เฟิ่งหรั่นนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับแม่หมอเฒ่าผู้นั้น กลิ่นอายบางอย่างที่นางไม่คุ้นเคยลอยโชยเข้ามาเตะจมูกนาง กลิ่นอันใดกันที่ทำให้นางรู้สึกไม่ดี คล้ายกับเลือดลมทั้งหมดหยุดไหลเวียนเช่นนี้ เพราะอะไร..?
“หรั่นหรั่น แม่หมอผู้นี้พ่อกับแม่เชื้อเชิญมาเพื่อตรวจดวงชะตาของเจ้ากับท่านอ๋องเก้า อีกไม่นานนี้เจ้าก็จะได้รับการแต่งตั้งเป็นพระชายาเอกแล้ว จำเป็นต้องมีการทำเช่นนี้เสียก่อน...” เฟิ่งฮูหยินคลี่ยิ้มเอ่ย
เฟิ่งหรั่นยิ้มอ่อนๆ ตอบผู้เป็นมารดา ส่วนเฟิ่งเจาหรงที่มาได้ยินการสนทนาและเห็นแม่หมอชื่อดังที่ถูกเชิญมาจึงได้ลอบแอบฟังการสนทนา
เฟิ่งฮูหยินทำถึงขนาดนี้ เพื่อประเคนบุตรสาวให้เป็นชายาอ๋องเก้าเลยรึ?!
เฟิ่งหรั่นแบฝ่ามือทั้งสองข้างและแจ้งวันเดือนปีเกิดของตนเองกับลู่
อ๋องต่อหน้าแม่หมอ แม่หมอเฒ่าได้ทำการตรวจดวงชะตาอย่างละเอียดถี่ถ้วนดีแล้ว แต่ทว่า...
“เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะแม่หมอ” เฟิ่งฮูหยินถามด้วยความร้อนรนระคนตื่นเต้นในใจ นางเห็นแม่หมอผู้นี้สัมผัสมือบุตรสาวและนั่งหลับตาอยู่
นานแล้ว
แม่หมอนิ่งเงียบ นางพยายามเพ่งเล็งสมาธิให้มากที่สุดแต่กลับไม่
เห็นสิ่งใด สรรพสิ่งรายรอบมืดมนไปหมด แต่นางกลับได้กลิ่นแห่งหายนะ...กลิ่นแห่งความตายที่ลอยโชยเข้ามา ซึ่งเป็นกลิ่นที่ชัดเจนที่สุดมาจากเฟิ่งหรั่น!
“รอบทางมืดมนไปหมด กลิ่นแห่งความตาย...ข้าได้กลิ่นแห่งความตาย!” แม่หมอผู้นั้นเอ่ยเสียงดังน่าหวาดกลัว เฟิ่งฮูหยินตกใจจนจอกชาเกือบหล่นจากมือ เฟิ่งอี้ที่ทนฟังไม่ไหวอีกต่อไปนางเอ่ยเสียงดังขัดขึ้นมา
“ท่านต้องโกหกแน่ๆ แม่หมอ...พี่สาวข้ากำลังจะอภิเษกเป็นพระชายาอ๋อง กลิ่นแห่งความตายอะไรของท่าน!” เฟิ่งอี้เดินเข้ามากระชากมือเฟิ่งหรั่นออกจากแม่หมอเฒ่าด้วยความโกรธ
แม่หมอมองเฟิ่งหรั่นด้วยแววตาสั่นเครือ
“ความตาย ใกล้จะมาเยือนท่านแล้ว...” นางกล่าวแค่นั้นแล้วรีบเดินออกไป ไม่สนใจสิ่งใดอีกแล้ว รู้แต่ว่ากลิ่นอายจากเฟิ่งหรั่นนั้นน่ากลัวยิ่งนัก หญิงสาวที่กลิ่นตัวเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความตาย นางไม่มีทางมาเป็นชายาอ๋องได้เด็ดขาด
เฟิ่งเจาหรงเดินตามแม่หมอผู้นั้นไปโดยพยายามลบเลี่ยงจากสายตาของบิดาและฮูหยินใหญ่
“ท่านแม่หมอ เดี๋ยวก่อนสิเจ้าคะ” เฟิ่งเจาหรงร้องเรียกแม่หมอที่กำลังจะเดินพ้นจากประตูจวน
“มีเรื่องอันใดกัน” แม่หมอมองสำรวจเฟิ่งเจาหรงอยู่ครู่หนึ่ง นางเป็นหมอที่ดูดวงชะตามาทั้งชีวิต แค่มองก็พอคาดเดาได้แล้วว่าชะตาชีวิตคน
ที่อยู่เบื้องหน้านั้นจะเป็นอย่างไร
“เมื่อสักครู่ สตรีที่ท่านทำนายนางเป็นพี่หญิงใหญ่ของข้า เกิดอะไร
ขึ้นกับนางหรือ” เฟิ่งเจาหรงไม่มีท่าทียินดียินร้ายใดๆ แค่เพียงนางได้ยินแม่หมอพูดเรื่องความตายต่อหน้าเฟิ่งหรั่น นับเป็นเรื่องดีต่อนางและมารดายิ่งนัก
แม่หมอไม่ตอบ นางกวาดสายตามองเฟิ่งเจาหรงแทนคำตอบ
“ข้าได้กลิ่นความตายมาจากตัวเจ้า...”
เฟิ่งเจาหรงหน้าชา นางถามเรื่องเฟิ่งหรั่น แต่กลับได้รับคำตอบอัปมงคลมาแทน! นางมองร่างของแม่หมอเฒ่าที่เดินจากไปอย่างรวดเร็ว กำหมัดแน่นด้วยความเจ็บใจ นางอยากกรีดร้องกับคำพูดเมื่อสักครู่แต่ก็ไม่อาจทำได้ ด้วยเกรงว่าตนเองจะกลายเป็นที่ตลกขบขันของเฟิ่งหรั่นและเฟิ่งอี้
แม่หมอเฒ่าเดินพ้นมาจากจวนสกุลเฟิ่งไกลพอสมควร เมื่อสักครู่ที่นางได้กลิ่นความตายนั้นไม่ผิด! หญิงสาวผู้นั้นเฟิ่งหรั่น มีชะตาเป็นนางหงส์ที่ยิ่งใหญ่ แต่ทว่ากลับมีรัศมีแห่งความตายมาบดบังดวงชะตาของนางเอาไว้ หญิงสาวผู้นี้มีชะตาชีวิตที่สลับซับซ้อนและน่ากังวลยิ่งนัก
อีกไม่นานอีกฝ่ายก็จะกลายเป็นพระชายาเอกของอ๋องเก้าแล้ว ฤกษ์มงคลกำลังจะถูกส่งมาจากวังหลวง ไม่รู้ทำไมถึงมีความรู้สึกบางอย่างว่าอ๋องเก้าไม่คู่ควรกับนางเลยสักนิด ทั้งๆ ที่สกุลนี้กับอ๋องเก้าสนิทสนมกันมาเนิ่นนาน เพราะอะไร?
