เฟิ่งหรั่นและเฟิ่งอี้นั่งที่โต๊ะด้านหลังลำดับถัดมาจากอัครมหาเสนาบดีเฟิ่งผู้เป็นบิดากับมารดาอย่างเฟิ่งฮูหยิน ข้างๆ นางนั้นคือที่นั่งของอวี๋ฟางหรง ธิดาเจ้ากรมอาญาซึ่งมีความสนิทสนมชิดเชื้อกับไทเฮาพอสมควร ทั้งบิดาของนางและบิดาของอวี๋ฟางหรงนั้น ต่างก็เป็นเสนาบดีตำแหน่งสูงทั้งคู่ หากพวกนางถูกจัดมานั่งเคียงข้างกันย่อมไม่แปลก
ใบหน้าอ่อนเยาว์ของอวี๋ฟางหรงมองเฟิ่งหรั่นด้วยสายตาเป็นมิตร นางคลี่ยิ้มบางๆ ให้อีกฝ่ายอย่างเป็นกันเอง เฟิ่งหรั่นยิ้มอ่อนๆ น้อมรับ พอดีกับสายตาของเฟิ่งอี้ที่มองมาอย่างจับสังเกต
“คุณหนูสกุลอวี๋ อวี๋ฟางหรงไม่ใช่หรือเจ้าคะพี่หญิง” เฟิ่งอี้กระซิบถามอย่างไม่ไว้ใจ สายตาของนางจดจ้องอวี๋ฟางหรงไม่วางตา
เฟิ่งหรั่นปรายหางตาปรามผู้เป็นน้องสาวเงียบๆ
“นางทักทายเรา มีไมตรีกับเรา เจ้าอยู่นิ่งๆ เถิด”
“เจ้าค่ะ...” เฟิ่งอี้ยอมสงบปากสงบคำเมื่อได้รับคำเตือนจากผู้เป็นพี่สาว นางรินชาให้ตนเองอย่างเงียบๆ สายตานั้นจับจ้องมองที่ลู่อ๋องซึ่งประทับอยู่ข้างๆ ซู่ไท่เฟยด้วยสายตายากจะคาดเดาความหมาย
“ข้าได้ยินกิตติศัพท์รูปโฉมอันงดงามของแม่นางเฟิ่งมานานแล้ว มิด
คาดคิดว่าวันนี้จะได้มาเจอท่านด้วยตนเอง หากไม่รังเกียจท่านจะดื่มสุรากับข้าสักจอกได้หรือไม่?” รอยยิ้มของอวี๋ฟางหรงทำให้เฟิ่งหรั่นปฏิเสธไมตรีไม่ลง
“ย่อมได้สิ” อวี๋ฟางหรงรินสุราใส่จอกของเฟิ่งหรั่นด้วยความยินดี ก่อนที่ทั้งสองจะยกจอกสุราเข้าปากพร้อมกัน การกระทำของพวกนางทั้งสองล้วนอยู่ในสายตาของลู่เฟยหลงและลู่อ๋อง
“เห็นอวี๋ฟางหรงและเฟิ่งหรั่นเข้ากันได้ดีเช่นนี้ จะเป็นเช่นใดหนอหากให้พวกนางทั้งสองมาเป็นสะใภ้ของราชวงศ์” เซียวฮองเฮาทรงเอ่ย คำกล่าวนี้ราวกับรู้พระทัยของไทเฮาว่าคิดสิ่งใด แต่ว่าทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับความรู้สึกของคนสองคน การไปบังคับให้อภิเษกสมรสกันนั้นย่อมไม่เหมาะสม
เซียวฮองเฮาในฐานะสะใภ้ใหญ่ของราชวงศ์ทรงมองทุกอย่างอย่างแม่นยำ พวกนางทั้งสองต่างงดงามและเปี่ยมด้วยวาสนาบารมีทั้งคู่ น่าเสียดายนักหากคนหนึ่งจะต้องแต่งเป็นแค่ชายาอ๋องและอีกคนเป็นหงส์คู่บัลลังก์ ทั้งๆ ที่ความงดงามและความสามารถของพวกนางทั้งคู่ล้วนไม่ด้อยไปกว่ากันเลยสักนิด
“ฮองเฮานั้นล้วนคิดเหมือนแม่เสียจริง...” ไทเฮาทรงเอ่ย พระพักตร์งดงามหันไปทอดพระเนตรสตรีทั้งสองอย่างสนพระทัย หากแต่ความสนพระทัยนั้นอยู่ที่อวี๋ฟางหรงมากกว่า “โดยเฉพาะแม่นางอวี๋ จะดีเพียงใดหาก
ได้มาเป็นชายาของหลงเอ๋อร์”
จอกสุราของลู่เฟยหลงเกือบตกเพราะความตกใจ งานเลี้ยงฉลองนี้พระมารดาคงไม่ได้จัดขึ้นเพราะชัยชนะของเขาเพียงคนเดียว แต่อาจหมาย
ถึงการประกาศเรื่องว่าที่พระชายารัชทายาท หากเป็นเช่นนั้นเขาควรทำเช่นใดเพื่อรักษาเกียรติของอวี๋ฟางหรงและคว้าหัวใจของเฟิ่งหรั่นมาครอง
สายตาคมปลาบจับจ้องที่เฟิ่งหรั่นอย่างไม่วางตา ซู่ไท่เฟยที่สังเกตเห็นสีพระพักตร์วิตกของลู่เฟยหลง นางยกยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ จึงกล่าวขึ้นมาว่า
“ไทเฮาทรงพระปรีชายิ่งนักเพคะ แม่นางอวี๋งดงามสมกับรัชทายาทนัก จะเป็นการดีหรือไม่เพคะ หากมอบสมรสพระราชทานให้กับพวกเขาทั้งสอง และให้เฟิ่งหรั่นสมรสกับลู่อ๋อง” ซู่ไท่เฟยเอ่ยเจตนาของตนเองอย่างไม่ปิดบัง หากดึงอำนาจสกุลเฟิ่งเข้ามา พระนางย่อมเป็นต่อหลายขุมนัก
“เรื่องการแต่งงานเป็นเรื่องการตัดสินใจของคนทั้งสอง กระหม่อมว่าซู่ไท่เฟยทรงอยู่เฉยๆ จะดีกว่าพะยะค่ะ” ลู่เฟยหลงตอบอย่างใจเย็น สายตาของเขาปราดมองลู่อ๋องที่ยิ้มอย่างพึงพอใจในตัวเฟิ่งหรั่น สตรีเพียงหนึ่งเดียวกลับกลายเป็นที่แย่งชิงของบุรุษทั้งสองคน นางจะรู้หรือไม่ว่าบุรุษทั้งสองอาจจะต้องมีปัญหากันเองเพราะนาง
ซู่ไท่เฟยเผยยิ้มที่เคลือบแคลงด้วยความนัยบางอย่าง “องค์รัชทายาทคงไม่ทราบ ว่าเมื่อไม่นานมานี้ ลู่อ๋องได้ทำการปักปิ่นให้กับแม่นางเฟิ่งหรั่นแล้ว นั่นหมายความว่าพวกเขาทั้งสองพึงพอใจในตัวกันและกัน มีสิ่ง
ใดที่ต้องถามอีกหรือเพคะ”
ไทเฮาทรงตรัสถามเฟิ่งหรั่น ซึ่งบัดนี้นางกลายเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดเสียแล้ว “จริงหรือ? เฟิ่งหรั่น เจ้าตอบข้ามาเถิด”
