“หึ” โกหกทั้งเพ นางเกลียดเขาเพียงเพราะเขาเป็นชินอ๋องซื่อจื่อ
“พระองค์จะเชื่อที่หม่อมฉันกล่าวหรือไม่ก็แล้วแต่ หม่อมฉันขอตัวเพคะ” นางจะลุกหนี แต่มือใหญ่ของเขาคว้าข้อมือของนางเอาไว้ก่อนจะดึงรั้ง
“เจ้ายังไปไม่ได้”
“ชินอ๋องซื่อจื่อ พระองค์จะเอาแต่ใจเช่นนี้ไม่ได้ พระองค์ไม่มีสิทธิ์มาห้ามหม่อมฉัน” ตัวซวยผู้นี้เหตุใดถึงได้หน้าหนาหน้าทน นางแสดงตัวว่าไม่อยากอยู่ใกล้มากถึงเพียงนี้ ก็ยังดื้อรั้น
“หึ” กล่าวถึงสิทธิ์หรือ หากตอนนั้นนางไม่เอ่ยปฏิเสธคำของฮ่องเต้และบิดาเขาด้วยท่าทางไร้เดียงสา วันนี้เขาและนางก็คงได้กลายเป็นคู่หมั้น
“ปล่อยหม่อมฉันนะเพคะ” ยิ่งนางพยายามแกะมือบุรุษผู้นี้เพียงใด มือนั้นยิ่งกำแน่นจนนางเจ็บ
“หากเจ้าไม่มานั่งคุยกับข้าดีๆ ข้าก็จะจับไว้เช่นนี้” ไม่ยอมปล่อย
“แต่หม่อมฉันเจ็บนะเพคะ” สิ้นเสียงที่นางกล่าวมือใหญ่ก็ปล่อยออกก่อนจะเปลี่ยนมาพันธนาการเอวคอดของนางไว้แล้วรั้งตัวนางให้เข้าไปใกล้มากกว่าเดิม
ตอนนี้จึงกลายเป็นเขานั่งกอดเอวนางที่ยืนอยู่ ใบหน้าของบุรุษรูปงามนิ่งเฉยจนยากจะคาดเดาอารมณ์
“ชินอ๋องซื่อจื่อได้โปรดปล่อยหม่อมฉันเถิดเพคะ หากพระองค์ทำเช่นนี้แล้วมีใครมาเห็นเข้าหม่อมฉันจะเสียหายเอาได้”
“...” ท่าทางนิ่งเฉยของอีกฝ่ายทำให้นางได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันก่อนจะพยายามเค้นน้ำตาเพื่อให้ดูน่าสงสาร
“ได้โปรดให้เกียรติหม่อมฉันด้วยเพคะ” จางชิงหนี่ว์ก้มหน้ามองใบหน้าบุรุษรูปงามแต่ทว่าหยาบคายด้วยดวงตาที่ฉ่ำไปด้วยหยาดน้ำ ท่าทางราวกับดอกสาลี่ต้องฝนของนางทำให้มือใหญ่คลายออก แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อย เขาเปลี่ยนเป็นจับตัวนางให้นั่งลงบนเก้าอี้ตัวข้างๆ มือใหญ่เปลี่ยนมาจับข้อมือนางไว้แทน
‘โถ่เอ๊ย! ไม่คิดจะหลงกลมารยาของสตรีเลยหรือ ใช่สิ...มารยาของข้าจะไปสู้มารยาดอกบัวขาวที่ท่านหลงใหลได้อย่างไร’ นั่นมันดอกบัวขาวชั้นเซียน ไม่ว่าบุรุษมากอำนาจและเก่งกาจเพียงใดก็ยังต้องกลายเป็นคนโง่เง่าตกหลุมพรางมารยาของสตรีเช่นสวี่ลู่ฟาง
“ชินอ๋องซื่อจื่อได้โปรดปล่อยข้อมือหม่อมฉันด้วยเพคะ หม่อมฉันไม่ลุกไปไหนแล้ว”
“อันฉี...เรียกข้าว่าอันฉีก่อน”
“...”