“ดวงชะตาย่อมเปลี่ยนแปลงกันได้ตลอดเวลาเจ้าค่ะท่านแม่ อย่ากังวลไปเลยเจ้าค่ะ” เฟิ่งหรั่นเอ่ย แม้คำพูดจากปากของแม่หมอเฒ่าเมื่อนำมาคิดรวมกับความฝันของนางที่แสนน่ากลัว กลับยิ่งมีน้ำหนักยิ่งนัก นางไม่รู้ว่าเหตุใดตนเองจึงไม่คัดค้านเรื่องการแต่งงานกับลู่อ๋อง หรือจะเป็นวาสนาของนางจริงๆ
เฟิ่งอี้ได้ทีจึงรีบเอ่ยส่งเสริมพี่สาว
“นั่นสิเจ้าคะท่านแม่ แม่หมอเฒ่าผู้นั้นก็ย่อมต้องมีทำนายผิดพลาดกันบ้าง ปากของนางเอ่ยวาจาไม่เป็นมงคล ท่านอย่าไปเชื่อเลยเจ้าคะ พี่หญิงใหญ่มีวาสนาสูงได้อภิเษกเป็นพระชายาเอกท่านอ๋องเก้า จะมีความตายเข้ามาเกี่ยวข้องได้อย่างไรเจ้าคะ”
ใต้เท้าเฟิ่งคิดตามบุตรสาวคนเล็ก ดวงชะตานั้นเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนและไม่อาจยึดถือเป็นแนวทางการดำรงชีวิตได้ การที่อ๋องเก้าขอสมรสพระราชทานเช่นนี้ ก็คงเป็นวาสนาของสกุลเฟิ่งมากกว่าจะเป็นคราวเคราะห์ สตรีทั่วทั้งเมืองหลวงปรารถนาอยากเป็นชายาของลู่อ๋องกันทั้งนั้น คงมิใช่คราวเคราะห์ของบุตรสาวเขาอย่างแน่นอน
แม้ในใจของอัครมหาเสนาบดีเฟิ่งจะปรารถนาให้บุตรสาวคนใดคนหนึ่งเป็นพระชายาองค์รัชทายาทลู่เฟยหลง แต่ก็คงเป็นไปได้ยากนัก มีข่าวลือหนาหูเหลือเกินว่าลู่เฟยหลงนั้นเป็นพวกตัดแขนเสื้อ มีบุรุษมากมายคอยรับใช้ไม่ห่างกาย แม้ว่าไทเฮาจะทรงหาสตรีมากมายหรือแนะนำอวี๋ฟางหรง แต่ก็มิเคยมีสตรีใดได้เข้าถวายตัวรับใช้หรือเป็นพระชายาเอกเลย ดังนั้นการ
ได้เสกสมรสกับลู่อ๋องก็ย่อมเป็นตัวเลือกที่ดีเหมือนกัน
แม้ว่าความยิ่งใหญ่ของลู่อ๋องจะไม่เทียบเท่าลู่เฟยหลง แต่ก็มีซู่ไท่เฟยที่เป็นฐานอำนาจหนุนหลัง สนับสนุนอยู่ไม่ห่าง วังหลังก็มีเพียงซู่ไท่เฟยที่พอจะคานอำนาจกับไทเฮาได้
“อีกไม่นานข้าก็จะเสกสมรสกับท่านอ๋องเก้าแล้ว ข้าไม่อยากให้เรื่อง
คำทำนายพวกนี้มาทำลายงานแต่งเจ้าค่ะท่านแม่” เฟิ่งหรั่นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหนื่อยๆ วันนี้นางเพลียมากจริงๆ นับตั้งแต่ได้ยินแม่หมอเฒ่าเอ่ยเรื่องความตาย จิตใจของนางก็พลันห่อเหี่ยวลง แต่อ๋องเก้าเป็นบุรุษที่ดีผู้หนึ่ง จะพานางไปพบกับความตายได้อย่างไรกัน คำทำนายพวกนั้นคงไม่มีทางเป็นเรื่องจริง
นางกับลู่อ๋องมีใจตรงกัน เขาจะไม่มีวันพานางไปพบกับความตายอย่างเด็ดขาด
“ท่านอย่าไปเชื่อคำพูดพวกนั้นเลยพี่หญิง ไปเถิด ข้าจะพาท่านไปพักผ่อนดีกว่า” ว่าจบแล้วเฟิ่งอี้ก็คล้องแขนของเฟิ่งหรั่น พาผู้เป็นพี่สาวออกจากห้องโถงใหญ่กลับเรือนไป แต่ทว่าภายในใจนางกลับรู้สึกถึงบางอย่างที่ไม่ดี ลางร้ายหรืออย่างไร?
ลู่เฟยหลงกักตนเองอยู่ในตำหนักบูรพา นับจากงานเลี้ยงวันนั้นเขาก็แทบไม่ย่างกรายออกจากเขตตำหนักเลยแม้แต่น้อย ลู่ไทเฮาคงคาดเดาได้ว่าบุตรชายคนเล็กคงไม่พอใจที่พระนางจับคู่เขากับอวี๋ฟางหรงเป็นแน่ นอกจากจุดประสงค์เรื่องการเมืองแล้วนั้น พระนางก็ทรงทราบอยู่เนืองๆ ว่าบุตรชายมีความสนิทสนมกับองครักษ์คนสนิทและรองแม่ทัพมาก สามารถติดต่อเข้านอกออกในกันได้อย่างสะดวกสบาย จนมีข่าวลือหนาหูยิ่งนักว่าบุตรชายของพระนางอาจเป็นบุรุษตัดแขนเสื้อ ซึ่งพระนางไม่อาจให้เป็นเรื่องจริงได้ แม้จะไม่สอบถามลู่เฟยหลงตรงๆ แต่พระนางก็คาดเดาได้ไม่ยากเท่าใด
แม้การแต่งงานกับอวี๋ฟางหรงจะมีเรื่องการเมืองมาเกี่ยวข้อง แต่อีก
จุดประสงค์คือพระนางต้องการกลบข่าวลือเรื่องที่บุตรชายมีพฤติกรรมตัดแขนเสื้อตนเองเช่นนี้ เพื่อลบคำเล่าลือและข้อสงสัยของเหล่าขุนนาง หากเหล่าขุนนางยกเรื่องนี้ขึ้นมาถกในท้องพระโรงเมื่อใด อาจเป็นช่องทางให้ซู่ไท่เฟยถือโอกาสเข้ามาแทรกแซงเรื่องภายในราชสำนักได้ แม้ว่าเหล่าเสนาบดีบางส่วนจะสนับสนุนอ๋องเก้าและซู่ไท่เฟยก็ตาม
เดิมทีพระนางคิดให้เฟิ่งหรั่นมาเป็นพระชายารองของลู่เฟยหลง แต่เห็นโอกาสไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะซู่ไท่เฟยและลู่อ๋องเดินนำพระนางไปหนึ่งก้าวแล้ว หากไม่เอาอำนาจของเจ้ากรมอาญาอวี๋มาขัดขวาง เกรงว่าซู่ไท่เฟยอาจจะเรืองอำนาจมากกว่านี้
พระบาทของไทเฮามาหยุดตรงทางเข้าตำหนักบูรพา กงกงคนสนิทนามว่ากู่กงกงเดินเข้ามา ใบหน้าของขันทีอาวุโสวิตกกังวลอย่างยิ่ง พระกระยาหารนั้นถูกเสวยไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น และไม่มีแม้แต่พระสุรเสียงตรัสออกมาให้ได้ยินเลยแม้แต่น้อย
“ลูกชายข้าเป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อใด?” ลู่ไทเฮาทรงถามกู่กงกง
กู่กงกงมีสีหน้ากระอักกระอ่วนใจ แต่สุดท้ายจึงยอมตอบ “ตั้งแต่งานเลี้ยงเมื่อวันก่อนเลิกราพะยะค่ะ ก็ทรงเอาแต่เก็บพระองค์ในตำหนัก พระกระยาหารก็เสวยเพียงนิดเดียวเท่านั้น บ่าวไพร่ไม่ทรงเอ่ยเรียกสักคนเลยพะยะค่ะ”
ไทเฮาทรงมองผ่านกู่กงกงไปที่ตำหนักบูรพา คิ้วทั้งสองของพระนาง
ขมวดกันเป็นปมด้วยความกังวล หากลู่เฟยหลงทำเช่นนี้ต่อไป ไม่ออกมาช่วยผู้เป็นพี่ชายออกว่าราชการคงไม่ดีแน่
“ถวายพระพรไทเฮาเพคะ” อวี๋ฟางหรงที่เดินเข้ามาพร้อมกับของ
บางอย่าง นางย่อกายคำนับไทเฮาอย่างนอบน้อมพร้อมกับคลี่ยิ้มบางๆ
ลู่ไทเฮาทรงถอนพระทัยอย่างโล่งอก สตรีที่พระนางหมายปั้นให้เป็นพระชายารัชทายาทปรากฏตัวออกมาได้ทันเวลานัก อวี๋ฟางหรงเข้ามาประคองลู่ไทเฮาอย่างอ่อนโยน นางรู้ดีว่าตอนนี้อีกฝ่ายคิดสิ่งใดในใจ
“องค์ชายทรงกักตนเองอยู่ในตำหนักเช่นนี้ ย่อมทำให้ไทเฮาทรงไม่สบายพระทัย หรงเอ๋อร์ไม่ดีเองเพคะ...” อวี๋ฟางหรงกล่าวโทษตนเองอย่างน่าสงสาร ลู่ไทเฮาทรงลูบใบหน้าอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน
“ใครว่าเป็นความผิดของเจ้ากัน อาหลงคงมีเรื่องให้คิดมากเลยทำเช่นนี้...” ลู่ไทเฮาทรงพยายามเอ่ยปลอบใจอีกฝ่าย
อวี๋ฟางหรงก้มหน้าพร้อมกับยกยิ้มน้อยๆ “เพคะ วันนี้หม่อมฉันมาเพื่อจะเข้าเฝ้าองค์ชาย...”
