ในค่ำคืนที่ดูเหมือนจะสง่างาม แต่กลับเต็มไปด้วยความว่างเปล่าในจิตใจ อิมิลี่นั่งนิ่ง เธอทอดสายตามองจานที่ถูกจัดไว้สำหรับเจมส์ ซึ่งยังคงว่างเปล่าเหมือนกับความรู้สึกของเธอในตอนนี้
แสงเทียนบนโต๊ะดินเนอร์กระพริบไหวตามจังหวะลมเบาๆ ราวกับสะท้อนความไม่มั่นคงในหัวใจของเธอ แก้วไวน์ในมือยกขึ้นช้าๆ คล้ายจะกลบความเงียบที่รบกวนแต่เสียงของความโดดเดี่ยวกลับดังกว่าคำปลอบโยนของน้ำเมรัย แสงไฟจากตึกสูงระยิบระยับนอกหน้าต่างให้ความรู้สึกอบอุ่นแบบหลอกลวง มันเป็นความงามที่เธอเคยวาดฝันถึงตอนเด็กๆ ว่าอยากใช้ชีวิตในเมืองกรุงที่ไม่เคยหลับใหล แต่ในตอนนี้ ความฝันนั้นกลับรู้สึกเย็นชาเหมือนกระจกหน้าต่างที่ปิดกั้นเธอจากโลกภายนอก เธอนั่งคิดถึงเจมส์ คนที่เธอเลือกแต่งงานด้วยเพราะฐานะและหน้าที่การงานที่มั่นคง ทนายที่เก่งกาจแต่ไม่เคยมีเวลาให้เธอในแบบที่เธอต้องการ ความรักของพวกเขาดูเหมือนจะถูกบดบังด้วยงานและความรับผิดชอบแม้กระทั่งเรื่องบนเตียงที่นับวันยิ่งจืดชืด เธอเฝ้าถามตัวเองว่า “นี่คือสิ่งที่ฉันเลือกแล้วจริงๆ หรือ?” เธอนั่งอยู่ตรงโต๊ะอาหารที่จัดเตรียมไว้อย่างประณีต แม้เธอจะรู้ดีว่าค่ำคืนนี้จะไม่มีใครนั่งตรงข้ามกับเธอ ไวน์ในแก้วเป็นสิ่งเดียวที่คอยปลอบใจในความโดดเดี่ยวนี้ ความหวังที่จะสร้างครอบครัวที่อบอุ่นและสมบูรณ์กลับดูเหมือนจะเลือนลางขึ้นทุกที เธอกระดกแก้วไวน์ทรงสูงแล้ว มองไปยังจานที่ยังคงว่างเปล่าตรงหน้า ความฝันของเธอในการมีลูกเล็กๆ วิ่งเล่นในบ้าน และเสียงหัวเราะที่เติมเต็มบ้านให้มีชีวิตชีวา กลับกลายเป็นเพียงความทรงจำของสิ่งที่ยังไม่เคยเกิดขึ้น เธอกับเจมส์พยายามด้วยกันมาหลายปี เข้ารับการรักษาผู้มีบุตรยาก ทุ่มเทเวลา เงินทอง และกำลังใจ แต่ผลลัพธ์กลับยังคงเป็นความว่างเปล่า ความเงียบนี้เหมือนกำแพงที่กั้นระหว่างเธอกับชีวิตในฝันของตัวเอง เธอคิดถึงคำพูดปลอบใจของเจมส์ที่ให้กำลังใจเธอเสมอ แม้ว่าเขาจะพยายามอยู่เคียงข้างเธอ แต่ความจริงที่เขาแทบไม่มีเวลาอยู่ด้วยกันเพราะภาระงาน ก็ทำให้เธอรู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนยืนอยู่กลางทะเลทรายที่กว้างใหญ่ ไวน์ในแก้วพร่องลงเรื่อยๆ ขณะที่เธอปล่อยให้ตัวเองจมอยู่ในความคิดถึงสิ่งที่เธอสูญเสียและสิ่งที่ยังไม่ได้มา เธอถามตัวเองอีกครั้งว่า “ครอบครัวในฝันของฉันมันไกลเกินไปหรือเปล่า?” เธอพยายามหาคำตอบในแสงไฟระยิบระยับนอกหน้าต่าง แต่คำตอบกลับไม่ได้มาพร้อมกับแสงนั้น มีเพียงความเงียบที่สะท้อนความเจ็บปวดในหัวใจของเธอ. ที่บ้านของลูกค้ามหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพล บรรยากาศในค่ำคืนนี้เต็มไปด้วยความหรูหราที่สะท้อนถึงฐานะและอำนาจ โต๊ะดินเนอร์ยาวเหยียดที่ทำจากไม้เนื้อดีถูกจัดวางไว้อย่างประณีตด้วยผ้าปูโต๊ะสีขาวสะอาดตา บนโต๊ะมีจานชามกระเบื้องเนื้อดีขอบทองคำที่จัดเรียงอย่างพิถีพิถัน พร้อมด้วยชุดช้อนส้อมเงินแท้ที่สะท้อนแสงไฟระยิบระยับจากโคมระย้าขนาดใหญ่เหนือศีรษะ อาหารที่เสิร์ฟบนโต๊ะเป็นเมนูที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างดีจากเชฟชื่อดัง กลิ่นหอมของซุปทรัฟเฟิลร้อนๆ และเนื้อวากิวที่ย่างจนได้ที่ ลอยมาแตะจมูก เจมส์นั่งอยู่ในที่ของเขา สูทเรียบหรูและท่าทีมั่นใจของเขากลมกลืนกับบรรยากาศรอบตัว เสียงพูดคุยของแขกในโต๊ะดินเนอร์ที่เปี่ยมไปด้วยเสียงแห่งความสำเร็จของหัวข้อทางธุรกิจ เจมส์ใช้เวลาค่ำคืนนี้ในอีกโลกหนึ่ง โลกที่แตกต่างจากบ้านของเขาและอิมิลี่โดยสิ้นเชิง “ขอบคุณครับสำหรับอาหารมื้อนี้” เจมส์กล่าวขอบคุณด้วยความสุภาพ น้ำเสียงของเขาชวนให้น่าเชื่อถือและมั่นใจ “ไม่เป็นไรเลยครับ คุณทนาย” มหาเศรษฐีเจ้าของบ้านกล่าวพลางยิ้มกว้าง “ทานเสร็จแล้วอยู่กันต่อเถอะครับ เดี๋ยวผมจะให้คนรถไปส่งคุณที่โรงแรม” เจมส์พยักหน้ารับคำด้วยท่าทีสุภาพ แต่ในใจเขายังคงคิดถึงงานและความรับผิดชอบที่ต้องจัดการ แต่ในเวลาเดียวกัน เขาก็ปรับตัวเข้ากับบรรยากาศได้อย่างยอดเยี่ยม เขาเป็นคนที่รู้จักการวางตัวในสังคม มีเสน่ห์ในแบบที่ดึงดูดสายตาคนรอบข้าง