ทัดภูมิเลี้ยวรถยนต์คันหรูราคาหลายล้านเข้าสู่ถนนแคบๆ ในย่านใจกลางเมืองกรุง ก่อนจะเลี้ยวเข้าไปยังที่ตั้งของคอนโดมิเนียมดีไซน์หรูสไตล์ยุโรปที่ทำด้วยหินอ่อนสีขาวทั้งหลัง ทันทีที่จอดรถเขาก็คว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์คุ้นมือทันที เสียงอู้อี้ดังมาตามปลายสาย
“มีอะไรแต่เช้าวะ”
“ป่านนี้แล้วยังไม่ตื่นอีกเหรอ”
“ไอ้ห่า…วันนี้วันเสาร์นะโว้ย”
“มัวแต่นอนกกสาวอยู่หรือไง ตอนนี้ฉันอยู่หน้าคอนโดนายแล้วนะโว้ยไอ้ชัช กำลังจะขึ้นไปเดี๋ยวนี้แหละ”
ทัดภูมิกดสายทิ้งก่อนจะมุ่งหน้าขึ้นไปข้างบนตามคำบอก ชายหนุ่มผู้โชคร้ายอย่างชัชวาลได้แต่มองโทรศัพท์ด้วยสายตาเป็นงง ไม่นานนักเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น เขารีบกระเด้งตัวลุกจากที่นอนทันที
“มาทำไมแต่เช้าวะ” ชัชวาลเอ่ยทักขณะเปิดประตูให้เพื่อนรัก
“อยู่บ้านแล้วเบื่อ ไม่รู้จะไปไหนก็เลยนึกถึงนาย”
“ทะเลาะกับพ่อมาอีกล่ะสิ” อีกฝ่ายดักคออย่างรู้ทัน เพราะทุกครั้งที่เพื่อนรักทะเลาะกับใครมาทีไร ก็จะมายึดคอนโดสุดหรูของเขาเป็นที่พึ่งทุกทีไป
“คราวนี้เรื่องอะไรอีกล่ะ”
“เรื่องไม่เป็นเรื่องน่ะ”
“แต่ก็ทำให้นายอยู่ไม่ติดใช่ไหมล่ะ” ชัชวาลพูดยิ้มๆ ก่อนจะส่งแก้วที่มีวิสกี้ออนเดอะร็อคให้อีกฝ่าย
“กินซะหน่อยจะได้หายเครียด”
“แต่เช้าเลยหรือวะ”
“บ้านฉันเขาเรียกว่าแก้กษัยโว้ย ตามสบายนะ ขอตัวไปอาบน้ำแป็บ เดี๋ยวจะมานั่งฟังคนบ่น” พูดเสร็จชัชวาลก็หายตัวเข้าไปในห้องน้ำทันที ทิ้งให้ทัดภูมินั่งดื่มวิสกี้อยู่คนเดียว
“พินิจเหรอ…ฉันวันชัยนะ เรื่องดูงานเห็นทีว่าสัปดาห์นี้คงจะไปไม่ได้แล้วล่ะ พอดีติดลูกค้ารายใหญ่ ฉันต้องเอาตัวอย่างผ้าไหมไปให้เขาดูที่อเมริกา ขอเลื่อนออกไปก่อนได้ไหม งั้นเหรอ อืม…เรียกโชติกามาคุยกับฉันหน่อย”
ไม่นานนักเสียงหญิงสาวก็ดังขึ้นที่ปลายสาย
“สวัสดีค่ะคุณวันชัย”
“เห็นพินิจบอกว่ามีลูกค้ารายใหม่มาติดต่อขอซื้อผ้าไหมจากโรงงานเราไปขายปลีกที่ร้านเหรอ”
“ค่ะ! ดิฉันไม่รู้จะทำยังไงก็เลยยังไม่ได้ตัดสินใจ เห็นว่าคุณจะบินขึ้นมาอาทิตย์หน้าก็เลยตั้งใจว่าจะปรึกษาคุณทีเดียว”
“เรื่องนั้นคุณตัดสินใจไปได้เลยไม่ต้องรอผม เพราะผมคงขึ้นไปไม่ได้” คำพูดของวันชัยทำให้โชติกาลอบยิ้มอย่างยินดี
“จะดีเหรอคะ” หญิงสาวแสร้งถามอย่างคนไม่มั่นใจนัก
“ผมไว้ใจคุณเสมอ และเชื่อว่าคุณต้องทำสิ่งดีๆ ต่อธุรกิจของเราอย่างแน่นอน”
“ถ้าอย่างนั้นฉันจะโทรเรียกเขามาคุยพรุ่งนี้เลยนะคะ ได้ผลว่ายังไงจะรีบแจ้งให้คุณทราบทันที”
“ขอบใจมากนะ” วันชัยวางสายลงอย่างสบายใจก่อนจะโทรไปที่ร้านขายปลีกซึ่งเป็นสาขาย่อยที่กรุงเทพฯ ให้ส่งตัวอย่างผ้าไหมที่จะเอาไปเสนอให้ลูกค้าที่อเมริกามาให้ดูที่บ้าน
“แม่เลี้ยงนายยังไม่เลิกกวนใจอีกเหรอ เห็นว่าย้ายไปอยู่เชียงใหม่แล้วนี่” ชัชวาลเปิดประเด็นหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจส่วนตัว เขายกแก้ววิสกี้ขึ้นจิบเล็กน้อย
"นั่นแหละที่ฉันโมโห พ่อตั้งใจให้ฉันไปช่วยงานที่โรงงาน 4-5 วัน แต่ฉันปฏิเสธ ใครจะไปทนทำงานกับแม่นั่นได้ แล้วฉันก็ไม่รู้เรื่องผ้าไหมอะไรนั่นด้วย”
“ถ้าพวกนักธุรกิจแวดวงผ้าไหมมาได้ยินทายาทคนเดียวของเจ้าของโรงงานผ้าไหมที่ใหญ่ติดอันดับ 1ใน 5 ของเมืองไทยอย่างนายพูดเข้าคงพากันปาดปากอยากฮุบกิจการกันเป็นแถว”
“ยังไงซะโรงงานนั่นก็ไม่ได้เป็นของฉันอยู่ดี อีกอย่างฉันเองก็มีกิจการของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องใช้บารมีพ่อคุ้มหัวหรอก”
“แล้วนายจะปล่อยให้แม่เลี้ยงนายเข้ามาชุบมือเปิบหรือไง เกิดพ่อนายยกโรงงานให้แม่เลี้ยงนายเข้าจริงๆ นายจะมองหน้าแม่แท้ๆ ได้ยังไง คิดดีๆ นะโว้ย ไม่ห่วงสมบัติส่วนของนาย ก็น่าจะห่วงส่วนของแม่นายบ้าง”
“ฉันไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าพ่อไปหลงอะไรมันนักหนา ก็แค่ผู้หญิงที่ถูกผัวเก่าทิ้งก็แค่นั้น ลำพังฝีมือการออกแบบกระจอกๆ นั่นหาช่างจากเชียงใหม่มาทำแทนก็ได้ ไม่เห็นต้องไปพึ่งแม่นั่นเลย”
