บทที่ 5 เริ่มต้นก็ปวดหัวแล้ว
“ท่านพี่เมื่อเช้าท่านเพิ่งถูกตำหนิมาแต่หากท่านต้องการให้ท่านแม่ไม่สบายใจ ก็ออกไปเถิดข้าไม่ห้ามแล้วเจ้าค่ะ แต่ท่านโทษข้าไม่ได้หากข้าจะต้องเอ่ยความจริงกับท่านแม่ว่าท่านออกไปนอนที่เรือนหนังสืออีก ท่านพี่ข้าพูดโกหกไม่เป็นนะเจ้าคะ”
ไป๋จิ้งหานมีสีหน้าเดือดดาลอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งเห็นว่าเหยียนซือเหยียนทำดวงตาใสซื่อทว่าในใจคงกำลังเยาะหยันเขาอยู่ จึงทำให้เขารู้สึกไม่พอใจเอาเสียเลย
ด้านเหยียนซือเหยียนนางชอบความรู้สึกนี้ยิ่งนัก ที่สามารถทำให้เขาอัดอั้นตันใจได้เพียงนี้
ดี เกลียดนางนักก็อยู่ด้วยกันตรงนี้ เกลียดให้ตายไปเลยข้างหนึ่ง
นางดักทางเขาเอาไว้หมดแล้ว เขาเพิ่งถูกท่านแม่ตำหนิเรื่องทิ้งเจ้าสาวมาในตอนเช้า หากว่าเขาไม่นอนในเรือนนี้อีกท่านแม่ต้องไม่สบายใจเป็นแน่
ไป๋จิ้งหานจะอยู่ก็รังเกียจ จะไปก็เกรงท่านแม่จะคิดมากและเป็นกังวล เขาจึงไร้ทางออกเพราะอึดอัด สุดท้ายได้แต่ถอนหายใจยาวออกมาเอ่ยเสียงสั่งการ
“ข้าต้องล้างหน้าถูฟัน เปลี่ยนอาภรณ์ก่อนเข้านอน”
เหยียนซือเหยียนล้มตัวลงนอนตะแคงมองเขาพร้อมเผยรอยยิ้มแต่ไม่คิดขยับไปไหน
“เจ้าได้ยินหรือไม่ ว่าข้าต้องทำสิ่งใด”
ไป๋จิ้งหานมองใบหน้างามที่เล็กเท่าฝ่ามือที่เอาแต่ยิ้มไม่วางตา นางยังสวมเพียงชุดตัวในห่มผ้าครึ่งเอวเผยให้เห็นเรือนรางอรชรอ่อนช้อย ผมยาวสยายยุ่งเหยิงเล็กน้อยให้ความรู้สึกงดงามแปลกตา
เหยียนซือเหยียนเอ่ยเบา ๆ อย่างไม่ใส่ใจ
“อยากทำสิ่งใดก็ทำสิเจ้าคะ ข้าไม่ได้มัดมือมัดเท้าท่านเอาไว้นี่”
ไป๋จิ้งหานกระแอมเอ่ยเสียงเข้มลงหลายส่วน ทั้งคิ้วกระบี่ก็ยิ่งขมวดมุ่นเข้าหากัน
“เป็นหน้าที่ภรรยาที่ต้องปรนนิบัติ เรื่องพื้นฐานเช่นนี้เจ้าไม่เคยรู้มาก่อนหรือ”
ไป๋จิ้งหานคนนี้เกิดมาในตระกูลสูงส่งและอยู่เคียงข้างฝ่าบาทมาตั้งแต่ยังเด็ก เขาเคร่งครัดในขนบธรรมเนียมในเรื่องภรรยาต้องปรนนิบัติสามีไม่น้อยดังนั้นจึงกำลังคาดหวังว่านางจะปรนนิบัติเอาใจใส่สามีเช่นเขา
ถุ้ย! มารดามันเถิด!!!
เขาใจจืดใจดำกับนางเพียงนั้น ยังจะมาคาดหวังสิ่งใดจากนางอีก เหยียนซือเหยียนคนนี้ไม่ใช่คนเดิมที่จะคอยทุ่มเทให้เขาแล้ว นางจึงปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
เหยียนซือเหยียนเหยียดยิ้ม บัดนี้นางลุกขึ้นนั่งแล้วสองแขนกอดอกมองเขาอย่างไม่ยอมแพ้
เอาล่ะ นางจะตั้งใจเถียงเขาให้ดี ๆ เริ่ม!
