“เช่นนั้นข้ากลับก่อนเจ้าค่ะ”
ฟางเหนียงเอ่ยบอกพร้อมลุกขึ้นยืน นางไม่อยากอยู่นานนัก เพราะยังมีหลายอย่างรอนางทำอยู่ อีกอย่างวันนี้นางต้องไปจ่ายค่าแรงคนที่ไปทำงานที่ไร่นาด้วย“ไม่อยู่กินข้าวเย็นกับแม่ก่อนหรือ” ซูเม่ยเอ่ยถามอย่างตกใจ เมื่อเห็นบุตรสาวมาเพียงครู่เดียวเท่านั้น“ไว้ครั้งหน้าเจ้าค่ะ สมุนไพรที่เก็บได้ยังอยู่ที่บ้านไม่มีคนดู” ฟางเหนียงหาข้ออ้าง นางยังไม่คุ้นเคยกับครอบครัวนี้ จะให้นางเสแสร้งตลอดก็คงไม่ไหว“ตายจริง งั้นเจ้าต้องรีบไป เดินทางดี ๆ” ซูเม่ยรีบบอก สิ่งของสำคัญเช่นนั้นหากมีโจรขโมยเข้าบ้านไปจะทำอย่างไร ฟางเหนียงพยักหน้ารับก่อนจะเรียกเด็ก ๆ ที่เล่นกันอยู่ไม่ไกลนักกลับบ้าน ซึ่งสองแฝดก็เป็นเด็กน่ารักและเชื่อฟัง เพียงเรียกประโยคเดียวก็เร่งรีบกลับมาหามารดาแล้ว โดยมีสายตาเสียดายของเด็กอีกสามคนมองตาม“ไว้วันหน้าค่อยมาเล่นกันอีก เดี๋ยวเราจะกลับบ้านมืดค่ำ” ฟางเหนียงลูบศีรษะเล็ก ๆ ของบุตรชายนางแล้วเอ่ยปลอบเสียงเบา ความอ่อนโยนที่แผ่ออกมานั้นคือขอ“แล้วสมุนไพรเจ้าเก็บไว้ดีแล้วหรือไม่”ซูเม่ยแม้จะตกใจกับขนาดของเสือ แต่เวลานี้บุตรสาวนางยังปลอดภัยดี แต่ที่นางเป็นห่วงคือโสมพันปีนั่น“เจ้าค่ะ อยู่นั่นเจ้าค่ะ”ฟางเหนียงชี้นิ้วไปยังตะกร้า ที่มีผ้าปกปิดไว้อย่างมิดชิด เมื่อเห็นทุกอย่างเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วทั้งสามคนจึงรีบช่วยกันขนขึ้นรถ และออกเดินทางทันทีฟางเหนียงไม่ได้ห่วงเจ้าตัวเล็กอีก เพราะบอกทั้งคู่เอาไว้แล้วว่านางจะเข้าไปในเมือง และจะมีป้าซูฮวามาช่วยดูแลพวกเขา“ข้าว่าเอาสมุนไพรไปขายก่อนดีกว่า เจ้าว่าดีหรือไม่”ซูเม่ยเอ่ยถามบุตรสาวระหว่างทาง นางรู้สึกไม่วางใจเมื่อต้องถือของล้ำค่าเช่นนั้นไว้หลายชั่วยาม หากเกิดหายขึ้นมาจะทำอย่างไร ฟางเหนียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยบอก“เช่นนั้นท่านแม่ขายเนื้อเสือกับพี่ใหญ่ก่อนจะได้หรือไม่ ข้าจะเอาสมุนไพรไปขายแล้วจะรีบกลับมาช่วยขาย”ซูเม่ยลังเล เพราะนางเองก็อยากจะไปขายสมุนไพรด้วย แต่จะปล่อยให้เจ้าใหญ่ขายคนเดียวก็ไม่ได้“ก็ได้ แต่หากเจ้าโดนกดราคาก็
แต่เซี่ยโหย่วสาขาเมืองเย่วซานไม่เคยมีชาวบ้านซื้อขายโสมพันปีมาก่อน อย่างมากสุดก็แค่โสมห้าสิบปีเท่านั้น แม้ตนจะเป็นหมอและเป็นทั้งผู้จัดการร้าน แต่ก็ไม่อาจมีทรัพย์มากพอที่จะซื้อ อย่างมากสุดก็คงรวบเงินได้เพียงต้นเดียวเท่านั้น“ต้องขอแจ้งฮูหยินฟางก่อนว่า สมุนไพรราคาสูงเช่นนี้ ข้าไม่อาจตัดสินใจซื้อได้ทันที ที่นี่สาขาเล็กและเป็นเมืองที่ห่างไกลจากเมืองหลวง ทำให้ทางร้านไม่ได้มีเงินมากมาย แต่วันนี้แม่นางโชคดีที่นายน้อยทายาทเจ้าของร้านมาเยี่ยมสาขาที่นี่”ฟางเหนียงมองตามอย่างครุ่นคิด