“เด็กไม่มีทางโกหก…”“ใช่แล้ว องค์หญิงยังเด็กเช่นนั้น ได้รับการศึกษาที่ดีที่สุด และยิ่งเป็นหลานสาวคนโตสายตรงที่ฝ่าบาทให้ความสำคัญ ไม่มีทางโกหก หรือพระชายาอ๋องเฉินทำร้ายเด็กจริง…”ทุกคนหันไปมองหน้ากัน เสียงวิพากษ์วิจารณ์เบามากกระซิบกระซาบแม้ไม่กล้าพูดมาก แต่เสียงซู่ๆ ซ่าๆ ที่เบามากเหล่านี้ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าสงสัยในความประพฤติของฉู่เชียนหลีทุกคนคิดว่า เด็กอายุยังน้อย คำพูดของเด็กเป็นความจริงเด็กคนหนึ่งโกหก เป็นไปไม่ได้ที่จะโกหกทุกคนเด็กสามคนต่างมั่นใจว่าเป็นพระชายาอ๋องเฉิน แม้แต่ขันทีน้อยก็เห็นกับตา หลักฐานหนักแน่นดั่งขุนเขาแล้ว หรือยังจะผิดได้อีก?ชั่วขณะ สายตาของทุกคนที่มองฉู่เชียนหลีแตกต่างกันออกไป…พระชายารัชทายาทอุ้มเด็กไว้อย่างปวดใจ สองมือสั่นเทาจนไม่กล้าสัมผัสใบหน้าที่เต็มไปด้วยแผล “ลูกแม่…”น้ำตาเม็ดใหญ่ไหล“ลูกแม่ ตกลงเจ้าไปทำเรื่องอะไรที่ผิดต่อฟ้าดิน จึงต้องถูกปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรมเช่นนี้ พระชายาอ๋องเฉิน ตกลงข้าไปล่วงเกินอะไรเจ้า เจ้ามีความแค้นอะไรก็มาหาข้า ลงมือกับเด็ก เจ้ายังมีสามัญสำนึกหรือไม่?”เงยหน้าฉับพลัน ดวงตาที่ร้องไห้จนแดงเต็มไปด้วยความโกรธและร้
ฮ่องเต้เกิดความสนใจ มือใหญ่ล้วงเข้าไปในแขนเสื้อครู่หนึ่ง หยิบนาฬิกาพกที่มีสร้อยสีเงินยาวห้อยเรือนหนึ่งออกมา เรียวยาวประณีต ลักษณะพิเศษ ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ไม่เคยเห็นนี่คืออะไร?ฉู่เชียนหลีใช้สองมือรับมา เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าเฟิงเจิ้งซือ “มองของที่อยู่ในมือข้า”เฟิงเจิ้งซือขดตัวเข้าไปในอ้อมแขนเสด็จแม่ แต่ก็ยังมองไปทางนาฬิกาพกด้วยความอยากรู้อยากเห็น ในแววตาเผยให้เห็นประกายแห่งการค้นหานี่คือของเล่นที่แปลกใหม่อะไร?นางไม่เคยเห็นเป็นของแคว้นอื่นหรือ?เนื่องจากอยากรู้อยากเห็น จึงดูอย่างตั้งใจ นาฬิกาพกแกว่งซ้ายแกว่งขวา ดวงตาของนางก็หมุนซ้ายขวาตามหมุนแล้วหมุนอีกหมุนแล้วหมุนอีกหมุนไปหมุนมาก็รู้สึกว่ามีวังวนสีดำปรากฏขึ้นตรงหน้า สายตาค่อยๆ เลือนราง ความคิดก็ค่อยๆ จางหายไป ราวกับคนตกลงไปในหลุมดำ ล่องลอยอยู่ในนั้น มองไม่เห็นอะไร คิดอะไรไม่ออกระหว่างกึ่งหลับกึ่งตื่น ข้างหู มีน้ำเสียงที่ยั่วยวนสายหนึ่งดังขึ้น“เมื่อหนึ่งชั่วยามก่อน เจ้าเจอพระชายาอ๋องเฉิน พระชายาอ๋องเฉินได้ตีเจ้าหรือไม่?”ใครกำลังพูด?สติของนางเลือนราง โลกทั้งใบกำลังหมุนโดยไม่มีจุดศูนย์กลาง เดินไปตามเสียงสายน
