ฉันเดินเข้ามายังบ้านพักด้วยความงุนงงไม่หาย เป็นอะไรของเขานะ ก่อนหน้านี้ก็ยังดีๆ อยู่เลย จู่ๆ ก็มาทำหน้านิ่งใส่ซะงั้น ทำตัวไม่ถูกเลยเฮะ เมื่อเดินเข้ามาในห้องนอนก็เจอกับพวกยัยน้ำหวานที่กำลังพากันนั่งล้อมรอบมิรินไว้
“ทำอะไรน่ะ!” ฉันรีบวิ่งเข้าไปหาเพื่อนรักทันที พร้อมกับผลักพวกยัยน้ำหวานออก “ฉันก็แค่สงสัยว่าเพื่อนเธออ่ะ หลับจริงหรือแค่แกล้งหลับเพื่ออ่อยผู้ชาย” น้ำหวานพูด “ระดับยัยมิรินไม่จำเป็นต้องอ่อยให้เสียเวลาหรอกย่ะ! แค่เพื่อนฉันกระดิ้กนิ้วให้ ผู้ชายก็แทบถวายตัวมาให้แล้วล่ะ” ฉันตอบกลับด้วยความหมั่นไส้ยัยน้ำหวาน “เชอะ! สวยตายแหละ” น้ำหวานพูด “สวยกว่าเธอก็แล้วกัน” ฉันสวนกลับทันที “นี่!!” “เธอจะไปนอนดีๆ หรืออยากจะนอนด้วยน้ำตา ห๊ะ!!” ฉันเริ่มรำคาญยัยพวกนี้แล้วนะ “เชอะ!!” แล้วกลุ่มของยัยน้ำหวานก็ยอมถอยทัพกลับไปยังที่ของตัวเอง ฉันหันกลับมามองหน้าเพื่อนรักที่ตอนนี้หลับใหลไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร ฉันไม่น่าให้มิรินดื่มเยอะเลย ดูสิเนี้ย สลบเลยเพื่อนฉัน ว่าแต่มิพิศวาสกลับมายังที่พักได้ไงนะ โต้งมาส่งงั้นเหรอ สองคนนี้มีความสัมพันธ์กันแบบไหนนะ ฉันล่ะอยากจะรู้จริงๆ แต่มิรินก็ไม่ยอมเล่าอะไรให้ฉันฟังเลย จะเอ่ยปากถามก็กลัวจะเป็นการละลาบละล้วงจนเกินไป จะว่าไป...เรื่องของตัวเองก็ยังไม่ค่อยจะรู้เรื่องเลย ยังมีหน้าไปคิดเรื่องของเพื่อนอีก ฉันหันไปมองยังกลุ่มยัยน้ำหวาน ซึ่งตอนนี้ต่างก็พากันนอนหมดแล้ว ฉันจึงแอบหยิบกล่องยาคุมฉุกเฉินออกมา แล้วรีบจัดการตัวเองอย่างเร่งด่วน หวังว่าจะไม่เกิดปัญหาที่ยุ่งยากตามมาหรอกนะ บัวตอง... มิริน เมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบว่าฉันนอนอยู่บนที่นอนของตัวเองในบ้านพัก ฉันจำอะไรไม่ได้เลย ไม่แน่ใจว่าเมื่อคืนนี้ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า มันเป็นเพียงความจำที่เลือนราง กึ่งๆ ว่ามันคือความฝันหรือเป็นเรื่องจริง “ไม่น่าดื่มเลย โอ๊ย!! ปวดหัวจัง” ฉันพยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่ก็ต้องทิ้งตัวลงนอนกับฟูกอีกครั้ง เพราะมีอาการปวดแปล๊บขึ้นมาที่ศีรษะ ฉันยกสองมือขึ้นกดคลึงที่ขมับเพื่อให้คลายความปวดเกร็งลง “ตื่นแล้วเหรอ” บัวตองเดินมานั่งลงข้างฉัน ก่อนจะหยิบกระจกและเครื่องสำอางออกมาวางเรียงเพื่อประทินลงบนใบหน้าของตัวเอง “เป็นเพราะแกเลย ยัยบัวเน่า ฉันปวดหัวเลยเนี้ย” ฉันแกล้งบ่นบัวตอง “เอาน่า อะไรที่ไม่เคย ก็เคยซะ..” บัวตองตอบโดยที่ไม่หันหน้ามาหาฉัน เพราะเธอกำลังแต่งหน้าอยู่ “แล้วแกอ่ะ ไม่มีอาการเหมือนฉันบ้างเหรอ ดูชิวมากเลยนะ” ฉันอดที่จะถามไม่ได้ เพราะบัวตองดูไม่มีอาการอะไรเลย ผิดจากฉัน แม้แต่จะลุกขึ้นยังไม่มีแรงเลย “ฉันแข็งแกร่งย่ะ! ไม่อ่อนแอเหมือนแกหรอก” ตอบได้น่าตบมาก เพื่อนฉัน “ไม่คุยกับแกล่ะ ไปอาบน้ำดีกว่า” ฉันพยายามลุกนั่งอีกครั้งอย่างช้าๆ ถ้าลุกเร็วไปเดี๋ยวอาการปวดหัวจะกำเริบอีก ฉันหยิบผ้าขนหนูกับเสื้อผ้าชุดใหม่เดินไปยังห้องอาบน้ำที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านพักเท่าไร ที่จริงในบ้านพักก็มีห้องน้ำอยู่นะ แต่ว่ามีแค่ห้องเดียวแล้วมันก็ไม่ว่างด้วย ฉันขี้เกียจรอก็เลยเดินออกมาใช้ห้องน้ำด้านนอกตัวบ้านแทน