ตอนที่ 9 ความลับของนางร้าย
หนิงหนิงทดลองใช้กระเป๋าแลกเปลี่ยน ในเมื่อเครื่องสี่เหลี่ยมเปลี่ยนเป็นกระเป๋า หนิงหนิงเลยเรียกแบบใหม่ให้มันเข้ากับสิ่งที่ตัวเองใช้ โดยเริ่มจากต้นไม้ต้นเล็ก ๆ ใส่ลงในกระเป๋า ต้นแรกไม่สามารถแลกเปลี่ยนได้ อาจเพราะต้นไม้พวกนี้คือต้นไม้ทั่วไป ไม่ใช่สมุนไพร การทดลองทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เพราะความรู้เรื่องสมุนไพรหรือต้นไม้ไม่มีอยู่ในหัวเลย เลยต้องสุ่มขุดทั้งรากส่งเข้าไป หากสิ่งไหนแลกได้ก็จะหายไปจากกระเป๋า แต่หากสิ่งไหนแลกไม่ได้ มันจะอยู่แบบนั้นจนกว่าเราจะเอาออก
ต้องลองใช้งานเครื่องเองทุกอย่าง ยิ่งใช้งานยิ่งทำให้แปลกใจมากกว่าเดิม กระเป๋าใบเล็กแต่สามารถเอาต้นไม้ต้นใหญ่ใส่ได้ เหมือนเล็กแค่ขนาดของกระเป๋าเท่านั้นเอง ไม่ว่าสิ่งของจะมีขนาดใหญ่มากแค่ไหน หากสามารถทำการแลกเปลี่ยนได้ กระเป๋าใบนี้จะดูดเข้าเอง โดยไม่ต้องเอาสิ่งของเหล่านั้นใส่ลงไปในกระเป๋า
ที่สำคัญกว่าสิ่งอื่นใด มีสมุดบันทึกและปากกาหนึ่งด้ามเพิ่มมา ให้ได้รู้ว่าแลกอะไรไปบ้าง สิ่งของในช่องว่างมีจำนวนเท่าไหร่ และเหมือนเป็นการเชื้อเชิญให้หาสิ่งของแลกเปลี่ยน เพราะจะมีรูปภาพสิ่งของที่สามารถแลกได้ หากให้เปรียบเทียบเหมือนหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือไอแพด รูปภาพจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ
หนิงหนิงพอจะเข้าใจการทำงานของเครื่อง และรู้แล้วว่าเครื่องนี้ไม่ใช่แค่แลกเปลี่ยนเป็นสิ่งของเพียงเท่านั้น สามารถสะสมคะแนนไว้แลกสิ่งของที่ต้องใช้คะแนนเยอะ และสามารถแปลงเป็นเงินหยวนได้ด้วย วันนี้เธอลองแลกเป็นเงินได้ 1 หยวน กับอีก 5 เฟิน หากเทียบกับเวลาที่ใช้ไปถือว่าได้น้อย แต่พอคิดดี ๆ ในยุคนี้ถือว่ามากแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าเงินจำนวนเท่านี้จะทำให้หนิงหนิงยิ้มหน้าบานเดินกลับบ้านอย่างมีความสุข
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เธอก็ยืนจ้องคนที่หายไปเกือบสามวัน ทั้งที่ตอนแรกกำลังยิ้มหน้าบานที่หาเงินได้ แต่ตอนนี้คนที่เธอไม่อยากเจอดันกลับมาในวันนี้ ดูจากที่เขามองสำรวจเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า หากให้เดาคงไม่เคยเห็นหน้าตาของเธอจริง ๆ เพราะก่อนหน้านี้สภาพเธอมอมแมมมาก หากไม่ได้น้ำวิเศษของภูตน้อยถิงถิงช่วยก็คงไม่เปลี่ยนไปเร็วขนาดนี้
"ผมไม่อยู่เพียงสองคืน ทำให้สาวน้อยหน้าตามอมแมมเปลี่ยนไปขนาดนี้เลยเหรอ" ฉิงหมิงมองสำรวจอย่างไม่ละสายตา เพราะคนตัวเล็กเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด หากบอกว่าแค่อาบน้ำและตัดผมสั้นแล้วเปลี่ยนไป เขาไม่เชื่อเด็ดขาด คนที่ทำงานหนักมาตลอด ไม่มีทางที่จะมีผิวพรรณขาวเนียนละเอียดขนาดนี้แน่นอน และที่สำคัญผ่านไปสองวันเพียงเท่านั้นเอง
"ฉันบอกแล้วว่าฉันสวย" หนิงหนิงเชิดหน้าเดินเข้าบ้านไม่ได้สนใจ อยากมองอยากสำรวจแบบไหนก็ตามใจ หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว
"มันเปลี่ยนเร็วไป ชาวบ้านได้แตกตื่นกันหมด" ฉิงหมิงบอกในสิ่งที่สาวน้อยมองข้ามไป
"เปลี่ยนยังไง ตรงไหน ฉันก็ยังเหมือนเดิม แค่มีเวลาอาบน้ำขัดผิว ก่อนหน้านั้นมัวแต่ทำงาน จะเอาเวลาไหนมาดูแลตัวเอง" เรื่องการแสดงนั้นเก่งอยู่แล้ว แต่เรื่องไหลเอาตัวรอดก็ไม่แพ้เรื่องการแสดง หากไม่ยอมรับซะอย่าง ยังไงก็ไม่สามารถง้างปากเธอพูดได้อย่างแน่นอน
"ภายในสองวัน... ภรรยาเก่งขึ้น" ฉิงหมิงพูดเหมือนไม่ได้ใส่ใจ เขารู้ว่าจับผิดสาวน้อยด้วยวิธีนี้ไม่ได้ เลยปล่อยไปก่อน เขายังมีวิธีอื่นอีกมากที่จะต้อนคนตัวเล็กให้จนมุม
"คุณจะกินข้าวเลยไหม แล้วจะกลับไปเมื่อไหร่" เมื่อเขายอมถอย เธอเลยชวนคุยเรื่องอื่นทันที
ฉิงหมิงเห็นภรรยาเดินผ่านไปก็อยากพิสูจน์อะไรบางอย่างเพิ่ม คนเราจะต้องทำตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด เขาเลยพุ่งเข้าหาคนตัวเล็กทันที โดยคว้าที่คอเพื่อไม่ให้อีกคนดิ้นหลุดไปไหนได้ และมันเป็นอย่างที่เขาคิดไว้ คนตัวเล็กรู้ว่ามีภัยเข้ามาหาตัว เธอรีบเบี่ยงตัวหนี พร้อมกลับหมุนตัวมาเผชิญหน้าอย่างรวดเร็ว
"อุ๊บ!! " ใบหน้าฉิงหมิงเริ่มแดงขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากที่ถูกคนตัวเล็กเล่นงาน
"ไอ้บ้านี่!! คิดจะทำร้ายผู้หญิงหรือไง ฮะ!! " หนิงหนิงหมุนตัวได้ก็เตะเข้ากลางหว่างขา ถึงไม่ได้เตะสุดแรง แต่เชื่อเถอะว่าหากตรงนั้นโดนกระแทกเพียงนิดเดียวก็ทำให้คุณผู้ชายทั้งหลายจุกได้เลยทีเดียว
