“งั้นก็ดีเลย แล่เนื้อเถือหนังเป็นชิ้นยังน้อยเกินไป เรื่องนี้ฝากพวกเธอจัดการแทนด้วย”ตระกูลหลีและตระกูลฟู่ตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยบทสรุปสุดท้ายของกู้หว่านชิงนั้นพอจะคาดการณ์ได้ตั้งแต่แรกแล้วภายในห้องที่ทั้งมืดและอับชื้นมือและเท้าของกู้หว่านชิงถูกมัดติดกันหมดอย่างแน่นหนา สองตาก็ถูกผ้าดำผืนหนึ่งคาดปิดไว้ ปากถูกยัดด้วยถุงเท้าเหม็นเน่า ทำให้พูดอะไรไม่ได้ ได้แต่ส่งเสียงอู้อี้...ในเวลานี้ประตูห้องมืดถูกเปิดออก เสียงฝีเท้าเดินตรงเข้ามาหา กู้หว่านชิงรู้สึกว่ามีคนเข้ามา ก็พยายามดิ้นรนร่างกายอย่างไม่หยุดหย่อน ปากส่งเสียงอู้อี้ราวกับจะขอร้องคนที่เข้ามาหลีเกอยืนอยู่ที่นั่น มองเธอจากมุมสูงด้วยสายตาเย็นยะเยือก สุดท้ายก็พูดว่า “...ฉันเอง หลีเกอ”เมื่อเสียงดังขึ้นการเคลื่อนไหวทั้งหมดของกู้หว่านชิงก็หยุดชะงักลงทันทีเธอหันไปทางหลีเกอ แต่มองไม่เห็นอะไรเลยหลีเกอเอื้อมมือไปแกะผ้าดำออก ทันใดนั้นดวงตาของกู้หว่านชิงก็เต็มไปด้วยความลนลานหวาดกลัว ร่างกายสั่นเทาไม่หยุดหลีเกอหัวเราะเยาะ“กลัวเป็นด้วยเหรอ ตอนวางเพลิงไม่เห็นจะกลัวเลย”กู้หว่านชิงส่ายหัวรัว ๆเพราะความกลัว ดวงตาคู่นั้นจึงเจิ่ง
สิ้นเสียงกรีดร้องกู้หว่านชิงก็เป็นลมไปทันทีนอกห้อง ทุกคนเห็นเหตุการณ์นี้ผ่านกล้องวงจรปิดหลีหรานอดหัวเราะเยาะไม่ได้ แววตาเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “งูตัวนี้ไม่มีพิษด้วยซ้ำ ดันกลัวจนเป็นลมไปซะได้”หลีลั่วอดถากถางไม่ได้“ธรรมชาติของผู้หญิงทุกคนกลัวงูอยู่แล้ว ต่อให้จะเป็นงูเหลือมธรรมดาก็เถอะ แต่วันนี้มันเพิ่งจะเริ่มต้น”“เราจะปล่อยงูเข้าไปทุกวัน ดูซิว่าเธอจะทนได้สักแค่ไหน!”“กล้ามาหาเรื่องเจ้าหญิงตระกูลหลี ถ้าไม่ทำให้เสียสติหรือโง่ไปเลย คงจะไม่สาสมกับสิ่งที่เธอกระทำ”“...”หลีหรานขนลุกซู่ไปทั้งตัว“ได้ งั้นทำตามแผนเลย”หลีเกอไม่สนใจเรื่องราวต่อจากนี้ของกู้หว่านชิง หลังจากมอบหมายให้พี่ชายทั้งสองจัดการต่อแล้วเธอก็ไม่ได้ถามอะไรอีก กลับไปที่โรงพยาบาลเพื่อดูแลฟู่ซิวเป่ยอย่างใกล้ชิดที่จริงแล้วอาการของฟู่ซิวเป่ยไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้นแต่เพราะถูกพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายกวดขัน เขาจึงต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลกว่าครึ่งเดือนถึงจะออกมาได้หลีเกอที่อยู่ในประเทศ F ตลอด จึงไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองปินเฉิงจนกระทั่งหลีหรานส่งข่าวที่เห็นในอินเทอร์เน็ตให้อ่าน “นี่ไง งานแสดงแฟชั่นโ