ฉันถอดเสื้อผ้าตัวเองออกหมดทุกชิ้นแล้วนำไปแขวนไว้ข้างผนัง ตอนแรกก็ไม่ได้สังเกตความผิดปกติของร่างกายแต่อย่างใด จนเมื่อฉันหยิบสบู่เหลวมาเทลงบนฝ่ามือก่อนที่จะถูทำความสะอาดตามร่างกาย ฉันแทบหยุดชะงักทันทีที่เห็นร่องรอยสีแดงค้ำหลายจุดอยู่ตามหน้าท้องและเนินอก อย่าบอกนะ! ว่าเมื่อคืน.. นี่ฉันเมาจนจำอะไรไม่ได้เลยเหรอเนี้ย รอยพวกนี้มาจากไหนกัน ใครเป็นคนทำ โอ๊ยยยย... ทำไมฉันถึงจำอะไรไม่ได้เลยนะ!! ฉันรีบอาบน้ำด้วยความรวดเร็ว เพื่อที่จะได้ไปถามเพื่อน ว่าเมื่อขึ้นนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับฉันกันแน่ ในจังหวะที่ฉันกำลังใส่เสื้อผ้าอยู่นั้น ฉันก็ได้ยินเสียงบทสนทนาจากด้านนอก เป็นเสียงของกลุ่มยัยน้ำหวาน “นี่ๆ ฉันได้ยินมา ว่าเมื่อคืนอ่ะ มีคนไปเล่นเสียวกันในห้องน้ำชายด้วยอ่ะ..” เสียงเพื่อนน้ำหวานพูด “ว๊ายยยย ใครกัน ชั่งกล้า..” “เห็นเขาบอกว่า เป็นยัยบัวตองกับเลโออ่ะแก” “จริงเหรอ เลโอของฉัน เสร็จยัยบัวตองซะได้ ฮืออ” เมื่อหัวข้อสนทนามีชื่อเพื่อนฉันอยู่ด้วย ฉันไม่รอช้าที่จะเปิดประตูออกไปอย่างแรงด้วยความโมโห ปัง!! “มิริน!!” เพื่อนของน้ำหวานต่างก็มองหน้าฉันด้วยความตกใจ “พูดบ้าอะไรของพวกเธอ ห๊ะ!!” ฉันตะคอกถามพวกน้ำหวานเสียงดังลั่น “ทำไม รับไม่ได้เหรอ ที่รู้ว่าเพื่อนตัวเอง แรด!! เงียบ” น้ำหวานยืนกอดอกพร้อมกับเชิดหน้าใส่อย่างดูถูก “เธอเห็นกับตาเหรอ ถึงได้เอามาพูดเนี้ย พวกเธออยู่ในเหตุการณ์ด้วยหรือไง” ฉันถามกลับพร้อมกับจ้องหน้าน้ำหวานนิ่ง ฉันใช้สายตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเพื่อนน้ำหวานไล่ตามรายตัวแต่ล่ะคนอย่างคาดคั้น ซึ่งพวกหล่อนต่างก็หันไปมองหน้ากันอย่างลุกลี้ลุกลนเมื่อโดนฉันจับผิด “ว่าไง” ฉันถามย้ำอีกครั้ง “เรื่องเพื่อนเธอ ฉันไม่แน่ใจหรอก แต่ว่าเรื่องเธอนะ ฉันแน่ใจ” น้ำหวานพูดขึ้น “เรื่องอะไร” “ก็เมื่อคืนนี้ ลงทุนมอมเหล้าตัวเองเพื่ออ่อยโต้งไม่ใช่เหรอ แต่น่าเสียดายที่โต้งเขามีความเป็นสุภาพบุรุษพอ ก็เลยอุ้มยัยขี้เมามาส่ง โดยที่ไม่คิดจะพิศวาสเธอสักนิด” น้ำหวานยิ้มเยาะด้วยความสะใจ ร่องรอยบนตัวฉันไม่ใช้โต้งหรอกเหรอ แล้วเป็นฝีมือใครล่ะ ฉันได้แต่ยืนนิ่งเหมือนหินถูกสาป น้ำตาเริ่มปริมๆ จวนจะไหลออกมาอยู่แล้ว ทำไมฉันถึงได้ปล่อยเนื้อปล่อยตัวขนาดนี้นะ จู่ๆ ก็เริ่มรู้สึกรังเกียจตัวเองขึ้นมาซะงั้น “เป็นไง นิ่งไปเลย ฮ่าๆ ๆ ๆ” น้ำหวานหัวเหราะลวนอย่างชอบใจ “แกๆ โต้งเดินมาโน้นแล้ว” เพื่อนน้ำหวานพูดขึ้น ส่งผลให้ฉันรีบหันหน้าหนีทันทีไม่กล้าหันไปมองเขา ฉันยืนเม้มปากแน่นอย่างเจ็บใจที่จำอะไรไม่ได้เลย ถ้าโต้งรู้...เขาต้องเกลียดฉันแน่ๆ คิดได้ดังนี้ หัวใจก็พลันเจ็บแปล๊บขึ้นมา ฉันไม่อยากเป็นคนที่ถูกโต้งเกลียด ฉันจะทำยังไงดี “แกดูที่คอโต้งสิ ทำไมมีรอยคิสมาร์กเต็มเลย ไหนแกบอกว่าเมื่อคืนนี้ไม่มีอะไรไง แล้วรอยพวกนั้นมาจากไหน” คำพูดของเพื่อนน้ำหวานทำให้ฉันหันขวับไปมองโต้งโดยอัตโนมัติ ทำไมเขาถึงมีรอยพวกนั้นเต็มไปหมดเลยล่ะ แล้วน้ำตาของฉันก็ไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว “คงเป็นตอนที่ฉันจู่โจมล่ะมั้ง ก็เลยเกิดรอยพวกนั้นขึ้นมา” น้ำหวานพูดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มแห่งความภูมิใจ ทำไมฉันไม่เดินออกไปจากตรงนี้นะ จะมายืนฟังยัยพวกนี้พูดอยู่ได้ ฉันเผลอจิกเล็บลงหลังมือตัวเองอย่างแรงพยายามกลั้นความรู้สึกเอาไว้ “อุ้ย! โต้งเดินมาทางนี้แล้ว” เสียงเพื่อนน้ำหวานพูดขึ้นอีกครั้ง และนั้นทำให้ฉันได้สติ รีบก้าวเดินหนีไปอีกทาง “มิริน!!” ฉันถึงกลับสะดุ้งสุดตัวเมื่อถูกเขาตะโกนเรียกชื่อเสียงดังลั่น แต่ว่า..