"คุณทำได้อย่างไร" เสียงที่เปล่งออกมาค่อนข้างเบา จุกก็จุก อยากรู้ก็อยากรู้
หนิงหนิงยืนนิ่ง เพราะสัญชาตญาณเลยทำให้เธอเผลอทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ ถึงจะสะใจที่เห็นคนอีกคนหน้าดำหน้าแดงก็ตาม จริง ๆ แล้วเธอไม่ได้เก่งขนาดนั้น แค่พอเอาตัวรอดได้เท่านั้น หากเจอคนที่เก่งกว่า พวกเขาจะสามารถหลบท่าเตะโง่ ๆ ของเธอได้อย่างแน่นอน นอกเสียจากว่าคนคนนั้นไม่คิดว่าเธอจะทำแบบนั้นได้ ถึงจะโดนเข้าเต็ม ๆ แบบที่สามีเธอเป็นอยู่ในตอนนี้
"คุณเข้ามาแบบนั้น ฉันก็ตกใจ เลยเตะมั่ว ๆ " เมื่อตั้งสติได้เลยเอ่ยตอบอีกคนที่ยังยืนจับอยู่ที่เป้ากางเกงของตัวเอง
"ผมแค่จะโอบกอดภรรยาเท่านั้น" ฉิงหมิงที่ยังจุกก็พยายามที่จะพูดเพื่อเอาตัวรอดด้วยเช่นกัน
"เหอะ!! ใครเขากอดแบบนั้น" เมื่อรู้แล้วว่าคนที่เป็นสามีไม่ธรรมดา ก่อนจะมองจ้องคนที่หน้าดำหน้าแดง พร้อมกับตัดสินใจว่าควรพูดดีไหม หากเดาไม่ผิด เขากำลังจับผิดเธอ หรือเพราะสิ่งของต่าง ๆ ที่เธอนำออกมา หากเป็นเช่นนั้นคนคนนี้ต้องช่างสังเกตมากแน่ ๆ
"ช่วยหน่อย" ฉิงหมิงยื่นมือข้างหนึ่งออกไป หวังให้ภรรยาช่วยเหลือ
"คุณรู้สึกดีขึ้นแล้ว ฉันจะไปเตรียมมื้อเย็น" ในเมื่อว่าเขาจ้องจับผิด มีหรือที่หนิงหนิงจะยื่นมือเข้าไปช่วย หลีกเลี่ยงได้ควรหลีกเลี่ยง
"หึหึ น่าสนุก" ฉิงหมิงหัวเราะกับท่าทางของคนตัวเล็ก แบบนี้มีอะไรให้ตื่นเต้นอีกเยอะเลย
ทั้งสองต่างพากันกินมื้อเย็น อาบน้ำกันเรียบร้อย เตรียมพากันเข้านอน แต่ทั้งสองรู้ดีว่าไม่ได้นอนแน่ ๆ จนกว่าจะคุยกันรู้เรื่อง หนิงหนิงตัดสินใจแล้ว ในเมื่ออีกคนจ้องจะจับผิดอยู่แบบนี้ ไม่มีทางที่จะปิดต่อไปได้ มาถึงขึ้นนี้แล้วก็แค่ยอมรับ ผลจะออกมาเป็นยังไงค่อยว่ากันอีกที
"คุณอยากรู้อะไร" หนิงหนิงเป็นคนเริ่มก่อน
"คุณมีอะไรที่อยากบอกผมไหม" ฉิงหมิงก็ยังหยั่งเชิงคนตัวเล็ก ที่ตอนนี้เห็นหน้าใกล้ ๆ ชัด ๆ และปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ภรรยาตัวน้อยนั้นน่ามองอย่างที่เจ้าตัวบอกไว้ไม่มีผิด
"มีเยอะเลย จนไม่รู้ว่าพูดทั้งคืนจะหมดไหม" บอกไปตามความจริง อย่าว่าแต่เขาที่อยากรู้เรื่องของเธอเลย เธอก็อยากรู้เรื่องของเขาเช่นกัน เพราะเราสองคนยังไม่รู้จักกันดีเลย
"ถ้าอย่างนั้นคุณบอกเท่าที่พอจะบอกได้ แค่ให้รู้จักตัวตนของคุณให้มากกว่านี้ได้ไหม สาวน้อยที่ก้มหน้าทำงาน รู้วิธีการเอาตัวรอดแบบนี้ได้อย่างไร เหมือนไปฝึกมามากกว่าที่จะทำไปตามสัญชาตญาณ" หากเยอะก็ค่อย ๆ บอก ค่อย ๆ เรียนรู้กันไปเรื่อย ๆ อย่างไรเสียก็เป็นสามีภรรยากันแล้ว มีเวลามากมายที่จะเรียนรู้กันและกัน
"ได้ค่ะ แต่คุณก็ต้องบอกเรื่องราวเกี่ยวกับตัวคุณด้วย เพราะจริง ๆ แล้วเราแทบไม่รู้จักกันเลย แต่ต้องมาแต่งงานกัน ในเมื่อที่นี่ทำเรื่องหย่าร้างยากลำบาก ก็คงต้องเรียนรู้กันไป" หนิงหนิงบอกไปตามความจริง เมื่อสังคมยุคสมัยเป็นแบบนี้ เธอจะแข็งข้อเอาแต่ใจก็ไม่ได้ เธอสามารถโอนอ่อนผ่อนตามได้อยู่แล้ว
"คุณยังคิดจะหย่าอีกเหรอ" ฉิงหมิงไม่เข้าใจสาวน้อยคนนี้จริง ๆ ผู้หญิงส่วนมากไม่ต้องการหย่าจากสามี ไม่ว่าจะด้วยเรื่องอะไร การหย่าร้างเหมือนตราบาปที่ผู้หญิงกลัว เพราะสังคมแทบไม่ยอมรับ ไม่ว่าจะสวยมากน้อยแค่ไหนก็ใช้ชีวิตลำบากมาก ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับผู้หญิงที่หย่าแล้ว
"หากคุณรู้ว่าฉันเป็นใคร จะเข้าใจในตัวฉันค่ะ" เพราะรู้ว่าคนยุคนี้เป็นอย่างไร รู้ว่าเขาไม่เข้าใจ แต่สิ่งที่เธอยอมไม่ได้คือการกดขี่ข่มเหง หากแต่งงานแล้วต้องอยู่อย่างยากลำบาก ทุกข์กาย ทุกข์ใจ เธอไม่โอนอ่อนตามยุคสมัยอย่างแน่นอน
หากเธอมีเงินมากพอเลี้ยงตัวเองได้โดยไม่เดือดร้อน คนที่นี่จะรังเกียจไม่ต้อนรับก็ไม่เป็นไร เพราะเธอสามารถทำเรื่องย้ายไปอยู่ที่อื่นได้ หรือจะอยู่ที่นี่เธอก็ไม่สนใจผู้คนอยู่แล้ว มีเงินมีคูปองไม่อดอยากอย่างแน่นอน อีกไม่นานสังคมจะเปิดกว้างกว่านี้แล้ว อย่างไรเสียเธอก็รอดอย่างแน่นอน
"อย่างที่คุณรู้ ผมสมัครไปเป็นทหารตั้งแต่อายุ 18 จนตอนนี้ก็ปลดประจำการมาเพราะบาดเจ็บ ที่ดินผืนนี้คือที่ดินของพ่อและแม่ ซึ่งทั้งสองจากไปตั้งแต่ผมยังไม่ได้ไปเป็นทหาร พอผมตัวคนเดียวมันค่อนข้างอยู่ยาก เลยตัดสินใจไปเข้ากองทัพ" ฉิงหมิงเริ่มเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเองก่อน ที่ลำบากไม่ใช่การใช้ชีวิตเพราะเขาอายุ 18 ปีแล้วสามารถทำงานในหน่วยคอมมูนได้ แต่เพราะอะไรหลาย ๆ อย่าง เขาไม่อยากจะอยู่ที่นี่คนเดียว บ้านที่เคยอยู่กับพ่อและแม่ พอต้องมาอยู่คนเดียวมันทำให้บ้านหลังน้อยอ้างว้างเกินไปที่จะอยู่ต่อตามลำพัง