แต่หลีหานกลับมองไปที่หลีเกอ“เสี่ยวเกอ! เมื่อกี้เจิ้งหลิ่วโทรมา…”เมื่อพูดถึงเจิ้งหลิ่ว หลีเกอก็เดาได้คร่าว ๆ ว่าเป็นเรื่องอะไร “เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในงานแสดงแฟชั่นโชว์หรือเปล่าคะ?”หลีหานพยักหน้า“เจอตัวคนร้ายที่ตัดชุดแล้ว เขาสารภาพว่าเข้าไปในห้องหลังเวที ใช้กรรไกรตัดชุดหลักที่ใช้เดินแบบ และสารภาพว่าซ่อนใบมีดไว้ในรองเท้าส้นสูงของนางแบบด้วย…”หลีเกอโกรธจนกัดฟันกรอด“แล้วไงต่อ”หลีหานพูดต่อ “แต่พี่เช็กแล้ว เขาเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีญาติพี่น้อง ไม่มีภาระและพันธะ ไม่มีอะไรเลย”“บัญชีธนาคารของเขามีเงินโอนเข้ามาหนึ่งล้านหยวนก่อนเกิดเหตุ แต่ตรวจสอบไม่ได้ว่ามาจากไหน”“และเขาก็เอาแต่ปิดปากเงียบ สารภาพแค่ว่าตัวเองทำเรื่องพวกนี้เอง แต่ไม่ยอมรับว่าใครเป็นคนสั่งให้ทำ…”“...”เมื่อได้ยินแบบนี้ หลีเกอก็เข้าใจได้คร่าว ๆ “หมายความว่าสาวไปหาต้นตอไม่ได้แล้วสินะ”หลีหานพยักหน้า“เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายซ่อนตัวอยู่ในที่มืดเพื่อจ้องเล่นงานเธอ แบบนี้ป้องกันได้ยาก ลองคิดแบบจริงจังดูซิว่าเธอเคยไปขัดขาใครบ้าง?”หลีเกอเกาหัว “อันนี้… ฉันก็ไม่รู้ค่ะ”“แต่คนที่ไม่ชอบฉันมีเยอะมาก”สีหน้าของหลีหานยิ่
หลีหานเห็นเธอพูดแบบนี้ จึงตกลงยอมให้เธอเดินทางไปจากประเทศ Fเมื่อกลับมาที่เมืองปินเฉิง สิ่งแรกที่หลีเกอทำคือไปเยี่ยมศาสตราจารย์โม่มหาวิทยาลัยปินเฉิง ห้องพักคณาจารย์ตอนนี้ศาสตราจารย์โม่กำลังพานักศึกษากลุ่มหนึ่งชมผลงานของหลีเกองานแฟชั่นโชว์ครั้งนี้“...ศาสตราจารย์โม่ งานแฟชั่นโชว์ครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก ส่วนใหญ่มาจากผลงานการออกแบบชุดหลักครั้งนี้” โจวผอ นักศึกษารายหนึ่งของศาสตราจารย์โม่กล่าวศาสตราจารย์โม่พยักหน้าเห็นด้วย“ใช่แล้ว การออกแบบครั้งนี้โดดเด่นมาก ภาควิชาของเราได้รับคำเชิญจากงานแสดงแฟชั่นระดับนานาชาติหลายแห่ง”“จริงเหรอคะ อาจารย์! งั้นพวกเรามีโอกาสไปดูงานแสดงแฟชั่นต่างประเทศด้วยหรือเปล่าคะ?” นักศึกษารายหนึ่งตาโตเป็นประกาย“แน่อยู่แล้ว! เพียงแต่โอกาสแบบนี้หายากนัก”“ก่อนหน้านี้วงการแฟชั่นนานาชาติมักปฏิเสธผลงานของเรา แม้กระทั่งดูถูกเราว่าเราออกแบบเสื้อผ้าคนละระดับกับแฟชั่นนานาชาติ แต่ตอนนี้เราได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถของเราแล้ว”“ช่างน่าปลาบปลื้มใจจริง ๆ เลยค่ะ”...กลุ่มนักศึกษาอายุยี่สิบต้น ๆ ต่างก็ตื่นเต้นกันมากมีเพียงคนเดียวที่ไม่มีสีหน้ายินดีแม้แต่น
