ย้อนกลับไปเมื่อสามปีก่อน
แคว้นเหลียว
แคว้นเหลียวเป็นหนึ่งในสี่แคว้นใหญ่แห่งแผ่นดินจงหยวน ปกครองด้วยราชวงศ์ลู่มานานหลายศตวรรษ และในยุคปัจจุบันที่แคว้นเหลียวเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด นำโดยการปกครองของลู่ฮ่องเต้และเซียวฮองเฮาและองค์รัชทายาทผู้เป็นพระอนุชาร่วมอุทรนามว่า ‘ลู่เฟยหรง’ องค์รัชทายาทผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ นำทัพรบนำชัยชนะมาทุกสมรภูมิศึกและภายใต้การช่วยออกว่าราชการของลู่อ๋องอีกแรง
แม้ว่าจะมีสี่นักปกครองที่เก่งกาจ แต่กุนซือที่สำคัญประจำพระวรกายของฮ่องเต้คือใต้เท้าเฟิ่ง อัครมหาเสนาบดีคู่พระทัยตั้งแต่อดีตฮ่องเต้รัชกาลก่อนจวบจนรัชกาลปัจจุบัน เขามีบุตรสาวที่ทั้งงดงามและฉลาดปราดเปรื่องกับฮูหยินเอกนามว่า ‘เฟิ่งหรั่น’ ยอดบัณฑิตหญิงแห่งแคว้น ศาสตร์ความรู้ทั้งหกแขนงที่คุณหนูสกุลใหญ่ร่ำเรียนกัน นางสามารถร่ำเรียน
จนแตกฉานได้อย่างรวดเร็ว
ภายในจวนอัครมหาเสนาบดีเงียบสงบร่มรื่น เสียงบรรเลงพิณดังมาจากเรือนของคุณหนูใหญ่ของจวนอย่างเฟิ่งหรั่น หญิงสาวในชุดผ้าไหมปักดิ้นลวดลายงดงาม คอเสื้อขลิบด้วยลวดลายดุจปีกจักจั่นสีทองอ่อน กำลังนั่งดีด
บรรเลงพิณอย่างสบายใจท่ามกลางบรรยากาศของจวนอันร่มรื่น
“คุณหนูเจ้าคะ ชาอู่หลงเจ้าค่ะ” จิงเจียว สาวรับใช้คนสนิทวางถาดน้ำชาบนโต๊ะลายหินอ่อนอันประณีต มองดูเจ้านายของตนเองบรรเลงพิณอย่างเพลิดเพลิน
ใบหน้างดงามของเฟิ่งหรั่นเป็นความงดงามที่ได้จากธรรมชาติอย่างลงตัว ทั้งคิวเรียวที่โก่งดุจคันศร นัยน์ตากลมโตหวานประดุจผลท้อสุก ใบหน้างดงามที่ขาวนวลเปล่งปลั่งและงามยิ่งนักยามแสงอาทิตย์สาดส่องราวกับอาทิตย์อุทัย เรือนผมสีดำขลับที่ถูกรวบตึงครึ่งหัวและปล่อยสยายยาวกลางแผ่นหลัง แพขนตาที่หนางอนยาวตามธรรมชาติเมื่อเสริมกับเครื่องประทินโฉมยิ่งส่งเสริมให้นางงดงามชวนมองยิ่งนัก
ริมฝีปากแดงระเรื่อระบายยิ้มอ่อนๆ อย่างมีความสุขยามนางบรรเลงพิณจบลง ฝ่ามือเรียวยกชาอู่หลงขึ้นจิบเบาๆ ด้วยท่วงท่าสง่างาม ก่อนจะมองสาวใช้คนสนิท
“ท่านพ่อเล่า?” นางถามถึงบิดาทันที
จิงเจียวยิ้มตอบ “นายท่านเดินทางเข้าวังตั้งแต่เช้าเจ้าค่ะ เห็นว่าวันนี้ฝ่าบาททรงเรียกพบใต้เท้าเป็นการส่วนตัว”
แต่ไหนแต่ไรมาบิดาของนางเป็นถึงยอดกุนซือคู่พระวรกายของฮ่องเต้มาถึงสองรัชกาลด้วยกัน การที่ครั้งนี้ฝ่าบาททรงเรียกท่านพ่อของนางเข้าเฝ้าก็คงมีราชกิจสำคัญเป็นแน่ ถึงได้ทรงเรียกท่านพ่อของนางที่อายุมากแล้วเดินทางเข้าวังแบบเร่งด่วนเช่นนี้
“ได้ยินว่าองค์รัชทายาทจะเสด็จยาตราทัพกลับมาวันนี้ หลังจากที่ได้รับชัยชนะเหนือจงโจวเจ้าค่ะ” จิงเจียวเอ่ย ประหนึ่งนางเป็นผู้ส่งสารคน
สำคัญของสกุล
เฟิ่งหรั่นขมวดคิ้วเล็กน้อย คิ้วเรียวชนเข้าหากันเพียงนิด องค์รัชทายาทเสด็จทำศึกที่จงโจวนานนับปี วันนี้ทรงได้รับชัยชนะแล้วอย่างนั้นหรือถึงได้รีบกลับเมืองหลวงมาอย่างกะทันหัน
“พระอนุชากลับมาทั้งที ฝ่าบาทคงมีพระประสงค์จะตบรางวัลและจัดงานเลี้ยงฉลองได้รับชัยชนะเหนือจงโจวมาอย่างแน่นอน” เฟิ่งหรั่นกล่าว อย่างไม่ค่อยใส่ใจนัก แม้ตนเองจะเคยเข้าไปในวังชั่วคราวเพราะต้องเข้าเฝ้าฮองเฮากับไทเฮา แต่ก็พบเห็นองค์รัชทายาทเพียงนับครั้งได้ และครั้งล่าสุดที่นางเจอเขาคือตอนที่เขากำลังจะไปออกรบที่จงโจว นางยังจำได้ไม่ลืมสายตาคมปลาบยามจดจ้องมาที่นาง สายตานั้นแฝงไปด้วยความนัยบางอย่างที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อ
แต่กับลู่อ๋อง พระอนุชาอีกองค์ของฮ่องเต้อันประสูติจากไท่เฟยซู่เจาอี๋ กลับมีความสนิทสนมชิดเชื้อกับนางเป็นอย่างยิ่ง เนื่องด้วยสมัยเด็กนางมักตามมารดาไปถวายการรับใช้ไทเฮาอยู่บ่อยครั้ง ทำให้มีโอกาสได้พบกับลู่อ๋องหรืออ๋องเก้าจนกลายเป็นสหายกัน ยามที่เขาว่างจากราชกิจเมื่อใดเป็นต้องส่งคนมามอบของดีๆ มีค่าให้กับนางทั้งนั้นจนนางเกิดความรู้สึกประทับใจ
ยามที่บิดาของนางกำลังลำบากเพราะถูกฮ่องเต้ทรงตำหนิ ก็ได้ลู่อ๋องที่ช่วยเจรจาผ่อนหนักให้กลายเป็นเบา ความสัมพันธ์ระหว่างนางและลู่อ๋องจึงพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ ความสนิทสนมระหว่างนางกับลู่อ๋องเป็นที่เล่าขานกันไปทั่วทั้งวังหลวง ว่านางอาจจะได้เป็นพระชายาเอกของอ๋องเก้าที่หญิงสาวมากมายทั่วแคว้นต่างหมายปอง
“พี่หญิง...” เสียงหวานของเฟิ่งอี้ดังขึ้น นางคือน้องสาวร่วมอุทรของ