“ข้าไม่เคยทำ อีกอย่างท่านก็ไม่ได้เป็นง่อยนี่ มีมือมีเท้าครบตอนออกรบก็ไม่เห็นต้องพึ่งพาผู้ใด ไยตอนนี้จึงได้เรื่องมากนัก อยากทำสิ่งใดก็ทำเองสิ หึ”
เมื่อถูกนางที่เป็นภรรยาตำหนิ แน่นอนว่าท่านโหวผู้สูงส่งเช่นเขาย่อมมีโทสะ
“เจ้าหาว่าข้าเป็นง่อยหรือ เหยียนซือเหยียนเจ้าคิดคำนี้ออกมาได้อย่างไร”
“ก็จริงหรือไม่เล่า อย่าเรื่องมากเลย ท่านพี่ข้าก็เป็นคุณหนูผู้หนึ่ง เกิดมาไม่เคยปรนนิบัติผู้ใด ท่านมีมือมีเท้าครบก็ทำเองเถิด”
“นี่คือหน้าที่ของภรรยา ก่อนออกเรือนที่บ้านไม่สั่งสอนเจ้าหรือ”
นางเบะปากมองบน
“สั่งสอน แต่ข้าทำไม่เป็นก็คือไม่เป็นเข้าใจหรือไม่”
“เหยียนซือเหยียน เจ้าจะมากไปแล้ว”
“สิ่งใดเรียกว่ามากกัน ข้าไม่ใช่บ่าวของท่านที่ได้รับเงินเดือนจากท่านนะ ข้าไม่ทำ ท่านก็เรียกบ่าวมาทำให้สิ เรื่องอันใดมาวุ่นวายกับข้า”
ไป๋จิ้งหานกอดอกมองนางเสียงแข็ง
“คืนนี้ที่นี่มีเพียงพวกเราสองคน ข้างนอกก็มีแค่ทหารยามเดินไปเดินมา เจ้าจะให้ข้าไปตามบ่าวที่พักผ่อนแล้วหรือ ถึงจะเป็นเจ้านายคนก็ต้องรู้จักละอายบ้าง ส่วนเจ้าแต่งเข้าเป็นภรรยาก็ต้องรู้จักปรนนิบัติสามี”
เหยียนซือเหยียนเถียงคำไม่ตกฟาก
“ข้าไม่ละอาย ข้าอยากเรียกเวลาใดก็เรียก ส่วนท่านที่หวังให้ข้าปรนนิบัติก็ฝันไปเถิด เกลียดข้ามากเพียงนั้นไยข้าต้องปรนนิบัติท่านด้วย อ๊ะ หรือว่าท่านชอบข้าแล้ว เช่นนั้นก็บอกข้าสักคำสิว่าท่านชอบข้า ข้าจะทำให้”
ไป๋จิ้งหานถูกบังคับให้บอกรักคนที่เขาไม่คิดรักมาก่อน จึงอึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเอ่ยเสียงหนักลอดไรฟันออกมา
“เหยียนซือเหยียน นี่เจ้าคิดเอาคืนข้าหรือ”
นางยกมุมปากหยันเอ่ยเสียงหนัก ๆ เช่นกัน
“ก็แล้วแต่จะคิด”
“เจ้าแต่งกับข้าเพื่อสิ่งใดกันแน่ ข้าอยากรู้นักไยจึงเป็นฮูหยินที่ดื้อรั้นเช่นนี้”
เหยียนซือเหยียนกลับเอ่ยยั่วเย้าให้คนบังเกิดโทสะ
“ที่แต่งเพราะข้ารักท่านอย่างไรเล่า รักมากจนโง่งม หึ ข้ามันเสียสติไปแล้วที่รักท่าน!”
ไป๋จิ้งหานจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพิจารณา เห็นได้ชัดเจนว่านางกำลังประชดเขาอยู่
“ปากบอกว่าชอบข้ารักข้า เช่นนั้นไยจึงไม่ปรนนิบัติ”
“ก็ข้าขี้เกียจนี่ ข้าเป็นสตรีที่แยกแยะความรู้สึกได้ รักคือรัก เกลียดคือเกลียด ขี้เกียจก็คือขี้เกียจ เพราะขี้เกียจข้าจึงไม่อยากปรนนิบัติท่าน”
“เหยียนซือเหยียน”
“ท่านโหว!”
เรียกมาเรียกกลับ ไม่โกงเด็ดขาด
จากนั้นนางก็ทำท่าคล้ายคิดสิ่งใดออก
“ท่านพี่หากท่านต้องการสตรีปรนนิบัติ เอาเช่นนี้ดีหรือไม่พรุ่งนี้ข้าจะคัดเลือกสตรีให้ท่านสักสองคนหรือกี่คนก็ได้ตามใจที่ท่านต้องการ หากถูกใจท่านจะยกฐานะพวกนางเป็นอนุข้าก็ไม่ว่า นี่ข้าคิดเผื่อท่านแล้วนะ ข้าเป็นสตรีใจกว้างท่านชอบแบบใด ข้ารู้ เป็นคนงามที่เรียบร้อยดั่งดอกบัวขาว สตรีเช่นนี้ใช่หรือไม่ ท่านพี่ท่านรอดูฝีมือของข้าได้เลย ข้าจะคัดคนที่เหมาะสมมาปรนนิบัติท่านจนท่านพอใจแน่นอน”
ไป๋จิ้งหานแทบไม่เชื่อหูตนเอง นางแต่งให้เขาเพียงสองวันก็คิดจะรับอนุให้เขาแล้ว เป็นไปได้อย่างไร
“เจ้าว่าอย่างไรนะ หาอนุให้ข้าหรือ”
“อื้อ ข้าจะหาอนุให้ท่านถูกใจใช่หรือไม่ แหม ไม่ต้องขอบคุณข้าเจ้าค่ะ เห็นหรือไม่ว่าข้าใจกว้างกับท่านเพียงใด”
“เก็บความหวังดีของเจ้าไว้เถิด ข้าไม่ต้องการ ไม่เอาใครทั้งนั้น”
“ท่านพี่ แต่ข้า...”
“หุบปาก!”
