผลประโยชน์สูงสุดแห่งขั้วอำนาจราชสำนัก ได้กำจัดรัชทายาทและขั้วอำนาจบ้านโหวในคราเดียว
หรือหากใครคนใดคนหนึ่งตายเพียงฝ่ายเดียวก็สามารถสั่นคลอนขั้วอำนาจได้ไม่น้อย
หากรัชทายาทตายฝ่ายเดียว เป้าหมายคือเล่นงานคนตระกูลโหวและเส้นสายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ด้วยการโยนความผิดให้พระชายาแบกรับ ต้นตระกูลถูกต้องโทษ อำนาจบ้านโหวถูกตัด
แต่หากมีเพียงพระชายาที่ตายไป เป้าหมายคือใส่ร้ายรัชทายาทให้ผิดใจกับตระกูลใหญ่ ลิดรอนตัดทอนขั้วอำนาจได้อย่างสวยงาม
หยูเสวี่ยหรี่ตานิ่งคิดลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม
ถึงแม้ว่ารัชทายาทจะมีนิสัยโหดเหี้ยมตามคำเล่าขาน หากแต่พระองค์คงไม่ทำเรื่องโง่งมเช่นนี้แน่
และอาหารมงคลล้วนถูกส่งมาจากในวัง!
ไม่ว่าผู้ใดจักต้องการให้ตำหนักบูรพาวุ่นวายถึงเพียงนั้น หากแต่ผู้ประสงค์ร้ายย่อมมีอำนาจในราชสำนักไม่ธรรมดาแน่!
ต้องระวังให้มากเสียแล้ว...
หยูเสวี่ยมองทุกสิ่งอย่างกระจ่างแจ้ง นางหาได้ตระหนกตกใจ แต่กลับตรงกันข้าม นางกลับสุขุมเคร่งขรึมมากมีเดียว
หญิงสาวเป็นสตรีที่เฉลียวฉลาดได้มารดาและพี่สาว หากแต่ร่างกายนี้มิได้แข็งแรงสักเท่าไหร่ ออกจะอ่อนแอด้วยซ้ำไป หากไม่มีโม๋เอ๋อร์นางคงตายไปนานแล้ว
เมื่อวิเคราะห์เสร็จก็หันไปมองโม๋เอ๋อร์ที่กำลังรักษาตัวเองอยู่หลังม่านบนเตียงนอน
ตลอดระยะเวลาสามปีที่อยู่ด้วยกันมา ถึงแม้โม๋เอ๋อร์จะพยายามปกปิดพลังซ่อนเร้นของตนเองแล้ว แต่หยูเสวี่ยที่ฉลาดปราดเปรื่องจึงเริ่มสงสัยวันละน้อย
เพราะตั้งแต่ถูกแกล้งให้ตกน้ำจนสลบสิ้นสติ ก็ได้โม๋เอ๋อร์แอบช่วยไว้
ถูกแกล้งให้กินขนมปนเปื้อนยาถ่าย จนเจ็บป่วยนอนซม ก็มีโม๋เอ๋อร์คอยบรรเทา
ยังไม่นับรวมยามที่คนในบ้านจ้องจะหาเรื่องอยู่ทุกวัน ก็มีโม๋เอ๋อร์คอยดูแลสอดส่องคอยช่วยเหลืออย่างลับๆ
นางถูกวางยาพิษในน้ำชา ในอาหาร แม้ไม่ถึงแก่ชีวิตแต่ก็หวิดเสียโฉม แม้แต่รองเท้ายังมีเข็มแหลมซ่อนอยู่ จนนางได้เลือดยามสวมใส่ น้ำในสระบัวก็ตกแล้วตกอีก จนปลาในนั้นแทบจะจำหน้าได้
ทุกครั้งก็มีโม๋เอ๋อร์ลอบยื้อชีวิตอยู่อย่างลับๆ ในห้องหับส่วนตัวที่มิดชิด หาได้โจ่งแจ้งไม่
เรื่องนี้ไม่มีผู้ใดรู้ แม้แต่วั่นหรง เพราะโม๋เอ๋อร์จะคอยหาโอกาสช่วยเหลือในเงามืดก็เท่านั้น และหยูเสวี่ยเองก็คอยปกป้องโม๋เอ๋อร์อยู่เงียบๆ เช่นกัน
ในเมื่อนางที่ถูกกลั่นแกล้งปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนเช่นนี้ การสืบหาต้นเหตุแม้จะทำได้ แต่จำต้องปัดตกไป ด้วยไม่ต้องการให้เรื่องราวบานปลายจนอาจจะมีผลต่อโม๋เอ๋อร์
นางจึงยอมปล่อยเหล่าอนุภรรยาของบิดาและบุตรอสรพิษเหล่านั้นไป มิได้สืบสาวจริงจัง
แต่ละครั้งที่นางคิดจะเอาความ นางก็แค่ให้มารดาเรียกมาปราม แล้วทำทีเป็นเอาเรื่อง เพื่อฟังคำแก้ตัวก็เท่านั้น
ต่อหน้าบิดาที่หูตามืดบอด อนุภรรยาและบุตรธิดาเหล่านั้นล้วนสรรหาคำแก้ตัวได้อย่างไร้ยางอาย
ไม่ว่าจะเป็นเข็มตกใส่รองเท้า ก็กล่าวโทษว่านางไม่ระวังทำเข็มหล่นเอง อาหารมียาถ่ายหรือมีแมลงสาบ จิ้งจกตกใส่ ทำเอานางต้องอาเจียนจนเป็นลม ท่านพ่อและเหล่าอนุก็แย้งว่า สิงสาราสัตว์สารพัดคงตกลงไปเอง