เฟิ่งหรั่น ใบหน้าที่ละม้ายคล้ายคลึงกันหลายส่วน แต่ทว่าสิ่งที่แตกต่างกันคือแววตา เฟิ่งหรั่นมีแววตาที่สุขุมเยือกเย็น แฝงไปด้วยความหยิ่งยโสทะนงตน แต่กลับกันเฟิ่งอี้มีแววตาที่ซุกซน อ่อนหวาน ดูน่าค้นหานัก นางกับน้องสาวผู้นี้ต่างกันแค่เพียงนิดเดียวจริงๆ
“อี้เอ๋อร์” เฟิ่งหรั่นละมือจากพิณยิ้มอ่อนหวานให้กับน้องสาวที่มาเยือน
เฟิ่งอี้นั่งข้างๆ พี่สาวอย่างสนิทสนม “พี่หญิงทราบหรือยังเจ้าคะ วันนี้องค์รัชทายาทจะเสด็จกลับมาจากจงโจว ฝ่าบาททรงมีพระประสงค์จะจัดงานเลี้ยงที่วังคืนนี้”
เฟิ่งอี้อดตื่นเต้นดีใจแทนไม่ได้นัก เนื่องด้วยงานเลี้ยงในคืนนี้ครอบครัวของนางคือแขกพิเศษของฮ่องเต้ที่จะได้เข้าร่วมงาน หากเป็นเช่นนั้นแล้วนางคงมีโอกาสได้เข้าเฝ้าลู่อ๋องเป็นแน่ ว่ากันว่าลู่อ๋องนั้นรูปโฉมงามสง่านัก นางที่เพิ่งกลับมาจากซีโจวแม้จะเคยพบลู่อ๋องในวัยเยาว์ แต่ตอนนี้นางอยากรู้นักว่าเขาจะเปลี่ยนแปลง หล่อเหลาจนนางตกตะลึงเพียงใดกัน
“ตกลงว่าเจ้าอยากไปร่วมงานเลี้ยง หรือว่าอยากเจอท่านอ๋องกันแน่” เฟิ่งหรั่นขมวดคิ้วถาม น้องสาวของนางมักเป็นเช่นนี้เสมอ มีเรื่องดีใจอันใดก็ไม่เคยเก็บอาการเอาไว้ แต่กลับมาเล่าให้พี่สาวอย่างนางฟังทุกครั้ง
เสียงกระแอมไอของฮูหยินใหญ่ของจวนดังขึ้น สองสาวพี่น้องละจากการสนทนาลุกขึ้นยืนรับผู้เป็นมารดาที่เป็นฮูหยินเอกของจวนสกุลเฟิ่ง
“ท่านแม่” พวกนางทั้งสองย่อกายกล่าวคำนับมารดาพร้อมกัน
เฟิ่งฮูหยินนั่งลงข้างๆ เฟิ่งหรั่นกุมมือบุตรสาวคนโตอย่างอ่อนโยน
ท่ามกลางสายตาอันจับจ้องของเฟิ่งอี้ที่แฝงด้วยความรู้สึกบางอย่าง
“ท่านแม่มาพอดีเลยเจ้าค่ะ ลูกกับพี่หญิงกำลังคุยกันเรื่องงานเลี้ยงคืนนี้อยู่เลย” เฟิ่งอี้กล่าวขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มกว้าง
“พวกเจ้านี่ก็ตื่นเต้นเกินเหตุจริงเชียว รักษาหน้าท่านพ่อเจ้าบ้าง”เฟิ่งฮูหยินเอ็ดบุตรสาวคนเล็กเบาๆ เฟิ่งอี้สีหน้าเจื่อนลงเมื่อโดนมารดาตำหนิ
“ท่านแม่อย่าตำหนิน้องสาวเลยเจ้าค่ะ นางยังเด็ก นานๆ ทีจะมีงานเลี้ยงรื่นเริงแบบนี้ อีกทั้งองค์รัชทายาทได้รับชัยชนะกลับมาก็ย่อมเป็นเรื่องน่ายินดีเป็นธรรมดา อย่าตำหนิน้องเลยเจ้าค่ะท่านแม่” เฟิ่งหรั่นกล่าวกับมารดา นางส่งยิ้มน้อยๆ ให้กับเฟิ่งอี้เป็นเชิงว่าอย่าตำหนิท่านแม่ในใจเลย
“งานเลี้ยงนี้มีแต่เชื้อพระวงศ์ชั้นสูงและครอบครัวชนชั้นสูงไปร่วมงานจำนวนมาก พวกเจ้าคิดทำสิ่งใดต้องคำนึงถึงหน้าของท่านพ่อเจ้าให้มากๆ ยิ่งนายท่านมีศักดิ์เป็นถึงกุนซือและอัครมหาเสนาบดีด้วยแล้ว ยิ่งต้องทำตนให้สงบเสงี่ยม...” เฟิ่งฮูหยินกล่าวเตือนบุตรสาวทั้งสองด้วยความเป็นห่วง โดยเฉพาะเฟิ่งอี้ที่นางเป็นห่วงมากกว่าใครๆ ทั้งหมด
ในบรรดาสตรีทั้งหมดของจวนอัครมหาเสนาบดีมีบุตรธิดาจำนวนมาก ส่วนใหญ่ล้วนเกิดจากอนุภรรยาทั้งสิ้น และแต่ละนางล้วนมีบุตรีที่ย่อมต้องการชิงดีชิงเด่นกับบุตรสาวของนางจำนวนมากเช่นกัน แต่ทว่าโชคดีนักที่
บุตรีทั้งสองเป็นที่โปรดปรานของฮองเฮาและไทเฮา จึงไม่ค่อยมีปัญหาที่จะให้พวกบุตรีอนุภรรยามาคอยชิงดีชิงเด่นได้
“เจ้าค่ะท่านแม่” เฟิ่งอี้รับคำสีหน้าเจื่อน
“งานนี้ท่านอ๋องเก้าก็เสด็จด้วย พวกเจ้าเก็บอาการกันหน่อยล่ะ” เฟิ่งฮูหยินเตือนบุตรสาวทั้งสอง โดยเฉพาะบุตรสาวคนโตที่มีความสนิทสนม
กับลู่อ๋องมาตั้งแต่เยาว์วัย
เฟิ่งอี้กล่าวพลางกลั้วหัวเราะกลบเกลื่อน
“ท่านแม่เจ้าค่ะ ท่านแม่คงต้องเป็นห่วงพี่หญิงมากกว่า นางสนิทสนมกับท่านอ๋องมากกว่าใครทั้งหมดอีกนะเจ้าคะ”
ไม่รู้ว่าเฟิ่งหรั่นคิดไปเองหรือไม่ ถ้อยคำของเฟิ่งอี้เมื่อสักครู่ราวกับประชดประชันนางเสียอย่างนั้น แต่ด้วยความที่ตนเองเป็นพี่สาวจึงไม่อยากคิดมากกับวาจาอันเมื่อครู่ของผู้เป็นน้องสาวนัก เฟิ่งอี้นางยังเด็กมาก บางทีก็พูดโดยที่ไม่ทันได้ไตร่ตรองออกมาก็ได้
“ถ้าเช่นนั้นลูกกับอี้เอ๋อร์จะไปเตรียมตัวก่อนนะเจ้าคะท่านแม่” เฟิ่งหรั่นหันมาหาเฟิ่งอี้พร้อมกับคลี่ยิ้มบางๆ
เฟิ่งอี้กล่าวรับ “นั่นสิเจ้าคะท่านแม่...ไปกันเถิดพี่หญิง”
กองทัพของลู่เฟยหลงเดินทางมาถึงหน้าประตูพระราชวังหลวงแคว้นเหลียว หลังจากได้รับชัยชนะจากจงโจวเขาก็ไม่รีรอที่จะกรีธาทัพกลับมาเมืองหลวงทันที ด้วยตนเองไม่เห็นเหตุจำเป็นอันใดที่จะต้องลงหลักปักฐานตั้งค่ายทัพอยู่ที่นั่น แค่เพียงให้องครักษ์คนสนิททำหน้าที่ตรงนั้นแทนก็เพียงพอแล้ว เขาคิดถึงใครบางคนที่อยู่แคว้นเหลียว เกือบหนึ่งปีแล้วที่เขาไม่ได้เจอนางเลย
คืนนี้ เขาจะได้เจอนางไหมนะ...