แม้กระทั่งบรรดาสาวๆ ที่เดินเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มด้วยรอยยิ้ม เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบลงบนพื้นหินอ่อนเงางามเป็นจังหวะราวกับเสียงเปียโน เสียงนั้นดังก้องไปทั่วห้องอาหาร จนทุกคนในห้องเหมือนจะชะงักไปชั่วขณะ เสียงนั้นไม่ได้เป็นเพียงเสียงเดินธรรมดา แต่มันสื่อถึงความมั่นใจและอำนาจบางอย่างที่กำลังเคลื่อนใกล้เข้ามา เจมส์ที่กำลังจรดส้อมลงในจานอาหารหยุดชะงัก หูของเขาสัมผัสได้ถึงจังหวะการเดินที่แน่วแน่และมั่นคงของใครบางคน เขาเงยหน้าขึ้นจากจานอาหาร มองไปยังทิศทางของเสียงอย่างไม่ทันตั้งตัว ประตูห้องอาหารถูกผลักเปิดออก หญิงสาวคนหนึ่งก้าวเข้ามา ร่างของเธอดูสง่างามและเต็มไปด้วยพลังในทุกย่างก้าว รองเท้าส้นสูงสีดำมันวาวที่เธอสวมดูเหมือนจะสะท้อนแสงไฟจากโคมระย้าเหนือศีรษะ ราวกับกำลังประกาศการมาถึงของเธอในทุกจังหวะการก้าวเดิน พื้นหินอ่อนที่เงาวับสะท้อนเงาของเธอ ดวงตาของแขกหลายคนในห้องหันไปมองตามเสียงนั้นโดยไม่รู้ตัว สายตาของทุกคนถูกดึงดูดไปยังรูปร่างเพรียวบางของเธอ ที่มาพร้อมกับชุดที่ตัดเย็บอย่างพิถีพิถัน เธอไม่ได้เพียงแค่เดินเข้ามาในห้อง แต่ดูเหมือนจะครอบครองมันในทันที ความเงียบครอบคลุมห้องอาหารชั่วขณะ เมื่อเธอยืนอยู่กลางห้อง รอยยิ้ม ที่มุมปากของเธอเหมือนกับคำประกาศที่ไม่ได้เอ่ยออกมา เธอมีพลังบางอย่างที่สะกดสายตาทุกคู่ให้หยุดนิ่ง แม้กระทั่งเจมส์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการวางตัวสุขุม ก็รู้สึกเหมือนลมหายใจของเขาหนักขึ้นเพียงเล็กน้อย เสียงรองเท้าที่หยุดนิ่งเมื่อเธอยืนตรงหน้ามหาเศรษฐีเจ้าของบ้าน “คนนี้ แอลซ่า เลขาผมครับ” มหาเศรษฐีกล่าวพลางผายมือแนะนำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “คุณทนาย มีอะไรต้องการติดต่อกับผมหลังจากนี้ ติดต่อผ่านแอลซ่าได้เลย” แอลซ่ายิ้มบางๆ แต่แววตาของเธอเปี่ยมไปด้วยพลังที่ยากจะมองข้าม เธอหันไปสบตาเจมส์ และในชั่วขณะนั้น ทั้งห้องดูเหมือนจะเงียบสงัดลงราวกับทุกอย่างหยุดนิ่ง “สวัสดีค่ะ คุณทนายเจมส์ ดิฉันพอจะทราบเรื่องของคุณคร่าวๆ แล้วค่ะ จากเจ้านายของฉัน ว่าคุณเป็นทนายที่เก่ง ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่หนักแน่น สายตาของเธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเจมส์ ราวกับว่าเธอกำลังสำรวจบางอย่างในตัวเขา เจมส์รู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดในสายตาคู่นั้น เขาพยายามรักษาความสุภาพและควบคุมตัวเอง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าท่าทีของแอลซ่า และความมั่นใจที่ฉายออกมา ทำให้เขารู้สึกไม่เหมือนกับที่เขาเคยรู้สึกกับใครมาก่อน “ยินดีที่ได้รู้จักครับ คุณแอลซ่า” เจมส์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มีความสุภาพและนอบน้อมเช่นเดียวกัน เขาพยายามหลบเลี่ยงความรู้สึกที่กำลังปะทุขึ้นในใจ ด้วยการยิ้มบางๆ อย่างมืออาชีพ บรรยากาศรอบตัวเหมือนหยุดนิ่งไปชั่วขณะเมื่อสายตาของแอลซ่าสบกับเจมส์ เธอยิ้มรับคำทักทายของเขาด้วยรอยยิ้มที่มั่นใจ เต็มไปด้วยความเป็นมืออาชีพ แต่กลับแฝงไว้ด้วยเสน่ห์ที่ไม่อาจละเลยได้ “ดิฉันพร้อมจัดการทุกอย่างที่คุณทนายต้องการค่ะ” แอลซ่ากล่าวเสียงนุ่ม แต่หนักแน่นในความหมาย เธอส่งสายตาตรงไปยังเจมส์ ราวกับจะเน้นย้ำว่าเธอสามารถเป็นคนที่ไว้ใจได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดหรือการสร้างความสัมพันธ์ทางงานที่ทำร่วมกัน เจมส์รู้สึกถึงความมั่นคงในคำพูดและท่าทางของเธอ เขายิ้มตอบเล็กน้อย รักษามารยาทไว้ในทุกจังหวะ แต่ลึกๆ แล้วเขาสัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดบางอย่างที่ยากจะมองข้าม แม้เขาจะเป็นคนที่มักควบคุมตัวเองได้ดีในทุกสถานการณ์ แต่ครั้งนี้กลับแตกต่างออกไป ขณะที่เขามองไปยังแอลซ่า เขารู้สึกว่าหญิงสาวคนนี้ไม่ใช่แค่เลขาธรรมดา แต่เธอเป็นคนที่มีความสามารถและความมั่นใจที่เปล่งประกายในแบบที่หาได้ยาก