เฟิ่งหรั่นสะดุ้ง นางอุตส่าห์อยู่เงียบๆ ไม่ปริปากเอ่ยคำใด แต่สุดท้ายกลับต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้ ทางด้านลู่อ๋องเองก็พึงพอใจไม่น้อย เขาพยายามมองหาปิ่นที่มอบให้นาง แต่ว่าตอนนี้ปิ่นนั้นไปอยู่กับเฟิ่งอี้ผู้เป็นน้องสาวของนางเสียแล้ว
เฟิ่งหรั่นย่อกายคำนับน้อยๆ ก่อนจะตอบไทเฮา “ทูลไทเฮา ทั้งหมดเป็นเรื่องจริงเพคะ”
นางไม่อาจโกหกได้ ปิ่นที่ลู่อ๋องปักผมให้นางในวันนั้นทุกคนย่อมเห็นประจักษ์ชัด แม้แต่ลู่เฟยหลงก็เช่นกัน
อวี๋ฟางหรงมองนางด้วยสายตาที่ซ่อนความหมายบางอย่าง
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าการทำเช่นนั้น ตามธรรมเนียมแล้วเจ้าจะต้องแต่งงาน” ซู่ไท่เฟยเอ่ย นางพยายามอย่างยิ่งยวดเพื่อจะดึงอำนาจสกุลเฟิ่งมาเป็นของตนเอง เฟิ่งหรั่นพยักหน้าน้อยๆ เป็นเชิงตอบรับ
ลู่อ๋องได้ทีจึงลุกขึ้นเอ่ยแก้ไขสถานการณ์อันชวนอึดอัดสำหรับเฟิ่ง หรั่น “ทูลไทเฮา กระหม่อมกับเฟิ่งหรั่นสนิทสนมกันมานาน เราสองมีใจตรงกัน หากทรงพระเมตตาโปรดมอบสมรสพระราชทานให้พวกเราสองคนด้วยเถิด”
ความรู้สึกในใจของเฟิ่งหรั่นตีรวนกันไปหมด หากเป็นยามอื่นนางคงรู้สึกดีที่ลู่อ๋องรักและเมตตานางมากถึงเพียงนี้ แต่ยามนี้ความรู้สึกกลับไม่เป็น
เช่นนั้น นางรู้สึกเหมือนมีบางอย่างแปลกไป แปลกจนนางไม่อาจคาดเดาได้ ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นต่อจากนี้
เฟิ่งอี้มองลู่อ๋องและเฟิ่งหรั่นผู้เป็นพี่สาวด้วยสายตาแสดงประกาย
ความรู้สึกบางอย่าง ยากนักที่จะคาดเดาความคิดในใจของนางได้ ในยามนี้นางจ้องมองเฟิ่งหรั่นราวกับรอคำตอบจากอีกฝ่ายว่าจะตอบเช่นไร ในยามสถานการณ์ที่น่าอึดอัดใจเช่นนี้
ไทเฮาทรงมองเฟิ่งหรั่นสลับกับลู่อ๋อง หากนางถูกดึงเป็นชายาเอกของลู่อ๋อง ตำแหน่งพระชายารององค์รัชทายาทสำหรับนางคงหมดความหมาย พระนางหมายพระทัยอยากให้อวี๋ฟางหรงเป็นพระชายาเอกเป็นว่าที่ฮองเฮา ส่วนเฟิ่งหรั่นเป็นพระชายารองว่าที่หวงกุ้ยเฟยในอนาคต มันจะดีต่อลู่เฟยหลงไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ในยามนี้สตรีเพียงผู้เดียวกลับเป็นที่ต้องการของบุรุษทั้งสอง หากทั้งสองต้องมาแตกคอกันเพราะนางคงไม่ใช่เรื่องดีแน่
“เรื่องนี้เจ้าจะตัดสินใจอย่างไร” ไทเฮาทรงคาดคั้นคำตอบจากหญิงสาว นางยืนด้วยท่าทีสงบนิ่งเพียงผู้เดียวท่ามกลางสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมองมา นางกลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่ง พลันสายตาเห็นประกายไหววูบของลู่เฟยหลง สายตาคู่นั้นหมายความว่าอย่างไรกัน...
หากนางปฏิเสธ เรื่องที่ลู่อ๋องปักปิ่นให้นางก็คงเป็นที่ลือกระฉ่อนกันทั้งเมืองหลวง และคนที่เสียหายที่สุดคือนางและตระกูลเฟิ่ง แต่หากนางยอมรับการแต่งงานครั้งนี้ ก็จะช่วยตระกูลเฟิ่งให้รอดพ้นจากคำครหา อีกทั้งอาจเสริมอำนาจของบิดานางให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นได้ คิดทางใดก็ย่อมเป็นผลดีต่อนางทั้งนั้น อีกทั้งลู่อ๋องกับนางก็สนิทสนมกันมาเนิ่นนาน นางเองก็แอบพึง
พอใจเขาอยู่มิใช่น้อย หากนางได้แต่งงานกับเขาโดยเร็วอาจช่วยเสริมอำนาจ
หนุนหลังเขาก็ย่อมได้
ทุกคนต่างรอคำตอบของเฟิ่งหรั่นอย่างใจจดใจจ่อ นางถอนหายใจ
อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยออกมา “หม่อมฉัน...น้อมรับการสมรสครั้งนี้เพคะ”
ลู่เฟยหลงบีบจอกชาแน่นจนเกือบแตก แต่หากเขาสะกดอารมณ์เอาไว้ได้ทัน ฮ่องเต้ผู้เป็นพระเชษฐาและฮองเฮาผู้เป็นพระเชษฐภคินีย่อมเข้าพระทัยความรู้สึกของพระอนุชาผู้นี้ดีว่าคิดเช่นไรกับเฟิ่งหรั่น แต่ทว่าไทเฮานั้นคงไม่มีทางล้มเลิกความตั้งใจที่จะให้อวี๋ฟางหรงมาเป็นสะใภ้ง่ายๆ แน่ เพลานี้ทั้งสองพระองค์สงสารลู่เฟยหลงยิ่งนัก งานวันนี้คืองานเลี้ยงสังสรรค์แท้ๆ แต่กลับต้องมาพังทลายลงเพราะการกระทำของซู่ไท่เฟย
“เจ้าคิดดีแล้วหรือเฟิ่งหรั่น?” เซียวฮองเฮาเอ่ยถามอีกฝ่าย สีพระพักตร์นั้นจริงจังยิ่ง ยามเห็นสีหน้าวิตกของลู่เฟยหลงก็ยิ่งสงสารจับใจ
ผู้ถูกขนานนามก้มศีรษะน้อมรับ “เพคะ หม่อมฉันตัดสินใจดีแล้วเพคะ”
อวี๋ฟางหรงได้ฟังแล้วก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่สุดท้ายนางกลับนึกสงสารเฟิ่งหรั่นนัก อีกฝ่ายเข้านอกออกในวังบ่อยกว่านาง อีกทั้งลู่เฟยหลงก็แสดงชัดเจนนักว่าหลงรักเฟิ่งหรั่นอย่างจริงใจ สุดท้ายนางจะกลายเป็นมือที่สามขัดขวางความรักของเขากับเฟิ่งหรั่นอย่างนั้นหรือ?
