โคมไฟสีแดงแต่งแต้มอยู่ทั่วทั้งจวนเจิ้นโหว ส่องสว่างไปทั่วทั้งลานกว้างย้อมบรรยากาศยามค่ำคืนให้เปล่งประกายดุจต้องแสงตะวันยามค่ำคืน ดอกไม้และแพรพรรณสีมงคลห้อยระย้าตามมุมเสา ผ้าไหมสีแดงปักดิ้นทองทอดยาวไปตามเส้นทาง เสริมให้ค่ำคืนนี้สมกับเป็นงานมงคลของสองตระกูลใหญ่แห่งต้าหยาง
แขกเหรื่อจากทั่วทุกสารทิศเดินทางมาร่วมแสดงความยินดี เสียงหัวเราะล่องลอยไปพร้อมกับเสียงดนตรีบรรเลงขับกล่อม นางรำแต่งกายในชุดงามระยับขยับกายอย่างอ่อนช้อยกลางลาน สร้างความรื่นเริงให้แก่ผู้มาเยือน
อาหารโอชะที่ถูกจัดเตรียมอย่างพิถีพิถันส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่ว รวมถึงสุราดีรสเลิศที่ถูกสาวใช้ปรนนิบัติให้เติมเต็มอยู่ในจอกของเหล่าขุนนางและบุคคลสำคัญ
บรรยากาศภายในจวนอันโอ่อ่าเต็มไปด้วยความชื่นมื่น หากแต่นอกเหนือจากงานเลี้ยงที่ครึกครื้นแล้ว ยังมีเรือนหอหลังหนึ่งที่เงียบสงัดราวกับตัดขาดจากเสียงอึกทึกภายนอก
วันนี้คือวันแต่งงานของ ‘เหยียนซือเหยียน’ คุณหนูสามบุตรสาวของท่านเสนาบดีเหยียนกับ ‘ท่านโหวไป๋จิ้งหาน’ ผู้ได้รับฉายา ‘เจิ้นโหวผู้พิทักษ์แผ่นดิน’ และนี่คือการแต่งงานครั้งที่สองของพวกเขา
ไยจึงกล่าวเช่นนั้นน่ะหรือ?
เพราะว่าเหยียนซือเหยียนเคยผ่านการแต่งงานกับไป๋จิ้งหานมาแล้วชาติหนึ่ง และในชาติที่แล้วนางก็เคยใช้ชีวิตโดยการวิ่งตามเงาของบุรุษผู้นี้มาตลอดอย่างซื่อสัตย์และมั่นคง
ทว่าสุดท้าย... สิ่งที่ได้รับกลับคืนคือ ยาพิษ ที่เขาใช้สังหารนาง
แต่ชะตาฟ้ากลับกลั่นแกล้งหลังความตายมาพรากจากในชาติก่อน บัดนี้สวรรค์ก็ให้นางย้อนเวลากลับมาในอดีตอีกครั้ง และยังกลังมาก่อนวันสมรสไม่กี่วัน ย่อมไม่ทันที่นางจะปฏิเสธสมรสพระราชทานในครานี้
ดังนั้นนางจึงจำใจต้องแต่งเข้าจวนเจิ้นโหวเป็นฮูหยินเจิ้นโหวอีกหนึ่งชาติ
เหยียนซือเหยียนเป็นคุณหนูสามแห่งจวนเสนาบดีเหยียน ทั้งยังเป็นบุตรสาวสายตรงของฮูหยินใหญ่ ซึ่งเป็นพระญาติของไทเฮาองค์ปัจจุบัน ดังนั้นนางจึงมีนิสัยเอาแต่ใจยิ่งนัก อยากได้สิ่งใดนางล้วนต้องได้มา
ส่วนไป๋จิ้งหาน สมญานามเจิ้นโหว เป็นแม่ทัพไร้พ่ายผู้ได้รับความไว้วางใจจากฝ่าบาท เขาคือบุรุษในตระกูลแม่ทัพที่เติบโตขึ้นมาพร้อมกับฮ่องเต้หยวนตี้ และเป็นผู้มีความสำคัญต่อแผ่นดิน
ชาติที่แล้วเหยียนซือเหยียนตกหลุมรักไป๋จิ้งหานจนหมดหัวใจตั้งแต่ยังเด็ก กระทั่งถึงวัยออกเรือน นางถึงกับขอให้มารดาเข้าวังไปกราบทูลขอสมรสพระราชทานจากไทเฮาผู้ทรงเป็นเสด็จป้า แม้ว่าไป๋จิ้งหานคนนั้นจะเกลียดคนสกุลเหยียนเข้าไส้ก็ตาม
เหตุใดเขาจึงเกลียดสกุลเหยียน?
เพราะว่าในสงครามเมื่อสิบปีก่อน ท่านเสนาบดีเหยียน บิดาของนาง ส่งกองกำลังไปช่วยแม่ทัพไป๋ล่าช้าเกินไป จนทำให้แม่ทัพไป๋แตกทัพและได้รับบาดเจ็บสาหัส ท้ายที่สุดก็สิ้นใจไปต่อหน้าไป๋จิ้งหานบุตรชายของแม่ทัพไป๋ที่ร่วมออกศึกกับบิดา
แม่ทัพไป๋ผู้นั้นมีบุตรชายสามคน ไป๋จิ้งหานเป็นคนโตและห้าวหาญที่สุด การที่ได้เห็นบิดาตายต่อหน้าต่อตาทำให้เขาแค้นสกุลเหยียนเป็นอย่างมาก
นับแต่นั้นมา สกุลไป๋และสกุลเหยียนก็ตัดขาดกันโดยสิ้นเชิง
แม้ว่าฝ่าบาทจะตรัสว่า “เสนาบดีเหยียนมีเหตุผลอันสมควรที่ทำให้ทัพไปสมทบล่าช้า” และไม่อาจกล่าวโทษเขาได้ แต่ไป๋จิ้งหานที่สูญเสียบิดาไปต่อหน้าต่อตาไม่มีวันยอมรับเรื่องนี้!
