ออกมาแล้ว…“หลันหลัน คุณไม่ต้องกลัวนะครับ” เหอตี้ผู้เป็นสามีปลอบใจภรรยาอยู่ที่ข้างเตียง วันนี้เป็นวันที่คุณหมอนั้นนัดผ่าคลอดให้กับเมิ่งหลัน เพราะว่าเธอนั้นมีความเสี่ยงจึงต้องใช้วิธีการผ่าคลอดแทนการคลอดธรรมชาติ“เหอตี้คะ ฉันกลัวจังเลยค่ะ” เธอบอกสามีออกไป นี่คือการคลอดครั้งแรกของเธอ เธอจะไม่กลัวได้อย่างไร ถึงแม้ว่าเมิ่งหลันคนก่อนจะเคยคลอดลูกแต่มันก็ไม่ใช่เธออยู่ดี“ไม่ต้องกลัวไปหรอกนะครับ หมอที่นี่เก่งอยู่แล้ว คุณนอนพักก่อนดีกว่า” เมื่อเหอตี้เห็นว่าภรรยานั้นมีความเครียดจึงอยากให้เธอได้พักผ่อน“แล้วสองแฝดอยู่ที่ไหนหรือคะ” เมิ่งหลันถามหาลูกทั้งสองคน เพราะเธอมารอคลอดตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้ก็ยังไม่ได้เจอหน้าลูกเลย“อยู่กับน้าอี้ฝานครับ สองแฝดไม่มีงอแงเลย พูดจารู้เรื่องมาก แค่บอกว่าแม่กำลังจะมาคลอดน้องพวกเขาก็เข้าใจ” เหอตี้เมื่อเช้านี้ได้กลับไปที่บ้านและพูดเรื่องนี้ให้สองแฝดฟัง ซึ่งทั้งสองก็เข้าใจ และบอกว่าจะรอแม่และน้องอยู่ที่บ้าน“คุณจะรอฉันที่ด้านนอกใช่หรือเปล่าคะ” เมิ่งหลันถามสามีเมื่อมองเวลาแล้วไกล้ที่จะเข้าห้องคลอดเต็มที“ผมจะรอคุณอยู่ข้างนอกห้องคลอดแน่นอน ผมรับรองเลยว่าเมื่อคุณออกมา คุ
พวกเราคือครอบครัว…สี่ปีต่อมา…หลังจากวันที่เมิ่งหลันคลอดลูกชายฝาแฝด ก็ผ่านมามานานหลายปีแล้ว การเลี้ยงดูลูกของเธอช่างวุ่นวายเป็นอย่างมาก ดีที่เหอตี้ออกจากงานมาช่วยเธอดูแลร้าน ไม่อย่างนั้นเธอเองคงไม่มีเวลาพัก การเลี้ยงลูกถึงสี่คนไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยฟางหลินและเหวินหลงนั้น ดีที่โตพอจนรู้ความแล้ว ตอนนี้อายุก็เข้าปีที่สิบแล้ว หนูน้อยฟางหลินในตอนนี้ความงดงามนั้นเปล่งประกายมากถึงจะยังเด็กอยู่ก็ตาม จนทำให้คุณพ่อนั้นหวงมากเป็นพิเศษ เพราะยิ่งโตหน้าตาก็ยิ่งเหมือนกับคนเป็นแม่ส่วนแฝดน้องเหวินหลงเองก็ใช่ย่อย ความหล่อเหลาก็ไม่ได้แพ้ใคร ในทุกวันที่ไปโรงเรียนมักจะมีสาวน้อยมอบขนมให้อยู่เสมอ จนทุกวันนี้สหายมู่มู่ที่ไปโรงเรียนด้วยกันไม่ต้องเสียเงินซื้อขนมเลยส่วนแฝดชาย หวังจางหมิ่น และหวังเจียวจิ้นนั้น ตอนนี้ก็อายุสี่ขวบแล้ว ซึ่งความซุกซนไม่ต้องพูดถึง ขนาดที่ว่าเมิ่งหลันจ้างพี่เลี้ยงมาเพิ่ม ทั้งสองคนก็ยังหลุดลอดสายตาออกไปซนที่อื่นได้ “จางหมิ่น เจียวจิ้น แม่บอกแล้วใช่ไหมว่าห้ามออกมาเล่นข้างนอกแบบนี้” เมิ่งหลันที่ออกมาเจอลูกๆของเธออยู่ที่ด้านนอกพอดี จึงอดที่จะดุไม่ได้“แม่ครับ พวกเราไม่อยากอยู่ในบ้าน” เ
