ซูเหยาหญิงสาวโสดอายุ 30 ปี บ้างาน มีห้างสรรพสินค้าเป็นของตัวเอง ไม่มีคนรัก มุ่งทำงาน เพราะเธอต้องการหาเงินมาเปย์นิยายที่ชอบอ่าน จนวันหนึ่งเธออ่านนิยายถึงขั้นไม่หลับไม่นอน แล้วสติของตนก็ดับลง ทั้งที่ยังอ่านนิยายเรื่องนั้นค้างอยู่ เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าได้อยู่ในสถานที่แปลกประหลาด ที่มีความทรงจำของใครอีกคนผุดขึ้นมาในหัวของตน ทำให้ตัวเองได้รู้ว่าตอนนี้เธอได้อยู่ในร่างของแม่เลี้ยงใจร้ายในนิยายที่เธออ่านค้างไว้ไปเสียแล้ว
Узнайте большеในระหว่างที่ซูเหยากำลังหมดสติอยู่นั้นเหมือนเธอจะได้ยินเสียงเล็กๆ บางอย่างดังอยู่ที่ข้างหูของตน
“ระบบได้เจอผู้ที่เหมาะสมแล้ว ท่านต้องการที่จะเชื่อมต่อกับระบบหรือไม่” เสียงเล็กๆ นั้นได้ถามกับซูเหยาออกมาอย่างเฉยชา
“ระบบอย่างนั้นเหรอ นี่ฉันกำลังฝันถึงเรื่องอะไรอยู่ สงสัยตัวเราน่าจะอ่านนิยายมากไปอย่างแน่นอน” ซูเหยาโต้ตอบกับเสียงที่ได้ยินที่เธอคิดว่าเป็นความฝัน
“ระบบขอถามอีกครั้ง ท่านยินดีจะเชื่อมต่อกับระบบหรือไม่ หากท่านไม่เชื่อมต่อ ระบบขอเตือนว่าวิญญาณของท่านจะต้องสูญสลายไป
เพราะตอนนี้ท่านเป็นร่างที่เกือบจะตายอย่างสมบูรณ์แล้ว” เสียงเล็กๆ ของระบบได้ดังขึ้นอีกครั้งอย่างเย็นชาเหมือนเดิม
“อะไรนะฉันเกือบจะตายแล้วอย่างนั้นเหรอ เป็นไปได้ยังไง ฉันยังอ่านนิยายเรื่องที่ซื้อมาล่าสุดยังไม่จบเลยนะ ฮือๆ” เสียงซูเหยาร้องไห้ด้วยความคร่ำครวญ
“100..99..98..97..” ในระหว่างที่ซูเหยาร้องไห้อยู่นั้น เธอก็ได้ยินเสียงเล็กๆ นับเวลาถอยหลังลงเรื่อยๆ อย่างใจเย็น จนตอนนี้เธอได้ยินเสียงนับเวลาเหลือแค่สิบแล้ว เธอจึงเริ่มที่จะลนลาน
“ตกลงๆ ฉันยินยอมรับการเชื่อมต่อกับระบบ” ซูเหยารีบร้องตะโกนออกมาอย่างเสียงดัง เพราะเธอคิดว่าตอบตกลงไปก่อนแล้วกันดีกว่าที่วิญญาณจะสูญสลาย
“ถือว่าคุณตัดสินใจได้ฉลาดมาก เอาล่ะต่อไปนี้เรามีภารกิจให้คุณทำ คุณจะต้องเข้าไปแก้ไขเรื่องราวในนิยายที่คุณได้อ่านค้างไว้ให้ดำเนินไปในทางที่ถูกต้อง
ที่ทางเราตัดสินใจในการเลือกคุณเป็นนักท่องเวลาในครั้งนี้ส่วนหนึ่งก็มาจากเหล่าตัวละครในนิยายที่มักจะถูกกระทำด้วยความโหดร้าย พวกเขาต้องการ การเปลี่ยนแปลงที่ดีดังนั้นจำเป็นต้องมีสื่อกลางยกตัวอย่างเช่นคุณ เหตุผลที่ทางเราเลือกคุณเพราะทางเราเห็นว่าคุณชอบอ่านนิยายเป็นชีวิต และเวลาบนโลกปัจจุบันของคุณเหลือน้อย
แต่คุณไม่ต้องกลัว เพราะทางระบบได้ทำการนำห้างสรรพสินค้า ที่เป็นสมบัติของคุณทำการเชื่อมต่อกับทางจิตวิญญาณให้กับคุณแล้ว หรือที่เรียกกันว่ามิตินั่นแหละ