เขาถึงกลับเคยเอ่ยต่อฝ่าบาทว่า
“ฝ่าบาททรงคิดจะบีบบังคับกระหม่อมจริง ๆ หรือ”
อย่างไรเสียฝ่าบาทกับไป๋จิ้งหานก็เป็นสหายที่ร่ำเรียนมาด้วยกัน ทั้งในยามที่ไป๋จิ้งหานสูญเสียบิดานั้นฝ่าบาทหยวนตี้ที่อยู่ฐานะองค์ชายผู้หนึ่งยังได้ร่วมออกรบและอยู่ในเหตุการณ์นั้นดัวย ดังนั้นจึงทรงรู้ว่าไป๋จิ้งหานเกลียดคนสกุลเหยียนมากเพียงใด
“การสมรสของเจ้าล้วนเกี่ยวพันกับบ้านเมือง บัดนี้สกุลเหยียนและไป๋ อันเป็นสกุลขุนนางหลักในราชสำนักผู้ใดก็ล้วนรู้ว่าขัดแย้งกัน ดังนั้นสมรสครานี้ของพวกเจ้าจำเป็นยิ่งนัก อาหานเจ้าก็รู้ว่าเราเองก็ไม่อาจปฏิเสธได้”
ไป๋จิ้งหานย่อมรู้ถึงความทุกข์ใจของฝ่าบาท ถึงเขาจะยอมรับแต่ก็ยังมีเงื่อนไข
“เช่นนั้นกระหม่อมจะแต่งกับนาง ทว่าหลังจากครบสามปีที่ไทเฮาต้องการแล้ว อย่างไรกระหม่อมก็จะหย่า”
“ได้ หากว่าเจ้าหาเหตุผลดี ๆ ได้ ข้าก็จะอนุญาตให้หย่า ทว่านับจากนี้ไปเจ้าก็ต้องอดทนไปก่อน อาหานข้ารู้ว่าเจ้าเห็นบ้านเมืองสำคัญกว่าเรื่องส่วนตัวและเจ้าก็เข้าใจข้าใช่หรือไม่”
ไป๋จิ้งหานกัดฟันเอ่ยว่า
“กระหม่อมจะทำสุดความสามารถที่จะอยู่ร่วมกับนางพ่ะย่ะค่ะ”
ในค่ำคืนมงคลนี้ เหยียนซือเหยียน ซ่อนรอยยิ้มเย้ยหยันตนเองไว้ภายใต้ผ้าคลุมหน้า นางรู้สึกสงบและไม่ตื่นเต้นอันใดกับการแต่งงานครั้งนี้
หากเป็นชาติที่แล้ว เวลานี้นางคงตื่นเต้นและรอคอยการเข้ามาในเรือนหอของเขาด้วยหัวใจที่เต้นระรัว... หลังจากงานแต่งงานในครานั้น เหยียนซือเหยียนก็ได้ละทิ้งตัวตนของตนเองทั้งหมดเพื่อเขา
นางฝืนทำสิ่งที่ตนเองไม่ชอบ แสร้งทำเป็นอ่อนหวาน ลอกเลียนแบบสตรีนางหนึ่งซึ่งเป็นนางในดวงใจของเขา
นางในดวงใจของไป๋จิ้งหานคือคุณหนูอี้ชิง หญิงสาวผู้ที่งดงามอ่อนหวาน เปี่ยมคุณธรรม ประดุจแม่ดอกบัวขาวในสายตาของทุกคน
ในชาติที่แล้ว หลังจากแต่งงานได้ไม่นานก็เกิดเหตุก่อกบฏขึ้นที่แดนเหนือ เขตแดนที่ไป๋จิ้งหานปกครองอยู่และสถานที่ซึ่งมีท่านย่าผู้ดูแคลนนางอยู่ที่นั่นพร้อมกับน้องชายของเขาที่ดำรงเจ้าเมืองหลงเซิงและแม่ทัพพิทักษ์แดนเหนือ
ทว่าถึงน้องชายคนสุดท้องจะเป็นแม่ทัพพิทักษ์แดนเหนือ ก็เพิ่งได้รับการแต่งตั้งไม่นานการชำนาญในศึกย่อมไม่อาจเทียบเท่ากับไป๋จิ้งหาน
บิดามารดาของเหยียนซือเหยียนไม่ต้องการให้นางเดินทางไปด้วย เกรงว่าจะได้รับอันตรายท่านแม่สามีก็เห็นด้วยดังนั้นนางจึงรอเขาอยู่ที่เมืองหลวง
การไปครานั้นในชาติที่แล้ว นางเฝ้าส่งจดหมายถึงเขาอยู่หลายครั้ง แต่เขาก็ไม่เคยตอบกลับมา นางจึงปลอบตนเองว่าเขาไปชายแดนสู้รบ จะมีเวลาสนใจจดหมายได้อย่างไร
ทว่าห้าเดือนให้หลังไป๋จิ้งหานก็กลับมาที่เมืองหลวงพร้อมกับญาติผู้น้องนามอี้ชิงและท่านย่าของเขา
และเรื่องราวที่แสนเจ็บปวดของจริงก็ได้เริ่มต้นนับจากนั้น เพราะอี้ชิงเป็นดั่งสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดของไป๋จิ้งหานโดยมีท่านย่าผู้นั้นคอยปกป้อง สตรีในดวงใจของเขาที่นางไม่อาจแตะต้องได้แม้เพียงปลายเล็บ
ต่อหน้าผู้อื่นเหยียนซือเหยียนคอยทำดีกับอี้ชิงเป็นพี่สะใภ้ที่เพียบพร้อมอ่อนหวาน ทว่าลับหลังเหยียนซือเหยียนกลับทำให้อี้ชิงได้รับความลำบากใจ เพราะนางหึงหวงไป๋จิ้งหานเป็นอย่างยิ่ง
เพราะเหยียนซือเหยียนมักจะลงมือกลั่นแกล้งอี้ชิงลับหลังสามี ทำให้ไป๋ชิงหานยิ่งเกลียดนางมากขึ้น ทั้งยิ่งเย็นชาลงทุกวัน สุดท้ายเหยียนซือเหยียนก็กลายเป็นดอกบัวดำในสายตาของไป๋จิ้งหานอย่างสมบูรณ์
ท่านย่าของไป๋จิ้งหานก็ไม่ชอบเหยียนซือเหยียน สตรีชรานางนั้นยังเคยเอ่ยว่า ไป๋จิ้งหานต้องการจะหย่าขาดจากเหยียนซือเหยียนและรับอี้ชิงเข้ามาเป็นฮูหยินเหลือเกินแล้ว
เพียงแต่สมรสพระราชทานนี้ไม่อาจถูกยกเลิกได้จนกว่าเวลาจะผ่านไปสามปี
เงื่อนไขนี้เป็นไทเฮาที่กำหนดขึ้นมา และเบื้องหลังผู้กำหนดเงื่อนไขก็คือเหยียนซือเหยียนที่ไปคุกเข่าขอร้องฝ่าบาทและไทเฮาว่าขอไม่ให้นางและไป๋จิ้งหานหย่าขาดกันก่อนสามปี
เพราะเหยียนซือเหยียนรู้ว่าไป๋จิ้งหานไม่มีใจให้นาง ดังนั้นจึงได้คิดอย่างตื้นเขินว่าหากอยู่กินกันไปนานถึงสามปีแล้วอย่างไรเขาก็คงรักใคร่นางบ้าง และไม่คิดจะหย่าขาดอีก
ทว่าแท้ที่จริงแล้วเหยียนซือเหยียนกลับคิดผิดไป!