“ฉันว่า…บางทีมันอาจจะมีเรื่องลึกลับซับซ้อนอะไรบางอย่างที่นายยังไม่รู้ก็ได้มั้ง เอาเถอะน่า! พ่อนายก็แก่แล้ว อะไรยอมได้ก็ยอมๆ ไปมั่งเหอะ นายเองก็ไม่ใช่เด็กๆ อย่างที่พ่อนายว่านั่นแหละ ถ้าแต่งงานมีลูกป่านนี้ลูกคงจะโตเข้าโรงเรียนได้แล้วมั้ง ว่าแต่กับโรสเป็นไงบ้าง ยังคบกันราบรื่นดีหรือเปล่า”
“ก็เรื่อยๆ”
“เมื่อไหร่จะแต่งกันสักทีวะ ควงกันลอยไปลอยมาแบบนี้เดี๋ยวผู้ใหญ่ทางโน้นเขาจะว่าเอานะ”
“ก็ช่างประไร ฉันกับโรสยังไงก็เข้ากันไม่ได้ว่ะ”
“หมายความว่าไงวะ เห็นแต่ก่อนไม่เคยพูดแบบนี้”
“ไม่รู้สิ! ฉันว่าเดี๋ยวนี้โรสทำตัวแปลกขึ้นทุกวัน แถมยังขี้หึงไม่เข้าเรื่อง หึงแม้กระทั่งลูกค้า”
“คงเพราะว่ารักนายมากละมั้ง”
“รักแบบนี้ไม่เอาหรอกว่ะ น่ากลัว”
“แล้วนายมีวิธีสลัดยายนั่นหรือไง”
ทัดภูมิส่ายหัวแทนคำตอบ ทำเอาอีกฝ่ายหัวเราะก๊ากพลางทำท่าทางล้อเลียนเป็นเชิงว่าให้ทนๆ ต่อไปก็แล้วกัน ทัดภูมิได้แต่นั่งจิบวิสกี้ฟังเสียงหัวเราะเยาะจากเพื่อนรักอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
ถึงเวลาพักเที่ยง ปิ่นมณีนั่งกินข้าวหน้าไก่อยู่ในห้องพักพนักงานอย่างเอร็ดอร่อย โดยมีอ้อยนั่งทำหน้าไม่พอใจอยู่ข้างๆ เพราะยังไม่หายโกรธที่หญิงสาวขาดงานช่วงเช้าเมื่อสองสามวันก่อน เป็นเหตุให้เธอต้องทำงานหนัก อ้อยคิดว่าปิ่นมณีจงใจแกล้งเธอ หล่อนจึงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แต่พอได้ยินเสียงเรียกของวราภรณ์ให้ไปช่วยถือของที่ตลาดก็หน้าบานเป็นจานใส่ข้าวหน้าไก่ของปิ่นมณี อ้อยเหล่มองปิ่นมณีแวบหนึ่งอย่างคนถือไพ่เหนือกว่าขณะที่เดินผ่านไป เพราะเจ้านายเรียกใช้ตนแทนที่จะเป็นปิ่นมณี ทำให้อ้อยอารมณ์ดีขึ้นมาทันที
“นึกว่าจะร้ายกว่านี้ ที่ไหนได้ก็แค่คนธรรมดานั่นแหละว๊า” ปิ่นมณีพูดคนเดียวขณะมองตามหลังอ้อยออกไปโดยไม่ทันได้สังเกตว่าเปิ้ลมานั่งอยู่ข้างๆ เธอพร้อมกับจานของดองใบใหญ่
“อ้าว! พี่เปิ้ล มาตั้งแต่เมื่อไหร่” ปิ่นมณีเอ่ยทักพลางมองเปิ้ลที่นั่งกินของดองอย่างเอร็ดอร่อยด้วยสายตาเชิงคลื่นเหียน เนื่องจากเธอเป็นโรคเกลียดของดองเป็นที่สุด
“กินด้วยกันไหม” เปิ้ลเอ่ยชวนขณะเอามะม่วงเปรี้ยวปรี๊ดจิ้มกะปิเข้าปาก
“ไม่ล่ะค่ะ หนูไม่ชอบกินของดอง”
“ปกติพี่ก็ไม่ชอบนะ แต่เกิดอยากกินขึ้นมา”
คำพูดของเปิ้ลทำให้ปิ่นมณีมั่นใจว่าเปิ้ลตั้งท้องชัวร์อย่างไม่ต้องสงสัย แล้วหญิงสาวก็นึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อเช้าเปิ้ลไปซื้ออุปกรณ์ตรวจการตั้งครรภ์มา ปิ่นมณีจึงลองถามสิ่งที่ทำให้เปิ้ลต้องตกใจสุดขีดออกมา
“เอ่อ…พี่ค่ะ ถ้าอยู่ๆ เราเกิดท้องขึ้นมา พี่ว่าคนเป็นพ่อเด็กจะรู้สึกยังไง”
เปิ้ลอึ้งไปนิดก่อนจะตอบไม่ค่อยเต็มเสียงนัก “ก็…ก็…คงดีใจมั้ง”
“แล้วถ้าเขาเกิดมีลูกมีเมียแล้ว เขาจะทำยังไงกับเรา”
เปิ้ลจ้องหน้าปิ่นมณีอย่างลืมตัว เมื่อเห็นแววตาใสซื่อบริสุทธิ์ที่ปิ่นมณีแกล้งแอ็บสุดๆ เข้าก็หันกลับไปจิ้มของเปรี้ยวเข้าปากต่อพลางพูดขึ้น “โบตั๋นจะถามไปทำไม”
“คือ…พี่จำเพื่อนคนที่หนูเคยเล่าให้ฟังได้ไหม ตกลงว่าตอนนี้มันท้องได้ 2 เดือนแล้ว ยังไม่รู้จะทำยังไง มันร้องไห้โวยวายฟูมฟายกับหนูใหญ่เลย หนูกลุ้มใจมากไม่รู้จะช่วยมันยังไง”
“โชคร้ายจังนะ”
เปิ้ลพูดทิ้งท้ายไว้เท่านี้ก่อนจะเงียบไปไม่พูดอะไรอีกเลย เอาแต่ง่วนอยู่กับของเปรี้ยวในจานอย่างเอร็ดอร่อย
“ว่าไงนะ! ตกลงเธอท้องงั้นเหรอ”
“เบาๆ สิพี่ เดี๋ยวคนอื่นก็มาได้ยินเข้าหรอก”
“กี่เดือนแล้ว”
“หนูก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เมนต์หนูไม่มาสองเดือนแล้วนะ”
“แล้วไอ้เครื่องมือที่เธอว่ามันแม่นจริงหรือเปล่า”
“คนขายรับรองผลร้อยเปอร์เซ็นต์นะพี่”
“ไปให้หมอตรวจดีไหม”
“ไม่นะพี่! แค่นี้หนูก็อายเขาจะแย่ ยังไม่รู้เลยว่าถ้าท้องมันเกิดป่องขึ้นมาจะทำยังไง”
“ไม่หรอกน่า! มันไม่มีวันได้ป่องหรอก”
“หมายความว่าไง”
“เรื่องนี้ฉันจัดการเอง รับรองว่าอีกไม่กี่วันเธอก็ไม่ต้องลำบากแล้ว”
“พี่จะ…”
“เราต้องรีบกำจัดมารหัวขนนี่ออกไปก่อนที่คนอื่นจะรู้”