แต่มีข้อแม้ว่าของชิ้นนั้นจะลดจำนวนลงตามที่ห้างของคุณได้สต็อกสินค้าเอาไว้ ส่วนภารกิจคือแก้ไขเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของคนในครอบครัวที่คุณเข้าไปอยู่
เมื่อคุณไปถึงคุณก็จะรู้เอง เราขอให้คุณโชคดีกับภารกิจครั้งนี้” เมื่อสิ้นเสียงจากระบบแล้ว ทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบและความมืด
“สวัสดีระบบ คุณได้ยินเสียงฉันไหม อย่าเพิ่งไปสิ เฮ้ ระบบ..” ซูเหยาร้องเรียกระบบอย่างเสียงดัง พร้อมกับคิดว่าอะไรจะมาเร็วไปเร็วแบบนี้กัน แล้วเธอจะไปอยู่ยุคไหนและนิยายเรื่องอะไรกันล่ะ
“โอ้ย! ปวดหัวหัวจะระเบิดอยู่แล้ว” เสียงซูเหยาร้องออกมาอย่างเสียงดัง ซึ่งเธอไม่ได้รู้เลยว่าตอนนี้ร่างกายของเธอได้เปลี่ยนไปแล้ว และก็ไม่ได้อยู่ยุคสมัยเดิมอีกต่อไป
“พี่ชาย น้าเหยาจะเป็นอะไรไหม” เด็กหญิงตัวเล็กหน้าตามอมแมม แต่งกายด้วยเสื้อผ้าบางๆ ขาดวิ่น ถามกับพี่ชายที่โตกว่าเล็กน้อยออกมาด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่นแสดงความหวาดกลัว
“คนใจร้ายแบบนี้คงจะไม่ตายง่ายๆ หรอก ถ้าหากเธอตื่นขึ้นมาพวกเราก็จะโดนทุบตีโดยไม่มีเหตุผลอีกอย่างแน่นอน”พี่ชายที่โตกว่าเล็กน้อยตอบน้องสาวด้วยน้ำเสียงแสดงความเย้ยหยัน
“อ่า เสียงใครพูดกัน ขอน้ำกินหน่อยได้ไหม” เสียงซูเหยาถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
ซึ่งตอนนี้เด็กน้อยทั้งสองคนได้วิ่งหนีเธอออกมาอยู่ในห้องโถงของตัวบ้าน ด้วยความหวาดกลัวไปเสียแล้ว พร้อมกับที่สองเด็กน้อยก็พากันกอดกันตัวกลมด้วยอาการสั่นกลัว
เมื่อซูเหยารออยู่นานก็ไม่เห็นว่าจะมีใครส่งน้ำมาให้เธอเสียที เธอจึงนอนลืมตานิ่งอยู่อย่างนั้น พร้อมกับคิดถึงเรื่องในสิ่งที่ได้ยินมาจากระบบ
“น้ำเปล่าหนึ่งขวดเล็ก” ซูเหยาจึงลองเรียกน้ำเปล่าออกมาจากห้างที่ระบบได้พูดถึง ซึ่งตอนนี้เธอก็รู้สึกว่ามีของบางสิ่งอยู่ในมือเธอ เธอจึงได้ยกมือที่จับสิ่งของนั้นขึ้นมาดู ก็เห็นว่าเป็นขวดน้ำดื่มที่มีขายอยู่ในห้างของตนเอง
“กรี๊ด” ตอนนี้ซูเหยาได้ส่งเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความดีใจเพราะเรื่องระบบไม่ได้เป็นเพียงความฝัน
“แต่ว่าตอนนี้เธอมาอยู่ที่ไหนกัน” ซูเหยาถามกับตัวเองพร้อมกับลุกขึ้นนั่งอยู่บนที่นอน และเธอก็ใช้สายตากวาดมองรอบๆ ห้องด้วยความสงสัย
เธอมองสภาพห้องที่ผนังเป็นกำแพงดิน บนหลังคาก็เหมือนกับถูกมุงด้วยสภาพหญ้าแห้ง ที่เธอเคยเห็นบ้านตามชนบทสมัยก่อน
ตอนนี้เธอถึงกับยู่หน้าขยี้จมูกของตัวเอง เพราะเธอได้กลิ่นของความอับชื้นที่โชยเข้าจมูก มันเป็นกลิ่นที่เธอรู้สึกไม่ชอบเป็นอย่างมาก