“เรียนคุณหนู ตอนนี้องค์รัชทายาททรงไม่ประสงค์ให้ผู้ใดเข้าพบขอรับ” กู่กงกงเอ่ยออกไปตามตรง
“ไม่ต้องห่วงหรอกท่านกงกง แค่ท่านปล่อยให้ข้าเข้าไป พระองค์จะยอมพบข้าเอง” อวี๋ฟางหรงคลี่ยิ้มบางๆ ลำพังนางจะลอบแฝงกายเข้าไปก็ย่อมได้ แต่เกรงว่าจะทำให้เทพเซียนสวรรค์รู้ว่านางก้าวข้ามกฎการใช้พลังเซียน ดังนั้นนางเก็บพลังเซียนเอาไว้ก่อนจะเป็นการดีกว่า
กู่กงกงไม่กล้าเอ่ยคำใดคัดค้านเมื่อเห็นสีพระพักตร์ของไทเฮาเป็นเชิงแกมตำหนิ กงกงประจำตำหนักบูรพาจึงยอมให้อวี๋ฟางหรงเข้าไป
อวี๋ฟางหรงเดินมาหยุดหน้าประตูเข้าเรือนนอนตำหนักบูรพา ชาติก่อนลู่เฟยหลงเป็นเช่นไร ชาตินี้ก็ยังเป็นดังเดิมไม่มีเปลี่ยน เวลาหากไม่
สมปรารถนาสิ่งใดก็เอาแต่กักตนอยู่ในตำหนัก ไม่สมดั่งฉายาเทพสงครามแดนสวรรค์เลยจริงๆ
หญิงสาวตัดสินใจเคาะประตูและถือโอกาสเดินเข้าไปด้านใน นางเห็นบุรุษที่นางหมายมาเยี่ยมด้วยเรื่องบางอย่าง กำลังนั่งอยู่โดยมีโต๊ะคัดอักษรอยู่ด้านหน้า แต่ทว่าฝ่ามือหนาของเขากลับหมุนพู่กันเล่นเท่านั้น สายตาเลื่อนลอย มีแต่ความโศกเศร้า อวี๋ฟางหรงจับสังเกตความรู้สึกจากสายตาคู่นี้ได้
สำหรับลู่เฟยหลง เมื่อรู้สึกตัวถึงการมาเยือนของผู้มาใหม่ เขาวางพู่กันลงบนโต๊ะคัดอักษร มองอวี๋ฟางหรงอย่างไม่พอใจ
“เสด็จแม่ส่งเจ้ามาหาข้าหรือ?” ลู่เฟยหลงถามนางเสียงแข็ง
“ที่ข้ามาวันนี้ เพราะมีของสำคัญบางอย่างจะมอบให้ท่าน...” อวี๋ฟางหรงมองอนาคตต่อจากนี้ของเขาออก นางมาที่นี่เพื่อยื่นของสำคัญบางอย่างให้
ของสำคัญที่ว่านั้นคือดอกไห่ถังแบบเดียวกับที่นางเคยมอบให้เฟิ่งหรั่น ลู่เฟยหลงรับดอกไม้นั้นมามองอย่างพิจารณา นางเป็นหญิงมามอบดอกไม้ให้เขาด้วยเรื่องอันใดกัน เขามองดอกไห่ถังอยู่สักครู่แล้วถามนาง
“เจ้าเป็นหญิง มอบดอกไม้นี้ให้ข้าเห็นทีคงไม่เหมาะสม”
อวี๋ฟางหรงยิ้มอ่อนๆ “สัญญาหมั้นหมายระหว่างพระองค์กับหม่อมฉัน การที่หม่อมฉันทำเช่นนี้มีสิ่งใดไม่เหมาะสมหรือเพคะ”
นางย้อนเกล็ดถามเขากลับ มุมปากข้างหนึ่งกดรอยยิ้มอย่างผู้มีชัย
“หม่อมฉันมอบดอกไม้นี้ให้พระองค์ เมื่อถึงเวลาก็จะทราบเองว่าทำไมหม่อมฉันถึงมอบให้” อวี๋ฟางหรงกล่าวแค่นั้นแล้วนางจึงลุกเดินออกจากตำหนักบูรพาอย่างรวดเร็ว ตอนนี้นางไม่สามารถบอกลู่เฟยหลงกับเฟิ่ง หรั่นได้ แต่อีกไม่นานนับจากนี้กงล้อแห่งโชคชะตาจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว...
ตำหนักของซู่ไท่เฟยครึกครื้นยิ่งนัก ยิ่งได้ทราบว่ากำหนดฤกษ์อภิเษกของลู่อ๋องกับเฟิ่งหรั่นออกมาจากสำนักโหรหลวงแล้ว พระนางทรงสั่งให้มีการแจกเบี้ยหวัดกับขันทีและนางกำนัลของตนเองเสียใหญ่โต อีกทั้งยังมีการตระเตรียมของสำหรับดำเนินการตามขั้นตอนสามหนังสือหกพิธีการ6 ตามขนบธรรมเนียมมาแต่โบราณ
แต่ทว่าคนที่ตื่นเต้นมากที่สุดคือลู่อ๋อง ในที่สุดเขากำลังจะได้ผูกด้ายแดงกับเฟิ่งหรั่นที่หมายปองมานานนัก นางไม่ปฏิเสธการแต่งงานกับเขา นั่นเพราะนางย่อมมีใจต่อเขาอย่างไม่ต้องสงสัย สตรีที่งามพร้อมทั้งรูปโฉมและฐานะเช่นนี้ จะไม่ให้เขาต้องการคว้าตัวนางมาได้อย่างไร
ทว่ามีคนสุขก็ย่อมมีคนทุกข์เช่นกัน เมื่อลู่เฟยหลงแทบไม่ออกช่วยฮ่องเต้ว่าราชกิจใดๆ เพราะเรื่องการแต่งงานกับเฟิ่งหรั่น ลู่อ๋องกับซู่ไท่เฟยก็ยิ่งปรีดามากขึ้นไปอีก หากเหล่าเสนาบดีทราบว่าลู่เฟยหลงไม่เอาการเอางานเช่นนี้ ตำแหน่งรัชทายาทย่อมสั่นคลอน และคงมีการบีบฮ่องเต้ให้ทำการคัดเลือกรัชทายาทพระองค์ใหม่ แต่กว่าจะถึงตอนนั้นต้องหาทางกำจัดลู่เสวียนที่เป็นโอรสสายตรงของฮองเฮาเซียวด้วยเช่นกัน เพื่อมิให้เป็นขวากหนามในอนาคตของพระนางกับโอรส
“ไท่เฟย สาสน์กำหนดฤกษ์มาถึงแล้วเพคะ” นางกำนัลคนสนิทของ
ซู่ไท่เฟยเข้ามาถวายรายงาน พร้อมกับม้วนสาสน์ที่ระบุฤกษ์มงคล
“แล้วทางสกุลเฟิ่งทราบหรือยัง?”
