หญิงสาวกระโดดสองขาก่อนที่จะโบกมือไปมา เพียงครู่เดียวสองพ่อลูกก็ได้พบหน้ากัน ถังเยี่ยดีใจจนน้ำตาไหล เขารีบตรงเข้าไปกอดลูกสาวไว้ก่อนจะลูบศีรษะอีกฝ่ายเพื่อปลอบโยน
“อาเหมยของพ่อ ทำไมถึงได้เดินเข้ามาในป่าลึกเพียงลำพังแบบนี้” ถังเยี่ยถามลูกสาวอย่างอ่อนโยน
ผู้เป็นพ่อใจหายใจคว่ำเมื่อรู้ว่าลูกสาวหายตัวไป เขารีบออกตามหา โชคดีที่ชาวบ้านนั้นเห็นว่าอีกฝ่ายเดินเข้ามาในนี้ เขากับลูกชายจึงได้รีบเร่งเดินทางเข้ามาตามหา
ดีแค่ใดที่ถังลู่เหมยไม่ถูกสัตว์ป่าทำร้าย บริเวณนี้เป็นที่ชุกชุมของหมูป่าและสัตว์ร้ายอื่นๆ น่าแปลกที่พวกมันไม่ออกมาทำร้ายลูกสาวของเขา ทั้งที่ปกติพวกมันหวงอาณาเขตเป็นอย่างมาก
“เจออาเหมยแล้วก็รีบไปกันเถอะพ่อ อยู่ในป่าลึกดึก ๆ แบบนี้อันตราย ไม่รู้จะมีตัวอะไรโผล่มาหรือไม่” ถังอี้คุณบอกกับผู้เป็นพ่ออย่างกังวลใจ
ชายหนุ่มมองไปรอบ ๆ เขารู้สึกหวาดหวั่นอย่างบอกไม่ถูก
“ดี ไปกันเถอะ อาเหมยใส่เสื้อไว้นะ” ถังเยี่ยพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะถอดเสื้อคลุมตนเองมาห่มร่างกายของลูกสาวเพื่อคลายความหนาวเย็น
ถังลู่เหมยดีใจที่ได้เจอพ่อกับพี่ชาย เธอเกาะแขนทั้งสองก่อนจะเดินออกจากป่าด้วยท่าทางอารมณ์ดี ผิดกับเมื่อครู่ที่นั่งร้องไห้จนน้ำตาแห้งเหือด
หว่านอันถิงมองภาพตรงหน้าอย่างโล่งใจ ก่อนที่เธอนั้นจะตัดสินใจตามทั้งสามไปด้วยเพราะไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน ถึงจะเป็นเพียงวิญญาณแต่เธอก็รู้สึกกลัวบรรยากาศรอบด้านอยู่เหมือนกัน
“พ่อ หิวแล้วนะ หิวแล้ว”
ถังลู่เหมยเงยหน้าก่อนจะใช้มือลูบท้อง พลางยกยิ้มจนเห็นฟันขาวเรียงซี่สวย เป็นโชคดีของเธอที่พ่อแม่รักและเอาใจใส่ ทำให้เธอนั้นดูสะอาดสะอ้านตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า
“ทีหลังอย่าไปไหนเพียงลำพังอีก ไม่อย่างนั้นก็จะต้องทนหิวแบบนี้” ถังอี้คุณบอกเชิงตำหนิน้องสาวเล็กน้อย
หญิงสาวพยักหน้าเมื่อได้ยินคำพูดของพี่ชาย เธอลูบท้องก่อนจะยู่ปากเล็กน้อย หว่านอันถิงที่ติดตามมาด้วยอดสะท้อนใจไม่ได้เมื่อนึกย้อนถึงชีวิตตัวเอง หากเธอมีครอบครัวที่อบอุ่นแบบนี้ เธอคงจะมีความสุขไม่น้อยเลยทีเดียว
“รีบเดินเข้าอาเหมย ป่านนี้แม่คงร้อนใจแย่”
เห็นพี่ชายกำลังหยอกล้อน้องขณะที่เดินทางออกจากป่า ผู้เป็นพ่อจึงได้เอ่ยปากตำหนิ เนื่องจากรอบด้านเต็มไปด้วยอันตราย จะมามัวเดินช้า ๆ อย่างประมาทไม่ได้ เพราะเพียงพริบตาเดียวหากมีสัตว์ร้ายพุ่งเข้ามาทำร้ายคงจะตั้งรับไม่ทัน ฉะนั้นจึงต้องคอยระแวดระวังอยู่เสมอ
หว่านอันถิงติดตามทั้งสามออกมาจากป่า ก่อนที่เธอจะขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อมองไปรอบบริเวณนี้ ที่นี่ดูแปลกตามากจนน่าแปลกใจ แม้กระทั่งการแต่งตัวของผู้คน ก็ยังดูแตกต่างจากยุคสมัยของเธอ บ้านช่องทุกอย่างก็ดูโบราณ ราวกับว่าย้อนกลับมายังยุคสมัยข้าวยากหมากแพง คิดแล้วก็ได้แต่สงสัย ทำไมเทพเจ้าถึงขีดเขียนชะตาให้เธอนั้นได้ย้อนกลับมายังที่แห่งนี้
หญิงสาวยังคงล่องลอยตามสามคนพ่อลูกมาถึงบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งดูจากสภาพบ้านแล้ว ครอบครัวนี้คงไม่ค่อยมีฐานะสักเท่าไร แต่ก็นะ จะว่าไปแล้วยุคนี้ คนที่มีฐานะเศรษฐีคงเข้าไปอยู่ในเมืองแล้วล่ะ จะมาทนทำงานกลางทุ่งแบบนี้ทำไม
เมื่อสามคนพ่อลูกกลับมาถึงบ้าน คนเป็นแม่ก็รีบวิ่งเข้ามากอดลูกสาวด้วยความดีใจที่เด็กสาวคนนี้ปลอดภัยกลับมา
“อาเหมยกลับมาแล้ว ลูกได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่” คนเป็นแม่ถามออกไปด้วยความกังวลใจ พร้อมกับก็รีบสำรวจร่างกายของลูกสาวทันที เนื่องจากกลัวว่าเธอจะได้รับบาดเจ็บกลับมา
“แม่ กลัว กลัว” ถังลู่เหมยได้แต่ส่ายหน้าพร้อมกับร้องบอกออกมาเพียงแค่ว่า เธอนั้นกลัวเหลือเกินกับสิ่งที่พบเจอมา
