เฟิ่งหรั่นมองดอกไห่ถังสลับกับชมแสงจันทร์จากริมศาลา เพลานี้ราตรีมาเยือนมืดมิดแล้ว แสงจันทร์ทอประกายเด่นกลางท้องนภา ท่ามกลางหมู่ดารานับล้านดวง พระจันทร์ในคืนนี้งดงามกว่าคืนใด สักพักหนึ่งนางเห็นดาวดวงหนึ่งพุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว เร็วยิ่งนักพร้อมกับดอกไห่ถังที่กลีบของมันสั่นไหวเบาๆ
เพลานี้ให้ความรู้สึกเหมือนตอนเข้าร่วมงานล่าสัตว์ครั้งแรก ในยามค่ำก็มักจะมีการจุดคบเพลิงตามจุดหมายสำคัญต่างๆ บิดาพานางขึ้นหลังม้าเข้าไปร่วมล่าสัตว์ด้วยกัน แต่ทว่าในยามนั้นกลับเป็นการออกล่าสัตว์ของสัตว์นักล่าด้วยเช่นกัน เฟิ่งหรั่นและบิดาถูกเสือตัวผู้และตัวเมียคู่หนึ่งสีขาวลอบทำร้าย บิดาของนางนั้นได้รับบาดเจ็บจนสลบไปพร้อมกับนาง เมื่อนางตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบลู่อ๋องแล้ว
ลู่อ๋องคือคนที่ช่วยชีวิตนางเอาไว้อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ทว่านางกลับได้เจ้าไห่เหลียนที่ตอนนั้นยังเด็กมากมาเลี้ยงด้วย เจ้าเสือขาวมาอยู่กับนางแต่
หนใดนับจากที่บาดเจ็บก็ไม่อาจทราบได้ แต่ด้วยความสงสารที่พ่อแม่ของมันถูกทหารของวังหลวงจับเอาไปถลกหนังทำเสื้อ นางก็เกิดความสงสารในชะตากรรมของเจ้าเสือน้อยตัวนี้ยิ่งนัก จึงขอบิดารับมาเลี้ยงเอาไว้เป็นเพื่อน
เล่นแก้เหงา ซึ่งบิดาก็อนุญาตนาง
แต่แปลกนัก...ทั้งๆ ที่ลู่อ๋องเคยช่วยชีวิตนางเอาไว้ แต่นางกลับไม่ได้ยินเขาเอ่ยถึงเรื่องนี้อีกเลย รวมทั้งเจ้าไห่เหลียนที่เขาอ้างว่านำมามอบให้นาง กลับไม่มีท่าทีสนิทสนมเลยสักนิด เขาคือคนที่ช่วยนางเอาไว้ในตอนนั้นจริงหรือ?
“พี่หญิง...” เฟิ่งอี้แสร้งปรับสีหน้าและอารมณ์ให้มั่นคง นางยิ้มกว้างเดินเข้ามาหาผู้เป็นพี่สาวอย่างประจบเอาใจ
“อี้เอ๋อร์ พี่ขอโทษนะ” เฟิ่งหรั่นเอ่ยขอโทษจากใจจริงต่อผู้เป็นน้องสาว ทั้งๆ ที่รู้ว่าเฟิ่งอี้รู้สึกอย่างไรต่อลู่อ๋อง แต่นางก็ยังคงตอบรับการแต่งงานนี้ ทั้งๆ ที่อาจทำร้ายจิตใจของผู้เป็นน้องสาว
เฟิ่งอี้แสร้งขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “ขอโทษเรื่องอันใดกันเจ้าคะ วันนี้พี่หญิงไม่ได้ทำอะไรข้าเสียหน่อย หรือถ้าจะเป็นเรื่องท่านอ๋อง ท่านไม่ต้องขอโทษข้าหรอกเจ้าค่ะ ท่านเหมาะสมกับท่านอ๋องทุกประการข้าจะโกรธท่านได้อย่างไร”
ปากก็ว่าไม่โกรธ แต่ทว่าในใจนั้นกลับสุมไปด้วยเพลิงริษยาเต็มอก ปิ่นที่ลู่อ๋องมอบให้พี่สาวนาง นางไม่มีวันคืนให้เด็ดขาด สักวันนางจะต้องแย่งลู่อ๋องมาให้ได้ คนที่แย่งของๆ นางจะต้องตายสถานเดียว! เฟิ่งหรั่นมีชีวิตอยู่ก็เหมือนหนามยอกอกที่นางไม่มีวันแทนที่ได้ หนามยอกอกต้องกำจัดทิ้งเท่านั้น!
เฟิ่งอี้กุมมือพี่สาวอย่างปลอบใจ “ทำไมข้าต้องโกรธท่านด้วยเล่า พี่หญิงดีกับข้าเสมอมา เราเป็นพี่น้องกันนะเจ้าคะ มีอันใดอย่าได้คิดเคืองกันเลย”
เฟิ่งเจาหรงที่ยังไม่หลับนอน นางออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ยามค่ำ ด้วยหมายใจอยากเห็นเฟิ่งหรั่น ว่าที่พระชายาเอกของลู่อ๋องและเฟิ่งอี้ทะเลาะกันดั่งที่ใจนางต้องการ แต่ทว่ากลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อเฟิ่งอี้ไม่ได้มีทีท่าโกรธพี่สาวของตนเองเลยแม้แต่น้อย
บุตรสาวของอนุภรรยาอย่างนางได้แต่มองด้วยความเจ็บใจ พวกนางสองพี่น้องจะวาสนาดีเกินไปแล้วนะ...! นางยอมไม่ได้ หากพวกนางทั้งสองคนได้แต่งงานเป็นชายาอ๋องทั้งคู่ คงไม่มีที่ยืนใดให้กับบุตรีอนุภรรยาอย่างนางแล้ว
ยิ่งคิดยิ่งแค้นนัก เป็นเพราะฮูหยินใหญ่ที่ขัดขวางการเดินทางเข้าวัง ของนาง อันที่จริงท่านพ่อสามารถพานางเข้าวังได้ตั้งแต่ยังเยาว์วัย แต่ทว่าฮูหยินใหญ่กลับคัดค้านอย่างรุนแรงจนบิดาต้องยอมถอดใจ หากไม่ใช่เพราะหญิงชั่วผู้นั้น มารดาของนางคงไม่ต้องโดนกดขี่อยู่ร่ำไปเช่นนี้
สองพี่น้องคู่นี้ได้ดีไม่นานหรอก นางต้องหาทางโค่นทั้งสองลงมาได้แน่!