“เจ้าไม่อยากเอ่ยปากก็ไม่เป็นไร นั่งด้วยกันเช่นนี้แหละ”
“เฮ้อ...พระองค์อายุมากกว่าหม่อมฉันหลายปี จะให้เรียกนามเฉยๆ จะดูไม่เหมาะสมนะเพคะ” ชายผู้นี้รุ่นราวคราวเดียวกับพี่ชายนาง หากเรียกเช่นนั้นจะไม่ดูตีสนิทเกินไปหรือ
“เช่นนั้นเรียกข้า พี่อันฉี” จะให้เรียกพี่ชายเช่นเมื่อก่อนคงจะไม่ได้ ในเมื่อเจอกันครานี้เขาไม่ได้อยากเป็นพี่ชายนางแล้ว
“...”
“หากไม่เรียกข้าก็จะจับมือเจ้าเช่นนี้แหละ แล้วคำราชาศัพท์เหล่านั้นก็ไม่ต้องกล่าวให้ยุ่งยาก”
“พี่อันฉีเจ้าคะ ได้โปรดปล่อยมือข้าเถิดเจ้าค่ะ” กล่าวจบก็ลอบกลอกตาขึ้นมองท้องฟ้าครู่หนึ่งพลางต่อว่าตนเองที่ไม่น่าออกจากจวนเลย
จะว่าไปลางไม่ดีตั้งแต่พี่ใหญ่ต้องรีบเข้าวังกะทันหันแล้ว เหตุใดตอนนั้นนางไม่ฉุกคิด
“อืม พูดเช่นนี้ค่อยรื่นหูหน่อย” เขากล่าวและปล่อยมือออกจากข้อมือนางแต่โดยดี
‘รื่นหูจวนท่านน่ะสิ ไปอยู่ให้ห่างจากข้าเลยนะเจ้าตัวซวย’ หากนางเอกรู้เข้าแล้วไม่พอใจ ไปยุแยงตัวร้าย สุดท้ายนางมิต้องถูกสังหารตามเดิมหรือ
พยายามหลีกเลี่ยงมาตั้งเก้าปี เหตุใดถึงได้มาพลาดเอาวันนี้ ไม่น่าเลยจริงๆ ชิงหนี่ว์
“เจ้าจะไม่บอกพี่จริงๆ หรือหนี่ว์เอ๋อร์ ว่าเหตุใดเจ้าถึงกันตัวเองให้ออกห่างจากพี่ ทันทีที่รู้ว่าพี่คือชินอ๋องซื่อจื่อ” น้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยกับคำแทนตัวของเขาทำให้นางขนลุกพลันสั่นสะท้านไปทั้งตัว
“ชินอ๋องซื่อจื่อ...เอ่อ พี่อันฉีได้โปรดแทนตัวเองว่าข้าเถิดเจ้าค่ะ ท่านกล่าวเช่นนี้ข้าไม่คุ้นเคย”
“ตอนเด็กๆ พี่ก็กล่าวกับเจ้าเช่นนี้”
“แต่ตอนนี้เราสองคนเติบใหญ่แล้วเจ้าค่ะ ทำเช่นเดิมคงจะมิเหมาะสม” อีกอย่างห่างเหินกันเก้าปีกว่า หรือจะกล่าวว่าเกือบจะสิบปีก็ได้ จะให้กลับไปเป็นเช่นวัยเด็กคงจะมิได้
แล้วนางก็ไม่อยากแสดงออกถึงความสนิทสนมกับบุรุษรูปงามที่สตรีเกือบทั้งแคว้นหมายปอง
“เหมาะไม่เหมาะ พี่ตัดสินเอง เอาเถิดอย่าได้สนใจผู้อื่นเลย” สักวันหนึ่งนางจะได้คุ้นเคยกับความสนิทสนมนี้
‘หากรู้ว่าจะเติบโตมาเป็นบุรุษเช่นนี้ นางคงไม่พาตัวเองไปใกล้เขาในตอนนั้น’
เพราะนางเอาแต่ลอบด่าอีกฝ่ายในใจจึงไม่ได้สังเกตเห็นแววตาล้ำลึกยากจะคาดเดาของเขา
