‘ย้ายมาอยู่ด้วยกันเช่นนี้ ไม่แปลกใจเลยที่พี่ใหญ่จะหลงใหลจนยอมลงมือทำร้ายผู้อื่นเพื่อความรักเช่นนั้น’ นางคงต้องรีบมองหาบุรุษมาเบี่ยงเบนความสนใจของพี่ใหญ่แล้ว
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ครึ่งเค่อ บุรุษสองคนที่นั่งรถม้ากลับจวนฟ่านเพื่อเข้าร่วมพิธีปักปิ่นของคุณหนูฟ่านในวันพรุ่งนี้นั่งสนทนากันถึงเรื่องที่สหายสูงศักดิ์จะขอไปอาศัยที่จวนฟ่านเป็นการชั่วคราว
“ตำหนักอ๋องน่ะหรือทรุดโทรมเพราะไร้คนดูแล” โกหกหรือไม่ นั่นตำหนักชินอ๋องเชียวนะ พวกขันทีนางกำนัลก็ยังมีอยู่ไม่ใช่หรือจะไร้คนดูแลได้อย่างไร
“ใช่ เพราะเหตุนี้ข้าจึงสั่งปรับปรุงเมื่อวันก่อน ในระหว่างนี้ข้าจึงอยากจะขอไปอยู่ที่จวนของเจ้า”
“เหตุใดต้องเป็นจวนของข้า เจ้าน่ะมีท่านลุงเป็นฮ่องเต้ มีท่านย่าเป็นไทเฮาลืมแล้วหรือ เหตุใดไม่เข้าไปอยู่ในวังหลวงเป็นการชั่วคราว”
“ในวังหลวงหูตามากมาย ยากจะแยกแยะได้ว่าใครเป็นมิตรหรือศัตรู อีกอย่างการไปอยู่ร่วมจวนกับเจ้า ย่อมสะดวกในการปรึกษาหารือกัน ทั้งยังไม่เป็นที่น่าสงสัยว่าเหตุใด ข้าหรือเจ้าไปมาหาสู่กันบ่อยครั้งเกินไป”
วาจาของสหายทำให้คุณชายฟ่านไม่อาจโต้เถียงได้ เพราะที่อีกฝ่ายกล่าวมาก็ไม่ผิด สิ่งที่พวกเขากำลังทำต้องใช้ความระมัดระวังไม่ให้ถูกสงสัยได้
“เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ แต่ข้าต้องบอกเจ้าไว้ก่อน ว่าในจวนของข้ามีน้องสาวที่กำลังจะปักปิ่นอยู่ด้วย เจ้าอย่าได้คิดสวมอาภรณ์บางเบาเดินไปมาในจวนเช่นที่เคยทำเข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจแล้วขอรับคุณชายฟ่าน” คังซืออี้ตอบรับ
และสุดท้ายก็เป็นไปตามที่พวกเขาต้องการ ชินอ๋องซื่อจื่อได้ใช้ข้ออ้างในการซ่อมแซมปรับปรุงตำหนัก แล้วย้ายเข้าไปอยู่ในจวนฟ่านจนได้
เช้าวันต่อมาคุณชายใหญ่ฟ่านก็มีสีหน้ายุ่งเหยิงแฝงความกลัดกลุ้มใจไม่น้อย จนผู้เป็นสหายที่มาตามถึงเรือนสังเกตเห็นเข้า
“เป็นอันใดไป เหตุใดจึงทำสีหน้าเช่นนั้น”
“ปิ่นที่ข้าตั้งใจจะมอบให้ซีซีหายไป ทั้งที่ยามค่ำคืนข้ายังนำมันออกมาดู”
“แล้วเจ้าลองหาทั่วหรือยัง อาจจะตกตามซอกกำแพง”
“ข้าหาแทบจะพลิกจวนแล้ว ไม่รู้ว่าหายไปหรือมีโจรกระจอกหน้าไหนเข้ามาขโมย”
“หากเข้ามาขโมยของในเรือนของเจ้าสำนักคุ้มภัยได้ ข้าว่าโจรผู้นั้นคงไม่กระจอกแล้ว มิเช่นนั้นเจ้าคงจับตัวได้แล้ว”
“ปิ่นที่เตรียมให้ซีซีก็หายไปแล้ว ข้าจะนำปิ่นจากที่ใดมามอบให้นางแทน” เพราะเคยรับปากน้องสาวไว้ว่าเมื่อถึงพิธีปักปิ่นเขาจะเตรียมปิ่นที่งดงามจนคนที่เคยดูแคลนว่านางขี้ริ้วขี้เหร่ต้องริษยานาง
“ข้ามีปิ่นที่ซื้อมาจากต่างเมือง หากไม่รังเกียจข้าจะยกให้เจ้า”
“ปิ่นของเจ้า? จะดีหรือ”
“ย่อมดี แต่หากเจ้าไม่อยากได้ปิ่นที่ข้าซื้อมา ข้ามีปิ่นอีกอันให้เจ้านำไปมอบให้ซีอิ๋งได้”
“ปิ่นอีกอันหรือ?”