เมื่อฉันต้องมาเป็นคุณแม่ลูกแฝดจุดเริ่มต้น*****"โอ๊ย...ทำไมมึนหัวขนาดนี้นะ ฉันถูกรถชนไม่ใช่หรอ แต่ทำไมเนื้อตัวฉันยังปกติดีอยู่ล่ะ โอ๊ยยยยยยย" ลินดาก็ได้แต่ร้องเจ็บปวด เพราะความทรงจำของร่างเก่า ถาโถมเข้ามาในสมองของเธอ มันชัดเจนยิ่งกว่าภาพสี่มิติด้วยซ้ำ จนเธอทนไม่ไหว สลบไปอีกรอบ จากความทรงจำนั้น ร่างนี้มีชื่อว่า 'หลิวเมิ่งหลัน' เธออายุเพียงสิบเจ็ดปีเท่านั้น เธอเป็นเด็กสาวที่หน้าตาดีมาก ดีกว่าหญิงสาวในหมู่บ้านอีกหลายๆคน เธอได้แต่งงานกับยุวชนชายคนหนึ่ง สาเหตุที่ได้แต่งงานกันนั้น แม่เลี้ยงของเธอจัดฉากให้ทั้งสองอยู่ด้วยกัน และให้คนในหมู่บ้านมาเจอเข้า จึงทำให้เกิดเรื่องฉาวขึ้น ทั้งที่ทั้งสองไม่ได้มีอะไรกัน จนทำให้ฝ่ายชายต้องแต่งงานกับเธอ เพื่อเป็นการรักษาชื่อเสียงของเธอและของตนเองอย่างน้อยตนก็ได้ชื่อว่าเป็นยุวชนผู้มีการศึกษา จึงไม่ควรที่จะมีอะไรมาทำให้เสื่อมเสียฝ่ายชายนั้นมีชื่อ 'หวังเหอตี้' เป็นยุวชนชายมาจากเมือหลวง มาอยู่หมู่บ้านแห่งนี้ได้เพียงหนึ่งปีเท่านั้น เขาเป็นชายหนุ่มที่หน้าตาดี ผิวขาว พึ่งเรียนจบชั้นมัธยมปลาย ก่อนที่จะมาอยู่หมู่บ้านแห่งนี้ ฐานะทางครอบครัวถือว่าดี เพราะหวังเหอ
เมื่อฉันต้องมาเป็นคุณแม่ลูกแฝดมิติ*****หลังจากลินดาที่อยู่ในร่างของเมิ่งหลันที่หลับไปนั้น เธอก็ได้ฝันว่า เธอเดินเข้าไปในเมฆหมอกสีขาว และพบกับท่านตาท่านหนึ่ง “นังหนู เจ้ามาแล้วสินะ มานี่สิเข้ามาใกล้ๆ” ชายชราเอ่ยเรียกเมิ่งหลันที่กำลังเดินเข้ามาอย่างช้าๆ“ที่นี่คือที่ไหนหรือคะคุณตา แล้วหนูมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน” เมิ่งหลันสงสัย ในเมื่อเธอนอนอยู่กับลูกแฝดของเธอ แล้วอยู่ๆมาโผล่ที่นี่ได้อย่างไรกันหรือนี่จะเป็นความฝัน??“เจ้าไม่รู้จักที่นี่หรอก ข้ามีเรื่องที่ต้องบอกเจ้าน่ะ” ชายชรากล่าวออกไป ที่นี่คนธรรมดาไม่สามารถมาได้ ถ้าไม่ได้ถูกเรียกตัวมาก็อย่าหวังเลยว่าจะได้มาที่แห่งนี้“เรื่องอะไรหรือคะ???” เมิ่งหลันสงสัยมากหรือจะเรียกว่าอยากรู้ก็เป็นได้“คือข้า ทำผิดต่อเจ้าแล้ว ความจริงชะตาเจ้ายังไม่ถึงฆาตน่ะ ข้าทำงานผิดพลาด เขียนชื่อสลับกันกับคนที่ถึงฆาต” ชายชราบอกความผิดของตน เขาเสียใจมาก แต่ก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้แล้ว“นั่นก็แสดงว่า คนที่สมควรตายนั้นไม่ตาย ส่วนฉันก็ต้องมาตายเพราะความผิดพลาดสินะ” เมิ่งหลันพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย เป็นเธอที่โชคร้ายสินะ“แล้วเจ้าของร่างนี้ล่ะ นางไปไหนแล้ว”