ทว่าใบหน้าของนางยังเรียบเฉยเช่นเดิม นางไม่คิดว่าเมืองนี้จะห่างไกลความเจริญถึงเพียงนี้ แต่เพียงสองต้นก็ทำให้ชีวิตชาวบ้านธรรมดาก็มีชีวิตสุขสบายไปหลายปี แต่นางยังคิดจะให้เลี้ยงดูครอบครัวของร่างนี้ เพื่อตอบแทนร่างเดิมจึงต้องหาเงินเพิ่ม“ข้ามีโสมแดงห้าต้น และยังมีเช่อไป่เยี่ยอีกสิบต้น” คำตอบของนางทำให้ชายชราตัวสั่น แค่โสมแดงยังหายากแล้วยังมีเช่อ-ไป่เยี่ยอีก นั่นราคาอย่างต่ำก็สิบตำลึงเงินแล้ว“ฮูหยินฟางโปรดรอข้าสักครู่” ชายชราเอ่ยบอกพร้อมเร่งรีบจากไป
ตำแหน่งทหารทั่วไปได้เงินเพียงยี่สิบตำลึงเงิน แต่หากเลื่อนเป็นนายกองจะเพิ่มเป็นหนึ่งร้อยตำลึงเงิน แต่นายกองมีหลายสาขาและมีหลายระดับเช่นกัน นายกองเล็กจะได้รับเงินร้อยตำลึงเงินพร้อมทหารในกองห้าสิบนายนายกองกลางจะได้เงินเดือนสามร้อยตำลึง มีทหารในกองห้าร้อยคน นายกองใหญ่เงินเดือนพันตำลึงเงิน และทหารในกองหนึ่งพันห้าร้อยนาย หากสูงกว่านี้จะเป็นรองแม่ทัพและแม่ทัพ เซี่ยอวี้มองคนถามอย่างฉงนสงสัยแต่ก็ไม่ได้ปริปากถามเรื่องที่เสียมารยาทอีก“ขอบคุณคุณชายเซี่ย วันนี้ข้ายังมีธุระต้องขอตัวก่อน”ฟางเหนียงลุกขึ้นยืน พร้อมบอกกล่าวด้วยสีหน้าราบเรียบจนผู้สนทนาด้วยไม่อาจคาดเดาได้ ที่มาของคำถามก็ไม่อาจทำให้คุณชายเจ้าสำราญเดาทางได้เช่นกัน“จริงสิ คุณชายพอทราบหรือไม่ ว่าหัวเสือสามารถขายได้ราคาเท่าไหร่หรือ”ฟางเหนียงนึกขึ้นมาได้ว่านางตั้งราคาไว้ที่ร้อยสิบตำลึงเงิน และน่าจะยังขายไม่ได้เพราะราคาค่อนข้างสูงสำหรับคนธรรมดา อีกทั้งเมืองนี้ค่อนข้างเล็ก“หัวเสือ ?” เซี่ยอวี้เอ่ยถามอย่างแปลกใจ และเอ่ยถามให้แน่ใจว่าตนเองไม่ได้ฟังผิดไป&ldq
“ข้าได้มาสองหมื่นตำลึงทอง”ฟางเหนียงเอ่ยบอกพร้อมหยิบตั๋วเงินส่งให้มารดา นางไม่ได้เอ่ยบอกทั้งหมด เพราะกลัวว่าซูเม่ยจะตกใจจนเป็นลม ทว่าแค่นี้นางก็เบิกตากว้างหัวใจสั่นระรัวแล้ว ยิ่งซูจิ้นได้ยินทำให้รถเกวียนวัวกระตุกไปเช่นกัน เวลานี้พวกเขากลับร่ำรวยในพริบตา“ข้า...ข้าไม่ได้หูหนวก หรือตาลายไปใช่หรือไม่”ซูเม่ยพึมพำเสียงสั่น ขณะที่มือจับตั๋วเงินแน่น เกิดมาจนอายุป่านนี้แล้วไม่เคยเห็นเงินมากมายเช่นนี้มาก่อน นางมองบุตรสาวที่เหมือนเป็นคนนำโชคมาให้ด้วยความชื่นชม“ท่านแม่ข้าจะสร้างบ้านใหม่ ท่านกับพี่ใหญ่มาช่วยข้าได้หรือไม่ บ้านหลังนั้นเก่าเกินไปข้ากลัวพวกอันธพาลจะบุกมาบ้านข้าอีก”“ได้ ๆ ข้าจะช่วยเจ้าสร้างบ้าน”พี่ใหญ่ที่ขับรถเกวียนม้าได้ยินรีบร้องบอก ซึ่งซูเม่ยเองก็เห็นด้วย สร้างบ้านหลังหนึ่งต่อให้สร้างใหญ่แค่ไหนก็เพียงแค่พันตำลึงเงินเท่านั้น แต่เวลานี้พวกเขามีตั้งสองหมื่นตำลึงทองไหนจะยังมีค่าขายเนื้อเสือได้อีกสองพันตำลึงเงินอีก“หลังจากที่สร้างบ้านข้าเสร็จ ข้าอยากให้ท่านแม่สร้างบ้าน