7อดีตที่ค้างคาของชินอ๋องซื่อจื่อ ย้อนกลับไปเมื่อเก้าปีก่อนตอนนั้นเขาอายุเพียงสิบสองปี ส่วนนางเป็นเจ้าก้อนแป้งอายุห้าขวบปี เขาซึ่งเป็นศิษย์ของท่านราชครูจางเหว่ยสามารถเข้าออกจวนจางได้ราวกับจวนของตนเอง ส่วนหนึ่งก็เพราะชินอ๋องและท่านราชครูจางเป็นสหายกัน จึงย้ายออกจากวังแล้วมาปลูกเรือนอยู่ข้างๆ จวนจาง “พี่ชายท่านเป็นใครหรือเจ้าคะ” “ไปให้พ้น อย่ามายุ่งกับข้า” “รูปก็งามแต่เหตุใดปากถึงได้กล่าววาจาไม่น่าฟัง” สตรีตัวน้อยกล่าวพลางเอานิ้วชี้แตะคางตน ดวงตาที่จับจ้องเขาเต็มไปด้วยความสงสัย ท่าทางน่ารักน่
เนิ่นนานนับเค่อที่เด็กชายแปลกหน้าที่นางไม่รู้จักชื่อนั่งร้องไห้ จนนางเริ่มกลัวเขาจะปวดหัว จึงลุกยืนขึ้นแล้วเข้าไปรั้งศีรษะเขามาพิงตัวนางไว้ก่อนจะโอบกอด “ท่านแม่ของท่าน แท้จริงนางไม่ได้อยากจะทิ้งท่านไปเช่นนี้หรอก แต่เพราะนางเห็นท่านเติบใหญ่เป็นคนที่ดีและน่าภูมิใจ นางจึงหมดห่วง” “ฮือ...” “แม้ว่าตอนนี้นางจะไม่ได้โอบกอดท่านแล้ว แต่นางยังคงอยู่ตรงนี้” เด็กหญิงตัวน้อยชี้ไปที่อกของเขา “ภาพความทรงจำที่ดีงามระหว่างท่านและนางจะไม่มีใครมาลบล้างไปได้ ข้าเชื่อว่านางยังคงมองดูท่านจากที่ตรงโน้น แม้ท่านจะเสียใจแต่ข้าว่านางคงอยากเห็นท่านเติบโตเป็นบุรุษที่องอาจและเก่งกาจ” “ปล่อยข้า
เรื่องราวเกี่ยวกับนางจึงค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของเขาจนกระทั่งได้เจอกันอีกครั้งในวันนั้น... ด้านองค์รัชทายาทที่สวมรอยเดินตามสาวใช้คนสนิทของคุณหนูเจิ้งแทน กว่าเสี่ยวยาจะรู้ตัวก็พาบุรุษที่คุณหนูไม่อยากพบเจอมาหาถึงหน้าเรือนนอน “องค์...” สาวใช้ยังกล่าวไม่ทันจบก็ถูกปิดปากด้วยมือของบุรุษผู้หนึ่งก่อนที่ผู้สูงศักดิ์จะพยักหน้าส่งสัญญาณให้คนของตนพาตัวออกไป ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูจากผู้ที่ยืนอยู่หน้าห้อง ทำให้เจิ้งเข่อชิงรีบสาวเท้าก้าวมาที่ประตูก่อนจะเปิดออกด้วยสีหน้ายินดี รอยยิ้มของนางค้างแข็งไปชั่วขณะเมื่อเห็นว่าคนที่อยู่หน้าห้องหาใช่สตรีที่ตนรอคอย ดวงหน้าหวานแปรเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงไร้รอยยิ้ม