"เท่ากับว่าคุณตัวคนเดียวเหรอคะ ญาติที่อื่นมีไหม"
"มีแต่อยู่อีกเมืองหนึ่ง และไม่เคยติดต่อกันเลย ตอนที่พ่อแม่ยังอยู่ก็ไม่ได้ติดต่อ คุณสนใจเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ" พอเข้าใจได้ เพราะส่วนมากแล้ว หญิงสาวจะเลือกแต่งงานกับคนที่มีญาติพี่น้อง เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือกัน ส่วนคนที่ไม่มีญาติคอยเกื้อหนุน สาว ๆ จะไม่เลือกแต่งงานด้วย อย่าว่าแต่สาว ๆ เลย พ่อแม่พี่น้องก็ไม่สนับสนุนให้แต่งงานกับคนไม่มีญาติเช่นเดียวกัน
"สนสิ!! ไม่มีนั่นแหละดีแล้ว เคยเข้าใจปัญหาแม่ผัว ไม่ใช่ ๆ แม่สามีลูกสะใภ้ไหม ยิ่งมากคน ยิ่งมีแต่ปัญหา แบบนี้แหละคุยกันง่าย" หนิงหนิงบอกไปตามที่ตัวเองคิดทันที รู้ตัวดีว่าไม่ใช่หญิงสาวในห้องหอที่แม่สามีจะชอบ
ฉิงหมิงไม่คิดว่าตัวเองจะได้ยินคำพูดแบบนี้ มีแต่คนอยากมีแม่สามี มีคนหนุนหลัง นี่คือผู้หญิงคนแรกที่คิดแบบนี้ มันยิ่งทำให้เขาแปลกใจมากกว่าเดิม
"คุณมีความคิดที่แปลก คนที่นี่แม้จะรู้ว่าเรื่องมาก ปัญหามาก แต่หากเป็นครอบครัวใหญ่ ๆ ก็มีแต่คนอยากแต่งเข้าบ้าน" ฉิงหมิงบอกไปตามตรง
"เพราะฉันไม่ได้โตที่นี่ คุณพร้อมที่จะรู้จักโลกของฉันและตัวตนของฉันหรือยังคะ" หนิงหนิงมองหน้าอีกคนอย่างไม่หลบสายตา มันเป็นการวัดใจกันเลยก็ว่าได้ และเธอรู้ดีว่าตัวเองเสียเปรียบ แต่เธอไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้แล้ว ต่อไปก็ขึ้นอยู่กับเขานั่นแหละว่าจะร้ายกับเธอหรือเปล่า แต่รับรองเลยว่าหากร้ายมาเธอก็ร้ายกลับแน่นอน หวังว่าสิ่งที่ถิงถิงบอกจะเป็นความจริง
หนิงหนิงเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้เขาฟัง ถึงมันจะเชื่อได้ยาก แต่เธอก็เลือกที่จะเล่าตามความจริง เธอไม่มีหน้าที่ตัดสินใจแทนเขาว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เธอมีหน้าที่แค่บอกเท่านั้น และถ้าเขารู้ความจริงจะทำให้ตกลงกันได้ง่ายกว่าเดิม เพราะจากสถิติคนที่อาศัยอยู่ด้วยกันในฐานะสามีภรรยา ถึงจะยังไม่รักกัน แต่ความใกล้ชิดอาจทำให้รักกันได้ ในเมื่อตอนนี้ยังไม่มีความรู้สึก หากตัดสินใจแยกทางมันจะไม่มีผลตามมามากนัก
"ที่คุณบอกมานั้นหมดแล้วใช่ไหม มีเรื่องอื่นอีกไหม"
"จริง ๆ แล้วไม่หมดหรอก บอกเท่าที่คุณควรรู้เท่านั้นเอง บอกแล้วว่าเรื่องมันยาว หากให้เล่าเป็นวันคงไม่หมด และบางเรื่องอาจเล่าข้ามไปบ้าง หลง ๆ ลืม ๆ บ้าง อย่าว่าแต่ฉันเลย คุณก็ไม่ได้เล่ารายละเอียดทั้งหมดเหมือนกัน" ธรรมชาติของคนเราไม่มีทางที่จะบอกอีกฝ่ายหมดทุกเรื่อง และยิ่งคนที่เพิ่งรู้จักกัน ยิ่งไม่ควรเปิดปากเล่าเรื่องราวของตัวเองมากเกินไป
"ก็จริง... แต่หากอยากรู้อะไร ถามผมได้" เขามองว่าภรรยาของเขาไม่เหมือนคนอายุ 17 หรือ 18 ปี ความคิดเปิดกว้าง ไม่ถูกชักจูงง่าย ๆ ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เขาเชื่อว่า เรื่องที่ภรรยาของเขาบอกมานั้นคือเรื่องจริง แม้แต่สายตาที่สื่อออกมาก็บ่งบอกว่าที่พูดมาคือเรื่องจริง
"ที่นี่เขาเชื่อเรื่องวิญญาณไหม มีจับไปเผาไหมคะ" หนิงหนิงยังคงถามต่อ กลัวว่าคนคนนี้จะจับเธอส่งทหารแดง
"มีและไม่มี คนเก่าแก่ค่อนข้างที่จะเชื่อ แต่เพราะทางการไม่อยากให้งมงายเลยห้ามเกี่ยวกับเรื่องนี้ คนที่เชื่อเรื่องเทพเซียนก็ยังมี แต่พวกเขาเลือกที่จะเงียบ เพราะหากพูดออกไปแล้วเดือดร้อน เขาก็เลือกที่จะนับถือไว้ในใจ และบางบ้านอาจมีห้องลับทำเป็นสถานที่กราบไหว้บูชา รู้กันแค่ในครอบครัวเท่านั้น"
"แล้วคุณเชื่อที่ฉันบอกไหมคะ"
"เชื่อ เพราะไม่รู้คุณจะโกหกให้ได้อะไร และจากที่ผมรู้มา แต่ก่อนคุณไม่น่าจะเป็นแบบนี้" จริง ๆ แล้วเขามีเหตุผลมากกว่าที่บอกออกไป
"คุณต้องมีเหตุผลมากกว่านั้นแน่ ๆ แค่คำพูดของฉัน ไม่น่าจะทำให้คุณเชื่อได้ง่าย ๆ " ถึงมันจะเป็นเรื่องจริง แต่มันเชื่อได้ยาก และที่สำคัญกว่านั้นเธอแค่บอกเล่า ยังไม่ได้พิสูจน์หรือมีหลักฐานยืนยันในสิ่งที่ตัวเองพูดเลย
"คุณมีความลับ ผมก็มีไม่ต่างกัน แต่เชื่อเถอะว่าผมเชื่อคุณจริง ๆ " ฉิงหมิงยิ้มให้คนตัวเล็กก่อนจะล้มตัวลงนอน
เขานึกอยู่แล้วว่าสาวน้อยของเขาฉลาดมากพอ และก็ใช่!! ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้นที่จับตามอง ภรรยาของเขาก็คงจับตามองเขาเช่นเดียวกัน...