“ปิ่นของมารดาข้าอย่างไรเล่า อยากได้หรือไม่ ข้ายินดียกให้น้องสาวเจ้า”
“จะบ้าหรือ ปิ่นของมารดามิใช่ต้องเก็บเอาไว้มอบให้สตรีที่เจ้าพึงใจหรือ จะนำมามอบให้น้องสาวข้าได้อย่างไร แล้วปิ่นที่เจ้าซื้อมา มิใช่จะนำไปมอบให้สตรีในดวงใจหรือ”
“ข้ามีที่ใดกันเล่าสตรีในดวงใจ ข้าซื้อมาเพียงเพราะเห็นว่างดงามดี พลันก็นึกถึงซีอิ๋งน้องสาวเจ้า ในสายตาข้า นางเป็นเด็กน้อยที่น่าเอ็นดูยิ่งนัก เลยตั้งใจจะซื้อติดไม้ติดมือมาฝากนาง พอเห็นนางจะปักปิ่นจึงไม่กล้าที่จะมอบให้เพราะกลัวว่าจะไม่เหมาะสม”
“เช่นนั้นขายมันต่อให้ข้าเถิด”
“ข้าไม่ขาย แต่ข้าจะมอบให้ เจ้าเป็นสหายคนสำคัญของข้า น้องของเจ้าก็เป็นคนสำคัญของข้าเช่นกัน” เพราะรอยยิ้มที่ไม่มีสิ่งใดแอบแฝงทำให้ฟ่านไห่ถิงรับปิ่นอันนั้นมาโดยไม่ได้คิดอันใด
“เช่นนั้นขอบคุณเจ้า”
“เจ้ารีบผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ให้เรียบร้อย ข้าจะกลับไปหยิบปิ่นที่เรือนก่อน ประเดี๋ยวจะกลับมา”
“ได้ ๆ ต้องรบกวนเจ้าแล้ว” ฟ่านไห่ถิงรู้สึกโล่งอกไม่น้อยที่ได้ปิ่นมาให้น้องสาว
แต่ผ่านไปเพียงชั่วจิบชาเมื่อเห็นปิ่นในกล่องที่สหายมอบให้ เขาก็อยากเปลี่ยนใจขึ้นมาทันที เพราะปิ่นของสหาย แม้จะดูเรียบง่ายแต่ทว่าล้ำค่าด้วยไข่มุกสีเลือดที่หาได้ยากยิ่ง
“ซืออี้ ปิ่นนี้ไม่ล้ำค่าเกินกว่าจะมอบให้ซีซีหรือ”
“ไม่หรอก ข้าว่าปิ่นนี่มองไปมองมาก็น่าจะเหมาะกับซีอิ๋งไม่น้อย”
“ขอบคุณเจ้ามากที่ช่วยเหลือข้า” ฟ่านไห่ถิงซาบซึ้งจึงตั้งใจจะเข้าไปกอดขอบคุณสหายเช่นที่เคยเย้าแหย่เล่นอยู่บ่อยครั้ง
“ไม่ต้องเข้ามากอดข้า ประเดี๋ยวใครมาเห็นเข้าก็คิดว่าข้ากับเจ้าเป็นต้วนซิ่วจริง ๆ หรอก” ชินอ๋องซื่อจื่อกล่าวก่อนจะใช้พัดดันอกสหายเอาไว้ เพราะอีกฝ่ายชอบเล่นเช่นนี้เจ้ากรมยุติธรรมกับฟ่านฮูหยินจึงไม่ใคร่อยากต้อนรับเขาในตอนแรก
“หากเป็นเช่นนั้นก็ดีไม่ใช่หรือ เรื่องทุกอย่างจะได้ง่ายขึ้น”
“เจ้าจะกลายเป็นต้วนซิ่วจริง ๆ ข้าก็ไม่ขัดแต่อย่าดึงข้าไปเป็นด้วยก็พอ ข้ายังนึกอยากเชยชมแม่นางน้อยสักคนอยู่”
“ช่างน่าสงสารแม่นางน้อยผู้นั้นเสียจริง”
“ไม่รีบนำปิ่นไปมอบให้ซีอิ๋งแล้วหรือ”
“เช่นนั้นรีบไปกันเถิดประเดี๋ยวจะไม่ทันเอา” กล่าวจบคนเป็นพี่ชายก็รีบสาวเท้าก้าวเดินออกไปโดยไม่คิดรอสหาย
“...” มุมปากของบุรุษสูงศักดิ์ยกยิ้มแฝงนัยบางอย่างก่อนจะเดินตามสหายไป
4สหายของพี่ชายที่ต้องผูกมิตร ส่วนฟ่านซีอิ๋งก็ถูกปลุกให้ตื่นตั้งแต่เช้า เพื่อแต่งเนื้อแต่งตัวอย่างประณีต เพราะวันนี้เป็นพิธีปักปิ่นแสนสำคัญที่สตรีทุกคนต้องผ่านพิธีนี้ แน่นอนว่าสหายของพี่ชายที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในจวนก็ถูกเชิญให้เข้าร่วมงานนี้อย่างช่วยไม่ได้ เนื่องจากเจ้ากรมยุติธรรมเป็นคนเรียบง่าย งานเลี้ยงจึงไม่ใหญ่มาก มีเพียงคนในตระกูลฟ่านและคนตระกูลเผิงทั้งสายหลักและสายรองมาร่วม “ไม่ได้เจอกันแค่ไม่กี่ปี ไม่คิดว่าน้องซีอิ๋งจะงดงามเช่นนี้” “ข้าเห็นด้วยขอรับพี่เจียงหัว” “แล้วเมื่อก่อนใครกันที่เคยล้อเลียนนางว่าเป็นอีกาในฝูงหงส์” “ก็คราวนั้นนางตัวอ้วนกลม ทั้งยังมีขี้มูกเกรอะกรังดูไม่น่าเข้าใกล้เลยแม้แต่น้อย” “ข้าก็เคยล้อเลียนนางไม่รู้นางจะยังโกรธข้าหรือไม่” “เช่นนั้นพวกเราควรไปขอโทษและผูกสัมพันธ์กับนางดีหรือไม่” “ย่อมไม่มีอะไรสายเกินไปหากคิดจะแก้ไข” เป็นฟ่านไห่ถิงที่ได้ยินบทสนทนานั้นจึงเอ่ยปากกับพวกญาติพี่น้อง คนตระกูลฟ่านตระกูลเผิงรักใคร่สามัคคีกันย่อมเป็นเรื่องดี แต่จ