เฟิ่งหรั่นอาบน้ำชำระกาย โดยมีจิงเจียวคอยช่วยขัดผิวและช่วยผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ให้อย่างเช่นทุกครั้ง หญิงสาวล้มตัวลงนอนบนเตียงหนานุ่ม โดยมีร่างของเจ้าแมวขาวยักษ์ขนปุยขึ้นมานอนบนเตียงร่วมกับนางด้วย หญิงสาวลูบหัวมันอย่างอ่อนโยนก่อนจะหลับใหลสู่ห้วงนิทราไป โดยไม่ทันสังเกตความเคลื่อนไหวบางอย่างจากดอกไห่ถัง
ดอกไห่ถังที่อวี๋ฟางหรงให้มา ถูกเฟิ่งหรั่นจัดใส่แจกันลายหยกครามอย่างดี ในคืนนี้นางลืมสั่งให้จิงเจียวปิดหน้าต่าง ทำให้กระแสลมเย็นจากภายนอกพัดเข้ามาได้อย่างง่ายดาย กลีบดอกไห่ถังพลิ้วไสวไปตามแรงลม ก่อนจะเกิดคลื่นเล็กๆ บางอย่าง
อวี๋ฟางหรงที่ทำสมาธิอยู่ภายในจวนของตนเอง บัดนี้ทั้งจวนเสนาบดีเงียบสนิท นางเฝ้านึกถึงดอกไห่ถังที่มอบให้เฟิ่งหรั่นไป ดอกไม้ชนิดนั้นมิใช่ของธรรมดาที่คนสามัญจะมีได้ แต่เป็นดอกไม้วิเศษซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ดอกไม้งามแห่งสรวงสวรรค์ ชะตาลิขิตถูกกำหนดให้ดอกไม้ชนิดนั้นมีเจ้าของแล้ว และเจ้าของนั้นก็คือคนที่นางมอบให้ไป
เงาๆ หนึ่งโผล่เข้ามาทางหน้าต่างในห้องนอนของอวี๋ฟางหรง หญิงสาวลุกขึ้นทำความเคารพผู้มาเยือนใหม่อย่างนอบน้อม
“หากเจ้าอยากพ้นจากโทษทัณฑ์ ก็จงทำหน้าที่ของเจ้า ดอกไห่ถังนั้นสามารถมอบพรได้สามประการ เจ้ามีหน้าที่คอยดูแลนางอย่าให้นางรู้ตัว เทพนักษัตร เจ้าเข้าใจหรือไม่” อวี๋ฟางหรงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เดิมทีนางคือเทพนักษัตรแห่งแดนสวรรค์อยู่แล้ว แต่เพราะเผลอทำตะเกียงหลิงจื่อของแดนสวรรค์ดับ ทำให้นางต้องโทษลงมาเกิดยังโลกมนุษย์เช่นนี้
และร่างของอวี๋ฟางหรงคือร่างที่นางมาอาศัยอยู่...
อวี๋ฟางหรงเดิมทีคือเทพนักษัตรประจำปีเสือ เป็นหนึ่งในสิบสองเทพนักษัตรหญิงแห่งแดนสวรรค์ และเป็นหนึ่งในสี่แม่ทัพหญิง หากมิใช่เพราะความผูกพันกับเฟิ่งหรั่นที่มีมาแต่ปางก่อน นางคงไม่ยอมมาช่วยเหลือแทนการไปรับเคราะห์สิบชาติอย่างแน่นอน
“เทียนโฮ่วทรงให้เจ้ามาแจ้งข้าหรือ?” อวี๋ฟางหรงถามย้ำ นางเอ่ย
ถึงบุคคลสำคัญของแดนสวรรค์ ซึ่งเป็นพระจักรพรรดินีเคียงบัลลังก์ของแดน
สวรรค์เก้าชั้นฟ้า
นางผู้นั้น ซึ่งเป็นตัวแทนจากเทียนโฮ่วเอ่ย “เจ้าอย่าลืมสิ ว่าเจ้ามีความผิดสำคัญที่ทำเอาไว้ องค์จักรพรรดิสวรรค์ทรงไม่ให้เจ้าไปเกิดสิบชาติก็ดีเท่าใดแล้ว”
เรื่องราวของนาง เฟิ่งหรั่นและลู่เฟยหลง มีความสลับซับซ้อนอย่างยิ่งเกินจะเอ่ยถึง นางไม่รู้ว่าชะตาชีวิตต่อจากนี้ของเฟิ่งหรั่นจะเป็นอย่างไร แต่เพื่อให้ตนเองพ้นโทษจากแดนสวรรค์และความผิดในอดีตที่ก่อเอาไว้ นางควรมาชดใช้ให้เฟิ่งหรั่นนั้นก็ถูกต้องแล้ว
นางกับเฟิ่งหรั่นในอดีตเคยเป็นสหายกันอย่างไร ปัจจุบันนี้ก็จะไม่เปลี่ยนแปลง...
หลังจากนั้นไม่นานร่างนั้นก็หายไป ทิ้งให้เทพนักษัตรเสือสาวอยู่อย่างเงียบๆ เพียงลำพัง เฟิ่งหรั่น...นางทำควรทำอย่างไรดี
เมื่อไหร่เรื่องราวที่ซับซ้อนจะเริ่มต้นขึ้นเสียที...
ในยามดึกสงัด ผู้คนมากมายต่างเข้าสู่ห้วงนิทรารมย์ มีเพียงเฟิ่งหรั่นเท่านั้นที่สะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก เพราะลางสังหรณ์บางอย่าง ในความฝันของนางนั้นนางเห็นบุรุษผู้หนึ่งถือดาบเข้ามาตัดคอของนางขาดกระเด็น เป็นภาพที่น่าหวาดกลัวอย่างยิ่ง หญิงสาวใช้มือปาดเหงื่อทั่วใบหน้า แววตาฉายความกังวลอย่างชัดเจน
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว ...นางไม่ควรแต่งงานกับลู่อ๋องหรือ?...
เมี๊ยวววว
เจ้าเสือขาวหรือไห่เหลียนหาวเลียนเสียงดั่งแมว ศีรษะใหญ่ของมัน
เกยขึ้นมาหนุนตักของเฟิ่งหรั่นอย่างปลอบโยน สายตาที่น่ากลัวของมัน แต่
กลับไม่เคยทำร้ายใครมองผู้เป็นนายอย่างเป็นห่วง เฟิ่งหรั่นยิ้มในความพยายามจะเป็นแมวของมัน แวบหนึ่งที่นางมองเจ้าไห่เหลียน ความรู้สึกบางอย่างเกี่ยวกับดอกไห่ถังผุดขึ้นมาในใจ
นางหันไปมองดอกไห่ถังที่ปักอยู่ในแจกัน
...หรือจะเป็นเพราะเจ้าดอกไม้นี่กัน?...
หญิงสาวเอื้อมมือหยิบดอกไห่ถังที่ปักในแจกันมามองอย่างพิจารณาสักครู่ ลักษณะของดอกไม้ชนิดนี้ไม่ได้ต่างจากดอกไห่ถังทั่วไป แต่ทำไมนางถึงรู้สึกว่ามีบางอย่างที่น่าสงสัยและเป็นปริศนาเร้นลับยิ่ง ทว่าอวี๋ฟางหรงที่เป็นผู้มอบดอกไม้นี้ให้กับนาง และสายตาของลู่เฟยหลงอีก นั่นหมายความว่าอย่างใดกันแน่
“คุณหนูนอนไม่หลับหรือเจ้าคะ” จิงเจียวเดินเข้ามาเมื่อเห็นเงาของผู้เป็นนายนั่งบนเตียงนอน เหมือนกำลังขบคิดสิ่งใด
นางพยักหน้าน้อยๆ ตอบ “พรุ่งนี้ข้าจะไปจวนเจ้ากรมอาญา แจ้งคนเอาไว้ด้วย”
จิงเจียวพยักหน้าน้อมรับแล้วเดินออกไป ยามนี้ดึกมากแล้ว อีกไม่กี่
ชั่วยามก็จะถึงเวลาเช้า แม้จะไม่รู้จุดประสงค์ของผู้เป็นนาย แต่นางเป็นบ่าวก็ไม่ควรสอดรู้เรื่องที่ไม่ควรรู้
วันต่อมา...ราวกับอวี๋ฟางหรงรู้ว่าเฟิ่งหรั่นกำลังจะไปหาที่จวนเจ้ากรมอาญา เช้าวันนี้นางจึงมาเยี่ยมเยือนอีกฝ่ายที่จวนอัครมหาเสนาบดีแทน เฟิ่งหรั่นแม้จะตกใจไม่น้อย แต่นางก็คิดว่าเป็นเรื่องดีเหมือนกัน อวี๋ฟางหรงมาที่นี่ นางก็จะได้ถามความสงสัยทั้งหมดเลยทีเดียว
“วันนี้ไม่มีใครอยู่ที่จวนใช่มั้ยจิงเจียว” เฟิ่งหรั่นถาม นางไม่ต้องการ
ให้เรื่องที่นางสนทนากับอวี๋ฟางหรงหลุดรอดออกไป
“วันนี้ฮูหยินใหญ่กับคุณหนูเล็กไปเข้าเฝ้าซู่ไท่เฟยในวังเจ้าค่ะ ส่วนนายท่านเห็นว่าเช้านี้ที่วังหลวงมีประชุมราชกิจแต่เช้า จึงเดินทางเข้าวังแต่เช้าตรู่” จิงเจียวรายงาน
“เจ้าไปจัดขนมและน้ำชามาให้ข้ากับแม่นางอวี๋เถิด” นางเอ่ยกับบ่าวรับใช้แล้วหันมาทางอวี๋ฟางหรงที่นั่งในศาลาข้างๆ กับนาง
อวี๋ฟางหรงยิ้มน้อยๆ นางรู้ความสงสัยในใจของเฟิ่งหรั่นดี เช้าวันนี้หลังจากที่ได้รู้เรื่องจากนางกำนัลที่เทียนโฮ่วส่งมาเมื่อคืน นางจึงรีบมาหาเฟิ่งหรั่นทันทีในยามเช้าเช่นนี้ นางไม่สนใจด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายจะสงสัยหรือไม่ แต่ขอให้ทำภารกิจบนโลกมนุษย์นี้ให้ลุล่วงก็พอแล้ว
“แม่นางอวี๋มาหาข้าแต่เช้า ท่านมีเรื่องอันใดหรือ?” เฟิ่งหรั่นถาม
อวี๋ฟางหรงยิ้มอ่อนๆ “ที่ข้ามาวันนี้ คงเพราะรู้ความสงสัยในใจของท่านกระมัง หากท่านมีสิ่งใดคาใจก็ถามข้ามาเถิด”
เฟิ่งหรั่นแอบหวั่นใจเล็กน้อย การปรากฏตัวของคนผู้นี้ช่างมีเงื่อนงำและปริศนาที่ซับซ้อนยิ่งนัก นางเป็นใครกันแน่?