เมื่อเป็นเช่นนั้น นางก็ขออนุญาตท่านแม่ให้สร้างครัวแยกออกมา แล้วนางก็ฝึกทำอาหารกินเอง และไม่คิดจะออกนอกเรือนแม้ครึ่งก้าว ซึ่งท่านแม่ยินดีช่วยเหลือนางอย่างเต็มที่ในเรื่องนี้
นางชื่นชอบการอ่านหนังสือท่องตำรา
เรื่องปีศาจอันเป็นตำนานเล่าขานและจุดจบอันน่าเศร้าของเหล่าปีศาจและอมนุษย์เหล่านั้น นางล้วนเคยผ่านตา
ปีศาจไม่อาจอยู่ร่วมกับมนุษย์ได้ ต่อให้แค่สงสัยว่ามนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่งอาจจะมีปีศาจร้ายควบคุมจิตใจ ก็ยังไม่อาจรอดพ้นการถูกจับกุมอย่างโหดร้าย ถูกจับตัวไปเผาไฟบูชาเทพเพื่อปลดปล่อยสู่นรก
แล้วนับประสาอันใดกับโม๋เอ๋อร์ที่มีพลังเหนือธรรมชาติและรูปลักษณ์ผิดปกติในยามนี้
หยูเสวี่ยจึงไม่เคยมีแม้เศษเสี้ยวความคิดที่จะแพร่งพรายหรือบอกใคร แม้แต่มารดาตน
แน่นอนว่าโม๋เอ๋อร์คือมนุษย์อย่างไม่ต้องสงสัย
นางกับโม๋เอ๋อร์กินนอนด้วยกันมาตลอดสามปี ทุกสิ่งคือตัวตนที่แท้จริง หาได้เสแสร้งไม่ แต่การพลั้งเผลอย่อมต้องมีแรกเริ่มอาหารที่ปนเปื้อน โม๋เอ๋อร์ก็มักจะกินได้อย่างมีความสุข บอกว่ารสชาติดีแม้แต่อาหารที่มีแมลงตกใส่ โม๋เอ๋อร์ยังกินได้หน้าตาเฉย ทั้งยังบอกอีกว่ากินบ่อยตอนอยู่ในป่าใหญ่หลายคราผ่านมา นางที่ถูกแกล้งจนล้มป่วยนอนซมโม๋เอ๋อร์ก็แอบมุดมาใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันเพื่อลอบปล่อยกระแสปราณเย็นช่วยนางยามหลับใหลหลายครั้งเข้า นางก็เริ่มรู้ตัวและเริ่มสงสัยจึงตัดสินใจแกล้งป่วย ทำทีเป็นหลับสนิท เพื่อให้โม๋เอ๋อร์ช่วยเหลือในจังหวะที่โม๋เอ๋อร์ไม่ทันตั้งตัวนางตื่นขึ้นมาแล้วถามตามตรงมิให้หลบเลี่ยง และก็ได้คำตอบตามตรงเช่นกันโม๋เอ๋อร์คือโม๋กุ่ยเสิน เทพปีศาจครึ่งมนุษย์มารดาเป็นเทพปีศาจ ส่วนบิดาเป็นมนุษย์ธรรมดาประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับความรักของทั้งสอง โม๋เอ๋อร์ล้วนเล่าให้นางฟังโดยไม่ปิดบังว่ามารดาถูกกฎสวรรค์ดึงตัวแยกวิญญาณกลับสู่นรกภูมิ สิ้นสลายหายไปกลายเป็นหมอกควันเมื่อครั้งที่ให้กำเนิดโม๋เอ๋อร์ส่วนบิดานั้นกัดฟันเลี้ยงดูโม๋เอ๋อร์ได้เพียงเจ็ดปีก็ตรอมใจสิ้นชีพไปด้วยคิดถึงหญิงคนรักโม๋เอ๋อร์จึงอยู่เพี
แสงแดดยามเช้าลอดผ่านช่องหน้าต่างลงมานางกำนัลอาวุโสและสาวใช้ติดตามอีกสองคนเดินเข้ามาพร้อมอ่างน้ำผ้าสะอาด และเสื้อผ้าแพรพรรณหรูหรา แล้วยืนส่งสายตาแห่งความเจ้าระเบียบตรงมา หากแต่ยังต้องพ่ายให้กับสายตาหยั่งเชิงและไม่ยินยอมให้ใครล่วงล้ำอาณาเขตส่วนพระองค์ หรือความเป็นส่วนตัวของพระชายาหยูเสวี่ยยืนมองทุกคนด้วยอาการนิ่งสงบ สายตาสยบทุกคนได้ไม่ยากเย็นในตำแหน่งสาวใช้คนสนิทของพระชายา นางสามารถทำตัวเย่อหยิ่งน่ายำเกรงได้ ไม่นับว่าแปลกอันใดนางกำนัลและสาวใช้ทั้งหลายจำต้องพ่ายแล้วเดินจากไปจนหมด ไม่กล้าส่งเสียงรบกวนอันใดทั้งสิ้นหลังจากทุกสิ่งถูกจัดวางเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ และอยู่กันเพียงสองคน โม๋เอ๋อร์ที่ยังคงหลับอย่างสบายใจบนเตียงนอนกว้างขวางอบอุ่น ก็ถูกปลุกขึ้นให้มาล้างหน้าแต่งตัว“ขอนอนอีกมิได้หรือ?” หญิงสาวบ่นพึมพำยามถูกมือของหยูเสวี่ยฉุดดึงให้เดินไปเช็ดหน้าบ้วนปาก แล้วนั่งลงตรงโต๊ะเครื่องแป้ง“ไม่ได้ๆ ยามนี้เจ้าเป็นพระชายาแล้ว ต้องออกไปรับการคารวะจากบรรดาอนุชายาของรัชทายาท ตามกฎระเบียบมิอาจหลีกเลี่ยง” หยูเสวี่ยกล่าวเตือนสติอีกฝ่าย พลางช่วยสางผมให้อย่างเบามือโม๋เอ๋อร์ทำหน้ายู่ แต่ก็ไม่คิดขัดข