ฉันไม่มีความกล้าพอที่จะเผชิญหน้ากับเขาตอนนี้ ฉันจึงแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินแล้วรีบก้าวยาวๆ เพื่อเดินหนีเขาไปให้ไกลที่สุด “หยุดเดี๋ยวนี้นะ!! มิริน!!” โต้งตะโกนเสียงดังอีกครั้งเมื่อฉันไม่ยอมหยุดเดิน ตุบ!! ตุบ!! ตุบ!! เสียงเท้าหนักๆ เดินมาใกล้อย่างรวดเร็วทำให้ฉันต้องออกแรงวิ่งทันที แต่ก็วิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ถูกแขนหนารวบตัวไว้ได้ก่อน แล้วเขารวบตัวฉันขึ้นพาดบ่าอย่างรวดเร็ว “โต้ง!” . . .วันนี้เป็นวันรับน้องคณะบริหารธุรกิจ ซึ่งมันก็ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเลยสำหรับผม ออกจะน่าเบื่อด้วยซ้ำ มหาลัยเปิดเทอมได้อาทิตย์หนึ่งแล้วล่ะ ไม่รู้จะมารับอะไรตอนนี้เสียเวลา...“แม่ง! น่าเบื่อว่ะ” ผมหันไปบ่นกับเพื่อนทั้งสามคน“นั่นดิ เสียเวลาชิบ!” ราเรซเห็นด้วยกับผม“น้องปีหนึ่งสองคนนั้นน่ะ คุยอะไรกัน ออกมาคุยตรงนี้มา” รุ่นพี่ผู้หญิงคนหนึ่งประกาศเรียกให้ผมกับราเรซเดินออกไปยืนด้านหน้าเพื่อนๆ พอผมกับราเรซลุกขึ้นยื่นเท่านั้นแหละ สายตาของผู้หญิงที่คณะ ต่างก็หันมามองที่ผมสองคนเป็นตาเดียว ก็คนมันหล่ออ่ะนะ พอรู้ตัวเองอยู่แหละผมกับราเรซเดินตรงไปหารุ่นพี่ที่ถือไมค์ประกาศเรียกพวกผมเมื่อกี้ ชำเลืองมองดูป้ายชื่อที่รุ่นพี่คนนี้ฆ้องคอไว้ ชื่อน้ำหวานสินะ ทำเป็นพูดเสียงเข้มใส่ ตัวเท่าลูกแมวยังกล้ามาเบ่งใส่อีก ผมเล่ตามองพี่น้ำหวานเล็กน้อยด้วยแววตาเรียบนิ่ง เพียงแค่นั้นก็ทำให้พี่น้ำหวานยืนอายม้วนบิดไป บิดมา อะไรวะ... เรียกออกมาแล้วก็มาเขินใส่เนี้ยนะ ไร้สาระวะ!พี่น้ำหวานเอาแต่จ้องหน้าผมกับราเรซสลับกันไม่ยอมพูดอะไรสักที เธอก็เลยโดนเพื่อนตบหัวไปหนึ่งทีเพื่อเรียกสต
“อยู่นิ่งๆ เดี๋ยวใส่ตะขอให้” ผมกระซิบบอกชิดริมหู ผมไม่รู้หรอกว่ามิรินมีสีหน้ายังไง เพราะเธอหันหลังให้อยู่ แต่ผมมั่นใจว่า เธอต้องเขินอยู่แน่ๆผมค่อยๆ เลือนมือเข้าไปในเสื้อนักศึกษาของมิรินอีกครั้ง แกล้งลากนิ้วผ่านเข้าไปอย่างเชืองช้า สร้างความสยิวให้กับร่างบางเล่น ผมชำเลืองมองไปด้านหน้าผ่านหัวทุ่ยก็เห็นมือน้อยๆ ของมิรินกำลังกำหมัดแน่น เหมือนกับว่า เธอกำลังอดกลั้นกับอะไรสักอย่าง... ผมยกยิ้มแอบขำอยู่ในใจ อดทนให้ได้ตลอดนะ มิริน เพราะว่าต่อจากนี้ไป มันคือของจริง...“บอกไม่จำ ก็ต้องโดนแบบนี้แหละ” ผมกระซิบบอกมิรินอีกครั้ง เมื่อใส่ตะขอให้เธอเสร็จแล้ว ทันทีที่ผมปล่อยมือออกจากเอวบาง มิรินก็รีบวิ่งหนีไปโดยที่ไม่หันกลับมามองแม้แต่น้อย ผมเดานะ เธอต้องวิ่งไปเข้าห้องน้ำแน่นอน เพราะเสื้อนักศึกษาของมิรินหลุดลุ่ยออกมาจากขอบกระโปรงด้วยฝีมือของผมนึกว่าจะโดนมิรินตบซะแล้ว ผมคิดเอาไว้ว่า ถ้าเธอหันมาตบ แสดงว่าเธอไม่ได้แค่ไม่ชอบ แต่เธอต้องรังเกียจผมเลยล่ะ และการที่เธอไม่ตบผม แสดงว่าลึกๆแล้ว เธอก็ต้องมีชอบผมบ้างล่ะน่า... ไม่มากก็น้อยล่ะวะ เตรียมรับมือโต้งไว้ให้ดีล่ะ มิริน