“ข้าอยากถามเหตุผลที่ท่านมอบดอกไห่ถังให้กับข้า...” นางว่าแล้วยื่นดอกไห่ถังวางลงตรงหน้าอีกฝ่าย “แม้ท่านจะให้คำตอบข้า ข้าก็ไม่อยากรับเอาไว้แล้ว ท่านโปรดเอาคืนกลับไปด้วย”
อวี๋ฟางหรงขมวดคิ้ว เฟิ่งหรั่นยังเหมือนคนเดิมตอนที่อยู่บนสวรรค์นัก ไม่ว่าจะสงสัยสิ่งใดก็ต้องการคำตอบที่ชัดเจน และการทำเช่นนี้...ราวกับว่านางต้องการรู้สิ่งที่เบื้องบนห้ามเอาไว้ แต่ทว่าคนที่เผชิญการลงทัณฑ์แบบ อวี๋ฟางหรงจะไม่มีวันบอกความจริงจนกว่าเบื้องบนจะอนุญาต หากนางเอ่ยความจริงและเรื่องทั้งหมดไป ความทราบถึงพระกรรณของจักรพรรดิสวรรค์ พระองค์ต้องสั่งลงโทษให้นางไปรับเคราะห์สิบชาติแทนแน่
อวี๋ฟางหรงคลี่ยิ้มบางๆ “ที่ข้ามอบให้ท่าน ก็เพราะเจอท่านครั้งแรกรู้สึกถูกชะตายิ่งนัก อยากผูกมิตรเป็นสหาย ดอกไห่ถังนี้ความหมายเป็นมงคลอย่างยิ่ง ข้าตั้งใจมอบให้เจ้าโดยเฉพาะ”
...ตั้งใจมอบให้นางโดยเฉพาะหรือ?...
เฟิ่งหรั่นคิดในใจ นางมองดอกไห่ถังที่วางอยู่ตรงหน้า แต่เพราะดอกไม้นี่ไม่ใช่หรือที่ทำให้นางฝันแปลกประหลาดเมื่อคืนนี้
“แต่เรื่องที่ท่านฝันร้ายเมื่อคืน ข้าก็อยากเตือนท่าน...”
เฟิ่งหรั่นขมวดคิ้วกับคำกล่าวของอีกฝ่าย นางรู้แม้กระทั่งความฝันของผู้อื่นอย่างนั้นหรือ? แม่นางผู้นี้เป็นมาร ปีศาจหรืออสุรกายกันแน่นะ...
“เตือนเรื่องอะไรหรือ?...” นางแสร้งเอ่ย อยากรู้นักว่าอีกฝ่ายคาดเดาความฝันของนางได้หรือไม่ แล้วจะคาดเดาตรงกับสิ่งที่นางฝันเมื่อคืนหรือเปล่า
อวี๋ฟางหรงทำท่าจะกล่าวออกมา “เรื่อง...อึก!”
ยังไม่ทันจะได้กล่าว นางราวกับรู้สึกถูกปิดปากเอาไว้แน่น ครั้นจะเอ่ยออกมาอีกรอบนางรู้สึกถึงกระแสโลหิตไหลมาจุกที่ลำคอ ก่อนจะไหลพุ่งออกมาจากทางปาก ร้อนถึงเฟิ่งหรั่นต้องรีบให้จิงเจียวนำผ้ามาเช็ดคราบเลือดที่เกรอะใบหน้าอีกฝ่าย
อวี๋ฟางหรงยกมือปราม “ไม่เป็นอะไร สงสัยเลือดลมข้าไม่ค่อยดีน่ะ
เอาไว้วันหลังข้าจะมาบอกเหตุผลเรื่องดอกไห่ถังกับเจ้านะ”
...สวรรค์เอ๋ย จะให้นางเตือนสักนิดเรื่องภัยชีวิตก็ทำไม่ได้!.. อวี๋ฟาง
หรงคิดอย่างเจ็บใจ นางเกือบจะเตือนเฟิ่งหรั่นให้ระวังตนเองอยู่แล้ว ดูท่าทางนางหงส์ผู้นี้ คงมีชะตาชีวิตที่ต้องพบเจอไปอีกยาวนาน นางคงทำได้แค่ดูอยู่ห่างๆ
ดูอยู่ห่างๆ เท่านั้นหรือ?
อวี๋ฟางหรงหันหลังมามองทางจวนสกุลเฟิ่ง อดีตสหายรักกำลังตกที่นั่งลำบาก นางไม่สามารถเตือนภัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ได้เลย นางควรทำอย่างไรดีนะ...
...ข้าแต่พระโพธิสัตว์ โปรดมอบแสงสว่างให้ข้าทีเถิด...
เฟิ่งหรั่นไม่ยินดียินร้ายอะไรกับการแต่งงานกับลู่อ๋องในครั้งนี้ ในงานเลี้ยงวันก่อน เขาแสดงตนอย่างชัดเจนว่าต้องการแต่งงานกับนาง แม้ลึกๆ นางจะแอบหวั่นไหวและมีใจให้กับเขาบ้าง แต่ในเมื่อเขาคือคนที่น้องสาวรัก นางจะแต่งงานกับคนที่น้องสาวหมายปองได้จริงหรือ?
สำหรับเฟิ่งอี้แล้ว การได้แต่งงานกับลู่อ๋องคือความปรารถนาของนาง แม้จะกล่าวว่าไม่เป็นอันใด แต่สำหรับเฟิ่งหรั่นผู้เป็นพี่สาวเข้าใจถึงหัวอกความเจ็บปวดดีว่าเป็นอย่างไร การที่เห็นชายที่ตนเองรักแต่งงานกับคนที่ตนเองสนิทมากที่สุด และกำลังจะมาเป็นพี่เขยในเร็ววันนี้ เฟิ่งอี้จะเป็นอย่างไรนะ...
