ทุกวันอันแสนสุข ชิงลี่คิดหลงตัวเองได้เช่นนั้น โดยไม่ชั่งใจเลยสักนิด ว่าชีวิตคนเราไม่แน่นอน...
กระทั่งถึงวันที่นัดตรวจครรภ์อีกครั้ง ท่านหมอก็เดินทางมาหาถึงเรือนนอน
หลังจากจับชีพจรเป็นนาน ท่านหมอก็เผยสีหน้างุนงง ก่อนเอ่ยปากอย่างแน่ใจว่าชิงลี่มิได้ตั้งครรภ์
แน่นอนว่าแรกเริ่มไม่มีใครเชื่อ นายท่านจางจึงเชิญหมอคนใหม่มาตรวจ ผลปรากฏว่าชิงลี่มิได้ตั้งครรภ์จริงๆ
จากนั้นยังเชิญหมอมาอีกสองท่าน ผลการตรวจล้วนเหมือนกัน คือในครรภ์ของชิงลี่ช่างว่างเปล่า ไร้ก้อนเนื้ออาศัยอยู่
เรื่องนี้ทำให้จางฉวนโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ด่าทอชิงลี่แบบไม่ไว้หน้า ว่าเป็นนังใจกล้า เจ้าแผนการ หมายจับเขาให้แต่งงานด้วยวิธีการไร้ยางอาย
ชิงลี่แม้ตกใจแทบสิ้นสติในคราแรก แต่ด้วยนิสัยของนาง มีหรือจะยอมให้จางฉวนด่ากราดฝ่ายเดียว
ทั้งสองคนจึงกลายเป็นคู่สามีภรรยาที่ครองเรือนได้ร้อนแรงคล้ายไฟโหมทำลายล้างในทุกเมื่อเชื่อวัน
แน่นอนว่ามิใช่รักกัน แต่กลับเกลียดกันได้อย่างเดือดระอุราวพลิกฟ้า
จูซิ่วหรืออดีตอนุจูของหานอี้ซวนย่อมไม่มีสิทธิ์ออกเสียง ทำได้เพียงเฝ้ามองอย่างไม่อาจช่วยเหลืออันใด
ขณะกำลังนั่งฟังชีวิตหลังแต่งงานของชิงลี่จากชิงหลิว ซานซานเพียงนั่งสงบนิ่งอยู่ในห้องส่วนตัว สีหน้าเยือกเย็น แววตาลึกล้ำ เรือนกายแผ่ซ่านกลิ่นอายความเลือดเย็นออกมามากล้น
เนื่องจากยังตั้งครรภ์อยู่ จึงต้องคำนึงถึงลูกน้อยให้มาก มิอาจทำการใดรุนแรง
นางแค่ใส่ยาบางอย่างในขนมให้ชิงลี่กินในศาลาวันนั้น ส่งผลให้อีกฝ่ายมีอาการคล้ายตั้งครรภ์ทุกประการ
กระทั่งท่านหมอยังตรวจเจอชีพจรมงคลคู่ นางประสงค์ให้ชิงลี่ได้อยู่ในตำแหน่งภรรยาเอก เพื่อให้อีกฝ่ายมีทางเลือก
หากปรับปรุงตัวได้และอยู่เป็น ย่อมสุขกายสบายใจ
แต่ถ้าไม่! ก็แค่รอรับผลไปตามกรรม...
ทั้งหมดเป็นการปัดกวาดตัวน่ารำคาญออกไปจากบ้านเท่านั้น แผนการนี้นับได้ว่าซานซานใจดีมีเมตตามากมายนัก
หลายวันมาแล้ว
นับตั้งแต่ความจริงเรื่องชิงลี่ถูกเปิดเผย การทะเลาะกันระหว่างจางฉวนกับชิงลี่จึงเกิดขึ้นทุกวัน การโกหกว่ามีครรภ์เพื่อที่จะได้แต่งงาน ทำให้ครอบครัวจางบังเกิดความรู้สึกเสียหน้า จึงคิดจะส่งตัวทั้งชิงลี่และอนุจูคืนครอบครัวหาน
ซานซานได้ข่าวก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่รอให้สตรีทั้งสองถูกส่งตัวกลับมาแน่นอน
ชาตินี้มิอาจฆ่าจึงต้องนุ่มนวลสักหน่อย นางแอบเสนอความคิดผ่านชิงหลิวทันที
เมื่อหานอี้ซวนได้ฟังความทั้งหมดจากชิงหลิวก็เห็นด้วยแบบไร้เงื่อนไขเนื่องจากเป็นคำของบุตรชายคนโปรด จักไม่เชื่อได้อย่างไร
ไม่นาน...หานอี้ซวนจึงยกขบวนครอบครัวบ้านหานเดินทางไปยังบ้านจางอย่างไม่มีรั้งรอ
เป้าหมายคือเจรจาไกล่เกลี่ยด้วยสันติวิธีแต่ผลประโยชน์มากโข
ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้หานอี้ซวนไม่อาจไม่เห็นด้วย
ผู้คนในขบวนมีหลายคนยิ่งนัก ไม่ว่าจะเป็นหานอี้ซวนซึ่งเป็นผู้นำตระกูล เจียหรู๋ผู้เป็นฮูหยินใหญ่ ชิงหลินบุตรสาวคนโต ชิงหลิวบุตรชายคนเล็ก บ่าวรับใช้ติดตามประมาณสี่ห้าคน และบุคคลพิเศษเป็นชาวบ้านอีกถึงสิบคน
นายท่านจางกับจางฮูหยิน รวมทั้งจางฉวนและชิงลี่พลันเบิกตาโพลงเมื่อเห็นคนบ้านหานยกขบวนมามากมายเช่นนั้น กระทั่งคนท้องอย่างชิงหลินก็ยังมา
“แค่มารับตัวบุตรสาวกลับไป ไยต้องยกผู้คนมาถึงเพียงนี้ มิเป็นการประจานตัวเองไปสักหน่อยหรือไร?” นายท่านจางเอ่ยเสียงเยาะเย้ยมาทางหานอี้ซวน
อีกฝ่ายแค่นเสียงหยันอย่างที่ไม่เคยเป็น “ในเมื่อท่านคิดจะส่งตัวบุตรสาวของข้ากลับคืน ก็เห็นชัดแล้วว่าสายสัมพันธ์การค้าระหว่างเราที่ข้าเพียรเฝ้าถนอมได้สะบั้นไปแล้ว”
นายท่านจางร้องเฮอะ แล้วถามคำรามเสียงดัง “นับแต่รู้ว่าบุตรสาวของท่านโกหกว่าท้อง เรายังต้องเกี่ยวดองอันใดอีก?”