14:50 PM. หลังจากอาจารย์เดินออกจากห้องเรียนไป ฉันกับบัวตองก็เดินออกจากห้องเรียนมานั่งเล่นยังใต้ร่มไม้ใหญ่ข้างตึกคณะ อากาศในตอนบ่ายค่อนข้างร้อนมาก แต่พอได้นั่งอยู่ใต้ร่มไม้แบบนี้แล้ว กลับรู้สึกเย็นสบายเพราะมีลมพัดผ่านตลอดเวลา ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเล่นไปพลางๆ รอเวลาที่พี่เฟยหลานชายเพื่อนคุณตามารับ ตามที่แม่เฌอรีนของฉันได้บอกไว้ ใจจริงฉันอยากจะชิ่งกลับก่อนซะด้วยซ้ำ ถ้าไม่กลัวว่าจะต้องมาทะเลาะกับแม่ทีหลังน่ะนะ “อาทิตย์หน้ามีเข้าค่าย มึงว่างไหม ไอ้ยู” เสียงพูดคุยดังขึ้นจากโต๊ะด้านหลังของฉัน ปกติฉันก็ไม่ค่อยจะสนใจอะไรอยู่แล้ว แต่พอผู้ชายคนที่พูดเมื่อกี้ได้เอ่ยชื่อใครบางคนออกมา มันก็เลยทำให้ฉันอดที่จะหันไปมองไม่ได้ และเมื่อฉันหันหลังไปมองสายตาของฉันก็สบเข้ากับเขาคนนั้นพอดี ฉันรีบหันกลับมามองหน้าเพื่อนอย่างรวดเร็ว เมื่อกี้... เขาทันเห็นรึเปล่านะ คงไม่หรอก เขาไม่รู้หรอก... “แกเป็นอะไรรึเปล่า มิริน ดูท่าทางแปลกๆ” บัวตองถามพร้อมกับชะเงอคอมองไปยังด้านหลังของฉัน “ไม่มีอะไร” ฉันรีบตอบพร้
“ไปด้วย!! ”ทันทีที่ได้ยินน้ำเสียงห้วนๆนั่น ก็ทำให้ฉันได้สติแล้วล่ะสายตาจากพี่ยูมามองยังเจ้าของน้ำเสียงแข็งๆนี้ ที่ไม่รู้ว่ามายืนข้างฉันตั้งแต่เมื่อไร เห็นตอนแรกยังไม่ยอมลุกขึ้นยืนเลย แล้วไงมายืนข้างฉันได้เร็วขนาดนี้ ราเรซกับเพื่อนอีกสองคนยังเดินตามมาไม่ถึงเลย ทั้งที่ลุกขึ้นยืนก่อนซะด้วยซ้ำ“ไหนบอกไม่ไปไง ไอ้โต้ง” ราเรซถามขึ้น เมื่อเดินมาถึงตัวเพื่อน“กูเปลี่ยนใจแล้ว” โต้งตอบโดยที่ไม่หันหน้าไปมองราเรซ เพราะเขาเอาแต่จ้องหน้าฉันอยู่นี่แหละ ไม่รู้จะทำหน้านิ่งไปถึงไหน ฉันเดาใจเขาไม่ออก...ตึกๆ ๆ ๆ ตึกๆ ๆ ๆแล้วทำไมฉันต้องรู้สึกกลัวเขาด้วยนะ ความรู้สึกเหมือนกับว่าฉันทำผิด ก็เลยกลัวเขาอย่างนั้นแหละ... นี่ก็จ้องอยู่ได้ ไหนจะสายตาเอาเรื่องนั่นอีก“จะไปด้วยเหรอ ไอ้น้อง บอกไว้ก่อนนะ งานนี้น่ะ มันงานแมนๆ ต้องการผู้ชายแมนๆ ไม่ใช่โดนแดดนิดๆ หน่อยๆ ก็วิ่งเข้าร่มนะ” พี่แมทเดินเข้ามาพูดแขวะโต้ง“ผมไม่แมนตรงไหน” โต้งล่ะสายตาจากฉันแล้วหันไปจ้องหน้าพี่แมทแทน“หุ่นมึงบอบบางมากอ่ะ น้อง!” พี่แมทยังแขวะต่อ“ลองชกกันหน่อยไหมล่
“น้องมิรินใช่ไหมครับ”ในระหว่างที่ฉันกำลังยืนดูกลุ่มเพื่อนของราเรซ ก็มีผู้ชายผิวขาวใสเดินเข้ามาทัก ฉันหันมามองหน้าเขา ใช้สายตาเพ่งมองเพื่อนึกให้ออกว่าเคยเจอกันหรือเปล่า เพราะเขาเป็นคนเข้ามาทักฉันก่อน แถมยังรู้จักชื่อฉันอีก“พี่เฟยเองครับ” เขาเฉลยชื่อของตัวเองทันทีที่ฉันขมวดคิ้วเป็นปม ฉันนึกไม่ออกจริงๆ อ่ะ พี่เขาดูเปลี่ยนไปเยอะมาก ดูขาวขึ้น จมูกก็โด่งขึ้นด้วย“ออ ค่ะ” ฉันยิ้มให้อย่างเป็นมิตร“น้องมิรินนี่ สวยขึ้นเยอะเลยนะครับ พี่เกือบจำไม่ได้เนะ ดีนะ ที่คุณแม่เฌอรีนส่งรูปน้องมิรินมาให้พี่ดูก่อน” ระหว่างที่สนทนากัน พี่เฟยนี่ฉีกยิ้มให้ฉันตลอดเวลาเลย เหงือกแห้งแล้วมั้งนั่น“ค่ะ”“เราไปกันเลยไหม คุณแม่เฌอรีนบอกว่า น้องมิรินยังไม่มีชุดใส่ไปงานเลี้ยงต้อนรับพี่เลย เดี๋ยวพี่พาไปซื้อนะ” ฉันยังไม่ทันได้พูดอะไร พี่เฟยก็ร่ายยาวเอาเองเสร็จสับฉันเนี้ยนะไม่มีชุด เหอะ! ฉันมีชุดเต็มร้านเลย ขอบอก... เพราะฉันกับพ่อมิโน่เปิดร้านเสื้อผ้าเป็นแบรนด์ของตัวเองอยู่ในห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่ง มีทั้งแบบตามสมัย แบบวัยรุ่น แบบออกงานสังคม ร้านฉัน