“เรื่องถอนหมั้น...” เจิ้งเข่อชิงกำลังจะกล่าวถึงเรื่องราวที่เขามีสตรีที่พึงใจ แต่เขากลับเอ่ยแทรกขึ้นอย่างเสียมารยาท “ก่อนที่จะกล่าวเรื่องนั้น ขอให้ข้าได้อธิบายเรื่องที่ชาวบ้านพวกนั้นเล่าลือก่อนได้หรือไม่” “เจ้าค่ะ” นางตอบรับพลางรอดูว่าบุรุษผู้นี้จะปั้นเรื่องอันใดขึ้นมาหลอกนางอีก “แท้จริงเรื่องราวไม่มีอันใดเลย วันนั้นข้าแค่ออกไปหาอาหารเลิศรสกินที่โรงเตี๊ยมเหอหยวนกับหลิวเฟิงเหมียน แต่บังเอิญไปเจอน้องสาวของเขาและสหายที่ชื่อสวี่ลู่ฟาง จึงได้ร่วมโต๊ะ ก่อนกลับคุณหนูเมิ่งร่ำร้องให้พี่ชายพาไปซื้อเครื่องประดับ แต่สหายของนางต้องรีบกลับจวน นางจึงขอร้องให้ข้าไปส่งสตรีผู้นั้นที่จวนสวี่ เรื่องราวมีเพียงแค่นี้” เขาก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าเหตุใดชาวบ้านถึงได้เล่าลือไปไกลถึงเพียงนั้น&nbs
8บุรุษเอาแต่ใจ จางชิงหนี่ว์ขยับตัวเล็กน้อยอย่างรู้สึกอึดอัด เมื่อบุรุษที่นั่งอยู่ข้างๆ เท้าคางจ้องมองนางด้วยแววตายากจะคาดเดา “ชินอ๋อง เอ่อ...พี่อันฉีเจ้าคะ ข้าว่าท่านควรปล่อยข้อมือข้าได้แล้ว” จับธรรมดาสามัญนางคงไม่ว่าอันใด หากแต่เขาขยับนิ้วราวกับกำลังลูบไล้ข้อมือนาง ‘บุรุษผู้นี้แท้จริงเป็นคนวิปริตผิดแผก ชอบกินเต้าหู้สตรีหรือนี่’ นางควรจะสงสารสวี่ลู่ฟางดีหรือไม่ “ขออภัยพี่ลืม” เขากล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนจะยอมปล่อยข้อมือนางแต่โดยดี หลังจากสัมผัสผิวนุ่มเนียนของนางจนพอใจ ข้อมือยังนุ่มน่าลูบไล้เช่นนี้ แล้วแก้มพองๆ นั่นจะน่าบีบน่าจุมพิตสักเพียงใด “ข้าคงต้องขอตัวกลับจวนแล้วเจ้าค่ะ หากท่านอยากนั่งรอองค์รัชทายาทต่อก็เชิญตามสบายนะเจ้าคะ” “...” เมื่อเห็นตัวซวยที่ตนไม่อยากอยู่ใกล้ นิ่งเงียบ นางจึงลุกขึ้นแล้วเดินกลับไปที่โถงงานเลี้ยงเพื่อบอกลาเจ้าของจวน มางานเลี้ยงจวนเขาอย่างไรก็ควรจะมีมารยาทจะไปจะมาต้องบอกกล่าวไม่ให้เสียชื่อวงศ์ตระกูล ไม่รู้ว่าเจิ้งเข่อชิงจะเป็นอย่างไรบ้าง องค์รัชทายาทผ
“นี่ท่าน ลอบเข้าจวนข้าอีกแล้วนะเจ้าคะ” ตั้งแต่เขาให้ความร่วมมือรีบพานางกลับจวน นางรู้สึกได้ว่าแท้จริงเขาไม่ได้น่ากลัวดังเช่นที่เจอกันในวันแรก พรึ่บ บุรุษในอาภรณ์สีดำกระโดดลงจากต้นไม้ สองเท้าแตะพื้นอย่างสวยงาม “วันนี้เจ้าแต่งตัวงดงามถึงเพียงนี้ ไปเที่ยวเล่นที่ใดมา” “ข้าไปงานปักปิ่นของสหายมาเจ้าค่ะ” “สหายเจ้าก็ปักปิ่นแล้ว เจ้าเล่าเมื่อใดจะปักปิ่น” “อีกไม่นานเจ้าค่ะ” “ข้ามาร่วมงานได้หรือไม่” “ขออภัยที่ข้าต้องปฏิเสธ” หากเขามา นางจะให้คำอธิบาย