ทหารทั้งหมดนั่งคุกเข่าถวายบังคม เปิดทางให้ลู่เฟยหลงควบอาชาเข้าไปด้านในวังหลวง เหล่าบรรดานางกำนัลแรกรุ่นที่มองเห็นภาพองค์รัชทายาทผู้เป็นพระอนุชาในฮ่องเต้ ต่างก็ซ่อนรอยยิ้มเขินอายของพวกนางเอาไว้ ท่าทีงามสง่าไม่แพ้ท่านอ๋องเก้าขององค์รัชทายาททำให้พวกนางต่างไม่กล้าสบสายพระเนตรคมปลาบและพระพักตร์หล่อเหลายามควบอาชาอย่างผึ่งผายเช่นนี้
สายพระเนตรคมทอดมองออกไปยังเบื้องทิศตะวันออก สถานที่ตั้งของตำหนักคุนหนิงซึ่งเป็นที่ประทับของฮองเฮาผู้เป็นพี่สะใภ้ ในแทบทุกวันนางในดวงใจของเขามักจะมาเข้าเฝ้าฮองเฮา เขาจากนางไปถึงหนึ่งปีเต็ม ไม่รู้ว่าตอนนี้นางจะเป็นเช่นไรบ้าง
กงกงประจำพระองค์ของลู่ฮ่องเต้กุลีกุจอ กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาหาลู่เฟยหลงที่อยู่บนอาชาสีดำตัวใหญ่ เขาคือรุ่ยกงกง หัวหน้าขันทีประจำวังหลวง
“องค์รัชทายาท ขอต้อนรับกลับพะยะค่ะ ฝ่าบาทกำลังเสด็จรอพระองค์อยู่ด้านในตำหนัก...” รุ่ยกงกงเอ่ยอย่างนอบน้อมพร้อมรอยยิ้มแสดงความจริงใจ
ลู่เฟยหลงพยักหน้าตอบเล็กน้อย เขาแทบกล่าววาจากับผู้คนนับคำได้ ชายหนุ่มกระโดดลงจากหลังอาชาสีดำแล้วส่งสายบังเหียนให้ทหารม้านำไปที่คอกม้าหลวง ตนเองจัดคอเสื้อให้เรียบร้อยดูดีก่อนจะเดินนำรุ่ยกงกงเข้าเฝ้าพระเชษฐา[1] ของตน
ตำหนักชิงเทียน
บัดนี้ลู่ฮ่องเต้กับเซียวฮองเฮา ซึ่งเป็นภรรยาคู่พระทัยกำลังสนทนากันอยู่บริเวณศาลาของตำหนักชิงเทียน ซึ่งเป็นตำหนักที่ใหญ่ที่สุดในวังหลวง รองลงมาจึงเป็นตำหนักคุนหนิง ตำหนักคังเฉวียนและตำหนักบูรพาตามลำดับ
ลู่เฟยหลงคำนับทั้งสองพระองค์อย่างนอบน้อม สายตาของเขาไม่เห็นไทเฮาผู้เป็นพระมารดาสักนิด เขาคาดเดาได้ว่าพระมารดาคงกำลังโกรธเคืองเขาเป็นแน่ที่ต้องออกรบนานแรมปีเช่นนี้ ลู่ฮ่องเต้ทรงคลี่ยิ้มบางๆ ฝ่ามือหนาวางจอกชาลงแล้วเดินเข้ามาจับไหล่ของพระอนุชา[2] อย่างสนิทสนม
“ถวายพระพรฝ่าบาท พี่สะใภ้” ลู่เฟยหลงประสานมือคำนับทั้งสองอย่างไม่เป็นทางการนัก แต่ทว่าผู้เป็นพี่ชายกับพี่สะใภ้ไม่ถือสากับเรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ เนื่องจากยามนี้ปลอดผู้คนและเหล่าขุนนาง ทั้งสองพระองค์จึงเป็นกันเองกับลู่เฟยหลง
“ไปออกรบนานแรมปีเช่นนี้ ฝ่าบาททรงเอ่ยถึงเจ้าทุกวัน วันนี้เจ้ากลับมาพร้อมชัยชนะทั้งข้าและพระองค์ก็ขอแสดงความยินดีด้วย” ฮองเฮาทรงแย้มพระสรวลกล่าวแสดงความยินดีด้วยพระสุรเสียงอ่อนโยน ลู่เฟยหลงยิ้มน้อยๆ น้อมรับคำชม
“เสด็จอาพะยะค่ะ” เสียงของเด็กน้อยดังเจื้อยแจ้วมาแต่ไกล ลู่เฟยหลงหันไปตามเสียงที่มา พบเห็นเด็กชายตัวน้อยอายุเพียงห้าขวบปีกำลังวิ่งตรงมาทางเขาโดยมีรุ่ยกงกงวิ่งตามมาด้วยความเหนื่อยหอบ
รัชทายาทคว้ามือไปอุ้มร่างเล็กขึ้นมากอดแนบอกอย่างชื่นใจ หลานชายของเขา ผู้เป็นโอรสของฮ่องเต้กับฮองเฮา ทั้งสองพระองค์มองสอง
อาหลานกอดกันกลมเกลียวด้วยความเอ็นดู ลู่เสวียนแต่เดิมทีก็เป็นเด็กที่ติด
เสด็จอาของเขามากอยู่แล้ว ยิ่งเสด็จอาของเขากลับมาจากสงครามเด็กน้อย
ย่อมดีใจเป็นธรรมดา
“ขอทรงโปรดประทานอภัยด้วยพะยะค่ะฝ่าบาท คือ...” รุ่ยกงกง
กล่าวด้วยความเหนื่อยหอบ ตนเองยืนหอบหายใจเหนื่อยแต่กลับเห็นสีพระพักตร์แย้มพระสรวลอย่างไม่ใส่ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ลู่เฟยหลงโอบอุ้มหลานชายด้วยความเอ็นดู เขาเอ็นดูลู่เสวียนมาก เด็กน้อยที่ช่างเจรจาพาทีและยังฉลาดรู้ความ อีกทั้งยังสะท้อนตัวตนของพี่ชายเขาในวัยเยาว์ยิ่งนัก
“ตั้งแต่เจ้าไปออกรบ เสวียนเอ๋อร์ของพวกเราก็ขยันฝึกดาบฝึกกระบี่ทุกวัน ด้วยบ่นว่าคิดถึงเสด็จอายิ่งนัก ร้องเรียกหาแต่เสด็จอาทุกวันเลย” ลู่ฮ่องเต้ทรงกล่าวพลางแย้มพระสรวลอย่างอ่อนโยน เห็นโอรสกับพระอนุชารักใคร่กันเช่นนี้ก็ดีพระทัยยิ่งนัก
“คราวนี้เสด็จอาจะทิ้งเสวียนเอ๋อร์ไปอีกหรือไม่พะยะค่ะ” เด็กน้อยถามอย่างไร้เดียงสา พลางมองด้วยสายตาออดอ้อนตามประสาเด็ก
ลู่เฟยหลงลูบหัวหลานชายเบาๆ ด้วยความเอ็นดู
“อากลับมาคราวนี้จะทิ้งเจ้าไปได้อย่างไร อาย่อมต้องกลับมาหาเจ้าสิ”
“เสวียนเอ๋อร์ พ่อแม่อยากคุยกับเสด็จอาของเจ้าสักหน่อย รุ่ยกงกงพาเสวียนเอ๋อร์กลับตำหนักไปก่อนเถิด” ลู่ฮ่องเต้ทรงกล่าวกับรุ่ยกงกงด้วยพระสุรเสียงเคร่งขรึม
รุ่ยกงกงน้อมรับพระบัญชา อุ้มร่างเล็กของลู่เสวียนจากอ้อมแขนของลู่เฟยหลงอย่างเบามือก่อนจะพากลับตำหนักไป
“มีความเคลื่อนไหวที่ตำหนักหลันเป่าหรือพะยะค่ะ” ลู่เฟยหลงถาม
เสียงเคร่งขรึมเช่นกัน สีพระพักตร์ของฮองเฮากับฮ่องเต้ก็พอบ่งบอกได้ว่าสถานการณ์ในวังเริ่มตึงเครียดเช่นกัน
