เธอไม่ทันได้เห็นหรือได้ยินเสียงเขาเข้ามาเลย จนกระทั่งถูกแขนใหญ่ ๆ กอดรัดเอาไว้แน่น แขนของเธอถูกกดทับไว้ข้างลำตัวอย่างไม่มีทางขยับ ปืนในมือถูกกระชากออกไปอย่างง่ายดาย เธอแทบไม่ได้ยินเสียงกระสุนที่ถูกปลดออกและหล่นลงบนฝ่ามือของเขาเลย และก่อนที่เธอจะรู้ตัว เขาก็เก็บปืนเข้าโฮลสเตอร์เรียบร้อยแล้ว ด้วยท่าทางคล่องแคล่ว
เท้าที่สวมรองเท้าบูทถูกยกไปวางบนเก้าอี้ แล้วดึงคนตัวเล็กลงนอนคว่ำบนบนตักอย่างรวดเร็วไม่ทันแม้กระทั่งจะได้ตั้วตัว
“ว้าย!”
ชิดชนกร้องเสียงหลง รู้สึกอับอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี เมื่อท้องของเธอไปกระแทกกับต้นขาแข็ง ๆ แต่ในตอนนั้น เธอยังไม่รู้เลยว่าโชคชะตาที่น่าอับอายกว่านี้กำลังรอเธออยู่
กระโปรงของเธอถูกดันขึ้นสูงจนเห็นชายผ้าที่เริ่มขาดรุ่ยของชุดที่เธอชอบที่สุด เธอคิดว่าเขาคงหยุดแค่นี้ นี่มันก็แย่พอแล้วและไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่เขาจะเห็นเธอในชุดชั้นใน แต่เขาคงไม่ทำอะไรมากไปกว่านี้หรอกมั้ง…
เขาเป็นสุภาพบุรุษไม่ใช่หรือ อย่างน้อยเขาก็ทำตัวเป็นแบบนั้น...
หญิงสาวพยายามจะดิ้นรนต่อสู้อย่างเงียบ ๆ เพื่อไม่ให้ใครได้ยินเสียงและเข้ามาพบพวกเขาในสภาพที่ไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นคนใช้หรือสมาชิกในครอบครัว แม้ว่าเธอจะไม่แน่ใจว่าอันไหนจะแย่กว่ากัน
เขาทำให้เธอประหลาดใจเมื่อเขาหยุดชั่วครู่ ไม่ว่าแก้มของเธอจะแดงระเรื่อเพราะท่าทางที่ไม่ปกติหรือเพราะความอับอายที่ท่วมท้น เธอก็ไม่แน่ใจ บางทีอาจเป็นทั้งสองอย่างรวมกัน แต่เธอรู้ดีว่าเธอกำลังจะเป็นลมเพราะเรื่องนี้
เพียะ!
จนกระทั่งฝ่ามือหนัก ๆ ฟาดลงบนก้นของเธอด้วยเสียงอันดัง เสียงนั้นดังชัดเจนจนก้องไปทั่วห้องที่ตกแต่งอย่างดี
“อ๊า…”
เสียงกรีดร้องที่ตอบสนองต่อความเจ็บปวดนั้นดังจนทำให้เสียงอุทานก่อนหน้านี้ดูเงียบไปเลย
ทว่าเสียงรองเท้ากระทบโถงทางเดินทำให้ทั้งคู่ตกอยู่ในอาการชะงักงัน ตามด้วยเสียงเคาะประตูเบา ๆ
“พี่แก้วอยู่ข้างในใช่ไหม เป็นอะไรหรือเปล่า?”
ชิดชนกตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิต เธอไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร
“ตอบสิ” ชายหนุ่มกระซิบบอกด้วยเสียงแหบต่ำที่ฟังดูเหมือนเขากำลังกัดฟันไว้แน่น
“พี่ไม่เป็นอะไรจ้ะ” เธอตอบกลับไปด้วยเสียงสั่นเครือ
“แน่ใจนะ? เพราะจันทร์คิดว่าได้ยินเสียงเหมือนพี่ร้อง”
“พี่ซุ่มซ่ามไปหน่อยน่ะ สะดุดเท้าตัวเอง แต่พี่ไม่เป็นไร”
เสียงจากหลังประตูเงียบไปสักพัก คล้ายว่าน้องสาวของเธอกำลังประมวลอะไรสักอย่าง
“แล้วพี่เข้าไปทำอะไรในห้องทำงานพี่ภาดาคะ ปกติเขาปิดประตูไว้ตลอดนี่นา”
“ใช่ เธอมาทำอะไรในห้องทำงานฉัน” ผู้จับกุมถามเสียงเข้มแค่ให้ได้ยินกันสองคน
ชิดชนกพยายามจะหัวเราะ แต่เสียงที่ออกมาฟังดูไม่เป็นธรรมชาติเอาเสียเลย และเธอก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าน้องสาวจะไม่ได้ยินเสียงนั้น
“อ๋อ พี่แค่มาสำรวจเฉย ๆ จันทร์ก็รู้ว่าพี่เป็นคนขี้สงสัยอยู่แล้ว และจันทร์ก็บอกให้พี่ทำตัวเหมือนอยู่บ้านนี่นา”
ชิดชนกจินตนาการเห็นรอยยิ้มอึดอัดของน้องสาวในใจ
“ก็ใช่ จันทร์บอกพี่แบบนั้นจริง ๆ แต่ไม่คิดว่าพี่จะทำตามแบบตรงตัวขนาดนี้ แต่ว่าพี่ระวังตัวด้วยนะ พี่ภาดาไม่ชอบให้ใครเข้าไปยุ่มยามในห้องทำงานเขา อ้อ อาหารเที่ยงใกล้พร้อมแล้วนะคะ”
“จ้ะ ขอบใจนะ พี่จะไปเดี๋ยวนี้แหละ”
เมื่อเสียงฝีเท้าไกลออกไปจนเงียบลง ภาดาก็เตือนขึ้นด้วยเสียงต่ำ
“คิดว่าเธอจะหนีรอดไปได้ง่าย ๆ งั้นเหรอ ถ้าไม่อยากให้น้องสาวเห็นเธอถูกจับถลกกระโปรงนอนคว่ำอยู่บนตักฉันแบบนี้ ฉันแนะนำให้เธอเงียบไว้ดีกว่า ถ้าพ่อแม่เธอไม่เคยสอนว่าไม่ควรสอดรู้สอดเห็นบุกรุกห้องคนอื่นโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต โดยเฉพาะในบ้านที่เธอเป็นแค่แขก และเป็นแขกที่ประพฤติตัวแย่ที่สุดด้วย ฉันจะเป็นคนสั่งสอนเธอเอง”
พ่อแม่ของเธอไม่เคยตีเธอเลยสักครั้ง พวกท่านคิดว่าการตีไม่ใช่วิธีการสั่งสอนที่ถูกต้อง ดังนั้นชิดชนกจึงไม่เคยตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้มาก่อน
อย่างไรก็ตามเมื่อฝ่ามือหนัก ๆ ฟาดลงมาอีกครั้ง เธอรู้แล้วว่าเธอคงไม่สามารถเงียบได้ตามที่ต้องการ ชายหนุ่มยังคงตีเธอต่อไป ด้วยแรงของเขาที่กดเธอไว้ในตำแหน่งที่เขาต้องการแน่น เธอไม่สามารถขยับหรือขัดขืนได้เลย เธอจึงมั่นใจว่าเธอจะต้องรับบทลงโทษจนกว่าเขาจะพอใจ
หยาดน้ำตารินไหลจากดวงตา ชิดชนกเริ่มร้องไห้อย่างห้ามไม่อยู่ เงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
ไม่ใช่เพราะแกล้งทำเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่เพราะมันเจ็บจริง ๆ!