มีสตรีประมาณสี่คนกำลังนินทาโม๋เอ๋อร์ว่า“เมื่อคืนรัชทายาทไม่ยอมเข้าห้องหอเพื่อร่วมเรียงเคียงหมอนตามพิธี พระชายาจึงเดินออกจากเรือนหอมาอาละวาดและเกิดมีปากเสียงกับรัชทายาทจนร้องไห้วิ่งกลับเข้าเรือนตนแทบไม่ทัน” จบประโยคก็ได้ยินเสียงหัวเราะแว่วหวานเบาๆ“ตื่นเช้ามายังได้ข่าวอีกว่า อาหารมงคลเมื่อยามค่ำคืนเหลือเพียงถ้วยเปล่าออกมา”“เห็นได้ชัดว่า พระชายาเสียใจจนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวกินขนมบนโต๊ะจนหมดไม่มีเหลือ ไม่สนใจพิธีการเลย”“สตรียามเศร้าโศกก็เช่นนี้ การกินเป็นวิธีที่ดีที่สุด”พวกนางนินทาได้อารมณ์เป็นอย่างมาก ทั้งสมเพชและขบขันผสมผสานอย่างลงตัวโม๋เอ๋อร์หาได้ใส่ใจว่าสตรีเหล่านี้จะเสแสร้งคุยเรื่องใดกัน หากแต่สิ่งที่นางสนใจในยามนี้นั้น คือน้ำเสียงที่พวกนางใช้ จังหวะในการพูด เส้นเสียงยามเอ่ย กระแสลมหายใจยามหัวเราะและมิใช่เพียงเสียงหวานแว่วเจื้อยแจ้วของเหล่าอนุชายาเท่านั้นที่โม๋เอ๋อร์สนใจอา...นั่นอย่างไรเล่า! กระแสเสียงเช่นเดียวกับเส้นเสียงกระซิบที่มุมเฉลียงเมื่อคืนเสียงของบ่าวรับใช้ข้างกายของเหล่าสนมชายาเหล่านั้น โม๋เอ๋อร์ก็จำแนกได้เป็นอย่างดี ว่าเสียงใดที่นางได้ยินเมื่อยามค่ำคืนที่ผ่านมา
รัชทายาทหมิงเฉิงอายุยี่สิบห้าปี แต่งบรรดาชายาเข้าตำหนักบูรพาสิบคน มีชายารองและชายาสามครบครันแต่ละนางมีชาติตระกูลมิได้ต่ำต้อย เรียกได้ว่าเป็นคุณหนูสูงส่งกันทุกคนบรรยากาศภายในห้องโถงกลางเรือนชิงเยว่แห่งนี้ จึงเต็มไปด้วยมวลบุปผานานาพรรณที่คล้ายกับมีชีวิตกระนั้นแลดูงดงามหลากสีสันละลานตาด้วยเสื้อผ้าแพรพรรนที่พวกนางใส่ ราวกลีบบุปผาบานสะพรั่งประหนึ่งจะไม่มีวันโรยราเต็มไปหมดมวลผกาผุดพรายแลชั่วร้าย เกิดเป็นป่าบุปผาปีศาจร่านราคีโม๋เอ๋อร์คิดชื่นชมเป็นคำกลอนในใจ ยามพาเรือนร่างระเหิดระหงของตนเดินกรีดกรายนวยนาดเข้ามาในห้องโถงคำว่าปีศาจสำหรับนาง หาใช่คำดูถูกด่าทอ เพราะคำว่าปีศาจไม่มีอะไรไม่ดี แต่ตรงกันข้าม นางรู้สึกชมชอบสตรีเหล่านี้จึงเปรียบพวกนางเป็นปีศาจแสนน่ารัก คำว่าร่านราคีล้วนเป็นคำชมโม๋เอ๋อร์พาเรือนร่างของตนในอาภรณ์สีแดงสดลวดลายหงส์เหินเมฆาเคลื่อน พลิ้วไหวแช่มช้ายามก้าวขาน้อยๆ เยื้องย่างเข้าประตูห้องโถงมาแสงแดดเจิดจ้าส่องตามไล่หลังร่างอรชรของนาง เกิดเป็นภาพมายาราวกับนางเป็นเทพธิดาหงส์เพลิงเจิดจรัสปรากฏในครรลองสายตาของสตรีทุกคนสายตาราบเรียบไร้ระลอกคลื่นของโม๋เอ๋อร์มองกราดทุกคนในห้องโถ