ร่างสูงตวัดดาบฟันขาม้าอย่างรวดเร็ว ม้าที่บาดเจ็บและเสียหลักมันพลิกคว่ำจนคนบนหลังม้าตกลงมา แต่ศัตรูตรงหน้าก็ไม่ใช่ทหารปลายแถว ร่างสูงใหญ่ในชุดเกาะสีดำลุกขึ้นยืน ในมือยังมีทวนยาวถือไว้แน่น แต่ฟางเหยียนอวี้ก็ไม่เปิดโอกาสให้ศัตรู ร่างสูงโปร่งพุ่งเข้าหาศัตรูอย่างว่องไวเคร้ง เคร้ง เคร้งเสียงทวนปะทะดาบจนเกิดเสียงดัง ความแข็งแกร่งของศัตรูตรงหน้าทำให้ฟางเหยียนอวี้หน้าเครียดสองร่างพัวพันกันอย่างรุนแรงและไม่อาจมีใครมาแทรกได้ ระหว่างทั้งคู่ถูกผู้คนหลบหลีกอย่างรวดเร็ว น้อยนักที่จะมีทหารมือดีใช้ดาบต่อสู้กับทวนแหลมคมเคร้ง เคร้ง เคร้งฉัวะ!!ฟางเหยียนอวี้ตวัดดาบในมือตอบโต้อย่างว่องไว แต่ศัตรูก็ไม่อาจดูเบาได้ มีเพียงแต่ใช้กำลังพยายามทำให้ศัตรูทำอาวุธหลุดมือเท่านั้น ร่างกายที่ห่อหุ้มด้วยชุดเกาะเริ่มมีโลหิตไหลซึม ทุกการเคลื่อนไหวบาดแผลเก่าเริ่มฉีกขาดย๊ากกกกฉัวะ!ร่างสูงพุ่งเข้าหาศัตรูด้วยความเร็วและดุดัน ปัดป่ายทวนแหลมยาวที่เป็นอุปสรรคอย่างดุดัน และอาศัยตอนศัตรูพลั้งเผลอแทงเข้าจุดอ่อนของศัตรูอย่างไร้ความปรานี แต่ศัตรูก็ไม่อยู่นิ่งให้เขาสัง
“เจ้า...เจ้ามีปานสีแดงอยู่ที่สะโพกซ้ายใช่หรือไม่”ครั้งนี้ฟางเหยียนอวี้เงยหน้ามองคนถามด้วยสีหน้านิ่งงัน ดวงตาไม่ได้มีความสั่นไหวเลยแม้แต่น้อย“ขอรับ”ฟางเหยียนอวี้ตอบรับด้วยเสียงเรียบง่าย ความจริงตั้งแต่เขาเข้ามากองทัพก็พอคาดเดาได้หลายอย่าง แม้เขาจะไม่ได้พูดคุยกับท่านแม่ทัพเป็นการส่วนตัว ทว่าใบหน้าที่คล้ายกันถึงหกเจ็ดส่วนทำให้ไม่อาจคาดเดาเป็นอื่นได้แต่แล้วอย่างไร ในเมื่อเขาเป็นบุตรที่ถูกทอดทิ้งจะไปร้องขอความยุติธรรมหรืออย่างไร“เจ้าไม่คิดจะตามหาความจริงหรือ”เย่วหมิงเอ่ยถามเสียงเบา ในเมื่อจี้หยกสลักคำว่าเหยียนและยังเป็นหยกจักรพรรดิด้วย ของล้ำค่าเช่นนี้เขาเองก็ไม่คิดว่าคนในครอบครัวที่เลี้ยงดูจะยังเก็บรักษาไว้อย่างดีเช่นนี้“ตามแล้วอย่างไร ไม่ตามแล้วอย่างไรขอรับ”ฟางเหยียนอวี้ตอบกลับด้วยสีหน้านิ่งเฉย ความจริงเขายอมรับชะตากรรมชีวิตตนเองแล้ว หากคนตระกูลเหยียนอยากให้เขากลับตระกูลจริง คงได้ตามหาอย่างสุดความสามารถแล้ว เพราะอำนาจนั้นไม่ใช่ว่าจะไม่มี แต่ต