“ดูเหมือนจะปกติดี แต่พักนี้ตำหนักของซู่ไท่เฟยมีความเคลื่อนไหวที่แปลกพิกลนัก” เซียวฮองเฮาทรงกล่าว
“รอดูท่าทีของลู่อ๋องก่อนเถิดพะยะค่ะ อย่างไรเขาก็เป็นน้องชายพวกเราเช่นกัน ตราบใดที่ลู่อ๋องยังอยู่ที่นี่ ซู่ไท่เฟยคงไม่คิดทำสิ่งใดผลีผลามแน่” ลู่เฟยหลงกล่าวด้วยใบหน้าเคร่งขรึม เขาเพิ่งกลับมาจากจงโจวจึงไม่อยากมีเรื่องใดให้คิดมากตอนนี้
“นั่นสินะ เอาล่ะๆ เจ้าไปเตรียมตัวเถิด เสด็จแม่ทรงโปรดให้จัดงานฉลองต้อนรับชัยชนะและการกลับมาของเจ้าเชียวนะ ได้ยินว่า...แม่นางเฟิ่งหรั่นก็จะมาร่วมงานนี้ด้วย ลู่อ๋องก็คงไม่พ้นมากับนางเป็นแน่” คำกล่าวของฮ่องเต้ผู้เป็นพี่ชายทำให้ลู่เฟยหลงลึกๆ เจ็บแปลบในใจ เฟิ่งหรั่นสนิทสนมกับลู่อ๋องมาตั้งแต่ยังเด็ก คงไม่แปลกนักหากนางจะไปไหนมาไหนกับอีกฝ่ายตลอดเวลา ดีกว่าเขาที่มักจะเย็นชาและนิ่งขรึม
“งานเลี้ยงนี้ข้าเชิญสตรีมามากมาย เจ้าเองก็อายุสามสิบกว่าแล้ว เห็นควรมีชายาเสียที หากถูกตาต้องใจสตรีนางใดก็บอกมาเถิด ข้าจะจัดการให้” เซียวฮองเฮาเอ่ยอย่างพระทัยดี หากลู่เฟยหลงแต่งงานมีพระชายาเอก ก็คงอยู่ติดวังมากขึ้น คงช่วยราชการฮ่องเต้ได้มากขึ้นเป็นแน่
ลู่เฟยหลงกล่าวตอบอย่างนอบน้อม “ขอบพระทัยพี่สะใภ้ แต่เรื่องนี้
ข้าเองยังไม่ได้คิดเลย หากข้าชอบพอสตรีนางใดไว้ข้าจะมากราบทูลท่าน”
กล่าวจบแล้วลู่เฟยหลงก็เดินออกมาจากตำหนักชิงเทียน ก่อนออกมาไม่ลืมถวายบังคมลาอย่างนอบน้อมแล้วเดินออกมาอย่างผึ่งผายสมชายชาตรี ชายหนุ่มมักเป็นเช่นนี้เสมอ ในชีวิตนี้เขามีสตรีทอดสะพานให้นับไม่ถ้วน แต่ทว่าสายตาของเขากลับไม่มีไว้มองสตรีนางใดนอกจากนางคนนั้น ‘เฟิ่งหรั่น’ นางในดวงใจเพียงคนเดียวที่เขาปรารถนาอยากให้นางมาเคียงคู่
แต่ทว่าโอกาสกลับไม่เป็นเช่นนั้น ในเมื่อสายตาของนางมีเพียงลู่อ๋อง พระอนุชาต่างมารดาเท่านั้น
[1] พระเชษฐา เป็นคำราชาศัพท์หมายถึงพี่ชาย
[2] พระอนุชา เป็นคำราชาศัพท์หมายถึงน้องชาย
เฟิ่งหรั่นเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ร้านเครื่องประดับ กำลังจะนำเครื่องประดับชิ้นใหม่มาวางขายที่ร้าน ด้วยเพราะร้านเครื่องประดับนี้ขายสินค้าแต่เฉพาะสตรีชั้นสูงและเชื้อพระวงศ์เท่านั้น เครื่องประดับมีค่าจำนวนมากย่อมเป็นที่สนใจของสตรีชั้นสูง หญิงสาวจึงชวนเฟิ่งอี้และจิงเจียวออกมาซื้อเครื่องประดับด้วยกัน ตลาดใหญ่ในเมืองหลวงครึกครื้นเป็นพิเศษ เนื่องจากการกลับมาของลู่เฟยหลงพร้อมกับชัยชนะเหนือจงโจว เหล่าสตรีชั้นสูงซึ่งเป็นบรรดาบุตรีของขุนนางทั้งหลายต่างก็ออกมาเที่ยวเล่นในเมือง ด้วยเพราะพวกนางสืบทราบมาว่าองค์รัชทายาทลู่เฟยหลงมักชอบออกมาดื่มสุรากับทหารองครักษ์คนสนิทที่หอสุราเป็นประจำ เฟิ่งหรั่นเดินเลือกซื้อเครื่องประดับมาใหม่จากหลากหลายร้านที่มาเปิดใหม่ แต่ทว่าก็ไม่มีร้านใดที่ถูกใจนางเท่าร้านใหญ่ในเมืองหลวงอีกแล้ว หญิงสาวเดินเลือกเครื่องประดับในร้านใหญ่ไปเรื่อยๆ จนเจอปิ่นหยกที่ถูกใจ ปิ่นหยกนี้ประดับด้วยไข่มุกราตรีงดงามยิ่งนัก เฟิ่งหรั่นหยิบปิ่นหยกสีเขียวเพียงหนึ่งเดียวในร้านขึ้นมาเชยชม เช่นเดียวกับเฟิ่งอี้เดินเข้ามาหาพี่สาวชื่นชมความงดงามของปิ่นหยกหายากชนิดนี้
“แม่รู้ว่าเจ้าอยากแต่งนางเข้ามาในจวน เพื่อวางแผนโดยเร็ว แต่อุปสรรคชิ้นใหญ่ของเราคือไทเฮา คิดว่านางจะยอมง่ายๆ หรือ?” ซู่ไท่เฟยเอ่ยขึ้นมา ลู่อ๋องยกยิ้มดังเช่นเคย “ไม่ยอมก็ต้องยอมพะยะค่ะ หากฝ่าบาททรงเอ่ยมอบสมรสพระราชทานมา ไทเฮาจะทรงคัดค้านอันใดได้ ยิ่งเป็นคนที่รักพี่ชายอย่างลู่เฟยหลง ข้าอยากเห็นสีหน้าสิ้นหวังของเขานัก” ซู่ไท่เฟยยกยิ้ม นานมากแล้วที่ต้องทนเก็บกดและอยู่ภายใต้อำนาจของคนสามคนในวังหลวง หากแผนการโค่นล้มบัลลังก์ลู่ฮ่องเต้สำเร็จ พระนางก็จะอยู่เหนือคนใต้หล้า ไม่ต้องอยู่ใต้ฝ่าเท้าคอยรับคำสั่งของใครและยิ่งไม่ต้องโดนใครกดขี่ข่มเหงอีกแล้วดังเช่นที่ผ่านมา “รอให้งานเลี้ยงคืนนี้ผ่านไปก่อน วันหลังแม่จะหาทางกราบทูลฝ่าบาทเองเรื่องสมรสพระราชทาน ในงานคืนนี้เจ้าก็พยายามแสดงออกความรู้สึกต่อนางอย่างชัดเจนล่ะ เฟิ่งหรั่นเป็นธิดาคนโปรดของใต้เท้าเฟิ่ง หากบุตรสาวเขาได้เป็นพระชายาอ๋อง เขาก็ย่อมต้องหันมาสนับสนุนเจ้าให้ขึ้นเป็นรัชทายาท” ซู่ไท่เฟยกล่าวพลางจิบน้ำชา สายพระเนตรของพระนางยากจะคาดเดาความรู้สึกได้ เช่นเดียวกับอ๋องเก้าที่ไม่อาจคาดเดาพระทัยของพระมารดาตนเอง