เธอนั่งนิ่งๆ อยู่สักพัก พร้อมกับคิดทบทวนในตอนที่เธอหลับอยู่ ซึ่งดูเหมือนว่าเธอจะได้รับความทรงจำจากเจ้าของร่างเดิมมาด้วย เจ้าของร่างเดิมก็มีชื่อเดียวกับเธอ แต่เธอยังไม่เห็นหน้าค่าตาว่าเจ้าของร่างเดิมหน้าตาเป็นแบบไหน
ตอนนี้เด็กน้อยสองคนด้านนอกได้พากันหวาดผวาให้กับเสียงกรีดร้องของเธอมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก
“พะพี่ชายเราจะทำยังไงดี เหมือนว่าน้าเหยาจะ..จะฟื้นแล้ว”เด็กหญิงซึ่งได้กอดพี่ชายแน่นถามพี่ออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นๆเหมือนใกล้จะร้องไห้เต็มที
“มะ..ไม่ต้องกลัว พี่จะปกป้องน้องเอง” เสียงพี่ชายเองก็สั่นกลัวไม่ต่างจากน้องสาว แต่ด้วยความเป็นพี่เขาจะต้องปกป้องน้องให้ได้
“นั่นใคร เสียงใครพูดอยู่ด้านนอกเข้ามาเดี๋ยวนี้นะ” ซูเหยาถามขึ้นด้วยเสียงอันแหบแห้ง แต่ว่าติดความดุเล็กน้อย
ซึ่งเธอไม่ได้รู้ตัวเลยว่าได้ทำให้สองพี่น้องหวาดกลัวเธอขึ้นมาอีกครั้งแล้ว
“พะ..พวกเราเองน้าเหยา” เด็กชายได้จูงมือน้องสาวตัวเล็กเดินเข้ามาภายในห้องที่แม่เลี้ยงของพวกเขานอนอยู่
ตอนนี้ซูเหยาเมื่อได้เห็นสภาพเด็กทั้งสองเธอก็ถึงกับตกตะลึง เพราะสภาพเนื้อตัวของเด็กน้อยภายนอกที่เห็นมีแต่ร่องรอยของการถูกเฆี่ยนตี
และเสื้อผ้าก็ขาดรุ่งริ่ง หน้าตามอมแมม รูปร่างผอมแห้ง มีแต่หนังติดกระดูกเพียงเท่านั้น
‘นางเหยา เธอมันคนใจร้ายเธอทำกับเด็กตัวเล็กๆ ได้ยังไงกัน’ ซูเหยาถึงกับสบถด่าเจ้าของร่างเดิมด้วยความคับแค้นใจ
“ไม่ต้องกลัวนะ น้าขอโทษนะที่น้าเคยทำไม่ดีกับพวกเธอสองคนเอาไว้ ต่อไปนี้น้าสัญญาว่าจะดูแลพวกเธออย่างดี” ซูเหยากล่าวขอโทษเด็กทั้งสองออกมาด้วยความเสียใจ ถึงแม้ว่าการทำร้ายเด็กน้อยจะไม่ใช่ฝีมือของตนก็ตาม
ตอนนี้เด็กน้อยทั้งสองได้เบิกตากว้างด้วยความตกใจกับคำพูดของแม่เลี้ยงไปแล้ว
“แล้วนี่เธอสองคนกินข้าวกันแล้วหรือยัง” ซูเหยาถามเด็กสองคนด้วยความเป็นห่วง ซึ่งตอนนี้เด็กทั้งสองรู้สึกหวาดกลัวเธอมากกว่าเดิมเสียอีก
เพราะพวกเขาไม่เคยคิดว่าคนที่ทำร้ายพวกเขามาตลอดจะมาขอโทษและพูดกับพวกเขาดีๆ ได้
“พี่ว่าเธอจะต้องทำดีกับเราแล้ววางแผนหลอกเราไปขายแน่ๆ” มู่เฟยพี่ชายคนโตกระซิบใส่หูน้องสาว
ซึ่งซูเหยาเองก็ได้ยินประโยคนี้เช่นกัน แต่เอาเถอะทุกอย่างให้เวลาเป็นเครื่องตัดสินเองก็แล้วกัน เพราะจะให้เด็กที่ถูกทำร้ายเป็นเวลานานมาเชื่อเธอทีเดียวก็คงจะเป็นไปไม่ได้เธอคิดอย่างปลงๆ