"หากอยากรู้ก็นอนลงมา... ผมจะเล่านิทานให้ฟังก่อนนอน"
ตอนที่ 10 ความลับของคุณสามี"หากอยากรู้ก็นอนลงมา... ผมจะเล่านิทานให้ฟังก่อนนอน"เมื่อได้ยินประโยคนั้นของสามี หนิงหนิงก็รับรู้ได้ทันทีว่าเขาต้องมีอะไรมากกว่านี้แน่นอน วันแรกของการเผชิญหน้าก็คุยกันไม่รู้เรื่อง เพราะเธอไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับที่นี่เลย หากวันนี้ยังคุยกันหรือตกลงกันไม่ได้ มันจะทำให้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันลำบาก"เขยิบนิดหนึ่ง อย่าเบียดมาก" ยังไงก็ต้องนอนรวมเตียง จะได้นอนคุยกันให้รู้เรื่องหนิงหนิงไม่ใช่คนหวงเนื้อหวงตัว สังคมและโลกที่จากมาไม่ใช่แบบนั้น และการทำงานของเธอต้องมีการแตะเนื้อต้องตัวเป็นธรรมดา ถึงแม้ยุคนี้จะตรงกันข้ามกับโลกที่เธอจากมา แต่คนที่นอนร่วมเตียงได้ชื่อว่าเป็นสามี เธอไม่คิดมากเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว จะให้เธอเป็นนางเอกที่แสนดี แยกห้องนอน เธอไม่ทำแน่นอน อากาศหนาวแบบนี้ ไม่มีทางทรมานตัวเองเป็นอันขาด ที่สำคัญเธอไม่ใช่นางเอก เธอคือนางร้ายอันดับหนึ่ง..."หากขยับมากกว่านี้ ผมคงต้องลงไปนอนพื้น" ฉิงหมิงมองคนตัวเล็กที่ใช้สายตากดดันเขา มีอย่างที่ไหนที่ภรรยาคิดข่มสามีแบบนี้ เพิ่งเคยเห็นเนี่ยแหละเมื่อล้มตัวนอนก็พอดี เบียดกันให้อุ่นขึ้น ไม่ถึงกับทำให้อึดอัด และจากที่ดูแล้วสาม
ตอนที่ 11 จับมือลงเรือลำเดียวกันผ่านมาอาทิตย์หนึ่งแล้ว ที่ทั้งสองพูดคุยเปิดเผยเรื่องราวของตนเองและเริ่มใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ทั้งสองตกลงจะอยู่ร่วมกันและศึกษากันอย่างค่อยเป็นค่อยไป ด้วยยุคสมัยและสังคมที่ไม่ได้เปิดกว้าง ทำให้ไม่ได้มีทางเลือกมากนัก และที่สำคัญทั้งสองไม่ได้รังเกียจกัน ค่อนข้างที่จะพึงพอใจกันและกันมากพอสมควร เมื่อเปิดใจพูดคุยเรื่องความลับของแต่ละคนมาขนาดนี้แล้ว เลยลองเปิดใจในเรื่องอื่นด้วยเช่นกัน สำหรับหนิงหนิงมันเหมือนทดลองใช้ชีวิตการมีครอบครัว มีคนอีกคนมาเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวัน นอนด้วยกัน แต่ยังไม่มีอะไรลึกซึ้งไปมากกว่า กอด หอม เพราะตกลงกันไว้แบบนั้น แต่ทุกคืนน้องชายของเขาก็ทิ่มตามร่างกายเธอตลอด ไม่รู้จะตื่นมาทำไมทุกคืน เขาขยับตัวทีไรน้องชายของเขาก็ทิ่มสะเปะสะปะไปทั่ว พอเขาขยับตัว หนิงหนิงต้องรีบยกสองมือมาปิดน้องสาวของตัวเองทันที ไม่ใช่ว่าเธอกลัวเขา แต่เธอกลัวน้องสาวของตัวเองอยากรู้จักน้องชายเขามากกว่า เลยต้องรีบห้ามเอาไว้ไม่ให้ทั้งสองรู้จักกัน ไม่อย่างนั้นคำว่าค่อยเป็นค่อยไปไม่น่าจะมีอยู่จริงแน่นอนวันนี้มีรถขนอิฐแดงมาส่งที่บ้านจำนวนหลายคัน ในตอนแรกฉิงหมิงต้องการเอามา
ตอนที่ 12 แผนที่ไม่ใช่แผน"เรื่องทะเบียนสมรส เรียบร้อยหรือยังครับ" เมื่อมาถึงฉิงหมิงก็พูดธุระของตัวเอง โดยที่ไม่ได้ทักทายเจ้าของบ้านเลยแม้แต่น้อย"จะเรียบร้อยได้ยังไง ในเมื่อเผยหนิงยังไม่ได้ลงชื่อ" หัวหน้าชุมชนตอบกลับอย่างรวดเร็วไม่ต่างกัน คนคนนี้มาใหม่ ไม่รู้ธรรมเนียมเลยหรืออย่างไร การทำงานมันต้องมีค่าน้ำชานิด ๆ หน่อยบ้างไม่ใช่แค่ใช้งานอย่างเดียว"อ้าว หัวหน้าบอกเองไม่ใช่เหรอว่าเรื่องลงชื่อไม่มีปัญหา ยังบอกอีกว่าประทับตราด้วยลายนิ้วมือก็ได้ พอมาวันนี้จะมาบอกแบบนี้คืออะไร" เรื่องนี้คุยตั้งแต่วันแรกแล้ว บอกเองว่าจัดการได้ "ตอนนั้นนึกว่าได้ แต่ตอนนี้ไม่ได้แล้ว รอไปก่อน เข้าเมืองต้องใช้เงิน รอให้มีหลาย ๆ คนยื่นเรื่องค่อยเข้าเมืองทีเดียว" พูดขนาดนี้หากเงินไม่มา ก็รอไปก่อนได้เลย "ถ้าอย่างนั้นผมขอเอกสารคืนทั้งหมดด้วย" ฉิงหมิงตอบด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ "จะไม่ทำแล้วหรืออย่างไร หากอยากได้วันหลังค่อยมาเอา มาถึงจะเอาทันทีทันใดได้อย่างไร ไม่ได้ทำงานให้คนคนเดียวนะ" หัวหน้าหมู่บ้านไม่สนใจทหารที่ลาออกมาอยู่บ้านเพราะบาดเจ็บอยู่แล้ว หายไปตั้งหลายปี พ่อแม่พี่น้องไม่มี ตัวคนเดียว จะมีปัญญาทำอะไรได้ เขามีล