ซึ่งท่าทางของถังลู่เหมยคล้ายจะคุ้นชินในสาวตาชาวบ้านแล้ว เมื่อเห็นว่าถังลู่เหมยกลับมาโดยปลอดภัย ทุกคนที่ช่วยกันตามหาจึงทยอยกันกลับบ้านของตัวเอง เนื่องจากเวลานี้ก็เริ่มจะมืดค่ำแล้ว
ย่าถังเห็นภาพตรงหน้าก็รู้สึกเสียดายที่หลานสาวสติไม่สมประกอบคนนี้ไม่หลงป่าไปเจอสัตว์ร้ายและไม่ถูกสัตว์ทำร้ายจนตายอย่างที่คิด เพราะในใจนั้นภาวนาให้หลานคนนี้ตาย ๆ ไปซะ
ตั้งแต่ที่ถังลู่เหมยเกิดมาแล้วเริ่มมีอาการไปไม่ปกติ ย่าถังก็ตั้งหน้าเกลียดชังบ้านรอง ในใจนั้นคิดว่าหลานสาวคนนี้คือ ‘ตัวกาลกิณี’
พอเห็นว่าชาวบ้านทยอยกันกลับหมดแล้ว ถ้อยคำที่น่ารังเกียจจึงได้ออกมาจากปากหญิงชราคนนี้ทันที
“ช่างตัวไร้ประโยชน์และเป็นภาระคนอื่นเสียจริง ฉันล่ะนึกว่าหล่อนโดนสัตว์ป่าคาบไปกินแล้ว เกิดมาไม่คิดสร้างประโยชน์ มีแต่จะล้างผลาญและสร้างปัญหาให้ตระกูลอย่างไม่รู้จักหยุดหย่อน” ถ้อยคำที่ไม่น่าฟังยังผุดออกมาจากย่าถัง อย่างที่ไม่คิดว่านี่คือคำด่าหลานสาวตนเอง
หว่านอันถิงที่ได้ฟังก็รับไม่ได้กับคำพูดคำจาของหญิงชราคนนี้ ก่อนจะล่องลอยมายืนอยู่ตรงหน้า และพูดต่อว่าย่าถังกลับไปหลายคำ “ยายแก่ นี่หลานนะไม่ใช่คนข้างบ้าน หมามันยังรักลูกของมัน แล้วนี่อะไร กลับสาปแช่งหลานตัวเองอย่างนั้นเหรอ หึ๊ย!! มันน่านัก”
เวลานี้หญิงสาวโมโหมาก แต่ทว่าถ้อยคำที่เธอพูดไปนั้นกลับไม่เข้าหูย่าถังเลยสักนิดเดียว วิญญาณที่โปร่งแสงอย่างเธอจึงได้แต่กระทืบเท้าอย่างขัดใจ
ส่วนบ้านรองได้แต่กล้ำกลืนฝืนทน ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องตัวเองไป
แต่เพราะความอยากรู้อยากเห็น และสงสารในโชคชะตาของคนกลุ่มนี้ หว่านอันถิงจึงได้ล่องลอยตามไป แต่พอเจอสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวนี้ ก็อดที่จะสงสารไม่ได้ เนื่องจากพวกเขาสี่ชีวิตต้องอยู่รวมกันในห้องเดียวที่เล็กเท่ากับรูหนู
“อยู่กันไปได้อย่างไรห้องแค่นี้ อีกทั้งเด็กสาวคนนี้ก็ยังน่าสงสารอีก เกิดมาสติไม่สมประกอบไม่พอ ยังโดนคนที่ได้ชื่อว่าย่าแท้ๆ แสดงท่าทางรังเกียจ แถมจะหลอกไปให้สัตว์ร้ายกัดตายอีกด้วย เฮ้อ...เป็นฉันหน่อยไม่ได้ ฉันกล้าสาบานเลยว่าจะเอาคืนยายแก่คนนี้จนไม่กล้ามายุ่งกับฉันและครอบครัวอีก” หว่านอันถิงบ่นออกมาดังๆ อย่างไม่กลัวว่าใครจะได้ยิน
หว่านอันถิงบ่นเสร็จก็ได้ล่องลอยไปดูรอบ ๆ แม้ใจของเธออยากช่วยครอบครัวนี้มากแค่ไหนแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ในเมื่อตอนนี้เธอเป็นเพียงวิญญาณเท่านั้น
“พ่อ การที่น้องเดินเข้าป่าในวันนี้ ผมคิดว่าเพราะย่าเป็นคนสั่งให้น้องทำนะครับ พ่ออย่าลืมว่าย่านั้นไม่ได้อยากให้บ้านของเราเลี้ยงน้องตั้งแต่แรก” ถังอี้คุนเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่พอใจ เพราะคิดว่าเรื่องนี้อย่างไรก็น่าจะเกี่ยวกับผู้เป็นย่าอย่างแน่นอน
“ลูกอย่าได้พูดเสียงดังไป เรื่องนี้เรารู้กันดีว่าเพราะอะไร” ถังเยี่ยเองใช่ว่าจะไม่รู้จักนิสัยแม่ของตน แต่เพราะความว่ากตัญญูมันค้ำคอ เขาจึงต้องยอมกล้ำกลืนฝืนทนตลอดมา
“เมื่อไรเราจะได้แยกบ้านครับพ่อ” ชายหนุ่มรู้ว่าไม่ควรจะเอาคำนี้ออกมา แต่เมื่อปัญหาหลาย ๆ อย่างมันเริ่มรุนแรงขึ้น หากไม่พูดคงอึดอัดใจแน่
“พ่อเข้าใจแกนะอาคุน แต่พ่อเคยพูดเรื่องนี้กับปู่แกไปหลายครั้งแล้ว ไม่ว่าพูดครั้งไหนพ่อก็ถูกด่ากลับมาทุกครั้ง แกก็รู้ คงต้องรอให้มีแต่คนรุ่นพ่อแล้วละมั้ง จากนั้นถึงจะสามารถแยกบ้านได้” ถังเยี่ยใช่ว่าไม่อยากแยกบ้าน แต่เพราะหลาย ๆ อย่างทำให้ไม่สามารถได้ และที่สำคัญ ความกตัญญูที่ยึดถือกันมาอย่างยาวนาน ทำให้เขาไม่สามารถที่จะขัดคำสั่งพ่อกับแม่ได้เลย
คงมีเพียงบ้านถัง ที่ยังไม่มีลูกคนไหนที่ได้แยกบ้าน!!