ที่เอ่ยเช่นนี้ก็เพื่อให้หยูเสวี่ยจับสังเกตสีหน้าหาทางจับผิดคนที่คิดวางยานางเมื่อคืนในที่นี้ต้องมีอย่างน้อยหนึ่งคนที่ตกใจกับความแข็งแรงทนทานหนังเหนียวของนาง จนเผยพิรุธออกมาทางสายตาโม๋เอ๋อร์ยังคงเปล่งวาจาวางอำนาจต่อเนื่องว่า “พี่สาวแต่ละคนช่างงดงามบาดตาข้าเหลือเกิน”ในคำพูดประโยคนี้ หญิงสาวจงใจใส่คำว่าบาดตาให้ฟังแล้วรู้ว่า อนุชายาไม่ควรแต่งกายงดงามเกินไป และยิ่งไม่ควรโดดเด่นเหนือพระชายาเอกเยี่ยงนางสายตากลมโตที่นิ่งสงบราวก้นทะเลลึกมองกราดทุกคนไปทั่วอีกครั้ง โม๋เอ๋อร์เห็นอนุแต่ละนางแต่งกายงดงามจริงๆ มิรู้ได้ว่าจักแต่งมาให้ชายใดได้ชม ในเมื่อในห้องนี้ มีแต่สตรีนี่นาดูเถิด...บางคนประโคมใส่เครื่องประดับจนศีรษะเอียง คอแทบหัก บางคนใส่ผ้าโปร่งบางเห็นถึงเนื้อเนียนด้านในโดยไม่สนใจอากาศหนาวเย็นยามเช้า บางคนใส่เสื้อคอลึกโล่งกว้าง มองเห็นเนินอกกลมกลึงล้นทะลัก ลำคอระหงขาวผ่องอา...เป็นไปได้ว่าพวกนางต้องการใส่มาโอ้อวดกันระหว่างสตรี ว่าหน้าอกของข้าใหญ่กว่าหน้าอกเจ้า ลำคอของข้าขาวเนียนกว่าของเจ้า ปิ่นข้าสวยกว่า สร้อยข้ายาวกว่าอืม...ดูๆ ไปแล้ว พวกนางก็งดงามมากจริงๆ มนุษย์เพศเมียเป็นสิ่งที่สวรรค์ประทา
บนตำแหน่งประธานในห้องโถงยังคงมีสตรีงามพิลาศเลิศล้ำในอาภรณ์สีแดงหงส์เหิน นั่งอยู่ด้วยสีหน้าหยิ่งยโสบ้าอำนาจ นัยน์ตาเย็นเยียบกดข่มผู้คน“อ้อ...” โม๋เอ๋อร์ลากเสียงยาวชวนเสียวไส้ แล้วเอ่ยอีกหนึ่งประโยคว่า“เมื่อคืนข้าได้ยินจากปากบ่าวไพร่ว่า รัชทายาททรงไปค้างที่เรือนอนุชายานางหนึ่ง จึงเป็นเหตุให้การเข้าหอเมื่อคืน...”นางหยุดวาจาแค่นั้นแล้วไล่สายตาไปหยุดอยู่ที่สตรีงดงามในอาภรณ์สีชมพูสดใสท่าทางอ่อนหวานมากนางหนึ่ง ซึ่งมีสาวใช้เจ้าของกระแสเสียงกระซิบเมื่อคืนยอบกายอยู่ข้างๆโม๋เอ๋อร์มองไปทางสตรีผู้นั้นนิ่งๆ แล้วเอ่ยออกมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “คงเป็นเรือนพี่สาวท่านนี้สินะ! ริ้วรอยฝากรักตรงลำคอ ช่างงดงามยิ่ง!”ทุกคนในห้องโถงพลันมองตามสายตาของพระชายาเป็นตาเดียวกัน สตรีชุดชมพูถึงกับตกใจนางมีนามว่าฉีซิ่ว เข้ามาในวังแห่งนี้เมื่อสามปีที่แล้ว นับเป็นระยะเวลาถึงหนึ่งพันเก้าสิบห้าราตรี แต่เคยมีโอกาสได้ปรนนิบัติรัชทายาทครั้งหนึ่ง เพียงคืนแรกคืนเดียวที่เข้ามาในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามฉีซิ่วเป็นสตรีที่งดงามมาก วงหน้าละมุนตากิริยาละมุนใจ ผิวพรรณเนียนละเอียดลออ เนื้อตัวหอมกรุ่นเป็นเอกลักษณ์ ท่วงท่ามีจริตแช
ความหมายของนางก็คือ รัชทายาทมิได้ไปหานางก็จริง แต่นางถูกรัชทายาทเรียกให้ไปหา แปลกที่ใดเล่า!ฉีซิ่วลอบคิดในใจอย่างชั่วร้าย หมายข่มขวัญพระชายา ตอกย้ำถึงความโปรดปรานที่ได้รับจากรัชทายาทหมิงเฉิง ต่อหน้าธารกำนัล ตอกหน้าทุกคนหากแต่สิ่งที่ฉีซิ่วไม่รู้คือ ริ้วรอยนั้นล้วนเกิดจากพลังเหนือธรรมชาติของโม๋เอ๋อร์ เพื่อเสริมแผนการคำลวงเปลี่ยนเท็จเป็นจริงโม๋เอ๋อร์นั้นเคยเห็นมาบ้างแล้วถึงริ้วรอยหลังร่วมรัก เพราะว่านายท่านโหวมีอนุภรรยาหลายคน หากเช้าใดเห็นสตรีหลังเรือนมีริ้วรอยพวกนี้ นางจะรู้ทันทีว่านายท่านโหวไปค้างที่เรือนของสตรีนางนั้นจนหมดคืน นางเคยคิดจะไปแอบดูว่านายท่านโหวทำได้อย่างไร ผิวขาวๆ ถึงได้มีริ้วรอยแปลกประหลาด แต่ถูกหยูเสวี่ยห้ามไว้ เฮ้อ!โม๋เอ๋อร์ปล่อยให้เหล่าสตรีตรงหน้าได้สงสัยจนหอมปากหอมคอ จึงส่งเสียงราบเรียบเจือกระแสริษยาบางเบาอย่างสมจริง“อา...เป็นเช่นนั้นหรือ? ข้าให้รู้สึกอิจฉาพี่สาวเหลือเกิน”กล่าวจบก็ระบายรอยยิ้มราบเรียบเย็นชาการพูดจาตรงไปตรงมาเช่นนี้สร้างความรู้สึกหลากหลายให้แก่บรรดาสตรีในห้องโถงเป็นอย่างมากหนึ่งพวกนางคิดว่าพระชายามีนิสัยเถรตรงยิ่งนัก ไม่อาจดูเบาได้สองพระชายาม
ด้านนอกห้องโถงของเรือนชิงเยว่เรือนร่างสูงใหญ่งามสง่าแผ่กลิ่นอายน่าเกรงขามของรัชทายาทหนุ่มกำลังยืนอยู่นิ่งๆ ตรงมุมลับตาห่างจากประตูออกมาไม่ไกลนัก โดยมีองครักษ์คนสนิทยืนอยู่ด้วยกัน สายตาคมปลาบของชายหนุ่มทั้งสอง กำลังพินิจมองสตรีชุดแดงที่ได้รับตำแหน่งพระชายาเอกแห่งตำหนักบูรพาเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาอยู่เงียบๆหมิงเฉิงยืนเอามือไพล่หลังด้วยท่าทางหยิ่งทะนงองอาจทรงพลัง ใบหน้าหล่อเหลามีเพียงความเย็นชา รอบกายมีเพียงกลิ่นอายเย็นเยียบ ยากคาดเดาห้วงอารมณ์อันใดทั้งนั้นหากแต่คนสนิทอย่างหมิงจินย่อมรับรู้ได้ว่าผู้เป็นพี่ชาย เริ่มไม่พอใจในตัวของพระชายาเอกคนงามนางนี้เสียแล้วเวลาผ่านไปเพียงครู่ เหล่าอนุชายาก็ได้รับอนุญาตให้กลับเรือนได้ พวกนางจึงพากันเดินนวยนาดดวงหน้าซีดเผือดออกมาจากประตูห้องโถงทว่าเมื่อมองเห็นรัชทายาทหนุ่ม ดวงหน้างามขาวซีดก็แดงเรื่อทันที แต่ละนางรีบยอบกายทำความเคารพด้วยท่วงท่างดงามแช่มช้อย ทักทายด้วยเสียงหวานฉ่ำ ช้อนตามองหมิงเฉิง อย่างหวานล้ำ ทำท่าเขินอายและยั่วยวนในที แต่เมื่อเห็นสีหน้าเย็นชาพร้อมสายตาฆ่าคนของเขา ก็พากันตัวสั่นเทิ้มถอยร่นไปสายตาคมเข้มมืดดำของหมิงเฉิงหาได้สนใจสาวงามเห
มารดาของโม๋เอ๋อร์หาใช่มนุษย์สามัญแต่เป็นถึงมหาเทพปีศาจ ส่วนบิดานั้นเป็นมนุษย์ผู้หนึ่ง โม๋เอ๋อร์จึงเป็นโม๋กุ่ยเสินครึ่งมนุษย์หลังจากมารดาให้กำเนิดโม๋เอ๋อร์ไม่นาน พลังซ่อนเร้นยามคลอดบุตรจึงมิอาจปิดบัง ในที่สุดก็ถูกเจอตัวจากมหาเทพปีศาจและภูตนรก มารดาจึงถูกจับตัวกลับไปยังสถานที่ที่จากมาเมื่อคนหนึ่งสิ้นสลาย อีกคนก็ไม่อาจอยู่ได้ สิ้นใจตายด้วยเด็ดเดี่ยวตรอมตรม บิดาของโม๋เอ๋อร์จึงตรอมใจตายตามไปหลังจากนั้นเจ็ดปี ทิ้งโม๋เอ๋อร์ให้อยู่เพียงลำพังในป่าใหญ่ พร้อมคำสั่งเสียเฉียบขาดว่าให้โม๋เอ๋อร์อยู่โลกมนุษย์ต่อไป ด้วยรู้ดีแก่ใจว่าบุตรสาวที่เป็นครึ่งมนุษย์เทพปีศาจมิอาจอยู่ที่ใดได้ ไม่ว่าสวรรค์หรือนรก มีเพียงต้องอยู่บนภพมนุษย์เท่านั้นโม๋เอ๋อร์ที่เป็นเพียงมนุษย์ครึ่งปีศาจ หาใช่มหาเทพปีศาจเฉกเช่นมารดา หากถูกสูบลงนรกจักต้องสลายหายไปคล้ายหมอกควัน กายหยาบกายทิพอันใดล้วนไม่อาจเป็นได้ทั้งนั้นและสิ่งสำคัญที่สามารถทำให้โม๋เอ๋อร์ดำเนินชีวิตต่อไปได้ นั่นก็คือห้ามฆ่าใครจนถูกล่วงรู้ตัวตน ผสานอีกสิ่งที่สำคัญเหนือกว่าเพื่อที่นางจะยืนหยัดต่อไปได้ นั่นคือพลังหยินหยาง...โม๋เอ๋อร์ซึ่งเกิดเป็นสตรีมีความอ่อนโยน ความ
“เขามานานแล้วหรือ?” แล้วรู้หรือไม่ว่าข้าไม่อยู่ในห้องประโยคหลังโม๋เอ๋อร์มิได้ถามออกมา ทว่าใช้สายตาสื่อความนัยแทน หยูเสวี่ยย่อมเข้าใจ จึงกระซิบตอบเสียงเบาหวิว“พระชายาทรงอ่อนเพลียจึงนอนหลับไป ขอเวลาเตรียมตัวสักเล็กน้อย”นั่นคือคำตอบที่หยูเสวี่ยตอบขันทีหน้าประตูห้องเมื่อสองเค่อที่ผ่านมา เพื่อสื่อความนัยให้สายตาที่ถูกส่งมาจากโม๋เอ๋อร์เมื่อได้รับรู้คำตอบแล้วเป็นอย่างดี