หานอี้ซวนกล่าวเสียงกร้าว “หากไม่ต้องการเกี่ยวดอง เช่นนั้นท่านก็บอกมา ว่าเหตุใดบุตรชายของท่านต้องล่วงเกินบุตรสาวของข้า ที่เรือนบุปผาเขาทำระยำกับนางกี่ครั้ง ผู้คนที่มากับข้าในวันนี้ล้วนเป็นพยานได้”
เมื่อประโยครุนแรงเช่นนี้ดังขึ้น ใบหน้านายท่านจางพลันหม่นคล้ำ จางฮูหยินก็ไม่ต่าง ส่วนใบหน้ารูปงามของจางฉวนยิ่งมืดดำ
เมื่อประโยครุนแรงเช่นนี้ดังขึ้น ใบหน้านายท่านจางพลันหม่นคล้ำ จางฮูหยินก็ไม่ต่าง ใบหน้ารูปงามของจางฉวนยิ่งมืดดำ ได้ยินเสียงหานอี้ซวนเอ่ยคำคล้ายตบหน้าอีกว่า“หากไม่ใช่เพราะร่างกายลี่เอ๋อร์ที่ถูกบุตรชายของเจ้าบังคับให้กินยาห้ามครรภ์จนเกิดผิดปกติขึ้นมา กระทั่งท่านหมอยังตรวจผิด ส่วนข้ายังเข้าใจผิดจนต้องออกหน้าจำยอมให้นางแต่งงานอย่างรวดเร็วเกินไป เช่นนั้นนายท่านจางจงบอกแก่ข้ามา ว่าเมื่อใดจะเกิดงานแต่ง สินสอดเมื่อไหร่จะจ่าย ความเสียหายที่เกิดขึ้นล้วนประเมินค่ามิได้ แทนที่จะส่งตัวบุตรสาวคืนให้ข้า มิสู้มอบโรงน้ำชา ร้านขายผ้า และกิจการทดแทนอีกสักสองแห่ง”ชั่วจังหวะนั้นพลันมีเสียงท่านป้าคนหนึ่งเอ่ยแทรก “ใช่ๆ ข้าเคยเห็นคุณชายจางพาคุณหนูหานหายไปทางเรือนหลังหนึ่ง”ท่านน้าอีกคนรีบกล่าว “คุณชายจางล่วงเกินคุณหนูหานถึงเพียงนั้น ย่อมต้องจ่ายค่าตอบแทน”ท่านลุงอีกคนรีบเอ่ยบ้าง “ถูกต้อง ข้าขอร่วมเป็นพยาน”ท่านป้าอีกคนรีบช่วยผสาน “ข้ายังเคยไปแอบดู อุ๊บ!” นางปิดปากเกือบไม่ทัน รีบแก้ต่างว่า “ข้าเห็นว่าควรมอบสินน้ำใจ มิใช่ส่งคืนเช่นนี้ หยามเกียรติสตรีเกินไปแล้ว” นางทำท่าปั่นปึงขึงขังแข็งกร้าว เรียกพวกพ้องใ
ก่อนออกจากบ้านสกุลจาง ซานซานผู้เงียบเชียบรอแค่ชมงิ้วมาโดยตลอด อาศัยจังหวะที่ขบวนผู้คนบ้านหานพากันเตรียมตัวเดินทางกลับ เดินเข้าไปทักทายใครบางคนอย่างมีน้ำใจ"แม่รอง""คุณหนูใหญ่"น้ำเสียงแหบแห้งสิ้นดี แต่ซานซานหาได้เห็นใจไม่เพียงคลี่ยิ้มบางพลางเอื้อมมือเข้าไปในแขนเสื้อ ล้วงสิ่งหนึ่งออกมายื่นให้อนุจู “นี่คือยาบำรุง ช่วยลดทอนพิษที่ตกค้างจากยาห้ามครรภ์ รับรองว่าลี่เอ๋อร์จะตั้งท้องได้ในไม่ช้า”“จริงหรือ?” อนุจูเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ก็ยังรับมาซานซานเอ่ยเสียงเนิบช้า “ไม่ลองไม่รู้ แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้ท้องว่างอยู่เช่นนี้ ลี่เอ๋อร์แต่งออกมาหาใช่ในฐานะลูกอนุไม่ ตำแหน่งในบ้านจางจะอย่างไรก็คือภรรยาเอก มิอาจหย่าร้างโดยง่ายตามใจ แม้ว่าความรักระหว่างพวกเขาจะเปราะบางแตกร้าวไปแล้ว อยู่ร่วมกันลำบากเพราะไม่เหมือนเดิม หากแต่การคลอดหลานให้นายท่านจางสักคน สามารถยึดตำแหน่งลูกสะใภ้เอาไว้ด้วยทายาท ย่อมดีแน่นอน”สิ้นคำอันแสนจะหวังดีของซานซาน อนุจูจึงพยักหน้ารับอย่างไร้หนทางอื่น เพราะเท่าที่ฟังดู นี่คือผลดีทั้งสิ้น มองไม่เห็นผลเสียอันใดสาวใช้กลางคนรอซานซานอยู่ทางฝังหนึ่งเพื่อจับประคอง ทว่าชิงหลิวผู้เป