ภาพการพูดคุยของสองพ่อลูกจากบ้านรองถังอยู่ในสายตาของหว่านอันถิง หญิงสาวรู้สึกถึงสงสารในชะตากรรมของครอบครัวนี้ และรู้สึกหงุดหงิดที่ผู้เป็นพ่อของบ้านนี้ดูจะอ่อนแอไปหน่อย หากกล้าแข็งข้อ ไม่แน่ว่าการแยกบ้านอาจจะไม่ใช่เรื่องยากเกินไป
“เฮ้อ...ถ้าเป็นครอบครัวฉันหน่อยไม่ได้ จะหาเรื่องจนทำให้ต้องแยกบ้านเลยล่ะ” หว่านอันถิงแต่ก็ได้แค่บ่นออกมาเท่านั้น เพราะเวลานี้เธอเป็นเพียงวิญญาณเท่านั้น
หว่านอันถิงยังคงล่องลอยดูครอบครัวนี้ ซึ่งเธอไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องมาเป็นวิญญาณเร่ร่อนมาสอดส่องเรื่องครอบครัวของคนอื่น แถมยังคนละยุคที่เธออยู่อีกต่างหาก
สองพ่อลูกต่างไม่มีใครพูดอะไรต่อ ได้แต่ก้มหน้าทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเช่นทุกวัน
บทที่ 6 ป่วยหนักกลางดึกคืนนั้น จู่ ๆ ถังลู่เหมยก็ล้มป่วย นั่นคงเพราะตากน้ำค้างในป่านานเกินไป ร่างของหญิงสาวนอนสั่นแถมตัวยังร้อนมาก“พี่เยี่ย ตื่นเถอะ อาเหมยตัวร้อนมาเลย สงสัยน่าจะตากน้ำค้างเมื่อเย็นน่ะ พี่ตื่นมาดูลูกหน่อย” เหนียงฟางเขย่าตัวสามีด้วยความร้อนใจ“อาเหมยป่วยเหรอ” ถังเยี่ยรู้สึกตัวเมื่อภรรยาเขย่าตัวเรียก เสียงของแม่ทำให้ถังอี้คุนที่นอนอยู่มุมห้องต้องลุกขึ้นมาอีกคน ก่อนจะรีบมาจับตัวน้องสาวด้วยความเป็นห่วง“น้องตัวร้อนมาเลยแม่ เอาอย่างนี้ เดี๋ยวผมจะลองเข้าป่าไปหาสมุนไพรมาต้มให้น้องดื่ม เผื่อว่าอาการจะดีขึ้น” ชายหนุ่มเลือกที่จะเสี่ยงขึ้นเขาเวลานี้ ดีกว่าจะต้องไปเคาะเรียกบ้านใหญ่แล้วถูกด่ากลับมา ถ้าโดนด่าแล้วได้เงินเขาก็ยินดีทำ แต่ส่วนมากจะโดนด่าแต่ไม่ได้เงิน“แต่เวลานี้มันดึกมาแล้ว ขึ้นเขาเข้าป่าตอนนี้อันตรายมากนะอาคุน” ถังเยี่ยไม่ค่อยเห็นด้วยที่จะให้ลูกชายขึ้นเขาไปหาสมุนไพรเวลานี้“แล้วพ่อจะให้ผมทำอย่างไร นั่งมองน้องจับไข้และหนาวสั่นแบบนี้เหรอครับ ผมทำไม่ได้ ผมไปไม่นานเดี๋ยวจะรีบกลับมา” พูดจบถังอี้คุนเลือกที่จะเปิดประตูห้องและเดินออกมา ทำให้สองสามีภรรยามองตามแผ่นหลังลูกชายด้
บทที่ 7 ฉันกลายเป็นหญิงบ้าเหรอเนี่ยถังเยี่ยที่ฟังอยู่ตั้งแต่ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาเดินออกมาพบหน้าแม่ตนเอง ก่อนจะพูดช่วยภรรยา “แม่ แต่อาเหมยไม่สบายเป็นไข้สูงมาก อาฟางต้องอยู่ดูแลคอยเช็ดตัวให้ตลอดนะ แม่มาก็ดีแล้ว ผมขอเบิกเงินกองกลางเพื่อพาลูกไปหาหมอในเมืองหน่อยนะครับ” ถังเยี่ยพูดกับแม่อย่างใจเย็นและถือโอกาสขอเบิกเงินกองกลางเพื่อจะได้พาลูกสาวไปหาหมอ“เงินอะไรกัน ฉันไม่มีให้เบิกหรอก รายได้บ้านเรานิดเดียวจะไปพอยาไส้อะไร ลูกแกป่วยก็ไปเก็บสมุนไพรบนเขามาต้มให้กินสิ เงินกองกลางมีไว้ใช้ในเรื่องจำเป็นเท่านั้น ไม่ใช่เอามาใช้กับเด็กที่สติไม่สมประกอบและไร้ค่าอย่างลูกแก” นางยังคงยืนยันว่าไม่มีเงินให้หรือถึงมีก็ไม่ให้ นั่นก็เพราะว่าในใจอยากให้หลานสาวที่มีสติไม่สมประกอบตายไปเสียเลย เพื่อที่บ้านรองจะได้ไม่ต้องมาวุ่นวายกับนังเด็กไร้ประโยชน์นี่ แล้วไปทำงานหาเงินเข้ากองกลางเยอะ ๆ หว่านอันถิงที่มองเหตุการณ์ทุกอย่างแล้วเธออยากจะเข้าไปขยุ้มคอของหญิงชราคนนี้เสียเหลือเกิน เธอมองว่าคนที่ไร้ประโยชน์และน่าจะรีบตายๆ ไปซะคือย่าถังมากกว่าถังลู่เหมย เพราะเหมือนว่าหญิงชราคนนี้จะมีจิตใจที่ไร้ความมนุษย์มากจนเกินไปแล้ว