‘ข้าจะรอดู’ คนที่คิดเข้าข้างตนเองไปไกลกล่าวพลางซ่อนรอยยิ้มไว้ในสีหน้าอย่างแนบเนียน “เรื่องที่เจ้าต้องการปรึกษาข้ามีเพียงเรื่องเกี้ยวบุรุษ?” “มีอีกหนึ่งเรื่องเจ้าค่ะ” “กล่าวมา...” “หากวันหนึ่งท่านพึงใจสตรีผู้หนึ่งเข้า แล้วข้าไปทำให้คนรักของท่านไม่ถูกใจ ท่านจะสังหารข้าตามที่นางต้องการหรือไม่” “เหตุใดข้าต้องสังหารเจ้าเพื่อนางด้วย” มันคือคำถามอันใดกัน เขาไม่เข้าใจ “ตอบข้ามาสิเจ้าคะ ว่าท่านจะสังหารข้า ตามคำขอของสตรีที่ท่านรักหรือไม่”&n
“มาจากเขา แต่ข้าให้ท่านพ่อส่งคืนไปแล้ว เหตุใดมันถึงมาอยู่บนหัวข้า” เจิ้งเข่อชิงครุ่นคิดก่อนที่นัยน์ตาหงส์จะเบิกกว้างอีกครั้ง ต้องเป็นตอนนั้นแน่ๆ ที่เขาช่วยประคองไม่ให้นางตกจากเก้าอี้ตอนนั้นนางรู้สึกตึงๆ บนหัว แต่ก็ไม่ได้คิดอันใดเพราะคิดว่าปิ่นที่ปักอยู่หลายอันอาจจะไปชนโดนเขา ‘น่าชังนักโจวเฟยหลง’ นางปฏิเสธอย่างชัดเจนก็ยังดื้อดึงที่จะมอบให้ “เช่นนั้นเราจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ” “เก็บไว้ในหีบ หากถึงเวลาข้าจะส่งคืนเขาด้วยตนเอง” หากหมดพันธะต่อกันนางจะรีบส่งคืนให้เร็วที่สุด ไม่กี่วันต่อมาคุณหนูเจิ้งก็มาเยือนจวนจางเพื่อชักชวนให้นางไปเยี่ยมหวังเยว่ฉิงท
“บ่าวไม่พูดแล้วก็ได้ แต่หากพรุ่งนี้โดนคุณชายใหญ่ต่อว่า บ่าวไม่รู้ด้วยแล้วนะเจ้าคะ” สิ้นเสียงสาวใช้คนสนิท คุณหนูจางลุกขึ้นนั่ง “ข้าอ้อนแค่คำสองคำ พี่ใหญ่ก็ใจอ่อนแล้ว เจ้าอย่าได้บ่นเลย ไปนอนเถิด” นางกล่าวจบก็ล้มตัวลงนอน “คุณหนู! เฮ้อ...” จื่อรั่วร้องเสียงหลงด้วยความตกใจก่อนจะถอนหายใจออกมาเมื่อเห็นว่าแท้จริงคุณหนูแค่หลับไป “เช่นนั้นบ่าวจะนอนเฝ้าท่านอยู่ตรงนี้นะเจ้าคะ” สิ้นเสียงกล่าวคุณหนูที่คิดว่าหลับไปแล้วก็ใช้ศอกชันตัวขึ้นมองสาวใช้แล้วตอบกลับ “ไม่ต้อง เสียงกรนของเจ้าจะทำให้ข้านอนไม่หลับ” จางชิงหนี่ว์กล่าวจบก็ล้มตัวลงนอนอีกครั้ง “คุณหนู!” จื่อรั่ว
“เจ้าคิดว่าชิงหนี่ว์จะถูกหลี่เฉียงล่อลวงหรือไม่” “...” “เจ้าหลี่เฉียงนั่นพึงใจนาง” “หากมีใจให้นางมากถึงเพียงนี้ ข้าว่าเจ้าควรแสดงออกให้มากหน่อย หากมัวแต่นิ่งเฉย นางคงหลงใหลไปกับบุรุษอื่นเข้าสักวัน” “ชินอ๋องซื่อจื่อ องครักษ์ของท่านฝากคำกล่าวมาขอรับ” องครักษ์คนสนิทขององค์รัชทายาทเดินเข้ามาทูลรายงาน “รีบกล่าวมา” “คุณหนูจางเมามาย หลานชายเถ้าแก่เนี้ยจึงต้องประคองขึ้นรถม้าพาไปส่งถึงจวน” “ว่าอย่างไรนะ”&nbs