เฟิ่งหรั่นและเฟิ่งอี้นั่งที่โต๊ะด้านหลังลำดับถัดมาจากอัครมหาเสนาบดีเฟิ่งผู้เป็นบิดากับมารดาอย่างเฟิ่งฮูหยิน ข้างๆ นางนั้นคือที่นั่งของอวี๋ฟางหรง ธิดาเจ้ากรมอาญาซึ่งมีความสนิทสนมชิดเชื้อกับไทเฮาพอสมควร ทั้งบิดาของนางและบิดาของอวี๋ฟางหรงนั้น ต่างก็เป็นเสนาบดีตำแหน่งสูงทั้งคู่ หากพวกนางถูกจัดมานั่งเคียงข้างกันย่อมไม่แปลก ใบหน้าอ่อนเยาว์ของอวี๋ฟางหรงมองเฟิ่งหรั่นด้วยสายตาเป็นมิตร นางคลี่ยิ้มบางๆ ให้อีกฝ่ายอย่างเป็นกันเอง เฟิ่งหรั่นยิ้มอ่อนๆ น้อมรับ พอดีกับสายตาของเฟิ่งอี้ที่มองมาอย่างจับสังเกต “คุณหนูสกุลอวี๋ อวี๋ฟางหรงไม่ใช่หรือเจ้าคะพี่หญิง” เฟิ่งอี้กระซิบถามอย่างไม่ไว้ใจ สายตาของนางจดจ้องอวี๋ฟางหรงไม่วางตา เฟิ่งหรั่นปรายหางตาปรามผู้เป็นน้องสาวเงียบๆ “นางทักทายเรา มีไมตรีกับเรา เจ้าอยู่นิ่งๆ เถิด” “เจ้าค่ะ...” เฟิ่งอี้ยอมสงบปากสงบคำเมื่อได้รับคำเตือนจากผู้เป็นพี่สาว นางรินชาให้ตนเองอย่างเงียบๆ สายตานั้นจับจ้องมองที่ลู่อ๋องซึ่งประทับอยู่ข้างๆ ซู่ไท่เฟยด้วยสายตายากจะคาดเดาความหมาย “ข้าได้ยินกิตติศัพท์รูปโฉมอันงดงามของแม่น
เฟิ่งหรั่นมองดอกไห่ถังสลับกับชมแสงจันทร์จากริมศาลา เพลานี้ราตรีมาเยือนมืดมิดแล้ว แสงจันทร์ทอประกายเด่นกลางท้องนภา ท่ามกลางหมู่ดารานับล้านดวง พระจันทร์ในคืนนี้งดงามกว่าคืนใด สักพักหนึ่งนางเห็นดาวดวงหนึ่งพุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว เร็วยิ่งนักพร้อมกับดอกไห่ถังที่กลีบของมันสั่นไหวเบาๆ เพลานี้ให้ความรู้สึกเหมือนตอนเข้าร่วมงานล่าสัตว์ครั้งแรก ในยามค่ำก็มักจะมีการจุดคบเพลิงตามจุดหมายสำคัญต่างๆ บิดาพานางขึ้นหลังม้าเข้าไปร่วมล่าสัตว์ด้วยกัน แต่ทว่าในยามนั้นกลับเป็นการออกล่าสัตว์ของสัตว์นักล่าด้วยเช่นกัน เฟิ่งหรั่นและบิดาถูกเสือตัวผู้และตัวเมียคู่หนึ่งสีขาวลอบทำร้าย บิดาของนางนั้นได้รับบาดเจ็บจนสลบไปพร้อมกับนาง เมื่อนางตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบลู่อ๋องแล้ว ลู่อ๋องคือคนที่ช่วยชีวิตนางเอาไว้อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ทว่านางกลับได้เจ้าไห่เหลียนที่ตอนนั้นยังเด็กมากมาเลี้ยงด้วย เจ้าเสือขาวมาอยู่กับนางแต่หนใดนับจากที่บาดเจ็บก็ไม่อาจทราบได้ แต่ด้วยความสงสารที่พ่อแม่ของมันถูกทหารของวังหลวงจับเอาไปถลกหนังทำเสื้อ นางก็เกิดความสงสารในชะตากรรมของเจ้าเสือน้อยตัวนี้ยิ่งนัก จึงขอบิดารับมาเลี้ยงเอาไว้เป็น
เฟิ่งหรั่นนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับแม่หมอเฒ่าผู้นั้น กลิ่นอายบางอย่างที่นางไม่คุ้นเคยลอยโชยเข้ามาเตะจมูกนาง กลิ่นอันใดกันที่ทำให้นางรู้สึกไม่ดี คล้ายกับเลือดลมทั้งหมดหยุดไหลเวียนเช่นนี้ เพราะอะไร..? “หรั่นหรั่น แม่หมอผู้นี้พ่อกับแม่เชื้อเชิญมาเพื่อตรวจดวงชะตาของเจ้ากับท่านอ๋องเก้า อีกไม่นานนี้เจ้าก็จะได้รับการแต่งตั้งเป็นพระชายาเอกแล้ว จำเป็นต้องมีการทำเช่นนี้เสียก่อน...” เฟิ่งฮูหยินคลี่ยิ้มเอ่ย เฟิ่งหรั่นยิ้มอ่อนๆ ตอบผู้เป็นมารดา ส่วนเฟิ่งเจาหรงที่มาได้ยินการสนทนาและเห็นแม่หมอชื่อดังที่ถูกเชิญมาจึงได้ลอบแอบฟังการสนทนา เฟิ่งฮูหยินทำถึงขนาดนี้ เพื่อประเคนบุตรสาวให้เป็นชายาอ๋องเก้าเลยรึ?! เฟิ่งหรั่นแบฝ่ามือทั้งสองข้างและแจ้งวันเดือนปีเกิดของตนเองกับลู่อ๋องต่อหน้าแม่หมอ แม่หมอเฒ่าได้ทำการตรวจดวงชะตาอย่างละเอียดถี่ถ้วนดีแล้ว แต่ทว่า... “เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะแม่หมอ” เฟิ่งฮูหยินถามด้วยความร้อนรนระคนตื่นเต้นในใจ นางเห็นแม่หมอผู้นี้สัมผัสมือบุตรสาวและนั่งหลับตาอยู่นานแล้ว แม่หมอนิ่งเงียบ นางพยายามเพ่งเล็งสมาธิให้มากที่สุดแต่กลับไม่เห็น
ช่างบังเอิญยิ่งนักที่ฤกษ์อภิเษกสมรสของลู่อ๋องกับเฟิ่งหรั่น มาตรงกับวันที่ลู่เฟยหลงได้รับแจ้งจากรองแม่ทัพคนสนิทที่ประจำการชายแดนเหนือรายงานมาว่า บัดนี้กองทัพกบฏได้กวาดต้อนชาวเมืองและเสบียงไปเป็นจำนวนมาก แต่ทว่าแม้จะช่วยชาวเมืองและกันเสบียงบางส่วนออกมาได้ ก็ยังไม่สามารถกำจัดฝ่ายศัตรูให้พ้นไป ลู่เฟยหลงจึงมีข้อกล่าวอ้างต่อฮ่องเต้ผู้เป็นพระเชษฐาและพระมารดาของตน เดิมทีเขาไม่ต้องการเห็นสตรีที่รักเป็นของบุรุษอื่นให้ปวดใจ การไปทำศึกสงครามครั้งนี้ และถือโอกาสประจำการที่ชายแดนชั่วคราวจะดีกว่า หรือเขาอาจจะอยู่ที่นั่นตลอดไป และอาจคืนตำแหน่งรัชทายาทให้ลู่เสวียนหลานชายที่ยังเยาว์วัยของเขา “เจ้าคิดจะไปประจำการที่นั่นจริงๆ หรือ?” ลู่ฮ่องเต้ทรงถามด้วยพระพักตร์และพระทัยกังวล น้องชายผู้นี้คือหัวเรี่ยวหัวแรงในราชสำนัก อีกทั้งยังเป็นอาจารย์ที่ดีของลู่เสวียน แต่วันนี้เพราะเรื่องการแต่งงานของเฟิ่งหรั่นหรือไม่ ที่ทำให้น้องชายของพระองค์ตัดสินใจเช่นนี้ วันนี้ทั้งสองพระองค์สนทนากันเป็นส่วนตัวที่ศาลาริมสระในอุทยานหลวง ไม่มีคำว่าฝ่าบาทหรือพระอนุชาอีกต่อไป มีเพียงแต่ความเป็นพี่น้อง