“หากเจ้ามีจี้หยกตระกูลเหยียนและมีปานแดงที่สะโพกก็คงปฏิเสธไม่ได้ เฮ้อ” เย่วหมิงถอนหายใจอย่างคิดไม่ตก เรื่องนี้มาไกลเกินไปแล้ว“แล้วเด็กอีกคน”ฟางเหยียนอวี้อดที่จะเอ่ยถามอีกคนที่ถูกสับเปลี่ยนไม่ได้ ทว่าร่างสูงสง่าของรองแม่ทัพเย่วกลับชะงักงัน ดวงตาคมกริบมองมาอย่างเสียใจ นกกาเหว่าอยู่ในรังหงส์นั้นยังมีชีวิตสุขสบาย และยังมีตำแหน่งองค์ชายห้าที่ไม่อ่าว เที่ยวเล่นหอนางโลมเป็นวิสัย วัน ๆ ไม่ทำอะไรนอกจากกิน เมามายและก่อความวุ่นวาย“องค์ชายห้า เจ้าคงรู้จักไม่มากก็ไม่น้อย”ฟางเหยียนอวี้นิ่งไป ก่อนจะหัวเราะอย่างฝืดเคือง เรื่องนี้จะโทษว่าใครเป็นคนผิด มารดาผู้หวังดี หรือรองแม่ทัพเย่วที่ทำเขาหายไป ร่างสูงโปร่งลุกขึ้นยืนพร้อมโค้งกายเคารพ“ขอบคุณท่านรองแม่ทัพเย่ว เรื่องวันนี้ถือเสียว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเถอะขอรับ” “เพราะเหตุใด” เย่วหมิงลุกขึ้นยืนตาม น้ำเสียงแหบพร่ายิ่งกว่าเดิม ดวงตาคมกริบมองคนตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ“ทุกวันนี้พวกเขาก็สุขสบายกันดีอยู่แล้ว จะเพิ่มเร
หลังจากได้เงินมาแล้ว ฟางเหนียงไม่รอช้ารีบไปหาผู้ใหญ่บ้าน บอกเล่าเรื่องที่จะสร้างบ้าน โดยมีบ้านฝั่งมารดามาช่วยงานด้วย นางวาดโครงสร้างบ้านให้พี่ชายใหญ่เป็นคนจัดการไปซื้ออุปกรณ์ก่อสร้างในเมือง บ้านที่นางอยากได้ค่อนข้างใหญ่พอสมควร เพราะนางตั้งใจสร้างห้องนอนให้เจ้าแฝดคนละห้อง เพราะหากโตไปพวกเขาจะได้มีเวลาส่วนตัวบ้างนางสร้างสี่ห้องนอน หนึ่งห้องหนังสือไว้สำหรับสั่งสอนบุตรชาย มีห้องครัวและหนึ่งห้องรับแขก อีกทั้งสร้างกำแพงล้อมรอบบ้านด้วยเพราะไม่อยากให้เกิดปัญหามีคนปีนเข้ามาหาอีก นางไม่กลัวที่จัดการพวกโจร แต่ชื่อเสียงในยุคสมัยนี้จำเป็นต้องรักษา การสร้างบ้านของนางครั้งนี้ใหญ่โตและใช้คนจำนวนมาก และครั้งนี้นางได้รู้จักครอบครัวฝ่ายสามีซึ่งมาร้องโวยวายขอเงินส่วนของบุตรชายตนซึ่งทำให้ฟางเหนียงปวดหัวไม่น้อย“นี่ก็เป็นเงินของลูกชายข้า เจ้าต้องแบ่งเงินมาให้ทางบ้านข้าด้วย” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดและชี้นิ้วสั่งของหญิงวัยกลางคนที่สวมใส่เสื้อผ้าเก่า ๆ ตรงหน้าทำให้ฟางเหนียงขมวดคิ้วมุ่น นางจับมนุษย์ป้าโยนออกไปจะผิดหรือไม่“เงินเดือนสามีข้าเกี่ยวอะไรกับท่าน ในเมื่อเราก็แยกบ้านกันมาตั้งนานแล้ว” ฟางเหนียงตอบโต้พ
ตอนพิเศษ ความในใจของฟางเหริน ตั้งแต่วันนั้นที่มารดาตื่นขึ้นมา ฟางเหรินรู้ว่าท่านแม่ของเขาไม่เหมือนเดิม เปลี่ยนไปแทบไม่ใช่คนที่เขาเคยรู้จักแต่ถึงกระนั้นเขากลับเห็นแก่ตัว อยากให้มารดาเป็นคนนี้ตลอดไป แรก ๆ เขายังหวาดระแวง ทว่าความอ่อนโยนที่มอบให้ทำให้เขาพ่ายแพ้ แม้อายุยังน้อย แต่เพราะต้องช่วยเหลือตัวเองกับน้องชายมาหลายปี ทำให้รู้ความมากกว่าเด็กคนอื่น บ้างครั้งเขายังอิจฉาเสี่ยวเปาที่มีมารดาที่ดี มีอาหารให้อิ่มทุกมื้อ ไม่ถูกดุด่าและไม่ลงมือทำร้ายเมื่อไม่ได้ดั่งใจ ทว่าตั้งแต่มารดาคนนี้ฟื้นขึ้นมา พวกเขาก็ไม่ถูกดุด่าอีกเลย