หลังจากสามปีผ่านมา ไป๋จิ้งหานก็ยังคงมิได้มีใจให้ เขายังปฏิบัติต่อนางอย่างเย็นชา กระทั่งยังเคยถามนางว่า นางจะรอเขาไปจนถึงเมื่อใด ไยจึงไม่จากเขาไปเสีย
เหยียนซือเหยียนในชาติที่แล้วทั้งดื้อรั้นและคลั่งรักเหมือนคนเสียสติ ตอบเขาว่า ต่อให้ต้องตายนางก็จะไม่หย่าเด็ดขาดเพราะนางรักเขามากเหลือเกิน
ไป๋จิ้งหานกลับทำสีหน้าเอือมระอาเอ่ยเสียงเข้มว่า
“ได้ ตามใจเจ้า”
เขาบอกว่าตามใจนาง อยู่ร่วมกันในจวนประดุจดั่งสามีภรรยา ทว่าคนผู้นั้นกลับทำเหมือนนางไร้ตัวตนในจวนของเขา
เขามิได้มีสตรีอื่นภายนอกที่คนมองก็ล้วนคิดว่าเขาเป็นสามีที่ดียิ่ง ด้วยคำสั่งแม่สามีพวกเขายังนอนในเรือนเดียวกันในห้องเดียวกัน ทว่ามีเพียงแต่นางที่รู้ว่าเขาเย็นชากับนางมากเพียงใดกระทั่งเขาได้ลอบจัดเตียงอีกหลังมาไว้ในเรือนเพื่อไม่ต้องนอนร่วมเตียงกับนาง
เรื่องเหล่านี้ล้วนมีเพียงนางและเขาเท่านั้นที่รู้
กระทั่งพวกเขาแต่งงานกันล่วงเลยมาจนเข้าสู่วันกลางคน สุดท้ายแล้ว...ความรักที่ดื้อรั้นของนางกลับจบลงด้วยความตายอันแสนปวดร้าว
เมื่อไม่อาจหย่ากันได้ สิบห้าปีต่อมาสุดท้ายแล้วไป๋จิ้งหานจึงตัดสินใจวางยาพิษเหยียนซือเหยียนจนสิ้นใจในที่สุด
ทว่าเขาก็คงไม่รู้ว่านางเองก็ได้ลอบวางยาพิษในสุราเพื่อสังหารเขาเช่นกัน
ดังนั้นเมื่อเขาเกลียดนางนัก นางก็พร้อมยอมตาย ทว่าเขาเองก็ต้องตายไปพร้อมกับนางไม่มีทางให้เขาได้สมหวังกับแม่นางอี้ชิงผู้นั้นเด็ดขาด!
ค่ำคืนนั้น โศกนาฏกรรมได้เกิดขึ้น ย่อมไม่มีผู้ใดคาดคิดว่า เจิ้นโหวผู้เก่งกาจและฮูหยินผู้งดงามโดดเด่นเหมาะสมกันราวกิ่งทองใบหยก ประดุจดั่งคู่เซียนที่ลงมาจุติบนโลกมนุษย์สุดท้ายแล้วจะลงเอยด้วยการ วางยาพิษสังหารกันและกัน
กระทั่งในตอนนี้...เมื่อสวรรค์ให้โอกาสเหยียนซือเหยียนมีชีวิตกลับมาอีกครั้ง นางจึงไม่ลังเลที่จะทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดในชาติที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นจริงหรือฝันนางล้วนไม่อยากให้เกิดซ้ำรอย
ในชาติที่แล้ว เขาส่งยาพิษให้นาง นางเองก็ตอบแทนเขาด้วยยาพิษสองคนร่วมดื่มสุราพิษจอกสุดท้าย ต่างคนต่างหยิบยื่นความตายให้แก่กัน ดังนั้นนางจึงคิดว่าทั้งเขาและนางย่อมไม่มีสิ่งใดติดค้างกันอีกแล้ว
ทว่าแม้จะเกิดอีกครั้ง แต่สมรสพระราชทานยังคงเกิดขึ้นเช่นเดิมไม่อาจเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่เหยียนซือเหยียนตั้งมั่นเอาไว้ก็คือ
ชาติใหม่นี้ นางจะไม่มีวันรักเขาอีก!
บทที่ 2 เริ่มต้นชาติใหม่เมื่อถึงกำหนดเข้าห้องหอ เหยียนซือเหยียนก็ยังนั่งดื่มสุรามงคลอย่างใจเย็นโดยที่ผ้าคลุมหน้าของนางยังคงปิดอยู่นางไม่สนใจว่าเขาจะดื่มหรือไม่ และไม่คิดจะรีรอพิธีอย่างไรก็ต้องทำให้เสร็จสิ้นเพื่อที่จะให้แม่สื่อออกจากเรือนไป“เชิญเจ้าบ่าวยกจอกสุราขึ้นดื่ม”เสียงแม่สื่อเร่งเร้าไป๋จิ้งหานอีกครั้ง นางเห็นมือเรียวขาวของเขายกจอกสุราที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาจึงยกมุมปากเยาะหยันแน่นอนว่าเขาไม่ยินยอม แต่ก็ไม่อาจขัดขืนแม่สื่อออกไปแล้ว ไป๋จิ้งหานนั่งมองนางนิ่งงันจากนี้จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงต่ำไร้อารมณ์“ถอดผ้าคลุมหน้าออกเสีย มือของเจ้ายังใช้งานได้คงไม่ต้องรอให้ข้าถอดให้กระมัง”ไม่ผิดเพี้ยวจากว่าจาในชาติที่แล้ว เพราะเขาเองก็เอ่ยเช่นนี้ ทว่านางกลับใช้น้ำเสียงอ้อนวอนตอบเขากลับไปว่าผ้าคลุมหน้าต้องเป็นท่านพี่ที่เป็นคนเปิด หากท่านไม่เปิดจะถือว่าผิดธรรมเนียมนะเจ้าคะหลังจากกล่าวจบ จากนั้นเขาก็ไม่ตอบสนองหรือเอ่ยคำใดอีกบรรยากาศเต็มไปด้วยความกดดันและเงียบงันยิ่งนักในชาติที่แล้วเหยียนซือเหยียนเกรงว่าเขาจะโกรธ สุดท้ายจึงเป็นคนเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวด้วยตนเองแม้ว่าจะเป็นการผิดธรรมเนียมก็ตามและ