พร้อมกับพยายามทำใจยอมรับกับสภาพที่เป็นอยู่ตอนนี้ และจากความทรงจำของร่างเดิมดูเหมือนว่าเธอจะเข้ามาอยู่ในนิยายเรื่องสุดท้ายที่เธออ่านค้างอยู่
ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับแม่เลี้ยงใจร้าย ที่ตัวเอกหญิงก็คือซูเหยา ที่ได้ตกลงแต่งงานกับมู่หาน ซึ่งเป็นคนขยันที่ภรรยาได้ตายจากการคลอดลูกสาวคนเล็ก
ที่ซูเหยาตัดสินใจแต่งงานกับพ่อม่ายลูกสองอย่างมู่หาน ก็เพราะเขาเป็นคนขยันและเธอก็ไม่ต้องการทำงานในทุ่งนาเพราะบ้านของเธอเลี้ยงเธอมาแบบตามใจ ซึ่งผิดแปลกจากคนในยุคนี้ที่รักลูกผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
ทำให้ซูเหยามีนิสัยเกียจคร้านเห็นแก่ตัว ซึ่งก็ได้ทำให้ทะเลาะกับพี่สะใภ้ทั้งสองอยู่เป็นประจำ ดังนั้นเมื่อมีแม่สื่อได้ติดต่อมา เธอจึงตอบตกลงทันที ท่ามกลางความเป็นห่วงของพ่อแม่และพี่ชาย
“นะ.. น้าเหยาต้องการใช้อะไรพวกเราหรือครับ” เด็กชายซึ่งอายุไม่น่าจะเกินหกขวบถามออกมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“ไม่จ้ะ น้าว่าพวกเราไปกินข้าวกันเถอะ น้าจะเข้าไปดูในครัวก่อนว่ามีอะไรที่พอจะทำได้หรือเปล่า” ซูเหยาพูดกับเด็กๆด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ซึ่งผิดจากน้ำเสียงเจ้าของร่างเดิมอย่างลิบลับ
“น้าเหยาคะ อาหารส่วนใหญ่ถูกน้าเก็บล็อคไว้ในตู้นั่นนะคะ” เด็กหญิงตัวเล็กพูดออกมาด้วยความงุนงง พร้อมกับเอานิ้วชี้ของตนชี้ไปยังตู้ใบเล็กข้างเตียงของหญิงสาว
“โอ้น้าลืมจ้ะ ขอบใจผิงผิงนะ” ซูเหยาพูดกับเด็กน้อยพร้อมรอยยิ้มกว้าง ซึ่งได้ทำให้ใบหน้าของเธอดูงดงามและสว่างไสวจนทำให้เด็กน้อยทั้งสองรู้สึกตาพร่า
“ผิงผิง น้องไม่กลัวโดนตีเหมือนที่ผ่านมาอีกอย่างนั้นเหรอ” มู่เฟยอดพูดเอ็ดน้องสาวออกมาไม่ได้
“เสี่ยวเฟยอย่าดุน้อง เราเป็นพี่ต้องค่อยๆ พูดกับน้อง น้าบอกว่าน้าเปลี่ยนไปแล้ว หากพวกหนูไม่ดื้อน้าก็จะไม่ทำโทษพวกหนูอย่างเด็ดขาด” ซูเหยาหันไปพูดกับเด็กชาย
ตอนนี้เมื่อเธอได้เปิดตู้ส่วนตัวของตนออกก็ได้เห็นว่ามีไข่ไก่อยู่หนึ่งตะกร้า มีขนมและนมผง ซึ่งยุคนี้ของเหล่านี้เป็นสิ่งของที่แพงมาก
“เสี่ยวเฟยไปหยิบตะกร้าข้างนอกมา น้าจะเอาของพวกนี้ไปไว้ในครัวทั้งหมด” ซูเหยาผินหน้าไปบอกกับเด็กชาย มู่เฟยถึงกับสะดุ้งเมื่อเขาถูกเรียกชื่อ
เมื่อซูเหยาเห็นอาการของเด็กชายแบบนี้ เธอก็อดไม่ได้ที่จะต่อว่าเจ้าของร่างเดิมอีกครั้ง