เฟิ่งอี้ได้แต่กำชายอาภรณ์ของตนเองเบาๆ การตัดสินใจของเฟิ่งหรั่นคราวนี้ทำให้นางไม่อาจสะกดอารมณ์ที่มีได้ พวกนางทั้งสองพี่น้องต่างมีความสนิทสนมกับลู่อ๋องมานาน แต่เหตุใดลู่อ๋องจึงไม่หันสายตามามองนางบ้าง เหตุใดต้องมองแต่พี่สาวของนาง เหตุใดกัน...นางไม่ดีอย่างไร ถึงมีแต่คน
มองข้ามนางตลอด
อวี๋ฟางหรงนึกอยากช่วยลู่เฟยหลงแต่ก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้ เห็นทีหากมีโอกาสนางคงต้องทำอันใดสักอย่างเพื่อลู่เฟยหลงสักครั้ง
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา!
ทันทีที่งานเลี้ยงจบ เฟิ่งหรั่นก็รีบขอตัวกลับจวนก่อนทันที ส่วนบิดา
กับมารดานั้นอยู่สนทนากับไทเฮาต่อสักพัก วันนี้นางแทบไม่ยินดีกับการตอบรับสมรสแต่งงานกับลู่อ๋องเลยสักนิด ทั้งๆ ที่เขาเป็นบุรุษคนแรกที่นางรู้สึกดีด้วย อีกทั้งยังเป็นผู้มีพระคุณของนางในวัยเยาว์
รถม้าขับเคลื่อนมาจอดถึงหน้าจวน หญิงสาวก้าวขาลงมาเดินเข้าจวนพร้อมกับจิงเจียวสาวรับใช้คนสนิท สักพักเจ้าไห่เหลียน เสือขาวที่ตนเองเลี้ยงเอาไว้ก็โผล่ออกมาเข้ามาคลอเคลียนางอย่างออดอ้อน เฟิ่งหรั่นนั่งลงบนเก้าอี้ในศาลารับแสงจันทร์ นางมองเจ้าไห่เหลียนที่คลอเคลียนางด้วยความเอ็นดู
ครั้งหนึ่งไห่เหลียนเคยเป็นลูกเสือตัวน้อยจากงานล่าสัตว์ ในปีนั้นที่นางยังเด็กมากอายุเพียงแปดหนาวเท่านั้น บิดาพาเข้าร่วมการล่าสัตว์ นางจดจำได้อย่างดีว่าถูกเสือตัวหนึ่งทำร้ายจนสลบไป พอนางฟื้นขึ้นมาอีกทีกลับพบว่าเป็นลู่อ๋องที่ช่วยชีวิตนางเอาไว้ และนั่นคือจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ของนางกับลู่อ๋อง และลูกเสือขาวนามว่าไห่เหลียนตัวนี้ก็เป็นบิดาที่อนุญาตให้นางนำมาเลี้ยงดูที่จวน
“เจ้าเข้าใจความรู้สึกข้าในยามนี้ด้วยหรือ?” นางเอ่ยถามไห่เหลียนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แม้เจ้าเสือโคร่งตัวยักษ์จะไม่เข้าใจคำพูดของนาง แต่ทว่ามันกลับมีท่าทีออดอ้อนคลอเคลียหนักอย่างยิ่ง นางลูบหัวของมันด้วยความเอ็นดู
นางคลี่ยิ้มบางๆ พลางมองจิงเจียว “เจ้าพาไห่เหลียนไปอาบน้ำเถิด หากท่านพ่อมาเจอมันในสภาพเปื้อนดินเช่นนี้ คงโดนตำหนิอีกแน่”
จิงเจียวลูบศีรษะเจ้าไห่เหลียนเพียงนิด เจ้าเสือโคร่งยักษ์สีขาวก็เชื่อ
อย่างว่าง่าย เป็นเพราะแบบนี้เองเฟิ่งหรั่นถึงได้เอ็นดูนัก ดูท่าทางสมรส
พระราชทานครั้งนี้นางคงหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว
เฟิ่งอี้มาถึงจวนหลังเฟิ่งหรั่น แต่แววตาของนางนั้นปรากฏความรู้สึกชิงชังอย่างชัดเจน ทั้งๆ ที่เฟิ่งหรั่นก็มองออกว่านางนั้นรู้สึกอย่างไรกับลู่อ๋อง แต่การทำเช่นนี้มันคือการทรยศความรู้สึกของนางที่เป็นน้องสาวแท้ๆ แต่นางไม่อาจทำสิ่งใดได้ พระเสาวนีย์ของไทเฮาถือเป็นที่สิ้นสุด การที่ท่านพ่อและท่านแม่อยู่สนทนาต่ออีกสักพัก ก็คงกำหนดฤกษ์วันอภิเษกเป็นแน่
อีกทั้งอวี๋ฟางหรงนั่นคือผู้ใดกัน หากไม่มีอีกฝ่ายสักคนนางก็คงได้แต่งงานกับลู่อ๋อง และพี่สาวของนางคงได้แต่งงานกับลู่เฟยหลงเป็นแน่ แม้ลู่เฟยหลงจะเป็นถึงรัชทายาท แต่ก็มีข่าวลือหนาหูนักที่ว่าเขาเป็นบุรุษชอบตัดแขนเสื้อตนเอง5 นางไม่รู้ความจริงข้อนี้เป็นอย่างใด แต่หากเฟิ่งหรั่นได้แต่งงานกับเขาก็เท่ากับว่าชีวิตของนางจะไม่สามารถมีทายาทสืบทอดราชบัลลังก์ องค์ชายน้อยลู่เสวียนนั้นก็ยังเด็กเกินไป หากราชบัลลังก์ว่างเว้นผู้สืบทอด ก็จะมีเพียงลู่อ๋องเท่านั้นที่มีสิทธิ์
นางจะยอมให้เฟิ่งหรั่นได้ดิบได้ดีไม่ได้เด็ดขาด!
เฟิ่งหรั่นนั่งชมจันทร์ที่ศาลาสักครู่หนึ่ง นางหยิบดอกไห่ถังที่อวี๋ฟางหรงมอบให้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันในงานเลี้ยง ดอกไม้ชนิดนี้เต็มไปด้วยปริศนามากมายที่ยากจะคาดเดา ดอกไห่ถังนี้ซ่อนปริศนาไว้มากมายเหลือเกิน คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่อวี๋ฟางหรงให้กับนางแน่ ดอกไม้ที่เปรียบเหมือนของสำคัญชนิดนี้จะมอบให้ผู้อื่นได้อย่างไรกัน
ยิ่งคิดก็ยิ่งปริวิตก นางจะต้องค้นหาความลับของดอกไห่ถังนี้ให้ได้!
_______________________________
5ตัดแขนเสื้อตนเอง หมายถึง พวกรักร่วมเพศ (ชายรักชาย) มาจากสำนวนจีนที่ว่า "ต้วนซิ่วจือผี่” แปลว่า "พิศวาสจนตัดแขนเสื้อ” เรื่องมีอยู่ว่า ฮั่นอ้ายตี้ ฮ่องเต้สมัยนั้นทรงหลงใหลขันทีเทียมคนหนึ่ง (ไม่ได้ตอนเป็นขันทีจริง แต่ได้ติดตามรับใช้ใกล้ชิดอยู่ข้างกายฮ่องเต้ไม่ต่างจากขันที) ชื่อ "ตงเสียน” ถึงขนาดให้อำนาจ ตำแหน่งและจวนส่วนตัวอันหรูหรา และให้ติดตามเป็นเงาไม่ห่างกาย พระองค์เสด็จไปไหน ก็ต้องเห็นเขาอยู่ที่นั่น จนวันหนึ่ง ขณะที่ตงเสียนนอนหลับใหลโดยทับแขนเสื้อของพระองค์อยู่นั้น ฮ่องเต้จำต้องลุกจากที่บรรทม แต่ไม่กล้าปลุกคนรัก จึงยอมตัดแขนเสื้อตนเองเพื่อให้ตงเสียนได้นอนหลับสบายต่อไป การกระทำดังกล่าวจึงเป็นที่มาของคำว่า "ตัดแขนเสื้อ” ที่
หมายถึง ชายรักชาย นั่นเอง
เฟิ่งหรั่นมองดอกไห่ถังสลับกับชมแสงจันทร์จากริมศาลา เพลานี้ราตรีมาเยือนมืดมิดแล้ว แสงจันทร์ทอประกายเด่นกลางท้องนภา ท่ามกลางหมู่ดารานับล้านดวง พระจันทร์ในคืนนี้งดงามกว่าคืนใด สักพักหนึ่งนางเห็นดาวดวงหนึ่งพุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว เร็วยิ่งนักพร้อมกับดอกไห่ถังที่กลีบของมันสั่นไหวเบาๆ เพลานี้ให้ความรู้สึกเหมือนตอนเข้าร่วมงานล่าสัตว์ครั้งแรก ในยามค่ำก็มักจะมีการจุดคบเพลิงตามจุดหมายสำคัญต่างๆ บิดาพานางขึ้นหลังม้าเข้าไปร่วมล่าสัตว์ด้วยกัน แต่ทว่าในยามนั้นกลับเป็นการออกล่าสัตว์ของสัตว์นักล่าด้วยเช่นกัน เฟิ่งหรั่นและบิดาถูกเสือตัวผู้และตัวเมียคู่หนึ่งสีขาวลอบทำร้าย บิดาของนางนั้นได้รับบาดเจ็บจนสลบไปพร้อมกับนาง เมื่อนางตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบลู่อ๋องแล้ว ลู่อ๋องคือคนที่ช่วยชีวิตนางเอาไว้อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ทว่านางกลับได้เจ้าไห่เหลียนที่ตอนนั้นยังเด็กมากมาเลี้ยงด้วย เจ้าเสือขาวมาอยู่กับนางแต่หนใดนับจากที่บาดเจ็บก็ไม่อาจทราบได้ แต่ด้วยความสงสารที่พ่อแม่ของมันถูกทหารของวังหลวงจับเอาไปถลกหนังทำเสื้อ นางก็เกิดความสงสารในชะตากรรมของเจ้าเสือน้อยตัวนี้ยิ่งนัก จึงขอบิดารับมาเลี้ยงเอาไว้เป็น
เฟิ่งหรั่นนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับแม่หมอเฒ่าผู้นั้น กลิ่นอายบางอย่างที่นางไม่คุ้นเคยลอยโชยเข้ามาเตะจมูกนาง กลิ่นอันใดกันที่ทำให้นางรู้สึกไม่ดี คล้ายกับเลือดลมทั้งหมดหยุดไหลเวียนเช่นนี้ เพราะอะไร..? “หรั่นหรั่น แม่หมอผู้นี้พ่อกับแม่เชื้อเชิญมาเพื่อตรวจดวงชะตาของเจ้ากับท่านอ๋องเก้า อีกไม่นานนี้เจ้าก็จะได้รับการแต่งตั้งเป็นพระชายาเอกแล้ว จำเป็นต้องมีการทำเช่นนี้เสียก่อน...” เฟิ่งฮูหยินคลี่ยิ้มเอ่ย เฟิ่งหรั่นยิ้มอ่อนๆ ตอบผู้เป็นมารดา ส่วนเฟิ่งเจาหรงที่มาได้ยินการสนทนาและเห็นแม่หมอชื่อดังที่ถูกเชิญมาจึงได้ลอบแอบฟังการสนทนา เฟิ่งฮูหยินทำถึงขนาดนี้ เพื่อประเคนบุตรสาวให้เป็นชายาอ๋องเก้าเลยรึ?! เฟิ่งหรั่นแบฝ่ามือทั้งสองข้างและแจ้งวันเดือนปีเกิดของตนเองกับลู่อ๋องต่อหน้าแม่หมอ แม่หมอเฒ่าได้ทำการตรวจดวงชะตาอย่างละเอียดถี่ถ้วนดีแล้ว แต่ทว่า... “เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะแม่หมอ” เฟิ่งฮูหยินถามด้วยความร้อนรนระคนตื่นเต้นในใจ นางเห็นแม่หมอผู้นี้สัมผัสมือบุตรสาวและนั่งหลับตาอยู่นานแล้ว แม่หมอนิ่งเงียบ นางพยายามเพ่งเล็งสมาธิให้มากที่สุดแต่กลับไม่เห็น
ช่างบังเอิญยิ่งนักที่ฤกษ์อภิเษกสมรสของลู่อ๋องกับเฟิ่งหรั่น มาตรงกับวันที่ลู่เฟยหลงได้รับแจ้งจากรองแม่ทัพคนสนิทที่ประจำการชายแดนเหนือรายงานมาว่า บัดนี้กองทัพกบฏได้กวาดต้อนชาวเมืองและเสบียงไปเป็นจำนวนมาก แต่ทว่าแม้จะช่วยชาวเมืองและกันเสบียงบางส่วนออกมาได้ ก็ยังไม่สามารถกำจัดฝ่ายศัตรูให้พ้นไป ลู่เฟยหลงจึงมีข้อกล่าวอ้างต่อฮ่องเต้ผู้เป็นพระเชษฐาและพระมารดาของตน เดิมทีเขาไม่ต้องการเห็นสตรีที่รักเป็นของบุรุษอื่นให้ปวดใจ การไปทำศึกสงครามครั้งนี้ และถือโอกาสประจำการที่ชายแดนชั่วคราวจะดีกว่า หรือเขาอาจจะอยู่ที่นั่นตลอดไป และอาจคืนตำแหน่งรัชทายาทให้ลู่เสวียนหลานชายที่ยังเยาว์วัยของเขา “เจ้าคิดจะไปประจำการที่นั่นจริงๆ หรือ?” ลู่ฮ่องเต้ทรงถามด้วยพระพักตร์และพระทัยกังวล น้องชายผู้นี้คือหัวเรี่ยวหัวแรงในราชสำนัก อีกทั้งยังเป็นอาจารย์ที่ดีของลู่เสวียน แต่วันนี้เพราะเรื่องการแต่งงานของเฟิ่งหรั่นหรือไม่ ที่ทำให้น้องชายของพระองค์ตัดสินใจเช่นนี้ วันนี้ทั้งสองพระองค์สนทนากันเป็นส่วนตัวที่ศาลาริมสระในอุทยานหลวง ไม่มีคำว่าฝ่าบาทหรือพระอนุชาอีกต่อไป มีเพียงแต่ความเป็นพี่น้อง