ห้างสรรพสินค้า.....“ลืมตา”ทันทีที่ลืมตาขึ้น สายตาของฉันก็สบเข้ากับตาคมที่ห่างจากหน้าฉันไม่ถึงคืบ แล้วรอยยิ้มกรุ้มกริ่มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา แววตาดูร่าเร่งและสดใส เสียงหัวใจของฉันเต้นถี่แรง เมื่อได้มองหน้าเขาใกล้ๆ นี่ฉันโดนเจ้าเด็กบ้านี่ทำของใส่หรือเปล่านะ ทำไมฉันถึงล่ะสายตาจากใบหน้าของโต้งไม่ได้เลย ทำไมเขาถึงได้หน้ามองขนาดนี้ ผิวเนียนมาก เขาใช้ครีมบำรุงยี่ห้ออะไร ฉันจะได้ไปหาซื้อมาใช้บ้าง“จ้องขนาดนี้ ไม่กินเลยล่ะ” โต้งกระซิบบอกชิดริมหู และนั่นก็ทำให้ฉันพึ่งได้สติขึ้นมา รีบยกมือบางขึ้นมาดันอกแกร่งของโต้งเบาๆ เพื่อให้เขาขยับถอยออกไป แต่มือหนากลับรวบมือบางของฉันไว้ด้วยมือของเขาเพียงข้างเดียว“พูดบ้าอะไร ใครอยากกินนายมิทราบ” ฉันโต้กลับ พร้อมกับพยายามดึงมือของตัวเองออกจากการเกาะกุมของมือหนา“ก็อยากให้กินอ่ะ” โต้งยิ้มให้อย่างมีเลศนัย“ไม่กินย่ะ ปล่อยได้แล้ว” ฉันกลิ้งลูกตาไปที่มือ ด้วยแววตาไม่พอใจนิดๆ แต่โต้งกลับนั่งนิ่ง ไม่ได้สนใจแววตาไม่พอใจของฉันเลยสักนิดเอี๊ยดดดดดดดเสียงเบรกรถดังสนั่นลั่นลาดจอดรถของห้าง ฉั
“พี่แอนค่ะ พ่อยังไม่เข้าร้านเหรอ” ฉันหันไปถามพี่พนักงานคนหนึ่ง ซึ่งถือว่าแกเป็นใหญ่รองจากฉันกับพ่อเลยล่ะ เพราะพี่แอนทำงานอยู่กับร้านนี้มาหลายปีแล้ว เป็นที่ไว้ใจได้สำหรับฉันกับพ่อ“มาแล้วค่ะ แล้วก็ออกไปแล้วด้วย” พี่แอนตอบ“ว้า.. กะว่าจะได้เจอพ่อสักหน่อย” ฉันยิ้มให้พี่แอนอย่างใจดี พี่แอนก็ยิ้มใจดีตอบกลับมาเหมือนกัน“น้องมิรินครับ” พี่เฟยเดินตามฉันมาด้วยอาการเหนื่อยหอบสุดๆ ใบหน้าพี่เฟยเริ่มมีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นตามไรผมด้านหน้า น่าเห็นใจจัง ฉันจึงเดินไปหยิบกล่องทิชชูที่หลังเคาเตอร์มาซับเหงื่อให้พี่เฟย ซึ่งพี่เฟยก็ยิ้มรับดีใจอย่างออกนอกหน้านอกตา พร้อมกับเหล่ตามองกลุ่มน้องชายฉัน ดูก็รู้ว่าเขาจงใจทำใส่กลุ่มสี่หนุ่ม ไม่มีใครเขารู้สึกอะไรหรอก นอกจากเจ้าของใบหน้าเรียบนิ่งแต่สายตากลับดุร้าวจนหน้าหวั่นใจ เมื่อเห็นดังนั้น ฉันจึงชักมือตัวเองออกจากใบหน้าของพี่เฟยทันที พร้อมกับยื่นกล่องทิชชูให้พี่เฟยจัดการซับหน้าเอาเองฉันไม่เข้าใจตัวเองเลยจริงๆ ไม่รู้ว่าทำไมฉันต้องรู้สึกกลัวสายตาแบบนั้นของโต้งด้วย ไม่ชอบที่ตัวเองเป็นแบบนี้เลย เพียงแค่เขาส่งสายตาดุมาให้ฉันก็แท
โต้งผมเดินออกมาจากร้านของมิรินด้วยอารมณ์ที่ยังเดือดไม่หาย ผมกะจะชกมันให้หนักกว่านี้อีก ถ้ามิรินไม่เข้ามาขว้างก่อนนะ มันได้สลบคาตีนผมแน่ตุบ!! ตุบ!!เมื่อเดินมาถึงรถผมก็เหวี่ยงแข้งใส่ยางรถไปสองทีติดๆ แต่อารมณ์ผมก็ยังเดือดอยู่ดี เธอคอยแต่ว่าผมอย่างเดียว ทั้งที่ผมไม่ได้เริ่มก่อน ไอ้หมอนั่นก็สำออยฉิบหาย แม่ง!! เกิดมาเป็นผู้ชายได้ไงวะ โดนชกแค่นั้นร้องอย่างกับควายถูกเชือด“แม่งเอ๊ย!!” ผมสถบคำหยาบออกมาเสียงดังลั่นลานจอด“ใจเย็นๆ ไอ้โต้ง” ราเรซเดินเข้ามาตบบ่าผม“กูเย็นได้แค่นี้แหละ” ผมหันไปตอบเพื่อน“เฮ้ออออ ผู้หญิงนี่ เข้าใจยากเนอะ กูว่า กูชิวๆ แบบนี้แหละดีล่ะ ไม่ปวดหัวเหมือนพวกมึงดี” เลโอพูด“ถ้ามึงเจอคนที่ใช่ มึงจะเลิกคิดแบบนี้ทันที” บิ๊กไบค์บอกเลโอ“ไม่มีทาง กูไม่สนใครหรอก” เลโอบอก“เออๆ กูจะคอยดู” บิ๊กไบค์พูดกับเลโอ“ถ้าคนนี้มันยากนัก มึงก็หาคนใหม่ดิว่ะ ไอ้โต้ง” เลโอหันมาพูดกับผม“พูดนะมันง่าย แต่ทำยากนะโวย เปลี่ยนใจไม่ใช่เรื่องง่าย กูเองก็ยังทำไม่เคยได้เลย” ราเรซตอบเลโอแทนผม แล