ถูกพระชายาอ๋องเฉินต่อว่าต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ นางที่เป็นพระชายารัชทายาทจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด? วันข้างหน้ารัชทายาทขึ้นครองราชย์ นางมารดาของแผ่นดิน ทุกคนจะไม่ล้อเลียนว่านางสู้ไม่ได้แม้แต่พระชายาอ๋องเฉินหรอกหรือ?พระชายารัชทายาทแอบกำหมัดแน่น กล่าวจี้ถาม“ไม่รู้ว่าไปเห็นวิธีเช่นนี้มาจากตำราเล่มไหน?”ฉู่เชียนหลีเอียงศีรษะ “ดูเหมือนพระชายารัชทายาทจะอยากรู้มาก?”มันแน่นอนอยู่แล้ว!เอาของแกว่งไปแกว่งมาต่อหน้าคน ก็สามารถทำให้คนพูดความจริงออกมา เช่นนั้นคนทั่วหล้ายังจะมีความลับให้พูดถึงอีกหรือ?พระชายาอ๋องเฉินครอบครองวิชาลับนี้ ไม่เท่ากับว่าไร้เทียมทานทั่วหล้าแล้ว?จะให้นางทำตัวอวดดีหยิ่งผยองเช่นนั้นไม่ได้!พระชายากลอกตาหนึ่งรอบแล้วกล่าว “พระชายารัชทายาทเป็นคนแคว้นตงหลิง น่าจะอ่านตำราของแคว้นตงหลิงกระมัง เช่นนั้นก็พิสูจน์ได้ว่าวิชาสะกดจิตนี่เป็นของแคว้นตงหลิง”“วิชาลับที่ร้ายกาจเช่นนี้ และยังคิดค้นโดยบรรพชนของแคว้นเรา ไม่ควรเผยแพร่วิธี สอนทุกคน ให้ราษฎรของแคว้นตงหลิงทำการเรียนรู้ สืบทอดการตกผลึกทางสติปัญญาของเหล่าบรรพชนหรือ?”ฉู่เชียนหลี “?”คำพูดที่สวยหรูนี้ มีเพียงความหมายเดียวส่
ฉู่เชียนหลีตั้งคำถามอีกครั้ง มองดูท่าทางที่เหมือนสุนัขจนตรอกของพระชายารัชทายาท นางไม่ได้รีบร้อน เพียงกล่าวด้วยรอยยิ้มจางๆ อย่างสงบ “จริงหรือเท็จ ตาของทุกคนไม่ได้บอด สามารถหลอกหนึ่งคน แต่จะหลอกทุกคนได้หรือ?”ระหว่างนิ้วพันสร้อยเงินของนาฬิกาพก ยกเท้าอย่างใจเย็น เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าพระชายารัชทายาท ก้มลงเล็กน้อย รอยยิ้มลึกซึ้ง“หากพระชายารัชทายาทไม่เชื่อ สามารถลองดูได้”“แต่ว่า คำถามที่ข้าจะถามคือ…”นางค่อยๆ เข้าใกล้ข้างหูพระชายารัชทายาท กลีบริมฝีปากขยับเบาๆคำพูดสองประโยคที่แผ่วเบา… ร่างพระชายารัชทายาทสั่นสะท้าน สีหน้าเปลี่ยนไปผ่านไปครู่หนึ่งฉู่เชียนหลีถอยออกมา ยืนตัวตรง มองดูพระชายารัชทายาทอย่างยิ้มแย้ม“เชื่อว่าพระชายารัชทายาทคงไม่สงสัยวิชาสะกดจิตของข้าอีกแล้วกระมัง? นี่ก็สายแล้ว พระชายารัชทายาทรีบพาองค์หญิงกลับไปอบรมให้ดีเถอะ เด็กยังเล็ก เส้นทางของวันข้างหน้ายังอีกยาวไกล ต้องสอนให้ดีจึงจะถูก”พระชายารัชทายาทยืนตัวแข็งอยู่ตรงนั้น ริมฝีปากเม้มแน่นจนกลายเป็นเส้นตรง สีหน้าคล้ำม่วง พูดอะไรไม่ออกพักใหญ่ฉู่เชียนหลีใช้สองมือ ส่งนาฬิกาพกคืนฮ่องเต้ ขยิบตาหนึ่งที “เสด็จพ่อเป็นแล