กองทัพเสวียนอู่เดินทางมาถึงที่หมาย ตอนนี้การจลาจลทั้งหมดถูกควบคุมเอาไว้หมดแล้ว โดยรองแม่ทัพที่เขามอบหมายให้ประจำการอยู่ที่นี่ ระหว่างที่เขาประทับอยู่ในเมืองหลวง ด้วยเกรงว่าพวกกบฏที่จับกุมตัวเอาไว้ได้นั้นจะก่อความวุ่นวาย แต่คาดไม่ถึงว่าเขาจากไปไม่กี่วัน กลับเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นทันทีลู่เฟยหลงก้าวลงจากหลังม้า ส่งมอบม้าให้กับจางซินเฉิงแล้วถือกระบี่เดินเข้ามาในกระโจมหลังใหญ่ของตนเอง ตอนนี้เหล่าเชลยบางส่วนที่ก่อกบฏล้วนถูกขังรอการตัดสินโทษอยู่จากเขา“ชาวเมืองในตำบลซ่างจิ่งนี้ จะให้กระหม่อมจัดการอย่างไรพะยะค่ะ” รองแม่ทัพใหญ่เอ่ยถามน้ำเสียงหนักแน่นลู่เฟยหลงมองด้วยสายตาคมปลาบ “ให้ประหารตัวการที่ก่อกบฏครั้งนี้ ส่วนชาวบ้านที่บริสุทธิ์ให้ปล่อยไป ทหารของพวกกบฏนั่นให้เกณฑ์มาเป็นแรงงาน ส่วนเด็ก สตรีและคนชรา ให้ปล่อยพวกเขาไป” “พระองค์แน่ใจหรือพะยะค่ะว่าเด็กและสตรีพวกนั้นจะไม่เป็นภัยในภายหลัง” รองแม่ทัพใหญ่ถามอย่างไม่ไว้ใจนัก “พวกเขาล้วนแต่เป็นเด็กและสตรี เรี่ยวแรงก็หามีมาต่อกรไม่ ปล่อยพวกเขากลับไปซะ นี่เป็นบัญชาของข้า” ลู่เฟยหลงสั่งเสียงเข้ม เพียงเท่านั้นรองแม่ทัพใหญ่จึงไม่กล้า
ทั้งสองพี่น้องอยู่สนทนากันสักพัก กูกูใหญ่ของวังก็มารายงานว่าลู่อ๋องนั้นกลับจากวังหลวงแล้ว เฟิ่งอี้จึงจำเป็นต้องลากลับก่อนตามมารยาท ส่วนเฟิ่งหรั่นก็ต้องทำหน้าที่ในฐานะภรรยา จัดหาของว่างและอาหารตระเตรียมให้ผู้เป็นพระสวามีของนาง แต่ทว่าแทนที่เฟิ่งอี้จะรีบกลับ นางกลับเลือกที่จะเดินชมนกชมไม้ในสวนของวังอ๋องอย่างถือวิสาสะ ด้วยถือว่าพี่สาวนั้นมีศักดิ์เปนพระชายาเอกของลู่อ๋อง นางย่อมทำสิ่งใดก็คงไม่มีใครมาห้ามปรามนางแน่ นางจึงเดินชมนกชมไม้อย่างเพลิดเพลินใจ ลู่อ๋องที่เดินทางกลับมาถึงวัง เห็นน้องสาวของชายาตนเองกำลังเดินเล่นอยู่ในอุทยานจึงเข้าไปทักทายในฐานะพี่เขยของนาง “อ๊ะ!” เฟิ่งอี้ที่ไม่ทันระวัง นางเดินถอยหลังชนเข้ากับแผงอกของลู่อ๋องจนเกือบเซล้มลง แต่โชคดีนักที่ลู่อ๋องคว้าเอวของนางเอาไว้ได้ทัน ทั้งสองหันมาสบตากันเพียงชั่วขณะหนึ่ง หัวใจของเฟิ่งอี้เต้นแรงไม่เป็นส่ำยามได้สบสายตาคมปลาบของลู่อ๋องหรืออ๋องเก้า “อะ เอ่อ...” ทั้งสองรีบผละออกจากกันทันที เฟิ่งอี้ตะกุกตะกักด้วยความเขินอาย “หม่อมฉันขอประทานอภัยด้วยเพคะ พอดีมาเยี่ยมพี่สาว แต่ว่าเห็นอุทยานที่นี่ร่มรื่นน
ตับๆๆ เสียงของเนื้อกระทบเนื้อดังขึ้นเป็นจังหวะหฤหรรษ์ในห้องแห่งหนึ่งของของโรงเตี๊ยม ในห้องนั้นปรากฏภาพชายหญิงทั้งสองกำลังร่วมรักกันอย่างมีความสุข เฟิ่งเจาหรงใบหน้าเหยเกด้วยความเสียวซ่านกับความสุขที่อ๋องเก้ามอบให้กับนาง ใบหน้าหล่อเหลาของลู่อ๋องกัดฟันพลางคำรามในลำคอด้วยความเสียวซ่าน เมื่อเขาได้ปลดปล่อยสายธารรักของตนเองเข้าไปในกายของสตรีใต้ร่างอย่างสุขสม เฟิ่งเจาหรงคลายมือออกจากผ้าปูที่นอนเมื่อความหฤหรรษ์นั้นจบลง ใบหน้าของลู่อ๋องซบลงบนหน้าอกอวบใหญ่ของเฟิ่งเจาหรง ก่อนจะใช้ปลายลิ้นสากโลมเลียอย่างเอร็ดอร่อย “ข้าพึงพอใจในรสสวาทของเจ้ายิ่งนัก หรงเอ๋อร์” พูดจบก็ใช้ฝ่ามือลูบไล้ต้นขาของอีกฝ่ายอย่างพึงพอใจ ขณะที่ใช้ปลายลิ้นสากโลมเลียเม็ดทับทิมสีชมพูที่แข็งชันเป็นไต “อ๊า!!!” เฟิ่งเจาหรงร้องครางเสียงดัง เมื่อลู่อ๋องใช้ปลายลิ้นตวัดเลียเต้านมอวบของนางรุนแรงอย่างหิวกระหาย จนใบหน้างดงามของเฟิ่งเจาหรงเหยเกด้วยความเสียวซ่าน นางร้องครางเสียงหวานไม่เป็นภาษาด้วยความสุขสม “หากท่านอ๋องชมชอบ หม่อมฉันก็ยินดีมอบกายถวายใจรับใช้เพคะ” นางเอ่ยพลางใช้มือเรียวของตนเอ