ไท่เฟยทรงตรัสถาม
“เซียวฮองเฮาทรงให้คนของนาง ส่งเรื่องนี้ไปที่จวนใต้เท้าเฟิ่งแล้วเพคะ” นางกำนัลคนเดิมตอบเสียงใส
“ฮองเฮานางเป็นพี่สะใภ้ของเฟยหลง นางจะไม่ทำให้แผนการของเราล่มหรือพะยะค่ะเสด็จแม่” ลู่อ๋องเอ่ยถามมารดาด้วยความไม่สบายใจ
ซู่ไท่เฟยเองก็กังวลพระทัยไม่ต่างกัน “แม่เองก็กังวลอยู่ แต่เรื่องการแต่งสตรีมาเป็นเชื้อพระวงศ์ เป็นหน้าที่ของฮองเฮาที่เป็นประมุขของฝ่ายใน แม้แม่จะเป็นผู้ใหญ่ของวังหลัง แต่เรื่องเช่นนี้ย่อมเป็นฮองเฮาที่ต้องจัดการร่วมด้วย”
ลู่อ๋องจนด้วยคำพูด แม้เซียวฮองเฮาจะไม่มีกำลังสนับสนุนที่ชัดเจนแต่ยังมีแรงสนับสนุนจากเสนาบดีที่สนับสนุนลู่เฟยหลงและฮ่องเต้ การทำสิ่งใดในฝ่ายใน จะตั้งหรือปลดนางกำนัลขันทีคนใด นางย่อมทำได้ทั้งสิ้น
“ตอนนี้หน้าที่เจ้า คือนำของหมั้นนี้ไปมอบให้นาง ทำให้นางแต่งงานกับเจ้าโดยไร้เงื่อนไขใดๆ ให้ลู่เฟยหลงรู้สึกว่าตนเองไม่เหมาะกับนาง” ซู่ไท่เฟยพร้อมยกยิ้มข้างหนึ่งที่มุมปาก หากได้อำนาจสกุลเฟิ่งมา ก็จะทรงมีอำนาจมากพอหากจะล้มฮ่องเต้และรัชทายาทพี่น้องคู่นี้!
สาสน์กำหนดฤกษ์มงคลวันอภิเษกถูกส่งมาที่จวนสกุลเฟิ่งในเพลาไม่นาน นางกำนัลคนสนิทของซู่ไท่เฟยและขันทีของลู่อ๋อง ให้คนนำของหมั้นมากมายเข้ามาในจวนอย่างยิ่งใหญ่ เฟิ่งฮูหยินยิ้มปรีดากับเครื่องประดับงดงามมากมายที่ซู่ไทเฟยทรงพระราชทานให้เป็นของขวัญสำหรับการหมั้นหมายครั้งนี้
“นี่ดูสิ ปิ่นไข่มุกราตรีนี้งดงามจริงๆ” เฟิ่งฮูหยินหยิบปิ่นไข่มุกราตรีมองดูด้วยความชื่นชม
“ได้ข่าวว่าฤกษ์การอภิเษกมาส่งถึงจวนแล้ว...ยินดีกับพี่หญิงใหญ่ด้วยนะเจ้าคะ” เฟิ่งเจาหรงเดินเข้ามาในเรือนของเฟิ่งหรั่นอย่างถือวิสาสะ นางกรีดยิ้มบางๆ อย่างมีเลศนัย ก่อนจะเดินเข้ามาแสร้งกวาดสายตามองไปรอบๆ เรือน แต่ทว่าภายในใจนั้นเต็มไปด้วยไฟริษยาสุมอก
เฟิ่งฮูหยินมองเฟิ่งเจาหรงด้วยสายตาไม่พอใจ บุตรีอนุภรรยาผู้นี้นางไม่รู้จักอยู่อย่างเจียมตนหรืออย่างไร เห็นทีหากงานอภิเษกผ่านไปนางคงต้องจัดการสองแม่ลูกคู่นี้ให้หลาบจำ!
“พี่หญิงรองมีสิทธิ์เข้าออกในเรือนของพี่ข้าตั้งแต่เมื่อใดกันเจ้าคะ เป็นแค่ลูกอนุ ก็ควรทำตัวแบบลูกอนุถึงจะถูก” เฟิ่งอี้มองเฟิ่งเจาหรงด้วยสายตาดูหมิ่นดูแคลน
เฟิ่งเจาหรงกอดอก แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมา “ข้าเองก็ไม่อยากมาเท่าไหร่ ด้วยเพราะรู้ฐานะของตนเองดี ก็แค่อยากมาแสดงความยินดีก็เท่านั้น”
_________________________
6สามหนังสือหกพิธีการ ขั้นตอนการสู่ขอเจ้าสาวแบบจีนโบราณนั่นเอง โดยจะเป็นการแลกเปลี่ยนหนังสือสามฉบับระหว่างตระกูล และการดำเนินตามพิธีการ 6 ข้อด้วยกัน สามหนังสือได้แก่ หนังสือหมั้นหมาย,หนังสือสินสอดและหนังสือรับตัว ส่วนหกพิธีการได้แก่ การสู่ขอ,การขอวันเดือนปีเกิด,การเสี่ยงทาย,การมอบสินสอด,การดูฤกษ์ยาม และสุดท้ายคือการไปรับเจ้าสาว
ช่างบังเอิญยิ่งนักที่ฤกษ์อภิเษกสมรสของลู่อ๋องกับเฟิ่งหรั่น มาตรงกับวันที่ลู่เฟยหลงได้รับแจ้งจากรองแม่ทัพคนสนิทที่ประจำการชายแดนเหนือรายงานมาว่า บัดนี้กองทัพกบฏได้กวาดต้อนชาวเมืองและเสบียงไปเป็นจำนวนมาก แต่ทว่าแม้จะช่วยชาวเมืองและกันเสบียงบางส่วนออกมาได้ ก็ยังไม่สามารถกำจัดฝ่ายศัตรูให้พ้นไป ลู่เฟยหลงจึงมีข้อกล่าวอ้างต่อฮ่องเต้ผู้เป็นพระเชษฐาและพระมารดาของตน เดิมทีเขาไม่ต้องการเห็นสตรีที่รักเป็นของบุรุษอื่นให้ปวดใจ การไปทำศึกสงครามครั้งนี้ และถือโอกาสประจำการที่ชายแดนชั่วคราวจะดีกว่า หรือเขาอาจจะอยู่ที่นั่นตลอดไป และอาจคืนตำแหน่งรัชทายาทให้ลู่เสวียนหลานชายที่ยังเยาว์วัยของเขา “เจ้าคิดจะไปประจำการที่นั่นจริงๆ หรือ?” ลู่ฮ่องเต้ทรงถามด้วยพระพักตร์และพระทัยกังวล น้องชายผู้นี้คือหัวเรี่ยวหัวแรงในราชสำนัก อีกทั้งยังเป็นอาจารย์ที่ดีของลู่เสวียน แต่วันนี้เพราะเรื่องการแต่งงานของเฟิ่งหรั่นหรือไม่ ที่ทำให้น้องชายของพระองค์ตัดสินใจเช่นนี้ วันนี้ทั้งสองพระองค์สนทนากันเป็นส่วนตัวที่ศาลาริมสระในอุทยานหลวง ไม่มีคำว่าฝ่าบาทหรือพระอนุชาอีกต่อไป มีเพียงแต่ความเป็นพี่น้อง
กองทัพเสวียนอู่เดินทางมาถึงที่หมาย ตอนนี้การจลาจลทั้งหมดถูกควบคุมเอาไว้หมดแล้ว โดยรองแม่ทัพที่เขามอบหมายให้ประจำการอยู่ที่นี่ ระหว่างที่เขาประทับอยู่ในเมืองหลวง ด้วยเกรงว่าพวกกบฏที่จับกุมตัวเอาไว้ได้นั้นจะก่อความวุ่นวาย แต่คาดไม่ถึงว่าเขาจากไปไม่กี่วัน กลับเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นทันทีลู่เฟยหลงก้าวลงจากหลังม้า ส่งมอบม้าให้กับจางซินเฉิงแล้วถือกระบี่เดินเข้ามาในกระโจมหลังใหญ่ของตนเอง ตอนนี้เหล่าเชลยบางส่วนที่ก่อกบฏล้วนถูกขังรอการตัดสินโทษอยู่จากเขา“ชาวเมืองในตำบลซ่างจิ่งนี้ จะให้กระหม่อมจัดการอย่างไรพะยะค่ะ” รองแม่ทัพใหญ่เอ่ยถามน้ำเสียงหนักแน่นลู่เฟยหลงมองด้วยสายตาคมปลาบ “ให้ประหารตัวการที่ก่อกบฏครั้งนี้ ส่วนชาวบ้านที่บริสุทธิ์ให้ปล่อยไป ทหารของพวกกบฏนั่นให้เกณฑ์มาเป็นแรงงาน ส่วนเด็ก สตรีและคนชรา ให้ปล่อยพวกเขาไป” “พระองค์แน่ใจหรือพะยะค่ะว่าเด็กและสตรีพวกนั้นจะไม่เป็นภัยในภายหลัง” รองแม่ทัพใหญ่ถามอย่างไม่ไว้ใจนัก “พวกเขาล้วนแต่เป็นเด็กและสตรี เรี่ยวแรงก็หามีมาต่อกรไม่ ปล่อยพวกเขากลับไปซะ นี่เป็นบัญชาของข้า” ลู่เฟยหลงสั่งเสียงเข้ม เพียงเท่านั้นรองแม่ทัพใหญ่จึงไม่กล้า
ทั้งสองพี่น้องอยู่สนทนากันสักพัก กูกูใหญ่ของวังก็มารายงานว่าลู่อ๋องนั้นกลับจากวังหลวงแล้ว เฟิ่งอี้จึงจำเป็นต้องลากลับก่อนตามมารยาท ส่วนเฟิ่งหรั่นก็ต้องทำหน้าที่ในฐานะภรรยา จัดหาของว่างและอาหารตระเตรียมให้ผู้เป็นพระสวามีของนาง แต่ทว่าแทนที่เฟิ่งอี้จะรีบกลับ นางกลับเลือกที่จะเดินชมนกชมไม้ในสวนของวังอ๋องอย่างถือวิสาสะ ด้วยถือว่าพี่สาวนั้นมีศักดิ์เปนพระชายาเอกของลู่อ๋อง นางย่อมทำสิ่งใดก็คงไม่มีใครมาห้ามปรามนางแน่ นางจึงเดินชมนกชมไม้อย่างเพลิดเพลินใจ ลู่อ๋องที่เดินทางกลับมาถึงวัง เห็นน้องสาวของชายาตนเองกำลังเดินเล่นอยู่ในอุทยานจึงเข้าไปทักทายในฐานะพี่เขยของนาง “อ๊ะ!” เฟิ่งอี้ที่ไม่ทันระวัง นางเดินถอยหลังชนเข้ากับแผงอกของลู่อ๋องจนเกือบเซล้มลง แต่โชคดีนักที่ลู่อ๋องคว้าเอวของนางเอาไว้ได้ทัน ทั้งสองหันมาสบตากันเพียงชั่วขณะหนึ่ง หัวใจของเฟิ่งอี้เต้นแรงไม่เป็นส่ำยามได้สบสายตาคมปลาบของลู่อ๋องหรืออ๋องเก้า “อะ เอ่อ...” ทั้งสองรีบผละออกจากกันทันที เฟิ่งอี้ตะกุกตะกักด้วยความเขินอาย “หม่อมฉันขอประทานอภัยด้วยเพคะ พอดีมาเยี่ยมพี่สาว แต่ว่าเห็นอุทยานที่นี่ร่มรื่นน
ตับๆๆ เสียงของเนื้อกระทบเนื้อดังขึ้นเป็นจังหวะหฤหรรษ์ในห้องแห่งหนึ่งของของโรงเตี๊ยม ในห้องนั้นปรากฏภาพชายหญิงทั้งสองกำลังร่วมรักกันอย่างมีความสุข เฟิ่งเจาหรงใบหน้าเหยเกด้วยความเสียวซ่านกับความสุขที่อ๋องเก้ามอบให้กับนาง ใบหน้าหล่อเหลาของลู่อ๋องกัดฟันพลางคำรามในลำคอด้วยความเสียวซ่าน เมื่อเขาได้ปลดปล่อยสายธารรักของตนเองเข้าไปในกายของสตรีใต้ร่างอย่างสุขสม เฟิ่งเจาหรงคลายมือออกจากผ้าปูที่นอนเมื่อความหฤหรรษ์นั้นจบลง ใบหน้าของลู่อ๋องซบลงบนหน้าอกอวบใหญ่ของเฟิ่งเจาหรง ก่อนจะใช้ปลายลิ้นสากโลมเลียอย่างเอร็ดอร่อย “ข้าพึงพอใจในรสสวาทของเจ้ายิ่งนัก หรงเอ๋อร์” พูดจบก็ใช้ฝ่ามือลูบไล้ต้นขาของอีกฝ่ายอย่างพึงพอใจ ขณะที่ใช้ปลายลิ้นสากโลมเลียเม็ดทับทิมสีชมพูที่แข็งชันเป็นไต “อ๊า!!!” เฟิ่งเจาหรงร้องครางเสียงดัง เมื่อลู่อ๋องใช้ปลายลิ้นตวัดเลียเต้านมอวบของนางรุนแรงอย่างหิวกระหาย จนใบหน้างดงามของเฟิ่งเจาหรงเหยเกด้วยความเสียวซ่าน นางร้องครางเสียงหวานไม่เป็นภาษาด้วยความสุขสม “หากท่านอ๋องชมชอบ หม่อมฉันก็ยินดีมอบกายถวายใจรับใช้เพคะ” นางเอ่ยพลางใช้มือเรียวของตนเอ
บริเวณลานประหาร ร่างบอบบางที่ถูกตรึงด้วยไม้กางเขน สภาพร่างกายของนางอันบอบบางราวกิ่งหลิวเปียกชุ่มไปด้วยคราบโลหิตจากทัณฑ์ทรมาน เส้นผมที่เคยถูกรวบเกล้าประดับด้วยเครื่องประดับอันงดงาม บัดนี้กลับหลุดลุ่ยปรกใบหน้า ดวงตาที่เคยอ่อนหวานในยามนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความแค้น ที่ไม่มีโอกาสได้มอบความตายคืนให้กับคนที่กระทำนาง ‘เฟิ่งหรั่น’ คือบุตรีของอัครมหาเสนาบดี นางผู้เปี่ยมด้วยรูปโฉมอันงดงามและอำนาจบารมีของบิดา วาสนาชีวิตที่เคยเป็นถึงพระชายาอ๋อง บัดนี้กลับตกต่ำกลายเป็นนักโทษประหารความผิดไม่น่าให้อภัย ดวงตางดงามค่อยๆ ลืมตาขึ้นทีละนิดมองสภาพแวดล้อมรายรอบที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่รุมสาปแช่งนาง นางกระตุกยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยันในโชคชะตาของตนเอง นางไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าวาสนาที่ตนเองเคยเป็นชายาของอ๋องเก้าบุรุษที่ยิ่งใหญ่ บัดนี้จะตกต่ำเป็นถึงนักโทษประหาร คิดแล้วช่างน่าเจ็บปวดใจยิ่งนัก ซ่า! เสียงน้ำที่ถูกสาดจากถังน้ำไม้สีน้ำตาลใบใหญ่สาดกระเด็นเข้ามาที่ใบหน้าเปื้อนเลือดของเฟิ่งหรั่น หญิงสาวทำได้แค่หลับตาและเบี่ยงใบหน้าหลบเท่านั้น ความอัปยศในวันนี้ทำให้นางเ