ฉันเดินเข้ามายังบ้านพักด้วยความงุนงงไม่หาย เป็นอะไรของเขานะ ก่อนหน้านี้ก็ยังดีๆ อยู่เลย จู่ๆ ก็มาทำหน้านิ่งใส่ซะงั้น ทำตัวไม่ถูกเลยเฮะ เมื่อเดินเข้ามาในห้องนอนก็เจอกับพวกยัยน้ำหวานที่กำลังพากันนั่งล้อมรอบมิรินไว้“ทำอะไรน่ะ!” ฉันรีบวิ่งเข้าไปหาเพื่อนรักทันที พร้อมกับผลักพวกยัยน้ำหวานออก“ฉันก็แค่สงสัยว่าเพื่อนเธออ่ะ หลับจริงหรือแค่แกล้งหลับเพื่ออ่อยผู้ชาย” น้ำหวานพูด“ระดับยัยมิรินไม่จำเป็นต้องอ่อยให้เสียเวลาหรอกย่ะ! แค่เพื่อนฉันกระดิ้กนิ้วให้ ผู้ชายก็แทบถวายตัวมาให้แล้วล่ะ” ฉันตอบกลับด้วยความหมั่นไส้ยัยน้ำหวาน“เชอะ! สวยตายแหละ” น้ำหวานพูด“สวยกว่าเธอก็แล้วกัน” ฉันสวนกลับทันที“นี่!!”“เธอจะไปนอนดีๆ หรืออยากจะนอนด้วยน้ำตา ห๊ะ!!” ฉันเริ่มรำคาญยัยพวกนี้แล้วนะ“เชอะ!!” แล้วกลุ่มของยัยน้ำหวานก็ยอมถอยทัพกลับไปยังที่ของตัวเองฉันหันกลับมามองหน้าเพื่อนรักที่ตอนนี้หลับใหลไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร ฉันไม่น่าให้มิรินดื่มเยอะเลย ดูสิเนี้ย สลบเลยเพื่อนฉัน ว่าแต่มิพิศวาสกลับมายังที่พักได้ไงนะ โต้งมาส่งงั้นเหรอ สองคนนี้
“เฮ้ย!! อุ๊บ..” ฉันรีบเอื้อมมือไปปิดปากเขาทันทีด้วยความรวดเร็ว พร้อมกับยกมืออีกข้างขึ้นมาจุ๊ที่ปากเป็นสัญญาณให้เขาเงียบๆ“มีอะไรหรือเปล่าไอ้ยู” เสียงเพื่อนที่อยู่ด้านนอกตะโกนถามเขา“ไม่มีไร แค่...” พี่ยูมองหน้าฉันแล้วยิ้มกรุ้มกริ่มออกมา ฉันรีบส่ายหน้าเป็นพลันวันไม่ให้พี่ยูพูดอะไรที่เกี่ยวกับว่าฉันอยู่ในนี้ด้วย“แค่...แมวน้อยนะ” พี่ยูตอบเพื่อนเขา ฉันจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก นึกว่าพี่ยูจะบอกเพื่อนเขาไปซะแล้วว่าฉันอยู่ในนี้“แล้วมึงเสร็จยังว่ะ พวกกูเสร็จหมดแล้วนะ” เสียงเพื่อนพี่ยูตะโกนถามอีกครั้ง“พวกมึงไปก่อนเลย” พี่ยูตะโกนบอกเพื่อนกลับ“ขอบคุณนะคะ” ฉันเอ่ยขอบคุณพี่ยูเสียงเบา เพราะไม่แน่ใจว่าคนที่อยู่ด้านนอกออกไปกันหมดหรือยังปัง!!เสียงประตูห้องน้ำห้องที่ติดกันปิดประตูดังลั่น จนฉันถึงกับสะดุ้งตัวโหย่ง สงสัยจะปวดหนักล่ะมั้งนั้น ถึงได้รีบปิดประตูเร็วขนาดนี้ แต่ว่า...กลับไม่ใช่อย่าที่คิดซะแล้ว เพราะว่าสิ่งที่ได้ยินต่อจากนี้มันชั่งบีบหัวใ
ผมนุ้งเพียงกางเกงบล็อกเซอร์ตัวเดียวเดินลงมายังชั้นล่าง มองหาผ้ากับกะละมังอีกรอบเพื่อนำไปเช็ดตัวให้มิริน“ไอ้โต้ง”“มีไร”“ทำไมมึงอยู่ในสภาพนี้ว่ะ แต่ก็ชั่งเหอะ กูไปเอาผ้ามาอาบน้ำดีกว่า” ราเรซบอก พร้อมกับที่มันกำลังจะเดินขึ้นบันไดไป“เฮ้ย!! เดี๋ยว!!” ผมรีบวิ่งไปขว้างหน้ามันไว้ก่อน“อะไรของมึง กูอยากอาบน้ำใจจะขาดอยู่แล้ว” ราเรซจ้องหน้าผมด้วยอารมณ์หงุดหงิด“มิรินอยู่ข้างบน”“แล้วไง นั่นก็พี่กูป่ะ” ราเรซทำท่าจะเดินขึ้นบันไดไปอีกรอบ“ไม่ได้!!”“อะไรของมึง ทำอย่างกับว่าพี่กู...เดี๋ยวนะ!! มึงอยู่สภาพนี้..แล้ว พี่มิริน...” ราเรซทำท่าคุ้นคิด ผมจึงพยักหน้าให้มันทันทีโดยที่ไม่ต้องรอให้มันคิดนาน“เฮ้ย!!” ราเรซกระโดนออกจากทางขึ้นบันไดทันที“รอกูอยู่นี้... ให้กูไปจัดการด้านบนให้เรียบร้อยก่อน” พูดจบ ผมก็รีบเดินขึ้นมายังชั้นบนพร้อมกับกะละมังใบเล็กและผ้าเช็ดตัว ผมถือกะละมังใบเล็กกับผ้าเช็ดตัวมาวางไว้ข้างตัวมิรินก่อนจะจุ่มผ้าลงในกะละมังแล้วบิดน้ำออกพอมาดๆ ผมเริ่มเช็ดใบหน้ารูปไข่ก่อน ค่อยๆซับผิวเนียนอย่างเ