บทที่ 8 ทำใจยอมรับแต่ทว่าหญิงสาวยังไม่ทันตั้งตัว ถังเยี่ยและเหนียงฟางสองสามีภรรยาวิ่งกลับมาถึงบ้านเสียก่อน เมื่อเห็นว่าลูกสาวฟื้นแล้วจึงได้ร้องเรียกออกมาอย่างดีใจ “อาเหมย!!”“ลูกเป็นอย่างไรบ้าง รู้ไหมแม่เป็นห่วงขนาดไหน” เหนียงฟางยกมือปาดน้ำตาขึ้นเล็กน้อยก่อนจะสอบถามลูกสาวอย่างอ่อนโยน เพราะตั้งแต่ที่ถังลู่เหมยไม่สบาย เธอแทบไม่ได้กินไม่ได้นอนเลย“ดีเหลือเกินที่ลูกฟื้นแล้ว” ถังเยี่ยพูดอีกคนด้วยความดีใจ ตอนที่ภรรยาวิ่งไปบอกว่าลูกสาวนอนไม่ได้สติ ข้าวปลาไม่กิน ใจของเขาหล่นลงมาอยู่ปลายเท้า เพราะกลัวว่าลูกสาวจะเป็นอะไรไป พอเห็นถังลู่เหมยฟื้นขึ้นมา คนเป็นพ่ออย่างเขาจึงน้ำตาซึมในขณะที่กำลังจะตอบทั้งสองคน หญิงสาวยกมือขึ้นกุมขมับอีกครั้ง เพราะเธอรู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรง ก่อนจะมีภาพต่าง ๆ ฉายชัดเข้ามาไม่ต่างจากภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง เธอจึงมั่นใจแล้วว่าตนเองนั้นอยู่ในร่างของถังลู่เหมยหญิงบ้าแห่งบ้านถังแล้วในตอนนี้หว่านอันถิงพบว่าชะตาของเด็กสาวคนนี้ช่างอาภัพ เพราะรับรู้ทุกอย่างว่าใครกระทำอะไรบ้าง แต่เธอไม่สามารถโต้ตอบได้ก็เท่านั้น เธอทำใจยอมรับว่าตนเองมาอยู่ที่นี่ในร่างของถังลู่เหมยแล้วจริง ๆถังเยี่
บทที่ 9 หาเงินค่ายาให้น้องสาวสองสามีภรรยาทำเพียงยืนมอง หลังจากพยายามห้ามปรามลูกสาวแล้ว แต่ถังลู่เหมยยังคงแกล้งบ้า พร้อมกับโต้ตอบย่าถังอย่างไม่ยอมหยุดถ้อยคำพวกนั้นทำให้หญิงชราดิ้นไม่ต่างจากปลาโดนน้ำร้อน พยายามเข้าไปทำร้ายหลานสาวแต่กลับโดนถังเยี่ยมายืนขวางไว้“อย่านะครับแม่” ถังเยี่ยพูดขึ้นมาเสียงแข็ง“นี่แกเข้าข้างลูกแกหรือเจ้ารอง” ย่าถังหันมาโวยวายใส่ลูกชายที่ขัดขวางนางไว้“แล้วแม่จะให้ผมยืนดูแม่ตีอาเหมยเหรอครับ ผมคงยอมให้แม่ทำอย่างนั้นไม่ได้” ถังเยี่ยย้อนกลับเข้าให้ เขาไม่คงไม่มีทางที่มองลูกสาวถูกทำร้ายต่อหน้าต่อตาแน่ ๆ แม้ว่าคนที่จะทำร้ายจะเป็นแม่ของเขาก็ตาม “แกไม่เห็นหรืออย่างไร ว่านังเด็กนี่มันกำลังด่าฉัน” ย่าถังยังโวยวายไม่หยุด พร้อมกับชี้หน้าถังลู่เหมยที่แลบลิ้นใส่นาง“แม่จะถือสาอะไรกับอาเหมย แม่ก็รู้อาเหมยสติไม่สมประกอบ ผมคิดว่าแม่กลับบ้านไปเถอะครับ อยู่ไปก็มีแต่เรื่องแต่ราว ผมก็จะไปทำงานแล้วเหมือนกัน” ถังเยี่ยตอบกลับมาพร้อมกับถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายพอเจอคำพูดของลูกชาย ย่าถังจึงทำเพียงข่มอารมณ์และสะบัดหน้าเดินหนีกลับบ้านตนเองด้วยความโมโหพอเห็นว่าย่าถังมหาภัยจากไปแล้ว ถังลู
บทที่ 10 ค่าจ้างสิบหยวนถังอี้คุนพาหญิงสาวเดินมาถึงสุดซอยของตลาดมืด ซึ่งร้านจะอยู่ในซอกแคบๆ เนื่องจากร้านนี้ขายของต้องห้ามอย่างนาฬิกาและพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าอีกหลายอย่าง“ถึงแล้วครับ” ชายหนุ่มหยุดอยู่ตรงหน้าร้านหนึ่ง ซึ่งมีคนเฝ้าด้านหน้าและชายคนนั้นมีร่างกายกำยำดูน่ากลัวไม่น้อย“เอ่อ...คุณจะกลับแล้วเหรอคะ” เหมยฮวาเอ่ยขึ้นมาอย่างรู้สึกหวาดกลัวไม่น้อยหากต้องเดินไปด้านในคนเดียว“ครับ ผมมีงานต้องไปทำต่อ ด้านในร้านไม่น่ากลัวหรอกครับ”ชายหนุ่มตอบกลับ และที่ว่าต้องไปทำงานนั่นคือเขาจะต้องไปหางานเพิ่ม เพื่อจะซื้อยาไปให้น้องสาวที่กำลังป่วย รวมถึงอาหารดี ๆ สักอย่างเพื่อไปบำรุงเธอด้วย“อ่อ..” พอเจอคำตอบแบบนี้ เหมยฮวามีสีหน้าหนักใจ แม้ว่าเธอจะมีธุรกิจอยู่ที่นี่ แต่ก็เพิ่งมาสานต่อกิจการของครอบครัว ยังไม่ได้มีคนรู้จักมากนัก ยิ่งสถานที่น่ากลัวแบบนี้เธอไม่เคยมา หากไม่เพราะต้องการหาของขวัญวันเกิดให้คุณพ่อ เธอคงไม่กล้ามาตลาดมืดแห่งนี้เพียงลำพังอย่างแน่นอนถังอี้คุนเหมือนจะเข้าใจหญิงสาว และเห็นว่าเธอมาเพียงลำพัง จึงตัดสินใจพูดขึ้นมาว่า “ถ้าคุณกลัว อย่างนั้นเดี๋ยวผมจะเข้าไปด้วย แต่คงไม่ได้อยู่นานนะ เพราะผมต้