เธอไม่หวั่นไหวหรือเขินอาย แม้ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยแรงกดดันและความเป็นทางการ เจมส์พยายามดึงความคิดกลับมาสู่ความเป็นจริง เขาตระหนักดีว่าตอนนี้เขาคือทนายในงานเลี้ยงนี้ และทุกสายตาต่างจับจ้องอยู่ ไม่ใช่แค่ที่เขา แต่รวมถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างเขาและแอลซ่าด้วย หญิงสาวยิ้มรับคำตอบของเจมส์อีกครั้ง รอยยิ้มของเธอเหมือนเป็นภาพสะท้อนของความมั่นใจและความลึกลับที่ยากจะอ่านออก ก่อนที่เธอจะถอยหลังออกไป ท่าทางของเธอยังคงสง่างามในทุกจังหวะการเคลื่อนไหว แต่สายตาที่เธอส่งกลับมาก่อนจะเดินจากไปนั้น ทำให้เจมส์ชะงักไปชั่วขณะ มันไม่ได้มีเพียงความเป็นมิตรตามปกติ หากแต่แฝงไว้ด้วยบางสิ่งที่เขาไม่อาจนิยามได้ชัดเจน ความรู้สึกบางอย่างที่อาจเป็นทั้งความท้าทาย ความคาดหวัง หรือเพียงความสนใจที่ลอยอยู่ในอากาศ แม้เจมส์จะพยายามเบนความคิดกลับมาสู่สิ่งที่อยู่ตรงหน้า งานที่เขาต้องทำ และเป้าหมายของการพบปะในคืนนี้ แต่ในใจลึกๆ เขากลับรู้สึกเหมือนมีบางอย่างเปลี่ยนไป การปรากฏตัวของแอลซ่าในคืนนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ แต่ดูเหมือนจะเป็นบททดสอบใหม่ที่เขาอาจไม่ทันได้เตรียมตัวรับมือ เขาถามตัวเองในใจว่า “แววตานั้นหมายถึงอะไรกันแน่?” แต่คำตอบยังคงเลือนราง และเจมส์ก็รู้ดีว่าบางครั้ง คำถามเหล่านี้อาจไม่มีคำตอบที่ง่ายดาย ท่ามกลางเสียงพูดคุยในงานเลี้ยงและแสงไฟหรูหราที่สะท้อนบนโต๊ะอาหาร ความรู้สึกบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของเขา ความรู้สึกที่เขาไม่ควรมี และอาจไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้…..เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นแต่เช้าตรู่ อิมิลี่ลืมตาขึ้นมาท่ามกลางความเงียบและว่างเปล่าของของหมอนอีกใบที่เป็นของสามี แต่ สมองของเธอรีบประมวลผลอย่างรวดเร็วว่าวันนี้มีนัดสำคัญที่โรงพยาบาล เธอลุกจากเตียงแทบจะทันที เสื้อกันหนาวสีครีมถูกหยิบขึ้นมาสวมเพื่อป้องกันอากาศหนาวยามเช้าขณะที่เธอเตรียมตัวออกไปภายในห้องตรวจ บรรยากาศเงียบงันจนได้ยินเสียงแอร์ที่เป่าลมเย็นกระทบผนัง เสียงนั้นแม้จะเบา แต่กลับยิ่งทำให้ความรู้สึกอึดอัดในใจของอิมิลี่ชัดเจนขึ้น เธอนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ สองแขนโอบกอดตัวเองราวกับหาความอบอุ่นจากใครสักคน เสื้อกันหนาวสีเธอสวมดูจะไม่ช่วยป้องกันความหนาวเย็นที่แท้จริงนั้นเกิดขึ้นในจิตใจของเธอดวงตาของอิมิลี่หลุบต่ำ มองมือตัวเองที่สั่นเล็กน้อย นิ้วเรียวขาวบีบกันแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีซีด ความคิดวิ่งวนอยู่ในหัวของเธอเป็นเสียงที่เธอไม่อาจกลบได้ ความเครียด ความกลัว และความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายได้ผลักดันให้เธอกดตัวเองแน่นขึ้นคุณหมอที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามมองเธอด้วยสายตาอ่อนโยน ก่อนเปล่งเสียงนุ่มนวลที่แฝงไว้ด้วยความจริงจังที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง“เดือนนี้ไข่ของคุณยังไม่ตก บางทีอาจเป็นเพราะความเครียดที
ช่วงเวลานี้เจมส์กำลังพยายามที่จะพยุงสถานะของคำว่า "สามีที่ดี" ให้มั่นคงขึ้น เขาจับมืออิมิลี่อย่างนุ่มนวลเป็นระยะๆระหว่างขับรถเพื่อจะไปร้านอาหารอิตาเลียนสุดหรูที่เขาตั้งใจเลือกมาเพื่อปรับความสัมพันธ์ บรรยากาศภายในอบอุ่นด้วยแสงไฟโทนสีทอง โต๊ะที่ถูกจัดไว้อย่างพิถีพิถันมีผ้าเช็ดปากสีขาวสะอาดและจานอาหารที่วางอย่างลงตัว มันดูเหมือนเป็นคำแก้ตัวจากเจมส์ที่เขาพยายามทำให้ดีที่สุด แต่สำหรับอิมิลี่ บางทีสิ่งนี้อาจยังไม่เพียงพอที่จะเติมเต็มช่องว่างในหัวใจของเธอเมื่ออาหารถูกรินราดด้วยซอสและจัดเสิร์ฟลงบนโต๊ะ กลิ่นหอมเย้ายวนจากเมนูหลากหลายชนิดกระจายไปทั่วบริเวณ ภายในร้านอาหารที่ตกแต่งด้วยแสงไฟสีอ่อนชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย แต่ก่อนที่เจมส์จะได้สัมผัสส้อมหรือลองชิมรสชาติของอาหาร เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาดังขึ้นแทรกความเงียบเขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอทำให้เขาชะงักไปชั่วขณะ "แอลซ่า" เขาเอ่ยชื่อเธอในลำคอเจมส์เหลือบมองอิมิลี่ที่นั่งอยู่ตรงข้าม เธอก้มหน้ามองจานของตัวเอง ราวกับพยายามแกล้งทำเป็นไม่สนใจ แต่เจมส์สังเกตเห็นรอยหม่นในดวงตาของเธอเขาลังเลเล็กน้อยก่อนลุกขึ้นจากโต๊ะ “อิมิลี่ เดี๋ย