“พี่…พี่จะฆ่าลูกของเราเหรอ”
“แล้วเธอจะปล่อยให้มันมาฆ่าชีวิตเราสองคนหรือไง เธอก็รู้ว่าฉันมีลูกมีเมียแล้ว ถ้าเกิดอีแก่รู้มีหวังได้ตายห่ากันพอดี”
“ทำไมพี่พูดแบบนี้ล่ะ พี่ทำลายลูกของเราได้ลงคอ พี่ไม่รักหนูกับลูกเลยเหรอ”
“อย่าทำตัวเป็นเด็กหน่อยเลยน่าเปิ้ล เธอก็น่าจะรู้จักเถ้าแก่เนี๊ยดี ขืนเธอปล่อยให้ท้องป่องขึ้นมา เกิดคนอื่นๆ รู้ว่าฉันเป็นพ่อ เธอคิดว่าเธอจะทนทำงานอยู่ที่ร้านได้อีกเหรอ แล้วถ้าต้องออกจากงานกลางคันเธอจะทำยังไง ลองคิดให้ดีๆ นะ ส่วนเรื่องเด็กไม่ต้องเป็นห่วง ฉันจะไปถามให้ว่ามีที่ไหนรับทำบ้าง ฉันจะพยายามหาให้เร็วที่สุด ช่วงสองสามวันนี้ก็พยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด อย่าให้ใครรู้เข้าใจไหม” เปิ้ลพยักหน้ารับคำด้วยน้ำตานองหน้า
เช้าวันพุธขณะที่ปิ่นมณีกำลังกลับบ้านหลังจากเสร็จสิ้นจากการไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้พ่อกับแม่ที่ล่วงลับไปแล้วที่วัดนั้น เธอก็สวนกับเชฟพัลลภโดยบังเอิญ เขาตกใจมากที่เจอคนรู้จักอย่างปิ่นมณีจึงทำท่าตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อปิ่นมณีเอ่ยทักอย่างเป็นกันเอง
“สวัสดีค่ะพี่ บังเอิญจังเลยนะคะ กำลังจะรีบไปไหนเหรอ”
“อ้อ! มีธุระแถวนี้น่ะ ขอตัวก่อนนะ” เชฟพัลลภเอ่ยคุยกับปิ่นมณีสองสามคำก็รีบร้อนลนลานจากไป หญิงสาวเห็นท่าทางพิรุธของเขาจึงตัดสินใจสะกดรอยตามไปโดยระวังไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว
พัลลภพาปิ่นมณีเดินลัดเลาะเข้าไปในซอยที่สองฝั่งถนนเป็นบ้านทาวเฮาส์สองชั้นยาวเหยียด ก่อนจะเลี้ยวเข้าไปในซอกเล็กๆ ที่ก้นซอยเป็นทางตัน จากการสังเกตของปิ่นมณีเห็นว่าในซอยนี้มีตึกแถวตั้งอยู่ทั้งสองฝั่ง ถนน ทุกหลังเป็นตึกร้าง มีเพียงหลังตรงกลางเท่านั้นที่มีคนอาศัยอยู่ ปิ่นมณีแอบอยู่หลังพุ่มไม้หน้าซอยขณะที่พัลลภรีบจ้ำอ้าวเข้าไปในตึกหลังกลางที่เขียนป้ายด้านหน้าว่ารับซัก อบ รีด ทันที
“มาร้านซัก อบ รีด ทำไมต้องทำท่าทางพิรุธด้วย” ปิ่นมณีพูดคนเดียวอย่างเหนื่อยหน่ายเมื่อคิดว่าตนเองกำลังคว้าน้ำเหลว แต่แล้วสำนึกบางอย่างในสมองก็ตื่นตัวขึ้น
“หรือว่า…ที่นี่จะไม่ธรรมดา”
คิดได้ดังนั้นหญิงสาวก็เดินไปด้อมๆ มองๆ อยู่หน้าร้านซัก อบ รีด ที่ไม่ค่อยจะเหมือนร้านซัก อบ รีดสักเท่าไหร่เนื่องจากมีกระจกสีดำบานใหญ่ที่ปิดแน่นสนิทอย่างกับกำลังลักลอบทำอะไรบางอย่างอยู่ข้างใน
หญิงสาวเดินถอยหลังก่อนจะออกมาจากซอย เธอต้องรู้ให้ได้ว่าร้านนี้ทำธุรกิจอะไรกันแน่ แล้วเชฟพัลลภเกี่ยวอะไรกับที่นี่ เธอจึงถอยหลังกลับไปตั้งหลักที่ร้านช็อกโกแล็ตเจ้าประจำเพื่อวางแผน
“ว่าไงนะ ทำแท้งเหรอ”
“เบาๆ สิยายริน เรื่องแบบนี้ตะโกนเสียงดังได้ยังไง เดี๋ยวคนอื่นก็เข้าใจผิดหรอก”
“ขอโทษ ขอโทษ ฉันแค่ตกใจเท่านั้น นี่ตกลงว่าอีตานั่นให้ยายเด็กเปิ้ลไปทำแท้งเหรอ”
“แค่การสันนิษฐานเท่านั้น ฉันต้องสืบรู้ให้ได้ก่อนว่าร้านนั่นรับทำแท้งเถื่อนจริงหรือเปล่า”
“แล้วแกจะทำยังไง”
“แกว่าคนที่ร้านจะรู้ไหม”
“เรื่องที่เด็กนั่นท้องกับอีตาพัลลภน่ะเหรอ”
“เปล่า! เรื่องสถานที่รับทำแท้งต่างหาก”
“เป็นฉัน…ฉันจะลองถามเจ๊วราภรณ์ดู” ลีลาวดีออกความเห็น “แกเคยบอกฉันว่าเด็กเสิร์ฟที่ร้านมักจะลาออกไปกลางคันเพราะว่าท้องใช่ไหม”
“แกหมายความว่า…เจ๊วราภรณ์อาจจะเคยพาเด็กในร้านไปทำแท้งใช่ไหม”
“ก็ทำนองนั้น”
“ฉันคิดออกแล้ว แทงกิ้วนะเพื่อน” ปิ่นมณีพูดขึ้นอย่างยินดี พลางพิมพ์อะไรยุกยิกๆ ลงในคอมพิวเตอร์ส่วนตัว
“แล้วแกจะบอกคนที่จ้างแกว่าไง” ลีลาวดีถามขึ้นอย่างนึกเป็นห่วง เพราะรู้ดีว่าตอนที่ต้องบอกความจริงให้ลูกค้าได้รู้นั้น อีกฝ่ายจะรู้สึกอย่างไร
“นั่นแหละคือสิ่งที่ฉันคิดไม่ตก บอกตรงๆ นะริน ฉันกลัวว่ะ”
“กลัวอะไรของแก”
“ก็…หลายอย่าง ฉันกลัวว่าความจริงที่ฉันได้รู้มาจะไปทำลายอะไรหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะคำว่าครอบครัว”
“เริ่มรู้สำนึกแล้วล่ะสิ ทีนี้คงรู้แล้วสินะว่าทำไมฉันกับพี่นาถึงได้เตือนแกอยู่เสมอไม่ให้แกสืบเรื่องผัวๆ เมียๆ”