บทที่ 11 ฉันมีเรื่องจะบอกกลับมาทางด้านถังลู่เหมย หลังจากได้พักผ่อนจนเต็มอิ่มแล้วก็รู้สึกดีขึ้น เธอจึงลุกขึ้นมาและเดินออกมาจากห้องที่แสนจะอุดอู้นั้น เมื่อออกมาข้างนอกได้แล้ว ก็เดินเตะฝุ่นเล่นไปด้วยความเบื่อหน่าย ในใจนั้นคิดว่าจะต้องแกล้งบ้าไปอีกถึงเมื่อไหร่กัน เพราะการเป็นคนบ้านนั้นไม่สนุกหรอก นอกจากจะเถียงกับย่าถังโดยไม่ผิดเท่านั้น‘จะว่าไปที่นี่ก็บรรยากาศร่มรื่นดีเหมือนกันนะ’ เธอมองต้นไม้ใบหญ้าตลอดสองข้างทางที่เดินเล่นอยู่ หมู่บ้านแห่งนี้ดูท่าทางสงบเงียบไม่น้อย อีกอย่างบ้านที่ปลูกอาศัยกันก็ไม่ได้แออัดจนเกินไป ยังมีพื้นที่ว่างของระหว่างบ้าน นี่จึงต่างจากเมืองใหญ่ในยุคปัจจุบัน หรือต่อให้เป็นชนบทก็ตาม บ้านที่สร้างแทบจะติดกันทั้งหมดไม่เหมือนกับตอนนี้เลยเวลานี้หญิงสาวทำใจแล้วว่าตนเองคงต้องอยู่ในร่างของหญิงบ้าคนนี้ไปตลอด ถึงแม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมตนเองต้องมาอยู่ในร่างนี้ก็ตามในขณะที่กำลังเดินเล่นอยู่นั้น ก็มีชาวบ้านผ่านไปมา เธอจึงปรับเปลี่ยนท่าทีจากเบื่อหน่ายทำเป็นหัวเราะบ้าง ชี้ไม้ชี้มือบ้าง กระโดดโลดเต้นไปเรื่อย ทำให้คนเหล่านี้ไม่สงสัยถึงความเปลี่ยนไปของเธอและที่สำคัญที่เธอทำแบบนี้ ก็เ
บทที่ 12 ตัดสินใจบอกพี่ชายถังลู่เหมยสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ เธอตัดสินใจแล้วว่าจะบอกเรื่องที่เธอหายเป็นปกติกับพี่ชายก่อนทั้งนี้ก็เพื่อให้เขาช่วยเธอในบางเรื่อง ส่วนพ่อกับแม่นั้นคงต้องรออีกสักพัก เมื่อไรที่หาวิธีแยกบ้านได้แล้วค่อยบอกก็ยังไม่สาย ส่วนตอนนี้เธอยังต้องการใช้ความเป็นคนบ้าเพื่อปั่นป่วนบ้านใหญ่และย่าถังจนทนไม่ได้และยอมให้บ้านรองแยกบ้านเสียก่อน “อาเหมยมีเรื่องอะไรจะบอกพี่หรือ” ถังอี้คุนเอ่ยถามออกไปอย่างสงสัย“พี่ใหญ่ เวลานี้น้องสาวพี่หายจากอาการป่วยไข้และกลับมาเป็นปกติแล้วนะ แถมตอนนี้สติสัมปชัญญะก็รับรู้ได้อย่างเช่นคนปกติทั่วไปแล้ว อาเหมยคนนี้ไม่ได้บ้าอีกแล้วนะคะ” หญิงสาวตอบกลับอย่างจริงจังพร้อมกับสบตาพี่ชายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนแม้จะมีความตกใจอยู่มาก แต่ถังอี้คุนยังคงมีความนิ่งสงบไม่แสดงท่าทางตื่นตกใจออกมา แต่เขากลับถามออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “เพราะอะไร อาการเหล่านั้นถึงได้หายไป อาเหมยบอกพี่ได้ไหม”“ตอนฉันป่วย ฉันสติหลุดลอยไป เหมือนฉันฝันว่าได้ไปพบกับคุณตาชราท่านหนึ่ง ท่านวาดภาพกลางอากาศและชี้นิ้วจิ้มมาที่หน้าผากของฉัน ตอนนั้นมันช่างทรมานเหลือเกิน คิดว่าจะไม่ได้กลับม
บทที่ 13 เป็นเศรษฐีหมื่นหยวนสองพี่น้องเดินอ้อมมายังอีกหมู่บ้าน แม้จะเหนื่อยสักหน่อยแต่ก็ยอมที่จะเหนื่อยเพื่อความแน่ใจว่าจะไม่ถูกบ้านใหญ่แย่งชิงเอาของไป ในที่สุดทั้งสองก็เข้ามาถึงในหมู่บ้านด้วยการเดิน ถังอี้คุนได้ไปซื้อผ้ามาจากชาวบ้าน โดยอ้างว่าจะเอามาห่มให้น้องสาวที่ไม่สบาย แต่จริงๆ เอามาห่อโสมและเห็ดหลินจือ จากนั้นชายหนุ่มจึงว่าจ้างเหมาเกวียนไปยังร้านขายยาของหมอจางที่อยู่ในเมืองพอเถ้าแก่จางเห็นว่า ถังอี้คุนมาเยือนที่ร้านขายยาอีกครั้งจึงทักทายด้วยความแปลกใจปนร้อนใจ “มีเรื่องอะไรหรือเปล่า หรือว่าน้องสาวอาการไม่ดีขึ้น”“เปล่าครับหมอจาง นี่ลู่เหมยน้องสาวผมเอง ตอนนี้เธออาการดีขึ้นมากแล้วครับ แต่เราสองพี่น้องมีเรื่องจะสอบถามครับ” ถังอี้คุนรีบแนะนำตัวน้องสาวให้อีกฝ่ายรู้จัก พร้อมกับกระซิบถามเพราะนี่ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก“....” ถังลู่เหมยก้มศีรษะทักทายเล็กน้อย“อืม มีเรื่องอะไรหรือเปล่า” หมอจางถามพร้อมขมวดคิ้วเล็กน้อย เนื่องจากเขามองว่าหญิงสาวคนนี้เหมือนไม่มีอาการป่วยอะไรเลย ซึ่งมันต่างจากอาการที่เขาได้ฟังอย่างสิ้นเชิง แถมท่าทางของชายหนุ่มก็ดูแปลกกว่าตอนที่เจอกันก่อนหน้านี้ถังลู่เหมยเข