มีข้าวกินทุกมื้อและยังอร่อยจนน้ำตาแทบไหล เขาไม่เคยได้กินอาหารอร่อยเช่นนี้มาก่อนเลย มีเสื้อผ้าใหม่ ๆ สวมใส่ มีผ้าห่มผืนหนาได้ห่ม พวกเขาไม่ต้องทนเหน็บหนาวอีกแล้วฟางหรงเองก็เช่นกัน แม้พวกเขาจะรู้สึกว่ามารดาคนนี้ไม่ใช่มารดาคนนั้น แต่ก็ไม่เคยปริปากถามและยอมรับอย่างเงียบ ๆ อาจเพราะพวกเขาเห็นแก่ตัวเกินไป ที่จะเอ่ยถามถึงมารดาคนนั้น และที่ทำให้เขารู้สึกเหลือเชื่อ มารดาคนนี้เหมือนเทพจากสวรรค์ที่ลงมาประทานความรัก ความห่วงใยให้พวกเขา นางมีมิติสวรรค์ที่มีอาหารการกินครบพร้อม ต่อให้ต
ฟางเหนียงไม่รู้ว่าตนเองจะมีชีวิตไปได้อีกนานเท่าไหร่ เธอมองความสิ้นหวังขอมนุษย์ชาติที่ยังมีชีวิตหลงเหลืออยู่ เธอต่อสู้และปกป้องตัวเองมานานนับสิบปี ตั้งแต่วันนั้น วันที่ภัยพิบัติมาเยือน มนุษย์ตายตกกลายเป็นซอมบี้ที่กัดกินมนุษย์ที่ยังมีเลือดเนื้อ พวกมันไม่มีความรู้สึก และยังสามารถเคลื่อนไหวได้แม้ว่าแขนขาของมันจะขาดแล้วก็ตาม จุดอ่อนของมันมีเพียงแค่ตัดศีรษะเท่านั้น และในศีรษะของพวกมันมีผนึกที่สามารถช่วยให้ผู้มีพลังพิเศษแข็งแกร่งขึ้น ในโลกนี้ตอนนี้มีเพียงผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะมีชีวิตรอด และคงต้องขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจเดินเส้นทางทหารถึงทำให้เธออึดและอดทนได้มากเช่นนี้ ก๊อก ๆ ๆ “ฟางเหนียง” เสียงเรียกพร้อมร่างสูงของฟางอวี้เฉิงเปิดประตูเดินเข้ามาหาเธอด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ชายหนุ่มมาพร้อมรถลากมีผ้าคลุมไว้จนมิดชิด เมื่อเข้ามาแล้วจึงปิดประตูตามหลัง ฟางเหนียงเงยหน้าจากการทำความสะอาดอาวุธในมือมองญาติผู้พี่ซึ่งเป็นญาติที่หลงเหลือเพียงคนเดียว ใบหน้าไม่ได้อ่อนเยาว์เช่นกาลก่อนแล้ว เวลานี้มีริ้วรอยที่หางตาเพิ่มขึ้นมาก “มีอะไรหรือเปล่าคะ” ฟางเหนียงเอ่ยถามอย่างแปลกใจ เพราะตั้งแต่ฟางอวี้เฉิงหมด
“เพียงแค่ปล่อยวางอดีต เริ่มต้นชีวิตใหม่เราก็มีความสุขในสิ่งที่เรามีแล้ว เจ้าว่าจริงหรือไม่บุตรสาวข้า” รอยยิ้มอ่อนโยนและคำพูดที่แสนอบอุ่นนั้น ทำให้ฟางเซียนครุ่นคิดตามและส่งยิ้มให้มารดาอย่างเต็มใจ “ข้าเข้าใจแล้วท่านแม่ ขอบคุณเจ้าค่ะ” ฟางเหนียงกอดร่างอวบอ้วนของเด็กน้อยที่กินเก่งแข่งกับพี่ชายไว้ในอ้อมกอด นางรู้สึกดีใจที่คนในอ้อมกอดเข้าใจอะไรง่าย ๆ เช่นนี้ นางไม่จำเป็นต้องบีบคั้นเรื่องในอดีต หากไม่ใช่เรื่องที่ดีก็อยากให้เจ้าตัวลืมไปเสียเถอะ “ท่านแม่ความจริงข้าเคยเป็นหมอปีศาจ ผู้คนเกียจชังข้ามากมาย โลกนั้นเพียงแค่ต้องการของวิเศษของข้า ต่างตามล่าแย่งชิงมันไปจากข้า พวกมันต่างร่วมมือกันจนสามารถสังหารข้าได้ แต่พวกมันไม่มีทางได้ของวิเศษจากข้าไปได้เจ้าค่ะ” ฟางเซียนเอ่ยบอก