“ฉันสัญญาว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันจะรับสืบเรื่องผัวๆ เมียๆ ฉันเองก็รู้สึกเหนื่อยเหลือเกินแล้ว”
“ขอให้มันจริงเถอะ คนเห็นแก่เงินอย่างแก พอมีคนจ้างหน่อยเดี๋ยวก็วิ่งแล่ไปอีก”
“ก็ฉันมันคนไม่มีงานทำนี่ ทางไหนที่พอจะหาเงินได้ ฉันก็ทำทั้งนั้นแหละ หยุดต่อว่าฉันสักทีได้ไหม แค่นี้ฉันก็กลุ้มจะแย่อยู่แล้ว”
และแล้วสงครามฝีปากระหว่างเพื่อนรักก็ยุติลงเพราะฝีมือของรจนาที่เดินถือจานใส่เค้กช็อกโกแล็ตเข้ามา อันที่จริงแล้วต้องบอกว่าเป็นฝีมือของเค้กช็อกโกแล็ตในจานถึงจะถูกที่ทำให้สงครามฝีปากระหว่างเพื่อนรักยุติลงได้ชั่วคราว
ยามสายของวันจันทร์มีหญิงสาวแสนสวยมาขอพบทัดภูมิถึงห้องทำงาน สร้างความตกตะลึงให้กับพิมพ์จิตร เลขาฯ หน้าห้องเป็นอย่างมาก“คุณทัดภูมิอยู่ไหมคะ” สาวสวยถามขึ้นพลางส่งยิ้มให้อย่างอ่อนหวาน"อยู่ค่ะ รอสักครู่นะคะ” พิมพ์จิตรยกหูโทรศัพท์หาเจ้านายพลางพูดอะไรสองสามคำก่อนจะวางสาย “เจ้านายอยู่ในห้องค่ะ เชิญเข้าไปได้เลย”“ขอบคุณค่ะ” สาวสวยเอ่ยขอบคุณก่อนจะเดินเข้าห้องของทัดภูมิไปตามคำบอก พิมพ์จิตรมองร่างระหงนั้นไปอย่างไม่วางตา สายตาอยากรู้อยากเห็นคู่นั้นบ่งบอกถึงความคิดบางอย่างในจิตใจ“ใครกันเนี่ย ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ต้องไม่ใช่ลูกค้าแน่ แล้วมาหาเจ้านายทำไม น่าสงสัยว่าจะไม่ใช่ธรรมดาซะแล้ว” คิดได้ดังนั้นพิมพ์จิตรก็ยกหูโทรศัพท์ถึงโรสทันที โรสได้ยินคำพูดของพิมพ์จิตรก็โกรธควันออกหู เธอโวยวายผ่านสายโทรศัพท์เหมือนคนบ้า ก่อนจะสั่งให้พิมพ์จิตรจับตามองเจ้านายของเธอทุกฝีก้าวฝ่ายทัดภูมิเมื่อได้พบผู้มาเยือนก็แปลกใจ เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันทีที่ได้พบหน้า“เฮ้! เกรซ มาได้ไงเนี่ย”“เซอร์ไพรซ์ไหมคะทัด”“เวรี่…เวรี่…เลยล่ะ นั่งก่อนสิ” ทัดภูมิดึงเก้าอี้มาให้นั่งอย่างเอาใจ“แท็งกิ้ว” สาวสวยนามว่าเกรซทรุดตัวลงนั่งตามคำเช
พิมพ์จิตรนั่งหูชาอยู่ที่โต๊ะกินข้าวหลังจากที่โรสวางสายไปแล้ว พลางเสมองเส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ขึ้นอืดอยู่ในชาม ต่อให้มันดูน่ากินกว่านี้เธอก็คงกินมันไม่ลงแล้ว เพราะคำสั่งเฉียบขาดแกมขู่บังคับของเจ้านายคนที่สองทำให้เธอเกิดอาการคลื่นเหียน“ให้ตายเถอะ! ยายแคทวอล์คเคลื่อนที่สั่งให้ฉันหานักสืบให้ได้ภายในวันพรุ่งนี้ สั่งเหมือนกับสั่งขี้มูก รู้บ้างไหมเนี่ยว่ามันยากเย็นเข็ญใจขนาดไหน สงสัยจะหวงแฟนจนลืมใช้สมองนึก เจ้านายนะเจ้านาย…ชอบทำให้พิมพ์จิตรลำบากอยู่เรื่อยเลย” เลขาที่ความสาวเริ่มเหลือน้อยโอดครวญพลางเทชามบะหมี่ทิ้งลงอ่างก่อนจะมองอย่างเสียดายหลังเสร็จภารกิจพิมพ์จิตรก็เริ่มเปิดคอมพิวเตอร์ สิ่งแรกที่เธอคิดออกในเวลานี้คือเข้าเว็บกูเกิ้ลก่อนจะพิมพ์คำว่า ‘นักสืบ’ ลงไป ไม่กี่วินาทีหน้าจอของเธอก็ปรากฏเว็บไซต์เกี่ยวกับนักสืบขึ้นมามากกว่าหนึ่งพันเว็บ พิมพ์จิตรกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ก่อนจะคลิกดูทีละเว็บ จนเวลาผ่านไปนานกว่าสองชั่วโมง“โอ๊ย! ทำไมมันถึงได้เยอะอย่างนี้นะ ให้นั่งเปิดแบบนี้รับรองพรุ่งนี้เช้ายังไม่หมดเลย เอาไงดีน้า…” พิมพ์จิตรนั่งมองหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างใช้ความคิดก่อนจะใช้เมาส์สุ่มคลิกไปที่เ
“เอาล่ะ! เท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย” หญิงสาวผมสั้นทรงบ็อบเทพูดกับตัวเองขณะมองดูผลงานบนจอคอมพิวเตอร์อย่างอารมณ์ดี“เพียงแค่คุณคือผู้เดือดร้อน ไม่สบายใจในทุกปัญหา ต้องการค้นพบคำตอบที่ถูกอำพรางไว้ โทรหาเราสิคะ 089-xxxxxxx นักสืบสาวโบตั๋นยินดีช่วยเหลือ…แกแน่ใจแล้วเหรอยายปิ่น” ลีลาวดีอ่านข้อความในบล็อกส่วนตัวของเพื่อนสาวพลางทำหน้าปูเลี่ยน ก่อนจะหันมาถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้งกับการตัดสินใจของเพื่อนซี้“แน่ยิ่งกว่าแน่ ก็ฉันไม่มีทางเลือกแล้วนี่ คนตกงานเป็นปีๆ อย่างฉัน