บริเวณลานประหาร ร่างบอบบางที่ถูกตรึงด้วยไม้กางเขน สภาพร่างกายของนางอันบอบบางราวกิ่งหลิวเปียกชุ่มไปด้วยคราบโลหิตจากทัณฑ์ทรมาน เส้นผมที่เคยถูกรวบเกล้าประดับด้วยเครื่องประดับอันงดงาม บัดนี้กลับหลุดลุ่ยปรกใบหน้า ดวงตาที่เคยอ่อนหวานในยามนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความแค้น ที่ไม่มีโอกาสได้มอบความตายคืนให้กับคนที่กระทำนาง ‘เฟิ่งหรั่น’ คือบุตรีของอัครมหาเสนาบดี นางผู้เปี่ยมด้วยรูปโฉมอันงดงามและอำนาจบารมีของบิดา วาสนาชีวิตที่เคยเป็นถึงพระชายาอ๋อง บัดนี้กลับตกต่ำกลายเป็นนักโทษประหารความผิดไม่น่าให้อภัย ดวงตางดงามค่อยๆ ลืมตาขึ้นทีละนิดมองสภาพแวดล้อมรายรอบที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่รุมสาปแช่งนาง นางกระตุกยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยันในโชคชะตาของตนเอง นางไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าวาสนาที่ตนเองเคยเป็นชายาของอ๋องเก้าบุรุษที่ยิ่งใหญ่ บัดนี้จะตกต่ำเป็นถึงนักโทษประหาร คิดแล้วช่างน่าเจ็บปวดใจยิ่งนัก ซ่า! เสียงน้ำที่ถูกสาดจากถังน้ำไม้สีน้ำตาลใบใหญ่สาดกระเด็นเข้ามาที่ใบหน้าเปื้อนเลือดของเฟิ่งหรั่น หญิงสาวทำได้แค่หลับตาและเบี่ยงใบหน้าหลบเท่านั้น ความอัปยศในวันนี้ทำให้นางเ
ย้อนกลับไปเมื่อสามปีก่อน แคว้นเหลียว แคว้นเหลียวเป็นหนึ่งในสี่แคว้นใหญ่แห่งแผ่นดินจงหยวน ปกครองด้วยราชวงศ์ลู่มานานหลายศตวรรษ และในยุคปัจจุบันที่แคว้นเหลียวเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด นำโดยการปกครองของลู่ฮ่องเต้และเซียวฮองเฮาและองค์รัชทายาทผู้เป็นพระอนุชาร่วมอุทรนามว่า ‘ลู่เฟยหรง’ องค์รัชทายาทผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ นำทัพรบนำชัยชนะมาทุกสมรภูมิศึกและภายใต้การช่วยออกว่าราชการของลู่อ๋องอีกแรง แม้ว่าจะมีสี่นักปกครองที่เก่งกาจ แต่กุนซือที่สำคัญประจำพระวรกายของฮ่องเต้คือใต้เท้าเฟิ่ง อัครมหาเสนาบดีคู่พระทัยตั้งแต่อดีตฮ่องเต้รัชกาลก่อนจวบจนรัชกาลปัจจุบัน เขามีบุตรสาวที่ทั้งงดงามและฉลาดปราดเปรื่องกับฮูหยินเอกนามว่า ‘เฟิ่งหรั่น’ ยอดบัณฑิตหญิงแห่งแคว้น ศาสตร์ความรู้ทั้งหกแขนงที่คุณหนูสกุลใหญ่ร่ำเรียนกัน นางสามารถร่ำเรียนจนแตกฉานได้อย่างรวดเร็ว ภายในจวนอัครมหาเสนาบดีเงียบสงบร่มรื่น เสียงบรรเลงพิณดังมาจากเรือนของคุณหนูใหญ่ของจวนอย่างเฟิ่งหรั่น หญิงสาวในชุดผ้าไหมปักดิ้นลวดลายงดงาม คอเสื้อขลิบด้วยลวดลายดุจปีกจักจั่นสีทองอ่อน กำลังนั่งดีดบรรเลงพิณอย่างสบายใจท่ามกลางบรรย
ตับๆๆ เสียงของเนื้อกระทบเนื้อดังขึ้นเป็นจังหวะหฤหรรษ์ในห้องแห่งหนึ่งของของโรงเตี๊ยม ในห้องนั้นปรากฏภาพชายหญิงทั้งสองกำลังร่วมรักกันอย่างมีความสุข เฟิ่งเจาหรงใบหน้าเหยเกด้วยความเสียวซ่านกับความสุขที่อ๋องเก้ามอบให้กับนาง ใบหน้าหล่อเหลาของลู่อ๋องกัดฟันพลางคำรามในลำคอด้วยความเสียวซ่าน เมื่อเขาได้ปลดปล่อยสายธารรักของตนเองเข้าไปในกายของสตรีใต้ร่างอย่างสุขสม เฟิ่งเจาหรงคลายมือออกจากผ้าปูที่นอนเมื่อความหฤหรรษ์นั้นจบลง ใบหน้าของลู่อ๋องซบลงบนหน้าอกอวบใหญ่ของเฟิ่งเจาหรง ก่อนจะใช้ปลายลิ้นสากโลมเลียอย่างเอร็ดอร่อย “ข้าพึงพอใจในรสสวาทของเจ้ายิ่งนัก หรงเอ๋อร์” พูดจบก็ใช้ฝ่ามือลูบไล้ต้นขาของอีกฝ่ายอย่างพึงพอใจ ขณะที่ใช้ปลายลิ้นสากโลมเลียเม็ดทับทิมสีชมพูที่แข็งชันเป็นไต “อ๊า!!!” เฟิ่งเจาหรงร้องครางเสียงดัง เมื่อลู่อ๋องใช้ปลายลิ้นตวัดเลียเต้านมอวบของนางรุนแรงอย่างหิวกระหาย จนใบหน้างดงามของเฟิ่งเจาหรงเหยเกด้วยความเสียวซ่าน นางร้องครางเสียงหวานไม่เป็นภาษาด้วยความสุขสม “หากท่านอ๋องชมชอบ หม่อมฉันก็ยินดีมอบกายถวายใจรับใช้เพคะ” นางเอ่ยพลางใช้มือเรียวของตนเอ
ทั้งสองพี่น้องอยู่สนทนากันสักพัก กูกูใหญ่ของวังก็มารายงานว่าลู่อ๋องนั้นกลับจากวังหลวงแล้ว เฟิ่งอี้จึงจำเป็นต้องลากลับก่อนตามมารยาท ส่วนเฟิ่งหรั่นก็ต้องทำหน้าที่ในฐานะภรรยา จัดหาของว่างและอาหารตระเตรียมให้ผู้เป็นพระสวามีของนาง แต่ทว่าแทนที่เฟิ่งอี้จะรีบกลับ นางกลับเลือกที่จะเดินชมนกชมไม้ในสวนของวังอ๋องอย่างถือวิสาสะ ด้วยถือว่าพี่สาวนั้นมีศักดิ์เปนพระชายาเอกของลู่อ๋อง นางย่อมทำสิ่งใดก็คงไม่มีใครมาห้ามปรามนางแน่ นางจึงเดินชมนกชมไม้อย่างเพลิดเพลินใจ ลู่อ๋องที่เดินทางกลับมาถึงวัง เห็นน้องสาวของชายาตนเองกำลังเดินเล่นอยู่ในอุทยานจึงเข้าไปทักทายในฐานะพี่เขยของนาง “อ๊ะ!” เฟิ่งอี้ที่ไม่ทันระวัง นางเดินถอยหลังชนเข้ากับแผงอกของลู่อ๋องจนเกือบเซล้มลง แต่โชคดีนักที่ลู่อ๋องคว้าเอวของนางเอาไว้ได้ทัน ทั้งสองหันมาสบตากันเพียงชั่วขณะหนึ่ง หัวใจของเฟิ่งอี้เต้นแรงไม่เป็นส่ำยามได้สบสายตาคมปลาบของลู่อ๋องหรืออ๋องเก้า “อะ เอ่อ...” ทั้งสองรีบผละออกจากกันทันที เฟิ่งอี้ตะกุกตะกักด้วยความเขินอาย “หม่อมฉันขอประทานอภัยด้วยเพคะ พอดีมาเยี่ยมพี่สาว แต่ว่าเห็นอุทยานที่นี่ร่มรื่นน