“พี่หญิง” เสียงหวานใสของเฟิ่งอี้ดังขึ้นมาจากหน้าเรือน เฟิ่งหรั่นละมือจากปิ่นปักผม หันมาคลี่ยิ้มให้กับน้องสาวที่เดินเข้ามาพร้อมกล่องเครื่องประดับมากมาย
“มีเรื่องอันใดหรืออี้เอ๋อร์” นางถามผู้เป็นน้องสาว พลางมองกล่อง
เครื่องประดับที่อีกฝ่ายนำเข้ามา
เฟิ่งอี้วางกล่องเครื่องประดับเอาไว้ด้านข้าง แล้วจับกุมมือผู้เป็นพี่สาวอย่างสนิทสนม “ท่านแม่กับท่านพ่อให้เชิญหมอดูชื่อดังมาเจ้าค่ะ อีกไม่กี่วันฤกษ์อภิเษกของท่านก็จะมาแล้ว ท่านพ่อกับท่านแม่ปรารถนาให้ตรวจดวงชะตาของท่าน”
“อืม ก็ดีเหมือนกันนะ ช่วงนี้ข้าฝันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ได้ตรวจดวงชะตาเสียบ้างก็คงดีไม่น้อย” เฟิ่งหรั่นเห็นด้วย นางลุกขึ้นจากหน้ากระจกทองเหลืองบานใหญ่ แล้วเดินตามผู้เป็นน้องสาวออกไป
หญิงสาวเดินตามเฟิ่งอี้มาถึงเรือนใหญ่ ซึ่งเป็นห้องโถงกลางสำหรับการนัดพบปะบุคคลสำคัญของใต้เท้าเฟิ่งผู้เป็นบิดา นางเห็นสตรีผู้หนึ่งนางสวมสร้อยลูกปะคำที่คอยาวรุงรัง เส้นผมที่เปลี่ยนเป็นสีขาวบ่งบอกถึงวัยชรา
อีกทั้งแววตาบางอย่างที่นางเห็นแล้วหวาดกลัวยิ่งนัก
นางสบตากับแม่หมอผู้นั้นอย่างบังเอิญ กระแสบางอย่างที่ส่งผ่านมาจากแววตาของแม่หมอเฒ่า ทำให้นางนึกหวั่นใจอย่างบอกไม่ถูก นางเป็นอะไรกันแน่นะถึงได้รู้สึกเช่นนี้...
เฟิ่งหรั่นนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับแม่หมอเฒ่าผู้นั้น กลิ่นอายบางอย่างที่นางไม่คุ้นเคยลอยโชยเข้ามาเตะจมูกนาง กลิ่นอันใดกันที่ทำให้นางรู้สึกไม่ดี คล้ายกับเลือดลมทั้งหมดหยุดไหลเวียนเช่นนี้ เพราะอะไร..? “หรั่นหรั่น แม่หมอผู้นี้พ่อกับแม่เชื้อเชิญมาเพื่อตรวจดวงชะตาของเจ้ากับท่านอ๋องเก้า อีกไม่นานนี้เจ้าก็จะได้รับการแต่งตั้งเป็นพระชายาเอกแล้ว จำเป็นต้องมีการทำเช่นนี้เสียก่อน...” เฟิ่งฮูหยินคลี่ยิ้มเอ่ย เฟิ่งหรั่นยิ้มอ่อนๆ ตอบผู้เป็นมารดา ส่วนเฟิ่งเจาหรงที่มาได้ยินการสนทนาและเห็นแม่หมอชื่อดังที่ถูกเชิญมาจึงได้ลอบแอบฟังการสนทนา เฟิ่งฮูหยินทำถึงขนาดนี้ เพื่อประเคนบุตรสาวให้เป็นชายาอ๋องเก้าเลยรึ?! เฟิ่งหรั่นแบฝ่ามือทั้งสองข้างและแจ้งวันเดือนปีเกิดของตนเองกับลู่อ๋องต่อหน้าแม่หมอ แม่หมอเฒ่าได้ทำการตรวจดวงชะตาอย่างละเอียดถี่ถ้วนดีแล้ว แต่ทว่า... “เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะแม่หมอ” เฟิ่งฮูหยินถามด้วยความร้อนรนระคนตื่นเต้นในใจ นางเห็นแม่หมอผู้นี้สัมผัสมือบุตรสาวและนั่งหลับตาอยู่นานแล้ว แม่หมอนิ่งเงียบ นางพยายามเพ่งเล็งสมาธิให้มากที่สุดแต่กลับไม่เห็น
ช่างบังเอิญยิ่งนักที่ฤกษ์อภิเษกสมรสของลู่อ๋องกับเฟิ่งหรั่น มาตรงกับวันที่ลู่เฟยหลงได้รับแจ้งจากรองแม่ทัพคนสนิทที่ประจำการชายแดนเหนือรายงานมาว่า บัดนี้กองทัพกบฏได้กวาดต้อนชาวเมืองและเสบียงไปเป็นจำนวนมาก แต่ทว่าแม้จะช่วยชาวเมืองและกันเสบียงบางส่วนออกมาได้ ก็ยังไม่สามารถกำจัดฝ่ายศัตรูให้พ้นไป ลู่เฟยหลงจึงมีข้อกล่าวอ้างต่อฮ่องเต้ผู้เป็นพระเชษฐาและพระมารดาของตน เดิมทีเขาไม่ต้องการเห็นสตรีที่รักเป็นของบุรุษอื่นให้ปวดใจ การไปทำศึกสงครามครั้งนี้ และถือโอกาสประจำการที่ชายแดนชั่วคราวจะดีกว่า หรือเขาอาจจะอยู่ที่นั่นตลอดไป และอาจคืนตำแหน่งรัชทายาทให้ลู่เสวียนหลานชายที่ยังเยาว์วัยของเขา “เจ้าคิดจะไปประจำการที่นั่นจริงๆ หรือ?” ลู่ฮ่องเต้ทรงถามด้วยพระพักตร์และพระทัยกังวล น้องชายผู้นี้คือหัวเรี่ยวหัวแรงในราชสำนัก อีกทั้งยังเป็นอาจารย์ที่ดีของลู่เสวียน แต่วันนี้เพราะเรื่องการแต่งงานของเฟิ่งหรั่นหรือไม่ ที่ทำให้น้องชายของพระองค์ตัดสินใจเช่นนี้ วันนี้ทั้งสองพระองค์สนทนากันเป็นส่วนตัวที่ศาลาริมสระในอุทยานหลวง ไม่มีคำว่าฝ่าบาทหรือพระอนุชาอีกต่อไป มีเพียงแต่ความเป็นพี่น้อง
กองทัพเสวียนอู่เดินทางมาถึงที่หมาย ตอนนี้การจลาจลทั้งหมดถูกควบคุมเอาไว้หมดแล้ว โดยรองแม่ทัพที่เขามอบหมายให้ประจำการอยู่ที่นี่ ระหว่างที่เขาประทับอยู่ในเมืองหลวง ด้วยเกรงว่าพวกกบฏที่จับกุมตัวเอาไว้ได้นั้นจะก่อความวุ่นวาย แต่คาดไม่ถึงว่าเขาจากไปไม่กี่วัน กลับเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นทันทีลู่เฟยหลงก้าวลงจากหลังม้า ส่งมอบม้าให้กับจางซินเฉิงแล้วถือกระบี่เดินเข้ามาในกระโจมหลังใหญ่ของตนเอง ตอนนี้เหล่าเชลยบางส่วนที่ก่อกบฏล้วนถูกขังรอการตัดสินโทษอยู่จากเขา“ชาวเมืองในตำบลซ่างจิ่งนี้ จะให้กระหม่อมจัดการอย่างไรพะยะค่ะ” รองแม่ทัพใหญ่เอ่ยถามน้ำเสียงหนักแน่นลู่เฟยหลงมองด้วยสายตาคมปลาบ “ให้ประหารตัวการที่ก่อกบฏครั้งนี้ ส่วนชาวบ้านที่บริสุทธิ์ให้ปล่อยไป ทหารของพวกกบฏนั่นให้เกณฑ์มาเป็นแรงงาน ส่วนเด็ก สตรีและคนชรา ให้ปล่อยพวกเขาไป” “พระองค์แน่ใจหรือพะยะค่ะว่าเด็กและสตรีพวกนั้นจะไม่เป็นภัยในภายหลัง” รองแม่ทัพใหญ่ถามอย่างไม่ไว้ใจนัก “พวกเขาล้วนแต่เป็นเด็กและสตรี เรี่ยวแรงก็หามีมาต่อกรไม่ ปล่อยพวกเขากลับไปซะ นี่เป็นบัญชาของข้า” ลู่เฟยหลงสั่งเสียงเข้ม เพียงเท่านั้นรองแม่ทัพใหญ่จึงไม่กล้า