โม๋เอ๋อร์จึงบอกกล่าวให้หยูเสวี่ยพักผ่อนให้หายดีอยู่ที่นี่ ไม่ต้องตามออกมา ประเดี๋ยวจะต้องลมเย็นจนล้มพับไป ก่อนจะทำทีเป็นคนที่ถูกปลุกจากนิทรา ทำหน้าง่วงตาปรือ ยามเปิดประตูห้องออกไปหาบุรุษหนุ่มรูปงามผู้เป็นสามี…ภายใต้แสงเทียนสีเหลืองนวลสตรีในอาภรณ์บางเบาสีแดงสด ขับเน้นเรือนร่างระหงอรชรสมส่วนอวบอูมอิ่มน้ำ ดวงตาหรี่ปรือหวานล้ำเพราะถูกปลุกจากนิทรากลางคัน พลันปรากฏในครรลองสายตาของผู้คนนอกห้องความงดงามประหนึ่งน้ำผึ้งหยาดหยดอยู่กลางเปลวเพลิงแห่งเสน่หาร้อนแรงของโม๋เอ๋อร์ ที่ใครเห็นเป็นต้องตกตะลึงพรึงเพริด แม้แต่ขันทีที่ไร้ซึ่งอารมณ์ซับซ้อนยังลืมหายใจไปชั่วขณะ สาวใช้ที่นั่งเฝ้าอยู่หน้าห้องชั้นนอกยังมองไม่วางตาความเลอโฉมพิลาศล้ำ
เมื่อมองเห็นเรือนร่างสูงใหญ่สง่างามแผ่อำนาจบารมีมากล้นของชายผู้เป็นสามีนอกจากไม่กลัวเกรงหรือตระหนกอกสั่นหวาดหวั่นอันใด โม๋เอ๋อร์กลับรู้สึกดีใจยิ่งนักเขามาหานางถึงในเรือนเชียวหรือ?ชั่วขณะที่หญิงสาวกำลังปลื้มปริ่ม เสียงกระซิบพลันดังจากในมุมมืด“พระชายา...เปลี่ยนชุดก่อน!”เจ้าของเสียงคือหยูเสวี่ย นางรีบเคลื่อนกายเข้ามุมอับพร้อมส่งเสียงเอ่ยเตือนโม๋เอ๋อร์อย่างร้อนรน เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังอยู่ในสภาพชุดดำสนิทเยี่ยงผู้ร้ายเช่นนั้นถึงแม้จะมั่นใจในฝีมืออันชั่วร้าย หากแต่ใครมาเห็นเข้าคงยากจะหลุดพ้นจากการถูกสงสัยเป็นแน่โม๋เอ๋อร์พลันฉุกคิดได้ จึงรีบหมุนกายไปเปลี่ยนชุดสีดำออกแล้วสวมชุดพลิ้วไหวสีขาวบางเบา เห็นเนินอกรำไร ใส่ใจในการยั่วยวนเต็มที่หญิงสาวหมุนตัวอยู่หน้ากระจกหนึ่งรอบ นึกลังเลขึ้นมา ระหว่างชุดสีขาวกับชุดสีแดงใส่ชุดใดดี?ทันใดนั้น โม๋เอ๋อร์ก็คิดได้ นางรีบถอดชุดสีขาวออกแล้วสวมชุดสีแดงที่มีเนื้อผ้าโปร่งบางโล่งใสแทนชุดนี้ช่วยขับผิวขาวดั่งหิมะให้สว่างสดใสไปทั่วเรือนร่าง ราวกับว่าเนื้อนวลเปล่งปลั่งจะทะลุออกมานอกชุดเบาบางได้กระนั้นเรียวแขนขาวผ่องนวลเสลา กระทั่งเรียวขาเนียนกระจ่างยังเห็นได้
เมื่อลงทัณฑ์เจ้าของห้องและสาวใช้จนพอใจ โม๋เอ๋อร์เพียงเปรยเสียงเรียบว่า“จงหยุดสิ่งที่คิดจะทำ หากต้องการอยู่อย่างสงบเฉกเช่นวันวาน...” ความหมายก็คือจงอยู่ในห้องหับห้ามออกมาทำระยำอีกเด็ดขาด!แน่นอนว่า สตรีทั้งสองได้อยู่กันอย่างสงบอย่างที่สุดหญิงสาวกล่าวจบก็อันตรธานหายวูบไป ดั่งปีศาจร้ายภูตผีนรกผุดมาทักทายจากห้วงอเวจีเพียงชั่วครู่สองนายบ่าวพลันสิ้นสติในทันทีเช่นกัน ไม่แน่ว่าตื่นมาอีกทีครานี้ ทุกอย่างในชีวิตอาจจะเปลี่ยนไปโม๋เอ๋อร์นั้น หาได้ล่วงรู้แผนการอันซับซ้อนของสตรีสองนางในเรือนแห่งนี้ไม่ รู้เพียงว่าพวกนางมีความผิดที่บังอาจทำร้ายกันขั้นรุนแรง ถึงขนาดหมายปลิดชีวิตคนเช่นผักปลาคราแรกวางยานางในคืนเข้าหอก็ช่างเถิดแต่หากมองหยูเสวี่ยเป็นเพียงคนไร้ค่า นึกอยากฆ่าก็ฆ่าได้ง่ายๆ โม๋เอ๋อร์จึงไม่อาจออมมือได้หญิงสาวใจดีถอนพิษให้เสี่ยวเถาเพราะไม่ต้องการให้มีการสืบสาวให้วุ่นวาย จนอาจจะพาลมาถึงหยูเสวี่ยและตัวนางที่นั่งร่วมสนทนาในศาลายามบ่ายและเรื่องราวเชื่อมโยงไม่อาจจบสิ้นลงได้ง่าย ต้องถูกสอบสวนประปราย ปราศจากความสงบสุขใดๆทั้งหมดนี้เพราะยาพิษในกายของเสี่ยวเถานั้น อาจจะชักนำให้หยูเสวี่ยถูกลากมาเก