ตะโกนสั่งนางเสร็จ จากนั้นเขาก็หันหลังเดินไปสั่งทหารอารักขาที่หน้าเรือน
“ไปเรียกหลัวเฟิงมาให้เขามาปรนนิบัติข้าก่อนเข้านอน”
ทหารสองนายที่เดินเวรยามไปมาล้วนได้ยินพวกเขาทะเลาะกัน บัดนี้เห็นสีหน้าไป๋จิ้งหานที่พร้อมจะสังหารคนได้ทุกเมื่อจึงรีบรับคำแล้วไปตามหลัวเฟิงที่เข้านอนแล้วโดยทันที
เหยียนซือเหยียนหัวเราะในใจ นางรู้สึกภูมิใจในตนเองเป็นอย่างยิ่งที่สามารถเอาชนะเขาได้
ชาตินี้อย่างน้อยได้กลับมาอีกครั้งก็ไม่เสียเปล่าแล้ว
หญิงสาวล้มตัวนอนแล้วหันหลังกอดหมอนอย่างอารมณ์ดีและปลอดโปร่งจิตใจยิ่งนัก
ชาติที่แล้วเวลาอยู่กับเขาล้วนเต็มไปด้วยอาการระมัดระวังจนเหนื่อยกายเหนื่อยใจ ในฐานะภรรยานางก็ไม่เคยบกพร่องในเรื่องปรนนิบัติสามี ทุกวันนางต้องปรนนิบัติเขาอาบน้ำ บ้วนปาก เปลี่ยนอาภรณ์ ทั้งยังช่วยเขาล้างเท้าก่อนนอน กระทั่งเล็บของเขานางก็เป็นคนตัดให้
นางทุ่มเททำเรื่องต่าง ๆ มากมาย เขากลับไม่เคยเห็นความสำคัญ ทำให้นางตระหนักได้ว่า สิ่งที่นางทำนั้นเขาไม่ได้มองนางเป็นภรรยา แต่เขามองนางเป็นบ่าวรับใช้หรือสาวใช้อุ่นเตียงที่คอยปรนนิบัติเท่านั้น
ชาติที่แล้วไป๋จิ้งหานมิได้มีอนุ กระทั่งมียอดดวงใจอยู่ในจวนเขาก็ยังไม่เคยล่วงเกินนางผู้นั้นและไม่ได้แต่งตั้งให้มีตำแหน่งใดในจวน
นั่นเป็นเพราะว่าคนสกุลไป๋นับแต่บรรพบุรุษมาเป็นคนซือสัตย์ยิ่งนัก เขาจะไม่แต่งงานใหม่จนกว่าภรรยาคนเดิมจะสิ้นใจตายจาก
บิดาของไป๋จิ้งหานที่ตายจากก็มีฮูหยินใหญ่หรงเพียงคนเดียว
ท่านปู่ของเขาที่ตายในสงครามเช่นเดียวกันก็มีฮูหยินชราเป็นภรรยาเพียงคนเดียว
ต้นตระกูลไป๋ทั้งหมดก็มีเพียงภรรยาเดียว นี่เป็นอีกสาเหตุที่นางตัดสินใจแต่งกับเขา เพราะคิดว่าตนเองจะผูกมัดใจเขาได้ในที่สุด
ชาติที่แล้วนางรักเขามากจนทำให้มีใจคอคับแคบกีดกันสตรีทุกคนไม่ให้เข้าใกล้เขา ทว่าชาตินี้นางใจกว้างแล้วทุกคนสามารถเป็นภรรยาของไป๋จิ้งหานได้ โดยที่นางจะไม่ขัดขวาง
ด้านไป๋จิ้งหานนิ่งอึ้งครู่ใหญ่ เขาไม่คิดว่าเหยียนซือเหยียนจะคิดหาอนุให้เขาจริง ๆ
ทว่าสีหน้าแววตานี้ช่าง...จริงจังเหลือเกิน จริงจังจนเขารู้สึกถึงความวุ่นวายและหายนะที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
เพียงแค่มีนางคนเดียวชีวิตของเขาก็เห็นว่าอนาคตกำลังวุ่นวายเพียงนี้ นางผู้นี้ยังคิดหาเรื่องยุ่งยากให้เขาอีก
แน่นอนว่าท่าทางของนางย่อมไม่ยอมเสียเปรียบ อนุที่นางหาย่อมเป็นคนของนางที่จะส่งมาจับตาดูเขาเป็นแน่
ดังนั้นเขาไม่มีวันยอมรับอนุที่เหยียนซือเหยียนคิดหามาให้โดยอย่างเด็ดขาด!