นอกวังระหว่างทางออกจากวัง เฟิงเย่เสวียนกับฉู่เชียนหลีเดินเคียงข้างกัน ฝ่ามือใหญ่ของเขาจับมือเล็กของนางอย่างเป็นธรรมชาติสิบนิ้วเกี่ยวกันฝีเท้าสงบแสงแดดที่อบอุ่นส่องลงบนร่างกายทั้งสอง สะท้อนเงายาวลงพื้น แม้แต่เงาก็ดูกลมกลืนเป็นพิเศษ“เมื่อครู่เจ้าพูดอะไรกับพระชายารัชทายาท?” เฟิงเย่เสวียนถามฉู่เชียนหลีมองข้าง เหลือบมองเขาแวบหนึ่ง “อยากรู้?”เดิมทีพระชายารัชทายาทอยากหาเรื่องนาง แต่คำพูดประโยคเดียวของนางก็ทำให้พระชายารัชทายาทเหมือนกลัว ดับเปลวไฟแห่งความโกรธ ไม่กล้าอวดดีอีกแต่นางกับพระชายารัชทายาทไม่รู้จักกัน นางไม่มีจุดอ่อนของพระชายารัชทายาทเหตุใดพระชายารัชทายาทจึงยอมเชื่อฟัง?เฟิงเย่เสวียนอย่างรู้มากฉู่เชียนหลี “ท่านเดาดูสิ”เขา “...”เดาไม่ถูกอยากลองฟังเสียงในใจนาง กลับได้ยินนางพูดในใจ : ฉันไม่บอกนายหรอก จะไม่บอกนายเด็ดขาด นายฉลาดมากไม่ใช่เหรอ งั้นนายก็ไปคิดเอาเองสิ!เขาเงียบไปครู่หนึ่งแล้วกล่าว “เดาไม่ถูก แต่เจ้าควรคิดในใจกระมัง?”“เหตุใดข้าต้องคิดในใจ?” ฉู่เชียนหลีสงสัย“เวลาที่เจ้าพูดหรือทำอะไร ไม่ต้องไตร่ตรอง? เวลาไตร่ตรอง ก็คิดในใจอย่างเงียบๆ อย่างเช่นคำพูดท
ฉู่เชียนหลีเดินสองมือไพล่หลังพักหนึ่ง รู้สึกเหมือนมีใครบางคนไม่ได้ตามมา จึงหันกลับไปมองไปไหนแล้ว?มองซ้ายมองขวา หายไปในอากาศ?เกาศีรษะอย่างสงสัย ไม่นานก็ล้มเลิกการตามหา เฟิงเย่เสวียนที่ตัวใหญ่ขนาดนี้แล้ว จะเดินหลงทางได้หรือ?ไม่สนใจเขาแล้ว ไปเดินเล่นเองดีกว่าบนถนน คึกคักจนแออัด ชาวบ้านยุ่งอยู่กับการทำมาหากิน เสียงสนทนาดังขึ้นเป็นระลอก“วันนี้รัชทายาทเลือกพระชายารอง ไม่รู้ว่าลูกสาวบ้านไหนที่โชคดีเช่นนี้…”“เฮ้อ นี่จะพูดว่าโชคดีก็คงไม่ได้ จวนรัชทายาทมีผู้หญิงเยอะมาก เจอหนึ่งคนชอบหนึ่งคน แต่งเข้าไปไม่ได้รับความโปรดปราน ก็เปล่าประโยชน์ ต้องเป็นม่ายทั้งที่ไม่ได้เป็นทรมานจะตาย”“เป็นม่ายแล้วอย่างไร อย่างน้อยทั้งชีวิตก็ไม่ต้องห่วงเรื่องกินเรื่องอยู่ อยู่อย่างเจริญมั่งคั่ง…”“ไปขายซาลาเปาของเจ้าไป”“...”ฉู่เชียนหลีเดินผ่านตรงนั้น วนอยู่สองรอบ ยกเท้าเดินเข้าร้านเสื้อผ้าสำเร็จรูปเมื่อวานหลังโต๊ะคิดเงิน เถ้าแก่วางสมุดบัญชีในมือลง เดินเข้าไปต้อนรับอย่างยิ้มแย้ม “ไม่ทราบว่าท่านจะซื้อ…พระ…พระชายาอ๋องเฉิน?”สายตาของเขามองดูใบหน้านางด้วยความตกใจมีความเป็นเอกลักษณ์มากแต่ว่าเขาไม่ได
“จิ่งอี้…”ฉู่เชียนหลีเพิ่งอ้าปาก ร่างกายของเขาพุ่งผ่านไปยังด้านหลังราวกับสายลม จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงที่ดุดันดาบกระบี่กระทบกัน อากาศเย็นยะเยือก เสียงดังกังวาน กระพือกลิ่นอายอันเฉียบคมที่เหมือนความตายปัง!เอื้อ!เคล้ง!นางยืนอยู่ตรงที่เดิม ฟังเสียงดาบกระบี่ที่ยุ่งเหยิงราวกับสายฝน หัวใจเริ่มแน่นขึ้นเรื่อยๆใครอยากฆ่านาง?