ย้อนกลับไปเมื่อสามปีก่อน แคว้นเหลียว แคว้นเหลียวเป็นหนึ่งในสี่แคว้นใหญ่แห่งแผ่นดินจงหยวน ปกครองด้วยราชวงศ์ลู่มานานหลายศตวรรษ และในยุคปัจจุบันที่แคว้นเหลียวเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด นำโดยการปกครองของลู่ฮ่องเต้และเซียวฮองเฮาและองค์รัชทายาทผู้เป็นพระอนุชาร่วมอุทรนามว่า ‘ลู่เฟยหรง’ องค์รัชทายาทผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ นำทัพรบนำชัยชนะมาทุกสมรภูมิศึกและภายใต้การช่วยออกว่าราชการของลู่อ๋องอีกแรง แม้ว่าจะมีสี่นักปกครองที่เก่งกาจ แต่กุนซือที่สำคัญประจำพระวรกายของฮ่องเต้คือใต้เท้าเฟิ่ง อัครมหาเสนาบดีคู่พระทัยตั้งแต่อดีตฮ่องเต้รัชกาลก่อนจวบจนรัชกาลปัจจุบัน เขามีบุตรสาวที่ทั้งงดงามและฉลาดปราดเปรื่องกับฮูหยินเอกนามว่า ‘เฟิ่งหรั่น’ ยอดบัณฑิตหญิงแห่งแคว้น ศาสตร์ความรู้ทั้งหกแขนงที่คุณหนูสกุลใหญ่ร่ำเรียนกัน นางสามารถร่ำเรียนจนแตกฉานได้อย่างรวดเร็ว ภายในจวนอัครมหาเสนาบดีเงียบสงบร่มรื่น เสียงบรรเลงพิณดังมาจากเรือนของคุณหนูใหญ่ของจวนอย่างเฟิ่งหรั่น หญิงสาวในชุดผ้าไหมปักดิ้นลวดลายงดงาม คอเสื้อขลิบด้วยลวดลายดุจปีกจักจั่นสีทองอ่อน กำลังนั่งดีดบรรเลงพิณอย่างสบายใจท่ามกลางบรรย
เฟิ่งหรั่นเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ร้านเครื่องประดับ กำลังจะนำเครื่องประดับชิ้นใหม่มาวางขายที่ร้าน ด้วยเพราะร้านเครื่องประดับนี้ขายสินค้าแต่เฉพาะสตรีชั้นสูงและเชื้อพระวงศ์เท่านั้น เครื่องประดับมีค่าจำนวนมากย่อมเป็นที่สนใจของสตรีชั้นสูง หญิงสาวจึงชวนเฟิ่งอี้และจิงเจียวออกมาซื้อเครื่องประดับด้วยกัน ตลาดใหญ่ในเมืองหลวงครึกครื้นเป็นพิเศษ เนื่องจากการกลับมาของลู่เฟยหลงพร้อมกับชัยชนะเหนือจงโจว เหล่าสตรีชั้นสูงซึ่งเป็นบรรดาบุตรีของขุนนางทั้งหลายต่างก็ออกมาเที่ยวเล่นในเมือง ด้วยเพราะพวกนางสืบทราบมาว่าองค์รัชทายาทลู่เฟยหลงมักชอบออกมาดื่มสุรากับทหารองครักษ์คนสนิทที่หอสุราเป็นประจำ เฟิ่งหรั่นเดินเลือกซื้อเครื่องประดับมาใหม่จากหลากหลายร้านที่มาเปิดใหม่ แต่ทว่าก็ไม่มีร้านใดที่ถูกใจนางเท่าร้านใหญ่ในเมืองหลวงอีกแล้ว หญิงสาวเดินเลือกเครื่องประดับในร้านใหญ่ไปเรื่อยๆ จนเจอปิ่นหยกที่ถูกใจ ปิ่นหยกนี้ประดับด้วยไข่มุกราตรีงดงามยิ่งนัก เฟิ่งหรั่นหยิบปิ่นหยกสีเขียวเพียงหนึ่งเดียวในร้านขึ้นมาเชยชม เช่นเดียวกับเฟิ่งอี้เดินเข้ามาหาพี่สาวชื่นชมความงดงามของปิ่นหยกหายากชนิดนี้
“แม่รู้ว่าเจ้าอยากแต่งนางเข้ามาในจวน เพื่อวางแผนโดยเร็ว แต่อุปสรรคชิ้นใหญ่ของเราคือไทเฮา คิดว่านางจะยอมง่ายๆ หรือ?” ซู่ไท่เฟยเอ่ยขึ้นมา ลู่อ๋องยกยิ้มดังเช่นเคย “ไม่ยอมก็ต้องยอมพะยะค่ะ หากฝ่าบาททรงเอ่ยมอบสมรสพระราชทานมา ไทเฮาจะทรงคัดค้านอันใดได้ ยิ่งเป็นคนที่รักพี่ชายอย่างลู่เฟยหลง ข้าอยากเห็นสีหน้าสิ้นหวังของเขานัก” ซู่ไท่เฟยยกยิ้ม นานมากแล้วที่ต้องทนเก็บกดและอยู่ภายใต้อำนาจของคนสามคนในวังหลวง หากแผนการโค่นล้มบัลลังก์ลู่ฮ่องเต้สำเร็จ พระนางก็จะอยู่เหนือคนใต้หล้า ไม่ต้องอยู่ใต้ฝ่าเท้าคอยรับคำสั่งของใครและยิ่งไม่ต้องโดนใครกดขี่ข่มเหงอีกแล้วดังเช่นที่ผ่านมา “รอให้งานเลี้ยงคืนนี้ผ่านไปก่อน วันหลังแม่จะหาทางกราบทูลฝ่าบาทเองเรื่องสมรสพระราชทาน ในงานคืนนี้เจ้าก็พยายามแสดงออกความรู้สึกต่อนางอย่างชัดเจนล่ะ เฟิ่งหรั่นเป็นธิดาคนโปรดของใต้เท้าเฟิ่ง หากบุตรสาวเขาได้เป็นพระชายาอ๋อง เขาก็ย่อมต้องหันมาสนับสนุนเจ้าให้ขึ้นเป็นรัชทายาท” ซู่ไท่เฟยกล่าวพลางจิบน้ำชา สายพระเนตรของพระนางยากจะคาดเดาความรู้สึกได้ เช่นเดียวกับอ๋องเก้าที่ไม่อาจคาดเดาพระทัยของพระมารดาตนเอง
ตับๆๆ เสียงของเนื้อกระทบเนื้อดังขึ้นเป็นจังหวะหฤหรรษ์ในห้องแห่งหนึ่งของของโรงเตี๊ยม ในห้องนั้นปรากฏภาพชายหญิงทั้งสองกำลังร่วมรักกันอย่างมีความสุข เฟิ่งเจาหรงใบหน้าเหยเกด้วยความเสียวซ่านกับความสุขที่อ๋องเก้ามอบให้กับนาง ใบหน้าหล่อเหลาของลู่อ๋องกัดฟันพลางคำรามในลำคอด้วยความเสียวซ่าน เมื่อเขาได้ปลดปล่อยสายธารรักของตนเองเข้าไปในกายของสตรีใต้ร่างอย่างสุขสม เฟิ่งเจาหรงคลายมือออกจากผ้าปูที่นอนเมื่อความหฤหรรษ์นั้นจบลง ใบหน้าของลู่อ๋องซบลงบนหน้าอกอวบใหญ่ของเฟิ่งเจาหรง ก่อนจะใช้ปลายลิ้นสากโลมเลียอย่างเอร็ดอร่อย “ข้าพึงพอใจในรสสวาทของเจ้ายิ่งนัก หรงเอ๋อร์” พูดจบก็ใช้ฝ่ามือลูบไล้ต้นขาของอีกฝ่ายอย่างพึงพอใจ ขณะที่ใช้ปลายลิ้นสากโลมเลียเม็ดทับทิมสีชมพูที่แข็งชันเป็นไต “อ๊า!!!” เฟิ่งเจาหรงร้องครางเสียงดัง เมื่อลู่อ๋องใช้ปลายลิ้นตวัดเลียเต้านมอวบของนางรุนแรงอย่างหิวกระหาย จนใบหน้างดงามของเฟิ่งเจาหรงเหยเกด้วยความเสียวซ่าน นางร้องครางเสียงหวานไม่เป็นภาษาด้วยความสุขสม “หากท่านอ๋องชมชอบ หม่อมฉันก็ยินดีมอบกายถวายใจรับใช้เพคะ” นางเอ่ยพลางใช้มือเรียวของตนเอ