ไป๋จิ้งหานถอดเสื้อคลุมของตนเองเองรอกระทั่งทหารคนนั้นกลับมาพร้อมกับบ่าวคนสนิทของเขานามหลัวเฟิงที่ถืออ่างน้ำอุ่นและยังให้ทหารช่วยถือกล่องอุปกรณ์ถูฟังของเขามาด้วย
“นายท่านข้ามาแล้วขอรับ ข้าบอกท่านแล้วว่าให้ข้าคอยปรนนิบัติท่านก็ไม่เชื่อ เป็นอย่างไรเล่าโชคดีที่ข้ารอบคอบเตรียมของรอท่านอยู่แล้ว”
ไป๋จิ้งหานสูดลมหายใจลึก เอ่ยเบา ๆ ว่า
“เข้ามา”
ไป๋จิ้งหานเดินมาหยุดในเรือนในแต่สายตามองไปยังฉากกั้นที่แบ่งแยกระหว่างห้องนอนกับโถงใหญ่อย่างชัดเจนที่มีสตรีนางหนึ่งนอนอยู่หลังฉากกั้นนั้น
หลัวเฟิงปรนนิบัติเขาถูฟันเปลี่ยนอาภรณ์เรียบร้อยก็เอ่ยว่า
“ให้ข้านอนเฝ้าหรือไม่ขอรับ”
“ไม่ต้อง เจ้ากลับไปเถิด”
“ขอรับ”
หลัวเฟิงกลับไปแล้ว ไป๋จิ้งหานจึงเดินเข้ามาหลังฉากกั้นจัดการปูที่นอนด้วยตนเองจากนั้นก็ล้มตัวลงนอนโดยไม่เอ่ยคำใดอีก
เหยียนซือเหยียนเงี่ยหูฟังกระทั่งรู้ว่าไป๋จิ้งหานจัดการธุระส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว มุมปากยกยิ้มอย่างมีความสุข
หึ ดีมากต่อไปอย่ามายุ่งกับข้าอีก
ในคืนนี้จึงเป็นคืนแรกที่นางนอนหลับได้อย่างสบายใจ โดยที่ไม่รู้ตัวว่าท่ามกลางแสงตะเกียงรำไร มีบุรุษผู้หนึ่งขมวดคิ้วมองนางอยู่นานโดยไม่เอ่ยคำใดออกมาอยู่นาน
บทที่ 6 เป็นอิสระแล้วครึ่งเดือนต่อมาแดนเหนือ เมืองหลงเซิง เป็นดินแดนที่ไป๋จิ้งหานคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะเป็นสถานที่ที่เขาเติบโตมาตั้งแต่วัยเยาว์ เมืองแห่งนี้เป็นเส้นเขตแดนสำคัญที่เชื่อมต่อกับดินแดนของชนเผ่าเร่ร่อน และบัดนี้มันกลับเต็มไปด้วยควันเพลิงแห่งกบฏการก่อกบฏครั้งนี้ทำให้ไป๋จิ้งหานได้รับพระบัญชาให้เดินทางกลับไปยังแดนเหนือเพื่อปราบกบฏที่ฮึกเหิมเกินกำลังเจ้าเมืองหลงเซิงที่จะต่อกรได้เหยียนซือเหยียนรู้อยู่แล้วว่าวันนี้ต้องมาถึงนางจึงบอกเขาว่า เขาจะไม่ได้กลับบ้านเดิมกับนางอย่างแน่นอนไป๋จิ้งหานยังจำคำของนางได้ และวาจาของนางที่เคยกล่าวเอาไว้กลับกลายเป็นความจริงจะมีเรื่องบังเอิญอะไรได้เพียงนี้ในขณะที่ไป๋จิ้งหานกำลังคิดถึงเรื่องบังเอิญนี้ เหยียนซือเหยียนก็คิดถึงเรื่องชาติที่แล้วไป๋จิ้งหานไปออกรบหายหน้าไปนานถึงห้าเดือน ก่อนจะกลับมาพร้อมกับ อี้ชิง และ ท่านย่าผู้ลำเอียงของเขา โดยที่นางไม่ได้ร่วมเดินทางไปด้วย นางเคยใช้ชีวิตรอคอยเขาด้วยความทรมาน ใจจดจ่อทุกวันว่าเขาจะกลับมาหรือไม่กิจวัตรประจำวันของนางก็คือการไปไหว้พระสวดมนต์ขอพรให้เขารอดปลอดภัยกลับมานอกจากนั้นนางยังส่งจดหมายไปถึงเขาฉ
บทที่ 7 นางช่างกล้านักสองเดือนที่ผ่านมานี้ ตั้งแต่ไป๋จิ้งหานออกศึก เหยียนซือเหยียนก็ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี นางไปจวนองค์หญิงใหญ่อยู่เสมอ เพื่อฟังชายงามขับร้องบทกวี ชมงิ้ว เล่นไพ่ และเล่นหมากล้อมนอกจากนั้นนางยังคัดเลือกสาวงามอีกหลายคน เพื่อเตรียมส่งไปบำเรอความสุขให้สามีที่แดนเหนือแม้ว่าเขาจะปฏิเสธเสียงแข็งก็ตามเพราะนางรู้ว่าเขาจะปราบกบฏที่ชายแดนในค่ายทหารไม่กี่เดือน จากนั้นจะกลับเข้ามาพำนักรอดูความเรียบร้อยในจวนสกุลไป๋เมืองหลงเซิงอันเป็นเมืองหลวงในแดนเหนือ และอี้ชิงก็จะกลายเป็นนางในดวงใจของเขาตอนนี้สาวงามที่นางคัดเลือกให้ไป๋จิ้งหานล้วนมีใบหน้า รูปร่าง และกิริยาใกล้เคียงกับอี้ชิง ทว่านอกเหนือจากนั้นพวกนางยังได้รับการฝึกฝนให้ปรนนิบัติบุรุษบนเตียงจากนางโลมอันดับหนึ่งอย่างลับ ๆเรื่องนี้เหยียนซือเหยียนล้วนแอบลักลอบทำ ไม่ให้ผู้ใดรู้และจะส่งไปให้ไป๋จิ้งหานเมื่อถึงเวลานางมีความสุขยิ่งกว่าชาติที่แล้วจนไม่อาจบรรยาย ถึงจะยังคงมีอาการเจ็บแค้นใจไป๋จิ้งหานและคิดถึงเขาอยู่บ้างแต่ก็เป็นเพียงชั่วครู่เท่านั้นเพราะทุกวันนางล้วนได้รับการเยียวยาจิตใจจากจวนองค์หญิงใหญ่ ด้วยบุรุษมากมายที่แสนเอาอกเอาใจท
บทที่ 8 พบโจรร้ายหลี่หลงนำองครักษ์จำนวนไม่น้อยคอยคุ้มครองเหยียนซือเหยียนเดินทางขึ้นเหนือในวันรุ่งขึ้นตั้งแต่ยังไม่รุ่งสาง หลังจากนั้นนางก็แทบจะไม่ได้หยุดพักอีกการมาครานี้ของเหยียนซือเหยียน นางมิได้นำเพียงสาวใช้ข้างกายของตนเองมาเท่านั้น สตรีที่นางฝึกฝนเพื่อให้เป็นอนุของไป๋จิ้งหานก็ติดตามมาด้วยผู้หนึ่งในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าอย่างไรก็ต้องได้พบกับอี้ชิง สู้นางลงมือก่อนจึงจะนับว่าได้เปรียบจวบจนเวลาผ่านไปนับสิบวันก็ดูเหมือนว่าใกล้ถึงแดนเหนือขึ้นทุกขณะแล้ว อากาศที่หนาวเย็นอยู่แล้วยิ่งหนาวเย็นจับจิต แม้หลี่หลงจะอายุยังน้อย ทว่าเขากลับเป็นคนที่โตเกินวัย วรยุทธ์ล้ำเลิศทั้งยังเคร่งขรึมและดูเหมือนจะพึ่งพาได้ชาติที่แล้วเหยียนซือเหยียนแทบจะไม่เคยพูดคุยกับองครักษ์ของไป๋จิ้งหานหากว่าไม่จำเป็น สิบกว่าปีที่อยู่ร่วมกับเขามาเรียกได้ว่านางไม่สนิทสนมกับคนใกล้ชิดของเขาแม้แต่คนเดียวก็แน่ล่ะ...แม้แต่ตัวเขายังตีตัวออกห่างจากนาง เช่นนี้แล้วจะเปิดโอกาสให้นางสนิทสนมกับผู้ใดได้อีกการเดินทางสำหรับนางในครานี้ อันที่จริงจะว่าน่าเบื่อหน่ายก็ไม่อาจพูดได้ ชาติที่แล้วนางอยากมาที่แดนเหนือนัก เพราะอยากเห็นว่าเขาใช้ชีว
บทที่ 9 ถูกจับไปก็ดีแล้วกลางดึกอันเหน็บหนาว ณ เชิงเขาชีอันเสียงกีบม้ากระทบพื้นหิมะดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ ลมหายใจของฝูงม้าส่งไอสีขาวออกมาท่ามกลางความหนาวเหน็บ ไป๋จิ้งหาน เร่งม้าควบผ่านผืนป่าอย่างเร่งร้อนหลังได้รับข่าวว่าขบวนของเหยียนซือเหยียนถูกซุ่มโจมตี นางยังหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไป๋จิ้งหานร้อนรนรีบจัดเตรียมกำลังพลทันที โดยส่งหลี่จื้อคอยช่วยเหลือน้องชายของเขาดูแลชายแดนแทนตนเองเมื่อไป๋จิ้งหานมาถึงเชิงเขาชีอัน กองทหารที่ถูกส่งมาก่อนหน้าได้รอคอยอยู่แล้ว หลี่หลง รีบก้าวออกมาต้อนรับเขา สีหน้าของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด"เรียนนายท่าน พบว่ากลุ่มโจรที่ซุ่มโจมตีคือกลุ่มกบฏขอรับ ข้าสามารถจับเป็นและจับตายได้ทั้งหมด รวมทั้งหัวหน้ากลุ่มกบฏ ทว่ารถม้าของฮูหยินน้อยกลับหายไป กระทั่งข้าตามพบที่เชิงเขาชีอันจากนั้นร่องรอยก็หายไปทั้งหมด"ไป๋จิ้งหานยังคงฟังอย่างเงียบงัน ใบหน้าของเขานิ่งสงบ ทว่าดวงตากลับฉายแววดุดันขึ้นทุกขณะ“นอกจากเหยียนซือเหยียนแล้วยังมีผู้ใดหายไปอีก”“บ่าวของนางทั้งสองคนเซียวยี อาเหวิน และยังมีสตรีนางหนึ่งที่ติดตามมาด้วยหายไป อีกทั้งในรถม้าของฮูหยินน้อยล้วนเต็มไปด้วยหีบเงิ