บทที่ 3 ข้าก็มีปากทว่าก่อนที่นางจะลงแรงบีบคอคนจริง ๆ ไป๋จิ้งหานก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นพร้อมกับดึงมือของนางออกจากลำคอของเขาแน่นอนว่าเขาไม่คิดว่านางจะบีบคอเขาจริง ๆ อย่างไรมือนางก็ทั้งเรียวทั้งเล็ก เพียงแต่เมื่อท้องนิ้วนุ่มนิ่มสัมผัสที่ลำคอทำให้เขารู้สึกกระอักกระอ่วนแปลก ๆ“เจ้าช่างน่าไม่อาย”จากนั้นเขาก็ยังทำท่าทางเป็นหนุ่มน้อยผู้หนึ่งที่วางท่ามองนางด้วยสายตาไม่พอใจถึงสีหน้าจะยังคงเย็นชาแต่ก็สายตายังแสดงออกถึงอาการตกตะลึงพรึงเพริดที่รู้ว่านางแอบไปเที่ยวหอนายโลม มิได้มีหนังหน้าหนาจนดูไม่ออกว่าคิดอะไรเฉกเช่นตาเฒ่าไป๋คนใจจืดใจดำในชาติที่แล้วเหยียนซือเหยียนหัวเราะออกมาโดยพลัน“หน้าไม่อายหรือ ไยข้าต้องหน้าไม่อายด้วย หอนางโลมเปิดถูกต้องตามกฎหมายต้าหยาง คนที่ไปที่นั้นล้วนเป็นชนชั้นสูงมีฐานะ กระทั่งองค์หญิงใหญ่ยังเลี้ยงนายโลมในตำหนักหลายคน ฝ่าบาทยังไม่ตำหนิ เช่นนั้นหมายความว่าสตรีสามารถหาความสำราญได้อย่างที่ใจต้องการ ต้าหยางให้อิสระเพียงนี้มีสิ่งใดต้องหน้าไม่อายกันเจ้าคะ”ไป๋จิ้งหานตกตะลึงเมื่อจนไม่รู้ว่าต้องรู้สึกอย่างไร เมื่อนางเปิดเผยเรื่องนี้กับเขาอย่างซื่อตรงในคืนเข้าหอ เขาควรรังเ
บทที่ 4 เริ่มเปิดศึกในจวนโหวยามเช้าตรู่วันต่อมา แสงอาทิตย์แรกของวันสาดส่องผ่านม่านโปร่งของ เรือนไป๋เหมย ที่ตั้งอยู่ใจกลางจวนโหว เรือนนี้เป็นที่พำนักของ ฮูหยินใหญ่หรง หรือ หรงเจิน ผู้เป็นมารดาของไป๋จิ้งหานไป๋จิ้งหานได้รับคำสั่งให้มาพบมารดาตั่งแต่ลืมตาตื่นใจยามเช้า และเมื่อก้าวเข้ามาในเรือนอันอบอุ่น เขาก็ได้พบกับเหยียนซือเหยียนที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างมารดาของเขานางกำลังรินชาให้อย่างนุ่มนวล ดวงตากลมโตคลอไปด้วยน้ำตา แววตาเศร้าสร้อยและแดงเรื่อ ราวกับคนที่ผ่านค่ำคืนแห่งความทุกข์ระทมมาทั้งคืนสีหน้าของนางในยามนี้ทำให้เขารู้สึกว่าเย็นที่แผ่นหลังอย่างประหลาด ราวกับว่ากำลังมีเรื่องให้รำคาญใจรอเขาอยู่หลังจากเขาคารวะมารดาเรียบร้อย ฮูหยินใหญ่หรงก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงตำหนิอย่างไม่รอช้า“เช้าวันนี้ไม่มีผ้าหงปู้[1]ส่งมาจากเรือนหอของเจ้า แม่สอบถามลูกสะใภ้แล้วจึงได้รู้ว่าเมื่อคืนลูกมิได้เข้าเรือนหอ บ่าวไพร่บอกแม่ว่าลูกไปนอนที่เรือนหนังสือ เจิ้นโหวไยเจ้าจึงได้ไม่รู้ความประพฤติตนเช่นนี้ รู้หรือไม่ว่าหากไทเฮาทรงทราบเรื่องนี้ พระนางสามารถเอาผิดกับจวนโหวได้”ไป๋จิ้งหานกำลังจะอ้าปากตอบ เหยียนซือเหยียนกลับส่งเส
บทที่ 5 เริ่มต้นก็ปวดหัวแล้ว“ท่านพี่เมื่อเช้าท่านเพิ่งถูกตำหนิมาแต่หากท่านต้องการให้ท่านแม่ไม่สบายใจ ก็ออกไปเถิดข้าไม่ห้ามแล้วเจ้าค่ะ แต่ท่านโทษข้าไม่ได้หากข้าจะต้องเอ่ยความจริงกับท่านแม่ว่าท่านออกไปนอนที่เรือนหนังสืออีก ท่านพี่ข้าพูดโกหกไม่เป็นนะเจ้าคะ”ไป๋จิ้งหานมีสีหน้าเดือดดาลอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งเห็นว่าเหยียนซือเหยียนทำดวงตาใสซื่อทว่าในใจคงกำลังเยาะหยันเขาอยู่ จึงทำให้เขารู้สึกไม่พอใจเอาเสียเลยด้านเหยียนซือเหยียนนางชอบความรู้สึกนี้ยิ่งนัก ที่สามารถทำให้เขาอัดอั้นตันใจได้เพียงนี้ดี เกลียดนางนักก็อยู่ด้วยกันตรงนี้ เกลียดให้ตายไปเลยข้างหนึ่งนางดักทางเขาเอาไว้หมดแล้ว เขาเพิ่งถูกท่านแม่ตำหนิเรื่องทิ้งเจ้าสาวมาในตอนเช้า หากว่าเขาไม่นอนในเรือนนี้อีกท่านแม่ต้องไม่สบายใจเป็นแน่ไป๋จิ้งหานจะอยู่ก็รังเกียจ จะไปก็เกรงท่านแม่จะคิดมากและเป็นกังวล เขาจึงไร้ทางออกเพราะอึดอัด สุดท้ายได้แต่ถอนหายใจยาวออกมาเอ่ยเสียงสั่งการ“ข้าต้องล้างหน้าถูฟัน เปลี่ยนอาภรณ์ก่อนเข้านอน”เหยียนซือเหยียนล้มตัวลงนอนตะแคงมองเขาพร้อมเผยรอยยิ้มแต่ไม่คิดขยับไปไหน“เจ้าได้ยินหรือไม่ ว่าข้าต้องทำสิ่งใด”ไป๋จิ้งหานมองใบหน