แกรก ! เสียงของประตูเสื้อผ้าเปิดออกเบาๆ ดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบสงัดยามรุ่งสาง เจมส์ยืนอยู่หน้า ตู้เสื้อผ้าที่แง้มออก ครึ่งหนึ่งของใบหน้าเขาอยู่ในเงามืด ดวงตาเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความลังเล มือของเขาหยิบเสื้อแจ็กเก็ตออกมาพร้อมกับกางเกงที่พับไว้อย่างเรียบร้อยแสงไฟที่ลอดมาจากหน้าต่างเผยให้เห็นเงาร่างของอิมิลี่ที่พลิกตัวอย่างรวดเร็ว ดวงตาเบิกกว้าง เธอสะดุ้งตื่นเมื่อเสียงนั้นปลุกเธอให้หลุดจากความหลับใหล“เจมส์... คุณกำลังจะไปไหนแต่เช้า” น้ำเสียงเธอเต็มไปด้วยความประหลาดใจ“ผมมีประชุมเช้า” เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แต่ก็ฟังดูเหนื่อยล้า “งานสำคัญ... คดีใหญ่ ผมต้องรีบไป อิมิลี่”ขณะที่เขากำลังติดกระดุมเสื้อและดวงตาเขาจับจ้องไปยังเสื้อแจ็กเก็ตที่แขวนอยู่ในมือคำพูดนั้นตรงไปตรงมา แต่กลับทิ้งความรู้สึกบางอย่างไว้ในอากาศ เสียงกุกกักของเข็มขัดที่เขารัดเอวเพิ่มความอึดอัดให้กับห้อง อิมิลี่มองตามเขา ดวงตาของเธอแสดงความลังเล แต่คำถามที่อยากเอ่ยกลับติดอยู่ในลำคอ“มันด่วนขนาดนั้นเลยเหรอ” เธอถามเบาๆ น้ำเสียงที่แฝงความกังวลและไม่เข้าใจ เจมส์หยุดมือชั่วขณะ ก่อนจะดึงเสื้อแจ็กเก็ตมาสวม ขยับไหล่เล็กน้อยให้เข้
บนตึกสูงที่ผนังกระจกใสรอบด้านเผยให้เห็นวิวทะเลอันกว้างไกล ซึ่งห่างจากเมืองหลวง ประมาณ 3 ชั่วโมงเจมส์นั่งร่วมประชุม ท่าทางสุขุมและจริงจังในฐานะทนายของบริษัทซึ่งกำลังหารือประเด็นสำคัญร่วมกับทีมผู้บริหารและฝ่ายกฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินคดีฟ้องร้องบริษัทรับเหมาแห่งหนึ่ง …. “ตอนนี้บริษัท ของเราเสียหายอย่างหนัก ลูกค้ามากว่าครึ่งต้องการเงินคืน จากการผิดนัดการส่งมอบบ้านตามกำหนด และกำลังเป็นวงกว้าง เมื่อบ้านที่สร้างใช้วัสดุ ต่ำกว่ามาตรฐาน จนทำให้มีการพังถล่มลงมา จากพายุ ไม่กี่สัปดาห์ก่อน” หนึ่งในกรรมการของบริษัทพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่วิตกกังวล พลางเคาะนิ้วลงบนเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะ ประกอบกับถาพถ่ายของบ้านที่พังถล่มลงมา ……... เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง บรรยากาศเคร่งเครียดในห้องเริ่มผ่อนคลาย แอลซ่า เลขานุการของบริษัท เดินเข้ามาใกล้พร้อมกับเอกสารในมือ เธอวางแฟ้มเอกสารลงตรงหน้าเขาและพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงความกังวลเล็กน้อย“ คุณเจมส์ คะ นี่คือข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นประเด็นค่ะและ ฉันคิดว่าคุณเจมส์ควรไปดูสถานที่จริง เพื่อเข้าใจปัญหาให้ละเอียดขึ้น” แอลซ่าพูดด้วยน้ำเสียงสุภา
บนถนนที่ทอดตัวผ่านป่าและสวนเขียวชอุ่ม เสียงเครื่องยนต์ของรถยนต์หรูสีดำดังแผ่วเบาเหมือนกลมกลืนไปกับธรรมชาติรอบข้าง แอลซ่านั่งอยู่บนเบาะหนังข้างเจมส์ ท่าทางของเธอมั่นใจพลางชี้นิ้วไปยังทิศทางข้างหน้า "ใช้ทางนี้ดีกว่าค่ะ ทางลัดเข้าด้านหลังของโครงการ" น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความแน่ใจและผ่อนคลายเจมส์ปรายตามองไปตามทิศที่เธอบอก ก่อนพยักหน้าเบาๆ แล้วหมุนพวงมาลัยอย่างนุ่มนวล รถคันหรูเคลื่อนตัวเข้าสู่ถนนสายเล็กที่ราวกับถูกลืมเลือนจากกาลเวลา ทั้งสองข้างทางถูกปกคลุมด้วยร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ กิ่งก้านหนาแน่นปกคลุมเป็นอุโมงค์ แสงแดดลอดผ่านใบไม้ลงมาราวกับภาพวาดอันละเอียดอ่อน เสียงใบไม้กระทบกันแผ่วๆ กับสายลม ทำให้บรรยากาศดูเหมือนฉากในนิยายที่อบอุ่นและลึกลับในเวลาเดียวกันแต่ความสงบนั้นอยู่ได้ไม่นาน เสียง "ปึ้ง!" ดังสนั่นจากใต้ท้องรถทำให้ทุกอย่างชะงัก เจมส์รีบเหยียบเบรก สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที เขาหันมามองแอลซ่า ดวงตาเบิกกว้าง“ผมว่าเรามีปัญหาแล้วละครับ” เจมส์กล่าวเสียงหนักแน่นแต่เสียงสะท้อนถึงความกังวลพลางหักพวงมาลัยนำรถจอดเข้าข้างทางใต้เงาป่าทึบเขาเปิดประตูและก้าวลงจากรถทันที เสียงรอง