เธอไม่คิดว่าเขาจะมีความเห็นอกเห็นใจหรือความเมตตาใด ๆ ผู้ชายที่ทำแบบนี้กับผู้หญิงที่เพิ่งเจอครั้งแรกคงไม่มีคุณสมบัติดี ๆ แบบนั้นอยู่แล้ว
แต่การกัดฟันแน่นจนขากรรไกรเจ็บก็ไม่ได้ช่วยลดความเจ็บปวดและความโกรธแค้นของเธอได้มากนัก ดังนั้นสิ่งเดียวที่ทำได้ นั่นคือคว้าผ้าจากกระโปรงของเธอและยัดเข้าไปในปาก
เธอรู้สึกอับอายที่พบว่าวิธีนี้ได้ผลดี มันช่วยกลบเสียงร้องของเธอได้อย่างมีประสิทธิภาพ เธอไม่ควรต้องทำแบบนี้ แต่ก็รู้ดีว่าคนที่กำลังลงมือตีเธออย่างสนุกสนานคงไม่เห็นด้วย
โชคดีที่เขาหยุดไม่นานหลังจากนั้น แม้ว่าเธอจะรู้สึกว่าฟันของเธอกำลังกัดผ้าที่บางจนเกือบขาด คิดว่าต้องมีคนมาสาดน้ำใส่ก้นเธอเพื่อดับไฟที่เขาจุดและยังคงทำให้มันลุกโชนต่อไป แต่เมื่อพยายามจะดึงตัวขึ้นจากตักแกร่ง หญิงสาวกลับพบว่าเธอขยับตัวไม่ได้เลย
และสิ่งที่เขาต้องทำเพื่อให้เธออยู่นิ่งก็เพียงแค่วางแขนของเขาพาดไว้บนหลังเธอ
เมื่อเขาพูดขึ้น เสียงของเขาต่ำและห้าว ชัดเจนว่าเขาก็พยายามไม่ให้ชิดจันทร์สงสัยอีก
“ถ้าเธอแค่มาสำรวจห้องของฉันเฉย ๆ เธอคงแค่โดนด่า ไม่ใช่โดนตี แต่นี่เธอมาหยิบปืนของฉันเล่น”
“ฉันไม่ได้แล่น! ฉันรู้ว่ามันไม่ใช่ของเล่น” ชิดชนกสวนกลับฟ่อ ๆ ด้วยเสียงกระซิบ แม้ว่ามันอาจไม่ใช่การตอบสนองที่ฉลาดนัก
“งั้นเธอเคยใช้ปืนมาก่อนไหม?”
เธอเกือบจะส่งเสียง ‘จิ๊’ ให้เขา แต่ก็แค่เกือบจะ ยังดีที่สามารถควบคุมตัวเองไว้ได้ เพราะเขาคงไม่ชอบแน่และอาจทำให้เขาตีเธออีก แต่เธอก็ยังตอบกลับเขาด้วยเสียงกระซิบที่ไม่พอใจ
“ไม่เคย ฉันไม่เคยเห็นมันมาก่อนด้วยซ้ำ นั่นแหละที่ทำให้ฉันสนใจมัน”ชิดชนกรู้ดีว่าเธอควรจะควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้ได้ หรืออย่างน้อยก็ควบคุมน้ำเสียงให้เหมาะสม แต่การที่ฝ่ามือของชายหนุ่มฟาดลงบนก้นเธออีกครั้งก็เป็นเครื่องเตือนใจที่เธอคงไม่สามารถลืมมันได้“ถ้าอย่างนั้น เธอยิ่งไม่ควรจะไปยุ่งกับมันเลย ปืนของฉันไกนุ่มมาก และเธอกำลังเล็งมันไปที่เท้าของตัวเอง เธออยากจะเดินกะเผลกไปมาหน้าห้องเรียนของเธอหรือไง ถ้าเธอได้งานสอนสักที”ความดูถูกและความไม่ชอบที่เขามีต่อเธอแทบจะทำให้เธอร้องไห้อีกครั้ง แต่เธอก็ตั้งสติและพยายามไม่ให้เขามองเห็นว่าเธอเสียใจเพราะสิ่งที่เขาพูด มันแย่พอแล้วที่เขาทำให้เธอต้องร้องไห้ตอนที่เขาตีเธอ แต่ตอนนั้นเธอทำอะไรไม่ได้ เพราะมันเจ็บจริง ๆเธอไม่รู้ว่าเธอทำอะไรผิดถึงทำให้เขาไม่พอใจ เธอมาอยู่ใต้ชายคาเขาได้ไม่ถึงวัน และนอกจากตอนนี้ เธอเจอเขาแค่ที่โต๊ะอาหารเย็น ซึ่งเขาพูดกับเธอไม่เกินสองคำ คำแรกคือ ‘สวัสดี’ และอีกคำคือ ‘ราตรีสวัสดิ์’ เมื่อเขาลุกจากโต๊ะทันทีหลังอาหารและหายเข้าไปในห้องที่พวกเขากำลังอยู่ตอนนี้เมื่อเธอตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น เขาก็หายไปแล้ว ภีรพล น้องชายของเขา หรื