บทที่ 6 เป็นอิสระแล้วครึ่งเดือนต่อมาแดนเหนือ เมืองหลงเซิง เป็นดินแดนที่ไป๋จิ้งหานคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะเป็นสถานที่ที่เขาเติบโตมาตั้งแต่วัยเยาว์ เมืองแห่งนี้เป็นเส้นเขตแดนสำคัญที่เชื่อมต่อกับดินแดนของชนเผ่าเร่ร่อน และบัดนี้มันกลับเต็มไปด้วยควันเพลิงแห่งกบฏการก่อกบฏครั้งนี้ทำให้ไป๋จิ้งหานได้รับพระบัญชาให้เดินทางกลับไปยังแดนเหนือเพื่อปราบกบฏที่ฮึกเหิมเกินกำลังเจ้าเมืองหลงเซิงที่จะต่อกรได้เหยียนซือเหยียนรู้อยู่แล้วว่าวันนี้ต้องมาถึงนางจึงบอกเขาว่า เขาจะไม่ได้กลับบ้านเดิมกับนางอย่างแน่นอนไป๋จิ้งหานยังจำคำของนางได้ และวาจาของนางที่เคยกล่าวเอาไว้กลับกลายเป็นความจริงจะมีเรื่องบังเอิญอะไรได้เพียงนี้ในขณะที่ไป๋จิ้งหานกำลังคิดถึงเรื่องบังเอิญนี้ เหยียนซือเหยียนก็คิดถึงเรื่องชาติที่แล้วไป๋จิ้งหานไปออกรบหายหน้าไปนานถึงห้าเดือน ก่อนจะกลับมาพร้อมกับ อี้ชิง และ ท่านย่าผู้ลำเอียงของเขา โดยที่นางไม่ได้ร่วมเดินทางไปด้วย นางเคยใช้ชีวิตรอคอยเขาด้วยความทรมาน ใจจดจ่อทุกวันว่าเขาจะกลับมาหรือไม่กิจวัตรประจำวันของนางก็คือการไปไหว้พระสวดมนต์ขอพรให้เขารอดปลอดภัยกลับมานอกจากนั้นนางยังส่งจดหมายไปถึงเขาฉ
บทที่ 7 นางช่างกล้านักสองเดือนที่ผ่านมานี้ ตั้งแต่ไป๋จิ้งหานออกศึก เหยียนซือเหยียนก็ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี นางไปจวนองค์หญิงใหญ่อยู่เสมอ เพื่อฟังชายงามขับร้องบทกวี ชมงิ้ว เล่นไพ่ และเล่นหมากล้อมนอกจากนั้นนางยังคัดเลือกสาวงามอีกหลายคน เพื่อเตรียมส่งไปบำเรอความสุขให้สามีที่แดนเหนือแม้ว่าเขาจะปฏิเสธเสียงแข็งก็ตามเพราะนางรู้ว่าเขาจะปราบกบฏที่ชายแดนในค่ายทหารไม่กี่เดือน จากนั้นจะกลับเข้ามาพำนักรอดูความเรียบร้อยในจวนสกุลไป๋เมืองหลงเซิงอันเป็นเมืองหลวงในแดนเหนือ และอี้ชิงก็จะกลายเป็นนางในดวงใจของเขาตอนนี้สาวงามที่นางคัดเลือกให้ไป๋จิ้งหานล้วนมีใบหน้า รูปร่าง และกิริยาใกล้เคียงกับอี้ชิง ทว่านอกเหนือจากนั้นพวกนางยังได้รับการฝึกฝนให้ปรนนิบัติบุรุษบนเตียงจากนางโลมอันดับหนึ่งอย่างลับ ๆเรื่องนี้เหยียนซือเหยียนล้วนแอบลักลอบทำ ไม่ให้ผู้ใดรู้และจะส่งไปให้ไป๋จิ้งหานเมื่อถึงเวลานางมีความสุขยิ่งกว่าชาติที่แล้วจนไม่อาจบรรยาย ถึงจะยังคงมีอาการเจ็บแค้นใจไป๋จิ้งหานและคิดถึงเขาอยู่บ้างแต่ก็เป็นเพียงชั่วครู่เท่านั้นเพราะทุกวันนางล้วนได้รับการเยียวยาจิตใจจากจวนองค์หญิงใหญ่ ด้วยบุรุษมากมายที่แสนเอาอกเอาใจท
บทที่ 8 พบโจรร้ายหลี่หลงนำองครักษ์จำนวนไม่น้อยคอยคุ้มครองเหยียนซือเหยียนเดินทางขึ้นเหนือในวันรุ่งขึ้นตั้งแต่ยังไม่รุ่งสาง หลังจากนั้นนางก็แทบจะไม่ได้หยุดพักอีกการมาครานี้ของเหยียนซือเหยียน นางมิได้นำเพียงสาวใช้ข้างกายของตนเองมาเท่านั้น สตรีที่นางฝึกฝนเพื่อให้เป็นอนุของไป๋จิ้งหานก็ติดตามมาด้วยผู้หนึ่งในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าอย่างไรก็ต้องได้พบกับอี้ชิง สู้นางลงมือก่อนจึงจะนับว่าได้เปรียบจวบจนเวลาผ่านไปนับสิบวันก็ดูเหมือนว่าใกล้ถึงแดนเหนือขึ้นทุกขณะแล้ว อากาศที่หนาวเย็นอยู่แล้วยิ่งหนาวเย็นจับจิต แม้หลี่หลงจะอายุยังน้อย ทว่าเขากลับเป็นคนที่โตเกินวัย วรยุทธ์ล้ำเลิศทั้งยังเคร่งขรึมและดูเหมือนจะพึ่งพาได้ชาติที่แล้วเหยียนซือเหยียนแทบจะไม่เคยพูดคุยกับองครักษ์ของไป๋จิ้งหานหากว่าไม่จำเป็น สิบกว่าปีที่อยู่ร่วมกับเขามาเรียกได้ว่านางไม่สนิทสนมกับคนใกล้ชิดของเขาแม้แต่คนเดียวก็แน่ล่ะ...แม้แต่ตัวเขายังตีตัวออกห่างจากนาง เช่นนี้แล้วจะเปิดโอกาสให้นางสนิทสนมกับผู้ใดได้อีกการเดินทางสำหรับนางในครานี้ อันที่จริงจะว่าน่าเบื่อหน่ายก็ไม่อาจพูดได้ ชาติที่แล้วนางอยากมาที่แดนเหนือนัก เพราะอยากเห็นว่าเขาใช้ชีว
บทที่ 9 ถูกจับไปก็ดีแล้วกลางดึกอันเหน็บหนาว ณ เชิงเขาชีอันเสียงกีบม้ากระทบพื้นหิมะดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ ลมหายใจของฝูงม้าส่งไอสีขาวออกมาท่ามกลางความหนาวเหน็บ ไป๋จิ้งหาน เร่งม้าควบผ่านผืนป่าอย่างเร่งร้อนหลังได้รับข่าวว่าขบวนของเหยียนซือเหยียนถูกซุ่มโจมตี นางยังหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไป๋จิ้งหานร้อนรนรีบจัดเตรียมกำลังพลทันที โดยส่งหลี่จื้อคอยช่วยเหลือน้องชายของเขาดูแลชายแดนแทนตนเองเมื่อไป๋จิ้งหานมาถึงเชิงเขาชีอัน กองทหารที่ถูกส่งมาก่อนหน้าได้รอคอยอยู่แล้ว หลี่หลง รีบก้าวออกมาต้อนรับเขา สีหน้าของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด"เรียนนายท่าน พบว่ากลุ่มโจรที่ซุ่มโจมตีคือกลุ่มกบฏขอรับ ข้าสามารถจับเป็นและจับตายได้ทั้งหมด รวมทั้งหัวหน้ากลุ่มกบฏ ทว่ารถม้าของฮูหยินน้อยกลับหายไป กระทั่งข้าตามพบที่เชิงเขาชีอันจากนั้นร่องรอยก็หายไปทั้งหมด"ไป๋จิ้งหานยังคงฟังอย่างเงียบงัน ใบหน้าของเขานิ่งสงบ ทว่าดวงตากลับฉายแววดุดันขึ้นทุกขณะ“นอกจากเหยียนซือเหยียนแล้วยังมีผู้ใดหายไปอีก”“บ่าวของนางทั้งสองคนเซียวยี อาเหวิน และยังมีสตรีนางหนึ่งที่ติดตามมาด้วยหายไป อีกทั้งในรถม้าของฮูหยินน้อยล้วนเต็มไปด้วยหีบเงิ