ล้อรถบดถนนไปตามทางเอื่อยเฉื่อย ซานซานทำท่าทางอ่อนเพลียอย่างยิ่ง“พี่ใหญ่ ไม่สบายตัวหรือ?”ชิงหลิวถามอย่างเป็นห่วง เมื่อเห็นอีกฝ่ายมีใบหน้าซีดเซียวจึงตะโกนสั่งสารถี “เจ้าช้าลงหน่อย อย่าได้เร่งรีบจนเกินไป”รถม้าที่เคลื่อนตัวช้าอยู่แล้ว จึงยิ่งช้าเข้าไปใหญ่ ถึงขั้นที่สารภีต้องหยุดกระตุ้นม้า เก็บแส้มิดชิด แล้วลงมาเดินจูงคอม้า ค่อยๆ เหยาะเท้าไปด้วยกันเลยทีเดียวอันที่จริง สตรีตั้งครรภ์เช่นซานซานไม่ต้องติดตามมาก็ย่อมได้ เพียงแต่วันนี้ นางให้เหตุผลอย่างมีน้ำใจมากล้น เปี่ยมไปด้วยความกตัญญูว่า ต้องการมาช่วยเป็นพยานให้น้องสาว เพื่อเรียกคืนความยุติธรรมแก่สกุลหาน เพราะคนมากยิ่งอุ่นใจมาก เพื่อครอบครัวแล้ว ต่อให้ลำบากยิ่งกว่านี้พันเท่าหมื่นเท่าก็ต้องมาร่วมให้ได้ทุกคนพอได้ฟังก็ตื้นตันใจ ไม่มีใครคิดฝันว่าชิงหลินจะกล้าเอ่ยคำได้ดีถึงเพียงนี้ ลึกซึ้งกินใจปานนั้นครอบครัวหานจึงพากันเดินทางพร้อมหน้า คงเหลือเพียงจี้เหยาที่อยู่เฝ้าเรือนไม่อาจร่วมขบวนได้ เพระว่านางนอนป่วยอยู่ในห้องมาหลายวันแล้วหานอี้ซวนที่เพิ่งกลับจากติดต่อการค้า พอกลับมายังมัวแต่ยุ่งกับเรื่องของชิงลี่จึงยังไม่ทันได้ไปเยี่ยมเลยสักคราเน
สถานที่อันเป็นความทรงจำของซานซานกับกงหนิว คือเรือนไม้ไผ่ริมลำธาร ห่างไกลจากตัวหมู่บ้านสถานนี้แห่งนี้ร้างผู้คน ไม่มีใครสัญจรมานานแล้ว เนื่องจากเคยมีเรื่องสะเทือนขวัญเกี่ยวกับการตายของกงหนิว กระทั่งเด็กๆ ยังไม่กล้ามาเล่นน้ำใกล้ๆซานซานกับชิงหลิวเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้แทนที่จะไปจวนว่าการแม้จะตั้งครรภ์จนท้องกลมโต แต่ซานซานยังคงเดินเหินได้คล่องแคล่วนักเนื่องจากยามที่อาศัยอยู่กับสามีที่เรือนไม้ไผ่ริมน้ำ นางได้ฝึกกล้ามเนื้อติดต่อกันทุกวัน กำลังวังชาจึงไม่ด้อย ทว่าเหตุที่ช่วงก่อนหน้าทำเป็นอ่อนแอปวกเปียกยามเดินทางไปบ้านสกุลจาง ก็แค่อยากถ่วงเวลาให้ใครบางคนก็เท่านั้นและใครบางคนที่ว่าก็กำลังซ่อนตัวอยู่ที่เพิงไม้เก่าคร่ำนางคือจี้เหยาสตรีผู้มีรูปโฉมงดงาม รูปร่างทรงเสน่ห์ยั่วยวน ใบหน้าหวานล้ำหยาดเยิ้มปานเทพธิดา บัดนี้คล้ายตัวประหลาดก็ไม่ปานเนื้อตัวที่เคยนวลเนียนอ่อนนุ่ม บัดนี้มีผื่นขึ้นจนแดงเถือก บางจุดยังเป็นตุ่มเป็นหนอง บางตำแหน่งของเนื้อหนังยังเริ่มเน่า ใบหน้าที่เคยขาวนวลผ่องผาด บัดนี้ดำคล้ำ ผิวหลุดลอกออกจนเสียโฉมไปกว่าครึ่ง ต้องใช้ผ้าปิดบังใบหน้าเอาไว้ตลอดเวลาทันทีที่ซานซานกับชิงหลิวเ
คล้อยหลังจี้เหยา ชิงหลิวเอ่ยถามพี่สาวเสียงเบา“นางจะกลับมาเอาผิดพวกเราหรือไม่?”ซานซานตอบเสียงเรียบ “หากนางกล้า คงต้องดูว่าคนของทางการจะเชื่อใคร ระหว่างสตรีโง่งมขลาดเขลาทั้งยังตั้งครรภ์เช่นข้า กับสตรีเปี่ยมเสน่ห์หูตาแพรวพราวแลดูเจ้าเล่ห์ที่มีอาการคล้ายเป็นโรคร้ายเพราะเริงรมย์มากไป”อุตส่าห์ให้โอกาสหนีแล้วยังกล้ากลับมาก็คงโง่บัดซบ!ซานซานนับเป็นสตรีจิตใจงามยิ่งหญิงสาวเอ่ยอีกว่า “แท้จริงแล้ว พี่ไม่แน่ใจ ท่านพ่อประสงค์ให้แจ้งความหรือไม่ เพราะหลงมัวเมาอนุจนเกิดเรื่อง คงอับอายอยู่มาก”ชิงหลิวไม่ต่อคำ เพียงยืนนิ่งมองพี่สาว เนิ่นนานทีเดียวจึงค่อยๆ ถามอย่างถนอมน้ำใจ“พี่ใหญ่ ข้าขอพูดอะไรสักประโยคได้หรือไม่?”ซานซานเลิกคิ้วมอง “ว่ามา”หนุ่มน้อยกลืนน้ำลายลงคอเรียกความมั่นใจ ครู่หนึ่งจึงเอ่ยเสียงเบา ”ท่านเปลี่ยนไปมาก ท่านกำลังทำข้าตกใจยิ่งนัก”ทั้งๆ ที่ตกใจ แต่กลับร่วมมืออย่างดีไม่มีบ่นสักคำ ทำเอาซานซานนึกขันเด็กหนุ่มตรงหน้า จึงยกยิ้มแล้วเอ่ยเสียงเรียบว่า“น้องพี่ เจ้าไยมิใช่เปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน พี่สาวผู้โง่เขลาของเจ้าเบื่อเต็มทนกับเรื่องเดิมๆ เจอเรื่องเลวร้ายมากมายย่อมต้องเข้มแข็ง หากไม่ลุกขึ