ที่ร้านภาพ The Brushstrokeเสียงกระดิ่งหน้าประตูดัง กริ๊ง กริ๊ง ขณะที่หญิงสาววัยกลางคนในชุดผ้าเนื้อดีสีเข้มที่ตัดเย็บอย่างพิถีพิถันก้าวเข้ามา ใบหน้าของเธอแต่งแต้มอย่างปราณีตเข้ากับผมลอนสีดำที่จัดเรียงอย่างไร้ที่ติ สายตาเธอกวาดมองรอบร้านพลางขาก้าวเป็นจังหวะดังก้องรอบห้อง ราวกับกำลังค้นหาสิ่งที่มีความหมายที่สุด“สวัสดีครับ คุณผู้หญิง” เลโอก้าวออกมาจากเคาน์เตอร์ “มีอะไรให้ผมแนะนำไหมครับ?แต่เหลือเวลาอีก 15 นาทีร้านจะปิด” เขากล่าวพลางเหลือบมองนาฬิกาข้อมือเธอหันมามองเขาด้วยดวงตาคมกริบ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “ฉันกำลังมองหาภาพวาดที่เป็นชายหนุ่ม ราวกับหลุดออกมาจากนิยาย”แต่สายตาของเธอหยุดที่ใบหน้าเลโอชั่วครู่ ก่อนจะหันกลับไปมองภาพวาดที่จัดแสดงอยู่รอบตัว “แต่ภาพพวกนี้... ไม่มีวิญญาณ ฉันต้องการอะไรมากกว่านั้น” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าเต็มไปด้วยความผิดหวัง “ฉันต้องการอะไรมากกว่านั้น ”ในขณะนั้น อิมิลี่ ก้าวแหวกม่านจากห้องด้านหลังออกมา“สวัสดีค่ะ คุณอลิซซาเบธ มีอะไรให้ฉันช่วยไหมคะ?” อิมิลี่ถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ เธอจำลูกค้าคนนี้ได้ดี อลิซซาเบธเป็นลูกค้าชั้นสูงของแ
พลบค่ำในบาร์แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ข้างๆร้านภาพวาดบรรยากาศที่อบอุ่น เสียงเพลงแจ๊สบรรเลงเบา ๆ จากมุมเวทีเติมเต็มบรรยากาศอันสบายใจ โต๊ะอาหารที่อิมิลี่และเลโอนั่งอยู่ถูกจัดอย่างเรียบง่ายแต่ดูมีสไตล์ แสงไฟอุ่น ๆ ส่องกระทบแก้วไวน์ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเลโอนั่งฝั่งตรงข้ามของอิมิลี่ด้วยท่าทีผ่อนคลาย สายตาของเขาสำรวจบรรยากาศรอบตัว ก่อนจะกลับมาจดจ่อที่หญิงสาวตรงหน้า“ฉันว่าเคยเห็นคุณที่ไหนสักแห่งนะ” อิมิลี่พูดขึ้น หลังจากรออาหารที่สั่งถูกเสิร์ฟ ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความสงสัยเลโอเลิกคิ้วเล็กน้อยและยิ้มบาง “อาจจะใช่ครับ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่สายตาที่เขาจ้องมองเธอแฝงไปด้วยความลึกลับ ราวกับเขากำลังซ่อนความลับบางอย่างไว้อิมิลี่จ้องนัยน์ตาเขาอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับพยายามอ่านความหมายในคำพูดของเขา แต่สุดท้ายเธอก็ยิ้มและส่ายหัวเบา ๆ “แต่ยังไงก็ช่างเถอะ”เธอยกแก้วไวน์ขึ้นมาชู พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจ “ขอบคุณมาก ๆ สำหรับการมานั่งเป็นเพื่อนทานอาหารเย็นมื้อนี้ค่ะ”เลโอยิ้มยิ้มมุมปาก สายตาของเขามีแววขี้เล่นเล็กน้อย เขาหยิบแก้วไวน์ขึ้นมาและชนกับแก้วของเธอเบา ๆ เสียงแก้วกระทบกันดังกังวานแผ่วเบา เขากล่า
“แอลซ่า” เจมส์เอ่ยชื่อเธอเบา ๆ ราวกับกลั่นออกมาจากส่วนลึกของหัวใจแต่น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความปรารถนาแอลซ่าหันกลับมาทันทีเมื่อได้ยินเสียงเรียก ดวงตาที่เป็นประกายของเธอจับจ้องเขา ราวกับรอฟังคำพูดต่อไป“ผมชอบคุณนะ แอลซ่า” เจมส์พูดออกมาแต่เสียงนั้นแผ่วเบาแต่หนักแน่นก่อนที่เธอจะตอบอะไร ริมฝีปากของเขาก็บดเบียดเข้ากับริมฝีปากบางของเธออย่างดูดดื่ม ความอ่อนโยนและความร้อนแรงผสมผสานกันในจุมพิตนั้น แอลซ่าหลับตาลง มือเลื่อนขึ้นมาวางบนบ่าของเจมส์ ก่อนจะดึงเขาเข้ามาใกล้ เธอดันลิ้นอุ่นแลกรสให้เจมส์ได้สัมผัสราวกับการตอบรับว่า เธอ ชอบเขาด้วยเช่นกันแอลซ่าค่อย ๆ เลื่อนมืออีกข้างไปจับแขนของเขา ดึงร่างเจมส์เคลื่อนเข้ามาในบ้าน เสียงประตู ปิดลง ปัง!แสงไฟจากโคมไฟหน้ารถ ส่องลอดเข้าผ่านม่านให้เห็นเพียงเงาลางๆแอลซ่าเลื่อนนิ้วเรียวปลดกระดุมเสื้อที่รัดให้ผ่อนคลายเผยเนินอกทีเต่งตูมในบราลูกไม้สีแดงนันย์ตาที่เร่าร้อนแห่งไฟราคะราวจะเขมือบชายหนุ่มที่ยืนสองขาอยู่เบื้องหน้า หัวใจของเจมส์เต้นแรงราวกับจะหลุดออกจากอก เมื่อนิ้วเรียวไถลเคลื่อนต่ำลูบท่อนเอ็นขึ้นลง เขาไม่เคยสัมผัส อารมณ์ความร้อนแรงแบบนี้ท่อนรักของเจมส์จา