ตอนที่ 13 นางร้ายเข้าเมืองหนิงหนิงเปิดสมุดที่ใช้แลกสิ่งของอย่างสนใจ เพราะตอนนี้มีสิ่งของที่เธออยากได้หลายอย่าง ดีที่สิ่งของแลกเปลี่ยนสามารถแลกได้จากยุคที่เธอจากมาและสามารถแลกสิ่งของที่มาจากยุคโบราณ ซึ่งมันช่างอัศจรรย์มาก นั่นคือหินที่เป็นสี ๆ ที่ระบุว่าเป็น หินแร่ธาตุหากเป็นหินธาตุน้ำจะมีน้ำไหลออกมาตลอด หากอยากได้บ่อน้ำเพียงขุดบ่อลงไปแล้วนำหินไว้ก้นบ่อก็จะมีน้ำไหลออกมาทันที ไม่ต้องขุดจนเจอตาน้ำก็ได้ ซึ่งหนิงหนิงคิดว่ามันดีมาก เพราะหากเธอต้องการบ่อน้ำใช้สำหรับเพาะปลูกพืชมันจะง่ายมาก ไม่ต้องเดินไปถึงลำธารเพื่อตักน้ำ หรือทำทางน้ำไหลให้ยุ่งยาก มันเลยทำให้เธอสนใจสิ่งนี้มาก ๆ เพราะเธออยากเป็นนางร้ายปลูกผักบ้าง อย่างไรก็มีกิน ไม่อดตายแน่ ๆ "ดูเมียจ๋าสนใจเจ้าสิ่งนี้" ฉิงหมิงทำหน้าที่ปิดบ้านพร้อมกับเตรียมตัวพากันเข้าเมือง"จะมีคนมาขโมยไหมคะ" หนิงหนิงไม่ได้สนใจตอบคำถามสามี แต่กลับถามคำถามอื่นแทนพร้อมกับมองไปที่กองหิน กองทราย และอิฐแดง"หากเอาไปก็เอาไปได้ไม่เยอะ และก็รู้ ๆ กันอยู่ว่าในหมู่บ้านนี้ยังไม่มีใครจะต่อเติมบ้าน หากมีคนทำก็เอามาจากของเราทั้งนั้น และที่สำคัญ ภรรยาเก็บไว้ในช่องว่างแทบหม
ตอนที่ 14 นางร้ายกับคุณป้าทั้งห้า"อย่าทำหน้าแบบนั้น ผมแค่เดินเรื่องไว้ตั้งแต่แรกเท่านั้นเอง ผมถึงบอกว่าผมไม่รีบ เพราะเขาไม่ทำให้ ผมก็ทำเรียบร้อยแล้ว" ฉิงหมิงเดินจูงมือภรรยาออกมาข้างนอกเพื่อพาไปอีกอาคารหนึ่ง ที่มีพวกป้าในหมู่บ้านรออยู่"แล้วคุณมีเอกสารได้ยังไง" ทุกอย่างเป็นเอกสารทางราชการทั้งนั้น เขาเป็นทหารปลดประจำการ จะมีของแบบนี้ติดตัวได้อย่างไร"ตอนเย็นวันเกิดเรื่องผมไปบ้านหัวหน้าชุมชนเพื่อแจ้งเรื่อง ในช่วงจังหวะที่เขาเผลอ ผมก็หยิบเอกสารราชการติดมือมาด้วย พอออกจากบ้านหัวหน้า ผมไปหาคุณที่บ้าน แต่ทุกคนกลับไม่ให้เข้าไป พวกเขาจึงคุยเรื่องค่าสินสอด ผมยอมรับว่าไม่ค่อยไว้ใจ เลยต่อรองด้วยการขอลายนิ้วมือของคุณ" ฉิงหมิงหยุดเดิน หันมาพูดและจ้องตากับภรรยา เขาอยากให้ภรรยาได้เห็นว่าสิ่งที่เขาพูดคือเรื่องจริง"สินสอดเหรอ เยอะไหม" หนิงหนิงไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย"ถามมาแบบนี้ ไม่รู้จะตอบว่าแบบไหนเลย... 100 หยวนครับ พ่อคุณเรียกค่าสินสอด 100 หยวน ซึ่งผมยินดีจ่าย แต่ต้องได้เอกสารที่ประทับตราก่อน ก็อย่างที่เห็น ผมได้มาหนึ่งฉบับ โดยที่เขาไม่ถามสักคำว่าผมเอาหนังสือราชการมาจากไหน" ที่เขาไม่ยอมพูดเรื่
ตอนที่ 15 นางร้ายกับโรงขยะหนิงหนิงยืนอยู่หน้าโรงขยะประจำจังหวัดนี้ ไม่เคยคิดว่าตัวเองต้องมาสถานที่แบบนี้ แต่เพราะต้องการหารายได้จึงต้องมาทนกลิ่นที่เหม็นคละคลุ้ง คนที่เดินผ่านไปมาต้องมีผ้าเอามาปิดจมูก คนงานก็เช่นกันหนิงหนิงเห็นคนทำงานแล้วได้แต่เห็นใจ เพราะมันไม่ถูกสุขอนามัยเลย แบบนี้มันจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่ในยุคนี้มันยังไม่มีเทคโนโลยีอะไรเข้ามาช่วย ทุกคนเลยต้องป้องกันตัวเองเท่าที่จะป้องกันได้แต่ที่ไม่เข้าใจคือ... ในยุคนี้มีขยะมากขนาดนี้ได้อย่างไร ทั้งที่บางอย่างยังขาดแคลน แต่กลับมีขยะจำนวนมากสามีบอกว่าทุกคนที่ทำงานที่โรงขยะยินดีที่จะทำ เพราะโรงขยะเป็นหน่วยงานของรัฐ คนทำงานได้สวัสดิการจากรัฐ อย่างที่รู้ ๆ กันอยู่ หากเป็นคนของรัฐ การเป็นอยู่ อาหารการกินจะดีกว่าชาวบ้านทั่วไป"หนิงหนิง เราต้องไปอีกที่" ฉิงหมิงเดินเข้ามาจูงมือภรรยาเพื่อพาไปอีกสถานที่หนึ่ง "คนทำงานที่นี่เขาป่วยบ่อยไหมคะ" หนิงหนิงเดินตามแรงจูงก็ถามเรื่องทั่วไปไปด้วย"ไม่รู้เหมือนกัน แต่เชื่อเถอะว่า พวกเขายอมป่วยบ่อยมากกว่ายอมให้ครอบครัวอดอาหาร" ภรรยาก็ช่างสงสัย เขาไม่เคยมาสถานที่แห่งนี้เลยจะรู้ได้อย่างไร ฉิงหมิงยิ้
ตอนที่ 16 ของที่คนอื่นไม่ต้องการ... กลับเป็นสิ่งของล้ำค่าของนางร้ายเมื่อกลับมาถึงบ้านทั้งสองต่างแยกย้ายกันทำหน้าที่ สิ่งของที่จะใช้แลกเปลี่ยนถูกเก็บไว้ในช่องว่าง ค่อยแลกตอนที่ทั้งสองว่างจากงาน ตอนนี้ต้องทำงานตรงหน้าให้เรียบร้อยเสียก่อนหนิงหนิงเข้าครัวเตรียมมื้อเย็น อาหารเลือกทำอาหารง่าย ๆ กินอิ่มอยู่ท้อง ถึงอยู่ที่นี่จะลำบาก แต่เธอกินได้ทุกอย่าง ไม่ต้องมาคำนวณปริมาณ ไม่ต้องรักษาหุ่น เพราะเธอไม่ได้ใช้รูปร่างหน้าตาที่ต้องดูดีตลอดเวลา เพื่อการทำมาหากินเหมือนแต่ก่อน ตอนนี้เธอได้กินในสิ่งที่อยากกิน มันก็ทำให้มีความสุขไปอีกแบบ ทางด้านฉิงหมิงที่เดินสำรวจบ้านอีกรอบ ตรวจดูสิ่งของต่าง ๆ ว่ายังอยู่ครบไหม และเขาจะเริ่มวางแผนทำงานในวันพรุ่งนี้แล้ว ตรงไหนทำได้จะได้เริ่มทำไปก่อน เขาไม่อยากเสียเวลา ทำอะไรได้ก็อยากจะทำ"เมียจ๋า... มีอะไรให้ช่วยไหม" เมื่อตัวเองเสร็จงานก็เข้ามาในครัวเพื่อช่วยภรรยา หากเป็นผู้ชายหรือสามีคนอื่น น้อยคนนักที่จะเข้าครัวมาช่วยงาน เพราะคนที่นี่จะบอกว่ามันคืองานของผู้หญิง แต่เขาไม่คิดแบบนั้น ยิ่งไปเห็นอะไรที่แปลกใหม่ ยิ่งทำให้เขาคิดไม่ต่างจากภรรยา ขนาดหาเงินภรรยาเขายังทำได้เอ