บทส่งท้าย ครอบครัวที่สมบูรณ์หลังจากวันนั้นนี่ก็ผ่านมาสองสัปดาห์แล้ว เรื่องที่ช่ายจื่อเฉิงจัดการก็เงียบไปเหมือนกัน ไม่มีใครรู้ว่าเขาจบเรื่องนี้ด้วยวิธีใด และไม่มีใครได้พบเห็นสามแม่ลูกนั้นอีกเลย บ้างก็ว่าปี้เจียวหลานหนีตามใครบางคนไปส่วนทั้งสองคนนั้นก็มีข่าวลือว่าไม่ใช่ลูกของนายท่านช่าย ในวงสังคมต่างพูดถึงเรื่องนี้และมีข่าวลือแตกต่างกันไปคนละแบบ ซึ่งไม่รู้ว่าอันไหนคือเรื่องจริง อันไหนคือเรื่องเท็จ แต่สิ่งที่จริงนั้นคือทั้งสามคนหายไปจากวงสังคมของปักกิ่ง“ความโหดร้ายของช่ายจื่อเฉิงไม่มีใครเทียบได้หรอก สมัยที่เขายังเป็นหนุ่มก็พิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นฝีมือ กว่าเขาจะไต่เต้าขึ้นมาได้จนมีทุกอย่างเหมือนทุกวันนี้ก็ไม่ใช่เล่น ๆ เหมือนกัน” ฉินจิ้งเหยาพูดขึ้นมาท่ามกลางทุกคนที่นั่งอยู่ในห้องโถง“ช่างมันเถอะค่ะคุณลุง อย่างไรเรื่องราวก็จบลงแล้ว ฉันเองก็ไม่อยากรับรู้ว่าสามคนแม่ลูกนั่นไปอยู่ที่ไหน ขอแค่ไม่มาวุ่นวายกับพวกเราก็พอแล้วค่ะ”ช่ายเหมยฮวาพูดขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจ เธอไม่อยากรับรู้อะไรมากนัก แต่คิดว่าทั้งสามคนคงยังมีชีวิตอยู่ เพราะตอนนี้เธอเองก็กำลังตั้งครรภ์อยู่ จึงขอร้องพ่อไปว่าไม่ว่าพ่อจะจัดการสาม
บทที่ 87 ได้เวลาจัดการให้สิ้นซาก“พี่รู้สึกไม่ค่อยดีน่ะ ลางสังหรณ์มันบอกอะไรแปลก ๆ ทำให้พี่ไม่สบายใจ เลยอยากกลับมาเยี่ยมคุณพ่อ” เธอตอบกลับน้องสะใภ้ไปตามตรงเพราะสายตาซ่อนความกังวลไว้ไม่มิด“อย่าเพิ่งคิดมากเลยนะคะ อาจจะไม่มีอะไรก็ได้ เดี๋ยวรอพี่หยางกลับมาก่อนค่อยปรึกษากันอีกทีว่าจะทำอย่างไร” ถังลู่เหมยพูดขึ้นและจับมือพี่สะใภ้ไว้เพื่อปลอบโยน จะว่าไปเรื่องนี้เธอก็ไม่รู้สถานการณ์ในบ้านตระกูลช่ายเลย เพราะไม่เคยสอบถามสามีถึงเรื่องบ้านของพี่สะใภ้ เธอรู้เพียงว่าพี่สะใภ้ใหญ่นั้นไม่ลงรอยกันกับแม่เลี้ยงตนเอง รวมถึงน้องทั้งสองคนที่เกิดจากแม่เลี้ยงด้วย“เรื่องตระกูลช่าย ลุงสืบมาให้เรียบร้อยแล้ว รอหลานมาจัดการด้วยตนเอง แต่ยังไม่มีเวลาที่จะส่งข่าวไป ไม่คิดว่าวันนี้เหมยฮวาจะมาด้วยตนเอง” จังหวะนั้นนายท่านฉินที่เดินลงมาจากชั้นบนก็พูดขึ้น แม้จะมีรอยยิ้มบนใบหน้าแต่แววตาก็ฉายแววกังวลออกมาเรื่องที่เขาให้คนสืบไว้นั้นจะว่าดีก็ดี จะว่าร้ายก็ร้าย แต่ถึงอย่างไรให้หลานสาวตัดสินใจด้วยตนเองดีกว่า อีกอย่างเขากับน้องเขยก็ไม่ได้สนิทติดเชื้อกันมากนัก จะมาให้เจ้ากี้เจ้าการเรื่องในครอบครัวอีกฝ่ายก็คงเป็นไปไม่ได้ อีกทั้ง
บทที่ 86 ครอบครัวพร้อมหน้าหญิงสาวที่ถูกมัดอยู่พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ยังคงเรียบนิ่ง แต่ดวงตานั้นกลับแข็งกร้าวขึ้นเรื่อย ๆ พูดจบถังลู่เหมยก็ลุกขึ้น พร้อมกับเชือกที่มัดแขนอยู่ก็หลุดออกอย่างง่ายดาย จากนั้นจึงเดินมายืนประจันหน้าอีกฝ่ายด้วยสายตาดุดัน ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงลอดไรฟันออกมาว่า “แบบนี้ฉันคงปล่อยให้เธอใช้ชีวิตตามใจชอบอีกไม่ได้แล้วนะ หลี่ซิงหง”“ทะ ทำไมแกไม่ได้ถูกมัดไว้เหรอ” หลี่ซินหงเห็นอย่างนั้นก็ตกใจสุดขีด เพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะไม่ถูกพันธนาการไว้ด้วยเชือก ก่อนจะมองรอบ ๆ และเมื่อเห็นว่าชายฉกรรจ์ที่คิดว่าเป็นคนของตนเองไปยืนอยู่ด้านหลังของอีกฝ่าย ก็เข้าใจได้ทันทีว่าเธอติดกับดักแล้ว ก่อนจะพูดออกมาด้วยเสียงที่เคียดแค้น“แกก็ไม่ใช่คนที่นี่สินะ แกมัน...”คราวนี้ถังลู่เหมยไม่ตอบคำถามนี้ และไม่รออีกฝ่ายพูดจนจบประโยค เธอเลือกที่จะเดินไปใกล้กว่าเดิม ก่อนจะกระซิบด้วยน้ำเสียงโหดเหี้ยมว่า “หุบปากของหล่อนให้สนิท ถ้าพูดเรื่องนี้ออกมาแม้แต่คำเดียว วันนั้นจะเป็นวันที่เธอพูดไม่ได้ไปตลอดชีวิต เพราะฉันจะตัดลิ้นของเธอออกมาย่างให้หมากิน จำไว้”พูดจบเธอเดินไปหาสามีที่ยืนฟังเรื่องราวทั้งหมด ก่อนจะมีเ