ทั้งสองพี่น้องอยู่สนทนากันสักพัก กูกูใหญ่ของวังก็มารายงานว่าลู่อ๋องนั้นกลับจากวังหลวงแล้ว เฟิ่งอี้จึงจำเป็นต้องลากลับก่อนตามมารยาท ส่วนเฟิ่งหรั่นก็ต้องทำหน้าที่ในฐานะภรรยา จัดหาของว่างและอาหารตระเตรียมให้ผู้เป็นพระสวามีของนาง แต่ทว่าแทนที่เฟิ่งอี้จะรีบกลับ นางกลับเลือกที่จะเดินชมนกชมไม้ในสวนของวังอ๋องอย่างถือวิสาสะ ด้วยถือว่าพี่สาวนั้นมีศักดิ์เปนพระชายาเอกของลู่อ๋อง นางย่อมทำสิ่งใดก็คงไม่มีใครมาห้ามปรามนางแน่ นางจึงเดินชมนกชมไม้อย่างเพลิดเพลินใจ ลู่อ๋องที่เดินทางกลับมาถึงวัง เห็นน้องสาวของชายาตนเองกำลังเดินเล่นอยู่ในอุทยานจึงเข้าไปทักทายในฐานะพี่เขยของนาง “อ๊ะ!” เฟิ่งอี้ที่ไม่ทันระวัง นางเดินถอยหลังชนเข้ากับแผงอกของลู่อ๋องจนเกือบเซล้มลง แต่โชคดีนักที่ลู่อ๋องคว้าเอวของนางเอาไว้ได้ทัน ทั้งสองหันมาสบตากันเพียงชั่วขณะหนึ่ง หัวใจของเฟิ่งอี้เต้นแรงไม่เป็นส่ำยามได้สบสายตาคมปลาบของลู่อ๋องหรืออ๋องเก้า “อะ เอ่อ...” ทั้งสองรีบผละออกจากกันทันที เฟิ่งอี้ตะกุกตะกักด้วยความเขินอาย “หม่อมฉันขอประทานอภัยด้วยเพคะ พอดีมาเยี่ยมพี่สาว แต่ว่าเห็นอุทยานที่นี่ร่มรื่นน
กองทัพเสวียนอู่เดินทางมาถึงที่หมาย ตอนนี้การจลาจลทั้งหมดถูกควบคุมเอาไว้หมดแล้ว โดยรองแม่ทัพที่เขามอบหมายให้ประจำการอยู่ที่นี่ ระหว่างที่เขาประทับอยู่ในเมืองหลวง ด้วยเกรงว่าพวกกบฏที่จับกุมตัวเอาไว้ได้นั้นจะก่อความวุ่นวาย แต่คาดไม่ถึงว่าเขาจากไปไม่กี่วัน กลับเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นทันทีลู่เฟยหลงก้าวลงจากหลังม้า ส่งมอบม้าให้กับจางซินเฉิงแล้วถือกระบี่เดินเข้ามาในกระโจมหลังใหญ่ของตนเอง ตอนนี้เหล่าเชลยบางส่วนที่ก่อกบฏล้วนถูกขังรอการตัดสินโทษอยู่จากเขา“ชาวเมืองในตำบลซ่างจิ่งนี้ จะให้กระหม่อมจัดการอย่างไรพะยะค่ะ” รองแม่ทัพใหญ่เอ่ยถามน้ำเสียงหนักแน่นลู่เฟยหลงมองด้วยสายตาคมปลาบ “ให้ประหารตัวการที่ก่อกบฏครั้งนี้ ส่วนชาวบ้านที่บริสุทธิ์ให้ปล่อยไป ทหารของพวกกบฏนั่นให้เกณฑ์มาเป็นแรงงาน ส่วนเด็ก สตรีและคนชรา ให้ปล่อยพวกเขาไป” “พระองค์แน่ใจหรือพะยะค่ะว่าเด็กและสตรีพวกนั้นจะไม่เป็นภัยในภายหลัง” รองแม่ทัพใหญ่ถามอย่างไม่ไว้ใจนัก “พวกเขาล้วนแต่เป็นเด็กและสตรี เรี่ยวแรงก็หามีมาต่อกรไม่ ปล่อยพวกเขากลับไปซะ นี่เป็นบัญชาของข้า” ลู่เฟยหลงสั่งเสียงเข้ม เพียงเท่านั้นรองแม่ทัพใหญ่จึงไม่กล้า
ช่างบังเอิญยิ่งนักที่ฤกษ์อภิเษกสมรสของลู่อ๋องกับเฟิ่งหรั่น มาตรงกับวันที่ลู่เฟยหลงได้รับแจ้งจากรองแม่ทัพคนสนิทที่ประจำการชายแดนเหนือรายงานมาว่า บัดนี้กองทัพกบฏได้กวาดต้อนชาวเมืองและเสบียงไปเป็นจำนวนมาก แต่ทว่าแม้จะช่วยชาวเมืองและกันเสบียงบางส่วนออกมาได้ ก็ยังไม่สามารถกำจัดฝ่ายศัตรูให้พ้นไป ลู่เฟยหลงจึงมีข้อกล่าวอ้างต่อฮ่องเต้ผู้เป็นพระเชษฐาและพระมารดาของตน เดิมทีเขาไม่ต้องการเห็นสตรีที่รักเป็นของบุรุษอื่นให้ปวดใจ การไปทำศึกสงครามครั้งนี้ และถือโอกาสประจำการที่ชายแดนชั่วคราวจะดีกว่า หรือเขาอาจจะอยู่ที่นั่นตลอดไป และอาจคืนตำแหน่งรัชทายาทให้ลู่เสวียนหลานชายที่ยังเยาว์วัยของเขา “เจ้าคิดจะไปประจำการที่นั่นจริงๆ หรือ?” ลู่ฮ่องเต้ทรงถามด้วยพระพักตร์และพระทัยกังวล น้องชายผู้นี้คือหัวเรี่ยวหัวแรงในราชสำนัก อีกทั้งยังเป็นอาจารย์ที่ดีของลู่เสวียน แต่วันนี้เพราะเรื่องการแต่งงานของเฟิ่งหรั่นหรือไม่ ที่ทำให้น้องชายของพระองค์ตัดสินใจเช่นนี้ วันนี้ทั้งสองพระองค์สนทนากันเป็นส่วนตัวที่ศาลาริมสระในอุทยานหลวง ไม่มีคำว่าฝ่าบาทหรือพระอนุชาอีกต่อไป มีเพียงแต่ความเป็นพี่น้อง
เฟิ่งหรั่นนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับแม่หมอเฒ่าผู้นั้น กลิ่นอายบางอย่างที่นางไม่คุ้นเคยลอยโชยเข้ามาเตะจมูกนาง กลิ่นอันใดกันที่ทำให้นางรู้สึกไม่ดี คล้ายกับเลือดลมทั้งหมดหยุดไหลเวียนเช่นนี้ เพราะอะไร..? “หรั่นหรั่น แม่หมอผู้นี้พ่อกับแม่เชื้อเชิญมาเพื่อตรวจดวงชะตาของเจ้ากับท่านอ๋องเก้า อีกไม่นานนี้เจ้าก็จะได้รับการแต่งตั้งเป็นพระชายาเอกแล้ว จำเป็นต้องมีการทำเช่นนี้เสียก่อน...” เฟิ่งฮูหยินคลี่ยิ้มเอ่ย เฟิ่งหรั่นยิ้มอ่อนๆ ตอบผู้เป็นมารดา ส่วนเฟิ่งเจาหรงที่มาได้ยินการสนทนาและเห็นแม่หมอชื่อดังที่ถูกเชิญมาจึงได้ลอบแอบฟังการสนทนา เฟิ่งฮูหยินทำถึงขนาดนี้ เพื่อประเคนบุตรสาวให้เป็นชายาอ๋องเก้าเลยรึ?! เฟิ่งหรั่นแบฝ่ามือทั้งสองข้างและแจ้งวันเดือนปีเกิดของตนเองกับลู่อ๋องต่อหน้าแม่หมอ แม่หมอเฒ่าได้ทำการตรวจดวงชะตาอย่างละเอียดถี่ถ้วนดีแล้ว แต่ทว่า... “เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะแม่หมอ” เฟิ่งฮูหยินถามด้วยความร้อนรนระคนตื่นเต้นในใจ นางเห็นแม่หมอผู้นี้สัมผัสมือบุตรสาวและนั่งหลับตาอยู่นานแล้ว แม่หมอนิ่งเงียบ นางพยายามเพ่งเล็งสมาธิให้มากที่สุดแต่กลับไม่เห็น