กองทัพเสวียนอู่เดินทางมาถึงที่หมาย ตอนนี้การจลาจลทั้งหมดถูกควบคุมเอาไว้หมดแล้ว โดยรองแม่ทัพที่เขามอบหมายให้ประจำการอยู่ที่นี่ ระหว่างที่เขาประทับอยู่ในเมืองหลวง ด้วยเกรงว่าพวกกบฏที่จับกุมตัวเอาไว้ได้นั้นจะก่อความวุ่นวาย แต่คาดไม่ถึงว่าเขาจากไปไม่กี่วัน กลับเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นทันทีลู่เฟยหลงก้าวลงจากหลังม้า ส่งมอบม้าให้กับจางซินเฉิงแล้วถือกระบี่เดินเข้ามาในกระโจมหลังใหญ่ของตนเอง ตอนนี้เหล่าเชลยบางส่วนที่ก่อกบฏล้วนถูกขังรอการตัดสินโทษอยู่จากเขา“ชาวเมืองในตำบลซ่างจิ่งนี้ จะให้กระหม่อมจัดการอย่างไรพะยะค่ะ” รองแม่ทัพใหญ่เอ่ยถามน้ำเสียงหนักแน่นลู่เฟยหลงมองด้วยสายตาคมปลาบ “ให้ประหารตัวการที่ก่อกบฏครั้งนี้ ส่วนชาวบ้านที่บริสุทธิ์ให้ปล่อยไป ทหารของพวกกบฏนั่นให้เกณฑ์มาเป็นแรงงาน ส่วนเด็ก สตรีและคนชรา ให้ปล่อยพวกเขาไป” “พระองค์แน่ใจหรือพะยะค่ะว่าเด็กและสตรีพวกนั้นจะไม่เป็นภัยในภายหลัง” รองแม่ทัพใหญ่ถามอย่างไม่ไว้ใจนัก “พวกเขาล้วนแต่เป็นเด็กและสตรี เรี่ยวแรงก็หามีมาต่อกรไม่ ปล่อยพวกเขากลับไปซะ นี่เป็นบัญชาของข้า” ลู่เฟยหลงสั่งเสียงเข้ม เพียงเท่านั้นรองแม่ทัพใหญ่จึงไม่กล้า
ช่างบังเอิญยิ่งนักที่ฤกษ์อภิเษกสมรสของลู่อ๋องกับเฟิ่งหรั่น มาตรงกับวันที่ลู่เฟยหลงได้รับแจ้งจากรองแม่ทัพคนสนิทที่ประจำการชายแดนเหนือรายงานมาว่า บัดนี้กองทัพกบฏได้กวาดต้อนชาวเมืองและเสบียงไปเป็นจำนวนมาก แต่ทว่าแม้จะช่วยชาวเมืองและกันเสบียงบางส่วนออกมาได้ ก็ยังไม่สามารถกำจัดฝ่ายศัตรูให้พ้นไป ลู่เฟยหลงจึงมีข้อกล่าวอ้างต่อฮ่องเต้ผู้เป็นพระเชษฐาและพระมารดาของตน เดิมทีเขาไม่ต้องการเห็นสตรีที่รักเป็นของบุรุษอื่นให้ปวดใจ การไปทำศึกสงครามครั้งนี้ และถือโอกาสประจำการที่ชายแดนชั่วคราวจะดีกว่า หรือเขาอาจจะอยู่ที่นั่นตลอดไป และอาจคืนตำแหน่งรัชทายาทให้ลู่เสวียนหลานชายที่ยังเยาว์วัยของเขา “เจ้าคิดจะไปประจำการที่นั่นจริงๆ หรือ?” ลู่ฮ่องเต้ทรงถามด้วยพระพักตร์และพระทัยกังวล น้องชายผู้นี้คือหัวเรี่ยวหัวแรงในราชสำนัก อีกทั้งยังเป็นอาจารย์ที่ดีของลู่เสวียน แต่วันนี้เพราะเรื่องการแต่งงานของเฟิ่งหรั่นหรือไม่ ที่ทำให้น้องชายของพระองค์ตัดสินใจเช่นนี้ วันนี้ทั้งสองพระองค์สนทนากันเป็นส่วนตัวที่ศาลาริมสระในอุทยานหลวง ไม่มีคำว่าฝ่าบาทหรือพระอนุชาอีกต่อไป มีเพียงแต่ความเป็นพี่น้อง
เฟิ่งหรั่นนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับแม่หมอเฒ่าผู้นั้น กลิ่นอายบางอย่างที่นางไม่คุ้นเคยลอยโชยเข้ามาเตะจมูกนาง กลิ่นอันใดกันที่ทำให้นางรู้สึกไม่ดี คล้ายกับเลือดลมทั้งหมดหยุดไหลเวียนเช่นนี้ เพราะอะไร..? “หรั่นหรั่น แม่หมอผู้นี้พ่อกับแม่เชื้อเชิญมาเพื่อตรวจดวงชะตาของเจ้ากับท่านอ๋องเก้า อีกไม่นานนี้เจ้าก็จะได้รับการแต่งตั้งเป็นพระชายาเอกแล้ว จำเป็นต้องมีการทำเช่นนี้เสียก่อน...” เฟิ่งฮูหยินคลี่ยิ้มเอ่ย เฟิ่งหรั่นยิ้มอ่อนๆ ตอบผู้เป็นมารดา ส่วนเฟิ่งเจาหรงที่มาได้ยินการสนทนาและเห็นแม่หมอชื่อดังที่ถูกเชิญมาจึงได้ลอบแอบฟังการสนทนา เฟิ่งฮูหยินทำถึงขนาดนี้ เพื่อประเคนบุตรสาวให้เป็นชายาอ๋องเก้าเลยรึ?! เฟิ่งหรั่นแบฝ่ามือทั้งสองข้างและแจ้งวันเดือนปีเกิดของตนเองกับลู่อ๋องต่อหน้าแม่หมอ แม่หมอเฒ่าได้ทำการตรวจดวงชะตาอย่างละเอียดถี่ถ้วนดีแล้ว แต่ทว่า... “เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะแม่หมอ” เฟิ่งฮูหยินถามด้วยความร้อนรนระคนตื่นเต้นในใจ นางเห็นแม่หมอผู้นี้สัมผัสมือบุตรสาวและนั่งหลับตาอยู่นานแล้ว แม่หมอนิ่งเงียบ นางพยายามเพ่งเล็งสมาธิให้มากที่สุดแต่กลับไม่เห็น