“พวกเราก็ต้องขอโทษเจ้าด้วยเช่นกัน” เมื่อเห็นกลุ่มคุณชายทั้งหลายเอ่ยวาจา กลุ่มสตรีก็ทำเช่นเดียวกัน “พวกเจ้าก็เช่นเดียวกัน อย่าได้ทำเช่นนี้เราเป็นพี่น้องกันมิใช่หรือ” กล่าวจบก็ฉีกยิ้มอ่อนโยนคล้ายไม่ถือสา ทั้งที่แท้จริงอยากสะบัดอาภรณ์ใส่แล้วเดินหนียิ่งนัก “เจ้าช่างจิตใจดีงาม” “พวกเจ้ายกยอจนข้าจะลอยขึ้นไปหาเง็กเซียนฮ่องเต้แล้ว” “เจ้าก็กล่าววาจาเกินไป” “ข้าว่าจะถามเจ้าอยู่ ปิ่นนั่นใครมอบให้เจ้าหรือ งดงามยิ่งนัก” “ปิ่นอันไหนหรือ” ยามนี้นางปักปิ่นอยู่สองอัน คือที่บิดามารดามอบให้ และที่พี่ใหญ่มอบให้ “ปิ่นที่มีไข่มุกสีชาด” “อ๋อ! เป็นพี่ใหญ่น่ะที่มอบให้ข้า” “งดงามยิ่งนัก ลวดลายของปิ่นก็งดงามอ่อนช้อยคล้ายฝีมือของช่างหลวง” “ช่างหลวงหรือเจ้าคะ” เป็นฟ่านเจียงหรูเอ่ยถาม “ช่างหลวงคือช่างที่ทำเครื่องประดับให้เชื้อพระวงศ์น่ะ ขึ้นชื่อว่าเป็นของจากวังหลวงทุกอย่างล้วนประณีตและสูงค่า” ‘ก็คงเป็นพี่ชายที่ขอร้องให้สหายจัดหามาให้สินะ’ ฟ่านซีอิ๋งคิด มุมปากพลางยกยิ้มอย่าง
“ซืออี้ เจ้าจะล่อลวงสตรีที่ใดก็เชิญตามสบาย แต่อย่ามาล่อลวงน้องสาวข้า เข้าใจหรือไม่” “ข้าเคยล่อลวงสตรีที่ใดกัน เจ้าเข้าใจผิดแล้ว เอ๊ะ! นั่นยุเหวียนเซียวนี่ ข้าขอกินด้วยคนสิ” หากเคยทำก็คงเป็นตอนล้วงเอาความลับจากผู้อื่นเพียงเท่านั้น “เจ้าอยากกินก็ขอจากซีซีสิ จะมาแย่งของข้าด้วยเหตุใด” ฟ่านไห่ถิงกล่าวพลางแย่งชามในมือสหายคืนมา “ซีอิ๋ง ยุเหวียนเซียวของพี่เล่า” “ท่านอยากกินหรือเจ้าคะ” “ย่อมอยากกิน ขอยุเหวียนเซียวของเจ้าให้พี่สักถ้วยได้หรือไม่” กล่าวจบก็ส่งสายตาอ้อนวอนให้นาง พรึ่บ! เป็นคุณชายฟ่านที่วางถ้วยขนมแล้วยกมือปิดตาพลางรั้งสหายให้ถอยห่างจากน้องสาว ไอ้ท่าทางออดอ้อนนั้นคืออันใด ช่างน่าขนลุกนัก “ซีซีรีบตักยุเหวียนเซียวใส่ถ้วยให้สหายพี่เถิด” “ปล่อยข้านะ เจ้าคนหวงน้อง” “คิก ๆ” เสียงหัวเราะของสตรีตัวน้อยทำให้ทั้งสองหยุดยื้อแย่งกันก่อนจะหันไปมองดวงหน้าหวานที่ประดับรอยยิ้ม “เจ้าอย่ามองน้องสาวข้า” กล่าวจบก็ใช้มือปิดตาสหายอีกรอบ รอยยิ้มของฟ่านซีอิ๋งงดงามยิ่งกว่ามารดาเสียอีก หากส
ท่าทางห่างไกลจากการเป็นสตรีที่กิริยามารยาทเรียบร้อยทำให้มุมปากของชินอ๋องซื่อจื่อยกยิ้มยามมองตามหลังนางไปก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อหันกลับมาสนทนากับสหาย หลังจากออกมาจากเรือนของพี่ชายแล้วฟ่านซีอิ๋งก็ครุ่นคิดถึงความสนิทสนมของพี่ชายและสหาย ‘เท่าที่สังเกตยามที่ทั้งสองคนอยู่ด้วยกันก็ดูไม่ผิดปกติอันใด’ ท่าทีของพี่ใหญ่ที่มีต่อสหายก็ไม่ผิดแปลกอันใดมิใช่หรือ ‘โอ๊ย! ยิ่งคิดยิ่งสับสน’ “คุณหนูเป็นอันใดหรือไม่เจ้าคะ” สาวใช้คนสนิทเอ่ยถามเมื่อเห็นคุณหนูของตนทำท่าคล้ายจะตีอกชกหัวตนเองทันทีที่กลับมาถึงเรือน “ไม่มีอันใด” “คุณหนูกำลังเบื่อหน่ายหรือเจ้าคะ” ‘ข้าน่ะหรือจะเบื่อหน่าย แค่พยายามคิดหาทางไม่ให้ฝันร้ายกลายเป็นจริงก็เหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก’ “เจ้าว่าหลังจากที่ผ่านพิธีปักปิ่นแล้ว คุณหนูทั้งหลายเขาทำสิ่งใดกัน” “ก็คงเป็นการฝึกศาสตร์ทั้งสี่ให้เชี่ยวชาญ เรียนมารยาทให้งดงามไร้ที่ติ ยามเข้าร่วมงานเลี้ยงจะได้ต้องตาบุรุษเลิศล้ำสักคน ทั้งยังต้องฝึกเข้าครัวทำอาหาร...” “พอ ๆ เจ้า
5ผีหรือบุรุษรูปงามกัน สองวันมานี้ฟ่านซีอิ๋งรู้สึกได้ว่ายามค่ำคืนในป่าไผ่หลังจวนเหมือนจะเกิดเรื่องอันใดบางอย่างที่ทำให้บ่าวไพร่ตื่นเต้นดีใจ นางจึงสั่งให้สาวใช้คนสนิทไปสอบถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น “เรื่องนี้บ่าวทราบเจ้าค่ะคุณหนู” “ทราบก็รีบเล่ามาเถิด” “บ่าวได้ยินว่าช่วงนี้บริเวณป่าไผ่มีอิ๋งหั่วฉงมากมาย” “อิ๋งหั่วฉงหรือ” นางเคยอ่านเจอว่ามันจะออกมาบินช่วงหน้าฝนมิใช่หรือ อีกทั้งในตำรายังบอกไว้ว่าในเมืองหลวงหาดูอิ๋งหั่วฉงได้ยาก “เจ้าค่ะ แม้จะไม่ได้มีมากหลายตัวเช่นนอกเมืองหลวง แต่ทว่าก็พอทำให้สาวใช้พากันตื่นเต้นดีใจได้ มันงดงามมายคล้ายกับดวงดาวเลยเจ้าค่ะ” “อืม เจ้าว่าคืนนี้จะมีอยู่อีกหรือไม่” “บ่าวไม่แน่ใจเจ้าค่ะ ได้ยินบ่าวชายผู้หนึ่งที่มีบ้านอยู่แถวเมืองจินเซ่อกล่าวว่าอิ๋งหั่วฉงจะออกมาให้เห็นแค่วันสองวันก่อนจะหายไปไม่ออกมาอีกเจ้าค่ะ” “ช่างเถิด ข้าเพียงแค่สงสัยหาได้อยากดูไม่” แม้จะคิดเช่นนั้นแต่คืนนี้นางว่าจะลอบออกจากเรือนไปดูเสียหน่อย “เช่นนั้นหากคืนนี้ที่ใดมีอิ๋งห
“นั่นเสียงใครเจ้าคะ ท่านขว้างก้อนหินโดนคนหรือไม่” “คงไม่ใช่หรอก เพราะหากเป็นคนเขาต้องวิ่งออกมากล่าวโทษพี่แล้ว” “เช่นนั้นหรือเจ้าคะ” นางตอบรับแต่สีหน้ายังครุ่นคิดด้วยความสงสัย “เอ๊ะ! นั่นอิ๋งหั่วฉงนี่” สิ้นเสียงเขาอิ๋งหั่วฉงจำนวนมากก็ปรากฏเต็มป่าไผ่ “นี่หรือเจ้าคะอิ๋งหั่วฉง...งดงามยิ่งนัก” “ช่างดีจริงที่ได้ยืนมองอิ๋งหั่วฉงกับเจ้า” ชินอ๋องซื่อจื่อเอ่ยเสียงเบา “ช่างเหมือนดวงดาวบนท้องฟ้าเช่นที่ผู้อื่นว่าเสียจริง” “เจ้าชอบหรือไม่” เขาหันมาถามสตรีที่ยังคงจับชายอาภรณ์ของเขาไว้ “ชอบมากเจ้าค่ะ มันช่างงดงามตราตรึงใจยิ่งนัก” นางหันมาบอกเขาก่อนจะยิ้มกว้าง “พี่ก็คิดเช่นกันว่ามันช่างงดงามตราตรึงใจยิ่งนัก” คังซืออี้ กล่าวพลางจับจ้องดวงหน้าหวานยากจะละสายตา ตึกตัก ๆ หัวใจดวงน้อยของนางเต้นระรัวกับสายตาพราวระยับและวาจาหวานซึ้งของสหายพี่ชาย ‘เขาหมายถึงข้า หรือหมายถึงอิ๋งหั่วฉงกัน’ “มันมาเกาะบนผมเจ้าด้วย” เขากล่าวพลางเอื้อมมือมาทำสิ่งใดบางอย่างที่ผมนาง “จ
“แต่พี่มือเปื้อนเพราะเก็บหินเมื่อครู่ พี่ไม่อยากให้อาภรณ์ของเจ้าเปื้อน” “เช่นนั้นหากข้าเป็นคนคลุมให้ท่าน ก็หมดปัญหาแล้วใช่หรือไม่” นางเขย่งปลายเท้าก่อนจะคลุมผ้าของนางให้เขา แม้มันจะดูสั้นไปมากเพราะเขามีรูปร่างสูงใหญ่กว่านางนัก แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีสิ่งใดปกปิดร่างกายทำให้อบอุ่น “ขอบคุณ เสื้อคลุมของเจ้าช่างอบอุ่นยิ่งนัก” “ข้าก็ขอบคุณท่านเช่นกันที่มาส่งเจ้าค่ะ” นางกล่าวจบก็ทำท่าจะหมุนตัวเข้าเรือน “ประเดี๋ยวก่อน พี่ขอถามเจ้าได้หรือไม่ว่าวันนั้นเจ้าไปที่หอชายงามด้วยเหตุใด” “เดิมทีข้าตั้งใจจะไปเที่ยวเล่นเพราะอยากรู้อยากเห็น แต่บังเอิญไปเห็นพี่ใหญ่เดินเข้าไปที่หอแห่งนั้นพอดี ข้าที่รับรู้มาตลอดว่าสองปีที่ผ่านมาพี่ใหญ่อยู่เมืองจินเฟิ่งที่เป็นชายแดนเหนือย่อมอดไม่ได้ที่จะสงสัย จึงติดตามเข้าไปที่นั่นเพื่อไปดูว่าใช่พี่ชายของข้าที่ไม่ได้พบเจอกันเกือบสองปีหรือไม่” “ด้วยเหตุนี้เจ้าจึงไปแอบดูไห่ถิงที่หน้าห้องนั้น” “เจ้าค่ะ แล้วข้าก็ได้เห็นพี่ใหญ่กำลังทำเอ่อ...เรื่องวาบหวิวกับชายงามเหล่านั้น” “บางสิ่งที่เจ้าเห
ไม่ได้การแล้ว...นางต้องทำอันใดสักอย่าง เมื่อกลับถึงเรือนของตน ฟ่านซีอิ๋งก็รีบผลัดเปลี่ยนอาภรณ์อย่างรวดเร็ว ก่อนจะไปขออนุญาตมารดาเพื่อออกไปข้างนอก “คุณหนูจะออกไปซื้อสิ่งใดหรือเจ้าคะ” “ข้าจะไป...” หากตอบว่าไปมองหาบุรุษที่เข้าท่ามาให้พี่ใหญ่ ก็คงจะไม่ได้ ของขวัญ! ใช่แล้วอีกไม่นานพี่ใหญ่ก็จะมีอายุครบยี่สิบสี่หนาว นางแสร้งทำเป็นออกไปหาซื้อของขวัญให้เขาคงจะได้กระมัง อย่างน้อยก็สามารถใช้ข้ออ้างนี้ออกจากจวนได้ราวสามสี่ครั้ง แต่เพียงคิดถึงของขวัญ นางก็น้ำตาแทบไหลรินเมื่อคิดถึงเงินก้อนสีทองที่จับจ่ายไปในหอชายงามครั้งนั้น การไปเที่ยวเช่นนั้นช่างใช้ตำลึงมากมายทีเดียว “ข้าจะออกไปซื้อของขวัญให้พี่ใหญ่” “คุณหนูได้เลือกของขวัญที่จะมอบให้คุณชายใหญ่แล้วหรือยังเจ้าคะ” “ข้ายังคิดไม่ออก จึงคิดว่าจะมาเดินดูก่อน” “พู่กันอย่างไรเจ้าคะ ก่อนหน้านี้คุณหนูเคยบอกว่าอยากได้พู่กันล้ำค่า...” “ไม่เอา ข้าเปลี่ยนใจแล้ว” นางไม่มีวันเดินเข้าร้านเหิงจื้อเป็นแน่ “เช่นนั้นของขวัญของคุ
โปรดปรานจนวาระสุดท้าย เวลาผ่านไปนานถึงยี่สิบห้าหนาว ฮ่องเต้คังเฟยหลงในวัยสี่สิบเจ็ด ป่วยและจากไปด้วยโรคประจำตัว แม้ในวังหลังจะมีสนมมากมาย แต่ทว่าฮ่องเต้กลับมีโอรสและธิดากับฮองเฮาเพียงสามพระองค์โดยสนมทุกคนจะถูกบังคับให้ดื่มน้ำแกงไร้บุตรก่อนที่จะเข้าถวายการรับใช้ ซึ่งฮ่องเต้จะเป็นผู้ยืนดูความเรียบร้อยด้วยตนเอง แม้จะมีฎีกาคัดค้านเรื่องนี้จากขุนนางมากมาย แต่ทว่าขุนนางเหล่านั้นก็จะโดนฮ่องเต้กล่าวหาว่ามักใหญ่ใฝ่สูงหวังอยากเป็นพระอัยกาของฮ่องเต้พระองค์ถัดไปทั้งคิดจะกลืนกินราชวงศ์ สุดท้ายจึงไม่มีใครกล้าโต้แย้งพระประสงค์ของฮ่องเต้ด้วยกลัวว่าจะต้องโทษกบฏ องค์ไท่จื่อที่ได้รับการแต่งตั้งจึงเป็นองค์ชายใหญ่ ส่วนองค์ชายรองก็รับหน้าที่ส่งเสริมพี่ชายโดยได้รับตำแหน่งอ๋อง และองค์หญิงก็ได้แต่งกับท่านราชบุตรเขยซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ ทั้งสามพี่น้องรักใคร่เกื้อกูลกันเนื่องจากประสูติจากครรภ์ของฮองเฮา “ชินอ๋องซื่อจื่อแจ้งว่ายามได้รับทราบข่าวของพระองค์ ชินอ๋องและพระชายารีบเร่งเดินทางออกจากเมืองจิ่นเฟิงเพคะ” “อืม...แต่เจิ้นคงรอพวกเขาไม่ไหวหรอก อย่างไรฝากขอโทษพวกเขาด้ว