บทที่ 56 ตอนจบหลังจากสงครามที่ดุเดือดกินเวลาหลายวัน ในที่สุดอวิ๋นอ๋องก็ถูกจับกุมและถูกตัดสินประหารชีวิต เมืองหลวงที่เคยลุกเป็นไฟก็กลับสู่ความสงบสุขอีกครั้งเด็กๆ ที่ถูกจับมาฝึกฝนเป็นทหารเดนตายของอวิ๋นอ๋องต่างได้รับการช่วยเหลือและถูกส่งตัวกลับไปยังแดนเหนือ ฝ่าบาททรงพระเมตตาพระราชทานเงินทุนจำนวนหนึ่งเพื่อให้พวกเขาจัดตั้งสำนักศึกษา ให้พวกเขาได้มีโอกาสศึกษาหาความรู้ใหม่อีกครั้ง และยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการรับราชการทหารได้เข้าฝึกฝนอย่างถูกต้องภายใต้การดูแลของกองทัพหลวงทว่าหลายวันผ่านไป ก็ยังไม่มีข่าวคราวของไป๋จิ้งหานกลับมายังจวนสกุลไป๋ ทำให้เหยียนซือเหยียนและทุกคนในจวนต่างก็เฝ้ารอด้วยความวิตกกังวลในเย็นวันหนึ่ง ขณะที่เหยียนซือเหยียนนั่งอยู่ในสวนเงียบๆ มองดูดอกเหมยที่ผลิบานอย่างงดงาม ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความกังวลและคิดถึง พลันเสียงฝีเท้าคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้หัวใจนางเต้นรัวแรงอย่างควบคุมไม่ได้“เหยียนเหยียน ข้ากลับมาแล้ว”น้ำเสียงอ่อนโยนที่คุ้นเคยทำให้หัวใจของเหยียนซือเหยียนพองโตด้วยความดีใจ นางหันขวับไปมองทันที และเห็นไป๋จิ้งหานยืนอยู่ตรงนั้น แม้ร่างกายจะดูซูบผอมลงเล็กน้อ
บทที่ 55 แผนการจบสิ้นแสงเทียนอบอุ่นส่องสว่างทั่วทั้งห้องโถงใหญ่ที่จัดไว้สำหรับงานเลี้ยงค่ำคืนนี้ ธูปกำยานหอมกรุ่นลอยอวลอยู่ในอากาศ ฮูหยินชรานั่งอยู่ที่ตำแหน่งประธาน ดวงหน้ายิ้มแย้มมองไปที่ฮูหยินใหญ่หรงด้วยสายตาอ่อนโยน“ลูกสะใภ้ ข้าต้องขอบใจเจ้าที่คอยดูแลข้าในยามที่ล้มป่วย ลำบากเจ้าแล้ว”ฮูหยินใหญ่หรงก้มศีรษะอย่างนอบน้อม “ข้าเพียงทำหน้าที่ของลูกสะใภ้เท่านั้นเอง ท่านแม่เกรงใจไปแล้วเจ้าค่ะ”ฮูหยินชรายิ้มอ่อนโยนพลางหันไปทางอี้ชิงที่นั่งอยู่ด้านข้าง “อี้ชิง เจ้าก็เช่นกัน ขอบใจเจ้ามากที่ปรนนิบัติข้าไม่เคยขาดตกบกพร่อง การที่มีเจ้าอยู่ข้างกายข้านับว่าเป็นวาสนาของข้าแล้ว”อี้ชิงยิ้มอย่างนอบน้อม แต่ดวงตาของนางกลับเปล่งประกายแปลกประหลาด “ท่านย่าประดุจดั่งท่านย่าแท้ ๆ ของชิงเอ๋อร์ ที่ผ่านมาชิงเอ๋อร์สมควรกตัญญูเจ้าค่ะ”“ดี เด็กดีเจ้าช่างกตัญญูยิ่งนัก”สายตาฮูหยินชรากวาดผ่านไปทางเหยียนซือเหยียนเพียงชั่วครู่โดยไม่เอ่ยสิ่งใด เหยียนซือเหยียนหน้าเสียไปเล็กน้อย แต่ยังคงนิ่งเงียบไว้ไม่พูดจาไป๋จิ้งหานที่นั่งอยู่ข้างๆ เห็นบรรยากาศเริ่มอึดอัดจึงรีบกล่าวขึ้นเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด“ท่านย่าอาการป่วยของท
บทที่ 54 หล่อเหลาที่สุดสองสามีภรรยาเดินไปยังโต๊ะที่จัดเตรียมแพะย่างหอมกรุ่นไว้ข้างกองไฟเหยียนซือเหยียนนั่งลงพลางเอ่ยว่า“หานหาน ท่านต้องรู้จักระมัดระวังรักษาร่างกาย อากาศหนาวหากสวมเพียงเสื้อตัวบางเหมือนเมื่อครู่อาจจะล้มป่วยได้”ไปจิ้งหานจับมือนางเอาไว้บีบเบา ๆ เอ่ยเสียงอ่อน“ไม่หนาวเลยสักนิดหรือถ้าหากข้าหนาวข้าก็จะกอดเจ้า ยังจำที่พวกเราอยู่ข้างแม่น้ำในวันที่มีโจรร้ายหวังสังหารเจ้าได้หรือไม่ วันนั้นอากาศหนาวเย็นยิ่งกว่านี้ เพราะว่าได้กอดเจ้าทั้งคืนส่งผ่านความอบอุ่นให้กันและกันพวกเราจึงรอดหนาวมาได้”เหยียนซือเหยียนหัวเราะร่วน“ผู้ใดจะลืมเล่า วันนั้นข้าเกือบตายเลยนะโชคดีที่มีหลี่จื้อช่วยเหลือ”“พูดถึงข้าหรือขอรับ”จู่ ๆ เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมา เหยียนซือเหยียนหันไปมอง เห็นสองพี่น้องสกุลหลี่กำลังประสานมือคารวะไป๋จิ้งหาน นางเอ่ยถามสีหน้าประหลาดใจ“พวกท่านมาตั้งแต่เมื่อใด”“เพิ่งมาถึงขอรับ ได้กลิ่นแพะย่างจึงเดินตามมาคิดว่านายท่านน่าจะอยู่ที่นี่ ว่าแต่ฮูหยินน้อยกำลังเอ่ยถึงข้าหรือขอรับ”“ใช่ข้าย่อมหมายถึงพี่หลี่ผู้เก่งกาจที่ช่วยข้าจากโจรร้ายในวันนั้น วันนี้ขอตอบแทนท่านด้วยแพะย่างแสนล้ำเลิ