เฟิ่งหรั่นมองดอกไห่ถังสลับกับชมแสงจันทร์จากริมศาลา เพลานี้ราตรีมาเยือนมืดมิดแล้ว แสงจันทร์ทอประกายเด่นกลางท้องนภา ท่ามกลางหมู่ดารานับล้านดวง พระจันทร์ในคืนนี้งดงามกว่าคืนใด สักพักหนึ่งนางเห็นดาวดวงหนึ่งพุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว เร็วยิ่งนักพร้อมกับดอกไห่ถังที่กลีบของมันสั่นไหวเบาๆ เพลานี้ให้ความรู้สึกเหมือนตอนเข้าร่วมงานล่าสัตว์ครั้งแรก ในยามค่ำก็มักจะมีการจุดคบเพลิงตามจุดหมายสำคัญต่างๆ บิดาพานางขึ้นหลังม้าเข้าไปร่วมล่าสัตว์ด้วยกัน แต่ทว่าในยามนั้นกลับเป็นการออกล่าสัตว์ของสัตว์นักล่าด้วยเช่นกัน เฟิ่งหรั่นและบิดาถูกเสือตัวผู้และตัวเมียคู่หนึ่งสีขาวลอบทำร้าย บิดาของนางนั้นได้รับบาดเจ็บจนสลบไปพร้อมกับนาง เมื่อนางตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบลู่อ๋องแล้ว ลู่อ๋องคือคนที่ช่วยชีวิตนางเอาไว้อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ทว่านางกลับได้เจ้าไห่เหลียนที่ตอนนั้นยังเด็กมากมาเลี้ยงด้วย เจ้าเสือขาวมาอยู่กับนางแต่หนใดนับจากที่บาดเจ็บก็ไม่อาจทราบได้ แต่ด้วยความสงสารที่พ่อแม่ของมันถูกทหารของวังหลวงจับเอาไปถลกหนังทำเสื้อ นางก็เกิดความสงสารในชะตากรรมของเจ้าเสือน้อยตัวนี้ยิ่งนัก จึงขอบิดารับมาเลี้ยงเอาไว้เป็น
เฟิ่งหรั่นและเฟิ่งอี้นั่งที่โต๊ะด้านหลังลำดับถัดมาจากอัครมหาเสนาบดีเฟิ่งผู้เป็นบิดากับมารดาอย่างเฟิ่งฮูหยิน ข้างๆ นางนั้นคือที่นั่งของอวี๋ฟางหรง ธิดาเจ้ากรมอาญาซึ่งมีความสนิทสนมชิดเชื้อกับไทเฮาพอสมควร ทั้งบิดาของนางและบิดาของอวี๋ฟางหรงนั้น ต่างก็เป็นเสนาบดีตำแหน่งสูงทั้งคู่ หากพวกนางถูกจัดมานั่งเคียงข้างกันย่อมไม่แปลก ใบหน้าอ่อนเยาว์ของอวี๋ฟางหรงมองเฟิ่งหรั่นด้วยสายตาเป็นมิตร นางคลี่ยิ้มบางๆ ให้อีกฝ่ายอย่างเป็นกันเอง เฟิ่งหรั่นยิ้มอ่อนๆ น้อมรับ พอดีกับสายตาของเฟิ่งอี้ที่มองมาอย่างจับสังเกต “คุณหนูสกุลอวี๋ อวี๋ฟางหรงไม่ใช่หรือเจ้าคะพี่หญิง” เฟิ่งอี้กระซิบถามอย่างไม่ไว้ใจ สายตาของนางจดจ้องอวี๋ฟางหรงไม่วางตา เฟิ่งหรั่นปรายหางตาปรามผู้เป็นน้องสาวเงียบๆ “นางทักทายเรา มีไมตรีกับเรา เจ้าอยู่นิ่งๆ เถิด” “เจ้าค่ะ...” เฟิ่งอี้ยอมสงบปากสงบคำเมื่อได้รับคำเตือนจากผู้เป็นพี่สาว นางรินชาให้ตนเองอย่างเงียบๆ สายตานั้นจับจ้องมองที่ลู่อ๋องซึ่งประทับอยู่ข้างๆ ซู่ไท่เฟยด้วยสายตายากจะคาดเดาความหมาย “ข้าได้ยินกิตติศัพท์รูปโฉมอันงดงามของแม่น
“แม่รู้ว่าเจ้าอยากแต่งนางเข้ามาในจวน เพื่อวางแผนโดยเร็ว แต่อุปสรรคชิ้นใหญ่ของเราคือไทเฮา คิดว่านางจะยอมง่ายๆ หรือ?” ซู่ไท่เฟยเอ่ยขึ้นมา ลู่อ๋องยกยิ้มดังเช่นเคย “ไม่ยอมก็ต้องยอมพะยะค่ะ หากฝ่าบาททรงเอ่ยมอบสมรสพระราชทานมา ไทเฮาจะทรงคัดค้านอันใดได้ ยิ่งเป็นคนที่รักพี่ชายอย่างลู่เฟยหลง ข้าอยากเห็นสีหน้าสิ้นหวังของเขานัก” ซู่ไท่เฟยยกยิ้ม นานมากแล้วที่ต้องทนเก็บกดและอยู่ภายใต้อำนาจของคนสามคนในวังหลวง หากแผนการโค่นล้มบัลลังก์ลู่ฮ่องเต้สำเร็จ พระนางก็จะอยู่เหนือคนใต้หล้า ไม่ต้องอยู่ใต้ฝ่าเท้าคอยรับคำสั่งของใครและยิ่งไม่ต้องโดนใครกดขี่ข่มเหงอีกแล้วดังเช่นที่ผ่านมา “รอให้งานเลี้ยงคืนนี้ผ่านไปก่อน วันหลังแม่จะหาทางกราบทูลฝ่าบาทเองเรื่องสมรสพระราชทาน ในงานคืนนี้เจ้าก็พยายามแสดงออกความรู้สึกต่อนางอย่างชัดเจนล่ะ เฟิ่งหรั่นเป็นธิดาคนโปรดของใต้เท้าเฟิ่ง หากบุตรสาวเขาได้เป็นพระชายาอ๋อง เขาก็ย่อมต้องหันมาสนับสนุนเจ้าให้ขึ้นเป็นรัชทายาท” ซู่ไท่เฟยกล่าวพลางจิบน้ำชา สายพระเนตรของพระนางยากจะคาดเดาความรู้สึกได้ เช่นเดียวกับอ๋องเก้าที่ไม่อาจคาดเดาพระทัยของพระมารดาตนเอง
เฟิ่งหรั่นเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ร้านเครื่องประดับ กำลังจะนำเครื่องประดับชิ้นใหม่มาวางขายที่ร้าน ด้วยเพราะร้านเครื่องประดับนี้ขายสินค้าแต่เฉพาะสตรีชั้นสูงและเชื้อพระวงศ์เท่านั้น เครื่องประดับมีค่าจำนวนมากย่อมเป็นที่สนใจของสตรีชั้นสูง หญิงสาวจึงชวนเฟิ่งอี้และจิงเจียวออกมาซื้อเครื่องประดับด้วยกัน ตลาดใหญ่ในเมืองหลวงครึกครื้นเป็นพิเศษ เนื่องจากการกลับมาของลู่เฟยหลงพร้อมกับชัยชนะเหนือจงโจว เหล่าสตรีชั้นสูงซึ่งเป็นบรรดาบุตรีของขุนนางทั้งหลายต่างก็ออกมาเที่ยวเล่นในเมือง ด้วยเพราะพวกนางสืบทราบมาว่าองค์รัชทายาทลู่เฟยหลงมักชอบออกมาดื่มสุรากับทหารองครักษ์คนสนิทที่หอสุราเป็นประจำ เฟิ่งหรั่นเดินเลือกซื้อเครื่องประดับมาใหม่จากหลากหลายร้านที่มาเปิดใหม่ แต่ทว่าก็ไม่มีร้านใดที่ถูกใจนางเท่าร้านใหญ่ในเมืองหลวงอีกแล้ว หญิงสาวเดินเลือกเครื่องประดับในร้านใหญ่ไปเรื่อยๆ จนเจอปิ่นหยกที่ถูกใจ ปิ่นหยกนี้ประดับด้วยไข่มุกราตรีงดงามยิ่งนัก เฟิ่งหรั่นหยิบปิ่นหยกสีเขียวเพียงหนึ่งเดียวในร้านขึ้นมาเชยชม เช่นเดียวกับเฟิ่งอี้เดินเข้ามาหาพี่สาวชื่นชมความงดงามของปิ่นหยกหายากชนิดนี้