เมืองหลวงหมิงเวยแคว้นต้าถังความรุ่งเรืองมั่งคั่งนำพาความงดงามดุจอาศัยบนดินแดนแห่งสรวงสวรรค์ในทุกวัน และวันนี้ยิ่งรื่นเริงดังสวรรค์เสกงานร้อยบุปผาในพระราชวังช่างชวนให้ผู้คนลุ่มหลงโดยง่าย มัวเมาไม่จบสิ้นสาวงามเคลื่อนกายแช่มช้อย ท่วงท่าพราวเสน่ห์ตราตรึง หูตาแพรวพราว กรีดกรายยั่วเย้า คลี่ยิ้มยั่วยวนสตรีชั้นสูงหลากสกุล ที่มิได้มีดีเพียงรูปโฉมงดงามชวนตะลึง แต่คงไว้ซึ่งความสามารถอันโดดเด่นมากกว่าหนึ่งทั้งกาพย์ กลอน หมากพิณ วาดภาพ ร่ายรำ ทุกนางกำลังกระทำการแสดงเพื่อเผยความเป็นเอกอยู่บนลานพิธี หมายมาดให้ราชนิกุลแห่งต้าถังได้ยลบนแท่นประทับสีทองอร่ามบนสุดคือฮ่องเต้ เคียงข้างคือฮองเฮา ลดหลั่นไปตามลำดับของตำแหน่งพระสนม ยังมีองค์ชายและองค์หญิง เต็มสองฝั่ง เบื้องล่างคือบรรดาขุนนางผู้ภักดีรอบด้านตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง ประดับประดาด้วยโคมไฟหลากสีสัน แผ่กลิ่นอายแห่งความสุขสันท่วมท้น พร้อมให้เสพสมไม่สิ้นสุดกลางลานพิธียังคงรื่นเริงประหนึ่งห้วงฝัน บุปผางามยังคงวนเวียนมอบความสำราญสุดความสามารถทุกนางต่างเผยทุกความโดดเด่นเพื่อให้ถูกพระทัยเป็นพิเศษ คล้ายชั้นสวรรค์ที่มีนางฟ้าโบยบินไม่ขาดสายโอรสแห่งราช
นอกจากองค์ชายใหญ่อย่างจ้าวเหว่ยที่เป็นโอรสคนสำคัญแล้ว ยังมีพี่สาวที่เป็นองค์หญิงถึงสี่คน และยังมีน้องชายเกิดตามมาอีกหลายคน อายุยังไล่เลี่ยกับเขาองค์ชายทุกพระองค์ล้วนมีความสามารถ สั่นคลอนตำแหน่งรัชทายาทของจ้าวเหว่ยตลอดมาหวังเพียงว่าค่ำคืนแห่งงานร้อยบุปผา พระบิดาคงมิทรงประสบพบเจอรักแท้กับสตรีนางน้อยคนใด จนอาจจะกลายเป็นเพิ่มศัตรูให้เขากับเสด็จแม่ทว่าจ้าวเหว่ยกลับคิดผิดไป เมื่อสิ้นสุดการร่ายรำชุดหนึ่งจากสาวงามสกุลฟู่ ฮ่องเต้แย้มสรวลพึงพอใจ เรียกมหาขันทีมาถามไถ่ ไม่นานสตรีนางนั้นก็ถูกเรียกตัวเอาไว้พอล่วงเข้ายามดึก งานเลี้ยงยังไม่ทันสิ้นสุด ฮ่องเต้ก็หายไปกับสตรีแซ่ฟู่ซึ่งคาดว่าคงเป็นรักแรกพบในวัยเกือบห้าสิบชันษาจ้าวเหว่ยจึงถือโอกาสนี้กลับตำหนักของตนโดยไม่สนใจผู้ใดอีกต่อไป แม้มีขุนนางใหญ่หลายคนพยายามพาคุณหนูหยาดเยิ้มวัยสะพรั่งเข้ามาพูดคุย หวังสานไมตรีเชื่อมวาสนา ชายหนุ่มก็เพียงยกยิ้มบาง แล้วโบกมือเบาๆ ไร้ซึ่งถ้อยวาจา ไม่ปรารถนาตอบรับน้ำใจ ก่อนพาร่างสูงสง่าเดินหายไปกับม่านราตรีเมื่อกลับมาถึงตำหนักส่วนตัว ฝีเท้าที่เยื้องย่างมาในจังหวะปกติก็เร่งรีบเข้าห้องด้านในทันที เพราะเบื้องหลังฉากฉล