“เช่นนั้นก็รับปากข้ามาสิเจ้าคะ ว่าจะไม่สังหารข้าไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม” คุณหนูจางยกมือเช็ดน้ำตาที่มีน้อยนิดด้วยท่าทางน่าสงสาร “ได้ๆ พี่รับปาก พี่สาบานว่าจะไม่สังหารเจ้าไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม” “ขอบคุณเจ้าค่ะ ข้าจะได้สนทนากับท่านอย่างสบายใจเสียที” “ชิงหนี่ว์ เรื่องราวความฝันมันก็เป็นแค่ความฝัน มิใช่ความจริง พี่จะสังหารเจ้าเพื่อผู้อื่นได้อย่างไร” “...” “หากเจ้าไม่ได้ฝันเรื่องราวเหล่านั้น พี่ขอถามเจ้า ว่าเจ้าลังเลหรือคิดเปลี่ยนใจจากตัวซวยผู้นั้นหรือไม่” “ไม่เจ้าค่ะ เพราะอย่างไรสิ่งที่ข้าต้องการท่านก็ให
17 เมามายสุราหรือกลิ่นน้ำส้ม ในที่สุดงานประชันบุรุษก็ถูกจัดขึ้น มีบุรุษรูปงามที่นางไม่ทราบว่ามาจากที่ใดเข้าร่วมประชันมากถึงสิบคน การขายเทียบเพื่อเข้าชมก็หมดเกลี้ยงตามที่คาดการณ์ ส่วนนางก็สามารถหลบมุมวาดภาพบุรุษได้นับสิบภาพเลยทีเดียว งานในครั้งนี้จึงเรียกได้ว่าคุ้มค่ายิ่งนัก “งานทั้งหมดสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีต้องขอบคุณชิงหนี่ว์ และเสี่ยวเฉียง” “ข้าก็ต้องขอบคุณพี่สาวหยุนซือเช่นกันเจ้าค่ะ ที่จัดงานนี้ขึ้นมา” นางกล่าวก่อนจะยกสุราขึ้นจิบ “นั่นมันสุรานะชิงหนี่ว์” หลานชายของเถ้าแก่เนี้ยจะห้ามแต่ไม่ทันเสียแล้ว คุณหนูจางยกสุราเทใส่ปากทีเดียวหมดจอก “มีเรื่องน่ายินดีก็ต้องฉลองด้วยสุราสิเจ้าคะ” นางกล่าวพลางหยิบกาสุรามาเทใส่จอกตนเองเพิ่ม “เช่นนั้นก็อย่ากินให้มาก ประเดี๋ยวจะเมามาย” “ได้เจ้าค่ะ” นางรับคำก่อนจะคีบอาหารรสเผ็ดร้อนเข้าปากอย่างอารมณ์ดี ภาพวาดที่วาดได้วันนี้
“ไม่ดีเจ้าค่ะ” จางชิงหนี่ว์รีบตอบกลับ นั่นยิ่งไม่ดีใหญ่หากท่านปู่ทราบเรื่องนี้เข้า นางมิต้องรีบแต่งเข้าตำหนักเขาภายในสามวันเจ็ดวันหรือ “เช่นนั้นพี่จะไปส่งเจ้า” “ขอบคุณเจ้าค่ะ” นางตอบรับก่อนจะเบือนหน้าหนี สายตาพราวระยิบระยับนั่นช่างทำให้จิตใจนางว้าวุ่น ขอให้นางได้เจรจากับบุรุษผู้นั้นก่อนได้หรือไม่ ยามค่ำคืนไร้แสงจันทร์ มีเพียงแสงดาวระยิบระยับที่ส่องแสงอยู่บนท้องฟ้าที่มืดมิด เงาสองสายเข้าห้ำหั่นกันอย่างไม่คิดออมมือ แรงปะทะทำให้ต้นไผ่หักโค่น “ที่แท้บุรุษที่จับจ้องสตรีของข้าเป็นเจ้านี่เอง” “