นางเพิ่งออกจากวัง ยิ่งกว่านั้นยังออกมาพร้อมกับอ๋องเฉิน ใครกันที่รู้ร่องรอยของนางเร็วเช่นนี้ และส่งมือสังหารออกมา?“อ๊า!”เสียงร้องในลำคอของผู้ชายดังขึ้นพลันลูกกระเดือกฉู่เชียนหลีแน่น ตอนที่กำลังจะหันกลับไป ฝ่ามือใหญ่ข้างหนึ่งจับไหล่นาง ฝ่ามือกดลงไป เสียง ‘ซ่า’ ดังขึ้น กระบี่ยาวสอดเข้าฝักอย่างมั่นคงจิ่งอี้หยิบกระบี่ “ไปแล้ว”จบแล้ว?นางหันกลับไปโดยไม่รู้ตัว เขากดนางไว้ กล่าวด้วยเสียงเคร่งขรึม“อย่าดู คุณหนูของข้า”เขาพานางจากไป สายลมพัดเบาๆ จุกผมตรงข้างหูลอยขึ้น กลิ่นคาวเลือดที่เหมือนมีแต่ก็ไม่มีสายหนึ่งลอยเตะจมูก ทั้งคาวทั้งหวานนางไม่เห็นแม้แต่ชายเสื้อที่ฉีกขาด“เจ้าได้รับบาดเจ็บหรือ?” ฉู่เชียนหลีจับแขนของเขา ตรวจดูเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่เขาสวมช
เกิดเรื่องมือสังหารขึ้น จิ่งอี้คุ้มครองฉู่เชียนหลีกลับจวนด้วยตนเอง จนกระทั่งส่งถึงตรงหัวมุมของประตูใหญ่จวนอ๋อง จึงจะหยุดลงทว่าทั้งสองกลับไม่ได้สังเกต…ทางฝั่งถนนสายยาว“นายหญิง ท่านดู นั่นไม่ใช่พระชายาหรือ?” เป่าอวี้ประคองเซียวจือฮว่า สังเกตเห็นฉู่เชียนหลีอย่างตาดี และยังมีชายแปลกหน้าอีกคน!ครั้งนี้ดูไม่ผิดแน่เป็นผู้ชายจริงๆ!ไม่ใช่ท่านอ๋อง!เซียวจือฮว่ามองเห็นอย่างชัดเจนจริงๆ นางอดไม่ได้ที่จะจับมือเป่าอวี้แน่นขึ้นด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย ดีใจจนร่างกายสั่นเทาเบาๆ“ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่ได้ดูผิด ครั้งก่อนฉู่เชียนหลีแอบนัดพบผู้ชายที่โรงน้ำชาก็เป็นเรื่องจริง แต่ท่านอ๋องกลับไม่ยอมเชื่อข้า และยังคิดว่าข้าใจแคบ จงใจให้ร้ายนาง”เป่าอวี้ก็ตื่นเต้นมากเช่นกันยังคิดว่าผู้ชายที่พระชายาแอบคบหาคือคุณชายตระกูลหานเสียอีก คาดคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าจะเป็นคนอื่นพระชายาช่างไร้ยางอายนัก!ขอแค่เปิดเผยเรื่องนี้ ชื่อเสียงที่ฉาวโฉ่ของพระชายาก็จะเป็นที่รู้กันทั่ว ถึงตอนนั้นชื่อเสียงป่นปี้ อับอายขายหน้า หนังสือหย่าหนึ่งแผ่น นายหญิงก็จะเป็นคนรักเพียงหนึ่งเดียวของท่านอ๋องเป่าอวี้จะวิ่งเข้าไปด้วยความตื่นเ
ทุกคนรออยู่ที่นอกประตูเมือง เฟิงเย่เสวียนขี่ม้าเข้าไปใกล้ สายตาจ้องฉู่เชียนหลีอย่างลึกซึ้งหลายวินาทีฉู่เชียนหลียิ้มระหว่างทั้งสองคน คำพูดมากมายไม่จำเป็นต้องพูด แค่สบตากัน ก็สามารถเข้าใจกันแล้วผ่านไปครู่หนึ่งเขาถอนสายตากลับ กระตุกม้าให้หยุดลง โน้มกายและเอื้อมมือไปรับลูก“ส่งเขาให้ข้า”เฟิงเจิ้งหลียิ้มได้อ่อนโยนมาก ก้าวไปข้างหน้าครึ่งก้าวอย่างเชื่อฟัง ยกมือทั้งสองข้างขึ้นเล็กน้อย ส่งเด็กที่อยู่ในมือออกไป“น้องเจ็ด เดินทางปลอดภัย”เขาเน้นเสียงคำว่า ‘ปลอดภัย’ เป็นพิเศษ เหมือนมีความหมายที่ลึกซึ้งซ่อนอยู่อ๋องเฉินยื่นมือออกมาแล้ว ขณะที่กำลังจะสัมผัสโดนเด็ก เฟิงเจิ้งหลีปล่อยมือกะทันหันทันใดนั้นเด็กสูญเสียแรงยึดเหนี่ยว ร่วงลงไปโดยตรง!