หลายเดือนแล้วที่ซานซานได้อยู่อย่างสงบเตรียมตัวคลอดบุตรอย่างสบายอารมณ์เพราะคนทั้งบ้านไม่มีใครมาวุ่นวายให้รำคาญใจหานอี้ซวนไม่สามารถลุกขึ้นจากเตียง ทั้งมิอาจหาอนุเพิ่ม เจียหรู๋ดูแลหลังเรือนพร้อมกับดูแลสามี แม้ลำบากแต่ก็เหมาะแล้วชิงหลิวเรียนรู้การค้าแบบเต็มกำลัง ได้รับการชี้แนะและสอนสั่งจากบิดาเต็มที่ไม่มีหมกเม็ด ทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากคู่ค้าด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นบุตรชายยอดกตัญญูผู้ลุกขึ้นสู้แทนบิดาที่ป่วยหนักกะทันหัน ยามเจรจาค้าขายจึงได้รับความไว้วางใจถึงแปดส่วนอีกสองส่วนล้วนเป็นเพราะสายเลือดวาณิชตั้งแต่เกิด จึงสานต่อได้ไม่ยากเย็นเดือนต่อมาครอบครัวหานที่สงบสุขพลันเกิดเหตุวุ่นวายด้วยเรื่องมงคลบนเตียงฉ่ำชื้นด้วยน้ำคร่ำที่แตกพลั่กจากร่างของสตรี ไหลนองแดงฉาน คนทั้งบ้านพากันวิ่งวุ่นออกไปตามหมอตำแย ต้มน้ำ เตรียมผ้า เตรียมหยูกยาอลหม่าน ในขณะที่ซานซานทำได้เพียงร้องโอดครวญอยู่ในห้องนอนการเจ็บท้องคลอดบุตรที่สตรีมีครรภ์ต้องเจอ นับได้ว่าเป็นการเสี่ยงตายชนิดหนึ่ง ซึ่งหากโชคดีย่อมอยู่รอดปลอดภัยทั้งแม่และเด็กแต่หากโชคร้ายย่อมไม่อาจรักษาชีวิตเอาไว้ได้การเผชิญชะตากรรมเช่นนี้คือการเสี่ยงอย่างไม
ตำแหน่งสูงส่ง รูปโฉมเป็นเอก บุรุษผู้หนึ่งมีสตรีทั่วเมืองหมายปอง หวังเกี่ยวดองนับไม่ถ้วน กลับถูกนางตรงหน้าลืมสิ้น“เจ้ากล้าลืมข้า...” เส้นเสียงยามเอ่ยฟังดูปวดใจไม่น้อยซานซานยิ้มเก้อกระดากปฏิเสธเสียงอ่อน “ก็ไม่เชิงเพคะ”ชายหนุ่มรู้สึกไม่ยินยอม แววตาคมดำยิ่งนานยิ่งร้อนแรง ร่างสูงจึงปักหลักนั่งบนเตียงไม่คิดขยับไปทางใด ฝ่ามือยังเอื้อมลงมาตบบนที่นอนเบาๆ หมายถึงคำสั่งมิอาจละเลย สตรีผู้เป็นรางวัลแห่งค่ำคืนย่อมต้องทำหน้าที่อันพึงมีบนเตียงนอนรัชทายาทหนุ่มเริ่มเอาแต่ใจ เผยความต้องการชัดเจน ดวงตาคมปลาบของเขาร้อนแรงมาก บ่งบอกเจตนารมณ์ได้ว่าคืนนี้เขามาด้วยจุดประสงค์ใดบุรุษสูงศักดิ์ก็เช่นนี้ พวกเขาสามารถปลดปล่อยอารมณ์กระสันตามวัยได้เต็มที่กับนางกำนัลหรือใครก็ตามได้ทุกเวลา โดยมิต้องแต่งงานเหมือนชาวชนบท และสำหรับซานซาน เรื่องที่ฮ่องเต้มอบนางให้เป็นรางวัลของเอกบุรุษเฉกเช่นรัชทายาท แท้จริงหาใช่เรื่องต้องคิดมากไม่สตรีผู้หนึ่งมิใช่คนดีอันใด ลูกก็มีแล้ว สามีก็ทิ้งขว้างเลิกรา ซานซานจึงไม่คิดเล่นตัวเยี่ยงคุณหนูผุดผ่อง หากอีกฝ่ายต้องการ นางก็ไม่คิดปฏิเสธ เพียงแต่ค่าตอบแทนต้องสูงมากหน่อยเท่านั้น ปรนนิ
ตำหนักฮุ่ยเยี่ยนถึงแม้งานเลี้ยงเลิกราไปนานแล้ว ล่วงเข้ายามดึกสงัดรอบด้านมืดสนิทมากแล้ว แต่ภายในเรือนพักยังมีห้องหนึ่งที่มีแสงเทียนสว่างเรืองรองซานซานใช้เวลาปักผ้าบนชุดให้ลู่หลิ่งเสร็จไปสองผืน จากนั้นก็เริ่มหยิบกระดาษมากางขึงตรงหน้าสายตาจ้องแน่นิ่งแล้วจรดปลายพู่กันเริ่มวางแผนการชีวิตอันซับซ้อนของตนด้วยเส้นสายระโยงระยางที่มีนางเข้าใจอยู่คนเดียวในกระดาษ เป็นข้อมูลเชิงลึกที่นางได้รู้จากหยุนผิง เกี่ยวกับเส้นสายขั้วอำนาจแห่งวังหลวงฮ่องเต้ต้าถังมีอำนาจหลักคือโซวอ๋องผู้มีกองกำลังในมือนับไม่ถ้วนเพื่อค้ำยันราชบัลลังก์ บริหารอำนาจราชสำนักผ่านตระกูลของพระสนมคนงามเต็มวัง องค์ชายอื่นๆ มีอำนาจจากการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ ใช้เล่ห์เสน่หาบุรุษเพื่อให้สตรีหนุนหลังในขณะที่ผู้อื่นมีอำนาจพร้อมพรั่งทั้งสุขสำราญเต็มที่ มีเพียงรัชทายาทที่มีอำนาจฝั่งมารดาอย่างหลี่กุ้ยเฟย และบารมีจากไพร่ฟ้าที่แผ่ไพศาลเกรียงไกร แต่ภายในตำหนักบูรพากลับปราศจากอิสตรี ไม่มีชายาเลยสักคนทั้งๆ ที่เขามีเสน่ห์มากล้น เป็นเอกบุรุษปานนั้น สมกับตำแหน่งจักรพรรดิโดยแท้ ทว่ากลับต้องทนเหน็ดเหนื่อยถึงเพียงนี้ซานซานอดมิได้ที่จักรู้สึกเป็นห่ว
“อาจารย์ได้โปรดกลับไปกับข้าเถิด เป็นประมุขนารีแดง" ซานซานขมวดคิ้วมุ่น ครุ่นคิดเคร่งเครียดก่อนปฏิเสธตามตรง “ข้ายังไม่มีเงิน ยังไม่สามารถเลี้ยงสมุนมากมายปานนั้น กำลังอยู่ในช่วงตั้งตัว เอาไว้ร่ำรวยเมื่อใดค่อยกลับไปแล้วกัน”เรื่องเงินถือเป็นปัจจัยสำคัญของพวกนักฆ่ารับจ้าง หาใช่ลาภยศชื่อเสียงเยี่ยงคนของวังหลวงไม่ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันสำนักในยุทธภพเหล่านี้ทำงานให้ชนชั้นสูงอยู่เงียบๆ รับเงินเป็นกอบเป็นกำเพื่อดำรงชีพ ทำงานลึกลับฝังตัวซ่อนเร้นให้องค์กรใต้ดินมาช้านานเมื่อได้รับคำปฏิเสธ หยุนผิงจึงมีสีหน้าเศร้าสลด อดคิดมิได้ว่า ควรเร่งหาเงินให้มาก อาจารย์จะได้กลับสำนัก นางเอ่ยเสียงเครือ “อาจารย์...เช่นนั้นข้าจะช่วยท่านเก็บเงินอีกทางหนึ่ง”“หืม...” ซานซานมองหน้าหยุนผิง พลางถามเสียงเรียบ “คงมิใช่เร่งสังหารเป้าหมายหรอกกระมัง”“แล้วจะให้ทำเช่นใดเล่า งานสำเร็จย่อมได้เงินมากโข”ซานซานหรี่ตาใคร่ครวญลึกซึ้ง ก่อนถามเสียงขรึม“เมื่อครู่เจ้าบอกว่าถูกผู้มีอำนาจขู่บังคับให้ทำงานสังหารบุคคลสำคัญ ผู้ใดว่าจ้างให้มาสังหารใครรึ? ได้คุ้มเสียหรือไม่?”หยุนผิงมีสีหน้าลำบากใจยากเอื้อนเอ่ยซานซานนิ่งคิดใช้เวลาไตร่ตร
ซานซานปัดมืออีกฝ่ายออกจากไหล่ตนพลางเอ่ยเนิบช้า“ในเมื่อเจ้าล่วงรู้วิชาของข้า และข้าก็ล่วงรู้วิชาของเจ้า เกรงว่าสองเราคงเป็นศิษย์สำนักเดียวกันกระมัง”เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ ซานซานก็นิ่งคิดชั่วครู่ไม่ถูก! เคล็ดวิชานี้ เป็นนางที่คิดค้นไว้ตั้งแต่ชาติที่แล้ว จะเป็นศิษย์สำนักเดียวกันได้อย่างไร นางควรเป็นอาจารย์ทวดของอีกฝ่ายถึงจะถูกต้อง!คิดเสร็จหญิงสาวก็โบกมือไม่ถือสา กล่าวเสียงเรียบว่า“เอาล่ะๆ นางมารเช่นเจ้ากล้าปลอมตัวเป็นนางรำเข้ามาในงานของวังหลวง คงถูกว่าจ้างมากระมัง จะสังหารใครรึ?”ประหนึ่งคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ หยุนผิงยิ่งอึ้งตะลึงงัน ปลายนิ้วสั่นเบาๆ เล็บแหลมคมเริ่มหดกลับเข้ามาในเนื้อ ผิวกายที่มีอักขระน่ากลัวค่อยๆ เลือนหาย ท้ายที่สุดนัยน์ตาสีแดงปานโลหิตก็ดำขลับเช่นเดิม เผยความงดงามหยาดเยิ้มดุจเดิมเพราะเคล็ดวิชาในตำนานมีเพียงอาจารย์ทวดต้นตำรับเท่านั้นที่สามารถล่วงรู้ได้ว่าวิชาที่ตกทอดเป็นเพียงหนึ่งในวิชาใดหยุนผิงคุกเข่ากระแทกพื้นเรียกซานซานเสียงสั่นเครือ “ท่านอาจารย์ทวด...”ถึงแม้จะทำใจเอาไว้แล้ว แต่หางคิ้วก็อดกระตุกมิได้ “เรียกเสียแก่เลยเชียว เรียกแค่อาจารย์หญิงก็พอกระมัง”หยุนผิงยืน