ตอนที่ 17 นางร้ายกับคนบ้านเดิมผ่านมาอาทิตย์หนึ่งหลังจากที่สองสามีภรรยาได้เดินทางเข้าเมือง ตอนนี้มีบางอย่างเปลี่ยนไป นั่นคือหลังบ้านของหนิงหนิงมีบ่อน้ำใสอยู่สองบ่อ บ่อแรกไว้ใช้สำหรับใช้สอยในบ้าน อีกบ่อไว้สำหรับเลี้ยงปลาและเอาไว้รดน้ำผักและต้นไม้สิ่งของอำนวยความสะดวกหลายอย่างถูกแลกมา สิ่งแรกที่หนิงหนิงแลกมาคือหินแร่ธาตุ ซึ่งเป็นธาตุน้ำ เพราะเธอไม่อยากให้สามีต้องคอยตักน้ำไว้ใช้บ่อย ๆ เพราะบ้านหลังนี้ถูกทิ้งไว้หลายปี สิ่งที่ควรมีก็ยังไม่มี หนิงหนิงเลยต้องการบ่อน้ำส่วนตัวไว้ใช้ในบ้าน หนิงหนิงได้เหรียญจากการแลกสิ่งของในครั้งเดียว หากเปลี่ยนเป็นเงิน เธอจะมีเงินสองถึงสามพันหยวนเลยทีเดียว ซึ่งในยุคนี้ถือว่ามีเยอะมาก แต่ตอนนี้เธอต้องการสิ่งของที่จำเป็นมากกว่า เธอต้องแลกตั้งแต่อุปกรณ์ทำครัว อุปกรณ์ทำสวน และอุปกรณ์ทำมาหากินทั้งหลาย ถึงต้องใช้จำนวนเหรียญเยอะก็ยอมแลก ดีกว่าเข้าไปซื้อในเมือง เพราะมันไม่ได้สะดวก อยากซื้ออะไรต้องใช้คูปอง มีจำกัดจำนวนอีกด้วย หนิงหนิงเลยแลกกับเครื่องแลกเปลี่ยน แลกง่าย ไม่ยุ่งยากตอนนี้เธอมีแปลงผักเกือบสิบแปลง แต่ยังไม่ได้ลงมือปลูกอะไร ได้แต่เตรียมดินไว้ก่อน อีกอย่างค
ตอนที่ 48 บทส่งท้ายห้าปีผ่านไป ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจหรือสุขภาพร่างกายของคนในครอบครัว หลี่อี้สามารถเดินเองได้โดยไม่ต้องใช้ไม้ค้ำยันช่วยแล้ว สามารถช่วยงานลูกเขยได้อย่างสบายซูหรงเป็นคุณย่าและคุณย่าทวดที่แข็งแรงเช่นเดียวกัน รับหน้าที่ช่วยหลานเขยและลูกชายในการดูแลสวนผัก บ่อปลา และโรงเพาะเห็ดที่ตอนนี้ขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิมรัฐบาลเริ่มเปิดให้ประชาชนซื้อขายที่ดินเป็นของตัวเองแล้ว จึงทำให้ครอบครัวของหนิงหนิงซื้อที่ดินเพิ่มเพื่อขยายพื้นที่ทำกิน และตอนนี้ก็เริ่มเปิดให้ทำการค้าได้อย่างเสรีอีกด้วย แต่หนิงหนิงก็ยังทำการค้ากับตระกูลจ้าวเหมือนเดิม เพราะว่าทำกันมาตั้งแต่แรกเริ่ม และเธอเน้นขายส่งมากกว่าขายปลีกหนิงหนิงไม่ได้ย้ายไปอยู่ในเมืองเหมือนคนอื่น ๆ ที่นิยมเข้าไปอยู่ในเมือง เนื่องจากมีการเปิดให้ค้าขายอย่างเสรีแล้ว จึงทำให้คนนิยมย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองเพราะสามารถเปิดร้านค้าขาย คนเลยย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองเป็นจำนวนมาก แต่เธอยังอยู่ที่เดิม บ้านหลังเดิม เธอคุ้นเคยกับที่นี่ เธอชอบที่จะอยู่แบบนี้ มันไม่ได้วุ่นวาย มีแต่คนกันเองและคนในครอบครัวเพียงเท่านั้นส่วนครอบครัวเหอได้ย
ตอนที่ 47 ครอบครัวเราใหญ่มากหนิงหนิงกลับมาอยู่บ้านได้เกือบสองอาทิตย์แล้ว การเลี้ยงลูกของเธอไม่ค่อยวุ่นวายสักเท่าไหร่ เพราะฝาแฝดเลี้ยงง่าย กินแล้วก็นอนอย่างเดียว วันนี้เป็นวันแต่งงานของเหอหยวน ซึ่งคนที่เป็นเถ้าแก่ไปสู่ขอเจ้าสาวก็คือครอบครัวของเธอนั่นเอง แต่งเสร็จก็เข้ามาอยู่รวมกับครอบครัวของเธอ เพราะพวกเขายังไม่ได้สร้างบ้าน ก็เลยยังอยู่ที่บ้านหลังเดิมซึ่งตั้งอยู่ตรงสวนหลังบ้านนั่นเองหนิงหนิงก็ไม่อยากให้ทั้งสามคนออกไปอยู่ที่อื่น หากสร้างบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้วค่อยย้าย แบบนั้นจะสบายใจมากกว่า เพราะอยู่ด้วยกันมานานและรู้ว่าพวกเขาเป็นแบบไหน มันเลยทำให้เธอค่อนข้างเป็นห่วงสามพี่น้องบ้านเหอมากพอสมควร"วันนี้ลูกสาวของพ่อแต่งตัวสวยจังเลย... " ฉิงหมิงเข้ามาในบ้านเห็นเจ้าตัวเล็กใส่ชุดสีแดง บ่งบอกถึงวันมงคล ถึงแม้จะห่อด้วยผ้าห่มหนานุ่ม แต่เขาก็ยังชมลูกสาวอยู่ดี"พาเฟยเฟยออกไปก่อนก็ได้ เดี๋ยวฉันจะตามไปทีหลัง ให้หยางหยางกินนมให้เสร็จก่อน ยังไม่ยอมหยุดกินเลยสงสัยจะหิว" หนิงหนิงก้มมองลูกชายที่กำลังดูดนมไม่ยอมหยุดกินสักที เอาออกก็ร้องจึงต้องปล่อยให้กินต่อ"อย่าดีกว่า... กลัวคนอยากอุ้มเฟยเฟย เดี๋ยวคนสว