อวี่เยียนและเสี่ยวเถากะพริบตาจนเจ็บร้าว แล้วร่ำร้องแบบไร้เสียงอีกคราว่าปีศาจ!พวกนางทำได้เพียงกรีดร้องในใจอย่างบ้าคลั่ง ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงเปล่งเสียงออกมามิได้โม๋เอ๋อร์ค่อยๆ เยื้องกรายเข้าหาสตรีตีสองหน้าช้าๆนางยกยิ้มเย็นชาแผ่กลิ่นอายเย็นยะเยือกชวนหนาวเหน็บถึงขั้วกระดูกออกมา ดวงเนตรสีเขียวคู่งามเย็นเยียบราวน้ำแข็งตกผลึก พร้อมฝังลึกในครรลองสายตาผู้พบเห็นผู้ได้จับจ้อง เป็นต้องจดจำไปจนวันตายอย่างทรมานรอบกายสีทองเรืองรองแผ่กลิ่นสาบสางน่าสะอิดสะเอียนชวนสะท้านพรั่นพรึงตลบอบอวลไปทั่วห้อง ร่างบอบบางสีแดงเพลิงแผ่กลิ่นอายดำทะมึนราวกับหลุดออกมาจากขุมนรกอเวจีของหลุมที่ลึกที่สุดโม๋เอ๋อร์ในยามนี้ หาใช้พระชายาผู้งดงามอีกต่อไป หากแต่เป็นรูปกายอีกแบบหนึ่ง ซึ่งไม่มีผู้ใดรู้จักทั้งนั้นเส้นเสียงเยียบเย็นลากยาวชวนผวาราวหิมะพันปีบนยอดเขาแทงทะลุเมฆาค่อยๆ ดังออกมาจากริมฝีปากจิ้มลิ้ม“ข้ามิได้ชื่นชอบการฆ่าใคร...”ความหมายของรูปประโยคและการกระทำช่างขัดแย้งกันเหลือเกิน โม๋เอ๋อร์กล่าวจบยังยกยิ้มบริสุทธิ์อ่อนหวานแลดูน่ารัก ทว่ากลับมองแล้วให้ความรู้สึกน่าขนหัวลุกชวนสะพรึงยิ่งนักอวี่เยียนและเสี่ยวเถายิ่งเบิกต
เมื่อได้ยินคำตอบ เสี่ยวเถาถึงกับงุนงง แต่ครู่เดียวเท่านั้น ก็พลันกระจ่างแจ้งในใจ เมื่อร่างกายเริ่มรู้สึกได้ถึงความผิดปกตินางกำลังรู้สึกถึงความทรมานสายหนึ่งเริ่มคืบคลานเข้าใกล้ ภายในเริ่มรุ่มร้อน ฝ่ามือเริ่มสั่นเทา สายตาเริ่มพร่าเลือน“มะ...หมายความว่า...ย่ะ...อย่างไรเจ้าคะ”เสี่ยวเถาพยายามถามอย่างยากลำบาก ลมหายใจติดขัด ลูกนัยน์ตาแดงก่ำเลื่อนจากใบหน้าเจ้านายลงมองขนมและน้ำชาตรงหน้าอย่างตื่นตะลึง เมื่อคำตอบที่ได้รับกลับมาก็มีเพียงรอยยิ้มหวานล้ำและดวงตาฉ่ำเย็นของผู้เป็นนายอวี่เยียนยังคงนั่งมองเสี่ยวเถาอย่างใจเย็น นางวางหนังสือลงแล้วเอียงหน้าน้อยๆ มองสาวใช้คนสนิทอยู่เงียบๆ ท่าทียังคงเป็นปกติเฉกเช่นหญิงสาวผู้เปี่ยมเมตตาปรานีทว่า...เสี้ยวขณะนั้น พลันมีสิ่งไม่คาดฝันบังเกิดอวี่เยียนที่นั่งอยู่บนตั่งด้วยท่าทางดั่งนางพญาผู้รื่นรมย์กลับกระตุกร่างตนจนตัวลอยขึ้นไปบนคานเรือน คล้ายถูกกระชากโดยฝ่ามือปริศนาเสี่ยวเถาที่ร่างกายปวดร้าวกลับค่อยๆ หายปวดระบมอย่างน่าแปลกใจ แต่ยังคงชาหนึบไม่อาจขยับเขยื้อนได้ นางจึงทำได้เพียงใช้สายตาจับจ้องที่นายสาวเบื้องหน้านิ่งงัน มิสามารถเอ่ยอันใดออกมาได้ทั้งนั้นภายในห
คืนนี้จันทรางามเด่น สุกสกาวสว่างไสวไปทั่วนภาพาแสงสีขาวนวลสาดส่องไปทั่วตำหนักบูรพาทว่าเงาดำวูบไวประหนึ่งสายลมวูบผ่านเพียงเสี้ยวเวลา กลับนำความหนาวเหน็บประหนึ่งเป็นคืนเดือนมืดกลางเหมันต์กระนั้นทหารยามที่เดินตรวจตราโดยรอบพลันชะงักเท้าเล็กน้อย รู้สึกขนหัวลุกอย่างไม่ทราบสาเหตุ เมื่อแหงนมองท้องฟ้าก็เห็นดวงจันทร์เร้นดารางดงามดี ดวงโตกลมนวล ตราตรึงยิ่ง!