เมื่อฉันต้องมาเป็นคุณแม่ลูกแฝดคุณยาย*****เมื่อหลิวเมิ่งหลันจัดการห้องนอนเสร็จแล้ว จึงออกมาดูเจ้าแฝดทั้งสอง สิ่งที่เห็นคือ ฟางหลินและเหวินหลงได้หลับไปแล้ว นอนขานี่พาดกันเลย คงจะกินอิ่ม แล้วพอเล่นเพลินจึงเผลอหลับไปล่ะสินะ ก็อย่างว่าแหละ เด็กอายุเพียงสองขวบสามเดือนเท่านั้น จะนอนบ่อยก็เป็นเรื่องธรรมดา เธอจึงกลับเข้าไปในห้องนอน นำผ้าห่มผืนบางมาห่มให้พร้อมกับจัดท่านอนใหม่ ให้นอนได้สบายมากขึ้นในเมื่องานบ้านเสร็จแล้ว เมิ่งหลันจึงคิดได้ว่า ร่างนี้ไม่มีเงินเลย เธอจะทำยังไงดีนะเพื่อที่จะได้เงิน มาไว้ใช้ในยามจำเป็นแต่ใจจริงแล้วเธออยากจะเข้าไปขายของในตลาดมืดมากกว่า ติดที่ว่าไม่มีใครดูแลลูกให้เธอ ในความรู้สึกนึกคิดของเธออยู่ๆก็วูบเข้ามา “ใช่แล้ว ป้าหวัง เราเอาเด็กๆไปไปฝากใว้ได้นี่นา”เพราะว่าร่างเดิมก็มักจะนำเด็กๆไปฝากไว้ยามที่ตนต้องเข้าไปในเมืองซื้อของ ป้าหวังเป็นหญิงชราที่ไม่ได้ออกไปทำนาเก็บแต้มค่าแรงแล้ว แกเลี้ยงหลานชายอยู่หนึ่งคน อายุมากกว่าสองแฝดหนึ่งปี จึงเป็นเพื่อนเล่นกันได้ป้าหวังนั้นยังใจดีมากอีกด้วย ยามที่เธอลำบากก็มักจะหยิบยื่นสิ่งของมาให้เธอเสมอ ถึงแม้จะไม่มาก ก็ถือว่ามีน้ำใจ
เมื่อฉันต้องมาเป็นคุณแม่ลูกแฝดลูกค้ารายแรก*****เช้านี้ หลังจากที่ให้เด็กๆทานอาหารกันเรียบร้อย พร้อมด้วยนมคนละหนึ่งแก้วตามสัญญา เมิ่งหลัน เธอได้จัดตะกร้าหนึ่งใบ ในนั้นมี ซาลาเปาลูกใหญ่สี่ลูก ส้มสี่ลูก ขนมเปี๊ยะสี่ชิ้น และน้ำสะอาดใส่กระบอกไม้ไผ่สองอัน ที่เมิ่งหลันใส่ไปอย่างละสี่ชิ้นนั้น เพื่อให้ครบคนพอดี ฟางหลิน เหวินหลง ตี้ตี้ และป้าหวัง ได้แบ่งกันคนละชิ้นพอดี เมื่อจัดเตรียมทุกอย่างเสร็จแล้วเธอก็พาสองแฝดไปที่บ้านป้าหวังทันที“ป้าหวังคะ ฉันมาแล้วค่ะ” เมิ่งหลันตะโกนเรียกป้าหวังอยู่มี่หน้าบ้าน “มากันแล้วหรอ เข้ามาก่อนสิ” ป้าหวังเดินออกมาเปิดประตูรั้วให้และชวนให้ทั้งสามคนเข้าบ้าน“ไม่ดีกว่าค่ะ เดี๋ยวจะสายไปกว่านี้” เธอปฏิเสธเดี๋ยวจะไม่ทันเกวียนเอา เธอไม่คิดที่จะเดินเข้าเมืองหรอกนะ“เด็กๆจ๊ะ จำที่แม่บอกได้ใหม” เมิ่งหลันถามเด็กๆถึงข้อปฏิบัติที่ตกลงกันใว้“จำได้ครับ/จำได้ค่ะ” สองแฝดรับคำหนักแน่น พวกเขาจำได้ แม่บอกให้เป็นเด็กดี ไม่ดื้อ ไม่ซน“ถ้างั้นก็เป็นเด็กดี รอแม่กลับมา อย่าดื้ออย่าซนให้คุณยายเหนื่อยนะคะ” เธอย้ำอีกครั้ง“คุณป้าคะ ในนี้เป็นอาหารกลางวัน และก็ขนมให้เด็กๆค่ะ ฉันทำมาเผื่อ
เมื่อฉันต้องมาเปฺ็นคุณแม่ลูกแฝดขายได้อีกนิดหน่อย*****หลังจากที่ผ่านลูกค้ารายแรกมาแล้ว เมิ่งหลันก็ไม่ได้อยู่กับที่ แต่พยามสลับไปสลับมา เพราะกลัวอันตราย เธอไม่รู้ได้ว่าใครเป็นมิตร หรือเป็นศัตรู เธอเดินหาลูกค้า ได้มาอีก สามราย รายแรกต้องการเนื้อสัตว์ เธอปล่อยของออกไปได้ 150 หยวนเลยทีเดียว รายที่สองนั้นต้องการขนมเอาไปขายในโรงงาน เมิ่งหลันจึงนำ ขนมเปี๊ยะ และขนมใหว้พระจันทร์ ออกมาอย่างละ 50 ชิ้น เธอขายชิ้นละ 2.5 หยวน รวมเป็นเงิน 250 หยวน ส่วนรายที่สามนั้น ต้องการน้ำมัน และน้ำตาล เธอจึงเอาออกมาให้แค่ น้ำมัน 10 ขวด น้ำตาล 20 ชั่ง น้ำมันขายขวดละ 2 หยวน น้ำตาลชั่งละ 1.5 หยวน เป็นเงิน 50 หยวน เธอจึงยุติการขายแค่นี้ สรุปแล้ววันนี้เมิ่งหลันขายของได้เงิน 640 หยวน ซึ่งถือว่าเยอะมากแล้วเธอจึงเดินออกมาจากตลาดมืด และหาที่ลับตาคน นำจักยานออกมา แล้วมุ่งตรงกลับบ้านทันที เมื่อไกล้ถึงทางเข้าหมู่บ้านเธอนำตะกร้าออกมา แล้วหยิบข้าวสาร หมูสามชั้นใส่ลงไป น้ำตาล เกลือ ไข่ ลูกอมสำหรับให้เด็กๆ แล้วแบกตะกร้าขึ้นหลัง เอาจักรยานเก็บเข้ามิติ แล้วเดินเข้าหมู่บ้านไป "ฟางหลิน เหวินหลง แม่กลับมาแล้ว" เมิ่งหลันเรี
เมื่อฉันต้องมาเป็นคุณแม่ลูกแฝดเด็กน้อย*****วันนี้ก็เป็นอีกวันที่เธอได้มาอยู่ที่นี่ ถ้านับเวลาก็ร่วมสองเดือนน่าจะได้ คิดๆดูแล้ว การมาอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรเลย เธอมีความสุขดี ใด้ใช้ชีวิตกับสองแฝดที่น่ารัก เช้าตื่นมากิน เที่ยงกิน เย็นกิน จนตอนนี้ลูกของเธอแทบจะกลิ้งได้อยู่แล้ว วันนี้เธอทำข้าวต้มทรงเครื่องเป็นอาหารเช้า อากาศเย็นๆแบบนี้กินอะไรอุ่นๆนั้นดีมาก สองเดือนที่ผ่านมานั้น เธอเข้าไปขายของที่ตลาดมืดทั้งหมด สี่ครั้ง แต่ละครั้งนั้นเธอจะได้เงินมาอย่างน้อย เจ็ดร้อยหยวน มากสุด พันหยวน เพราะเธอไม่ได้อยู่นาน และเธอเจาะจงขายเหมือนทุกครั้ง เธอจะเลือกแต่ลูกค้ากระเป๋าหนัก ขายได้น้อยคน แต่ได้เงินมาก สิ่งที่เธอเสียดายมาก ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ก็คือ การไม่ได้อ่านนิยาย เธอคิดถึงโทรศัพท์ของเธอมาก ทำไมท่านเทพไม่ให้เธอมาด้วยนะ อย่างน้อยได้อ่านอีบุ๊คที่เธอซื้อไว้ก็ยังดี “แม่ครับ”“แม่ขา” เสียงสองแฝดเรียกเธออยู่ในห้องนอน “ตื่นแล้วหรือคะลูก ป่ะ ไปล้างหน้าแปรงฟันกันนะคะ จะได้กินข้าวต้มแสนอร่อยของคุณแม่กันนะคะ” หลิวเมิ่งหลันดันหลังสองแฝดไปที่ห้องน้ำ“ไปค่า/ไปครับ” แล้วทั้งสามคนก็ตรงไปห้องน้ำทันที
พวกเราคือครอบครัว…สี่ปีต่อมา…หลังจากวันที่เมิ่งหลันคลอดลูกชายฝาแฝด ก็ผ่านมามานานหลายปีแล้ว การเลี้ยงดูลูกของเธอช่างวุ่นวายเป็นอย่างมาก ดีที่เหอตี้ออกจากงานมาช่วยเธอดูแลร้าน ไม่อย่างนั้นเธอเองคงไม่มีเวลาพัก การเลี้ยงลูกถึงสี่คนไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยฟางหลินและเหวินหลงนั้น ดีที่โตพอจนรู้ความแล้ว ตอนนี้อายุก็เข้าปีที่สิบแล้ว หนูน้อยฟางหลินในตอนนี้ความงดงามนั้นเปล่งประกายมากถึงจะยังเด็กอยู่ก็ตาม จนทำให้คุณพ่อนั้นหวงมากเป็นพิเศษ เพราะยิ่งโตหน้าตาก็ยิ่งเหมือนกับคนเป็นแม่ส่วนแฝดน้องเหวินหลงเองก็ใช่ย่อย ความหล่อเหลาก็ไม่ได้แพ้ใคร ในทุกวันที่ไปโรงเรียนมักจะมีสาวน้อยมอบขนมให้อยู่เสมอ จนทุกวันนี้สหายมู่มู่ที่ไปโรงเรียนด้วยกันไม่ต้องเสียเงินซื้อขนมเลยส่วนแฝดชาย หวังจางหมิ่น และหวังเจียวจิ้นนั้น ตอนนี้ก็อายุสี่ขวบแล้ว ซึ่งความซุกซนไม่ต้องพูดถึง ขนาดที่ว่าเมิ่งหลันจ้างพี่เลี้ยงมาเพิ่ม ทั้งสองคนก็ยังหลุดลอดสายตาออกไปซนที่อื่นได้ “จางหมิ่น เจียวจิ้น แม่บอกแล้วใช่ไหมว่าห้ามออกมาเล่นข้างนอกแบบนี้” เมิ่งหลันที่ออกมาเจอลูกๆของเธออยู่ที่ด้านนอกพอดี จึงอดที่จะดุไม่ได้“แม่ครับ พวกเราไม่อยากอยู่ในบ้าน” เ
ออกมาแล้ว…“หลันหลัน คุณไม่ต้องกลัวนะครับ” เหอตี้ผู้เป็นสามีปลอบใจภรรยาอยู่ที่ข้างเตียง วันนี้เป็นวันที่คุณหมอนั้นนัดผ่าคลอดให้กับเมิ่งหลัน เพราะว่าเธอนั้นมีความเสี่ยงจึงต้องใช้วิธีการผ่าคลอดแทนการคลอดธรรมชาติ“เหอตี้คะ ฉันกลัวจังเลยค่ะ” เธอบอกสามีออกไป นี่คือการคลอดครั้งแรกของเธอ เธอจะไม่กลัวได้อย่างไร ถึงแม้ว่าเมิ่งหลันคนก่อนจะเคยคลอดลูกแต่มันก็ไม่ใช่เธออยู่ดี“ไม่ต้องกลัวไปหรอกนะครับ หมอที่นี่เก่งอยู่แล้ว คุณนอนพักก่อนดีกว่า” เมื่อเหอตี้เห็นว่าภรรยานั้นมีความเครียดจึงอยากให้เธอได้พักผ่อน“แล้วสองแฝดอยู่ที่ไหนหรือคะ” เมิ่งหลันถามหาลูกทั้งสองคน เพราะเธอมารอคลอดตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้ก็ยังไม่ได้เจอหน้าลูกเลย“อยู่กับน้าอี้ฝานครับ สองแฝดไม่มีงอแงเลย พูดจารู้เรื่องมาก แค่บอกว่าแม่กำลังจะมาคลอดน้องพวกเขาก็เข้าใจ” เหอตี้เมื่อเช้านี้ได้กลับไปที่บ้านและพูดเรื่องนี้ให้สองแฝดฟัง ซึ่งทั้งสองก็เข้าใจ และบอกว่าจะรอแม่และน้องอยู่ที่บ้าน“คุณจะรอฉันที่ด้านนอกใช่หรือเปล่าคะ” เมิ่งหลันถามสามีเมื่อมองเวลาแล้วไกล้ที่จะเข้าห้องคลอดเต็มที“ผมจะรอคุณอยู่ข้างนอกห้องคลอดแน่นอน ผมรับรองเลยว่าเมื่อคุณออกมา คุ
งานแต่งงานของพี่ใหญ่เหอซาน…วันนี้เป็นวันที่เมิ่งหลันนั้นต้องมาตรวจครรภ์เป็นครั้งที่สอง และการตรวจก็เป็นไปด้วยดี การเติบโตของทารกในครรภ์นั้นดีมากทีเดียวและอีกเรื่องที่ทำให้หลิวเมิ่งหลันและหวังเหอตี้ ต้องตกตะลึงกันอีกครั้ง นั่นก็คือในท้องของเมิ่งหลันนั้นมีลูกน้อยถึงสองคน นั่นก็หมายความว่าในตอนนี้เมิ่งหลันนั้นกำลังท้องลูกแฝดอีกครั้งนั่นเองแต่การแพทย์ในยุคสมัยนี้ก็ไม่สามารถตรวจได้ว่าเจ้าก้อนแป้งที่กำลังนอนอยู่ในท้องของเมิ่งหลันนั้นเป็นเพศไหน จะเป็นชายชาย หญิงหญิง หรือหญิงชาย ก็ไม่อาจรู้ได้ ถึงแม้เจ้าก้อนแป้งทั้งสองจะแข็งแรงดี แต่เมิ่งหลันก็ยังอดเป็นกังวลไม่ได้ เธอกลัวการคลอดลูก เธอกลัวว่าจะไม่สามารถคลอดลูกออกมาได้อย่างปลอดภัย เหอตี้ที่รับรู้ได้ถึงความกังวลก็ได้แต่ปลอบใจภรรยา ไม่ว่าอย่างไรเขาจะหาหมอที่มีฝีมือที่สุดมาทำคลอดให้ภรรยาให้ได้“เดี๋ยววันนี้ผมจะพาคุณไปเที่ยวนะครับ” เหอตี้เอ่ยขึ้นเมื่อพากันออกมาจากในโรงพยาบาลหลังจากที่ตรวจการตั้งครรภ์เสร็จแล้ว“คุณจะพาฉันไปที่ไหนหรือคะ” เมิ่งหลันเองก็เดาไม่ถูก เพราะตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เธอก็ยังไม่ได้ออกไปที่ไหนแบบจริงจังสักที เพราะเธอทุ่มเทเวลาใ