เฟิ่งหรั่นมองดอกไห่ถังสลับกับชมแสงจันทร์จากริมศาลา เพลานี้ราตรีมาเยือนมืดมิดแล้ว แสงจันทร์ทอประกายเด่นกลางท้องนภา ท่ามกลางหมู่ดารานับล้านดวง พระจันทร์ในคืนนี้งดงามกว่าคืนใด สักพักหนึ่งนางเห็นดาวดวงหนึ่งพุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว เร็วยิ่งนักพร้อมกับดอกไห่ถังที่กลีบของมันสั่นไหวเบาๆ เพลานี้ให้ความรู้สึกเหมือนตอนเข้าร่วมงานล่าสัตว์ครั้งแรก ในยามค่ำก็มักจะมีการจุดคบเพลิงตามจุดหมายสำคัญต่างๆ บิดาพานางขึ้นหลังม้าเข้าไปร่วมล่าสัตว์ด้วยกัน แต่ทว่าในยามนั้นกลับเป็นการออกล่าสัตว์ของสัตว์นักล่าด้วยเช่นกัน เฟิ่งหรั่นและบิดาถูกเสือตัวผู้และตัวเมียคู่หนึ่งสีขาวลอบทำร้าย บิดาของนางนั้นได้รับบาดเจ็บจนสลบไปพร้อมกับนาง เมื่อนางตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบลู่อ๋องแล้ว ลู่อ๋องคือคนที่ช่วยชีวิตนางเอาไว้อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ทว่านางกลับได้เจ้าไห่เหลียนที่ตอนนั้นยังเด็กมากมาเลี้ยงด้วย เจ้าเสือขาวมาอยู่กับนางแต่หนใดนับจากที่บาดเจ็บก็ไม่อาจทราบได้ แต่ด้วยความสงสารที่พ่อแม่ของมันถูกทหารของวังหลวงจับเอาไปถลกหนังทำเสื้อ นางก็เกิดความสงสารในชะตากรรมของเจ้าเสือน้อยตัวนี้ยิ่งนัก จึงขอบิดารับมาเลี้ยงเอาไว้เป็น
เฟิ่งหรั่นและเฟิ่งอี้นั่งที่โต๊ะด้านหลังลำดับถัดมาจากอัครมหาเสนาบดีเฟิ่งผู้เป็นบิดากับมารดาอย่างเฟิ่งฮูหยิน ข้างๆ นางนั้นคือที่นั่งของอวี๋ฟางหรง ธิดาเจ้ากรมอาญาซึ่งมีความสนิทสนมชิดเชื้อกับไทเฮาพอสมควร ทั้งบิดาของนางและบิดาของอวี๋ฟางหรงนั้น ต่างก็เป็นเสนาบดีตำแหน่งสูงทั้งคู่ หากพวกนางถูกจัดมานั่งเคียงข้างกันย่อมไม่แปลก ใบหน้าอ่อนเยาว์ของอวี๋ฟางหรงมองเฟิ่งหรั่นด้วยสายตาเป็นมิตร นางคลี่ยิ้มบางๆ ให้อีกฝ่ายอย่างเป็นกันเอง เฟิ่งหรั่นยิ้มอ่อนๆ น้อมรับ พอดีกับสายตาของเฟิ่งอี้ที่มองมาอย่างจับสังเกต “คุณหนูสกุลอวี๋ อวี๋ฟางหรงไม่ใช่หรือเจ้าคะพี่หญิง” เฟิ่งอี้กระซิบถามอย่างไม่ไว้ใจ สายตาของนางจดจ้องอวี๋ฟางหรงไม่วางตา เฟิ่งหรั่นปรายหางตาปรามผู้เป็นน้องสาวเงียบๆ “นางทักทายเรา มีไมตรีกับเรา เจ้าอยู่นิ่งๆ เถิด” “เจ้าค่ะ...” เฟิ่งอี้ยอมสงบปากสงบคำเมื่อได้รับคำเตือนจากผู้เป็นพี่สาว นางรินชาให้ตนเองอย่างเงียบๆ สายตานั้นจับจ้องมองที่ลู่อ๋องซึ่งประทับอยู่ข้างๆ ซู่ไท่เฟยด้วยสายตายากจะคาดเดาความหมาย “ข้าได้ยินกิตติศัพท์รูปโฉมอันงดงามของแม่น
“แม่รู้ว่าเจ้าอยากแต่งนางเข้ามาในจวน เพื่อวางแผนโดยเร็ว แต่อุปสรรคชิ้นใหญ่ของเราคือไทเฮา คิดว่านางจะยอมง่ายๆ หรือ?” ซู่ไท่เฟยเอ่ยขึ้นมา ลู่อ๋องยกยิ้มดังเช่นเคย “ไม่ยอมก็ต้องยอมพะยะค่ะ หากฝ่าบาททรงเอ่ยมอบสมรสพระราชทานมา ไทเฮาจะทรงคัดค้านอันใดได้ ยิ่งเป็นคนที่รักพี่ชายอย่างลู่เฟยหลง ข้าอยากเห็นสีหน้าสิ้นหวังของเขานัก” ซู่ไท่เฟยยกยิ้ม นานมากแล้วที่ต้องทนเก็บกดและอยู่ภายใต้อำนาจของคนสามคนในวังหลวง หากแผนการโค่นล้มบัลลังก์ลู่ฮ่องเต้สำเร็จ พระนางก็จะอยู่เหนือคนใต้หล้า ไม่ต้องอยู่ใต้ฝ่าเท้าคอยรับคำสั่งของใครและยิ่งไม่ต้องโดนใครกดขี่ข่มเหงอีกแล้วดังเช่นที่ผ่านมา “รอให้งานเลี้ยงคืนนี้ผ่านไปก่อน วันหลังแม่จะหาทางกราบทูลฝ่าบาทเองเรื่องสมรสพระราชทาน ในงานคืนนี้เจ้าก็พยายามแสดงออกความรู้สึกต่อนางอย่างชัดเจนล่ะ เฟิ่งหรั่นเป็นธิดาคนโปรดของใต้เท้าเฟิ่ง หากบุตรสาวเขาได้เป็นพระชายาอ๋อง เขาก็ย่อมต้องหันมาสนับสนุนเจ้าให้ขึ้นเป็นรัชทายาท” ซู่ไท่เฟยกล่าวพลางจิบน้ำชา สายพระเนตรของพระนางยากจะคาดเดาความรู้สึกได้ เช่นเดียวกับอ๋องเก้าที่ไม่อาจคาดเดาพระทัยของพระมารดาตนเอง
เฟิ่งหรั่นเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ร้านเครื่องประดับ กำลังจะนำเครื่องประดับชิ้นใหม่มาวางขายที่ร้าน ด้วยเพราะร้านเครื่องประดับนี้ขายสินค้าแต่เฉพาะสตรีชั้นสูงและเชื้อพระวงศ์เท่านั้น เครื่องประดับมีค่าจำนวนมากย่อมเป็นที่สนใจของสตรีชั้นสูง หญิงสาวจึงชวนเฟิ่งอี้และจิงเจียวออกมาซื้อเครื่องประดับด้วยกัน ตลาดใหญ่ในเมืองหลวงครึกครื้นเป็นพิเศษ เนื่องจากการกลับมาของลู่เฟยหลงพร้อมกับชัยชนะเหนือจงโจว เหล่าสตรีชั้นสูงซึ่งเป็นบรรดาบุตรีของขุนนางทั้งหลายต่างก็ออกมาเที่ยวเล่นในเมือง ด้วยเพราะพวกนางสืบทราบมาว่าองค์รัชทายาทลู่เฟยหลงมักชอบออกมาดื่มสุรากับทหารองครักษ์คนสนิทที่หอสุราเป็นประจำ เฟิ่งหรั่นเดินเลือกซื้อเครื่องประดับมาใหม่จากหลากหลายร้านที่มาเปิดใหม่ แต่ทว่าก็ไม่มีร้านใดที่ถูกใจนางเท่าร้านใหญ่ในเมืองหลวงอีกแล้ว หญิงสาวเดินเลือกเครื่องประดับในร้านใหญ่ไปเรื่อยๆ จนเจอปิ่นหยกที่ถูกใจ ปิ่นหยกนี้ประดับด้วยไข่มุกราตรีงดงามยิ่งนัก เฟิ่งหรั่นหยิบปิ่นหยกสีเขียวเพียงหนึ่งเดียวในร้านขึ้นมาเชยชม เช่นเดียวกับเฟิ่งอี้เดินเข้ามาหาพี่สาวชื่นชมความงดงามของปิ่นหยกหายากชนิดนี้