ในน้ำเสียงของนางยังคงความแค้นเอาไว้ แต่นางรู้ว่าโลกนี้ไม่ใช่โลกเดียวที่นางจากมา มารดานางพูดถูก เพียงแค่นางปล่อยวางนางก็มีความสุข ทันใดนั้นปรากฏร่มสีแดงบนมือเล็ก มันมีกลิ่นอายที่เย็นเยือกราวกับว่ามันได้ดื่มโลหิตมามากเพียงใด “นี่คืออาวุธวิเศษเจ้าค่ะ มันสามารถเปลี่ยนเป็นสิ่งที่ข้าต้องการได้ ข้าเรียกสิ่งนี้ว่าหนิงเฟิ่งหวังว่าพ
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว และแล้วฟางเหนียงก็ได้มาอยู่ที่นี่ยาวนานถึงหกปี นางมีบุตรสาวเพิ่มมาอีกหนึ่งคนนามว่าฟางเซียนที่แปลว่านางฟ้าผู้มีกลิ่นหอม และด้วยความที่นางคลอดลูกคนนี้ยากทำให้ไม่กล้ามีเพิ่มอีก ซึ่งฟางเหยียนอวี้ก็เห็นด้วยเพราะสงสารภรรยา ฟางเหนียงไม่รู้ว่าร่างเดิมผ่านการคลอดบุตรแฝดมาได้อย่างไร แต่สามีนางบอกว่าฝาแฝดคลอดมานั้นตัวเล็กมากทำให้คลอดง่าย ไม่เหมือนบุตรสาวของพวกเขาที่ขาวอวบอ้วนมาตั้งแต่แรกเกิด น้ำหนักหกชั่งนิด ๆ ทำให้คลอดยากแม้นางเป็นทหารที่ผ่านการบาดเจ็บมานักต่อนัก แต่เมื่อมาเจอการคลอดลูกทำให้นางเข็ดขยาดไปเลยทีเดียว โชคดีที่ฟางเซียนของนางเป็นเด็กดีและรู้ความ แต่เพราะความรู้ความของนางทำให้นางกังวลและแอบสังเกตอยู่บ่อยครั้งจนกระทั่งแน่ใจว่า บุตรสาวของนางเป็นเด็กพิเศษกว่าคนอื่น นั่นคือนางจำอดีตชาติของนางได้ แม้พยายามปกปิดได้มิดชิดจนบิดาและพี่ชายไม่ได้สงสัย แต่นางผู้เป็นมารดาที่ใกล้ชิดตลอดเวลา และยังผ่านเรื่องอัศจรรย์เช่นนี้มาก่อน ทำให้รู้ได้ทันที แต่ไม่ว่าเมื่อก่อนฟางเซียนจะเป็นใคร แต่ตอนนี้เจ้าตัวน้อยตรงหน้านางเวลานี้ก็คือบุตรสาวของนาง “อ่านจบแล้วหรือ” ฟางเหนียงเอ่ยถา
ฟางเหยียนอวี้พาภรรยาสาวมานั่งบนเตียงนอน แล้วลูบหน้าท้องที่นูนออกมาอย่างแผ่วเบาพร้อมน้ำเสียงตำหนิลูกในท้องไปด้วย เขาไม่รู้ว่าเมื่อก่อนฟางเหนียงคนเดิมเป็นเช่นไร แต่สิ่งที่จำได้มีแต่น้ำเสียงเกรี้ยวกราดของนางเท่านั้น คำพูดนั้นทำให้ฟางเหนียงรู้สึกเก้อเขินเล็กน้อย ความอ่อนโยนที่ฟางเหยียนอวี้มอบให้ทำหัวใจอบอุ่น ใบหน้างามระบายยิ้มเบาบาง บ่งความสุขของนางและอารมณ์ตอนนี้นางดีมาก ๆ ที่เห็นนางน้ำตาไหลไม่ใช่อารมณ์อ่อนไหวอะไร แค่อาเจียนจนเหนื่อยและน้ำตาไหลมาเองเท่านั้น “เจ้านอนพักก่อนเดี๋ยวพี่ไปทำอาหารเย็น” ฟางเหยียนอวี้ลูบศีรษะภรรยาสาวอย่างรักใคร่ ช่วงนี้เขาไม่อนุญาตให้นางเข้ามิติสวรรค์ เนื่องจากกลัวว่านางจะเป็นลมอยู่คนเดียวที่นั่น เพราะพวกเขาไม่สามารถรับรู้หรือเข้าไปได้หากฟางเหนียงไม่พาเข้าไป ฟางเหนียงมองตามร่างสูงแล้วรู้สึกว่าตัวเองโชคดี นางเคยใช้ชีวิตที่พึ่งพาแค่ตัวเอง เวลานี้กลับมีคนให้นางพึ่งพาได้ แม้นางไม่ได้อ่อนแอแต่การได้รับการดูแล ก็ทำให้หัวใจมีความสุขได้เช่นกัน นางยกมือลูบท้องแผ่วเบาเวลานี้มีสายใยเพิ่มอีกหนึ่งครอบครัวของนางก็ครบสมบูรณ์แบบ ฟางเหนียงไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีชีวิตที่ดีเช่น