หนุ่มน้อยคนเล็กของครอบครัวเทียนที่ตอนนี้ได้ก้าวเท้าเข้าสู่การเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยปีหนึ่ง คณะบริหารธุรกิจตามที่ตัวเองต้องการ เช่นเดียวกับชายหนุ่มผู้เป็นลูกชายคนโตของซูหลงที่ต้องการจะเป็นพ่อครัวอันดับหนึ่งตามรอยเท้าของคนเป็นพ่ออีกหนึ่งก็คือบุตรชายคนโตของครอบครัวเจียงสามที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่สมาชิกครอบครัวนี้ก็มีเพียงเจียงเจ๋อที่มีครอบครัว ซึ่งตอนนี้เจียงฮวนได้มีน้องสาวน้องชายมาเพิ่มอีกอย่างละหนึ่งทั้งสามคนมีบุคลิกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงแต่ก็ยังคงสนิทกัน เนื่องจากทั้งสามมีอายุไล่เลี่ยกันเกิดก่อนหลังห่างกันไม่มากทำให้ได้อยู่ปีเดียวกันเทียนหยุนนั้นเป็นเหมืนเมฆตามชื่อล่องลอยอย่างอิสระ แต่ในเรื่องความรับผิดชอบเขามีเต็มร้อยเนื่องจากได้รับการฝึกฝนมาจากผู้เป็นแม่และพ่อในการทำงานซูตงที่แม้จะมีบุคลิกหนาวเหน็บตามชื่อแต่เมื่อไหร่ที่ได้ทำอาหารหรือขนมชายหนุ่มผมยาวผู้นี้จะมีความอ่อนโยนดุจสายน้ำคนสุดท้ายเจียงฮวนชายหนุ่มผู้มีความนิ่งมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเขาก็มักจะทำตัวนิ่งอยู่เสมอต้นเสมอปลาย แต่เมื่อไหร่ก็ตามที
ชายหนุ่มที่โดนหญิงสาวคนนี้กอดขาของตนเขาก็ตกใจ แต่เมื่อเห็นอาการอันสั่นเทาของหญิงสาวฮุ่ยหมิ่นก็รู้สึกเห็นใจผู้หญิงคนนี้ไม่น้อย ทำให้เขาก้มตัวลงไปจับไหล่บางของหญิงสาวด้วยมือทั้งสองข้าง“สหายตอนนี้คุณปลอดภัยแล้ว” เสียงอันอ่อนโยนของชายหนุ่มปลอบหญิงสาวที่ยังไม่ยอมลืมตาด้วยความเห็นใจเมื่อหญิงสาวผมสั้นได้ยินเสียงอันทุ้มนุ่มที่อยู่เหนือศีรษะของตนหญิงสาวก็ตัวแข็งทื่อด้วยความตกใจ พร้อมกับลืมตามองสิ่งที่ตัวเองกอดอยู่ก็เห็นเป็นกางเกงสีเขียวของทหารฉินเซียวซานเมื่อเห็นแบบนี้หล่อนจึงได้ผละตัวออกทันทีก่อนที่ตัวเองเกือบจะนั่งลงไปกับพื้นหิมะโชคดีที่ว่าชายหนุ่มจับไหล่ของเธอเอาไว้ ทำให้หล่อนไม่นั่งจ้ำเบ้าลงไปบนพื้นอันเย็นเฉียบ“สหายระวัง” ฮุ่ยหมิ่นกล่าวออกมาเสียงดังด้วยความตกใจที่หญิงคนนี้อยู่ ๆ ก็ผละออกจากเขากะทันหันหญิงสาวผมสั้นเมื่อได้ยินเสียงของคนพูดหล่อนจึงได้แหงนหน้าของตนมองขึ้นไปด้านบน ทำให้ดวงตากลมโตของเธอสบกับดวงตาเรียวคมดุของคนเบื้องหน้าที่กำลังมองเธออยู่เช่นกันในช่วงเวลาที่คนทั้งสองกำลังสบตากั
หิมะตกหนักท่ามกลางฤดูหนาวอันโหดร้ายของปีที่ภัยพิบัติได้มาเยือนในเขตภาคเหนือของประเทศทำให้ทหารต้องเข้าไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อันห่างไกลการเดินทางไปช่วยเหลือประชาชนในครั้งนี้มู่ซือกับฮุ่ยหมิ่นที่ได้เลื่อนตำแหน่งไปด้วยกันเป็นทีมแรก ท่ามกลางหิมะกองสูงพวกเขาจะต้องเดินฝ่าเพื่อไปยังหมู่บ้านเบื้องหน้าที่มีคนติดต่อมาว่าได้ถูกหิมะถล่มหลังคา