“อืม” คังซืออี้หน้าตึงไม่ค่อยพอใจอยู่บ้างที่เห็นพระชายาของตนส่งยิ้มให้โอรสสวรรค์ “ซีถิง อากลับก่อนนะ เอาไว้วันหน้าอาจะนำของเล่นมามอบให้” “พ่ะย่ะค่ะ” เด็กน้อยวัยห้าหนาวตอบรับเสียงอ่อน “ฟู่กงกง ส่งเสด็จฮ่องเต้” “เชิญพ่ะย่ะค่ะ” ฟู่กงกงรีบมาทำหน้าที่ พลางคิดว่าคงจะมีแต่ตำหนักนี้กระมังที่ให้ขันทีเป็นคนออกไปส่งฮ่องเต้ที่หน้าตำหนักหาใช่เจ้าของตำหนัก คล้อยหลังโอรสสวรรค์แล้ว พระชายาฟ่านก็หันหน้ามาจ้องหนึ่งบุรุษ หนึ่งเด็กน้อยที่หน้าตาคล้ายคลึงกันยิ่งนัก ไหนจะท่าทางก้มหน้าเล็กน้อยแล้วช้อนตาขึ้นมองเพื่อเรียกร้องความน่าสงสารนั่นอีก ‘สมแล้วที่เป็นพ่อลูกกัน’ นางเกือบเผลอยิ้มออกมาก่อนจะแสร้งทำหน้าเคร่งขรึม “ท่านแม่ขอรับ เรื่องนี้เป็นท่านพ่อที่ผิดนะขอรับ ลูกเพียงแต่น้อยใจ...” “บิดาเจ้าเพียงห่วงใยมารดา จึงไม่อยากให้เจ้าไปรบกวน พ่อผิดที่ใด” “หยุดเอ่ยวาจาเลยเจ้าค่ะ นับตั้งแต่นี้ชินอ๋องและชินอ๋องซื่อจื่อจะต้องย้ายไปอยู่เรือนท้ายตำหนักและถูกกักบริเวณเป็นเวลาสามวันห้ามก้าวเท้าออกจากเรือนท้
“ข้าคิดดีแล้วขอรับ ท่านอามาเป็นสามีใหม่ของมารดาข้าเถิด ข้ายินดีจะเรียกท่านว่าบิดาอย่างไม่อิดออด” “หน๊อย! เจ้าเด็กนี่ เฟยหลงเจ้าปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ” ชินอ๋องร้องโวยวายเมื่อถูกน้องชายจับตัวไว้หวังช่วยเหลือเจ้าเด็กมากมารยา “ท่านพี่ใจเย็น ๆ ก่อนเถิด ซีถิงยังเยาว์วัยนักท่านอย่าได้ถือสาเขาเลย” “ท่านพ่อคนใหม่ ช่วยข้าด้วยขอรับ เห็นหรือไม่ บิดาคนเก่าของข้าใจร้ายเพียงใด” ท่าทางก้มหน้าเล็กน้อยพลางตอบเสียงอ่อน ทำให้ผู้ใหญ่เอ็นดูได้ไม่อยาก แต่ยกเว้นบุรุษที่เจ้ามารยาไม่แพ้กันเช่นชินอ๋อง “หยุดเอ่ยเรียกผู้อื่นว่าบิดาได้แล้ว มิเช่นนั้นข้าจะลงโทษเจ้า” คังซืออี้รู้สึกอยากลงโทษบุตรชายก็คราวนี้ จะมารยาเรียกร้องความสนใจเช่นไรเขาไม่นึกถือสา แต่หากคิดจะหาบุรุษมาให้ชายาของเขา เขามีหรือจะยอม “จะลงโทษซีถิงด้วยเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ” ฟ่านซีอิ๋งเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าจริงจัง นางถูกสาวใช้คนสนิทปลุกให้ตื่นหวังให้มาห้ามทัพระหว่างบุรุษทั้งสอง ด้วยกลัวว่าท่านอ๋องน้อยจะถูกลงโทษเพราะไปยั่วโทสะบิดาเข้า เรื่องที่แตะเกล็ดมังกรย้อนของชินอ๋องผู้นี้เห
“ท่านอ๋องสั่งไว้ว่าไม่ว่าใครก็ห้ามรบกวนขอรับ” “บังอาจ! พวกเจ้าไม่เห็นข้าเป็นนายหรือ” เด็กน้อยวัยห้าหนาวยืนกอดอกจ้องทหารยามด้วยสายตาดุ แต่ในสายตาผู้อื่นกลับดูน่ารักไปเสียได้ “ย่อมเห็นขอรับจึงไม่อยากให้ท่านอ๋องน้อยต้องถูกท่านอ๋องลงโทษที่ขัดคำสั่ง” “ปล่อย...” ชินอ๋องซื่อจื่อตัวน้อยยังส่งเสียงร้องโวยวายไม่ทันจบก็ถูกบุรุษตัวโตปิดปากแล้วอุ้มให้ออกห่างจากเรือน “ชายาข้ากำลังพักผ่อน เจ้าอย่าได้ส่งเสียงรบกวนนาง” เรียกได้ว่าเพิ่งได้นอนเมื่อตะวันฉายแสงจะดีกว่า