“โต้งหุ่นดีจัง ขอสัมผัสหน่อยสิ” น้ำหวานเอื้อมมือขึ้นมาหวังจะสัมผัสร่างกายของผมอีกครั้ง แต่คราวนี้ผมไม่ยอมให้เป็นอย่างนั้นหรอก ผมคว้าหมับที่ข้อมือของเธอได้ก่อนที่เธอจะสัมผัสโดนตัว“เล่นพอล่ะ ออกไปได้แล้ว” ผมออกปากไล่ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“ตะ..”“ออกไป!!” คราวนี้ผมตะโกนเสียงดังลั่น จนทำให้น้ำหวานถึงกับสะดุ้งสุดตัว เธอยังยืนอยู่กับที่อยู่อีกไม่ยอมเดินออกไป ผมจึงจับที่ต้นแขนของน้ำหวานแล้วกระชากตัวเธอให้ออกไปจากเขตบ้านพักของผม“โอ๊ยยยย”“น้ำหวาน!!”เพื่อนๆ ของเธอรีบวิ่งเข้ามารับเพื่อนตัวเอง เมื่อโดนผมโยนออกมา นี่มารออะไรกัน มารอดูยัยนี่กินผมหรือไง“ไปให้ไกลๆ จากตรงนี้เลยนะ ก่อนที่โต้งจะหมดความอดทน”“ไปเถอะน้ำหวาน” เสียงเพื่อนเธอคนหนึ่งบอก แล้วน้ำหวานกับเพื่อนๆ ของเธอก็เดินหายไปจนหมดผมรีบเดินกลับขึ้นมาดูมิรินว่าเธอตื่นหรือเปล่า ที่ผมตะคอกน้ำหวานเสียงดังเมื่อกี้จะทำเธอตกใจตื่นหรือเปล่านะ เมื่อผมเดินขึ้นมาบนบ้านก็เจอกับมิรินกำลังนั่งทำหน้าหมุ่ยอยู่บนที่นอน“ตื่นแล้วเหรอ” ผมเดินไปนั่งลงข้างๆ ม
21:30 PM.ตอนนี้เหล่านักจิตอาสาทั้งหลายกำลังรวมตัวกันอยู่ที่ปาร์ตี้ที่จัดขึ้นอยู่ข้างสนามฟุตบอล มีรุ่นพี่บางคนเอากีตาร์มาด้วย เป็นสีสันของปาร์ตี้จริงๆ แต่ล่ะคนก็แยกย้ายไปนั่งกับกลุ่มของตัวเอง“เอาล่ะ เด็กๆ อาจารย์จะไปนอนล่ะ อย่าปาร์ตี้กันดึกมากล่ะ และก็..อย่าให้มีปัญหาใดใดทั้งสิ้นนะ เหนื่อยกันมาทั้งวันแล้ว พักผ่อนตามอัศธยาศัยได้” อาจารย์ผู้ดูแลพูดขึ้น“ครับ/ค่ะ” ซึ่งพวกเราต่างก็พร้อมใจกันรับปากอาจารย์ เมื่อเห็นดังนั้นอาจารย์ก็เดินไปยังบ้านพักของตัวเองทันทีเมื่อลับสายตาอาจารย์แล้ว เลโอ ราเรซ บิ๊กไบค์ ต่างก็พากันยกลังใบใหญ่มาคนล่ะกล่อง เอามาไว้บนโต๊ะ และก็ไม่ใช่แค่สามคนนี้เท่านั้น ยังมีกลุ่มของพี่ยูรุ่นพี่ปีสาม และพี่ปีสี่ ต่างก็ยกลังมาเหมือนกับเพื่อนของโต้งมาวางไว้บนโต๊ะเหมือนกัน“เอาล่ะ ปาร์ตี้ได้เริ่มขึ้นแล้ว” พี่แมทพูดขึ้นพร้อมกับหยิบเบียร์ขึ้นมาจากลังแล้วส่งให้กับรุ่นน้องและเพื่อนๆ“เฮ้/เฮ้” เสียงรุ่นน้องต่างก็เฮลั่นด้วยความดีใจ“ได้เหรอ เดี๋ยวอาจารย์ก็ดุเอาหรอก” ฉันหันไปพูดกับบัวตอง“ก็บอกแล้วไง ว่าอาจารย์ป
ติ่ง!! บัวตอง : แกอยู่ไหน มิริน มิริน : แถวๆ นี้แหละ ไม่ต้องตามมานะ มิริน : ฉันอยากอยู่คนเดียว บัวตอง : ตามใจแกแล้วกัน บัวตอง : มีอะไรก็โทรบอกฉันนะ ขอโทษนะบัวตอง แต่ตอนนี้ฉันยังไม่อยากเจอใครจริงๆ ขออยู่คนเดียวสักพักเถอะ อยากจะคิดทบทวนอะไรสักหน่อย ทำไมความรู้สึกมันถึงยุ่งยากเหลือเกินนะ เฮ้ออออ ฉันทิ้งตัวลงนอนกับฟู้กอย่างหมดแรง ไม่รู้ว่าอะไรนักหนา ทำไมมันถึงได้ยุ่งเหยิงขนาดนี้นะ เขาจะใจเย็นกว่านี้สักหน่อยไม่ได้หรือไง ต้องตะคอก ต้องเสียงดังใส่ตลอดเลยหรือไง.... 18:30 PM. ไม่รู้ว่าฉันเผลอหลับไปตอนไหน รู้สึกตัวอีกที่ก็หกโมงครึ่งแล้ว แต่ไม่เห็นมีใครกลับมาที่พักเลยสักคน ไปไหนกันหมดนะ? ฉันลุกออกจากที่นอนแล้วเดินไปล้างหน้าล้างตายังห้องน้ำ ก่อนจะเดินออกมาด้านนอกเพื่อมองหาคนอื่นๆ และเมื่อฉันเดินออกมาก็เห็นนักจิตอาสาทั้งหลายรวมกันอยู่ที่สนามฟุตบอล ดูเหมือนว่าจะมีการแข่งขันฟุตบอลกันอยู่ ฉันจึงเดินไปดูที่ข้างสนามก็เห็นกลุ่มของโต้งกับพี่ยูแ