คู่มือการเลี้ยงลูก…หลังจากที่ทุกคนรู้ข่าวเรื่องการท้องของเมิ่งหลันก็ยินดีเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะบ้านใหญ่หวัง แม่เหอที่รู้ข่าวก็ไปสรรหาของบำรุงต่างๆมาให้เมิ่งหลันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโสมหรือรังนกก็ตาม“ฉันต้องขอบคุณคุณแม่มากเลยนะคะสำหรับของบำรุงพวกนี้” เมิ่งหลันบอกแม่สามี ถึงแม้เธอจะรู้ว่าของพวกนี้ดีมีสรรพคุณมากแค่ไหน แต่เธอก็ไม่สามารถที่จะกินมันได้ เพราะเมื่อครั้งก่อนที่แม่เหอก็ฝากให้เหอตี้เอามาให้เธอทาน พอเธอทานเข้าไปถึงกับอาเจียนไม่ยอมหยุด “ไม่เป็นไรเลยจ้ะ เธอต้องกินมันให้หมดนะ หลานของฉันจะได้ออกมาแข็งแรง” แม่เหอบอกด้วยรอยยิ้ม “ว่าแต่เจ้าใหญ่ จะแต่งงานเมื่อไหร่ดีล่ะ เหอตี้มีลูกแซงหน้าไปแล้วนะ” แม่เหอเอ่ยถามลูกชายคนโต ที่ตอนนี้สานสัมพันธ์กับคู่หมั้นได้อย่างราบรื่น“แล้วคุณแม่ว่ายังไงล่ะครับ พร้อมที่จะไปสู่ขอสะใภ้ใหญ่ได้หรือยัง” เหอซานหันมาถามแม่ของตนบ้างแม่เหอที่ได้ยินแบบนั้นก็ตาโตทันที นี่เจ้าใหญ่ของเธอกำลังบอกให้ไปขอภรรยาให้เขาใช่หรือไม่“นี่ลูกพูดจริงใช่ไหม เดี๋ยวพรุ่งนี้แม่กับพ่อจะได้ไปพูดเรื่องนี้กับบ้านกงแต่เช้าเลย” “555” เหอซานอดที่จะยิ้มขำแม่ของตนไม่ได้ คงอยากได้สะใภ้มากเลยถ
สองแฝดจะมีน้อง…“ท้อง???”“คุณหมอช่วยพูดอีกครั้งได้หรือเปล่าคะ” เมิ่งหลันที่ต้องการได้ยินอีกครั้ง ว่าอาการที่เธอเป็นนั้นเป็นโรคอะไรกันแน่ เธอไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม“คนไข้ไม่ได้ป่วยเป็นอะไรนะครับ อาการที่เป็นอยู่ เป็นอาการของคนท้องเท่านั้นครับ” หมอเองได้ตรวจซ้ำถึงสองรอบจากการจับชีพจร ซึ่งผลที่ออกมาก็เหมือนกันทั้งสองครั้งและเขาเองก็มั่นใจเป็นอย่างมากเมิ่งหลันคิดว่ากลับบ้านไปเธออาจจะเรียกเอาชุดทดสอบการตั้งครรค์ออกมาตวจอีกสักครั้ง เพื่อความแน่ใจ ไม่ใช่ว่าเธอไม่ไว้ใจหมอในยุคนี้หรอกนะ แค่เธออยากมีโมเม้นท์ขึ้นสองขีดแบบคนอื่นบ้างเท่านั้นเอง“แล้วไม่ทราบว่าตอนนี้ฉันท้องกี่เดือนแล้วหรือคะ” เมิ่งหลันเองก็แอบงงเหมือนกัน ทั้งที่เธอเองก็กินยาคุม แล้วลูกของเธอนั้นทะลุยาคุมออกมาได้ยังไงกัน หรือยาที่เธอกินจะหมดอายุนะ แต่ก็ไม่น่าใช่“ประมาณ เดือนกว่าได้แล้วครับ ช่วงนี้คุณก็ดูแลตัวเองให้ดีด้วยนะครับ ของหนักก็ห้ามยกเพราะมันจะเสี่ยงต่อการแท้ง ส่วนในเรื่องของอาหารก็ให้ทานอาหารที่มีประโยชน์ทั้งเนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ และก็อย่าลืมดื่มนมด้วยนะครับ อ้อ…และอีกอย่างเรื่องบนเตียงช่วงนี้ก็ให้งดไปก่อนนะครับจนกว่าจะมีอ