ทั้งสองพี่น้องอยู่สนทนากันสักพัก กูกูใหญ่ของวังก็มารายงานว่าลู่อ๋องนั้นกลับจากวังหลวงแล้ว เฟิ่งอี้จึงจำเป็นต้องลากลับก่อนตามมารยาท ส่วนเฟิ่งหรั่นก็ต้องทำหน้าที่ในฐานะภรรยา จัดหาของว่างและอาหารตระเตรียมให้ผู้เป็นพระสวามีของนาง แต่ทว่าแทนที่เฟิ่งอี้จะรีบกลับ นางกลับเลือกที่จะเดินชมนกชมไม้ในสวนของวังอ๋องอย่างถือวิสาสะ ด้วยถือว่าพี่สาวนั้นมีศักดิ์เปนพระชายาเอกของลู่อ๋อง นางย่อมทำสิ่งใดก็คงไม่มีใครมาห้ามปรามนางแน่ นางจึงเดินชมนกชมไม้อย่างเพลิดเพลินใจ ลู่อ๋องที่เดินทางกลับมาถึงวัง เห็นน้องสาวของชายาตนเองกำลังเดินเล่นอยู่ในอุทยานจึงเข้าไปทักทายในฐานะพี่เขยของนาง “อ๊ะ!” เฟิ่งอี้ที่ไม่ทันระวัง นางเดินถอยหลังชนเข้ากับแผงอกของลู่อ๋องจนเกือบเซล้มลง แต่โชคดีนักที่ลู่อ๋องคว้าเอวของนางเอาไว้ได้ทัน ทั้งสองหันมาสบตากันเพียงชั่วขณะหนึ่ง หัวใจของเฟิ่งอี้เต้นแรงไม่เป็นส่ำยามได้สบสายตาคมปลาบของลู่อ๋องหรืออ๋องเก้า “อะ เอ่อ...” ทั้งสองรีบผละออกจากกันทันที เฟิ่งอี้ตะกุกตะกักด้วยความเขินอาย “หม่อมฉันขอประทานอภัยด้วยเพคะ พอดีมาเยี่ยมพี่สาว แต่ว่าเห็นอุทยานที่นี่ร่มรื่นน
ตับๆๆ เสียงของเนื้อกระทบเนื้อดังขึ้นเป็นจังหวะหฤหรรษ์ในห้องแห่งหนึ่งของของโรงเตี๊ยม ในห้องนั้นปรากฏภาพชายหญิงทั้งสองกำลังร่วมรักกันอย่างมีความสุข เฟิ่งเจาหรงใบหน้าเหยเกด้วยความเสียวซ่านกับความสุขที่อ๋องเก้ามอบให้กับนาง ใบหน้าหล่อเหลาของลู่อ๋องกัดฟันพลางคำรามในลำคอด้วยความเสียวซ่าน เมื่อเขาได้ปลดปล่อยสายธารรักของตนเองเข้าไปในกายของสตรีใต้ร่างอย่างสุขสม เฟิ่งเจาหรงคลายมือออกจากผ้าปูที่นอนเมื่อความหฤหรรษ์นั้นจบลง ใบหน้าของลู่อ๋องซบลงบนหน้าอกอวบใหญ่ของเฟิ่งเจาหรง ก่อนจะใช้ปลายลิ้นสากโลมเลียอย่างเอร็ดอร่อย “ข้าพึงพอใจในรสสวาทของเจ้ายิ่งนัก หรงเอ๋อร์” พูดจบก็ใช้ฝ่ามือลูบไล้ต้นขาของอีกฝ่ายอย่างพึงพอใจ ขณะที่ใช้ปลายลิ้นสากโลมเลียเม็ดทับทิมสีชมพูที่แข็งชันเป็นไต “อ๊า!!!” เฟิ่งเจาหรงร้องครางเสียงดัง เมื่อลู่อ๋องใช้ปลายลิ้นตวัดเลียเต้านมอวบของนางรุนแรงอย่างหิวกระหาย จนใบหน้างดงามของเฟิ่งเจาหรงเหยเกด้วยความเสียวซ่าน นางร้องครางเสียงหวานไม่เป็นภาษาด้วยความสุขสม “หากท่านอ๋องชมชอบ หม่อมฉันก็ยินดีมอบกายถวายใจรับใช้เพคะ” นางเอ่ยพลางใช้มือเรียวของตนเอ
บริเวณลานประหาร ร่างบอบบางที่ถูกตรึงด้วยไม้กางเขน สภาพร่างกายของนางอันบอบบางราวกิ่งหลิวเปียกชุ่มไปด้วยคราบโลหิตจากทัณฑ์ทรมาน เส้นผมที่เคยถูกรวบเกล้าประดับด้วยเครื่องประดับอันงดงาม บัดนี้กลับหลุดลุ่ยปรกใบหน้า ดวงตาที่เคยอ่อนหวานในยามนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความแค้น ที่ไม่มีโอกาสได้มอบความตายคืนให้กับคนที่กระทำนาง ‘เฟิ่งหรั่น’ คือบุตรีของอัครมหาเสนาบดี นางผู้เปี่ยมด้วยรูปโฉมอันงดงามและอำนาจบารมีของบิดา วาสนาชีวิตที่เคยเป็นถึงพระชายาอ๋อง บัดนี้กลับตกต่ำกลายเป็นนักโทษประหารความผิดไม่น่าให้อภัย ดวงตางดงามค่อยๆ ลืมตาขึ้นทีละนิดมองสภาพแวดล้อมรายรอบที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่รุมสาปแช่งนาง นางกระตุกยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยันในโชคชะตาของตนเอง นางไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าวาสนาที่ตนเองเคยเป็นชายาของอ๋องเก้าบุรุษที่ยิ่งใหญ่ บัดนี้จะตกต่ำเป็นถึงนักโทษประหาร คิดแล้วช่างน่าเจ็บปวดใจยิ่งนัก ซ่า! เสียงน้ำที่ถูกสาดจากถังน้ำไม้สีน้ำตาลใบใหญ่สาดกระเด็นเข้ามาที่ใบหน้าเปื้อนเลือดของเฟิ่งหรั่น หญิงสาวทำได้แค่หลับตาและเบี่ยงใบหน้าหลบเท่านั้น ความอัปยศในวันนี้ทำให้นางเ