“สวีชาง พูดอะไรน่ะ! พี่หลีเกอใช้ความสามารถที่แท้จริงของเธอเองในการคว้าตำแหน่งผู้ออกแบบหลักในครั้งนี้ งานแฟชั่นโชว์เพิ่งจบลงไป ผลตอบรับในสังคมก็ดีมาก แสดงให้เห็นถึงความสามารถของพี่หลีเกอ เธอที่ไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังอะไรอย่ามาพูดพล่ามให้มาก”สวีชางไม่สนใจใบหน้าเกือบจะเขียนคำว่าดูถูกตัวโต ๆ เอาไว้แล้ว“ฮ่า ฮ่าเท่านั้นเองเหรอ เรื่องแบบนี้ใคร ๆ ก็ทำได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นหลีเกอคนเดียว!”“สวีชาง พอได้แล้ว!”โจวเทาเข้าไปขวางเขาไว้โดยตรง แต่สวีชางก็ไม่สะทกสะท้าน “หลีเกอ คุณกล้าพูดหรือเปล่าว่าคุณไม่ได้ใช้ฐานะและภูมิหลังของตัวเองเข้าช่วย”เมื่อคำถามนี้หลุดออกมาใบหน้าของหลีเกอกลับไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น เธอเงยหน้าขึ้นมองสวีชาง เธอไม่รู้จักเขาเลย และไม่เข้าใจว่าความเกลียดชังในดวงตาเขามีเหตุผลมาจากไหนแต่มีสิ่งหนึ่งที่เธอต้องอธิบายให้ชัดเจน“การคัดเลือกผู้ออกแบบหลักในครั้งนี้ เป็นไปอย่างยุติธรรม ไม่มีกลเม็ดเด็ดพรายใด ๆ ตามที่คุณกล่าวหา”เมื่อสวีชางได้ยินก็ระเบิดหัวเราะออกมาสุดเสียง“ก็แค่คำพูด ใครจะเชื่อ พวกเธอเชื่อกันเหรอ?”ในเวลานี้ โจวเทาก็ปกป้องอีกครั้ง “สวีชาง ตำแหน่งผู้ออก
หลีเกออมยิ้ม“ตามใจอาจารย์ค่ะ ฉันไม่มีความคิดเห็น”ดังนั้นทุกคนจึงช่วยกันเตรียมพร้อม ในไม่ช้าก็มีคนนำชาถ้วยหนึ่งมาให้หลีเกอหลีเกอรับมาแล้วเดินไปหาอาจารย์โม่ เธอคุกเข่าลงทันที “อาจารย์คะ โปรดรับการคำนับจากศิษย์ด้วยค่ะ!”อาจารย์โม่รับถ้วยชามาจากเธอ แล้วหยิบซองแดงขนาดใหญ่ออกจากกระเป๋าเสื้อส่งให้เธอ“ลูกศิษย์ ลุกขึ้นเถอะ!”“ขอบคุณค่ะอาจารย์!”หลังจากจบพิธีรับศิษย์ อาจารย์โม่ดีใจจนอยากจะอวดศิษย์คนใหม่ของตัวเองไปทั่ว!เขาไม่ได้อยู่เฉยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วส่งข้อความไปหาอาจารย์ใหญ่หลายท่านที่เขาสนิทสนมในแวดวงเดียวกันมันมีความหมายเหมือนกับการประกาศให้โลกรู้!...เมื่อออกมาจากมหาวิทยาลัยปินเฉิง หลีเกอก็เห็นเงาร่างสูงโปร่งยืนอยู่ไม่ไกลนัก ก่อนที่เธอจะเดินเข้าไปใกล้ ฉีอวิ๋นเทียนก็สังเกตเห็นเธอก่อนเขาเดินตรงเข้ามาหาเธออย่างรวดเร็ว“เทพธิดา! กลับมาจีนแล้วเหรอ?”หลีเกอเห็นว่าเขามีสีหน้าเหนื่อยล้ามาก จึงพูดด้วยความประหลาดใจ “คุณมาที่นี่ทำไม?”ฉีอวิ๋นเทียนกลับมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วพูดว่า “ได้ยินมาว่าเธอติดอยู่ในเหตุไฟไหม้ บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า? เป็นอะไรมากไหม?”“ฉันไม่เป็นไ