หัวใจของเขาแทบจะหยุดเต้นในขณะที่เดินข้ามห้องไปหาเธอ แต่เขารู้ว่าเธอไม่ได้ยินเสียงเขา ซึ่งเป็นผลจากการที่เขาเคยเป็นนักล่าและผู้วางกับดักที่เก่งมาตั้งแต่เด็ก ในใจได้แต่ภวนาว่าเขาจะไปถึงตัวเธอได้ก่อนที่เธอจะทำอะไรโง่ ๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ไม่ว่าจะกับตัวเธอเอง กับเขา หรือกับคนที่อาจโดนกระสุนพลาดภาดายอมรับว่าเขาไม่ควรตีเธอ แต่เขายอมแพ้ต่อสัญชาตญาณดิบ ๆ ที่ต้องการให้เธอตระหนักถึงความร้ายแรงของสิ่งที่เธอกำลังทำภีรพลน้องชายของเขาอาจจะเพียงแค่ตะโกนด่า แต่ภีรพลเป็นสุภาพบุรุษมากกว่าเขาเสมอ ภีรพลเกิดมาในช่วงที่ครอบครัวเริ่มมีเงินทอง และในฐานะลูกคนเล็ก เขาได้รับการอบรมและเลี้ยงดูอย่างประคบประหงมมากกว่าภาดาที่เป็นลูกคนโตคิ้วดกดำสองข้างขมวดเข้าหากัน ขณะที่เขากำลังลงมือตีเธอ เขาไม่ได้สังเกตสภาพเสื้อผ้าของเธอมากนัก แต่เมื่อนึกย้อนกลับไป เขาก็ตระหนักได้ว่าเสื้อผ้าทุกชิ้นที่เธอสวมใส่อยู่ไม่เพียงแต่ล้าสมัย แต่ยังเก่าจนแทบไม่เหมาะสมที่จะสวมใส่ โดยเฉพาะกางเกงชั้นในของเธอทว่าทันใดนั้น เขาก็ตกใจเล็กน้อยเมื่อตระหนักว่าผู้หญิงตัวเล็กแบบเธอเป็นสิ่งที่ดึงดูดเขาอย่างมาก แต่ความจริงนี้
จากนั้นเป็นต้นมาชิดชนกพยายามอย่างที่สุดที่จะเลี่ยงภาดาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะดูเหมือนเขาจะอยู่บ้านตลอดเวลา เธอก็เช่นกันเธอส่งอีเมลแนะนำตัวเองไปยังโรงเรียนต่าง ๆ ทั้งที่อยู่ใกล้และไกลแม้แต่โรงเรียนที่ไม่ได้ประกาศรับสมัครครู เธอก็ส่งไปเผื่อไว้ เธอรู้สึกอึดอัดกับการอยู่ที่นี่มากจนขยายขอบเขตการหางานไปยังจังหวัดอื่นด้วยพ่อแม่ของเธอเสียหมดแล้ว ดังนั้นเธอจึงเหลือน้องสาวคนเดียวที่เป็นครอบครัวของเธอ ชิดจันทร์แต่งงานกับภีรพล เห็นว่าเธออยู่กรุงเทพฯ คนเดียว จึงชักชวนเธอให้มาอยู่ที่ไร่ด้วยกัน ชิดชนกตอบตกลงเพราะอยากอยู่ใกล้กับน้องสาวถ้าหากว่ามีแค่ชิดจันทร์กับภีรพลอยู่ในบ้าน เธอคงรู้สึกยินดีและสบายใจที่จะใช้เวลาหางานที่เหมาะสมซึ่งจะทำให้เธออยู่ใกล้ ๆ ครอบครัวได้แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน เธอถึงจุดที่อยากจะออกจากบ้านหลังนี้ให้เร็วที่สุด แต่เธอไม่มีเงินพอที่จะกลับไป และก็ไม่มีอะไรให้กลับไปอยู่แล้วเช่นกัน เธอจึงยอมรับว่าต้องรับงานใด ๆ ก็ตามที่เข้ามาเพื่อให้พ้นจากชายคาของพ่อเลี้ยงภาดาให้ได้ ดังนั้นเธอจึงพยายามต่อไป โดยไม่ยอมท้อแท้แม้ว่าจะยังไม่ได้รับคำตอบใด ๆหลังจากเหตุกา