ย้อนกลับไปเมื่อสามปีก่อน แคว้นเหลียว แคว้นเหลียวเป็นหนึ่งในสี่แคว้นใหญ่แห่งแผ่นดินจงหยวน ปกครองด้วยราชวงศ์ลู่มานานหลายศตวรรษ และในยุคปัจจุบันที่แคว้นเหลียวเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด นำโดยการปกครองของลู่ฮ่องเต้และเซียวฮองเฮาและองค์รัชทายาทผู้เป็นพระอนุชาร่วมอุทรนามว่า ‘ลู่เฟยหรง’ องค์รัชทายาทผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ นำทัพรบนำชัยชนะมาทุกสมรภูมิศึกและภายใต้การช่วยออกว่าราชการของลู่อ๋องอีกแรง แม้ว่าจะมีสี่นักปกครองที่เก่งกาจ แต่กุนซือที่สำคัญประจำพระวรกายของฮ่องเต้คือใต้เท้าเฟิ่ง อัครมหาเสนาบดีคู่พระทัยตั้งแต่อดีตฮ่องเต้รัชกาลก่อนจวบจนรัชกาลปัจจุบัน เขามีบุตรสาวที่ทั้งงดงามและฉลาดปราดเปรื่องกับฮูหยินเอกนามว่า ‘เฟิ่งหรั่น’ ยอดบัณฑิตหญิงแห่งแคว้น ศาสตร์ความรู้ทั้งหกแขนงที่คุณหนูสกุลใหญ่ร่ำเรียนกัน นางสามารถร่ำเรียนจนแตกฉานได้อย่างรวดเร็ว ภายในจวนอัครมหาเสนาบดีเงียบสงบร่มรื่น เสียงบรรเลงพิณดังมาจากเรือนของคุณหนูใหญ่ของจวนอย่างเฟิ่งหรั่น หญิงสาวในชุดผ้าไหมปักดิ้นลวดลายงดงาม คอเสื้อขลิบด้วยลวดลายดุจปีกจักจั่นสีทองอ่อน กำลังนั่งดีดบรรเลงพิณอย่างสบายใจท่ามกลางบรรย
เฟิ่งหรั่นเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ร้านเครื่องประดับ กำลังจะนำเครื่องประดับชิ้นใหม่มาวางขายที่ร้าน ด้วยเพราะร้านเครื่องประดับนี้ขายสินค้าแต่เฉพาะสตรีชั้นสูงและเชื้อพระวงศ์เท่านั้น เครื่องประดับมีค่าจำนวนมากย่อมเป็นที่สนใจของสตรีชั้นสูง หญิงสาวจึงชวนเฟิ่งอี้และจิงเจียวออกมาซื้อเครื่องประดับด้วยกัน ตลาดใหญ่ในเมืองหลวงครึกครื้นเป็นพิเศษ เนื่องจากการกลับมาของลู่เฟยหลงพร้อมกับชัยชนะเหนือจงโจว เหล่าสตรีชั้นสูงซึ่งเป็นบรรดาบุตรีของขุนนางทั้งหลายต่างก็ออกมาเที่ยวเล่นในเมือง ด้วยเพราะพวกนางสืบทราบมาว่าองค์รัชทายาทลู่เฟยหลงมักชอบออกมาดื่มสุรากับทหารองครักษ์คนสนิทที่หอสุราเป็นประจำ เฟิ่งหรั่นเดินเลือกซื้อเครื่องประดับมาใหม่จากหลากหลายร้านที่มาเปิดใหม่ แต่ทว่าก็ไม่มีร้านใดที่ถูกใจนางเท่าร้านใหญ่ในเมืองหลวงอีกแล้ว หญิงสาวเดินเลือกเครื่องประดับในร้านใหญ่ไปเรื่อยๆ จนเจอปิ่นหยกที่ถูกใจ ปิ่นหยกนี้ประดับด้วยไข่มุกราตรีงดงามยิ่งนัก เฟิ่งหรั่นหยิบปิ่นหยกสีเขียวเพียงหนึ่งเดียวในร้านขึ้นมาเชยชม เช่นเดียวกับเฟิ่งอี้เดินเข้ามาหาพี่สาวชื่นชมความงดงามของปิ่นหยกหายากชนิดนี้
ตับๆๆ เสียงของเนื้อกระทบเนื้อดังขึ้นเป็นจังหวะหฤหรรษ์ในห้องแห่งหนึ่งของของโรงเตี๊ยม ในห้องนั้นปรากฏภาพชายหญิงทั้งสองกำลังร่วมรักกันอย่างมีความสุข เฟิ่งเจาหรงใบหน้าเหยเกด้วยความเสียวซ่านกับความสุขที่อ๋องเก้ามอบให้กับนาง ใบหน้าหล่อเหลาของลู่อ๋องกัดฟันพลางคำรามในลำคอด้วยความเสียวซ่าน เมื่อเขาได้ปลดปล่อยสายธารรักของตนเองเข้าไปในกายของสตรีใต้ร่างอย่างสุขสม เฟิ่งเจาหรงคลายมือออกจากผ้าปูที่นอนเมื่อความหฤหรรษ์นั้นจบลง ใบหน้าของลู่อ๋องซบลงบนหน้าอกอวบใหญ่ของเฟิ่งเจาหรง ก่อนจะใช้ปลายลิ้นสากโลมเลียอย่างเอร็ดอร่อย “ข้าพึงพอใจในรสสวาทของเจ้ายิ่งนัก หรงเอ๋อร์” พูดจบก็ใช้ฝ่ามือลูบไล้ต้นขาของอีกฝ่ายอย่างพึงพอใจ ขณะที่ใช้ปลายลิ้นสากโลมเลียเม็ดทับทิมสีชมพูที่แข็งชันเป็นไต “อ๊า!!!” เฟิ่งเจาหรงร้องครางเสียงดัง เมื่อลู่อ๋องใช้ปลายลิ้นตวัดเลียเต้านมอวบของนางรุนแรงอย่างหิวกระหาย จนใบหน้างดงามของเฟิ่งเจาหรงเหยเกด้วยความเสียวซ่าน นางร้องครางเสียงหวานไม่เป็นภาษาด้วยความสุขสม “หากท่านอ๋องชมชอบ หม่อมฉันก็ยินดีมอบกายถวายใจรับใช้เพคะ” นางเอ่ยพลางใช้มือเรียวของตนเอ
ทั้งสองพี่น้องอยู่สนทนากันสักพัก กูกูใหญ่ของวังก็มารายงานว่าลู่อ๋องนั้นกลับจากวังหลวงแล้ว เฟิ่งอี้จึงจำเป็นต้องลากลับก่อนตามมารยาท ส่วนเฟิ่งหรั่นก็ต้องทำหน้าที่ในฐานะภรรยา จัดหาของว่างและอาหารตระเตรียมให้ผู้เป็นพระสวามีของนาง แต่ทว่าแทนที่เฟิ่งอี้จะรีบกลับ นางกลับเลือกที่จะเดินชมนกชมไม้ในสวนของวังอ๋องอย่างถือวิสาสะ ด้วยถือว่าพี่สาวนั้นมีศักดิ์เปนพระชายาเอกของลู่อ๋อง นางย่อมทำสิ่งใดก็คงไม่มีใครมาห้ามปรามนางแน่ นางจึงเดินชมนกชมไม้อย่างเพลิดเพลินใจ ลู่อ๋องที่เดินทางกลับมาถึงวัง เห็นน้องสาวของชายาตนเองกำลังเดินเล่นอยู่ในอุทยานจึงเข้าไปทักทายในฐานะพี่เขยของนาง “อ๊ะ!” เฟิ่งอี้ที่ไม่ทันระวัง นางเดินถอยหลังชนเข้ากับแผงอกของลู่อ๋องจนเกือบเซล้มลง แต่โชคดีนักที่ลู่อ๋องคว้าเอวของนางเอาไว้ได้ทัน ทั้งสองหันมาสบตากันเพียงชั่วขณะหนึ่ง หัวใจของเฟิ่งอี้เต้นแรงไม่เป็นส่ำยามได้สบสายตาคมปลาบของลู่อ๋องหรืออ๋องเก้า “อะ เอ่อ...” ทั้งสองรีบผละออกจากกันทันที เฟิ่งอี้ตะกุกตะกักด้วยความเขินอาย “หม่อมฉันขอประทานอภัยด้วยเพคะ พอดีมาเยี่ยมพี่สาว แต่ว่าเห็นอุทยานที่นี่ร่มรื่นน