“มีข่าวลือถึงเรื่องนี้เช่นกันขอรับ จะว่าไปหลานชายเจ้าของร้านที่เดินเข้าออกร้านซือซือผู้นั้น มีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกับองค์รัชทายาทแคว้นสือเจ้านะขอรับ” “ตอนที่ชิงหนี่ว์เข้าไปในร้านขายภาพซือซือ หลานชายเถ้าแก่เนี้ยผู้นั้นอยู่หรือไม่” “คนของเรากล่าวว่าไม่มีใครออกไปไหนนอกจากเถ้าแก่เนี้ยหยุนซือ” สิ้นเสียงขององครักษ์คนสนิท ชินอ๋องซื่อจื่อที่ยืนอยู่เมื่อครู่เดินออกจากครัวไปแล้ว ‘ท่านอ๋องน้อยอาภรณ์ท่านเปื้อนผงแป้งอยู่นะขอรับ’ ซานเทียนคิดก่อนจะรีบติดตามผู้เป็นนายไป นัยน์ตาดำที่จับจ้องสตรีตรงหน้าฉายแววอ่อนโยน มือใหญ่คีบอาหารที่สั่งให้พ่อครัวของตำหนักตระเตรียมอย่างกะทันหัน
“ไม่เข้าใจจริงหรือ ต้องรอเข้าหอกันก่อนหรือไม่จึงจะเข้าใจ” กล่าวจบเขาก็แสร้งจะกดตัวนางลงกับพื้นรถม้า “ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” นางรีบกล่าวรัวเร็วเลิกแกล้งใสซื่อก็ได้ ที่ผ่านมาต้องแกล้งไม่รู้และพยายามถอยห่างเพราะกลัวตัวร้ายที่เข้าหานางในนามบุรุษสวมหน้ากากจะรู้เข้าแล้วมาทำร้ายนาง “ถึงแล้วขอรับ” “เข้าใจแล้วก็ดี เอาล่ะ ไปกินข้าวกันเถิด” เขากล่าวก่อนจะปล่อยนางออกห่าง บุรุษร่างสูงออกมายืนนอกรถม้ารอนาง ‘ท่านอ๋องน้อย อาภรณ์ท่านด้านหลัง’ ขันทีหยวนที่ออกมาต้อนรับผู้เป็นนายกล่าวพลางส่งสัญญาณบอก “...” เขาพยักหน้าพลางใช้มือปัดคราบผงแป้งที่เปื้อนอาภรณ์ด้านหลังก่อนจะจัดอาภรณ์ให้เรียบร้อยยา
16 เบื้องหลังของขนมกุ้ยฮวา ด้านคุณหนูจางที่เดินออกมาจากร้านขายภาพวาดก็พบเข้ากับชินอ๋องซื่อจื่อ ในคราแรกนางคิดจะเดินเลี่ยงไปแสร้งทำไม่เห็น แต่เขาดันหันมาเห็นจึงต้องทักทายไปตามมารยาท “คารวะชินอ๋องซื่อจื่อเจ้าค่ะ”&n
หลังจากผ่านพ้นงานหมั้นขององค์รัชทายาท พี่ใหญ่ของนางก็ทำงานหนักยิ่งกว่าเดิม เพราะนอกจากจะมีพิธีอภิเษกสมรสแล้วฮ่องเต้จะทำการสละบัลลังก์จึงมีบัญชาให้มีการแต่งตั้งฮ่องเต้พระองค์ใหม่ เรียกได้ว่าสหายของนางแต่งเป็นพระชายาได้เพียงไม่กี่ชั่วยามก็ต้องกลายเป็นมารดาของแผ่นดิน ด้วยเหตุนี้นางจึงมีเวลามากมายที่จะเดินทางไปเตรียมการจัดงานประชันบุรุษที่ร้านขายภาพซือซือ “พี่สาวหยุนซือไม่อยู่หรือเจ้าคะ” นางเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าคนที่เดินไปมาในร้านเป็นหลานชายของพี่สาว “นางออกไปตลาดประเดี๋ยวกลับมา” “เช่นนั้นเอาไว้ข้าจะมาใหม่อีกครั้ง” ไปร้านผ้าก่อนก็ไม่เสียหาย “น