”สองชายแย่งหนึ่งหญิงอะไรกัน คุณลืมประธานฟู่ที่สนิทกับคุณหลีก่อนหน้านี้ไปแล้วเหรอ? ได้ยินมาว่าประธานฟู่ต่างหากที่เป็นคนที่คุณหลีคบอยู่ตอนนี้”“โอ้โห นี่มันซับซ้อนซ่อนเงื่อนเกินไปแล้ว!”“...”เสียงยังไม่ทันจะจบ ก็เห็นฮั่วจิ้นเฉิงที่อยู่ไม่ไกลลุกขึ้นจากโซฟา หลานหนีเดินตามเขาโดยเว้นระยะห่างไปครึ่งก้าวตลอดเวลา“ประธานฮั่ว อย่าใส่ใจกับพนักงานชอบนินทาพวกนั้นเลยค่ะ”ฮั่วจิ้นเฉิงไม่ได้พูดอะไรสายตาหม่นหมอง สีหน้าเย็นชา ราวกับเพิ่งออกมาจากห้องแช่แข็งจากนั้นทั้งสองก็เดินเข้าไปในลิฟต์ทีละคน“เทพธิดา ตลาดตานตงยังมีพื้นที่ขยายกิจการอีกมาก ผมเลยวางแผนว่าจะให้ความสำคัญกับที่นั่นเป็นหลักในอีกสามปีข้างหน้า…”“ไอเดียของคุณดีมาก ตลาดตานตงนั่น ถ้าทำกำไรได้รายรับก็จะมหาศาล”“เทพธิดาวางใจให้ผมจัดการได้เลย ผมจะไม่ทำให้คุณผิดหวัง... น้ำมันดิบเป็นแนวโน้มหลักในการพัฒนาของเราในอนาคต…”ฉีอวิ๋นเทียนและหลีเกอพูดคุยกันไปเดินออกจากลิฟต์ไปพลางแต่ยังพูดไม่ทันจบก็ถูกเสียงหนึ่งดังขึ้นขัดจังหวะ “คุณหลีกลับมาแล้ว!”คำที่ฉีอวิ๋นเทียนกำลังจะพูดหยุดลงกะทันหันหลีเกอมองตามเสียงไปยังชายที่อยู่ไม่ไกลเธอเม้มปาก
ผู้อำนวยการหูเห็นฮั่วจิ้นเฉิงแววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “ประธานฮั่ว ลมอะไรหอบคุณมาถึงตี้เซิ่งได้ครับ?”ฮั่วจิ้นเฉิงเงยหน้าขึ้น มองผู้อำนวยการหูด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเหนือกว่า แค่เพียงสบตากัน ฮั่วจิ้นเฉิงก็ชนะไปครึ่งหนึ่งแล้ว“ทำไม ตี้เซิ่งไม่ต้อนรับผมเหรอ?”ผู้อำนวยการหูยิ้มเจื่อน“คุณฮั่วพูดอะไรอย่างนั้นครับ... แต่ตอนนี้คุณหลีคงไม่สะดวกพบคุณหรอก…”คำพูดนี้แฝงไปด้วยความกำกวม!ผู้อำนวยการหูเป็นคนฉลาด พอจะเดาใจฮั่วจิ้นเฉิงออกฮั่วจิ้นเฉิงไม่มองหน้าผู้อำนวยการหูด้วยซ้ำ แต่หันมองไปทางหลีเกอและฉีอวิ๋นเทียน แล้วตอบกลับอย่างไม่เกรงใจ“สะดวกหรือไม่สะดวก ไม่ใช่คุณที่เป็นคนตัดสิน”ผู้อำนวยการหูหน้าเสีย ได้แต่ยิ้มหน้าเจื่อน “ประธานฮั่วพูดถูกครับ…”แต่ฮั่วจิ้นเฉิงไม่สนใจเขาอีกหลังจากโยนคำพูดทิ้งไว้ฮั่วจิ้นเฉิงก็เดินไปหาหลีเกอหลีเกอเห็นฮั่วจิ้นเฉิงเธอคิ้วขมวดเล็กน้อย ไม่ให้ความสนใจ“หลีเกอ…”ถึงแม้ฮั่วจิ้นเฉิงจะร้องเรียกเธอก็แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินเสียอย่างนั้นผลักประตูห้องทำงานเข้าไปหลานหนีเกาจมูกตัวเองด้วยความอึดอัด ตัดสินใจเดินเลี่ยงไป“ประธานฮั่ว ฉันจะไปรอคุณข้าง