บทที่ 53 หนึ่งแลกหนึ่งร้อยเหยียนซือเหยียนบัดนี้แอบมองอี้ชิงอยู่ที่มุมหนึ่ง นางเองก็ตั้งใจมารอรับไป๋จิ้งหานกลับจวนเช่นกัน ทว่าเมื่อเห็นว่าอี้ชิงรออยู่หน้าประตูใหญ่ก่อนนางแล้วจึงได้ซ่อนตัวในมุมมืดไม่ให้อี้ชิงเห็นภาพที่อี้ชิงโกรธแค้นไป๋จิ้งหานบัดนี้นางจึงมองเห็นได้อย่างชัดเจน ในใจพลันรู้สึกหนาวสั่นอย่างบอกไม่ถูกนั่นเป็นเพราะว่า อี้ชิงในยามนี้ไม่แตกต่างจากนางในชาติที่แล้วเลยแม้แต่น้อยเพราะทุ่มเทมาก รักมากจนทำเรื่องผิด สุดท้ายแล้วก็เป็นตัวเองที่เคียดแค้นอยู่เพียงลำพัง หมายสังหารเขาให้ตายตกตามกันไปความรักเช่นนี้ บัดนี้เหยียนซือเหยียนกระจ่างแจ้งแล้วว่า หาใช่ความรักที่แท้จริงเลยสักนิดเมื่อไม่ได้ครอบครองกลับคิดทำลาย จะเรียกว่ารักได้อย่างไรเหยียนซือเหยียนมองดูอี้ชิงถูกสาวใช้ของนางประคองกลับเรือนไปก่อนจะเผยกายออกจากที่ซ่อนพร้อมกับเซียวยีเซียวยีเอ่ยเบา ๆ“ท่าทางของคุณหนูอี้เหมือนกลายเป็นสตรีวิปริต ดูสายตาของนางที่มองท่านโหวอย่างเคียดแค้น ทั้งวาจาเช่นนั้นของนางข้าเห็นแล้วขนลุกนักเจ้าค่ะ”“เจ้าคิดว่านางน่ากลัวหรือ”“เจ้าค่ะ ทั้งดูเหมือนคนบ้าและน่ากลัวนัก ทำให้ข้าไม่อยากเข้าใกล้เลยสักนิด คุณ
บทที่ 52 เรื่องราวหวนกลับอี้ชิงไม่รอช้าวันต่อมานางวางแผนการจากนั้นรีบไปปรึกษากับฮูหยินใหญ่หรง บอกว่าจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับฮูหยินชรากลับจวนแต่ขอให้ฮูหยินใหญ่หรงออกหน้า ด้วยเหยียนซือเหยียนไม่ชอบนางเกรงว่าจะเกิดปัญหากระทบกระทั่งได้ หากว่าจัดในนามของฮูหยินใหญ่หรงเช่นนี้ก็จะปรองดองกันได้ง่ายฮูหยินใหญ่หรงเห็นว่าที่จวนไม่เคยจัดงานเลี้ยงมานานแล้ว ครั้งล่าสุดก็คืองานแต่งงานของไป๋จิ้งหานและเหยียนซือเหยียนนางจึงตกลง ทั้งยังกล่าวชื่นชมอี้ชิงไม่ขาดปากว่าคิดการได้รอบคอบยิ่งนัก ดังนั้นนางจึงรับปากจัดงานเลี้ยงขึ้นมา“หลานจะดูแลจัดการไม่ทำให้ท่านป้าลำบากเจ้าค่ะ”“อย่างไรข้าก็เป็นฮูหยินใหญ่จวนเจิ้นโหว เจ้ามีสิ่งใดให้ข้าช่วยข้าย่อมยินดี”เรื่องการจัดงานเลี้ยงนี้วันต่อไปฮูหยินใหญ่หรงย่อมนำไปปรึกษากับเหยียนซือเหยียนลับหลังอี้ชิง เล่าให้นางฟังว่าอี้ชิงต้องการให้จัดงานเลี้ยงและนางก็เห็นด้วย“แม่ได้รับสุรามาจากท่านย่าของเจ้า ตอนที่ปรนนิบัติอยู่ในวังหลวง สุรานี่เป็นสุราที่ไทเฮาพระราชทานทั้งยังเป็นสุราบำรุงร่างกาย เหมาะนักที่จะนำมาดื่มฉลอง แต่ก็ยังห่วงว่าแม่นางอี้ผู้นั้นจะมีแผนการใดหรือไม่”เหยียนซือเหยียนตก
บทที่ 51 ข้าคิดถึงท่านภายในรถม้าที่หยุดวิ่ง บัดนี้เหยียนซือเหยียนเพ่งพิศไป๋จิ้งหานแน่วนิ่งดวงตาไม่กะพริบเขาทำท่าโกรธนางขึงขังที่นางขัดคำสั่งออกจากแดนเหนือมาเช่นนี้เหยียนซือเหยียนกระเถิบเข้าไปหาไป๋จิ้งหานที่นั่งอยู่ตรงหน้าจากนั้นก็ยื่นมือไปโอบกอดรอบร่างสูงพร้อมกับซบดวงหน้าลงบนอกกว้างก่อนจะเอ่ยเสียงเบา“หานหานมารับข้าหรือ ลำบากท่านแล้ว”โทสะของเขาที่ขึงขังมาตั้งแต่รู้ว่านางออกจากเมืองอย่างดื้อรั้นบัดนี้กลับค่อย ๆ เลือนหายไปพร้อมกับร่างนุ่มนิ่มที่ซุกซบอยู่บนอกเขาขยับมือขึ้นโอบกอดนางตอบเอ่ยเสียงเบาไม่ต่างกัน “เจ้าไม่เคยฟังข้าจริง ๆ สินะ ออกจากแดนเหนือมาทำไม รู้อยู่แล้วว่าจะเกิดสงคราม”“หานหานข้าไม่อยากอยู่ห่างท่านแล้ว ท่านจากมานานเกินไปอีกอย่างข้าไม่อาจคาดเดาว่าอวิ๋นอ๋องจะก่อกบฏเมื่อใด หากในเร็ววันก็ช่างเถิดแต่หากเนิ่นนานไปข้าคงได้อกแตกตายเสียก่อนแน่”ไป๋จิ้งหานโอบรอบร่างเล็กดึงเข้ามาให้นั่งบนตักโอบกอดนางถนัดยิ่งขึ้นทำให้ร่างบอบบางทั้งร่างขออยู่ในอกของเขา ราวกับลูกนกที่กำลังถูกมารดากกกอดไป๋จิ้งหานอดไม่ได้ที่จะกดจุมพิตลงบนศีรษะด้วยความคำนึงถึงทั้งรู้สึกหวานล้ำอยู่ในอกเมื่อนางบอกว่าไม