“จื่อเยี่ย!”พลันเฟิงเย่เสวียนแน่นหน้าอก กระโดดลงจากม้าด้วยความเร็วที่เร็วที่สุด ก็เห็นอ๋องหลีรับเด็กไว้แล้ว และก็เพราะพริบตาที่เขาเผลอนี้ จึงถูกธนูลับดอกหนึ่งยิงเข้าที่สะบักฉึก…“อาเฉิน!”“ท่านอ๋อง!”เหตุการณ์เกิดขึ้นกะทันหัน ไม่มีใครรับมือทันเวลาเฟิงเจิ้งหลีใช้มือซ้ายอุ้มเฟิงเจิ้งจื่อเยี่ย มือขวาจับตัวฉู่เชียนหลี ถอยหลังเจ็ดแปดก้าว ขณะ
เฟิงเย่เสวียนเดินออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว “ปล่อยฉู่เชียนหลีกับเด็ก ข้าอยู่เอง เจ้าจับฉู่เชียนหลีไม่มีประโยชน์ มีเพียงจับข้าเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถนั่งราชบัลลังก์ได้อย่างมั่นคง”เฟิงเจิ้งหลีเย้ยหยัน“อย่ามาต่อรองกับข้า ข้ายอมถอยให้แล้ว ถ้าหากยังได้คืบจะเอาศอก ข้าไม่ถือสาที่จะพินาศไปพร้อมกัน”ฉู่เชียนหลีรีบถอยกลับมาจับข้อมือเฟิงเย่เสวียน กล่าวเสียงเบา “เจ้าพาจื่อเยี่ยไป!”“เชียนหลี…”“คนที่เขาต้องการคือข้า มีเพียงเจ้าไปและมีชีวิตรอดต่อไปเท่านั้น จึงจะมีโอกาสพลิกสถานการณ์ จื่อเยี่ยไปแล้ว ข้าจึงจะวางใจ ถึงเวลานั้น เขาก็ไม่มีข้อได้เปรียบอีก และไม่จำเป็นต้องกลัวเขาอีกแล้ว” ฉู่เชียนหลีวิเคราะห์เบาๆ อย่างฉับไวเฟิงเจิ้งหลีไม่มีทางฆ่านางใช้นางคนเดียว แลกกับความปลอดภัยของจื่อเยี่ย แลกกับความปลอดภัยของทุกคน อย่างไรก็ดีกว่าสู้กันตายไปข้างหนึ่ง เลือดนองเหมือนแม่น้ำไม่ใช่ว่านางจะถูกขังอยู่ในเมืองหลวงตลอดไปตราบใดที่ยังมีชีวิต ก็มีโอกาสเฟิงเย่เสวียนรู้ผลได้ผลเสียในนี้ เด็กคนนี้อย่างไรก็ต้องช่วย แต่เขาจะทิ้งฉู่เชียนหลีไว้คนเดียวได้อย่างไร“เชียนหลี ข้ามันไร้ประโยชน์”“ข้าไม่อนุญาตให้เจ
เมื่อพรรคของอ๋องหลีได้ยินเช่นนี้ ก็กลัวทันทีดูท่าทีของพระชายาอ๋องเฉิน นี่กำลังจะเปิดฉากสังหารครั้งใหญ่ในวังชัดๆ!ฆ่าคนติดต่อกันสองคน ไม่กระพริบตาแม้แต่ทีเดียวเลือดกระเซ็นโดนใบหน้า ก็เย็นเฉียบท่าทางที่ชั่วร้ายเหมือนปีศาจนั่น ทำให้ขุนนางหลายคนเกิดความกลัว ลองถามคนทั่วหล้า จะมีสักกี่คนที่ไม่กลัว? อยู่ต่อหน้าความเป็นความตาย ทุกคนล้วนเห็นแก่ตัวพวกเขาไม่อยากตายขุนนางคนหนึ่งกลัวจนพูดติดอ่าง“อ๋อง อ๋องหลี…อย่างไรเด็กที่อยู่ในมือท่านก็เป็นพระนัดดาองค์โต เป็นสายเลือดของราชวงศ์ ถ้าหากฆ่าเขา ในวันข้างหน้า มลทินของท่านจะถูกบันทึกไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์ เกรงว่าจะถูกคนรุ่นหลังด่าทอต่อๆ กันเป็นหมื่นปี”ขุนนางอีกคนก็กล่าวเสียงสั่น“อ๋องเฉินโปรดพิจารณา…”ถ้าหากสู้กันจริงๆ พวกเขาสู้ไม่ไหวอ๋องเฉินมีฮ่องเต้หนุนหลัง มีกองทัพ มีกำลังทหาร อ๋องเฉินเป็นฝ่ายได้เปรียบทุกด้านในมืออ๋องหลี นอกจากพระนัดดาองค์โต ก็ไม่มีเบี้ยอย่างอื่นแล้ว อีกทั้ง ทหารรักษาพระองค์ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ทหารองครักษ์เงาของอ๋องเฉินเมื่อไรที่สู้กัน พวกเขาจะตายกันหมดไม่จำเป็นต้องตายไปครั้งหนึ่ง บางครั้ง เมื่อเห็นว่าพอแล้วก
เฟิงเย่เสวียนแค่ขมวดคิ้วทีหนึ่ง ก็ข่มความเจ็บปวดนี้ลงไปผู้บัญชาการจางฟาดอย่างดุร้ายลองคิดดูเขาที่เป็นขุนนางคนหนึ่ง สามารถใช้แส้ฟาดองค์ชายที่ฮ่องเต้โปรดปรานที่สุด นี่เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจเพียงใด พูดคำนี้ออกไป เขาสามารถอวดสามสิบปียิ่งฟาดยิ่งรู้สึกสนุก ยิ่งฟาดยิ่งแรงเพี๊ยะ!เพี๊ยะๆๆ!ทุกคนร้อนใจจนกระทืบเท้า แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไป อ๋องหลีบ้าไปแล้ว เขาไม่ใช่อ๋องหลีที่เข้าถึงได้ง่ายอีกแล้ว!ฉู่เชียนหลีเพิ่งคิดจะกระโจนเข้าไป ก็ถูกอ๋องหลีสั่งให้คนคุมตัวไปยืนอยู่ข้างๆ บังคับให้นางมองดูต่อหน้าต่อตา“ฉู่เชียนหลี ข้าเคยบอกแล้ว เจ้าจะต้องเสียใจ คนไร้ประโยชน์อย่างเฟิงเย่เสวียน แม้แต่ลูกชายก็ปกป้องไม่ได้ มีประโยชน์อะไร”แววตาเฟิงเจิ้งหลีเปล่งแสงที่บ้าคลั่ง“เขาเป็นแค่คนไร้ประโยชน์ ฝ่าบาทจะให้ความสำคัญกับคนไร้ประโยชน์เช่นนี้ได้อย่างไร? ฉู่เชียนหลี เจ้าว่าเจ้าตาบอดใช่หรือไม่? เจ้าดูสภาพที่สะบักสะบอมของเขาตอนนี้ เหมือนสุนัขตัวหนึ่ง เจ้าก็ยังชอบเขา เช่นนั้นเจ้าก็เป็นสุนัขตัวเมียที่แพศยา”เขายิ้มอย่างชั่วร้าย สิ่งที่พูดออกมายิ่งไม่น่าฟังทุกคนตาแดง อยากพุ่งเข้าไปสับอ๋องหลีเป็นชิ้นๆ เสีย
ผู้ชายที่ร่างกายสูงใหญ่งอหัวเข่า คุกเข่าอยู่ตรงหน้าอ๋องหลีอย่างตั้งตรง แม้อยู่ต่ำกว่า แต่ความสูงศักดิ์ที่แผ่ซ่านออกมาจากกระดูก ไม่ลดน้อยลงเลยสักนิดตลอดหลายปีที่ผ่านมา นอกจากคุกเข่าให้ฮ่องเต้และบรรพชน พวกเขาไม่เคยเห็นอ๋องเฉินคุกเข่าให้ใครเฟิงเจิ้งหลีเห็นดังนี้ แหงนหน้าหัวเราะ“ฮ่าๆๆ!”คิดไม่ถึงจริงๆ เขาจะมีวันนี้ด้วยลูกชายที่ฮ่องเต้โปรดปรานที่สุด แพ้ให้กับลูกชายที่ไม่โปรดปรานที่สุด ไม่สะดุดตาที่สุด และยังถูกทุกคนรังแก ความรู้สึกที่อยู่เหนือกว่าเช่นนี้ ทำให้ในใจเขาสาแก่ใจจริงๆ“ฮ่าๆๆๆ เฟิงเย่เสวียน เจ้าก็มีวันนี้ด้วย!”หัวเราะเสร็จ เขารู้สึกว่าความเย่อหยิ่งของอ๋องเฉินมันขัดตาทั้งๆ ที่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบจนต้องคุกเข่า เหตุใดยังอวดดีหยิ่งผยองเช่นนี้?เขาออกคำสั่ง “ก้มหัวเจ้าลงไป”เฟิงเย่เสวียนเม้มปาก ก้มศีรษะลงเขาออกคำสั่งอีกครั้ง “โขกศีรษะ!”“อ๋องหลี ท่านอย่ารังแกให้มันมากนัก! ท่านกับท่านอ๋องของเราเป็นคนรุ่นเดียวกัน ท่านรับการโขกหัวจากเขาไม่ได้! ไม่กลัวบรรพชนรู้แล้ว อายุสั้นหรือ!” พ่อบ้านหยางกล่าวด้วยความโกรธเพิ่งกล่าวจบ ก็ถูกผู้บัญชาการจางถีบจนล้มลงพื้นหลังจากล้มลง ก
“ปล่อยคนของเจ้าแล้ว เจ้าเป็นอิสระแล้ว คืนลูกให้ข้า” ฉู่เชียนหลีจ้องเขาเฟิงเจิ้งหลีเหลือบมองเด็กน้อยในอ้อมแขน ท่าทางที่ร้องไห้จนหน้าแดง เห็นแล้วปวดใจนักคิดว่าแค่นี้ก็จบแล้วหรือ?เขายิ้ม“ฉู่เชียนหลี เหมือนเจ้าจะยังไม่เข้าใจสถานการณ์นะ?”“?”“……”“เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาต่อรองกับข้า? เด็กอยู่ในมือข้า เป็นหรือตายขึ้นอยู่กับข้า ถึงคราวที่เจ้าต้องมาสอนข้าทำงานตั้งแต่เมื่อไร?”สีหน้าฉู่เชียนหลีเคร่งขรึมทันทีเห็นได้ชัด เขาได้คืบจะเอาศอก“เจ้ายังต้องการอะไรอีก?”“ข้าหรือ” เขาเงยหน้าด้วยรอยยิ้ม กวาดมองทุกคน และตำหนักอันหรูหราหลังนี้ วังหลวงที่กว้างใหญ่แห่งนี้ แผ่นดินที่ดีเช่นนี้เขาต้องการอะไร ยังต้องให้พูดอีกหรือ?แต่ว่า มองดูท่าทางที่ร้อนใจของฉู่เชียนหลี เขาเกิดอยากสนุก ต้องการระบายความคับข้องใจที่ได้รับในสองวันนี้ออกมาให้หมดลูบแก้มของเด็กน้อยพลางกล่าว“อยากได้ลูกคืน ไม่มีปัญหา มันก็ต้องดูว่าอ๋องเฉินมีความจริงใจหรือไม่”เงียบไปครู่หนึ่ง“อืม หรือไม่อ๋องเฉินคุกเข่า โขกหัวให้ข้าสามครั้ง ข้าก็คืนลูกให้เจ้า เป็นอย่างไร?”ฉู่เชียนหลีโมโหแล้วด้วยนิสัยที่ยอมหนึ่งก้าว จะเอาสิบก้าวข
“เจ้า!”ฉู่เชียนหลีถูกความเฉยเมยของนางยั่วจนโมโหแล้ว ยิ่งคิดไม่ถึงว่าใต้ฟ้าจะมีแม่ที่ไร้ความรับผิดชอบเช่นนี้มันก็จริงฉู่เจียวเจียวกับเฟิงเจิ้งหลี ถ้าไม่เหมือนกันก็คงอยู่ด้วยกันไม่ได้ ไม่มีอะไรที่พวกเขาสองสามีภรรยาทำไม่ลงรอหลังจากลู่ฉินเติบโต รู้ว่าตัวเองมีแม่เช่นนี้ ไม่รู้ว่าจะเศร้าเพียงใด!“ฉู่เชียนหลี เฟิงเย่เสวียน พวกเจ้าเลิกพูดไร้สาระได้แล้ว รีบปล่อยตัวอ๋องหลี ความอดทนข้ามีขีดจำกัด!” ฉู่เจียวเจียวกล่าวอย่างเย็นชา“จะเอาชีวิตของลูกชาย หรือจะปล่อยคน พวกเจ้าเลือกเอง”อย่างไรนางก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้วไม่ดิ้นรน ตายสถานเดียวดิ้นรน เดิมพัน ยังมีโอกาสสายตาเฟิงเย่เสวียนเคร่งขรึมมาก หางตาเหลือบมองหานเฟิง หานเฟิงเข้าใจทันที เขาซ่อนมือไว้ที่หลัง และทำท่าสัญญาณมือไปที่ด้านหลังมือธนูเตรียมพร้อมจู่ๆ ฉู่เจียวเจียวก็กล่าวเสริมอีกประโยคอย่างเย็นชา “พวกเจ้าสามารถลองดูได้ ดูสิว่าการเคลื่อนไหวของพวกเจ้าไว หรือมีดที่อยู่ในมือข้าเร็ว”“ต่อให้ข้าตาย การฆ่าเฟิงเจิ้งจื่อเยี่ยก็ใช้เวลาแค่พริบตาเดียว”ฉู่เชียนหลีสั่งให้มือธนูหยุดทันที “ปล่อยคน!”อย่าทำอะไรบุ่มบ่ามผู้หญิงคนนี้มันเป็นผู