ทำอย่างไรได้ในเมื่อเขาทั้งรักและโปรดปรานนางยิ่งนัก ทันทีที่ร่างเล็กถูกปล่อยให้เป็นอิสระ เจ้าตัวน้อยก็กอดอกแล้วต่อว่าผู้เป็นบิดาทันที “ท่านพ่อใจร้าย ไม่ยอมให้ข้าเจอท่านแม่เลย” “ซีถิง เจ้าโตแล้ว เป็นบุรุษจะทำตัวเป็นลูกแง่เกาะติดมารดาตลอดไปไม่ได้ ในภายหน้าเจ้าจะได้เป็นชินอ๋องที่น่าเกรงขาม เห็นหรือไม่ บิดาทำไปเพื่อฝึกฝนเจ้า” คังซืออี้กล่าวพลางตีหน้าเคร่งขรึมหวังหลอกล่อบุตรชายให้หลงเชื่อ ทั้งที่จริงแล้วยามเดินทางเขาไม่ได้ใกล้ชิดนางดั่งใจต้องการ
หาคนรักให้มารดา เสียงร้องโวยวายของเจ้าก้อนแป้งวัยห้าหนาวดังลั่นเรือนพร้อมเจ้าตัวที่กำลังดีดดิ้นและพยายามช่วยเหลือตนเองจากการถูกหิ้วคอเสื้อจากทางด้านหลัง “ท่านพ่อ ปล่อยข้านะขอรับ ข้าจะไปหาท่านแม่” เด็กน้อยเอื้อมแขนสั้น ๆ ของตนพยายามแกะมือที่จับยึดคออาภรณ์ของเขา “ท่านแม่เจ้ากำลังพักผ่อนให้คลายจากความเหน็ดเหนื่อยเจ้าอย่าได้ไปรบกวน” “นี่มันยามโหย่ว (17.00-18.59) แล้วนะขอรับ” “แล้วอย่างไร มีกฎข้อใดไม่ให้ชายาข้าพักผ่อนในยามโหย่ว (17.00-18.59)” “ก็มันใกล้จะมืดค่ำแล้วขอรับ” ประเดี๋ยวอีกหนึ่งชั่วยามก็ต้องเตรียมตัวเข้านอนอีก “เจ้ายังเด็กนัก บิดาจึงไม่อาจบอกได้ว่าแท้จริงยามค่ำคืนคนที่เติบโตแล้ว ไม่ต้องเข้านอนก็ได้” “ท่านพ่อกำลังโกหกข้า อีกอย่างหากท่านแม่ทราบว่าข้ากำลังร้องเรียกหา ท่านแม่หรือจะเมินเฉย” “ที่เจ้ากล่าวมาก็ไม่ผิด ด้วยเหตุนี้พ่อจึงได้พาเจ้ากลับมาที่เรือนแยก แม่นม จือไห่ จือซวน จือหม่า จือหมิง” “เพคะ/พ่ะย่ะค่ะ” คนที่รออยู่ด้านนอกรีบวิ่งเข้ามาพลางโค้งตัวรอรับคำส
“ในเมื่อพี่ตกลงกราบไหว้ฟ้าดินกับเจ้าแล้ว ชั่วชีวิตไม่ว่าจะทุกข์หรือสุขพี่ย่อมมีเจ้าเป็นสตรีเพียงคนเดียวในเรือนหลัง หากเจ้าลองสังเกตดี ๆ เจ้าจะพบว่านอกจากบิดาของพี่จะมีฮูหยินเพียงคนเดียวแล้ว สหายของพี่ที่เป็นถึงชินอ๋อง ก็ยังแต่งพระชายาคือน้องสาวของพี่เพียงคนเดียว ไร้อนุฯ หรือสาวใช้อุ่นเตียง บ่งบอกว่าพวกเราคนตระกูลฟ่านต้องการมีรักเดียวชั่วชีวิต” “นี่ท่าน!” หูเซียงเฟยตกใจยิ่งนัก มิคิดว่าเขาจะคิดเช่นนั้นมาโดยตลอด “เช่นนั้นเจ้าอย่าได้เอ่ยถึงเรื่องข้อเสนอนั่นอีกเลย ในเมื่อการกราบไหว้ฟ้าดินของเราเกิดขึ้นเพราะความเต็มใจ” สิ้นเสียงเขาก็เชยคางมนขึ้นก่อนจะกดริมฝีปากทาบทับลงบนกลีบปากสีอ่อน ลิ้นร้อนบุกรุกโพรงปากนุ่มเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้เขาจงใจทำให้นางคุ้นเคยกับสัมผัสของเขาจึงทำเพียงกินเต้าหู้นางเล็ก ๆ น้อย ๆ ลิ้นร้อนลิ้มรสความหวานจากโพรงปากนุ่ม ลิ้นเรียวเล็กของนางพยายามตอบรับสัมผัสของเขาอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ยิ่งทำให้เข้าปรารถนาอยากจะกดนางลงบนเตียงแล้วทำให้นางกลายเป็นฮูหยินของเขาเต็มตัว “เซียงเซียง เจ้าหวานเหลือเกิน” เขากล่าวพลางจ้องมองนางด้ว