บทที่ 10 สตรีบ้าผู้นี้การเดินทางขึ้นเขาเต็มไปด้วยอุปสรรค หมอกหนาปกคลุมเส้นทาง กิ่งไม้เปียกชื้นบดบังทัศนวิสัย แต่อันตรายที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่อากาศหนาวเย็น แต่เป็นกับดักที่ซุกซ่อนอยู่ตามแนวทางเดิน“หยุด!”เสียงสั่งการของไป๋จิ้งหานดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดหลี่หลงชะงักฝีเท้า เมื่อเห็นว่า พื้นดินเบื้องหน้ามีรอยแตกผิดปกติ ไป๋จิ้งหานหยิบก้อนหินเล็ก ๆ ขว้างลงไปที่รอยแยกนั้นเพียงชั่วพริบตา พื้นดินก็ค่อย ๆ ทรุดลงกลายเป็นหลุมลึก!ภายในหลุมเต็มไปด้วยไม้แหลมมากมาย หากพวกเขาเดินพลาดแม้แต่ก้าวเดียว สิ่งที่รออยู่เบื้องล่างคือความตายอันแสนสยดสยอง“พวกมันวางกับดักได้แนบเนียนนัก หากไม่มีนายท่าน พวกเราคงร่วงไปตายกันหมด”ไป๋จิ้งหานเอ่ยว่า“ทุกคนต้องระวังให้มาก ตามข้ามา”พวกเขาหลบเลี่ยงกับดักหลุมนั้นไปได้ แต่ไม่ทันขยับตัวไปไกล เชือกเส้นหนึ่งก็พุ่งขึ้นจากพื้นดินอย่างฉับพลันฟึบ!เชือกเส้นหนาตวัดเข้าพันขาของทหารผู้หนึ่ง ร่างของเขาถูกกระชากขึ้นกลางอากาศแทบจะทันทีอั่ก!ทหารผู้นั้นดิ้นรน มือคว้าอากาศอย่างตื่นตระหนกไป๋จิ้งหานพุ่งตัวไปข้างหน้า ชักกระบี่ตวัดตัดเชือกพริบตาเดียว ร่างของทหารร่วงลงมากระแทกพื
บทที่ 11 พิธีแต่งงานไป๋จิ้งหานเข้าไปในห้องโถงพร้อมกับตาเฒ่าผู้นั้น คงเป็นเพราะมากับคนชราของหมู่บ้านจึงดูเหมือนว่าจะไม่มีผู้ใดสนใจเขานักไป๋จิ้งหานกวาดสายตามองรอบ ๆ โดยที่หลี่หลงยังหอบหิ้วชายชราที่เมามายอยู่ข้าง ๆ ทว่าเขากลับไม่พบแม้แต่เงาของเหยียนซือเหยียน“นางอยู่ที่ใด”หลี่หลงตอบกระซิบ“นายท่าน หาฮูหยินน้อยไม่พบขอรับ”กระทั่งเขาได้ยินคนผู้หนึ่งเอ่ยว่า พิธีแต่งงานจบลงแล้ว หัวหน้าโจรคงกำลังเข้าหออย่างมีความสุขช่างน่าอิจฉายิ่งนักหลี่หลงเอ่ยด้วยสีหน้าตกใจ“นายท่าน ฮูหยินน้อยกำลังเข้าหอแล้วขอรับ”ไป๋จิ้งหานยังคงนิ่งงันไปครู่หนึ่ง มือที่กำดาบแน่นจนเห็นเส้นเลือดปูดโปนนางเข้าหอแล้ว เขามาช้าไปหรือ ไม่ ไม่มีทาง!ลมหายใจของเขาติดขัดราวกับมีหินก้อนใหญ่ทับอยู่บนอกเเพียงแค่คิดว่า เหยียนซือเหยียนอยู่ในเรือนหอกับโจรชั่ว กำลังถูกมันกอดรัดแนบชิด ใบหน้างดงามแนบอยู่กับอกของบุรุษอื่น เขาก็แทบระเบิดโทสะออกมา!ในเวลานั้นนั่นเองที่เขากระชากบุรุษผู้หนึ่งแล้วลอบใช้มีดจ่อเข้าที่เอวเอ่ยเสียงเบา“เรือนหอของนายท่านพวกเจ้าอยู่ที่ใด พาข้าไปเดี๋ยวนี้มิเช่นนั้นข้าสังหารเจ้าแน่ และอย่าคิดตุกติกเป็นอันขาดคนของข้าล้
บทที่ 12 อย่าถือสาคนเมาด้านไป๋จิ้งหาน หลังจากบุกเข้าไปในเรือนหอแล้วไม่พบเหยียนซือเหยียน ไป๋จิ้งหานจับตัวหัวหน้าโจรขึ้นมาคาดคั้นจนได้ความจริง นอกจากนั้นคนของเขายังจัดการกลุ่มโจรอย่างเงียบเชียบว่องไวโดยที่ไม่ทำให้ชาวบ้านที่กำลังฉลองรู้ตัวเลยแม้แต่น้อยหัวหน้าโจรที่ถูกจับมัดอยู่ตรงหน้าเงยหน้ามองไป๋จิ้งหานด้วยสายตาอ้อนวอน ในขณะที่ฮูหยินคนใหม่ของเขาบัดนี้อยู่ในชุดคลุมกายมิดชิดคุกเข่าอยู่ตรงหน้าไป๋จิ้งหานหลี่หลงเอ่ยว่า“สตรีนางนี้เป็นคนของฮูหยินน้อยที่นางให้ติดตามมาขอรับ นางถูกจับมาด้วย”ไป๋จิ้งหานมองนางเอ่ยว่า“ไยเจ้าจึงยอมแต่งกับหัวหน้าโจร