ลองมาทุกทางแล้วก็ไม่เห็นมีอะไรคืบหน้าสักที ก็มีแค่ทางนี้ทางเดียวเท่านั้นแหละ”“แต่ไอ้งานนักสืบเนี่ยมันเสี่ยงมากนะ อย่างแกน่ะมันไม่หนักไปหน่อยเหรอ เดี๋ยวนี้ยิ่งมีข่าวต้มตุ๋นหลอก ลวงกันไม่เว้นแต่ละวัน เราไม่หลอกเขา เขาก็หลอกเรา ฉันว่าแกอย่าเสี่ยงเลยปิ่น เชื่อฉันเหอะ”“มันก็ไม่แน่เสมอไปหรอกริน ฉันอาจจะโชคดีมือขึ้นทางนี้ก็ได้ อีกอย่างแกก็รู้ว่าฉันเก่งวิชาพละ มีอะไรเกิดขึ้นฉันเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว”“ทำเป็นอวดเก่ง แกจะใช้วิชาม้วนหน้าม้วนหลัง หกกบ สะพานโค้ง ตีลังกาล้อเกวียนหนีพวกโจรมัน เหรอไง ยายบ้า”“แกไม่เป็นฉันแกไม่รู้หรอกว่าการที่ต้
“ว่าไงนะ!” รจนากับลีลาวดีถามขึ้นมาพร้อมกันเมื่อได้ยินสิ่งที่ปิ่นมณีเล่าให้ฟัง“ก็อย่างที่พูดมานั่นแหละ ยายเจ๊นั่นเดินเอาขวดฉี่ไปสาดหน้าผัวแล้วก็ชู้กลางร้าน กลิ่นนี้เหม็นหึ่ง ขนาดฉันยืนอยู่ข้างนอกยังได้กลิ่นชัดเลย ไอ้ผัวจอมเจ้าชู้นั่นนะอย่างกับหมูตกบ่อฉี่เลยล่ะ” สิ้นเสียงของปิ่นมณี เสียงหัวเราะท้องแข็งก็ดังประสานกันขึ้นมา ทำเอาร้านเล็กๆ อย่างร้านช็อกโกแล็ตสั่นสะเทือน“พูดถึงแล้วก็อยากเห็นหน้าแม่นั่นตอนโดนสาดฉี่จังเลยเนอะ” ลีลาวดีพูดทั้งๆ ที่ยังไม่หยุดหัวเราะ“แต่พี่ว่ามันไม่ค่อยน่าดูเท่าไหร่หรอกนะ ผัวเมียไปตบตีกันในร้านอาหารสาธารณะเนี่ย เฮ้อ! โชคดีที่พี่ไม่คิดแต่งงาน ถ้ามาเจออย่างนี้เข้าคงซวยไปทั้งชาติ แต่ปิ่นก็ต้องระวังตัวด้วยนะ พี่ว่าไอ้งานแบบนี้มันเสี่ยงใช่ย่อย เราเองก็เป็นผู้หญิงตัวคนเดียว ถ้าเป็นไปได้เลิกทำเถอะ พี่ฟังแล้วยังอดกลัวแทนไม่ได้เลย ถ้าวันหนึ่งมันไม่ใช่แค่ฉี่ แต่เป็นพวกสารเคมีหรือว่าน้ำกรดขึ้นมา เราจะกลายเป็นคนบาปได้นะ ยังไงก่อนจะรับงานก็ดูให้ดีๆ ก่อนละกัน ยิ่งงานที่ค่าจ้างงามๆ เนี่ยมันน่าคิด เศรษฐกิจแบบนี้คงไม่มีใครเอางานง่ายๆ ที่จ่ายค่าจ้างแพงๆ มาให้ทำหรอก”“แหม! พี่นา
“ทัดคะ คุณทำแบบนี้กับโรสได้ยังไงกัน ทั้งๆ ที่โรสชวนคุณทานข้าว โรสเป็นห่วงว่าคุณจะเครียดเกินไป แต่คุณก็บอกว่าไม่ว่าง กลับไปนั่งสวีตกับใครก็ไม่รู้ในร้านที่เราไปด้วยกันประจำ แล้วแม่นั่นน่ะเหรอลูกค้า โรสว่ามองยังไงมันก็ไอ้ผู้หญิงที่ชอบแย่งของของชาวบ้านนั่นแหละ ทำไมคุณต้องโกหกโรสด้วยคะ” โรสในชุดสีแดงไวน์โวยวายลั่นห้องพร้อมน้ำตา“ผมว่าคุณเข้าใจผิดไปใหญ่แล้วนะโรส ผมไปทานข้าวกับลูกค้าจริงๆ คุณภาณิณีเป็นลูกค้ารายใหญ่ของผม เธอเป็นลูกสาวของประธานบริษัทสกาย คอนสตัคชั่น บริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่ที่คอยสนับสนุนบริษัทของผม จะพูดจะจาอะไรก็หัดให้เกียรติเขาบ้าง”“ถึงกับออกรับแทนกันเลยเหรอคะ ผู้หญิงแพศยาแบบนั้นโรสว่ามันยังน้อยไปด้วยซ้ำ มีอย่างที่ไหน ผู้ชายก็มีตั้งเยอะแยะ ชอบทำตัวเป็นแมวขโมยของของคนอื่น พฤติกรรมแบบนี้ลูกผู้ลากมากดีเขาไม่ทำกันหรอก”“มันจะไปกันใหญ่แล้วนะโรส คุณเองก็เหมือนกัน…หัดมีเหตุผลบ้างสิ เอาแต่พูดจาให้ร้ายคนอื่นแบบเสียๆ หายๆ คุณเองก็เป็นลูกผู้ลากมากดีเหมือนกัน แต่ทำไมยิ่งนับวันก็ยิ่งหยาบคาย พูดจาไม่ให้เกียรติคนอื่นเลย ผมเองก็ไม่อยากพูดจาแบบนี้กับคุณหรอกนะ แต่พฤติกรรมของคุณนับวันผมเริ่มทน
รุ่งเช้าปิ่นมณีเดินไปด้อมๆ มองๆ อยู่ที่ร้านอาหารขนาดย่อมร้านหนึ่งที่ตั้งอยู่ตรงกลางโดยมีร้านขายดอกไม้และร้านขายยาขนาบอยู่สองข้างซ้ายขวา หน้าร้านสีขาวขนาดสองคูหาสองชั้นตกแต่งด้วยไม้ดอกจำพวกชวนชมหลากสีที่ตัดแต่งเป็นพุ่มสวยงาม ปิ่นมณีจ้องมองอย่างอดที่จะชื่นชมไม่ได้ หญิงสาวมองป้ายประกาศเล็กๆ ที่ติดอยู่บนกระจกหน้าร้านพลางเลยไปยังป้ายขนาดใหญ่ที่เขียนด้วยอักษรนูนสีทองว่า ‘จิ๊กกี๋โภชนา’ อย่างใช้ความคิดสักพักก่อนจะตัดสินใจเปิดประตูกระจกเข้าไป“ขอโทษนะคะคุณ ตอนนี้ร้านยังไม่เปิดให้บริการค่ะ” พนักงานสาวที่ไม่สวยเลยสักนิดหันมาบอกอย่างตกใจเมื่อเห็นปิ่นมณีเดินเข้ามาด้วยคิดว่าเป็นลูกค้า“คือ…ฉะ…หนูมาสมัครงานค่ะ”ปิ่นมณีพูดอย่างไม่มั่นใจนักว่าจะใช้คำสรรพนามเรียกตัวเองว่าอะไร สุดท้ายก็นึกขึ้นมาได้ว่าเธอกำลังปลอมตัวเป็นเด็กมาหางานพิเศษทำ จึงใช้คำเรียกตัวเองว่า ‘หนู’ แทน ‘ฉัน’ อย่างที่ตั้งใจไว้ในตอนแรก“สมัครงานงั้นเหรอ” เมื่อรู้ว่าปิ่นมณีไม่ใช่แขก หญิงสาวคนเดิมจึงเปลี่ยนท่าทีการพูดในทันใด“เธออายุเท่าไหร่”“เอ่อ…17 จ้ะ” ปิ่นมณีตอบทันที เธอรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังมองเธออย่างไม่ค่อยจะเชื่อนัก“รอเดี๋ยวนะ จะ