บทที่ 85 จัดการขั้นเด็ดขาดถังลู่เหมยและป๋ายหลานกลับบ้านด้วยรถยนต์ของตระกูลฉินเหมือนเดิม แต่ในขณะที่กำลังนั่งรถอยู่นั้น ก็มีรถยนต์ขับตามมาหนึ่งคัน ก่อนที่รถคันนั้นจะขับแซงขึ้นมาและปาดหน้าให้รถที่ถังลู่เหมยนั่งอยู่จอดลงอย่างกะทันหัน“เกิดอะไรขึ้น” ป๋ายหลานถามขึ้นด้วยความตกใจ พร้อมกับกุมมือลูกสะใภ้ไว้แน่น“มีรถมาจอดปาดหน้ารถของเราครับคุณนาย น่าจะเป็นโจรมาปล้น” คนขับรถวัยกลางคนตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ตื่นตระหนกเล็กน้อย“ตายแล้ว แล้วเราจะทำยังไงดีละเนี่ย” ป๋ายหลานพูดขึ้นมาอย่างตกใจมากกว่าเดิม แม้ว่าเรื่องนี้ลูกชายกับสะใภ้บอกว่ามันอาจจะเกิดขึ้นและทั้งสองหาทางแก้ไขไว้แล้วก็ตาม“ไม่ต้องกลัวนะคะ คุณแม่อยู่ในรถก่อนนะคะ เดี๋ยวฉันจะไปดูเอง” ถังลู่เหมยบีบมือของแม่สามีเบาๆ ก่อนจะตอบกลับด้วยท่าทีปกติ โดยไม่มีอาการหวาดกลัวใด ๆ เลย“ระวังตัวด้วยนะอาเหมย” ป๋ายหลานบอกกับลูกสะใภ้อย่างเป็นห่วง“ค่ะคุณแม่” หญิงสาวรับปากแม่สามี จากนั้นก็พูดกับคนขับรถว่า“ลุงไม่ต้องลงไปหรอกค่ะ ดูแล้วพวกมันมาไม่กี่คนเอง เดี๋ยวฉันจัดการได้ อีกอย่างมีคนของพี่หยางตงแอบติดตามมาด้วย แต่หากเกิดอะไรขึ้นก็รีบพาคุณแม่ไปยังที่ปลอดภัยห
บทที่ 84 ซ้อนแผน“ได้สิ พี่เคยบอกแล้วว่าหากเหมยฮวาอยากไปเมื่อไร พี่ก็พร้อมจะพาไปเสมอ ถ้าอย่างนั้นเราไปปักกิ่งกันเถอะ พี่เองก็ไม่เคยได้พบพ่อตามาก่อน อย่างน้อยก็ได้ไปยกน้ำชาสักครั้งก็ยังดี” ถังอี้คุนพูดขึ้นอย่างอ่อนโยนแม้ว่าเขากับภรรยาจะจดทะเบียนและแต่งงานกันอย่างถูกต้องแล้ว แต่เรื่องที่พบหน้ากับพ่อตานั้น เขายังไม่เคยเจอและไม่เคยยกน้ำชามาก่อน ซึ่งมันก็คงไม่ดีแน่หากใครได้รับรู้เรื่องนี้ ดังนั้นการที่ภรรยาคิดจะเดินทางไปปักกิ่งในครั้งนี้ เขาจึงเห็นว่าสมควรแล้ว“ถ้าลูกทั้งสองคนตั้งใจจะไปปักกิ่ง พ่อกับแม่ก็ตั้งใจจะไปกับลูกด้วย การเอาลูกสาวของเขามาโดยไม่มีการพูดจาสู่ขอกับพ่อของเหมยฮวา พ่อก็รู้สึกไม่ดีเหมือนกัน ไปครั้งนี้จะได้สู่และให้ทั้งสองคนยกน้ำชาให้ถูกต้อง” ถังเยี่ยพูดขึ้นมาหลังจากได้ยินความตั้งใจของลูกชายและสะใภ้ ซึ่งเรื่องนี้ก็ติดอยู่ในใจของเขาและภรรยามาตลอด เขามีลูกสาวก็เข้าใจในเรื่องนี้ดี“อย่างนั้นพวกลูกหลานไปกันเถอะนะ เดี๋ยวแม่กับตาเฒ่าจะเฝ้าบ้านให้เอง” ย่าถังพูดสนับสนุนขึ้นมา เมื่อได้ยินลูกและหลานพูดถึงเรื่องที่จะไปปักกิ่งเพื่อทำทุกอย่างให้ถูกต้อง“ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ไปกันทั้งหมด
บทที่ 83 ข่าวสำคัญหลังจากวันนั้น นี่ก็ผ่านมาเกือบสัปดาห์แล้วที่หลี่ซินหงไม่สามารถดำเนินการตามแผนการที่วางไว้ได้ นั่นก็เพราะว่าถังลู่เหมยนั้นไม่ได้ออกจากบ้านตระกูลฉินอีกเลย เพราะผู้เป็นแม่สามีได้ซื้อของมากมายมาให้เธอจนแทบจะใช้ไม่หมดอยู่แล้ว ซึ่งแม้จะอยากออกไปหาลู่ทางเพื่อทำการค้าของตนเอง แต่เธอก็ไม่ขัดขืนเพราะไม่อยากทำให้ทุกคนลำบากใจ โดยเฉพาะสามีของเธอทุกวันถังลู่เหมยจะทำอาหารให้ทุกคนในบ้านกิน และนั่งฟังแม่สามีเล่าเรื่องต่างๆ ในปักกิ่งให้ฟัง ป่ายหลานสอนมารยาทการเข้าสังคมให้เธออย่างใส่ใจ ซึ่งถังลู่เหมยก็ไม่ขัดอะไรเพราะเห็นสีหน้าของแม่สามีดูมีความสุขที่ได้สอนและจับเธอแต่งตัว“อาเหมยอีกสามวันจะมีงานสังคม โดยตระกูลฉินเป็นประธาน เธอเตรียมตัวด้วยนะ แม่จะพาอาเหมยออกงานอย่างเป็นทางการ” ป๋ายหลานเดินมาบอกลูกสะใภ้ที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ห้องโถง ถึงเรื่องที่ตระกูลฉินจะเป็นประธานในงานเลี้ยงสมาคมการค้าในครั้งนี้ และเธอตั้งใจให้สะใภ้ได้ไปร่วมงานด้วย หลายวันมานี้เธอยอมรับสะใภ้คนนี้ได้อย่างเต็มหัวใจแล้ว ถังลู่เหมยได้ยินอย่างนั้นก็อมยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงดีใจเพราะนี่คือการยอมรั