กองทัพเสวียนอู่เดินทางมาถึงที่หมาย ตอนนี้การจลาจลทั้งหมดถูกควบคุมเอาไว้หมดแล้ว โดยรองแม่ทัพที่เขามอบหมายให้ประจำการอยู่ที่นี่ ระหว่างที่เขาประทับอยู่ในเมืองหลวง ด้วยเกรงว่าพวกกบฏที่จับกุมตัวเอาไว้ได้นั้นจะก่อความวุ่นวาย แต่คาดไม่ถึงว่าเขาจากไปไม่กี่วัน กลับเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นทันทีลู่เฟยหลงก้าวลงจากหลังม้า ส่งมอบม้าให้กับจางซินเฉิงแล้วถือกระบี่เดินเข้ามาในกระโจมหลังใหญ่ของตนเอง ตอนนี้เหล่าเชลยบางส่วนที่ก่อกบฏล้วนถูกขังรอการตัดสินโทษอยู่จากเขา“ชาวเมืองในตำบลซ่างจิ่งนี้ จะให้กระหม่อมจัดการอย่างไรพะยะค่ะ” รองแม่ทัพใหญ่เอ่ยถามน้ำเสียงหนักแน่นลู่เฟยหลงมองด้วยสายตาคมปลาบ “ให้ประหารตัวการที่ก่อกบฏครั้งนี้ ส่วนชาวบ้านที่บริสุทธิ์ให้ปล่อยไป ทหารของพวกกบฏนั่นให้เกณฑ์มาเป็นแรงงาน ส่วนเด็ก สตรีและคนชรา ให้ปล่อยพวกเขาไป” “พระองค์แน่ใจหรือพะยะค่ะว่าเด็กและสตรีพวกนั้นจะไม่เป็นภัยในภายหลัง” รองแม่ทัพใหญ่ถามอย่างไม่ไว้ใจนัก “พวกเขาล้วนแต่เป็นเด็กและสตรี เรี่ยวแรงก็หามีมาต่อกรไม่ ปล่อยพวกเขากลับไปซะ นี่เป็นบัญชาของข้า” ลู่เฟยหลงสั่งเสียงเข้ม เพียงเท่านั้นรองแม่ทัพใหญ่จึงไม่กล้า
ทั้งสองพี่น้องอยู่สนทนากันสักพัก กูกูใหญ่ของวังก็มารายงานว่าลู่อ๋องนั้นกลับจากวังหลวงแล้ว เฟิ่งอี้จึงจำเป็นต้องลากลับก่อนตามมารยาท ส่วนเฟิ่งหรั่นก็ต้องทำหน้าที่ในฐานะภรรยา จัดหาของว่างและอาหารตระเตรียมให้ผู้เป็นพระสวามีของนาง แต่ทว่าแทนที่เฟิ่งอี้จะรีบกลับ นางกลับเลือกที่จะเดินชมนกชมไม้ในสวนของวังอ๋องอย่างถือวิสาสะ ด้วยถือว่าพี่สาวนั้นมีศักดิ์เปนพระชายาเอกของลู่อ๋อง นางย่อมทำสิ่งใดก็คงไม่มีใครมาห้ามปรามนางแน่ นางจึงเดินชมนกชมไม้อย่างเพลิดเพลินใจ ลู่อ๋องที่เดินทางกลับมาถึงวัง เห็นน้องสาวของชายาตนเองกำลังเดินเล่นอยู่ในอุทยานจึงเข้าไปทักทายในฐานะพี่เขยของนาง “อ๊ะ!” เฟิ่งอี้ที่ไม่ทันระวัง นางเดินถอยหลังชนเข้ากับแผงอกของลู่อ๋องจนเกือบเซล้มลง แต่โชคดีนักที่ลู่อ๋องคว้าเอวของนางเอาไว้ได้ทัน ทั้งสองหันมาสบตากันเพียงชั่วขณะหนึ่ง หัวใจของเฟิ่งอี้เต้นแรงไม่เป็นส่ำยามได้สบสายตาคมปลาบของลู่อ๋องหรืออ๋องเก้า “อะ เอ่อ...” ทั้งสองรีบผละออกจากกันทันที เฟิ่งอี้ตะกุกตะกักด้วยความเขินอาย “หม่อมฉันขอประทานอภัยด้วยเพคะ พอดีมาเยี่ยมพี่สาว แต่ว่าเห็นอุทยานที่นี่ร่มรื่นน
ตับๆๆ เสียงของเนื้อกระทบเนื้อดังขึ้นเป็นจังหวะหฤหรรษ์ในห้องแห่งหนึ่งของของโรงเตี๊ยม ในห้องนั้นปรากฏภาพชายหญิงทั้งสองกำลังร่วมรักกันอย่างมีความสุข เฟิ่งเจาหรงใบหน้าเหยเกด้วยความเสียวซ่านกับความสุขที่อ๋องเก้ามอบให้กับนาง ใบหน้าหล่อเหลาของลู่อ๋องกัดฟันพลางคำรามในลำคอด้วยความเสียวซ่าน เมื่อเขาได้ปลดปล่อยสายธารรักของตนเองเข้าไปในกายของสตรีใต้ร่างอย่างสุขสม เฟิ่งเจาหรงคลายมือออกจากผ้าปูที่นอนเมื่อความหฤหรรษ์นั้นจบลง ใบหน้าของลู่อ๋องซบลงบนหน้าอกอวบใหญ่ของเฟิ่งเจาหรง ก่อนจะใช้ปลายลิ้นสากโลมเลียอย่างเอร็ดอร่อย “ข้าพึงพอใจในรสสวาทของเจ้ายิ่งนัก หรงเอ๋อร์” พูดจบก็ใช้ฝ่ามือลูบไล้ต้นขาของอีกฝ่ายอย่างพึงพอใจ ขณะที่ใช้ปลายลิ้นสากโลมเลียเม็ดทับทิมสีชมพูที่แข็งชันเป็นไต “อ๊า!!!” เฟิ่งเจาหรงร้องครางเสียงดัง เมื่อลู่อ๋องใช้ปลายลิ้นตวัดเลียเต้านมอวบของนางรุนแรงอย่างหิวกระหาย จนใบหน้างดงามของเฟิ่งเจาหรงเหยเกด้วยความเสียวซ่าน นางร้องครางเสียงหวานไม่เป็นภาษาด้วยความสุขสม “หากท่านอ๋องชมชอบ หม่อมฉันก็ยินดีมอบกายถวายใจรับใช้เพคะ” นางเอ่ยพลางใช้มือเรียวของตนเอ
ทั้งสองพี่น้องอยู่สนทนากันสักพัก กูกูใหญ่ของวังก็มารายงานว่าลู่อ๋องนั้นกลับจากวังหลวงแล้ว เฟิ่งอี้จึงจำเป็นต้องลากลับก่อนตามมารยาท ส่วนเฟิ่งหรั่นก็ต้องทำหน้าที่ในฐานะภรรยา จัดหาของว่างและอาหารตระเตรียมให้ผู้เป็นพระสวามีของนาง แต่ทว่าแทนที่เฟิ่งอี้จะรีบกลับ นางกลับเลือกที่จะเดินชมนกชมไม้ในสวนของวังอ๋องอย่างถือวิสาสะ ด้วยถือว่าพี่สาวนั้นมีศักดิ์เปนพระชายาเอกของลู่อ๋อง นางย่อมทำสิ่งใดก็คงไม่มีใครมาห้ามปรามนางแน่ นางจึงเดินชมนกชมไม้อย่างเพลิดเพลินใจ ลู่อ๋องที่เดินทางกลับมาถึงวัง เห็นน้องสาวของชายาตนเองกำลังเดินเล่นอยู่ในอุทยานจึงเข้าไปทักทายในฐานะพี่เขยของนาง “อ๊ะ!” เฟิ่งอี้ที่ไม่ทันระวัง นางเดินถอยหลังชนเข้ากับแผงอกของลู่อ๋องจนเกือบเซล้มลง แต่โชคดีนักที่ลู่อ๋องคว้าเอวของนางเอาไว้ได้ทัน ทั้งสองหันมาสบตากันเพียงชั่วขณะหนึ่ง หัวใจของเฟิ่งอี้เต้นแรงไม่เป็นส่ำยามได้สบสายตาคมปลาบของลู่อ๋องหรืออ๋องเก้า “อะ เอ่อ...” ทั้งสองรีบผละออกจากกันทันที เฟิ่งอี้ตะกุกตะกักด้วยความเขินอาย “หม่อมฉันขอประทานอภัยด้วยเพคะ พอดีมาเยี่ยมพี่สาว แต่ว่าเห็นอุทยานที่นี่ร่มรื่นน