ค่ำคืนยาวนาน งานเลี้ยงยังคงดำเนินต่อไปจ้าวเหว่ยนั่งลงมองเพียงปลายนิ้วมือที่ไล้วนจอกเหล้าด้วยความเบื่อหน่ายอีกครั้ง รอเวลาอันเชื่องช้าเคลื่อนผ่านอย่างเงียบงัน ในใจคิดถึงแต่ใครบางคนอันเป็นรางวัลแห่งค่ำคืนและแล้วภายใต้ใบหน้าอันแสนจะเย็นชา รัชทายาทหนุ่มพลันได้แผนการใหม่ในการจัดการกับภรรยาในใจปรารถนาให้สิ้นสุดงานเลี้ยงโดยไวการเสวนาโต้ตอบระหว่างฮ่องเต้กับบรรดาขุนนางยังคงมีไม่ขาดสาย พร้อมเชื้อเชิญกึ่งท้าประชันฝีมือระหว่างตระกูลด้วยการนำเสนอความสามารถของบุคคลชั้นสูงคุณหนูแต่ละคนได้รับการสนับสนุนให้ออกมาแสดงฝีมือกลางลานกว้าง เปลี่ยนทุกการแสดงจากการมอบความสำราญเป็นแสดงความสามารถอันหาได้ยากยิ่งแทน มีทั้งการบรรเลงพิณ แต่งโคลงต่อกลอน และร่ายรำเมื่อการแสดงรอบนี้เป็นสตรีชั้นสูง กระทั่งการร่ายรำบิดเอวส่ายสะโพกจึงมิใช่เป็นการแสดงชั้นต่ำ อีกทั้งยังสูงส่งเทียมฟ้าทุกนางล้วนงดงามสะกดสายตา ยิ่งชาติตระกูลสูงศักดิ์ ยิ่งกลายร่างเป็นโฉมสะคราญหยาดฟ้าแต่ละนางอวดโฉมในด้านที่ดีที่สุดให้องค์รัชทายาทได้ยล พยายามดึงดูดเขาด้วยรูปโฉมและฝีมือในศาสตร์ทุกแขนงเวลาแห่งค่ำคืนค่อยๆ ดำเนินไปช้าๆ ระหว่างนั้นซานซานก็กล
บรรดาคุณหนูในงานต่างโล่งใจที่เป็นซานซาน เพราะสตรีผู้นี้ย่อมไม่อาจได้รับสิทธิ์ปีนเตียงรัชทายาท หรือต่อให้ร่วมวสันต์จริง ก็ยังต้องเป็นได้แค่สาวใช้อุ่นเตียงไร้ค่า บนแท่นประทับ โอรสสวรรค์ยังคงแย้มพระสรวลน้อยๆ พระองค์ตรัสแล้วย่อมไม่อาจคืนคำ ในเมื่อประกาศแล้วว่าจะมอบรางวัลให้บุตรชาย ก็ควรต้องเป็นไป “เช่นนั้น เจ้า...” ฮ่องเต้ชี้นิ้วไปทางซานซาน “รั้งอยู่...”เบื้องหน้าคือองค์จักรพรรดิผู้มีอำนาจล้นฟ้า ถัดมายังเป็นองค์รัชทายาทผู้สูงส่ง รอบด้านยังมีแต่ชนชั้นสูงศักดิ์ ซานซานที่เป็นสตรีผู้น้อยต้อยต่ำมีหรือจะปฏิเสธได้ หญิงสาวจึงยอบกายแนบพื้นน้อมรับเสียงเบา มิอาจเป็นอื่นสิ้นคำตรัสฮ่องเต้ จ้าวเหว่ยเพียงตอบรับเสียงเรียบ “ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”ครานี้หลี่กุ้ยเฟยคลายหัวคิ้ว ยกยิ้มงาม เพราะเป็นซานซานย่อมดีกว่านางรำแปลกหน้า คนกันเองทั้งนั้น ไว้ใจได้เหตุที่หลี่ฮุ่ยเยี่ยนไว้ใจซานซานมิใช่เพียงแค่นั้น แต่เป็นเพราะซานซานชอบเพียงเงินทอง ไม่ฝักใฝ่อำนาจ ไม่เป็นอันตรายต่อตำแหน่งรัชทายาทของจ้าวเหว่ยแน่นอนปราศจากเสียงคัดค้าน มีเพียงสายตายอมรับได้ รอบด้านมิได้ริษยาซานซานเทียบเท่าหยุนผิงที่งามเลิศล้ำ สายตาคล้าย
บนแท่นประทับมังกร ฮ่องเต้ตรัสกับขันทีด้านหลัง“พาแม่นางฮวาไคไปพำนักในห้อง รอพาตัวเข้าวังบูรพา”ขันทีค้อมกายน้อมรับคำสั่ง “พ่ะย่ะค่ะ”ถ้อยวาจาเหล่านี้ยังคงเรียกรอยยิ้มบางเบาให้ประดับบนใบหน้าหล่อเหลาของจ้าวเหว่ยเช่นเคย เขาลุกขึ้นยืนประสานมือแล้วเอ่ยกับพระบิดาทันที“ขอบพระทัยเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมพึงใจกับรางวัลในค่ำคืนนี้ เพียงแต่สตรีที่ปรบมือให้ หาใช่แม่นางผู้นั้นไม่ รางวัลก็ควรเปลี่ยนไป เป็นนางผู้นี้”ฮ่องเต้ขมวดพระขนง ปรายพระเนตรมองบุตรชาย “หืม?”