พลันฉู่เชียนหลีแน่นหน้าอก“หยุดนะ…”“อย่าเข้ามา!”ฉู่เจียวเจียวถอยหลังสามก้าว มือซ้ายจับเด็ก มือขวาถือมีดสั้น มีดสั้นที่แวววาวจ่ออยู่บนผิวอันบอบบางของเด็ก กรีดจนรอยเลือดออกแล้วเลือดไหลออกมาแล้ว“จู่ๆ เจ้าก็มาเป็นห่วงข้า และยังพยายามอยากอุ้มลูกทุกวิถีทาง ข้าก็รู้แล้วว่าเจ้าไม่ได้มีเจตนาดี”นางยิ้มอย่างเย็นชา“เหอะ! ดูเหมือนฮ่องเต้ที่แกไม่ตายสักทีนั่นเป็นคนบอกเรื่องนี้กับเจ้าสินะ!”ไอ้แก่ เป็นอัมพาตเฉียบพลันยังไม่ยอมอยู่อย่างสงบเสงี่ยมอีกต่อให้รู้ความจริงแล้วอย่างไร?ชีวิตของเด็กคนนี้อยู่ในมือนาง“ฉู่เชียนหลีนะฉู่เชียนหลี เจ้าคิดอย่างไรก็คงคิดไม่ถึงกระมังว่า เจ้าเลี้ยงลูกสาวข้า ข้าเลี้ยงลูกชายเจ้า และก็ต้องขอบคุณลูกชายคนดีคนนี้ของเจ้า กลายเป็นตัวช่วยที่สำคัญของอ๋องหลี” นางเผยอมุมปาก รอยยิ้มนั้นน่ากลัวมากฉู่เชียนหลียืนตัวแข็งอยู่ตรงที่เดิม ไม่กล้าขยับ“เจ้าต้องการอะไร?”ฉู่เชียนหลีจ้องมีดสั้นในมือนาง กลัวว่านางจะพลั้งเผลอกรีดโดนคอของเด็กตั้งครรภ์สิบเดือนลูกชายเป็นก้อนเนื้อชิ้นหนึ่งที่ตกลงมาจากร่างกายนางนางไม่กล้าเดิมพัน และเดิมพันไม่ไหวฉู่เจียวเจียวกล่าว “ข้าต้องก
กลางดึกกำลังถึงช่วงที่คนเงียบสงบ คนกลุ่มหนึ่งวิ่งไปที่ตำหนักเจาหยางราวกับคลื่นยักษ์ ตอนที่ใกล้จะถึง ฉู่เชียนหลีตวาดสั่งให้พวกเขาหยุด“พวกเจ้าอยู่ห่างๆ อยากเข้าใกล้!”พ่อบ้านหยางกล่าวด้วยความเป็นห่วง “พระชายา พวกเราต้องไปเอาพระนัดดาองค์โตกลับมา นั่นเป็นเลือดเนื้อของท่านกับท่านอ๋องนะ”“ข้ารู้!”ก็เพราะรู้ จึงไม่ให้พวกเขาเข้าใกล้“ไปทำอะไรคนเยอะแยะ ถ้าหากบีบจนฉู่เจียวเจียวไม่มีทางเลือก นางทำอะไรขึ้นมา…”ฉู่เชียนหลีแทบจะเป็นบ้าแล้ว ร้อนรนเหมือนมดที่อยู่บนกระทะร้อน ทั้งร้อนใจทั้งไม่สบายใจ น้ำเสียงก็ค่อนข้างฉุนเฉียวไม่อยากพูดมาก วิ่งเข้าไปในตำหนักเจาหยางเพียงลำพัง คนอื่นรออยู่ที่ข้างนอก ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามภายในตำหนักฉู่เจียวเจียวกำลังกล่อมจื่อเยี่ย ฉู่เจียวเจียวมาแล้ว นางมองเด็กน้อยที่อ้วนสมบูรณ์ กล่าวโดยไม่เงยหน้า“พระชายาอ๋องเฉิน ลูกของข้าเพิ่งนอนหลับ ”โปรดให้อภัย ข้าอุ้มเขาไว้ ร่างกายหนัก ไม่สะดวกลุกขึ้นยืน สายตาฉู่เชียนหลีมองไปที่ตัวเด็กเด็กน้อยอ้วนสมบูรณ์ ใบหน้าจ้ำม่ำ คิ้วละเอียดอ่อน หน้าตาที่น่ารักน่าเอ็นดู คล้ายเฟิงเจิ้งเว่ยซีแปดส่วนเหตุใดเมื่อก่อนนางไม่สังเกต