ชิดชนกไม่รู้ตัวว่าหิวจนกระทั่งได้กลิ่นอาหารที่ถูกนำมาเสิร์ฟ สเต็กจากไร่ที่ย่างได้ที่พอดี ปรุงด้วยกระเทียมและเครื่องเทศ ขนมปังร้อน ๆ ที่เพิ่งทำสด ๆ เมื่อเช้านี้ หอมใหญ่ทอด มันฝรั่งบด รวมทั้งชาเย็นและกาแฟเธอไม่คิดว่าเธอจะเคยชินกับปริมาณอาหารที่ครอบครัวนี้บริโภคในหนึ่งมื้อ และเกือบสองในสามของอาหารนั้นถูกบริโภคโดยเจ้าบ้านแต่แล้วเธอก็คิดว่าเขาต้องใช้พลังงานทั้งหมดนั้นไปกับการทำงานในไร่ แน่นอนว่าเพราะดูเหมือนจะไม่มีไขมันส่วนเกินบนตัวเขาเลย มีแต่มัดกล้ามแข็ง ๆ ไปทุกสัดส่วนก่อนที่เธอจะเอื้อมไปหยิบจานสเต็กที่อยู่ตรงหน้า ชายหนุ่มก็คว้าจานของเธอไปและจัดอาหารให้ โดยเลือกเนื้อชิ้นเล็กกับเครื่องเคียงอื่น ๆ ในปริมาณที่เหมาะสม แล้วส่งจานกลับมาให้เธอ“ฉันอยากให้เธอกินให้หมด เธอกับน้องสาวกินเหมือนนก มาอยู่กลางไร่กลางป่าแบบนี้ ต้องสะสมพลังงานสำรองไว้บ้างเผื่อเหตุการณ์ไม่คาดคิด”แม้ว่าเธอจะรู้ว่าเขาลดปริมาณอาหารลงจากที่เขาจะกินเอง แต่ก็ยังเป็นปริมาณที่มากเกินไป“ฉันกินทั้งหมดนี้ไม่ไหวแน่ มันจะทำให้ฉันป่วย และนั่นก็จะทำให้จุดประสงค์คุณเสียไป”ภาดาหัวเราะกับคำพูดของหญิงสาว เสียงหัวเราะทุ้มลึกที่ทำให้ชิด
ทั้งคู่นิ่งเงียบไปชั่วขณะ ชิดชนกมองไปที่จุดหนึ่งบนผนังด้านตรงข้าม ส่วนภาดามองเธออย่างเปิดเผย มือของเขาวางอยู่ที่หลังบอบบาง ราวกับกำลังประคองคนบนตักไว้“เจ็บไหมมากไหม” เสียงทุ้มถามเบา ๆคำถามของเขาทำให้ชิดชนกเหลือบมอง และเธอพบว่าดวงตาคมเข้มใสกระจ่าง ไม่มีร่องรอยของความโกรธหรือการเหน็บแนมใด ๆ บนใบหน้า ตอนแรกเธอปฏิเสธที่จะตอบ แต่เธออยู่ใกล้เขาพอที่จะเห็นเมื่อเขายักคิ้ว และรู้ว่าเขาดื้อพอที่จะรอเธอได้เช่นกัน“ไม่ค่ะ” เธอตอบเสียงเบา ๆ ในอกรู้สึกแปลก ๆ ที่ต้องอยู่ในท่านี้กับชายหนุ่ม“ฉันขอโทษที่ก้าวก่ายเรื่องของเธอ แต่ฉันไม่อยากปล่อยเธอไปเมื่อเธอแทบไม่ได้กินอะไรเลย และฉันรู้ว่าฉันเป็นสาเหตุโดยตรงของเรื่องนั้นอย่างน้อยสองครั้ง ฉันขอโทษ คำพูดของฉันไม่เหมาะสมจริง ๆ โปรดยกโทษให้ฉัน”คำขอโทษของเขาฟังดูจริงใจ และมารยาทที่ดีเป็นพื้นฐานของบ้านที่เธอและชิดจันทร์เติบโตมา มันจะเป็นการไม่สุภาพหากเธอไม่ยอมรับคำขอโทษของเขา“ฉันยกโทษให้คุณ” เธอกระซิบ มองลงไปที่มือของเธอที่วางอยู่บนตัก“ขอบใจ เธอใจดีมากกว่าที่ฉันสมควรได้รับ”อีกครั้งที่ชิดชนกไม่พบร่องรอยของการเยาะเย้ยหรือความไม่จริงใจในน้ำเสียง แม้ว่าเธอจะ