“ไม่ได้ เจ้าอยู่บ้านเถอะ ตอนนี้เจ้ากำลังตั้งครรภ์ ข้ายังมีลูกชายช่วย” ฟางเหยียนอวี้ตอบปฏิเสธพร้อมลูบศีรษะนางอย่างรักใคร่ เขารู้ว่านางค่อนข้างเบื่อที่จะอยู่นิ่ง ๆ แต่เขาก็อดที่จะห่วงใยไม่ได้ ยิ่งช่วงหลัง ๆ มานี่นางแพ้ท้องเกือบทุกวันจนอดที่จะสงสารไม่ได้ ถ้าเป็นไปได้เขาก็อยากจะแพ้ทองแทนเอง ภรรยาเขาจะได้ไม่ต้องเหนื่อยและอ่อนเพลียเช่นนี้ “ข้าแค่ตามไปดูเฉย ๆ เจ้าค่ะ ไม่ได้ลงไปช่วยท่านเสียหน่อย” ฟางเหนียงหน้ามุ่ยเมื่อถูกลูบหัวเหมือนเด็ก ๆ ก่อนจะประท้วงเบา ๆ ตอนนี้นางถูกตามใจจนจะเสียคนอยู่แล้ว ทว่าหัวใจนางกลับรู้สึกอบอุ่นความสุขเอ่อล้นภายในใจ จนต้องเผลอยิ้มออกมาเบาบาง “เด็กดีอย่าดื้อนะ นอนพักมาก ๆ เดี๋ยวพี่จะรีบกลับมา” ฟางเหนียงหน้าร้อนผ่าวเมื่อได้ยินคำพูดของสามี อีกทั้งมือหนาที่ลูบหัวนางเหมือนเด็กนั่นอีก นางได้แต่ถอนหายใจอย่างจนใจ นางแพ้คำพูดอ่อนโยนของฟางเหยียนอวี้เช่นนี้และเขาก็จับจุดได้แล้วนางจะเอาอะไรไปสู้เขา “ดูแลลูก ๆ ด้วยเจ้าค่ะ” ฟางเหนียงเอ่ยบอกอย่างยอมแพ้ ดวงตาคู่คมมองนางจนรู้สึกเก้อเขินจนนางต้องดันหลังอีกฝ่ายเอาไว้ ให้ออกจากบ้าน “ไปได้แล้วเจ้าค่ะ ลูก ๆ รออยู่” ฟางเหยียนอวี้ยกย
“อร่อยมากเจ้าค่ะ” เด็กหญิงสองคนพูดออกมาพร้อมกัน ขณะที่ตักปีกไก่น้ำแดงเข้าปาก ฟางเหนียงมองดูเด็กสองคนอย่างเอ็นดู นางเองก็อยากมีลูกสาวกับเขาบ้างแต่หลายเดือนมานี้ยังไม่มีวี่แวว หรือว่านางจะไม่สามารถมีลูกสาวเพิ่มได้อีก “ท่านแม่ ท่านกินบ้างขอรับ” ฟางเหนียงก้มมองดูเจ้าก้อนแป้งน้อยทั้งคู่แล้วยิ้มอ่อนโยน หากไม่มีก็ไม่เป็นไร แค่พวกเขาสองคนนางก็มีความสุขแล้ว แต่หากมีเพิ่มก็นับว่าดีมาก ๆ “พวกเจ้าก็กินเยอะ ๆ” ฟางเหนียงบอกพร้อมคีบปีกไก่น้ำแดงให้ทั้งคู่บ้าง ก่อนจะพากันกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย ตอนนี้พวกเขาแยกโต๊ะกัน เนื่องจากผู้ชายยังดื่มเหล่าไม่เหมาะให้เด็ก ๆ ไปนั่งด้วย แต่หลังจากกินข้าวจนอิ่มแล้วจึงให้เด็ก ๆ ออกไปเล่นข้างนอก ส่วนนางก็อยู่พูดคุยกับมารดา พี่สาวและพี่สะใภ้ใหญ่เพื่อสร้างความสัมพันธ์ให้มากขึ้น เวลานี้นางมีครอบครัวไม่ได้โดดเดี่ยวแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวกับการผูกมิตรอีก เสียงหัวเราะของพวกผู้ชายดังแว่วมาเป็นระยะ พร้อมเสียงหยอกล้อกันอย่างสนุก หนึ่งในนั้นคือหยอกล้อเรื่องที่อยากให้นางมีบุตรเพิ่มอีกหลาย ๆ คน ฟางเหนียงสังเกตสีหน้าคนตอบไปด้วย ก่อนจะก้มหน้าต่ำปกปิดสายตาของตนเองเอาไว้