ก๊อก…ก๊อก…ก๊อก…เสียงเคาะประตูดังขึ้นที่หน้าห้อง แต่ดูเหมือนว่าเจ้าของห้องจะยังคงหลับไม่รู้เรื่องก๊อก…ก๊อก…ก๊อก…เสียงเคาะประตูดังต่อเนื่องขึ้นมาอีกครั้ง แต่ดูเหมือนจะแรงและเร็วกว่าครั้งแรกมากนัก ได้ผล! เจ้าของห้องเริ่มเกิดปฏิกิริยา เธอลืมตาขึ้นมาด้วยความตกใจเมื่อเห็นว่าตนเองนอนหลับฟุบคาอยู่ที่โต๊ะคอมพิวเตอร์ข้างเตียง“เช้าแล้วเหรอเนี่ย เผลอหลับไปได้ยังไงกันนะเรา” ก๊อก…ก๊อก…ก๊อก…เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ปิ่นมณีวิ่งแจ้นไปเปิดประตูทันที“ยายปิ่น! นี่แกไปทำอะไรมาเนี่ย ผมเผ้ามันถึงได้กระเซอะกระเซิงแบบนี้”“ฉันเพิ่งตื่นน่ะ เข้ามาก่อนสิ” ปิ่นมณีพูดพลางเดินหันหลังกลับเข้ามาในห้อง ทิ้งให้เพื่อนสนิทอย่างลีลาวดีเดินตามเข้ามา ลีลาวดีมองเพื่อนรักจากทางด้านหลังพลางทำหน้าบอกบุญไม่รับ“นี่ถามจริงเหอะ…แกไปทำอะไรมากันแน่ สภาพถึงได้ยับเยินแบบนี้”“อื้อ! ฉันไปทำงานมาน่ะ”“งานอะไรของแก”“ก็งานนักสืบน่ะสิ เอาน่า…อย่าเพิ่งมาซักฉันตอนนี้เลย ยังไงฉันก็ต้องเล่าให้แกฟังอยู่ดีนั่นแหละ” ปิ่นมณีพูดตัดบทขณะคว้าผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำไป“ย่ะ! แม่เพื่อนตัวดี” ลีลาวดีส่งค้อนให้ด้วยความหมั่นไส้ก่อนจะเดินเ
พิมพ์จิตรนั่งหูชาอยู่ที่โต๊ะกินข้าวหลังจากที่โรสวางสายไปแล้ว พลางเสมองเส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ขึ้นอืดอยู่ในชาม ต่อให้มันดูน่ากินกว่านี้เธอก็คงกินมันไม่ลงแล้ว เพราะคำสั่งเฉียบขาดแกมขู่บังคับของเจ้านายคนที่สองทำให้เธอเกิดอาการคลื่นเหียน“ให้ตายเถอะ! ยายแคทวอล์คเคลื่อนที่สั่งให้ฉันหานักสืบให้ได้ภายในวันพรุ่งนี้ สั่งเหมือนกับสั่งขี้มูก รู้บ้างไหมเนี่ยว่ามันยากเย็นเข็ญใจขนาดไหน สงสัยจะหวงแฟนจนลืมใช้สมองนึก เจ้านายนะเจ้านาย…ชอบทำให้พิมพ์จิตรลำบากอยู่เรื่อยเลย” เลขาที่ความสาวเริ่มเหลือน้อยโอดครวญพลางเทชามบะหมี่ทิ้งลงอ่างก่อนจะมองอย่างเสียดายหลังเสร็จภารกิจพิมพ์จิตรก็เริ่มเปิดคอมพิวเตอร์ สิ่งแรกที่เธอคิดออกในเวลานี้คือเข้าเว็บกูเกิ้ลก่อนจะพิมพ์คำว่า ‘นักสืบ’ ลงไป ไม่กี่วินาทีหน้าจอของเธอก็ปรากฏเว็บไซต์เกี่ยวกับนักสืบขึ้นมามากกว่าหนึ่งพันเว็บ พิมพ์จิตรกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ก่อนจะคลิกดูทีละเว็บ จนเวลาผ่านไปนานกว่าสองชั่วโมง“โอ๊ย! ทำไมมันถึงได้เยอะอย่างนี้นะ ให้นั่งเปิดแบบนี้รับรองพรุ่งนี้เช้ายังไม่หมดเลย เอาไงดีน้า…” พิมพ์จิตรนั่งมองหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างใช้ความคิดก่อนจะใช้เมาส์สุ่มคลิกไปที่เ
ยามสายของวันจันทร์มีหญิงสาวแสนสวยมาขอพบทัดภูมิถึงห้องทำงาน สร้างความตกตะลึงให้กับพิมพ์จิตร เลขาฯ หน้าห้องเป็นอย่างมาก“คุณทัดภูมิอยู่ไหมคะ” สาวสวยถามขึ้นพลางส่งยิ้มให้อย่างอ่อนหวาน"อยู่ค่ะ รอสักครู่นะคะ” พิมพ์จิตรยกหูโทรศัพท์หาเจ้านายพลางพูดอะไรสองสามคำก่อนจะวางสาย “เจ้านายอยู่ในห้องค่ะ เชิญเข้าไปได้เลย”“ขอบคุณค่ะ” สาวสวยเอ่ยขอบคุณก่อนจะเดินเข้าห้องของทัดภูมิไปตามคำบอก พิมพ์จิตรมองร่างระหงนั้นไปอย่างไม่วางตา สายตาอยากรู้อยากเห็นคู่นั้นบ่งบอกถึงความคิดบางอย่างในจิตใจ“ใครกันเนี่ย ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ต้องไม่ใช่ลูกค้าแน่ แล้วมาหาเจ้านายทำไม น่าสงสัยว่าจะไม่ใช่ธรรมดาซะแล้ว” คิดได้ดังนั้นพิมพ์จิตรก็ยกหูโทรศัพท์ถึงโรสทันที โรสได้ยินคำพูดของพิมพ์จิตรก็โกรธควันออกหู เธอโวยวายผ่านสายโทรศัพท์เหมือนคนบ้า ก่อนจะสั่งให้พิมพ์จิตรจับตามองเจ้านายของเธอทุกฝีก้าวฝ่ายทัดภูมิเมื่อได้พบผู้มาเยือนก็แปลกใจ เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันทีที่ได้พบหน้า“เฮ้! เกรซ มาได้ไงเนี่ย”“เซอร์ไพรซ์ไหมคะทัด”“เวรี่…เวรี่…เลยล่ะ นั่งก่อนสิ” ทัดภูมิดึงเก้าอี้มาให้นั่งอย่างเอาใจ“แท็งกิ้ว” สาวสวยนามว่าเกรซทรุดตัวลงนั่งตามคำเช