“ท่านพี่เหนื่อยหรือไม่เจ้าคะ” นางถามไถ่เขาเช่นนี้ทุกวัน นางช่างเป็นสตรีที่น่าอิจฉา ครอบครัวของสามีดีกับนางเหลือเกิน สามีหรือก็ไม่มีวี่แววว่าจะเป็นบุรุษมักมากพร้อมรับสตรีเข้าเรือนมากมาย ทำให้นางยิ่งสำนึกในบุญคุณของเขา จึงพยายามปรนนิบัติดูแลเขาให้ดีที่สุด “เหน็ดเหนื่อยอยู่บ้าง” “เช่นนั้นไปอาบน้ำให้สบายตัวก่อนกินข้าวดีหรือไม่เจ้าคะ” “ไม่ล่ะ อาบน้ำร้อนทุกวันไม่ดีกับร่างกายกระมัง เจ้ากินข้าวก่อนเถิด วันนี้พี่มีงานมากมายจึงมาบอกเจ้าว่าอย่ารอพี่เข้านอน เพราะพี่อาจจะนอนที่ห้องหนังสือเลย” “เจ้าค่ะ” ฮูหยินน้อยจวนฟ่านคล้ายจะรู้สึกผิดหวัง นางก้มหน้าเล็กน้อยเพื่อซ่อนแววตาเสียใจ “เช่นนั้นพี่ไปทำงานก่อนนะ” เขากล่าวก่อนจะเดินออกจากห้องไป ไม่มีท่าทางหยอกเย้าหรือกินเต้าหู้นางเช่นทุกวัน” ‘เขาโกรธอันใดข้าหรือไม่’ ‘หรือเขาเบื่อหน่ายข้าแล้ว จึงพยายามหลีกเลี่ยงเช่นนี้’ หูเซียงเฟยไม่เข้าใจตนเองเช่นกันว่าเหตุใดถึงรู้สึกเสียใจเมื่อเห็นท่าทางเมินเฉยของเขา ในเมื่อเขาบอกว่าอาจจะไม่กลับมา นางจึงถ
“แต่หากเจ้าไม่อยาก...” เขากำลังจะบอกว่าไม่อยากฝืนใจนาง เขามีเวลาเป็นปีที่จะยั่วยวนจนนางหลวมตัวหลวมใจยินดีที่จะเป็นฟ่านฮูหยินตลอดไป “ท่านได้โปรดชี้แนะข้าด้วย” นางรีบกล่าวคล้ายกลัวเขาเข้าใจผิด ที่เขายอมรับข้อเสนอตบแต่งนางเป็นฮูหยินเอกนับว่ามีพระคุณกับนางยิ่งนัก “หากพี่สอน เจ้าจะหาว่าพี่หน้าไม่อายหรือไม่” “ไม่ว่าเจ้าค่ะ” “เช่นนั้นลองสัมผัสมันดูหรือไม่ ทำความคุ้นเคยกับมันก่อน” น้ำเสียงที่แฝงด้วยยั่วเย้าและแววตาที่ล่อลวงทำให้นางหลวมตัวพยักหน้าตอบรับด้วยใจหนึ่งก็รู้สึกอยากรู้อยากเห็น แม้ก่อนออกเรือนมารดาจะนำหนังสือปกขาวที่เคยได้รับมามอบให้ แต่ทว่านางลองศึกษาแล้วยังไม่กระจ่างเท่าใด ทราบแต่เพียงว่าครั้งแรกจะเจ็บมากเท่านั้น “เจ้าค่ะ” นางตอบรับด้วยสีหน้าเขินอาย แต่ก็ยอมเอื้อมมือไปจับเจ้าสิ่งนั้นที่คล้ายผงกหัวเรียกนางอยู่ “เป็นอย่างไรบ้าง” “มันเหมือนมีชีวิตเลยนะเจ้าคะ” “เพราะมันปรารถนาอยากจะปลดปล่อยอย่างไรเล่า” “แล้วยามที่มันแข็งขึงเช่นนี้ ท่านปวดหรือไม่เจ้าคะ”
‘หากเจ้ายอมเล่าเรื่องทุกอย่างให้ข้าฟังตามจริง ข้าอาจจะตบแต่งกับเจ้าตามข้อตกลงก็ได้’ ‘เช่นนั้นเราเปลี่ยนที่สนทนาได้หรือไม่เจ้าคะ’ ‘ย่อมได้’ เขากล่าวพลางวางตะเกียบลง ‘ท่านกินให้อิ่มก่อนก็ได้เจ้าค่ะ ข้ารอได้’ อย่างไรกลับไปก็โดนหาเรื่องอยู่แล้ว หากนางจะกลับช้าอีกสักหน่อยจะเป็นไรไป ‘เช่นนั้นก็รอข้า’ ‘เจ้าค่ะ’ หลังจากย้ายที่สนทนาแล้วนางก็เล่าเรื่องราวที่ตนต้องเข้าร่วมการคัดเลือกนางสนมของฮ่องเต้ ซึ่งพี่สาวที่เข้าเกณฑ์จะต้องเข้าร่วมเช่นกันกับฮูหยินรองที่ยามนี้ทำตัวเช่นฮูหยินเอกกดขี่นางและมารดา พยายามหาบุรุษมีตำหนิมาแต่งกับนางเพื่อจะได้ตัดคู่แข่งในการคัดเลือกนางสนมออกไป ซึ่งตัวหูเซียงเฟยที่ไม่ได้อยากเป็นสนมของฮ่องเต้ จึงคิดเลือกบุรุษสักคนด้วยความคิดที่ว่าหากต้องพลีกายให้กับใครสักคน นางขอเป็นคนเลือกเอง ทว่าสถานที่เลือกบุรุษของนางกลับเป็นร้านบะหมี่ข้างทาง ไม่ใช่โรงเตี๊ยมที่คุณชายมักจะไปนั่งจิบชา ซึ่งนางให้เหตุผลว่าที่มาเลือกบุรุษในที่นี่ก็เพราะ ในสายตานางบะหมี่ร้านนี้รสเลิศกว่าอาหารในโรงเตี๊ยม แต่กลับถ