แม้ในใจของเจมส์จะยังคงพร่ำบอกให้ตัวเองมีความหวัง เพื่อเริ่มต้นใหม่กับอิมิลี่อีกครั้งและยอมรับบุตรในครรภ์ แต่ลึก ๆ แล้วเขาก็รู้ดีว่ามันแทบจะไม่มีหวังเลยสักนิด เพราะสายตาของเธอที่มองเขาในวันนี้นั้น...ช่างว่างเปล่าและเย็นชาเกินกว่าจะหวนคืนได้ แต่ถึงกระนั้น ความค้างคาใจในบางเรื่องก็ทำให้เขาอยู่เฉยไม่ได้ เท้าของเจมส์ยังคงกดลงบนคันเร่ง เส้นทางข้างหน้าเลือนรางในม่านหมอก แต่ในอกของเขากลับร้อนรุ่มดั่งเปลวเพลิงมือที่กุมพวงมาลัยสั่นเล็กน้อย แม้เขาจะพยายามทำให้ตัวเองสงบที่สุด แต่หัวใจที่เต้นระรัวกลับไม่ยอมเชื่อฟังทันทีที่รถจอดเทียบ ฟ้ายังไม่ทันสางดี เจมส์ก้าวลงจากรถอย่างเร่งร้อน เขาเดินไปยืนหน้าประตูบ้านด้วยหัวใจที่เต้นโครมคราม ปลายนิ้วจิ้มกริ่งด้วยแรงที่มากกว่าปกติติ๊ง...ต๊อง... ติ่งต้อง...เสียงกริ่งดังก้องไปทั่วบ้าน ความเงียบงันแผ่ปกคลุมอยู่ครู่หนึ่งก่อนเสียงฝีเท้าลากครืดคราดไปตามพื้นดังขึ้นคลิก...ประตูแง้มเปิดออก เผยให้เห็นแอลซ่าในชุดนอนยืนอยู่ตรงหน้า ดวงตาเธอปรือปรอยด้วยอาการสะลึมสะลือ แต่ทันทีที่เห็นใบหน้าของเจมส์ สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปทันทีเจมส์ไม่พูดอะไรทั้งนั้น เขาแทรกตัวผ่านประตูอ
เจมส์จ้องลูคัสเขม็ง ดวงตาแดงก่ำราวเปลวเพลิงที่พร้อมเผาผลาญทุกสิ่งรอบตัว ลมหายใจของเขากระชั้นถี่ ร่างสูงขยับเข้าประชิดจนลูคัสสัมผัสได้ถึงความร้อนจากร่างที่สั่นสะท้านด้วยแรงโทสะ“มึงจะเอายังไง?” เสียงของเจมส์แข็งกร้าว ราวกับจะท้าทายให้สถานการณ์ลุกลามลูคัสขบกรามแน่น ก่อนจะตัดสินใจผลักเจมส์ออกไปเต็มแรง ร่างนั้นเซถลาไปด้านหลัง แต่ยังไม่ทันตั้งตัว เจมส์ก็กระโจนกลับมาพร้อมหมัดที่พุ่งเข้าใส่ใบหน้าของลูคัสเต็มแรง เสียงกระแทกดังสนั่น ริมฝีปากของลูคัสแตกเป็นทางยาว เลือดสีแดงสดไหลซึมออกมา เขายกหลังมือปาดมันออกอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะพุ่งสวนกลับด้วยหมัดอัดเข้าชายคางเจมส์อย่างจังเสียงร่างกระแทกพื้นดังสนั่น เจมส์นอนแน่นิ่งไปชั่วขณะก่อนจะดันร่างขึ้นอีกครั้ง"หยุดเถอะ! พอได้แล้ว!" อิมิลี่ร้องเสียงสั่นพลางถลันเข้ามาแทรกกลางระหว่างทั้งคู่ น้ำตาคลอเบ้าด้วยความหวาดหวั่นแต่เจมส์กลับไม่ฟัง เขาปัดมืออิมิลี่ออกอย่างแรงจนเธอเซถอยไป ราวกับแรงโกรธนั้นกำลังแผดเผาสติสัมปชัญญะของเขาจนมอดไหม้ ร่างเขาสั่นสะท้านเหมือนภูเขาไฟที่ปะทุอยู่ภายใน เขาเดินโซเซไปที่รถ กัดฟันแน่นจนกรามขึ้นสันนูน“เจมส์ ได้โปรด…” อิมิลี่อ้อนวอนเส
อิมิลี่ก้าวออกจากงานเลี้ยงพร้อมลูคัส สายลมยามค่ำคืนพัดวูบเข้ามาปะทะผิวกาย ความเย็นเยือกแทรกซึมจนเธอเผลอยกแขนกอดตัวเองไว้โดยไม่รู้ตัวลูคัสเหลือบมองเธอ ดวงตาเต็มไปด้วยความห่วงใย แม้ริมฝีปากจะปิดสนิทไม่เอ่ยคำใด แต่ท่าทางของเขากลับสื่อความรู้สึกออกมาอย่างชัดเจน เขาเลื่อนมือถอดเสื้อคลุมของตัวเองออก ก่อนจะวางลงบนไหล่ของเธออย่างแผ่วเบา“ขอบคุณค่ะ...” อิมิลี่พูดเสียงแผ่ว รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า แม้มันจะจางจนแทบมองไม่เห็น แต่ก็พอให้ลูคัสรับรู้ได้ว่าเธอรู้สึกขอบคุณจริง ๆแม้บ้านของอิมิลี่จะอยู่ไม่ไกลนัก แต่ลูคัสก็ยืนยันจะไปส่งให้ถึงที่พักอย่างปลอดภัยแต่ตลอดทางกลับบ้าน ภายในรถเงียบสนิทราวกับทุกอย่างหยุดนิ่ง มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ดังแผ่วเบา อิมิลี่นั่งนิ่ง ดวงตาจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย ทว่าสิ่งที่ไหลวนอยู่ในความคิดของเธอกลับวุ่นวายเสียจนไม่อาจหาจุดพักภาพของเลโอผุดขึ้นมาในความคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แววตาของเขาในวันนี้เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและความลึกลับ — แตกต่างจากวันแรกที่เธอเคยพบเขาโดยสิ้นเชิง ราวกับเป็นคนละคนความคิดวกกลับไปถึงเรื่องการหย่าร้างกับเจมส์ การฟ้องร้องที่กำลังจะ