เจ้าไม่กลัวหรือถูกบังคับ”สตรีนางนั้นร่ำไห้อย่างหวาดกลัว นางตอบด้วยน้ำตานองหน้า“ท่านโหวเจ้าคะ ข้าไม่ได้ถูกบังคับและข้าก็ชอบท่านพี่จริง ๆ จึงยอมแต่งด้วย ตัวข้าเคยเป็นนางโลมที่ถูกฮูหยินน้อยไถ่ตัวช่วยเหลือ แต่ข้าอยู่ในจวนโหวไม่คุ้นเคยยิ่งนัก บัดนี้ข้าพบว่าที่นี่ดียิ่ง แม้จะเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ บนเขา แต่กลับมีหลายอย่างที่ทำให้ข้าสบายใจ ท่านโหวข้าเต็มใจแต่ง และท่านพี่สาบานกับข้าแล้วว่าจะดีต่อข้าเจ้าค่ะ ท่านโหวพวกเรารักกันด้วยใจจริง ท่านได้โปรดไว้ชีวิตท่านพี
บทที่ 13 สตรีขี้เมาเซียวยีรีบแก้ต่างแทนคุณหนูของตนเองทันใด“นายท่าน ไม่ใช่เช่นนั้นนะเจ้าคะ นายท่านอย่าได้เข้าใจผิด ชื่อพวกนั้นคุณหนูก็แค่จำเล่น ๆ ไม่ได้สำคัญอันใดจริง ๆ”“จำเล่น ๆ แต่กลับจำได้ แต่นางกลับจำข้าไม่ได้ ดี ดียิ่ง ดีทั้งนายทั้งบ่าว”“ท่านโหว บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะ ท่านโหวอย่าได้โกรธคุณหนูเลยนะเจ้าคะ คุณหนูเองก็ไม่ได้ตั้งใจ”“ไม่ได้ตั้งใจแต่เอ่ยชื่อคนพวกนั้นออกมาได้อย่างคล่องปาก นี่หรือไม่รู้ความของเจ้า”ยิ่งแก้ต่างก็ยิ่งลนลาน ในที่สุดเซียวยีก็ปิดปากเงียบ นางคุกเข่าลงสำนึกผิดทันใดไป๋จิ้งหานมองเซียวยีอย่างคาดโทษ แล้วหันมาจับจ้องสตรีร่างบางที่ยืนเอนไปมาอยู่ตรงหน้าเขาโทสะ“หากเจ้าเอ่ยชื่อนายโลมพวกนั้นออกมาอีก ข้าจะตัดลิ้นเจ้าเสีย เหยียนซือเหยียนได้ยินหรือไม่”ก่อนหน้านางทำเขาตกตะลึงเพราะคำทำนายของนาง และยังรู้ว่าเขาจะบุกขึ้นมาที่นี่อย่างปลอดภัยได้อย่างไร บัดนี้เขายังตกตะลึงที่นางลืมเขาแต่กลับจำชื่อนายโลมพวกนั้นได้ถึงอย่างไรเขากับนางก็รู้จักกันมานาน นางเป็นเช่นใดเขาย่อมพอรู้มาบ้าง ความสามารถในการทำนายนั้นเขากลับไม่เคยได้ยินมาก่อนแต่หากไม่จริง เช่นนั้นสตรีนางนี้รู้ได้อย่างไร แน
บทที่ 56 ตอนจบหลังจากสงครามที่ดุเดือดกินเวลาหลายวัน ในที่สุดอวิ๋นอ๋องก็ถูกจับกุมและถูกตัดสินประหารชีวิต เมืองหลวงที่เคยลุกเป็นไฟก็กลับสู่ความสงบสุขอีกครั้งเด็กๆ ที่ถูกจับมาฝึกฝนเป็นทหารเดนตายของอวิ๋นอ๋องต่างได้รับการช่วยเหลือและถูกส่งตัวกลับไปยังแดนเหนือ ฝ่าบาททรงพระเมตตาพระราชทานเงินทุนจำนวนหนึ่งเพื่อให้พวกเขาจัดตั้งสำนักศึกษา ให้พวกเขาได้มีโอกาสศึกษาหาความรู้ใหม่อีกครั้ง และยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการรับราชการทหารได้เข้าฝึกฝนอย่างถูกต้องภายใต้การดูแลของกองทัพหลวงทว่าหลายวันผ่านไป ก็ยังไม่มีข่าวคราวของไป๋จิ้งหานกลับมายังจวนสกุลไป๋ ทำให้เหยียนซือเหยียนและทุกคนในจวนต่างก็เฝ้ารอด้วยความวิตกกังวลในเย็นวันหนึ่ง ขณะที่เหยียนซือเหยียนนั่งอยู่ในสวนเงียบๆ มองดูดอกเหมยที่ผลิบานอย่างงดงาม ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความกังวลและคิดถึง พลันเสียงฝีเท้าคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้หัวใจนางเต้นรัวแรงอย่างควบคุมไม่ได้“เหยียนเหยียน ข้ากลับมาแล้ว”น้ำเสียงอ่อนโยนที่คุ้นเคยทำให้หัวใจของเหยียนซือเหยียนพองโตด้วยความดีใจ นางหันขวับไปมองทันที และเห็นไป๋จิ้งหานยืนอยู่ตรงนั้น แม้ร่างกายจะดูซูบผอมลงเล็กน้อ