ทัดภูมิเลี้ยวรถยนต์คันหรูราคาหลายล้านเข้าสู่ถนนแคบๆ ในย่านใจกลางเมืองกรุง ก่อนจะเลี้ยวเข้าไปยังที่ตั้งของคอนโดมิเนียมดีไซน์หรูสไตล์ยุโรปที่ทำด้วยหินอ่อนสีขาวทั้งหลัง ทันทีที่จอดรถเขาก็คว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์คุ้นมือทันที เสียงอู้อี้ดังมาตามปลายสาย“มีอะไรแต่เช้าวะ”“ป่านนี้แล้วยังไม่ตื่นอีกเหรอ”“ไอ้ห่า…วันนี้วันเสาร์นะโว้ย”“มัวแต่นอนกกสาวอยู่หรือไง ตอนนี้ฉันอยู่หน้าคอนโดนายแล้วนะโว้ยไอ้ชัช กำลังจะขึ้นไปเดี๋ยวนี้แหละ”ทัดภูมิกดสายทิ้งก่อนจะมุ่งหน้าขึ้นไปข้างบนตามคำบอก ชายหนุ่มผู้โชคร้ายอย่างชัชวาลได้แต่มองโทรศัพท์ด้วยสายตาเป็นงง ไม่นานนักเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น เขารีบกระเด้งตัวลุกจากที่นอนทันที “มาทำไมแต่เช้าวะ” ชัชวาลเอ่ยทักขณะเปิดประตูให้เพื่อนรัก“อยู่บ้านแล้วเบื่อ ไม่รู้จะไปไหนก็เลยนึกถึงนาย”“ทะเลาะกับพ่อมาอีกล่ะสิ” อีกฝ่ายดักคออย่างรู้ทัน เพราะทุกครั้งที่เพื่อนรักทะเลาะกับใครมาทีไร ก็จะมายึดคอนโดสุดหรูของเขาเป็นที่พึ่งทุกทีไป“คราวนี้เรื่องอะไรอีกล่ะ”“เรื่องไม่เป็นเรื่องน่ะ”“แต่ก็ทำให้นายอยู่ไม่ติดใช่ไหมล่ะ” ชัชวาลพูดยิ้มๆ ก่อนจะส่งแก้วที่มีวิสกี้ออนเดอะร็อคให้อีกฝ่าย“กิน
ก๊อก…ก๊อก…ก๊อก…เสียงเคาะประตูดังขึ้นที่หน้าห้อง แต่ดูเหมือนว่าเจ้าของห้องจะยังคงหลับไม่รู้เรื่องก๊อก…ก๊อก…ก๊อก…เสียงเคาะประตูดังต่อเนื่องขึ้นมาอีกครั้ง แต่ดูเหมือนจะแรงและเร็วกว่าครั้งแรกมากนัก ได้ผล! เจ้าของห้องเริ่มเกิดปฏิกิริยา เธอลืมตาขึ้นมาด้วยความตกใจเมื่อเห็นว่าตนเองนอนหลับฟุบคาอยู่ที่โต๊ะคอมพิวเตอร์ข้างเตียง“เช้าแล้วเหรอเนี่ย เผลอหลับไปได้ยังไงกันนะเรา” ก๊อก…ก๊อก…ก๊อก…เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ปิ่นมณีวิ่งแจ้นไปเปิดประตูทันที“ยายปิ่น! นี่แกไปทำอะไรมาเนี่ย ผมเผ้ามันถึงได้กระเซอะกระเซิงแบบนี้”“ฉันเพิ่งตื่นน่ะ เข้ามาก่อนสิ” ปิ่นมณีพูดพลางเดินหันหลังกลับเข้ามาในห้อง ทิ้งให้เพื่อนสนิทอย่างลีลาวดีเดินตามเข้ามา ลีลาวดีมองเพื่อนรักจากทางด้านหลังพลางทำหน้าบอกบุญไม่รับ“นี่ถามจริงเหอะ…แกไปทำอะไรมากันแน่ สภาพถึงได้ยับเยินแบบนี้”“อื้อ! ฉันไปทำงานมาน่ะ”“งานอะไรของแก”“ก็งานนักสืบน่ะสิ เอาน่า…อย่าเพิ่งมาซักฉันตอนนี้เลย ยังไงฉันก็ต้องเล่าให้แกฟังอยู่ดีนั่นแหละ” ปิ่นมณีพูดตัดบทขณะคว้าผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำไป“ย่ะ! แม่เพื่อนตัวดี” ลีลาวดีส่งค้อนให้ด้วยความหมั่นไส้ก่อนจะเดินเ
รุ่งเช้าปิ่นมณีเดินไปด้อมๆ มองๆ อยู่ที่ร้านอาหารขนาดย่อมร้านหนึ่งที่ตั้งอยู่ตรงกลางโดยมีร้านขายดอกไม้และร้านขายยาขนาบอยู่สองข้างซ้ายขวา หน้าร้านสีขาวขนาดสองคูหาสองชั้นตกแต่งด้วยไม้ดอกจำพวกชวนชมหลากสีที่ตัดแต่งเป็นพุ่มสวยงาม ปิ่นมณีจ้องมองอย่างอดที่จะชื่นชมไม่ได้ หญิงสาวมองป้ายประกาศเล็กๆ ที่ติดอยู่บนกระจกหน้าร้านพลางเลยไปยังป้ายขนาดใหญ่ที่เขียนด้วยอักษรนูนสีทองว่า ‘จิ๊กกี๋โภชนา’ อย่างใช้ความคิดสักพักก่อนจะตัดสินใจเปิดประตูกระจกเข้าไป“ขอโทษนะคะคุณ ตอนนี้ร้านยังไม่เปิดให้บริการค่ะ” พนักงานสาวที่ไม่สวยเลยสักนิดหันมาบอกอย่างตกใจเมื่อเห็นปิ่นมณีเดินเข้ามาด้วยคิดว่าเป็นลูกค้า“คือ…ฉะ…หนูมาสมัครงานค่ะ”ปิ่นมณีพูดอย่างไม่มั่นใจนักว่าจะใช้คำสรรพนามเรียกตัวเองว่าอะไร สุดท้ายก็นึกขึ้นมาได้ว่าเธอกำลังปลอมตัวเป็นเด็กมาหางานพิเศษทำ จึงใช้คำเรียกตัวเองว่า ‘หนู’ แทน ‘ฉัน’ อย่างที่ตั้งใจไว้ในตอนแรก“สมัครงานงั้นเหรอ” เมื่อรู้ว่าปิ่นมณีไม่ใช่แขก หญิงสาวคนเดิมจึงเปลี่ยนท่าทีการพูดในทันใด“เธออายุเท่าไหร่”“เอ่อ…17 จ้ะ” ปิ่นมณีตอบทันที เธอรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังมองเธออย่างไม่ค่อยจะเชื่อนัก“รอเดี๋ยวนะ จะ