บทที่ 82 นี่คือลูกสะใภ้ฉันหลังจากที่หลี่ซินหงกลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลหลี่ เธอเอาแต่นั่งเงียบไม่พูดไม่จากับใคร จนผู้เป็นแม่ต้องเอ่ยถามด้วยความไม่สบายใจ“ลูกยังคิดมากเรื่องของผู้กองฉินเหรอ”“ฉันก็ไม่อยากคิดมากหรอกนะคะแม่ แต่เมื่อใจมันรักไปแล้วก็ยากที่จะห้าม เวลานี้ฉันเลยรู้สึกเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็ต้องทำใจว่าฉันคงไม่มีวาสนาได้เป็นคนที่เขารัก”หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและแสร้งบีบน้ำตาออกมาเล็กน้อย เพื่อให้ผู้เป็นแม่เห็นใจและสงสาร แต่ความจริงแล้วเธอไม่ได้รักเขามากมายขนาดนั้น เธอเพียงแค่ต้องการเขามาเป็นของเธอก็เท่านั้นเอง อีกทั้งตระกูลฉินก็ร่ำรวยอีกด้วย “ดีแล้วที่ลูกทำใจได้ อย่างไรก็มองหาคนใหม่ก็ได้นะลูก เผื่อว่าเขาจะรักลูกแม่ด้วยใจจริง”หย่วนเฟิงพูดกับลูกสาวอย่างอ่อนโยนและดีใจที่ลูกทำใจได้แล้ว เพราะต่อให้อยากเกี่ยวดองกับตระกูลฉินมาก แต่เธอก็ไม่อยากให้ลูกไปแย่งสามีของใคร อย่างน้อยในปักกิ่งนี่ก็ไม่ได้มีแค่ลูกชายจากตระกูลฉินเท่านั้นที่คู่ควรกับลูกสาวของเธอขณะที่กำลังปลอบใจลูกอยู่นั้น เธอไม่รู้เลยว่าเวลานี้หลี่ซินหงมีประกายตาอย่างชิงชังขึ้นมา โดยที่ไม่รู้ว่าในใจของเธอนั้นกำลังคิดอะไ
บทที่ 81 เรียนผูกก็ต้องเรียนแก้เองเขาไม่คิดจะโทษภรรยาที่จะพูดอย่างนั้นกับแม่ตนเอง เพราะเชื่อว่าเธอคงจะเหลืออดแล้วเหมือนกัน ถึงได้โต้แย้งแบบนั้น“หยางตง” ป๋ายหลานเรียกลูกชายเสียงดังเมื่อได้ยินคำพูดของเขา ส่วนสองแม่ลูกก็หน้าซีดลงทันควัน“สามี อาเหมยเหนื่อยแล้ว” ถังลู่เหยเห็นสถานการณ์เริ่มตึงเครียดก็พูดออดอ้อนสามีและแสร้งอ่อนแอออกมาเพื่อแก้สถานการณ์ เธอนั้นตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะส่งข่าวหาอู่เหลย เพื่อให้คนของเขาสืบเรื่องลูกสาวตระกูลหลี่คนนี้ เพราะท่าทางที่เธอเห็นคือแม่ดอกบัวขาวชัด ๆอีกทั้งยังมองสามีของเธอเหมือนอยากจะกลืนกินเขาตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ขณะเธอเป็นผู้หญิงด้วยกันยังกลัวอีกฝ่ายเลย ที่บอกว่ากลัวไม่ได้กลัวอะไรหรอกนะ แต่กลัวสายตาของเธอจะฉกสามีไป ฉินหยางตงเป็นคนตรงๆ คงไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมมายาของแม่ดอกบัวขาวคนนี้“ถ้าอย่างนั้นเราขึ้นข้างบนเถอะครับ สามีจะพาภรรยาไปพักผ่อนเอง”ฉินหยางตงเห็นแบบนั้นก็โอบเอวภรรยาไว้อย่างรักใคร่และพูดกับเธออย่างอ่อนหวาน ก่อนจะหันไปพูดกับพ่อแม่ด้วยน้ำเสียงที่ปกติ“ผมขอตัวก่อนนะครับ พวกเราสองคนเดินทางมาเหนื่อย ๆ ยังไงก็ขอไปพักผ่อนสักหน่อย หากแม่ยังอยากจะรับแขกต่
บทที่ 80 มาถึงก็เจอแม่ดอกบัวขาวทันทีฉินหยางตงและถังลู่เหมยทั้งสองนั่งรถรับจ้างกลับมาที่ตระกูลฉิน เมื่อมาถึงชายหนุ่มได้แต่ถอนหายใจออกมาเล็กน้อยเพราะเห็นว่ารถของตระกูลหลี่จอดอยู่ที่หน้าบ้าน จนทำให้ถังลู่เหมยสงสัยขึ้นมา“มีอะไรหรือเปล่าคะ” เธอเอียงหน้าถามอย่างสงสัยเมื่อเห็นสีหน้าของสามี“น่าเบื่อครับ พี่ปฏิเสธแล้วแต่บ้านหลี่ก็ยังไม่...เฮ้อ” ชายหนุ่มมองไปที่รถยนต์ที่จอดอยู่แล้วพูดขึ้น เขาไม่รู้จะบอกอย่างไร เนื่องจากกลัวว่าภรรยานั้นจะโกรธที่พอมาถึงวันแรกก็มีผู้หญิงมารอที่บ้าน“ลูกสาวบ้านหลี่คือคนที่แม่พี่อยากจะให้พี่แต่งงานด้วยใช่ไหมคะ” เธอมองตามสายตาของสามีและถามกลับไปอย่างไม่อ้อมค้อม เนื่องจากเรื่องนี้ชายหนุ่มเล่าให้เธอฟังบ้างแล้ว“ครับ” ฉินหยางตงพยักหน้ารับอย่างไม่สบายใจ“ถ้าอย่างนั้นไม่เป็นไรค่ะ ฉันเชื่อใจพี่ เพราะไม่ว่าอย่างไรพี่คือสามีของฉันคนเดียว ฉันเชื่อว่าพี่รักฉันคนเดียว แค่นี้ก็เพียงพอแล้วค่ะ” ถังลู่เหมยพูดออกมาไปพร้อมยิ้มหวานให้กับสามีเธอนั้นเชื่อใจสามี เพราะตลอดเวลาที่แต่งงานกันมา เขาไม่เคยทำเธอหวาดระแวงเลยสักครั้งเดียว มีแต่แสดงความรักกับเธอจนเธอจะเป็นเบาหวานตายอยู่แล้ว“แ