เมิ่งหลันป่วย???วันนี้เป็นวันที่ห้าแล้ว ที่เมิ่งหลันและคนงานช่วยกันบรรจุของเพื่อทำถุงยังชีพ และทุกวันก็จะทำได้ประมาณหนึ่งพันชุดทุกวัน“คุณเมิ่งหลันคะ วันนี้มีคนมาโวยวายที่หน้าร้านอีกแล้วค่ะ” ซูเหวินเข้ามารายงานเมิ่งหลัน เพราะหลายวันมานี้มีคนต้องการมาซื้อข้าวสาร อาหารแห้ง แต่ทางร้านไม่สามารถเปิดขายให้ได้ เพราะต้องนำไปช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน นั้นจึงสร้างความไม่พอใจกับลูกค้าบางคน“แล้วได้บอกเหมือนที่ฉันสั่งไว้หรือเปล่าจ๊ะ” เมิ่งหลันเองให้ลูกจ้างทุกคนนั้นบอกลูกค้าไปตามความจริง ว่าทางร้านไมาสามารถขายสินค้าให้ได้ ให้ไปหาซื้อที่อื่นก่อน “บอกแล้วค่ะ….” ทั้งสองพูดกันไม่ทันจบก็ได้ยินเสียงดังโวยวายกันอยู่ที่ด้านนอก“เฮอะ ที่ไม่ยอมขายข้าวให้พวกฉัน เป็นเพราะว่าจะเอาไปขายให้กับทางการใช่หรือเปล่าล่ะ” เสียงลูกค้าที่เป็นสตรีเอ่ยขึ้น“ไม่อยากขายให้พวกเราก็พูดมาตรงๆเถอะ ไม่ต้องอ้างทางการหรอก มันน่าอาย” เธอยังพูดไม่หยุด“ทำมาเป็นบอกว่าเอาไปช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน ฉันเองก็เดือดร้อนเหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นก็ต้องให้ของพวกนี้กับฉันด้วย” ผู้หญิงทืี่มาด้วยกันเอ่ยขึ้น“ใช่แล้ว ตอนนี้พวกเราก็ไม่มีเงินมากพอที่จะซ
ช่วยเหลือผู้ประสบภัย…….“ทำไมคุณถึงได้ทำหน้าอย่างนั้นล่ะคะ” เมิ่งหลันถามเหอตี้ที่พึ่งจะกลับมาจากที่ทำงาน ก็เห็นว่าสีหน้าของสามีนั้นไม่ค่อยจะดีนัก ทั้งที่ปกติแล้วเวลาที่เขากลับมาบ้านนั้นมักจะส่งยิ้มมาให้ก่อนเสมอเหอตี้ที่ได้ยินเมิ่งหลันถามก็ถอนหายใจ “วันนี้พี่ใหญ่มาหาผมที่ทำงานครับ” เขาเว้นหายใจไปช่วงหนึ่ง จึงทำให้เมิ่งหลันสงสัยเข้าไปอีก“พี่ใหญ่มาขอความช่วยเหลือน่ะครับ ตอนนี้ทางตอนเหนือเกิดภัยธรรมชาติร้ายแรง ฝนตกหนักมาหลายวัน จนตอนนี้ทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ บางพื้นที่ก็มีน้ำป่าลงมาจากเขาทำให้บ้านเรือนเสียหายเป็นอย่างมาก” เหอตี้พูดพร้อมกับจ้องหน้าของภรรยา “แล้วยังไงต่อคะ” เมิ่งหลันอดที่จะหงุดหงิดไม่ได้ที่เหอตี้ไม่ยอมพูดให้เสร็จเสียที“ตอนนี้ประชาชนในแถบนั้นหลายพันคนกำลังเดือดร้อนเรื่องอาหาร และที่อยู่อาศัย พี่ใหญ่เลยอยากจะขอให้คุณช่วยเรื่องอาหารครับ” เหอตี้พูดออกมาได้ในที่สุด ที่เขาไม่กล้าพูดออกมาในทีแรกเพราะกลัวว่าภรรยาจะไม่ยอมช่วยเหลือในเรื่องนี้ ทั้งๆที่เขาก็รู้แหละว่าเมิ่งหลันนั้นเป็นคนจิตใจดี แต่ในเรื่องนี้ที่ต้องช่วยคนจำนวนมากเขาเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน“แค่นี้หรือคะ??” เม