ทำให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บกันเป็นจำนวนมากและยังมีอีกหลายชีวิตที่ติดอยู่ภายใต้ซากหลังคาที่ถล่มทำให้หน่วยงานของพวกเขาจำเป็นต้องให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน แต่การเดินทางฝ่าหิมะไม่ใช่เรื่องง่ายในระหว่างที่ทหารในกลุ่มของสองพี่น้องกำลังเดินทางพวกเขาก็ได้ยินเสียงของสุนัขป่าเห่ากรรโชกเสียงดังเหมือนข่มขู่อะไรบางอย่างด้านหน้าห่างจากพวกเขาไม่มากนัก ทำให้คนในกลุ่มพากันเร่งฝีเท้าของพวกตนให้เร็วขึ้น ท่ามกลางฝูงหมาป่าหกตัวที่ล้อมหญิงสาวสองคน หนึ่งในนั้นเป็นคนที่สองพี่น้องย่อมจะต้องรู้จักเป็นอย่างดี“เจินเจินพวกเราจะทำยังไงกันดีจะไปตามคนมาช่วยดันจะมากลายเป็นอาหารหมาป่าเข้าเสียได้” เสียงหญิงสาวผมสั้นท่าทางทะมัดทะแมงกล่าวกับเพื
ภายนอกถ้ำที่โจรทั้งหกนั่งรอบกองไฟที่พวกมันก่อ บัดนี้ได้มีทหารกลุ่มหนึ่งกำลังโอบล้อมพวกมันตามที่เทียนเฉินได้คาดการณ์เอาไว้“ผู้กองหานพวกเราจะรอถึงเมื่อไหร่ครับ” มู่ซือถามกับครูฝึกของตนด้วยความร้อนใจ เนื่องจากเป็นห่วงน้องชายที่อาสาเป็นตัวประกัน“เกือบได้เวลาแล้วนายก็ใจเย็นลงสักหน่อยเถอะ นายต้องเชื่อใจเทียนเฉินสิ” คนที่เป็นทั้งครูฝึกและกำลังจะเป็นน้องเขยของคนตรงหน้ากล่าว“ผมทราบครับแต่นั่นน้องชายผมนะครับ หากผมใจร้อนป่านนี้ผมบุกเข้าไปแล้ว” คนเป็นว่าที่พี่เมียแย้งพวกเขาซุ่มดูพวกมันมาจะครึ่งคืนแล้วไม่เห็นวี่แววว่าโจรร้ายพวกนี้จะหลับสักที หานจ้านจึงได้นึกถึงสมุนไพรที่มีฤทธิ์ทำให้คนสลบออกมา“มู่ซือนายเอาเจ้านี่ไปเผาให้ควันไปทางพวกมันนะรับรองพวกมันหลับแน่ ไม่หลับก็อาจจะสะลึมสะลือใช้ระวังหน่อยก็แล้วกันผลงานน้องสาวนายเลยนะ” คนเป็นหัวหน้ากลุ่มกล่าวออกมาด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจมู่ซือแม้อยากจะพูดอะไรแต่เวลานี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมดังนั้นเขาจึงได้นำสหายร่วมรบไปกับตนอีกสองคนเพื่อไปทำตามคำสั่ง
ยามเย็นย่ำท่ามกลางป่าใหญ่ที่ปราศจากเสียงร้องของสัตว์ เทียนเฉินผู้ที่ได้ปลอมตัวเป็นหนึ่งในตัวประกันที่ถูกผู้ร้ายค้าอาวุธเถื่อนจับตัวมาพร้อมกับกลุ่มคนอีกสี่คนหนึ่งในนั้นมีหญิงสาวใบหน้ากลมดวงตาเรียวเล็กอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย เทียนเฉินคิดว่าเด็กคนนี้บางทีน่าจะเป็นเด็กวัยมัธยมที่ถูกเจ้าชั่วพวกนี้จับมา“ลูกพี่อีกนานไหมกว่านายใหญ่จะมา” เสียงของหนึ่งในพ่อค้าอาวุธดังขึ้นขัดความคิดของเจ้าหน้าที่หนุ่มที่ตอนนี้แต่งตัวเหมือนคนทำงานในหน่วยงานวิจัยขององค์กรบางอย่างที่คนร้ายพวกนี้ต้องการตัว“นายก็รอหน่อยเถอะอีกไม่นานเจ้านายก็น่าจะมาแล้ว