ตอนที่ 46 กลับบ้านนับเป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่หนิงหนิงคลอดฝาแฝดชายหญิง ปกติแล้วหลังคลอดเด็กจะพักอยู่ที่โรงพยาบาลไม่เกินอาทิตย์ แต่หนิงหนิงกลับอยู่ถึงหนึ่งเดือนไม่ใช่ว่าร่างกายไม่แข็งแรง ทุกอย่างสมบูรณ์แข็งแรงดีหมด แข็งแรงทั้งแม่และลูก แต่เพราะความเป็นห่วงที่สามีมีให้ทั้งแม่และลูกเลยให้อยู่ที่โรงพยาบาลก่อน เพราะถ้าอยู่ที่โรงพยาบาลยังมีปู่และมีย่าทวดอยู่เป็นเพื่อนอีกด้วยหากให้หนิงหนิงบอกเล่าถึงโรงพยาบาล ก็คงไม่แตกต่างจากโรงพยาบาลเอกชนในโลกที่จากมา หากจ่ายค่ารักษาก็สามารถอยู่ได้นานตามที่ต้องการได้เลย ทั้งที่โรงพยาบาลนี้คือโรงพยาบาลของรัฐ ซึ่งเธอก็ไม่ค่อยเข้าใจระบบการทำงานของพวกเขาสักเท่าไหร่อีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญนั่นคือ รอกลับบ้านพร้อมกับปู่ ซึ่งตอนนี้อาการถือว่าดีขึ้นมาก สามารถช่วยเหลือตัวเอง เดินเองในระยะใกล้ได้แล้ว แต่หากเดินในระยะไกลยังใช้ไม้ค้ำยันช่วยพยุงหมอจึงอนุญาตให้กลับบ้านได้ แล้วค่อยหัดเดินบ่อย ๆ และต้องมาหาหมอตามนัดทุกครั้งเพื่อติดตามอาการ ซึ่งพ่อก็รับปากหมอทุกอย่าง เพราะอยากกลับพร้อมหลานแฝด ไม่อยากอยู่ที่โรงพยาบาลอีกแล้วส่วนลูกฝาแฝดของเธอเป็นผู้หญิงและผู้ชายแฝดพี่เป็
ตอนที่ 45 พวกเรามาแล้ว...เมื่อคนเราตั้งใจทำอะไร จึงเป็นเรื่องง่ายที่มันจะสำเร็จ เจ้าก้อนแป้งที่บอกว่าจะปั้นแล้วเกิดการตื่นเต้นในวันนั้น... ผลออกมาเป็นเจ้าก้อนแป้งที่อยู่ในท้องของคนเป็นแม่ในวันนี้ แต่ไม่รู้ว่าเจ้าก้อนแป้งจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงเท่านั้นเองชายหรือหญิงไม่รู้ แต่ที่รู้ ๆ คนที่แพ้ท้องอย่างหนักกลับเป็นว่าที่คุณพ่อ!!"ไหวไหมคะ" หนิงหนิงเข้ามาลูบหลังสามีที่ตอนนี้นั่งหลับตาพิงกำแพงห้องน้ำอย่างหมดแรง"ขอพักสักหน่อยนะเมียจ๋า ตอนนี้ไม่ไหวจริง ๆ " ฉิงหมิงกอดภรรยาพร้อมกับซุกหน้าไว้บริเวณหน้าอกของภรรยา"ไปนอนบนเตียงไหม" หนิงหนิงเสนอ เพราะเขากินอะไรเข้าไปก็อาเจียนออกมาจนหมด ดูแล้วน่าจะหมดแรง"ต้องไปดูงานก่อน" เพราะวันนี้คือวันที่จับปลาจำนวนมาก เขาอยากไปดูด้วยตัวเอง"ฉันจะไปดูให้ ไม่ต้องห่วง ทนอีกหน่อย เคยได้ยินว่าแพ้ท้องแค่ไม่กี่เดือน" หนิงหนิงปลอบใจสามี เธอไม่รู้หรอกว่าแพ้ท้องเป็นแบบไหน เพราะเธอยังปกติดีทุกอย่าง"คนเราตั้งครรภ์กี่เดือนถึงจะคลอด" ฉิงหมิงหลับตาอยู่แต่ก็ยังถามคำถามที่ตัวเองอยากมั่นใจ... ว่าที่ตัวเองรู้มามันตรงกันไหม"เจ็ดถึงเก้าเดือน แต่ส่วนมากจะคลอดตอนเก้าเดือน แต่บา
ตอนที่ 44 มาเถิดนะ... เจ้าก้อนแป้ง NC+++เมื่อหลายสิ่งหลายอย่างเข้าที่เข้าทางตามที่เคยพูดไว้ก็ถึงเวลาปฏิบัติภารกิจปั้นเจ้าก้อนแป้ง ซึ่งคนที่ตื่นเต้นที่ก็หนีไม่พ้นฉิงหมิง ทั้งที่ทำอยู่แทบทุกวัน แต่วันนี้กลับตื่นเต้นเป็นพิเศษภรรยาบอกว่าหยุดกินยาคุมกำเนิดแล้ว และวันนี้คือวันดี หากอยากมีเจ้าตัวเล็กก็ต้องเป็นวันนี้ เพราะวันนี้คือ วันไข่ตก เขาไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่ รู้แต่ว่าวันนี้คือวันที่เขาต้องปั้นเจ้าก้อนแป้งเท่านั้นเอง ภายในห้องนอนใหญ่ที่ปกคลุมไปด้วยความสลัว ฉิงหมิงนั่งจ้องหน้าภรรยาที่กำลังนั่งอยู่บนเตียงขนาดใหญ่ มันน่าแปลกตรงที่ว่าทุกครั้งเขาไม่เคยกังวล แต่พอถึงเวลาจริง ๆ ทำไมเขาต้องกังวลมากขนาดนี้ก็ไม่รู้"คุณรู้ไหมว่า... หากเครียดมากเกินไป สิ่งที่คุณต้องการมันจะไม่สำเร็จ" ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี คนที่พูดอยู่แทบทุกวันว่าอยากมีลูก แต่พอถึงเวลากลับนั่งจ้องหน้าเธอ ไม่ทำอะไรทั้งนั้น"คุณฟังมาจากไหน จำผิดหรือเปล่า ผมแค่กำลังคิดว่าจะทำท่าไหนดี จะลองท่าไหนก่อน ลูกชายและลูกสาวจะต้องใช้ท่าไหน... ผมกำลังคำนวณและใช้ความคิดเท่านั้นเอง" บอกภรรยาไปแบบนั้น แต่ความจริงแล้วเขากำลังตื่นเต้นเป็
ตอนที่ 43 เข้าที่เข้าทางผ่านมาสามเดือนแล้ว ตั้งแต่วันที่เริ่มแลกเปลี่ยนกับแก๊งวัยรุ่นฟันน้ำนม หนิงหนิงได้ผู้ช่วยตัวน้อยมาคอยช่วยรดน้ำผัก และให้ช่วยงานเล็ก ๆ น้อยๆ เท่าที่พอจะทำได้ หนิงหนิงส่งผลผลิตขายให้กับตระกูลจ้าวไปหลายรอบแล้ว ตอนนี้เธอมีคนมาช่วยงานเพิ่มแล้ว นั่นคือครอบครัวของป้าเหลียน หลังจากวันนั้นที่นัดพูดคุยกัน เธอได้ชักชวนให้มาช่วยงาน โดยมาดูแลที่ดินผืนใหม่ที่ตอนนี้มีแปลงผักและมีบ่อปลาจำนวนมากในหมู่บ้านรู้แล้วว่าหนิงหนิงรับแลกเปลี่ยนสิ่งของ ชาวบ้านก็นำสิ่งของมาแลกเปลี่ยน ถึงแม้จะได้ของเล็ก ๆ น้อย ๆ กลับไป แต่ก็ยังดีกว่าทิ้งไว้แบบนั้น จึงกลายเป็นรายได้อีกทางให้ชาวบ้านได้นำของที่ไม่ได้ใช้แล้วมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินบ้าง อาหารบ้าง"พี่สาว... จะมีโรงเรียนในหมู่บ้านจริง ๆ เหรอ" เหอเหรินถามคำถามนี้มาหลายรอบแล้ว ถามตั้งแต่เช้าก็ยังไม่หยุดถามสักที "ยังไม่แน่ใจ ต้องรอดูว่ายื่นเรื่องผ่านไหม" หนิงหนิงตอบแบบเดิม และตอบคำถามทุกครั้งที่เหอเหรินถาม จนจำไม่ได้แล้วว่าตอบไปกี่ครั้งแล้ว ที่เหอเหรินยังถามคำถามนี้ เพื่อให้เด็ก ๆ ทุกคนได้ยินและได้ฟังคำตอบ เพราะตอนนี้ที่บ้านของพี่สาวไม่ได้มีเธอเป็น