“ทัดคะ คุณทำแบบนี้กับโรสได้ยังไงกัน ทั้งๆ ที่โรสชวนคุณทานข้าว โรสเป็นห่วงว่าคุณจะเครียดเกินไป แต่คุณก็บอกว่าไม่ว่าง กลับไปนั่งสวีตกับใครก็ไม่รู้ในร้านที่เราไปด้วยกันประจำ แล้วแม่นั่นน่ะเหรอลูกค้า โรสว่ามองยังไงมันก็ไอ้ผู้หญิงที่ชอบแย่งของของชาวบ้านนั่นแหละ ทำไมคุณต้องโกหกโรสด้วยคะ” โรสในชุดสีแดงไวน์โวยวายลั่นห้องพร้อมน้ำตา“ผมว่าคุณเข้าใจผิดไปใหญ่แล้วนะโรส ผมไปทานข้าวกับลูกค้าจริงๆ คุณภาณิณีเป็นลูกค้ารายใหญ่ของผม เธอเป็นลูกสาวของประธานบริษัทสกาย คอนสตัคชั่น บริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่ที่คอยสนับสนุนบริษัทของผม จะพูดจะจาอะไรก็หัดให้เกียรติเขาบ้าง”“ถึงกับออกรับแทนกันเลยเหรอคะ ผู้หญิงแพศยาแบบนั้นโรสว่ามันยังน้อยไปด้วยซ้ำ มีอย่างที่ไหน ผู้ชายก็มีตั้งเยอะแยะ ชอบทำตัวเป็นแมวขโมยของของคนอื่น พฤติกรรมแบบนี้ลูกผู้ลากมากดีเขาไม่ทำกันหรอก”“มันจะไปกันใหญ่แล้วนะโรส คุณเองก็เหมือนกัน…หัดมีเหตุผลบ้างสิ เอาแต่พูดจาให้ร้ายคนอื่นแบบเสียๆ หายๆ คุณเองก็เป็นลูกผู้ลากมากดีเหมือนกัน แต่ทำไมยิ่งนับวันก็ยิ่งหยาบคาย พูดจาไม่ให้เกียรติคนอื่นเลย ผมเองก็ไม่อยากพูดจาแบบนี้กับคุณหรอกนะ แต่พฤติกรรมของคุณนับวันผมเริ่มทน
“ว่าไงนะ!” รจนากับลีลาวดีถามขึ้นมาพร้อมกันเมื่อได้ยินสิ่งที่ปิ่นมณีเล่าให้ฟัง“ก็อย่างที่พูดมานั่นแหละ ยายเจ๊นั่นเดินเอาขวดฉี่ไปสาดหน้าผัวแล้วก็ชู้กลางร้าน กลิ่นนี้เหม็นหึ่ง ขนาดฉันยืนอยู่ข้างนอกยังได้กลิ่นชัดเลย ไอ้ผัวจอมเจ้าชู้นั่นนะอย่างกับหมูตกบ่อฉี่เลยล่ะ” สิ้นเสียงของปิ่นมณี เสียงหัวเราะท้องแข็งก็ดังประสานกันขึ้นมา ทำเอาร้านเล็กๆ อย่างร้านช็อกโกแล็ตสั่นสะเทือน“พูดถึงแล้วก็อยากเห็นหน้าแม่นั่นตอนโดนสาดฉี่จังเลยเนอะ” ลีลาวดีพูดทั้งๆ ที่ยังไม่หยุดหัวเราะ“แต่พี่ว่ามันไม่ค่อยน่าดูเท่าไหร่หรอกนะ ผัวเมียไปตบตีกันในร้านอาหารสาธารณะเนี่ย เฮ้อ! โชคดีที่พี่ไม่คิดแต่งงาน ถ้ามาเจออย่างนี้เข้าคงซวยไปทั้งชาติ แต่ปิ่นก็ต้องระวังตัวด้วยนะ พี่ว่าไอ้งานแบบนี้มันเสี่ยงใช่ย่อย เราเองก็เป็นผู้หญิงตัวคนเดียว ถ้าเป็นไปได้เลิกทำเถอะ พี่ฟังแล้วยังอดกลัวแทนไม่ได้เลย ถ้าวันหนึ่งมันไม่ใช่แค่ฉี่ แต่เป็นพวกสารเคมีหรือว่าน้ำกรดขึ้นมา เราจะกลายเป็นคนบาปได้นะ ยังไงก่อนจะรับงานก็ดูให้ดีๆ ก่อนละกัน ยิ่งงานที่ค่าจ้างงามๆ เนี่ยมันน่าคิด เศรษฐกิจแบบนี้คงไม่มีใครเอางานง่ายๆ ที่จ่ายค่าจ้างแพงๆ มาให้ทำหรอก”“แหม! พี่นา
“เอาล่ะ! เท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย” หญิงสาวผมสั้นทรงบ็อบเทพูดกับตัวเองขณะมองดูผลงานบนจอคอมพิวเตอร์อย่างอารมณ์ดี“เพียงแค่คุณคือผู้เดือดร้อน ไม่สบายใจในทุกปัญหา ต้องการค้นพบคำตอบที่ถูกอำพรางไว้ โทรหาเราสิคะ 089-xxxxxxx นักสืบสาวโบตั๋นยินดีช่วยเหลือ…แกแน่ใจแล้วเหรอยายปิ่น” ลีลาวดีอ่านข้อความในบล็อกส่วนตัวของเพื่อนสาวพลางทำหน้าปูเลี่ยน ก่อนจะหันมาถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้งกับการตัดสินใจของเพื่อนซี้“แน่ยิ่งกว่าแน่ ก็ฉันไม่มีทางเลือกแล้วนี่ คนตกงานเป็นปีๆ อย่างฉัน ลองมาทุกทางแล้วก็ไม่เห็นมีอะไรคืบหน้าสักที ก็มีแค่ทางนี้ทางเดียวเท่านั้นแหละ”“แต่ไอ้งานนักสืบเนี่ยมันเสี่ยงมากนะ อย่างแกน่ะมันไม่หนักไปหน่อยเหรอ เดี๋ยวนี้ยิ่งมีข่าวต้มตุ๋นหลอก ลวงกันไม่เว้นแต่ละวัน เราไม่หลอกเขา เขาก็หลอกเรา ฉันว่าแกอย่าเสี่ยงเลยปิ่น เชื่อฉันเหอะ”“มันก็ไม่แน่เสมอไปหรอกริน ฉันอาจจะโชคดีมือขึ้นทางนี้ก็ได้ อีกอย่างแกก็รู้ว่าฉันเก่งวิชาพละ มีอะไรเกิดขึ้นฉันเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว”“ทำเป็นอวดเก่ง แกจะใช้วิชาม้วนหน้าม้วนหลัง หกกบ สะพานโค้ง ตีลังกาล้อเกวียนหนีพวกโจรมัน เหรอไง ยายบ้า”“แกไม่เป็นฉันแกไม่รู้หรอกว่าการที่ต้