บรรยากาศในห้องครัวอึดอัดเสียจนเหมือนอากาศรอบตัวหนาหนักขึ้นทุกขณะ อิมิลี่ยืนตัวแข็งทื่อ ใบหน้าพยายามเก็บซ่อนความรู้สึก แต่แววตากลับฟ้องชัดถึงความกระอักกระอ่วนที่เอ่อล้นออกมาความเงียบที่ปกคลุมถูกทำลายลงเมื่อเสียงเรียกดังขึ้นจากทางเดิน"อิมิลี่..."เธอหันไปตามเสียง ลูคัสปรากฏตัวขึ้น ดวงตาของเขามองข้ามเธอไปยังเลโอ ก่อนจะตวัดกลับมามองเธออีกครั้ง สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยกระวนกระวายที่ปิดไม่มิดลูคัสละสายตากลับมาที่เลโออีกครั้ง ก่อนจะหันกลับไปมองอิมิลี่ใหม่ สายตาของเขาไล่สลับไปมาระหว่างทั้งสองคนช้า ๆ ราวกับกับพยายามประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า แล้วเขาก็สัมผัสได้ถึงความตึงเครียดที่แผ่ซ่าน "เออ อิมิลี่..." ในที่สุดลูคัสจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย ราวกับกำลังพยายามจะทำให้บรรยากาศคลี่คลาย"นี่คือเลโอ... น้องชายผม"คำพูดนั้นทำให้ คิ้วของอิมิลี่ขยับชิดกันแน่น"น้องชาย?" เธอทวนคำเสียงแผ่ว ดวงตาฉายแววงุนงง"ใช่..." ลูคัสพยักหน้าเบา ๆ "เราจากกันตั้งแต่เลโออายุแค่สามขวบ เขาไปอยู่กับญาติที่ต่างประเทศ... เพื่อรักษาตัว"เพื่อรักษาตัว...หัวใจของอิมิลี่กระตุกวูบขึ้นมาทันที ราวกับคำพูด
อิมิลี่ก้าวลงจากรถแท็กซี่อย่างช้า ๆ ปล่อยให้เสียงประตูปิดลงตามหลัง ราวกับเป็นสัญญาณว่าทางเลือกของเธอได้ถูกตัดสินไปแล้ว "ปัง"เสียงของประตูนั้นช่างหนักแน่นกว่าที่ควรจะเป็น หรือบางทีอาจเป็นเพราะหัวใจของเธอที่เต้นแรงจนทุกอย่างรอบตัวดูชัดเจนเกินไปเธอยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ลมหายใจสะดุดติดอยู่กลางอก ดวงตาจ้องไปยังบ้านสีขาวหลังเดิม บ้านที่เคยเป็นเหมือนโลกทั้งใบของเธอ — โลกที่อบอวลด้วยเสียงหัวเราะ และความอบอุ่นที่โอบล้อมเธอไว้เสมอแสงไฟสีเหลืองนวลที่ส่องลอดผ่านผ้าม่านบาง ๆ เคยให้ความรู้สึกเชื้อเชิญและปลอดภัย ทว่าวันนี้กลับดูห่างเหินจนแปลกตา เสียงพูดคุยแว่วมาเบา ๆ ผสานไปกับเสียงหัวเราะที่ลอยมาตามสายลม เสียงเหล่านั้นควรทำให้เธอรู้สึกสบายใจ แต่กลับกลายเป็นเสียงที่ย้ำเตือนว่าเธอเป็นเพียงคนนอก — คนแปลกหน้าที่ยืนอยู่ผิดที่ผิดทางภาพเงาตะคุ่มของผู้คนเคลื่อนไหวไปมาอย่างมีชีวิตชีวา หากเป็นเมื่อก่อน เธอคงเดินเข้าไปร่วมวงด้วยรอยยิ้ม แต่ตอนนี้ ทุกอย่างดูราวกับกำลังดำเนินต่อไปโดยไม่มีเธอ... ในขณะที่เธอเองกลับยังติดอยู่กับความรู้สึกหนักอึ้งราวกับหินที่ถ่วงหัวใจสายตาของเธอหยุดลงที่ลูกโป่งสีพาสเทลที่ผูกประดับอ
ท้องฟ้ายามอัสดงเปล่งประกายด้วยสีส้มทอง ไล่เฉดสู่สีชมพูอมม่วงตัดกับขอบฟ้า ผืนทะเลกว้างใหญ่สะท้อนแสงระยิบระยับราวกับเกล็ดอัญมณีที่กระจัดกระจายทั่วพื้นน้ำอิมิลี่ยืนอยู่บนผืนทรายที่เย็นเฉียบ ปลายเท้าเปลือยเปล่าจมลงในเนื้อทรายนุ่มละเอียด สายลมพัดผ่านปลายผมของเธอเบา ๆ เส้นผมปลิวไหวตามแรงลม กลิ่นไอเค็มจากทะเลอบอวลอยู่ในอากาศ แทรกซึมเข้าไปในทุกลมหายใจเธอทอดสายตามองแสงสุดท้ายของวัน ดวงตาคู่นั้นฉายแววครุ่นคิด ความสับสนและบาดแผลในใจดูเหมือนจะเบาบางลงเมื่ออยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่เงียบสงบเช่นนี้คลื่นซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะสม่ำเสมอ คล้ายเสียงปลอบประโลมที่คอยกระซิบว่า... "เดี๋ยวทุกอย่างก็จะดีขึ้น"เธอค่อย ๆ หยิบนามบัตรจากกระเป๋าสะพายขึ้นมา พลิกดูเบอร์โทรศัพท์ที่พิมพ์ตัวเลขไว้อย่างชัดเจน หัวใจเธอเต้นระรัว ราวกับพยายามเตือนเธอว่าหลังจากการตัดสินใจนี้ จะไม่มีวันหวนกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีก นิ้วเรียวกดตัวเลขบนหน้าจอมือถือช้า ๆ ขณะที่เสียงคลื่นยังซัดสาดอยู่ไม่ขาดสายตรู๊ด... ตรู๊ด...“สวัสดีครับ ผมทนายสมศักดิ์ครับ” เสียงปลายสายทุ้มต่ำแต่หนักแน่นดังขึ้น“สวัสดีค่ะฉันอิมิลี่ค่ะ ดิฉันอยากปรึกษา คือ... คือ