บทที่ 50 สตรีดื้อรั้นด้านอวิ๋นอ๋องเมื่อเขาได้รับตราสั่งการที่คิดว่าเป็นของจริง ก็พลันหัวเราะลั่นเอ่ยว่า“ในที่สุดสวรรค์ก็เข้าข้างข้า บัลลังก์นั่นจะให้เด็กเมื่อวานซืนเช่นหยวนตี้ครอบครองได้อย่างไร เมื่อมีกองทัพแดนเหนือในมือ รวมกับกองทัพที่ข้าเฝ้ารวบรวมมาหลายปีกรอปกับนักรบแดนตายที่ฝึกฝน จากนี้ไปบัลลังก์ย่อมเป็นของข้าแล้ว”ที่แท้เด็กกำพร้า ที่หายตัวไปล้วนเป็นอวิ๋นอ๋องที่ขโมยคน เขาพาเด็กเหล่านั้นไปฝึกเป็นนักรบเดนตาย ทำงานใต้คำสั่งด้วยชีวิตและบัดนี้อวิ๋นอ๋องไม่รู้เลยว่า เด็กที่เขาได้รับมาใหม่จำนวนร้อยกว่าคนนั้นล้วนเป็นคนของไป๋จิ้งหาน อีกทั้งไป๋จิ้งหานรู้แหล่งซ่องสุมกำลังและให้คนไปเฝ้าจับตาดูโอบล้อมเอาไว้แล้วเพียงแต่ว่าไป๋จิ้งหานยังไม่ลงมือ หวังโอกาสเหมาะเจาะให้อวิ๋นอ๋องยกทัพ และจัดการพร้อมกันทีเดียวให้เสร็จสิ้นบัดนี้อวิ๋นอ๋องกำลังเพ่งพิศอี้ชิง เขารู้ว่านางเป็นหญิงงามทว่าเขาไม่เคยพบนางมานานแล้ว ก่อนหน้านั้นที่จะส่งนางเข้าไปแฝงกายในจวนสกุลไป๋นางก็ยังเด็กเหลือเกินบัดนี้ได้เห็นคนงามชัด ๆ ก็รู้สึกว่าอี้ชิงผู้นี้เข้าตานัก ดวงตาจึงเกิดอารมณ์ใคร่กระหายอยากขึ้นมา“ข้าต้องเรียกเจ้าว่าอี้ชิงหรืออ
บทที่ 49 เป็นไปตามแผนไป๋จิ้งหานพาอี้ชิงมาที่เมืองหลวงได้เดือนกว่าแล้ว ทว่านางก็มิได้ปรนนิบัติฮูหยินชราเพราะไป๋จิ้งหานได้พาฮูหยินชราไปรักษาตัวที่วังหลวง ด้านเหยียนซือเหยียนนั้น ไป๋จิ้งหานกลับให้นางอยู่ที่แดนเหนือห้ามมิให้ติดตามมาเด็ดขาดเพราะเขากำลังเตรียมการปราบปรามอวิ๋นอ๋อง คิดว่านางอยู่ที่แดนเหนือย่อมปลอดภัยกว่าหลังจากมาที่เมืองหลงไป๋จิ้งหานก็พาอี้ชิงไปเยี่ยมฮูหยินชราด้วยตนเองในวังหลวงเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น อี้ชิงสังเกตได้ว่าฮูหยินชราดูจะไม่สนใจนางดั่งเช่นเดิม เพียงสนทนากันไม่กี่คำฮูหยินชราก็เอ่ยปากว่าให้นางกลับเสียแล้ว“ท่านย่าไม่คิดถึงชิงเอ๋อร์หรือเจ้าคะ”ฮูหยินชราเผยรอยยิ้มบางเอ่ยว่า“ย่อมคิดถึง ทว่าอยู่ในวังหลวงต้องคำนึงถึงกฎเกณฑ์ การที่เจ้าเข้ามาได้ล้วนเป็นพระกรุณาของไทเฮา ทว่าอย่างไรก็ไม่อาจให้อยู่นานได้ เจ้ารีบออกจากวังก่อนจะค่ำมืดเถิด”“เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ หากว่าท่านพี่มีเวลาชิงเอ๋อร์จะให้ท่านพี่พามาเยี่ยมท่านย่าอีกครั้งนะเจ้าคะ”“ไม่ต้องห่วงย่า ที่วังหลวงมีหมอหลวงคอยดูแล ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่สุขภาพของย่าก็ดีขึ้นไม่น้อย”ก่อนหน้านั้น ไป๋จิ้งหานเคยเอ่ยกับท่านย่าว่าร่างกายขอ
บทที่ 48 ค้นพบความสุขไป๋จิ้งหานจูงมือเหยียนซือเหยียนไปยังเตียงกว้าง แสงเทียนส่องประกายรำไร ฉายเงาทอดยาวท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรี ดวงตาคมเข้มของเขาจับจ้องใบหน้าหวานละมุนตรงหน้าอย่างไม่วางตาเหยียนซือเหยียนถูกเขาจ้องจนแก้มร้อนผ่าว ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบา ๆ เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึก“ไยไม่ไปนอนที่เตียงของท่านเล่า”ไป๋จิ้งหานแย้มยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “เตียงของข้าอยู่ตรงนี้มิใช่หรือ” “เช่นนั้นข้าจะไปนอนเตียงนั้นเสียเอง”“เหยียนเหยียน...พวกเรานอนด้วยกันเถิด” เขาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำชวนใจเต้น ก่อนจะดึงนางเข้ามาโอบกอดอย่างแนบแน่นเหยียนซือเหยียนรู้สึกถึงไออุ่นจากกายแกร่งที่แนบชิดจนแทบมิอาจขยับหนีได้ ลมหายใจของเขารินรดที่ข้างแก้มอ่อนละมุน ความอบอุ่นของเขาทำให้หัวใจนางเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้“ไป๋จิ้งหาน ข้าบอกเพียงว่ายินยอมให้ท่านนอนในเรือน มิได้หมายความว่าจะให้ท่านนอนเตียงเดียวกัน ได้คืบจะเอาศอกหรือ”เสียงหัวเราะต่ำ ๆ ดังขึ้นข้างหูนาง “ข้าไม่ต้องการศอก ข้าเพียงต้องการเจ้าเท่านั้น...”“ตาเฒ่าไป๋หน้าไม่อาย”นางดุเสียงเบา แต่ใบหน้ากลับแดงก่ำ มือเรียวเล็กฟาดเบา ๆ ลงบนแผ่นอกเขา ไป๋จิ้งหานปล่อยให้นางตี