กองทัพเสวียนอู่เดินทางมาถึงที่หมาย ตอนนี้การจลาจลทั้งหมดถูกควบคุมเอาไว้หมดแล้ว โดยรองแม่ทัพที่เขามอบหมายให้ประจำการอยู่ที่นี่ ระหว่างที่เขาประทับอยู่ในเมืองหลวง ด้วยเกรงว่าพวกกบฏที่จับกุมตัวเอาไว้ได้นั้นจะก่อความวุ่นวาย แต่คาดไม่ถึงว่าเขาจากไปไม่กี่วัน กลับเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นทันทีลู่เฟยหลงก้าวลงจากหลังม้า ส่งมอบม้าให้กับจางซินเฉิงแล้วถือกระบี่เดินเข้ามาในกระโจมหลังใหญ่ของตนเอง ตอนนี้เหล่าเชลยบางส่วนที่ก่อกบฏล้วนถูกขังรอการตัดสินโทษอยู่จากเขา“ชาวเมืองในตำบลซ่างจิ่งนี้ จะให้กระหม่อมจัดการอย่างไรพะยะค่ะ” รองแม่ทัพใหญ่เอ่ยถามน้ำเสียงหนักแน่นลู่เฟยหลงมองด้วยสายตาคมปลาบ “ให้ประหารตัวการที่ก่อกบฏครั้งนี้ ส่วนชาวบ้านที่บริสุทธิ์ให้ปล่อยไป ทหารของพวกกบฏนั่นให้เกณฑ์มาเป็นแรงงาน ส่วนเด็ก สตรีและคนชรา ให้ปล่อยพวกเขาไป” “พระองค์แน่ใจหรือพะยะค่ะว่าเด็กและสตรีพวกนั้นจะไม่เป็นภัยในภายหลัง” รองแม่ทัพใหญ่ถามอย่างไม่ไว้ใจนัก “พวกเขาล้วนแต่เป็นเด็กและสตรี เรี่ยวแรงก็หามีมาต่อกรไม่ ปล่อยพวกเขากลับไปซะ นี่เป็นบัญชาของข้า” ลู่เฟยหลงสั่งเสียงเข้ม เพียงเท่านั้นรองแม่ทัพใหญ่จึงไม่กล้า
ช่างบังเอิญยิ่งนักที่ฤกษ์อภิเษกสมรสของลู่อ๋องกับเฟิ่งหรั่น มาตรงกับวันที่ลู่เฟยหลงได้รับแจ้งจากรองแม่ทัพคนสนิทที่ประจำการชายแดนเหนือรายงานมาว่า บัดนี้กองทัพกบฏได้กวาดต้อนชาวเมืองและเสบียงไปเป็นจำนวนมาก แต่ทว่าแม้จะช่วยชาวเมืองและกันเสบียงบางส่วนออกมาได้ ก็ยังไม่สามารถกำจัดฝ่ายศัตรูให้พ้นไป ลู่เฟยหลงจึงมีข้อกล่าวอ้างต่อฮ่องเต้ผู้เป็นพระเชษฐาและพระมารดาของตน เดิมทีเขาไม่ต้องการเห็นสตรีที่รักเป็นของบุรุษอื่นให้ปวดใจ การไปทำศึกสงครามครั้งนี้ และถือโอกาสประจำการที่ชายแดนชั่วคราวจะดีกว่า หรือเขาอาจจะอยู่ที่นั่นตลอดไป และอาจคืนตำแหน่งรัชทายาทให้ลู่เสวียนหลานชายที่ยังเยาว์วัยของเขา “เจ้าคิดจะไปประจำการที่นั่นจริงๆ หรือ?” ลู่ฮ่องเต้ทรงถามด้วยพระพักตร์และพระทัยกังวล น้องชายผู้นี้คือหัวเรี่ยวหัวแรงในราชสำนัก อีกทั้งยังเป็นอาจารย์ที่ดีของลู่เสวียน แต่วันนี้เพราะเรื่องการแต่งงานของเฟิ่งหรั่นหรือไม่ ที่ทำให้น้องชายของพระองค์ตัดสินใจเช่นนี้ วันนี้ทั้งสองพระองค์สนทนากันเป็นส่วนตัวที่ศาลาริมสระในอุทยานหลวง ไม่มีคำว่าฝ่าบาทหรือพระอนุชาอีกต่อไป มีเพียงแต่ความเป็นพี่น้อง
เฟิ่งหรั่นนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับแม่หมอเฒ่าผู้นั้น กลิ่นอายบางอย่างที่นางไม่คุ้นเคยลอยโชยเข้ามาเตะจมูกนาง กลิ่นอันใดกันที่ทำให้นางรู้สึกไม่ดี คล้ายกับเลือดลมทั้งหมดหยุดไหลเวียนเช่นนี้ เพราะอะไร..? “หรั่นหรั่น แม่หมอผู้นี้พ่อกับแม่เชื้อเชิญมาเพื่อตรวจดวงชะตาของเจ้ากับท่านอ๋องเก้า อีกไม่นานนี้เจ้าก็จะได้รับการแต่งตั้งเป็นพระชายาเอกแล้ว จำเป็นต้องมีการทำเช่นนี้เสียก่อน...” เฟิ่งฮูหยินคลี่ยิ้มเอ่ย เฟิ่งหรั่นยิ้มอ่อนๆ ตอบผู้เป็นมารดา ส่วนเฟิ่งเจาหรงที่มาได้ยินการสนทนาและเห็นแม่หมอชื่อดังที่ถูกเชิญมาจึงได้ลอบแอบฟังการสนทนา เฟิ่งฮูหยินทำถึงขนาดนี้ เพื่อประเคนบุตรสาวให้เป็นชายาอ๋องเก้าเลยรึ?! เฟิ่งหรั่นแบฝ่ามือทั้งสองข้างและแจ้งวันเดือนปีเกิดของตนเองกับลู่อ๋องต่อหน้าแม่หมอ แม่หมอเฒ่าได้ทำการตรวจดวงชะตาอย่างละเอียดถี่ถ้วนดีแล้ว แต่ทว่า... “เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะแม่หมอ” เฟิ่งฮูหยินถามด้วยความร้อนรนระคนตื่นเต้นในใจ นางเห็นแม่หมอผู้นี้สัมผัสมือบุตรสาวและนั่งหลับตาอยู่นานแล้ว แม่หมอนิ่งเงียบ นางพยายามเพ่งเล็งสมาธิให้มากที่สุดแต่กลับไม่เห็น