ว่าแต่ทำไมตัวประกันของเราถึงมีเด็กมาด้วยวะ” ชายหน้าบากที่ถูกเรียกว่าลูกพี่ถามกับลูกน้องที่มีอาวุธปืนอยู่ในมือหลังจากที่มองไปยังหญิงสาวร่างเล็กใบหน้ากลม“ก็ฉันเห็นว่าหล่อนอยู่กับเจ้าหน้าที่พวกนี้ก็เลยจับมาทั้งหมด แต่พี่ว่าหล่อนยังเป็นนักเรียนอยู่เหรอ หรือว่าจะปล่อยหล่อนไปเด็กขนาดนี้คงจะบอกตำรวจหรือทหารอะไรได้ไม่มากหรอก” คนพูดเป็นชายที่มีลูกสาวอยู่ในวัยมัธยมถามความเห็นกับลูกพี่ใหญ่“แกจะบ้าเหรอห
มิเชลรู้สึกว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นความฝันที่ไม่ใช่ความจริงหากเป็นความฝันหญิงสาวก็ไม่คิดอยากจะลืมตาตื่นชายหนุ่มที่ฉุดหญิงสาววิ่งมาไกลแล้วจึงได้รู้สึกเบาใจว่าไม่น่าจะมีคนตามพวกเขามาทัน เขาจึงได้ปล่อยข้อมือของหญิงสาวคนนี้ลง“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า” หลังจากที่เขาปล่อยมือของตนแล้วชายหนุ่มก็มองหน้าหญิงสาวที่ตอนนี้แม้จะยังสวมแว่นตาอยู่แต่ด้วยการที่พวกเขาวิ่งกันมาไกลก็ยังพอเห็นใบหน้าอันแดงเรื่อจากแสงไฟทำให้ใบหน้านั้นดูน่ารักเทียนเฟยรู้สึกตกใจความคิดของตัวเองอยู่ไม่น้อยนี่เขาชมคนอื่นนอกจากน้องสาวของตน ทางด้านหญิงสาวที่กำลังรู้สึกเขินอายได้มองเห็นอาการเลิ่กลั่กของชายหนุ่มมาดนิ่งหล่อนก็หลุดยิ้มออกมาก่อนที่จะตอบชายที่อยู่ในความทรงจำออกไป“ฉันไม่เป็นไรค่ะแค่รู้สึกเหนื่อยนิดหน่อย” หญิงสาวรู้สึกเหนื่อยหอบตามที่ตนพูดไปจริง ๆ“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วครับ คุณพักอยู่ที่ไหนให้ผมไปส่งเถอะผู้หญิงเดินคนเดียวยามค่ำคืนน่าเป็นห่วง” เทียนเฟยกล่าวตามที่ตัวเองรู้สึก“คือฉันพักอยู่ที่...มันจะสะดวกสำหรับพี่หรือเปล่าคะ” หล่อนแทนตัว
“ผมขอโทษครับคุณได้รับบาดเจ็บหรือเปล่า” เสียงอันอ่อนนุ่มของเทียนเฟยกล่าวกับหญิงสาวผมทองร่างบางสวมแว่นตากรอบหนาออกมาอย่างรู้สึกผิด“ฉันเองก็ต้องขอโทษคุณเช่นกันที่เดินมาชนคุณก่อน” หญิงสาวคนนั้นกล่าวออกมาด้วยความเสียใจไม่แพ้กันเทียนเฟยหลังจากที่เก็บหนังสือเรียนของตัวเองแล้ว เขาก็ได้มาช่วยหญิงสาวคนนี้เก็บของที่กระจัดกระจายเพื่อส่งคืนให้เจ้าของ“ขอบคุณค่ะรุ่นพี่” หญิงสาวผมทองกล่าวตอบชายหนุ่มเสียงเบาด้วยความอาย“ไม่เป็นไรครับผมเต็มใจ ถ้าหากว่าคุณไม่เป็นอะไรแล้วผมขอตัวก่อน” เทียนเฟยบอกกับหญิงสาวหลังจากที่เขาดูนาฬิกาที่ข้อมือแล้วใกล้ถึงเวลาเรียนของตนหญิงสาวผมทองจึงได้แต่มองตามทุกการก้าวเดินของชายหนุ่มต่างสัญชาติด้วยความประทับใจ ที่คนผู้นั้นอาจจะจำหล่อนไม่ได้จากเหตุการณ์หลายวันก่อนที่เธอได้ถูกคนรังแกในขณะที่เธอกำลังจะตอบโต้คนพวกนั้น แต่ว่าได้มีชายหนุ่มคนนี้เข้ามาช่วยเอาไว้ก่อนมิเชลไม่คาดคิดว่าวันนี้จะได้มาเจอกับชายหนุ่มคนนี้อีกครั้งด้วยความบังเอิญ เธอรู้ตัวเองดีว่าไม่เหมาะสมกับเขาไม่ว่าจะเป็นด้วยรูปลั