ขณะที่พวกเขาอยู่ในวิมานรัก สองฝาแฝดที่เหนื่อยจากการฝึกได้แต่หยุดมองหน้ากันเงียบ ๆ ท่านพ่อพาท่านแม่เข้าบ้านอีกแล้ว หลายครั้งแล้วไม่เห็นมีน้องสาวน้องชายตัวน้อย ๆ มาให้พวกเขาเสียที ทว่าไม่ใช่แค่สองแฝดที่รู้อึดอัดหัวใจ องครักษ์เงาที่ถูกส่งมาอารักขาก็ได้แต่กินอาหารหมา สำหรับคนโสดอย่างอัดอั้นตันใจไม่แพ้กัน ไหนศัตรู? นี่ส่งพวกเขามาดูพวกเขาแสดงความรักกันต่างหากเล่า! วันรุ่งขึ้นฟางเหนียงได้เตรียมอาหารและผักผลไม้ใส่รถเกวียนม้า วันนี้นางตั้งใจจะไปเยี่ยมบ้านมารดา และอยากให้พี่สาวของร่างนี้ลืมความรู้สึกผิดในใจเสียที และหลายเดือนมานี้นางยุ่งวุ่นวายเลยไม่ได้ไปเยี่ยมนานมากแล้ว ตั้งแต่ครั้งก่อนที่ให้เงินไปสร้างบ้าน นางไม่ได้ไปช่วยงานเพราะมีหลายอย่างที่ต้องจัดการ เพราะตอนนั้นนางก็พึ่งมาอยู่ที่นี่ ความทรงจำและการปรับสภาพยังไม่คุ้นเคยมากนัก วันนี้เด็ก ๆ ดูจะตื่นเต้นมาก พวกเขาเตรียมของเล่นและของฝากไปให้ญาติผู้พี่ทางบ้านนั้นด้วย แต่คนที่ใบหน้าเคร่งขรึมกลับเป็นฟางเหยียนอวี้ ที่เหมือนไม่อยากให้นางกลับบ้านเดิมเท่าไหร่นัก “ท่านพี่ไม่อยากไปด้วยรอข้าอยู่ที่นี่ก็ได้นะเจ้าค่ะ” “ไม่! พี่จะไปด้วย” คำตอบหนักแน่นท
“ข้าก็รออยู่เหมือนกันเจ้าค่ะ” ฟางเหนียงเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม ทุกคนที่มาซักผ้าต่างพูดคุยหยอกล้ออย่างสนุกสนานเมื่อมีคนรัก ก็ต้องมีคนอิจฉาริษยาเป็นเรื่องธรรมดา “ว่าแต่เจ้าจะขึ้นเขาอีกหรือไม่ ตอนนี้รวยแล้วนี่ เงินปลดประจำการของเหยียนอวี้คงได้มากกระมัง” ลู่ชิงภรรยาของลู่หลิ่งที่เสียชีวิตเพราะโดนสัตว์ร้ายฆ่าตาย เอ่ยถามอย่างประชดประชัน ดวงตาของนางมีแต่ความริษยาและโกรธแค้นแม้จะรู้ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับฟางเหนียง แต่หากไม่ใช่นางเป็นคนปล่อยข่าวเรื่องสมุนไพร ทุกอย่างก็คงไม่ลงเอ่ยเช่นนี้ “ลู่ชิงเจ้าพูดอย่างนั้นก็ไม่ถูก เงินของเขาเจ้าจะไปเดือดร้อนอะไรด้วย แล้วลู่หลิ่งตายไม่เกี่ยวกับฟางเหนียง มีแต่เจ้าที่บังคับสามีขึ้นเขา ทำไมไม่รู้จักโทษตัวเองบ้าง” ป้าหวังที่อยู่ไม่ไกลเอ่ยตอบโต้อย่างไม่พอใจนัก เพราะอย่างไรหลายเดือนมานี้ฟางเหนียงก็เทียวแบ่งอาหารมาให้นางบ่อยครั้ง จนเดี๋ยวนี้เสี่ยวเปาเริ่มอวบอ้วนขึ้นมากแล้ว “เหอะ! ข้าพูดความจริง รอดูเถอะเดี๋ยวเงินปลดประจำการหมดก็คงทิ้งสามีไปหาคนที่รวยกว่า” ลู่ชิงเค้นเสียงตอบโต้อย่างดูถูก ก่อนจะถือตะกร้ากระแทกเท้าเดินจากไป ทำให้คนแถวนั้นส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ “ฟางเห