เฟิ่งหรั่นมองดอกไห่ถังสลับกับชมแสงจันทร์จากริมศาลา เพลานี้ราตรีมาเยือนมืดมิดแล้ว แสงจันทร์ทอประกายเด่นกลางท้องนภา ท่ามกลางหมู่ดารานับล้านดวง พระจันทร์ในคืนนี้งดงามกว่าคืนใด สักพักหนึ่งนางเห็นดาวดวงหนึ่งพุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว เร็วยิ่งนักพร้อมกับดอกไห่ถังที่กลีบของมันสั่นไหวเบาๆ เพลานี้ให้ความรู้สึกเหมือนตอนเข้าร่วมงานล่าสัตว์ครั้งแรก ในยามค่ำก็มักจะมีการจุดคบเพลิงตามจุดหมายสำคัญต่างๆ บิดาพานางขึ้นหลังม้าเข้าไปร่วมล่าสัตว์ด้วยกัน แต่ทว่าในยามนั้นกลับเป็นการออกล่าสัตว์ของสัตว์นักล่าด้วยเช่นกัน เฟิ่งหรั่นและบิดาถูกเสือตัวผู้และตัวเมียคู่หนึ่งสีขาวลอบทำร้าย บิดาของนางนั้นได้รับบาดเจ็บจนสลบไปพร้อมกับนาง เมื่อนางตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบลู่อ๋องแล้ว ลู่อ๋องคือคนที่ช่วยชีวิตนางเอาไว้อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ทว่านางกลับได้เจ้าไห่เหลียนที่ตอนนั้นยังเด็กมากมาเลี้ยงด้วย เจ้าเสือขาวมาอยู่กับนางแต่หนใดนับจากที่บาดเจ็บก็ไม่อาจทราบได้ แต่ด้วยความสงสารที่พ่อแม่ของมันถูกทหารของวังหลวงจับเอาไปถลกหนังทำเสื้อ นางก็เกิดความสงสารในชะตากรรมของเจ้าเสือน้อยตัวนี้ยิ่งนัก จึงขอบิดารับมาเลี้ยงเอาไว้เป็น
เฟิ่งหรั่นและเฟิ่งอี้นั่งที่โต๊ะด้านหลังลำดับถัดมาจากอัครมหาเสนาบดีเฟิ่งผู้เป็นบิดากับมารดาอย่างเฟิ่งฮูหยิน ข้างๆ นางนั้นคือที่นั่งของอวี๋ฟางหรง ธิดาเจ้ากรมอาญาซึ่งมีความสนิทสนมชิดเชื้อกับไทเฮาพอสมควร ทั้งบิดาของนางและบิดาของอวี๋ฟางหรงนั้น ต่างก็เป็นเสนาบดีตำแหน่งสูงทั้งคู่ หากพวกนางถูกจัดมานั่งเคียงข้างกันย่อมไม่แปลก ใบหน้าอ่อนเยาว์ของอวี๋ฟางหรงมองเฟิ่งหรั่นด้วยสายตาเป็นมิตร นางคลี่ยิ้มบางๆ ให้อีกฝ่ายอย่างเป็นกันเอง เฟิ่งหรั่นยิ้มอ่อนๆ น้อมรับ พอดีกับสายตาของเฟิ่งอี้ที่มองมาอย่างจับสังเกต “คุณหนูสกุลอวี๋ อวี๋ฟางหรงไม่ใช่หรือเจ้าคะพี่หญิง” เฟิ่งอี้กระซิบถามอย่างไม่ไว้ใจ สายตาของนางจดจ้องอวี๋ฟางหรงไม่วางตา เฟิ่งหรั่นปรายหางตาปรามผู้เป็นน้องสาวเงียบๆ “นางทักทายเรา มีไมตรีกับเรา เจ้าอยู่นิ่งๆ เถิด” “เจ้าค่ะ...” เฟิ่งอี้ยอมสงบปากสงบคำเมื่อได้รับคำเตือนจากผู้เป็นพี่สาว นางรินชาให้ตนเองอย่างเงียบๆ สายตานั้นจับจ้องมองที่ลู่อ๋องซึ่งประทับอยู่ข้างๆ ซู่ไท่เฟยด้วยสายตายากจะคาดเดาความหมาย “ข้าได้ยินกิตติศัพท์รูปโฉมอันงดงามของแม่น
“แม่รู้ว่าเจ้าอยากแต่งนางเข้ามาในจวน เพื่อวางแผนโดยเร็ว แต่อุปสรรคชิ้นใหญ่ของเราคือไทเฮา คิดว่านางจะยอมง่ายๆ หรือ?” ซู่ไท่เฟยเอ่ยขึ้นมา ลู่อ๋องยกยิ้มดังเช่นเคย “ไม่ยอมก็ต้องยอมพะยะค่ะ หากฝ่าบาททรงเอ่ยมอบสมรสพระราชทานมา ไทเฮาจะทรงคัดค้านอันใดได้ ยิ่งเป็นคนที่รักพี่ชายอย่างลู่เฟยหลง ข้าอยากเห็นสีหน้าสิ้นหวังของเขานัก” ซู่ไท่เฟยยกยิ้ม นานมากแล้วที่ต้องทนเก็บกดและอยู่ภายใต้อำนาจของคนสามคนในวังหลวง หากแผนการโค่นล้มบัลลังก์ลู่ฮ่องเต้สำเร็จ พระนางก็จะอยู่เหนือคนใต้หล้า ไม่ต้องอยู่ใต้ฝ่าเท้าคอยรับคำสั่งของใครและยิ่งไม่ต้องโดนใครกดขี่ข่มเหงอีกแล้วดังเช่นที่ผ่านมา “รอให้งานเลี้ยงคืนนี้ผ่านไปก่อน วันหลังแม่จะหาทางกราบทูลฝ่าบาทเองเรื่องสมรสพระราชทาน ในงานคืนนี้เจ้าก็พยายามแสดงออกความรู้สึกต่อนางอย่างชัดเจนล่ะ เฟิ่งหรั่นเป็นธิดาคนโปรดของใต้เท้าเฟิ่ง หากบุตรสาวเขาได้เป็นพระชายาอ๋อง เขาก็ย่อมต้องหันมาสนับสนุนเจ้าให้ขึ้นเป็นรัชทายาท” ซู่ไท่เฟยกล่าวพลางจิบน้ำชา สายพระเนตรของพระนางยากจะคาดเดาความรู้สึกได้ เช่นเดียวกับอ๋องเก้าที่ไม่อาจคาดเดาพระทัยของพระมารดาตนเอง
เฟิ่งหรั่นเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ร้านเครื่องประดับ กำลังจะนำเครื่องประดับชิ้นใหม่มาวางขายที่ร้าน ด้วยเพราะร้านเครื่องประดับนี้ขายสินค้าแต่เฉพาะสตรีชั้นสูงและเชื้อพระวงศ์เท่านั้น เครื่องประดับมีค่าจำนวนมากย่อมเป็นที่สนใจของสตรีชั้นสูง หญิงสาวจึงชวนเฟิ่งอี้และจิงเจียวออกมาซื้อเครื่องประดับด้วยกัน ตลาดใหญ่ในเมืองหลวงครึกครื้นเป็นพิเศษ เนื่องจากการกลับมาของลู่เฟยหลงพร้อมกับชัยชนะเหนือจงโจว เหล่าสตรีชั้นสูงซึ่งเป็นบรรดาบุตรีของขุนนางทั้งหลายต่างก็ออกมาเที่ยวเล่นในเมือง ด้วยเพราะพวกนางสืบทราบมาว่าองค์รัชทายาทลู่เฟยหลงมักชอบออกมาดื่มสุรากับทหารองครักษ์คนสนิทที่หอสุราเป็นประจำ เฟิ่งหรั่นเดินเลือกซื้อเครื่องประดับมาใหม่จากหลากหลายร้านที่มาเปิดใหม่ แต่ทว่าก็ไม่มีร้านใดที่ถูกใจนางเท่าร้านใหญ่ในเมืองหลวงอีกแล้ว หญิงสาวเดินเลือกเครื่องประดับในร้านใหญ่ไปเรื่อยๆ จนเจอปิ่นหยกที่ถูกใจ ปิ่นหยกนี้ประดับด้วยไข่มุกราตรีงดงามยิ่งนัก เฟิ่งหรั่นหยิบปิ่นหยกสีเขียวเพียงหนึ่งเดียวในร้านขึ้นมาเชยชม เช่นเดียวกับเฟิ่งอี้เดินเข้ามาหาพี่สาวชื่นชมความงดงามของปิ่นหยกหายากชนิดนี้