โซวอ๋องชะงักนิ่ง หยุนผิงยอบกายแข็งค้างจ้าวเหว่ยเน้นอีกครั้งปรายสายตาไปทางซานซาน“เป็นนางพ่ะย่ะค่ะ”ยามนั้นทุกคนถึงได้สังเกตเห็นซานซานที่เดิมทีคล้ายวิญญาณ ประหนึ่งหมอกควันที่เห็นเพียงเลือนลางเวลาก่อนหน้านี้นับว่าเนิ่นนานทีเดียวที่หญิงสาวถูกความงามของหยุนผิงบดบังเอาไว้จนมิดชิดนางแค่อยู่ตามธรรมเนียมเพื่อรอรับรางวัล มิคาดฝันว่าจักกลายเป็นรางวัลเสียเอง...โซวอ๋องให้นึกกังขา จึงปรับสีหน้าตึงเครียดให้ราบเรียบดุจเดิมพลางเอ่ยด้วยเสียงทุ้มนุ่มเผยแววหยอกเอินว่า“การแสดงชุดใหญ่เพียงนี้ เหตุใดนางถึงได้รับความชอบเพียงผู้เดียวเล่า มีสิ่งใดพิเศษกระนั้
การตกอยู่ในภวังค์เช่นนี้ราวกับเป็นเวลาชั่วกัปชั่วกัลป์ในความรู้สึก โดยมีซานซานทำตัวคล้ายหมอกมารไอปีศาจไร้ตัวตน นางคอยควบคุมบงการทุกคนได้อย่างเหนือชั้น ไร้ใครสังเกตและต้านทาน เครื่องมือคือหยุนผิงผู้โดดเด่นและนางรำทั้งหลายที่งดงามพร้อมครอบครองดลบันดาลเนิ่นนานผ่านไปเสียงพิณค่อยๆ แผ่วจาง แล้วหยุดลงในที่สุด ทุกคนพลันบังเกิดความรู้สึกนึกคะนึงหา มิอาจแยกจาก หากเพลงพิณรุนแรงกว่านี้เกรงว่าพวกเขาคงน้ำตาไหลพรากทว่าเมื่อได้สติกลับคืนปรากฏว่านางรำสิบกว่าคนกำลังพากันทยอยกรีดกรายจากไปคล้ายหมู่ภมรอิ่มน้ำหวานกลับถิ่น พริบตาคงเหลือเพียงมือพิณสองนางยอบกายแนบพื้นนอบน้อมตามธรรมเนียมปฏิบัติของแคว้นต้าถัง ผู้ดีดพิณย่อมอยู่ต่อเพื่อรอรับรางวัลจากผู้ชมชั่วขณะที่ทุกคนกำลังตกอยู่ในภวังค์ต้องมนต์จนเงียบงัน ยามนั้นองค์รัชทายาทพลันได้สติกลับมาคนแรกชายหนุ่มคล้ายหลุดจากท่าทีสุขุมนุ่มลึกอันเย็นชาถึงกับลุกขึ้นยืนแล้วปรบมืออย่างช้าๆ เผยสีหน้าชื่นชมอารมณ์ดี ท่าทางประหนึ่งถูกครอบงำตราตรึงจากบางสิ่งจ้าวเหว่ยผู้ไม่เคยให้ความสนใจในการแสดงครั้งใดกลับแสดงว่าชมชอบการแสดงชุดนี้จนออกนอกหน้า ทุกคนจึงได้รู้ตัวได้สติกลับคืนมา
ยิ่งคิดเรียวคิ้วบุรุษยิ่งขมวดมุ่นจนเป็นปมยากคลายตัว ขัดแย้งกับบรรยากาศอันแช่มชื่นรอบกายเต็มทีหากปล่อยให้ซานซานเข้าใจผิดเรื่องเหย่หนิวต่อไป บางทีอาจจะเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย อย่างน้อยนางย่อมไม่ถูกเพ่งเล็ง ทั้งยังได้รับความไว้วางใจจากเสด็จแม่ต่อไปให้อู๋เจี๋ยได้รับผลกรรมเป็นเหย่หนิว ถูกซานซานเกลียดชัง ถูกคนรักเข้าใจผิดมหันต์ไปเช่นนั้น รอจนกว่าซานซานหายโกรธ เขาย่อมปล่อยอู๋เจี๋ยออกมาส่วนตัวเขาก็จะกลายเป็นชายหนุ่มคนใหม่ที่เข้าหานาง เป็นรัชทายาทสูงศักดิ์ผู้เพียบพร้อม เหนือชั้นกว่าเหย่หนิวทุกอย่างส่วนหลิ่งเอ๋อร์ก็เป็นองค์หญิงตัวน้อยช่วยกุมหัวใจของเสด็จแม่อยู่อีกทางให้เวลาบ่มเพาะความรักขึ้นมาใหม่แอบคบหากันไปก่อน รอกระทั่งเขาได้ขึ้นครองราชย์ มีอำนาจสิทธิ์ขาดค่อยว่ากันภายใต้สีหน้าราบเรียบเฉยชาไร้อารมณ์ รัชทายาทหนุ่มยิ่งคิดยิ่งร้อนรุ่มดังมีไฟสุมอยู่ในทรวงอก จนเลือดเดือดพล่าน เพราะเรื่องแรกที่เขาคิดการณ์ คือต้องจัดการซานซานให้ได้ก่อนดูเถิดว่าเขาจะเกี้ยวนางได้หรือไม่?ขณะที่จ้าวเหว่ยได้ข้อสรุปที่เรียกได้ว่าชั่วร้ายเพื่อภรรยา เสียงปรบมือเปิดงานด้วยการแสดงจากหอนางรำเลื่องชื่อก็เริ่มขึ้นสตรีงดงาม