“ไหนบอกไม่ชอบไง” ฉันหันไปมองตามน้ำเสียงที่ไม่พอใจนั้น “น้ำหวาน” ฉันเอ่ยชื่อเธอ “เธอนี่ ก็ตอแหลเป็นเหมือนกันเนอะ มิริน” น้ำเดินเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าฉันพร้อมกับใช้สายตาจิกกัดอย่างไม่ปิดบัง “อย่ามาพาลแถวนี้ น้ำหวาน ผู้ชายไม่มองแค่นี้ ก็เดือดซะแล้วเหรอ” ฉันกอดอกจ้องหน้าน้ำหวานกลับอย่างไม่เกรงกลัว “หึ รู้ได้ไง ว่าเขาไม่มอง เขากับฉันที่เอสที่ผับวันนั้น..” “มีแค่เรื่องเดียวสินะ ที่เธอเอามาเล่าไม่จบสักที” ฉันพูดสวนทันทีเมื่อน้ำหวานเริ่มพูดเรื่องนั้นขึ้นมาอีก ฉันต้องเชื่อใจโต้ง เพราะเขาบอกฉันแล้ว ว่ามันไม่มีอะไร ฉันต้องไม่คิดตามยัยน้ำหวาน ฉันต้องเชื่อใจเขา “เธอไม่อยากรู้เหรอ ว่าเราทำอะไรกันบ้าง” น้ำหวานยังพยายามพูดขึ้นมาอีก “งั้นเธอบอกฉันหน่อยสิ น้ำหวาน ว่าโต้งเขาจูบเก่งหรือเปล่า” ฉันจ้องหน้าน้ำหวานด้วยสายตาราบเรียบไม่แสดงความรู้สึกใดใด เพราะฉันรู้จุดประสงค์ของยัยนี่ หล่อนต้องการให้ฉันโมโห เธอไม่มีวันสมหวังหรอก “นะ..แน่นอน เขาจูบเก่งที่สุด” น้ำหวานถึงกลับพูดตะกุกตะกัก แค่นี้
มิริน ฉันยืนดูอยู่นานล่ะ จะแสดงความรักต่อกันอีกนานไหม ฉันเริ่มจะไม่ไหวแล้วนะ ไอ้ผู้ชายมักมาก ไหนบอกว่ารอฉันคนเดียวไง โกหกทั้งเพ “น้ำค่ะ พี่ยู” ฉันถือขวดน้ำไปให้พี่ยูเมื่อเห็นว่าพี่เขายังไม่ได้ดื่มน้ำเลย “โทดทีครับ พอดีมือพี่เปื้อน เดี๋ยววางไว้ก่อนนะ” พี่ยูตอบ “ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวมิรินป้อนให้” ได้โอกาสเอาคืนบ้างล่ะ ฉันเปิดขวดน้ำแล้วเอาไปจ่อที่ปากของพี่ยู เพื่อให้พี่เขาดื่มได้ถนัด ฉันชำเลืองไปมองผู้ชายมักมากคนนั้น เขาส่งสายตาดุดันมาให้ฉัน ใครสนกันล่ะ ทีตัวเองยังทำได้ ฉันก็ทำได้เหมือนกันแหละ “ขอบคุณครับ” พี่ยูส่งยิ้มหวานมาให้ “แหม่ๆ เบาๆ หน่อยสิ คู่นั้นน่ะ อิจฉานะ” น้ำหวานพูดแซว ฉันหันไปมองน้ำหวานและก็ได้เห็นสีหน้าของโต้งเริ่มเปลี่ยนเป็นเรียบนิ่ง แต่แววตากลับดุดัน ฉันไม่ชอบที่เขาทำหน้าแบบนี้เลย เพราะมันทำให้ฉันเดาใจเขาไม่ออก มันน่ากลัวมาก.. สู้ให้เขาแสดงออกเหมือนก่อนหน้านี้ยังจะดีกว่า “ไปกันเถอะ บัวตอง” ฉันรีบคว้ามือบัวตองให้เดินหนีจากตรงนี้ทันที ทั้งที
โต้ง : นอนยัง มิริน : ... (อ่านแล้ว) ... โต้ง : มิริน มิริน :... (อ่านแล้ว) ... โต้ง : ตอบผัวหน่อยสิครับ มิริน : โต้ง!! โต้ง : เนะ จำได้ด้วย น่ารักจัง มิริน : ไปเอาเบอร์มาจากไหน โต้ง : น้องเรซให้มา มิริน : บังคับเรซล่ะสิ โต้ง : รู้ใจผัวซะจริง มิริน : โต้ง!! โต้ง : ครับ มิริน : ง่วงแล้ว โต้ง : ฝันดีครับ มิริน : อืม โต้ง : แค่เนี้ย! มิริน : ฝันดีค่ะ เพียงแค่นี้ก็ทำให้ผมนอนหลับฝันหวานทั้งคืนแล้วล่ะ ผมหันไปคว้าเอาแขนของราเรซมากอดพลางนึกไปว่ามันคือมิริน พร้อมกับพรมจูบเบาที่ต้นแขนของราเรซ “หนักล่ะ มึง” ราเรซบ่น พร้อมกับดันหน้าผมให้ออกห่างจากแขนของมัน ตุบ!! “โอ๊ย!! ไอ้เชี้ยโต้ง” เมื่อมันไม่ให้ผมกอดแขน ผมก็เลยถีบมันหนีซะเลย ก่อนจะหันมาอีกฝั่งแล้วนึกถึงใบหน้าของมิรินต่อ...