ชื่นชมจันทราเสร็จก็ก้มหน้าเดินยามต่อไป รอบกายล้วนปกติดีทุกอย่าง ไม่มีสิ่งใดผิดสังเกตเลยแม้แต่น้อย แสงนวลจากฟากฟ้าช่วยให้การเดินยามสะดวกดีเหลือเกิน เห็นทุกสิ่งรอบด้านชัดเจนไปหมดด้านนอกหน้าต่างของเรือนชายาสามนามอวี่เยียนทั้งทหารยามและบ่าวไพร่ทั้งหลายเดินทำงานกันตามปกติ ยามนี้ยังไม่ดึกมากนัก หลายคนยังไม่มีสิทธิ์ได้นอนหลับพักผ่อนแต่อย่างใดเจ้าของเรือนนั่งอ่านหนังสือธรรมะด้วยท่าทีสงบปรานีอยู่บนตั่งตัวยาวในจังหวะนั้นเสี่ยวเถาก็รีบรุดเข้าห้องมาแล้วลงกลอนประตูอย่างแน่นหนา ก่อนจะเดินมาปิดหน้าต่างทุกบาน จนไร้ช่องว่างใดภายในห้องส่วนตัวด้านในของเรือน“เป็นอย่างไรบ้าง?” อวี่เยี่ยนถามเสียงเย็นไปทางสาวใช้คนสนิทถึงเรื่องที่ให้อีกฝ่ายไปสืบความเคลื่อนไหวใ
โม๋เอ๋อร์ตกตะลึงยิ่งนัก นางเพียรสังเกตตนเองอยู่ตลอดยามนั่งอยู่ในศาลา ว่าถูกวางยาหรือไม่หากมียาในขนมตัวนางเองย่อมปวดแสบปวดร้อน แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่รู้สึกผิดปกติอันใดมิคาดว่าเป้าหมายกลับมิใช่ตัวนาง หากแต่เป็นหยูเสวี่ยเกินไปแล้ว....ม่านมืดพลันคลี่คลุมในแววตากลมใส ความซื่อบริสุทธิ์พลันอันตรธานหายไปแน่นอนว่าโม๋เอ๋อร์หาใช่สตรีดีงาม ทั้งยังโหดเหี้ยมอำมหิตเกินกว่าใครจักคาดคิดถึงแม้ว่าความสดใสไร้เดียงสานางมีเสมอ ทั้งยังคิดกับผู้อื่นอย่างบริสุทธิ์ใจมากมายหากแต่ต้องมิใช่กับคนที่คิดจะทำร้ายหยูเสวี่ย!หญิงสาวรีบเดินเข้าหาร่างอรชรที่บัดนี้นอนบิดตัวด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าขาวผ่องมีเหงื่อเกาะพราว“เจ้าใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อเหยื่อ!”โม๋เอ๋อร์เอ่ยเสียงต่ำอย่างรู้ทันคนบนเตียงหยูเสวี่ยกัดฟันตอบอย่างติดขัด“ข้า...แค่รินน้ำชา...นานไป...หน่อย”“เจ้าไม่จำเป็นต้องทำถึงเพียงนี้” โม๋เอ๋อร์ยังคงตัดพ้อ“ข้าเชื่อมั่นในตัวเจ้า” หยูเสวี่ยฝืนต่อคำอีกประโยค ก่อนจะบิดตัวเร่าๆ อยู่บนเตียงนอน มีเลือดไหลออกจากดวงตา จมูก ใบหู และปากเดิมทีหยูเสวี่ยคิดพาโม๋เอ๋อร์เดินเที่ยวเท่านั้น เพื่อที่นางจะได้สำรวจพื้นที่ให้ทั่วเข้
เวลาล่วงเลยผ่านไปจนเข้ายามอิ่ว[1] ทั้งหมดจึงได้แยกย้ายกลับเรือนตนคล้อยหลังพระชายาเอกกับสาวใช้คนสนิท อวี่เยียนที่เดินห่างออกมาเล็กน้อยก็ยกยิ้มเย็นเยียบแวบหนึ่ง เสี่ยวเถาเองก็ก้มหน้าหลุบตาเดินตามนายสาวอย่างเยือกเย็นไม่ต่างกัน ทั้งสองลอบส่งสายตาสื่อควายนัยแห่งความเลือดเย็นออกมามีเพียงพวกนางเท่านั้นที่เข้าใจกันและกันเมื่อถึงเรือนส่วนตัว ลึกเข้าไปในห้องชั้นในที่มีเพียงพวกนางสองนายบ่าว เสียงกระซิบกระซาบพลันบังเกิด“สำเร็จหรือไม่?”เส้นเสียงเย็นใสเบาหวิวเอ่ยถามสาวใช้คนสนิททันทีที่เข้าห้องปิดประตูลั่นดาลลงกลอน“เรียบร้อยเจ้าค่ะ” เสี่ยวเถากระซิบตอบ “บ่าวแอบป้ายยาพิษที่ขอบถ้วยน้ำชาของเสี่ยวโม๋ ยามที่นางลุกขึ้นไปรินน้ำชา ต่อให้หลังเกิดเหตุสลดว่ามีสาวใช้ต้องพิษจนตาย และขนมน้ำชาถูกตรวจสอบจนวุ่นวาย ก็หาได้พบสิ่งใดที่ขอบถ้วยไม่ เพราะยาพิษนี้ถูกน้ำชาชะล้างเข้าปากเสี่ยวโม๋ไปแล้วจนสิ้น และผู้ต้องสงสัยย่อมเป็นเจ้าของชากับขนมเจ้าค่ะ”“ดีมาก” อวี่เยียนยกยิ้มหวานเปรยอีกว่า “ข้าสังเกตว่าพระชายามิได้มีสมองสักเท่าไหร่ หากแต่สาวใช้ข้างกายกลับดูเฉลียวฉลาดยิ่งนัก ตัดแขนตัดขาพระชายาไปได้เยี่ยงนี้ ที่เหลือก็ไม่