ส่วนมู่ฟางก็ได้เจอกับพี่ชายของตนที่มาพร้อมกับชายหนุ่มที่เธอเป็นคนตรวจร่างกายให้เป็นคนสุดท้ายก่อนพัก“สหายกับพี่ชายของฉันสนิทกันอย่างนั้นหรือคะถึงได้มาด้วยกัน” คนเป็นน้องสาวถามกับชายคนนี้ออกมาหลังจากที่เธอเดินมาหาพี่ชายของตนแล้ว“คือว่าใช่ครับพวกเราสนิทกันมาก” คนเป็นครูฝึกโอบไหล่นักเรียนของตนแน่นก่อนตอบหญิงสาวพร้อมรอยยิ้ม“ถ้าอย่างนั้นยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ฉันเป็นน้องสาวของพี่ชาย ชื่อมู่ฟาง” หญิงสาวที่อายุน้อยกว่ากล่าวพร้อมก้มหัวของ ตนลงทางด้านเทียนเฉินที่นั่งอยู่โต๊ะเดียวกับน้องสาวและว่าที่น้องเขย เขาก็ได้แต่นั่งยิ้มมองไปทางพี่สาวพี่ชายอย่างอารมณ์ดี“พี่ชายฉันสงสัยอยู่เล็กน้อยทำไมสหายทหารถึงเรียกพี่มู่ฟางว่าพี่สะใภ้กันคะ” เทียนผิงที่รู้สึกสงสัยจึงได้ถามกับพี่ชายของตนออกมาตงหยางกับสหายที่นั่งอยู่ด้วยกันอีกสองคนที่กำลังกินข้าวอยู่แสดงสีหน้าประหลาดออกมาพลางเฉไฉทำเป็นไม่ได้ยินคำถามนี้อย่างพร้อมเพรียง“คือว่าเรื่องมันเป็นแบบนี้ครับ...” เทียนเฉินเอามือป้องปากกระซิบไปที่หูของน้องน้
ภายในโรงพยาบาลทหารที่เป็นสถานที่ทำงานของสองสาวเทียน มู่ ทั้งสองสาวต่างก็จัดว่าเป็นดอกไม้งามของโรงพยาบาลแห่งนี้ แต่ทุกคนต่างก็เป็นที่รู้กันดีว่าคุณหมอเทียนผิงนั้นมีคู่หมายเป็นผู้กองหน้าน้ำแข็งประจำหน่วยพยัคฆ์ทำให้หล่อนหมดความสนใจจากทหารคนอื่นไปทั้งหมด ยกเว้นมู่ฟางที่มักมีทหารหนุ่มต่างหาคนมาเป็นแม่สื่อ เพื่อต้องการติดต่อกับหญิงสาว แต่หญิงสาวคนนี้ก็ถูกคนเป็นพี่ชายหวงอยู่ไม่น้อย“อาซือ นายว่าฉันเป็นคนยังไงพอจะเป็นน้องเขยของนายได้หรือเปล่า” หนึ่งในสหายร่วมรบถามขึ้นกับเพื่อนของตนหลังฝึกซ้อมช่วงเย็น“ฉันเห็นนะไม่สำคัญหรอกเพราะคนที่จะต้องตัดสินใจคือน้องสาวของฉัน นายก็เห็นว่าวัน ๆ น้องของฉันทำแต่งานเคยมองใครที่ไหนกัน” คนเป็นพี่ชายพูดแบ่งรับแบ่งสู้“นายหวงน้องสาวก็บอกมาเถอะ แต่ว่านายก็เห็นพวกเราอยู่ทุกวัน นายไม่เลือกหนึ่งในพวกเราเป็นน้องเขยจริง ๆ เหรอ” สหายอีกคนที่อยู่ด้วยกันกล่าวพร้อมเสนอตัวเอง“พวกพี่ชายก็อย่าตื้อพี่ซือมากเลยครับ พี่สาวฟางของผมยังไม่ชอบใครต่างหาก ถ้าหากว่าเธอถูกใจพวกพ
Комментарии