ทั้งคู่นิ่งเงียบไปชั่วขณะ ชิดชนกมองไปที่จุดหนึ่งบนผนังด้านตรงข้าม ส่วนภาดามองเธออย่างเปิดเผย มือของเขาวางอยู่ที่หลังบอบบาง ราวกับกำลังประคองคนบนตักไว้“เจ็บไหมมากไหม” เสียงทุ้มถามเบา ๆคำถามของเขาทำให้ชิดชนกเหลือบมอง และเธอพบว่าดวงตาคมเข้มใสกระจ่าง ไม่มีร่องรอยของความโกรธหรือการเหน็บแนมใด ๆ บนใบหน้า ตอนแรกเธอปฏิเสธที่จะตอบ แต่เธออยู่ใกล้เขาพอที่จะเห็นเมื่อเขายักคิ้ว และรู้ว่าเขาดื้อพอที่จะรอเธอได้เช่นกัน“ไม่ค่ะ” เธอตอบเสียงเบา ๆ ในอกรู้สึกแปลก ๆ ที่ต้องอยู่ในท่านี้กับชายหนุ่ม“ฉันขอโทษที่ก้าวก่ายเรื่องของเธอ แต่ฉันไม่อยากปล่อยเธอไปเมื่อเธอแทบไม่ได้กินอะไรเลย และฉันรู้ว่าฉันเป็นสาเหตุโดยตรงของเรื่องนั้นอย่างน้อยสองครั้ง ฉันขอโทษ คำพูดของฉันไม่เหมาะสมจริง ๆ โปรดยกโทษให้ฉัน”คำขอโทษของเขาฟังดูจริงใจ และมารยาทที่ดีเป็นพื้นฐานของบ้านที่เธอและชิดจันทร์เติบโตมา มันจะเป็นการไม่สุภาพหากเธอไม่ยอมรับคำขอโทษของเขา“ฉันยกโทษให้คุณ” เธอกระซิบ มองลงไปที่มือของเธอที่วางอยู่บนตัก“ขอบใจ เธอใจดีมากกว่าที่ฉันสมควรได้รับ”อีกครั้งที่ชิดชนกไม่พบร่องรอยของการเยาะเย้ยหรือความไม่จริงใจในน้ำเสียง แม้ว่าเธอจะ
ชิดชนกไม่รู้ตัวว่าหิวจนกระทั่งได้กลิ่นอาหารที่ถูกนำมาเสิร์ฟ สเต็กจากไร่ที่ย่างได้ที่พอดี ปรุงด้วยกระเทียมและเครื่องเทศ ขนมปังร้อน ๆ ที่เพิ่งทำสด ๆ เมื่อเช้านี้ หอมใหญ่ทอด มันฝรั่งบด รวมทั้งชาเย็นและกาแฟเธอไม่คิดว่าเธอจะเคยชินกับปริมาณอาหารที่ครอบครัวนี้บริโภคในหนึ่งมื้อ และเกือบสองในสามของอาหารนั้นถูกบริโภคโดยเจ้าบ้านแต่แล้วเธอก็คิดว่าเขาต้องใช้พลังงานทั้งหมดนั้นไปกับการทำงานในไร่ แน่นอนว่าเพราะดูเหมือนจะไม่มีไขมันส่วนเกินบนตัวเขาเลย มีแต่มัดกล้ามแข็ง ๆ ไปทุกสัดส่วนก่อนที่เธอจะเอื้อมไปหยิบจานสเต็กที่อยู่ตรงหน้า ชายหนุ่มก็คว้าจานของเธอไปและจัดอาหารให้ โดยเลือกเนื้อชิ้นเล็กกับเครื่องเคียงอื่น ๆ ในปริมาณที่เหมาะสม แล้วส่งจานกลับมาให้เธอ“ฉันอยากให้เธอกินให้หมด เธอกับน้องสาวกินเหมือนนก มาอยู่กลางไร่กลางป่าแบบนี้ ต้องสะสมพลังงานสำรองไว้บ้างเผื่อเหตุการณ์ไม่คาดคิด”แม้ว่าเธอจะรู้ว่าเขาลดปริมาณอาหารลงจากที่เขาจะกินเอง แต่ก็ยังเป็นปริมาณที่มากเกินไป“ฉันกินทั้งหมดนี้ไม่ไหวแน่ มันจะทำให้ฉันป่วย และนั่นก็จะทำให้จุดประสงค์คุณเสียไป”ภาดาหัวเราะกับคำพูดของหญิงสาว เสียงหัวเราะทุ้มลึกที่ทำให้ชิด