กองทัพเสวียนอู่เดินทางมาถึงที่หมาย ตอนนี้การจลาจลทั้งหมดถูกควบคุมเอาไว้หมดแล้ว โดยรองแม่ทัพที่เขามอบหมายให้ประจำการอยู่ที่นี่ ระหว่างที่เขาประทับอยู่ในเมืองหลวง ด้วยเกรงว่าพวกกบฏที่จับกุมตัวเอาไว้ได้นั้นจะก่อความวุ่นวาย แต่คาดไม่ถึงว่าเขาจากไปไม่กี่วัน กลับเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นทันทีลู่เฟยหลงก้าวลงจากหลังม้า ส่งมอบม้าให้กับจางซินเฉิงแล้วถือกระบี่เดินเข้ามาในกระโจมหลังใหญ่ของตนเอง ตอนนี้เหล่าเชลยบางส่วนที่ก่อกบฏล้วนถูกขังรอการตัดสินโทษอยู่จากเขา“ชาวเมืองในตำบลซ่างจิ่งนี้ จะให้กระหม่อมจัดการอย่างไรพะยะค่ะ” รองแม่ทัพใหญ่เอ่ยถามน้ำเสียงหนักแน่นลู่เฟยหลงมองด้วยสายตาคมปลาบ “ให้ประหารตัวการที่ก่อกบฏครั้งนี้ ส่วนชาวบ้านที่บริสุทธิ์ให้ปล่อยไป ทหารของพวกกบฏนั่นให้เกณฑ์มาเป็นแรงงาน ส่วนเด็ก สตรีและคนชรา ให้ปล่อยพวกเขาไป” “พระองค์แน่ใจหรือพะยะค่ะว่าเด็กและสตรีพวกนั้นจะไม่เป็นภัยในภายหลัง” รองแม่ทัพใหญ่ถามอย่างไม่ไว้ใจนัก “พวกเขาล้วนแต่เป็นเด็กและสตรี เรี่ยวแรงก็หามีมาต่อกรไม่ ปล่อยพวกเขากลับไปซะ นี่เป็นบัญชาของข้า” ลู่เฟยหลงสั่งเสียงเข้ม เพียงเท่านั้นรองแม่ทัพใหญ่จึงไม่กล้า
ช่างบังเอิญยิ่งนักที่ฤกษ์อภิเษกสมรสของลู่อ๋องกับเฟิ่งหรั่น มาตรงกับวันที่ลู่เฟยหลงได้รับแจ้งจากรองแม่ทัพคนสนิทที่ประจำการชายแดนเหนือรายงานมาว่า บัดนี้กองทัพกบฏได้กวาดต้อนชาวเมืองและเสบียงไปเป็นจำนวนมาก แต่ทว่าแม้จะช่วยชาวเมืองและกันเสบียงบางส่วนออกมาได้ ก็ยังไม่สามารถกำจัดฝ่ายศัตรูให้พ้นไป ลู่เฟยหลงจึงมีข้อกล่าวอ้างต่อฮ่องเต้ผู้เป็นพระเชษฐาและพระมารดาของตน เดิมทีเขาไม่ต้องการเห็นสตรีที่รักเป็นของบุรุษอื่นให้ปวดใจ การไปทำศึกสงครามครั้งนี้ และถือโอกาสประจำการที่ชายแดนชั่วคราวจะดีกว่า หรือเขาอาจจะอยู่ที่นั่นตลอดไป และอาจคืนตำแหน่งรัชทายาทให้ลู่เสวียนหลานชายที่ยังเยาว์วัยของเขา “เจ้าคิดจะไปประจำการที่นั่นจริงๆ หรือ?” ลู่ฮ่องเต้ทรงถามด้วยพระพักตร์และพระทัยกังวล น้องชายผู้นี้คือหัวเรี่ยวหัวแรงในราชสำนัก อีกทั้งยังเป็นอาจารย์ที่ดีของลู่เสวียน แต่วันนี้เพราะเรื่องการแต่งงานของเฟิ่งหรั่นหรือไม่ ที่ทำให้น้องชายของพระองค์ตัดสินใจเช่นนี้ วันนี้ทั้งสองพระองค์สนทนากันเป็นส่วนตัวที่ศาลาริมสระในอุทยานหลวง ไม่มีคำว่าฝ่าบาทหรือพระอนุชาอีกต่อไป มีเพียงแต่ความเป็นพี่น้อง
เฟิ่งหรั่นนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับแม่หมอเฒ่าผู้นั้น กลิ่นอายบางอย่างที่นางไม่คุ้นเคยลอยโชยเข้ามาเตะจมูกนาง กลิ่นอันใดกันที่ทำให้นางรู้สึกไม่ดี คล้ายกับเลือดลมทั้งหมดหยุดไหลเวียนเช่นนี้ เพราะอะไร..? “หรั่นหรั่น แม่หมอผู้นี้พ่อกับแม่เชื้อเชิญมาเพื่อตรวจดวงชะตาของเจ้ากับท่านอ๋องเก้า อีกไม่นานนี้เจ้าก็จะได้รับการแต่งตั้งเป็นพระชายาเอกแล้ว จำเป็นต้องมีการทำเช่นนี้เสียก่อน...” เฟิ่งฮูหยินคลี่ยิ้มเอ่ย เฟิ่งหรั่นยิ้มอ่อนๆ ตอบผู้เป็นมารดา ส่วนเฟิ่งเจาหรงที่มาได้ยินการสนทนาและเห็นแม่หมอชื่อดังที่ถูกเชิญมาจึงได้ลอบแอบฟังการสนทนา เฟิ่งฮูหยินทำถึงขนาดนี้ เพื่อประเคนบุตรสาวให้เป็นชายาอ๋องเก้าเลยรึ?! เฟิ่งหรั่นแบฝ่ามือทั้งสองข้างและแจ้งวันเดือนปีเกิดของตนเองกับลู่อ๋องต่อหน้าแม่หมอ แม่หมอเฒ่าได้ทำการตรวจดวงชะตาอย่างละเอียดถี่ถ้วนดีแล้ว แต่ทว่า... “เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะแม่หมอ” เฟิ่งฮูหยินถามด้วยความร้อนรนระคนตื่นเต้นในใจ นางเห็นแม่หมอผู้นี้สัมผัสมือบุตรสาวและนั่งหลับตาอยู่นานแล้ว แม่หมอนิ่งเงียบ นางพยายามเพ่งเล็งสมาธิให้มากที่สุดแต่กลับไม่เห็น