หลักจากวันที่ช่วยจางเย่วในวันนั้นก็ผ่านมาสองสัปดาห์แล้ว จางเย่วเองก็ไม่ได้กลับไปที่หมู่บ้านเดิม แต่มาเช่าบ้านเพื่อเปิดร้านค้าตามคำแนะนำของเมิ่งหลันแทนจางเย่วนั้นเปิดร้านขายของชำ ไม่ได้ขายครบทุกอย่างเหมือนร้านของเมิ่งหลัน เพราะเธอนั้นอยู่ตัวคนเดียว เธอจึงเลือกขายของจำพวก ข้าวสาร แป้ง น้ำตาล อาหารแห้ง“คุณจางคะ ของชุดนี้ฉันเตรียมให้แล้วนะคะ ส่วนครั้งหน้าคุณโทรมาบอกที่ร้านก็ได้ค่ะ ฉันจะให้เด็กไปเอาใบรายการที่ร้านให้เอง คุณจางจะได้ไม่ต้องลำบากมาเอง ไหนจะต้องดูแลร้านอีก” เมิ่งหลันที่ให้ความช่วยเหลือก็พร้อมที่จะช่วยแบบเต็มที่ อะไรที่พอช่วยได้ก็ช่วยทันทีถ้าไม่เดือดร้อนตัวเธอ“จะดีหรือคะ มันจะเป็นการรบกวนเกินไปหรือเปล่า ทีี่พวกคุณช่วยฉันเอาไว้ ฉันเองก็ตอบแทนไม่ไหวแล้วค่ะ” จางเย่วนั้นเกรงใจจริงๆ คนที่นี่ช่วยเธอเอาไว้ตั้งมากมาย ชดใช้ด้วยชีวิตก็ไม่รู้ว่าจะตอบแทนได้หมดหรือเปล่าและการที่เธอนั้นมีความกล้าเรื่องค้าขายก็เพราะผู้หญิงตรงหน้านี้ จางเย่วชื่นชมเมิ่งหลันเป็นอย่างมาก ผู้หญิงที่เก่งไปซะทุกอย่าง ไม่ว่าจะเรื่องการค้า การปกครองคน การดูแลครอบครัว ผู้หญิงคนนี้เก่งมากจริงๆ และเธอเองก็หวังที่จะเป
“จะเป็นไปได้ยังไงครับ ในเมื่อเธอขอกลับบ้านเดิมไปตั้งหลายวันแล้วก็ยังไม่กลับมา ไม่รู้ว่าหนีไปกับชู้แล้วหรือเปล่า แล้วใครบอกให้พวกคุณมาที่นี่กัน แล้ว….” นายหนิวหันไปบอกเจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่ทันที แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อจางเย่วก็เอ่ยขึ้นทันที“ฉันเอง…” จางเย่วอดทนไม่ไหวต่อคำพูดของคนเป็นสามีจึงได้แสดงตัวออกมานายหนิวที่ได้ยินเสียงก็หันไปดู ก็เจอเข้ากับภรรยาของตนที่เข้าใจว่าตายไปแล้วเมื่อหลายวันก่อน เขาเองก็ตกใจเป็นอย่างมาก ตาของเขาปูดโปนจนแทบจะถลำออกมา“นี่..นี่ เธอยังไม่ตะ..เธอกลับมาแล้วหรือ” ก่อนที่นายหนิวจะเผลอพูดอะไรออกไป เขาเองก็ดึงสติของตัวเองกลับมาเสียก่อน ในเมื่อเรื่องนี้ไม่มีคนรู้เห็นยังไงก็ไม่มีคนเอาผิดเขาได้“ใช่ฉันกลับมาแล้ว ว่าแต่คุณเถอะไปที่ไหนมาหรือคะ อย่าบอกนะว่าออกไปตามหาฉัน” จางเย่วถามขึ้น ทั้งที่รู้ว่าเขาคงออกไปตามสืบเรื่องของตน เพราะนี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้ว ก็ยังไม่มีใครหรือเจ้าหน้าที่มาแจ้งว่าเจอศพของเธอ“เธอหายไปไหนมาหลายวันล่ะ รู้ไหมว่าทุกคนเป็นห่วงเธอมาก” นายหนิวหยิบยกคนอื่นมาอ้าง ทั้งที่ทุกคนก็รู้ว่าเธอเดินทางออกจากบ้านเพื่อไปตามเจ้าหน้าที่มาทำเรื่องหย่าและทวงสินเด