จากนั้นเป็นต้นมาชิดชนกพยายามอย่างที่สุดที่จะเลี่ยงภาดาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะดูเหมือนเขาจะอยู่บ้านตลอดเวลา เธอก็เช่นกันเธอส่งอีเมลแนะนำตัวเองไปยังโรงเรียนต่าง ๆ ทั้งที่อยู่ใกล้และไกลแม้แต่โรงเรียนที่ไม่ได้ประกาศรับสมัครครู เธอก็ส่งไปเผื่อไว้ เธอรู้สึกอึดอัดกับการอยู่ที่นี่มากจนขยายขอบเขตการหางานไปยังจังหวัดอื่นด้วยพ่อแม่ของเธอเสียหมดแล้ว ดังนั้นเธอจึงเหลือน้องสาวคนเดียวที่เป็นครอบครัวของเธอ ชิดจันทร์แต่งงานกับภีรพล เห็นว่าเธออยู่กรุงเทพฯ คนเดียว จึงชักชวนเธอให้มาอยู่ที่ไร่ด้วยกัน ชิดชนกตอบตกลงเพราะอยากอยู่ใกล้กับน้องสาวถ้าหากว่ามีแค่ชิดจันทร์กับภีรพลอยู่ในบ้าน เธอคงรู้สึกยินดีและสบายใจที่จะใช้เวลาหางานที่เหมาะสมซึ่งจะทำให้เธออยู่ใกล้ ๆ ครอบครัวได้แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน เธอถึงจุดที่อยากจะออกจากบ้านหลังนี้ให้เร็วที่สุด แต่เธอไม่มีเงินพอที่จะกลับไป และก็ไม่มีอะไรให้กลับไปอยู่แล้วเช่นกัน เธอจึงยอมรับว่าต้องรับงานใด ๆ ก็ตามที่เข้ามาเพื่อให้พ้นจากชายคาของพ่อเลี้ยงภาดาให้ได้ ดังนั้นเธอจึงพยายามต่อไป โดยไม่ยอมท้อแท้แม้ว่าจะยังไม่ได้รับคำตอบใด ๆหลังจากเหตุกา
หัวใจของเขาแทบจะหยุดเต้นในขณะที่เดินข้ามห้องไปหาเธอ แต่เขารู้ว่าเธอไม่ได้ยินเสียงเขา ซึ่งเป็นผลจากการที่เขาเคยเป็นนักล่าและผู้วางกับดักที่เก่งมาตั้งแต่เด็ก ในใจได้แต่ภวนาว่าเขาจะไปถึงตัวเธอได้ก่อนที่เธอจะทำอะไรโง่ ๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ไม่ว่าจะกับตัวเธอเอง กับเขา หรือกับคนที่อาจโดนกระสุนพลาดภาดายอมรับว่าเขาไม่ควรตีเธอ แต่เขายอมแพ้ต่อสัญชาตญาณดิบ ๆ ที่ต้องการให้เธอตระหนักถึงความร้ายแรงของสิ่งที่เธอกำลังทำภีรพลน้องชายของเขาอาจจะเพียงแค่ตะโกนด่า แต่ภีรพลเป็นสุภาพบุรุษมากกว่าเขาเสมอ ภีรพลเกิดมาในช่วงที่ครอบครัวเริ่มมีเงินทอง และในฐานะลูกคนเล็ก เขาได้รับการอบรมและเลี้ยงดูอย่างประคบประหงมมากกว่าภาดาที่เป็นลูกคนโตคิ้วดกดำสองข้างขมวดเข้าหากัน ขณะที่เขากำลังลงมือตีเธอ เขาไม่ได้สังเกตสภาพเสื้อผ้าของเธอมากนัก แต่เมื่อนึกย้อนกลับไป เขาก็ตระหนักได้ว่าเสื้อผ้าทุกชิ้นที่เธอสวมใส่อยู่ไม่เพียงแต่ล้าสมัย แต่ยังเก่าจนแทบไม่เหมาะสมที่จะสวมใส่ โดยเฉพาะกางเกงชั้นในของเธอทว่าทันใดนั้น เขาก็ตกใจเล็กน้อยเมื่อตระหนักว่าผู้หญิงตัวเล็กแบบเธอเป็นสิ่งที่ดึงดูดเขาอย่างมาก แต่ความจริงนี้