ตอนที่ 42 หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนมวันนี้เป็นวันแรกที่จะทำการแลกเปลี่ยนกับกลุ่มวัยรุ่นฟันน้ำนมทั้งหลาย หนิงหนิงเตรียมเสื้อผ้าไว้หลายชุด เตรียมข้าวปลาอาหาร เครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว เพื่อรอเด็ก ๆ โดยมีเหอเหรินกับเหอหมิงเป็นผู้ช่วยส่วนฉิงหมิงกับเหอหยวนไปช่วยกันทำในงานอยู่ตรงสวนหลังบ้าน เขาต้องรีบจัดการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่โตเร็วกว่าปกติให้เรียบร้อย เพื่อส่งขายให้ตระกูลจ้าวที่จะมารับสินค้าเย็นนี้ ผลผลิตชุดนี้เป็นชุดแรกของปี และเป็นชุดแรกที่มียอดผลผลิตจำนวนมาก ที่น่าอัศจรรย์ใจมากกว่าสิ่งอื่นนั่นคือ.. เห็ดที่ภรรยาเพาะมีจำนวนมาก แม้แต่ภรรยาที่เป็นคนทำยังตกใจกับผลผลิตที่ได้ส่วนคนที่ทำหน้าที่วิ่งเข้าออกหน้าบ้านหลังบ้านนั้นคือย่า เพราะตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่ได้เห็น สิ่งที่เรียกร้องความสนใจย่าได้มากที่สุดคือสวนผักที่อยู่หลังบ้าน บ่อปลา และโรงเพาะเห็ด จากตอนแรกไม่อยากจะมา หลีกเลี่ยงตลอด ตอนนี้กลับกำลังเพลิดเพลิน ไม่อยากกลับไปที่โรงพยาบาลอีกแล้วหนิงหนิงมองย่าทีไรก็ต้องยิ้มตามทุกครั้ง เพราะย่ามีสีหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มอยู่ตลอด พอรู้ว่าจะมีเด็ก ๆ มา ย่ายิ่งชอบใจ เหมือนได้ช่วยเหลือคนอื่นอย่างที่ย่าอยากทำ พอ
ตอนที่ 41 คุณรู้ไหม... คนเราสามารถอดอาหารได้หลายวันเหตุการณ์เติมเชื้อเพลิงปาระเบิดในครั้งนั้น ผลออกมาเป็นเช่นไร หนิงหนิงไม่ได้สนใจรอดูผลงานของตัวเอง เพราะเธอมีงานมากมายที่ต้องทำ คนพวกนี้เล่นสนุกได้เป็นบางครั้ง แต่อย่าเอามาทำให้เสียเวลาชีวิต จะรักกันหรือตีกันก็ตามสบาย เจอหน้าเมื่อไหร่ก็โยนเชื้อไฟให้เมื่อนั้นเท่านั้นเอง"น่าจะเรียกย่าไปร่วมสนุกด้วย... เสียดายจริง ๆ " ซูหรงได้ยินที่หลานสาวเจอกับคนบ้านเดิมทีไรก็เสียดายทุกครั้ง เธอชอบใจที่หลานสาวสู้คน มีการเอาคืน ไม่ยอมให้ใครมารังแกง่าย ๆ "ฉันไม่รู้ว่าจะเจอพวกเขา พอเจอแล้วมันก็นึกถึงตอนที่ตัวเองโดนรังแก เลยไม่สามารถปล่อยผ่านได้จริง ๆ " หนิงหนิงบอกกับย่าพร้อมกับหัวเราะท่าทางการแสดงออกของย่าที่พร้อมสนับสนุนหลาน ทั้งที่หลานสาวจะไปมีเรื่องกับคนอื่น"ระวัง... อาหมิงรู้... " หลี่อี้เตือนลูกสาว เพราะรู้ว่าลูกเขยรักและห่วงใยลูกสาวเป็นอย่างมาก รักมากเกินไปเสียด้วยซ้ำ ความยับยั้งชั่งใจเกี่ยวกับภรรยาไม่มีเลย ไม่เคยเขินอาย อยากกอดรัดภรรยาเวลาไหนก็ทำเลย ไม่ได้สนใจสถานที่หรือสนใจผู้คนรอบข้าง ไม่มีอายใคร ไม่มีเกรงใจหากคิดว่านั่นคือสิ่งที่ลูกเขยเป็นหนั
ตอนที่ 40 สวัสดีน้องสาวสุดที่รักนับเป็นเวลาเกือบเจ็ดเดือนที่พ่อรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล อาการของพ่อดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สามารถขยับขาได้บ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะเดินเองได้ เท่านี้ก็ถือว่าคนไข้ตอบสนองต่อการรักษาแล้วสองสามีภรรยารู้ดีว่าที่อาการพ่อดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดนั้นเพราะอะไร แต่ทั้งสองก็ได้แต่เงียบไว้เท่านั้นเองส่วนอาการของเย่อี้เตอยังไม่เห็นผลอะไรเลย ทั้งที่ตอนนี้มีการรักษาแบบเดียวกัน ต้องยอมรับว่าลูกชายคนโตของเขาเป็นคนที่ฉลาด รู้จักพูด รู้จักเข้าหาคนพอรู้เรื่องคนป่วยอีกคนที่มีอาการดีขึ้น หลีเฟิงเลยเข้าไปคุยกับหมอพร้อมเสนอแนวทางให้หมอช่วยรักษาแบบเดียวกัน จะได้มีการเปรียบเทียบว่า การรักษาแบบเดียวกันสามารถหายเหมือนกันได้ไหมซึ่งตอนนั้นหมอก็ต้องการคนไข้ที่มีอาการแบบเดียวกัน เพื่อเปรียบเทียบ เพื่อหาข้อบกพร่อง เพื่อที่จะได้แก้ไข จึงทำให้เย่อี้เตอกลายมาเป็นคนไข้พิเศษเช่นเดียวกันกับพ่อของหนิงหนิงด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลต่อได้ แต่ถึงอย่างไรก็ยังลำบากอยู่ดี เพราะว่าลูกชายคนโตยังทำงานเพียงคนเดียว แต่ต้องจ่ายค่ารักษาทั้งพ่อและแม่ในส่วนของแม่เลี้ยงนั้นอาการยังเหม