กริ๊ง...เสียงกระดิ่งเล็กๆ เหนือประตูดังขึ้นเบาๆ เมื่ออิมิลี่ผลักประตูเข้าไปร้านของชำของป้ามาทาร์ กลิ่นขนมปังอบใหม่ลอยมากระทบจมูกทันที ตามมาด้วยกลิ่นแยมสับปะรสหอมหวานที่ยังคงอบอวลอยู่ทั่วร้าน ชวนให้หัวใจของอิมิลี่อบอุ่นขึ้นมาอย่างน่าประหลาด แม้วันนี้ เธอจะก้าวเข้ามาพร้อมหัวใจที่แบกความหนักแน่นและการตัดสินใจครั้งสำคัญ แต่ร้านเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความทรงจำแห่งนี้ ก็ยังเป็นพื้นที่ปลอบโยนหัวใจเธอได้เสมอ“สวัสดีจ้า อิมิลี่”เสียงอ่อนโยนของป้ามาทาร์ดังขึ้นทันทีจากหลังเคาน์เตอร์ รอยยิ้มอบอุ่นที่ประดับบนใบหน้าของป้าเหมือนดั่งทุกครั้ง ทำให้หัวใจอิมิลี่สั่นไหวไปกับความทรงจำเก่าๆ“สบายดีไหมจ๊ะ ไม่เห็นมาหลายวันแล้วนะ”“สวัสดีค่ะป้ามาทาร์... สบายดีค่ะ” เธอตอบพร้อมส่งยิ้มบางๆ กลับไป แต่ดวงตากลับเผลอเลื่อนไปหยุดที่นิตยสารเล่มเดิมที่เป็นดั่งหอกทิ่มแทงใจ มันยังคงวางอยู่ตรงมุมเดิมใกล้เคาน์เตอร์ แม้มันจะถูกพิมพ์ออกมาหลายสัปดาห์แล้ว แต่ภาพนั้นยังคงชัดเจนราวกับเพิ่งถูกพิมพ์ออกมาเมื่อวาน — ภาพของแอลซ่าและเจมส์เธอจ้องภาพนั้นนิ่งงัน ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนไปชั่วขณะ อิมิลี่รีบกระพริบตา ดึงสติของตัวเองกลับมาอย่
หลังจากอิมิลี่หมกตัวอยู่ในห้องอาบเป็นเวลาหลายชั่วโมง ปล่อยให้สายน้ำเย็นเฉียบไหลผ่านร่าง เปรียบเสมือนอ้อมกอดสุดท้ายที่เธอเหลืออยู่ เธอหวังลึกๆ ว่า น้ำจะชะล้างทุกความเจ็บปวด ความเสียใจ และทุกความรู้สึกที่กัดกินหัวใจให้ค่อยๆ ไหลลงท่อไปพร้อมกับหยดน้ำผิวกายของเธอเย็นเฉียบ ดวงตาแดงก่ำจากการร้องไห้จนแทบไม่เหลือน้ำตา แต่ท่ามกลางความหม่นหมองนั้น กลับมีบางอย่างที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง นั่นคือ ความแน่วแน่ที่ฉายชัดในแววตาเธอก้าวออกจากห้องอาบ ราวกับเป็นคนละคนกับตอนที่เดินเข้าไป ผู้หญิงที่เคยก้มหน้าอดทน รับความเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถูกแทนที่ด้วยสายตาแข็งกร้าว และการตัดสินใจที่แน่วแน่จนไม่มีทางหวนกลับเพราะครั้งนี้ เธอจะเป็นฝ่ายเดินออกจากความเจ็บปวดด้วยตัวเอง ไม่ใช่ด้วยการรอคอยให้ใครเป็นคนบอกว่าพอได้แล้ว แต่เธอจะเป็นฝ่ายประกาศจุดจบของมันด้วยน้ำเสียงของเธอเองความสัมพันธ์ของเธอกับเจมส์ จะต้องจบลงที่ตรงนี้ และครั้งนี้จะไม่มีการยื้อ ไม่มีการอ้อนวอน ไม่มีการยอมให้ใครทำร้ายหัวใจของเธอได้อีกเธอจะเป็นฝ่ายยื่นฟ้องหย่าเจมส์ และจะไม่มีวันยอมเป็นฝ่ายถูกกระทำอีกต่อไปเธอจ้องตัวเองอยู่หน้ากระจก มองลึกเข้าไปใ
"ติ๊ง" "ติ๊ง" เสียงข้อความมือถือดังถี่รัว.. ปลุกอิมิลี่ให้สะดุ้งตื่นจากความฝันอันว่างเปล่า เธอขยับตัวช้าๆ ดวงตาพร่ามัวกวาดมองไปรอบห้องที่เงียบงัน แล้วหยุดสายตาที่มือถือข้างเตียง เธอถอนหายใจเฮือกหนึ่งอย่างอ่อนล้า ดันตัวเองลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง ปล่อยให้ความเย็นของไม้เนื้อแข็งแทรกผ่านแผ่นหลัง มือเรียวเอื้อมไปหยิบมือถือขึ้นมา ทันทีที่ปลายนิ้วแตะหน้าจอ แสงไฟสว่างวาบขึ้นในความสลัวของเช้าตรู่ เธอหรี่ตาลงเล็กน้อยเพื่อปรับโฟกัส แต่เพียงเสี้ยววินาที ภาพที่ปรากฏบนจอ ทำให้เธอตื่นเต็มตาในทันที ภาพนั้น… เจมส์ ผู้ชายที่เป็น สามีตามกฎหมาย ของเธอ นอนเปลือยกายอยู่บนเตียงเดียวกับผู้หญิงอีกคน มือของเขาแนบอยู่บนผิวกายภาพกิจกรรมเร่าร้อนถูกบันทึกไว้ชัดเจน ตั้งแต่ปลายนิ้วที่ลากไล้ไปตามร่างกาย ริมฝีปากที่แนบจูบไปทั่วทุกจุด จนถึงเสียงครางกระสันที่ดังไม่ขาดสาย มันบาดลึกเข้าไปถึงกระดูก กลายเป็นมีดที่กรีดลงกลางใจ ไม่มีพื้นที่ให้จินตนาการ ไม่มีแม้แต่ช่องว่างให้เธอหลอกตัวเอง เพราะทุกอย่างถูกส่งมาอย่างจงใจ ส่งมาเพื่อปลุกเธอให้ตื่นจากความรักที่เธอเคยยึดมั่น อิมิลี่นิ่งงันไปชั่วขณะ ก่อนจะยกมือขึ้นกุมขมับ หัวใจเต