เฟิ่งหรั่นมองดอกไห่ถังสลับกับชมแสงจันทร์จากริมศาลา เพลานี้ราตรีมาเยือนมืดมิดแล้ว แสงจันทร์ทอประกายเด่นกลางท้องนภา ท่ามกลางหมู่ดารานับล้านดวง พระจันทร์ในคืนนี้งดงามกว่าคืนใด สักพักหนึ่งนางเห็นดาวดวงหนึ่งพุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว เร็วยิ่งนักพร้อมกับดอกไห่ถังที่กลีบของมันสั่นไหวเบาๆ เพลานี้ให้ความรู้สึกเหมือนตอนเข้าร่วมงานล่าสัตว์ครั้งแรก ในยามค่ำก็มักจะมีการจุดคบเพลิงตามจุดหมายสำคัญต่างๆ บิดาพานางขึ้นหลังม้าเข้าไปร่วมล่าสัตว์ด้วยกัน แต่ทว่าในยามนั้นกลับเป็นการออกล่าสัตว์ของสัตว์นักล่าด้วยเช่นกัน เฟิ่งหรั่นและบิดาถูกเสือตัวผู้และตัวเมียคู่หนึ่งสีขาวลอบทำร้าย บิดาของนางนั้นได้รับบาดเจ็บจนสลบไปพร้อมกับนาง เมื่อนางตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบลู่อ๋องแล้ว ลู่อ๋องคือคนที่ช่วยชีวิตนางเอาไว้อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ทว่านางกลับได้เจ้าไห่เหลียนที่ตอนนั้นยังเด็กมากมาเลี้ยงด้วย เจ้าเสือขาวมาอยู่กับนางแต่หนใดนับจากที่บาดเจ็บก็ไม่อาจทราบได้ แต่ด้วยความสงสารที่พ่อแม่ของมันถูกทหารของวังหลวงจับเอาไปถลกหนังทำเสื้อ นางก็เกิดความสงสารในชะตากรรมของเจ้าเสือน้อยตัวนี้ยิ่งนัก จึงขอบิดารับมาเลี้ยงเอาไว้เป็น
เฟิ่งหรั่นและเฟิ่งอี้นั่งที่โต๊ะด้านหลังลำดับถัดมาจากอัครมหาเสนาบดีเฟิ่งผู้เป็นบิดากับมารดาอย่างเฟิ่งฮูหยิน ข้างๆ นางนั้นคือที่นั่งของอวี๋ฟางหรง ธิดาเจ้ากรมอาญาซึ่งมีความสนิทสนมชิดเชื้อกับไทเฮาพอสมควร ทั้งบิดาของนางและบิดาของอวี๋ฟางหรงนั้น ต่างก็เป็นเสนาบดีตำแหน่งสูงทั้งคู่ หากพวกนางถูกจัดมานั่งเคียงข้างกันย่อมไม่แปลก ใบหน้าอ่อนเยาว์ของอวี๋ฟางหรงมองเฟิ่งหรั่นด้วยสายตาเป็นมิตร นางคลี่ยิ้มบางๆ ให้อีกฝ่ายอย่างเป็นกันเอง เฟิ่งหรั่นยิ้มอ่อนๆ น้อมรับ พอดีกับสายตาของเฟิ่งอี้ที่มองมาอย่างจับสังเกต “คุณหนูสกุลอวี๋ อวี๋ฟางหรงไม่ใช่หรือเจ้าคะพี่หญิง” เฟิ่งอี้กระซิบถามอย่างไม่ไว้ใจ สายตาของนางจดจ้องอวี๋ฟางหรงไม่วางตา เฟิ่งหรั่นปรายหางตาปรามผู้เป็นน้องสาวเงียบๆ “นางทักทายเรา มีไมตรีกับเรา เจ้าอยู่นิ่งๆ เถิด” “เจ้าค่ะ...” เฟิ่งอี้ยอมสงบปากสงบคำเมื่อได้รับคำเตือนจากผู้เป็นพี่สาว นางรินชาให้ตนเองอย่างเงียบๆ สายตานั้นจับจ้องมองที่ลู่อ๋องซึ่งประทับอยู่ข้างๆ ซู่ไท่เฟยด้วยสายตายากจะคาดเดาความหมาย “ข้าได้ยินกิตติศัพท์รูปโฉมอันงดงามของแม่น
“แม่รู้ว่าเจ้าอยากแต่งนางเข้ามาในจวน เพื่อวางแผนโดยเร็ว แต่อุปสรรคชิ้นใหญ่ของเราคือไทเฮา คิดว่านางจะยอมง่ายๆ หรือ?” ซู่ไท่เฟยเอ่ยขึ้นมา ลู่อ๋องยกยิ้มดังเช่นเคย “ไม่ยอมก็ต้องยอมพะยะค่ะ หากฝ่าบาททรงเอ่ยมอบสมรสพระราชทานมา ไทเฮาจะทรงคัดค้านอันใดได้ ยิ่งเป็นคนที่รักพี่ชายอย่างลู่เฟยหลง ข้าอยากเห็นสีหน้าสิ้นหวังของเขานัก” ซู่ไท่เฟยยกยิ้ม นานมากแล้วที่ต้องทนเก็บกดและอยู่ภายใต้อำนาจของคนสามคนในวังหลวง หากแผนการโค่นล้มบัลลังก์ลู่ฮ่องเต้สำเร็จ พระนางก็จะอยู่เหนือคนใต้หล้า ไม่ต้องอยู่ใต้ฝ่าเท้าคอยรับคำสั่งของใครและยิ่งไม่ต้องโดนใครกดขี่ข่มเหงอีกแล้วดังเช่นที่ผ่านมา “รอให้งานเลี้ยงคืนนี้ผ่านไปก่อน วันหลังแม่จะหาทางกราบทูลฝ่าบาทเองเรื่องสมรสพระราชทาน ในงานคืนนี้เจ้าก็พยายามแสดงออกความรู้สึกต่อนางอย่างชัดเจนล่ะ เฟิ่งหรั่นเป็นธิดาคนโปรดของใต้เท้าเฟิ่ง หากบุตรสาวเขาได้เป็นพระชายาอ๋อง เขาก็ย่อมต้องหันมาสนับสนุนเจ้าให้ขึ้นเป็นรัชทายาท” ซู่ไท่เฟยกล่าวพลางจิบน้ำชา สายพระเนตรของพระนางยากจะคาดเดาความรู้สึกได้ เช่นเดียวกับอ๋องเก้าที่ไม่อาจคาดเดาพระทัยของพระมารดาตนเอง
เฟิ่งหรั่นเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ร้านเครื่องประดับ กำลังจะนำเครื่องประดับชิ้นใหม่มาวางขายที่ร้าน ด้วยเพราะร้านเครื่องประดับนี้ขายสินค้าแต่เฉพาะสตรีชั้นสูงและเชื้อพระวงศ์เท่านั้น เครื่องประดับมีค่าจำนวนมากย่อมเป็นที่สนใจของสตรีชั้นสูง หญิงสาวจึงชวนเฟิ่งอี้และจิงเจียวออกมาซื้อเครื่องประดับด้วยกัน ตลาดใหญ่ในเมืองหลวงครึกครื้นเป็นพิเศษ เนื่องจากการกลับมาของลู่เฟยหลงพร้อมกับชัยชนะเหนือจงโจว เหล่าสตรีชั้นสูงซึ่งเป็นบรรดาบุตรีของขุนนางทั้งหลายต่างก็ออกมาเที่ยวเล่นในเมือง ด้วยเพราะพวกนางสืบทราบมาว่าองค์รัชทายาทลู่เฟยหลงมักชอบออกมาดื่มสุรากับทหารองครักษ์คนสนิทที่หอสุราเป็นประจำ เฟิ่งหรั่นเดินเลือกซื้อเครื่องประดับมาใหม่จากหลากหลายร้านที่มาเปิดใหม่ แต่ทว่าก็ไม่มีร้านใดที่ถูกใจนางเท่าร้านใหญ่ในเมืองหลวงอีกแล้ว หญิงสาวเดินเลือกเครื่องประดับในร้านใหญ่ไปเรื่อยๆ จนเจอปิ่นหยกที่ถูกใจ ปิ่นหยกนี้ประดับด้วยไข่มุกราตรีงดงามยิ่งนัก เฟิ่งหรั่นหยิบปิ่นหยกสีเขียวเพียงหนึ่งเดียวในร้านขึ้นมาเชยชม เช่นเดียวกับเฟิ่งอี้เดินเข้ามาหาพี่สาวชื่นชมความงดงามของปิ่นหยกหายากชนิดนี้