“ไม่เคย ฉันไม่เคยเห็นมันมาก่อนด้วยซ้ำ นั่นแหละที่ทำให้ฉันสนใจมัน”ชิดชนกรู้ดีว่าเธอควรจะควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้ได้ หรืออย่างน้อยก็ควบคุมน้ำเสียงให้เหมาะสม แต่การที่ฝ่ามือของชายหนุ่มฟาดลงบนก้นเธออีกครั้งก็เป็นเครื่องเตือนใจที่เธอคงไม่สามารถลืมมันได้“ถ้าอย่างนั้น เธอยิ่งไม่ควรจะไปยุ่งกับมันเลย ปืนของฉันไกนุ่มมาก และเธอกำลังเล็งมันไปที่เท้าของตัวเอง เธออยากจะเดินกะเผลกไปมาหน้าห้องเรียนของเธอหรือไง ถ้าเธอได้งานสอนสักที”ความดูถูกและความไม่ชอบที่เขามีต่อเธอแทบจะทำให้เธอร้องไห้อีกครั้ง แต่เธอก็ตั้งสติและพยายามไม่ให้เขามองเห็นว่าเธอเสียใจเพราะสิ่งที่เขาพูด มันแย่พอแล้วที่เขาทำให้เธอต้องร้องไห้ตอนที่เขาตีเธอ แต่ตอนนั้นเธอทำอะไรไม่ได้ เพราะมันเจ็บจริง ๆเธอไม่รู้ว่าเธอทำอะไรผิดถึงทำให้เขาไม่พอใจ เธอมาอยู่ใต้ชายคาเขาได้ไม่ถึงวัน และนอกจากตอนนี้ เธอเจอเขาแค่ที่โต๊ะอาหารเย็น ซึ่งเขาพูดกับเธอไม่เกินสองคำ คำแรกคือ ‘สวัสดี’ และอีกคำคือ ‘ราตรีสวัสดิ์’ เมื่อเขาลุกจากโต๊ะทันทีหลังอาหารและหายเข้าไปในห้องที่พวกเขากำลังอยู่ตอนนี้เมื่อเธอตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น เขาก็หายไปแล้ว ภีรพล น้องชายของเขา หรื
เธอไม่ทันได้เห็นหรือได้ยินเสียงเขาเข้ามาเลย จนกระทั่งถูกแขนใหญ่ ๆ กอดรัดเอาไว้แน่น แขนของเธอถูกกดทับไว้ข้างลำตัวอย่างไม่มีทางขยับ ปืนในมือถูกกระชากออกไปอย่างง่ายดาย เธอแทบไม่ได้ยินเสียงกระสุนที่ถูกปลดออกและหล่นลงบนฝ่ามือของเขาเลย และก่อนที่เธอจะรู้ตัว เขาก็เก็บปืนเข้าโฮลสเตอร์เรียบร้อยแล้ว ด้วยท่าทางคล่องแคล่วเท้าที่สวมรองเท้าบูทถูกยกไปวางบนเก้าอี้ แล้วดึงคนตัวเล็กลงนอนคว่ำบนบนตักอย่างรวดเร็วไม่ทันแม้กระทั่งจะได้ตั้วตัว“ว้าย!”ชิดชนกร้องเสียงหลง รู้สึกอับอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี เมื่อท้องของเธอไปกระแทกกับต้นขาแข็ง ๆ แต่ในตอนนั้น เธอยังไม่รู้เลยว่าโชคชะตาที่น่าอับอายกว่านี้กำลังรอเธออยู่กระโปรงของเธอถูกดันขึ้นสูงจนเห็นชายผ้าที่เริ่มขาดรุ่ยของชุดที่เธอชอบที่สุด เธอคิดว่าเขาคงหยุดแค่นี้ นี่มันก็แย่พอแล้วและไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่เขาจะเห็นเธอในชุดชั้นใน แต่เขาคงไม่ทำอะไรมากไปกว่านี้หรอกมั้ง…เขาเป็นสุภาพบุรุษไม่ใช่หรือ อย่างน้อยเขาก็ทำตัวเป็นแบบนั้น...หญิงสาวพยายามจะดิ้นรนต่อสู้อย่างเงียบ ๆ เพื่อไม่ให้ใครได้ยินเสียงและเข้ามาพบพวกเขาในสภาพที่ไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นคนใช้หรือสมาชิกในครอบค