บทที่ 55 แผนการจบสิ้นแสงเทียนอบอุ่นส่องสว่างทั่วทั้งห้องโถงใหญ่ที่จัดไว้สำหรับงานเลี้ยงค่ำคืนนี้ ธูปกำยานหอมกรุ่นลอยอวลอยู่ในอากาศ ฮูหยินชรานั่งอยู่ที่ตำแหน่งประธาน ดวงหน้ายิ้มแย้มมองไปที่ฮูหยินใหญ่หรงด้วยสายตาอ่อนโยน“ลูกสะใภ้ ข้าต้องขอบใจเจ้าที่คอยดูแลข้าในยามที่ล้มป่วย ลำบากเจ้าแล้ว”ฮูหยินใหญ่หรงก้มศีรษะอย่างนอบน้อม “ข้าเพียงทำหน้าที่ของลูกสะใภ้เท่านั้นเอง ท่านแม่เกรงใจไปแล้วเจ้าค่ะ”ฮูหยินชรายิ้มอ่อนโยนพลางหันไปทางอี้ชิงที่นั่งอยู่ด้านข้าง “อี้ชิง เจ้าก็เช่นกัน ขอบใจเจ้ามากที่ปรนนิบัติข้าไม่เคยขาดตกบกพร่อง การที่มีเจ้าอยู่ข้างกายข้านับว่าเป็นวาสนาของข้าแล้ว”อี้ชิงยิ้มอย่างนอบน้อม แต่ดวงตาของนางกลับเปล่งประกายแปลกประหลาด “ท่านย่าประดุจดั่งท่านย่าแท้ ๆ ของชิงเอ๋อร์ ที่ผ่านมาชิงเอ๋อร์สมควรกตัญญูเจ้าค่ะ”“ดี เด็กดีเจ้าช่างกตัญญูยิ่งนัก”สายตาฮูหยินชรากวาดผ่านไปทางเหยียนซือเหยียนเพียงชั่วครู่โดยไม่เอ่ยสิ่งใด เหยียนซือเหยียนหน้าเสียไปเล็กน้อย แต่ยังคงนิ่งเงียบไว้ไม่พูดจาไป๋จิ้งหานที่นั่งอยู่ข้างๆ เห็นบรรยากาศเริ่มอึดอัดจึงรีบกล่าวขึ้นเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด“ท่านย่าอาการป่วยของท
บทที่ 54 หล่อเหลาที่สุดสองสามีภรรยาเดินไปยังโต๊ะที่จัดเตรียมแพะย่างหอมกรุ่นไว้ข้างกองไฟเหยียนซือเหยียนนั่งลงพลางเอ่ยว่า“หานหาน ท่านต้องรู้จักระมัดระวังรักษาร่างกาย อากาศหนาวหากสวมเพียงเสื้อตัวบางเหมือนเมื่อครู่อาจจะล้มป่วยได้”ไปจิ้งหานจับมือนางเอาไว้บีบเบา ๆ เอ่ยเสียงอ่อน“ไม่หนาวเลยสักนิดหรือถ้าหากข้าหนาวข้าก็จะกอดเจ้า ยังจำที่พวกเราอยู่ข้างแม่น้ำในวันที่มีโจรร้ายหวังสังหารเจ้าได้หรือไม่ วันนั้นอากาศหนาวเย็นยิ่งกว่านี้ เพราะว่าได้กอดเจ้าทั้งคืนส่งผ่านความอบอุ่นให้กันและกันพวกเราจึงรอดหนาวมาได้”เหยียนซือเหยียนหัวเราะร่วน“ผู้ใดจะลืมเล่า วันนั้นข้าเกือบตายเลยนะโชคดีที่มีหลี่จื้อช่วยเหลือ”“พูดถึงข้าหรือขอรับ”จู่ ๆ เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมา เหยียนซือเหยียนหันไปมอง เห็นสองพี่น้องสกุลหลี่กำลังประสานมือคารวะไป๋จิ้งหาน นางเอ่ยถามสีหน้าประหลาดใจ“พวกท่านมาตั้งแต่เมื่อใด”“เพิ่งมาถึงขอรับ ได้กลิ่นแพะย่างจึงเดินตามมาคิดว่านายท่านน่าจะอยู่ที่นี่ ว่าแต่ฮูหยินน้อยกำลังเอ่ยถึงข้าหรือขอรับ”“ใช่ข้าย่อมหมายถึงพี่หลี่ผู้เก่งกาจที่ช่วยข้าจากโจรร้ายในวันนั้น วันนี้ขอตอบแทนท่านด้วยแพะย่างแสนล้ำเลิ
บทที่ 53 หนึ่งแลกหนึ่งร้อยเหยียนซือเหยียนบัดนี้แอบมองอี้ชิงอยู่ที่มุมหนึ่ง นางเองก็ตั้งใจมารอรับไป๋จิ้งหานกลับจวนเช่นกัน ทว่าเมื่อเห็นว่าอี้ชิงรออยู่หน้าประตูใหญ่ก่อนนางแล้วจึงได้ซ่อนตัวในมุมมืดไม่ให้อี้ชิงเห็นภาพที่อี้ชิงโกรธแค้นไป๋จิ้งหานบัดนี้นางจึงมองเห็นได้อย่างชัดเจน ในใจพลันรู้สึกหนาวสั่นอย่างบอกไม่ถูกนั่นเป็นเพราะว่า อี้ชิงในยามนี้ไม่แตกต่างจากนางในชาติที่แล้วเลยแม้แต่น้อยเพราะทุ่มเทมาก รักมากจนทำเรื่องผิด สุดท้ายแล้วก็เป็นตัวเองที่เคียดแค้นอยู่เพียงลำพัง หมายสังหารเขาให้ตายตกตามกันไปความรักเช่นนี้ บัดนี้เหยียนซือเหยียนกระจ่างแจ้งแล้วว่า หาใช่ความรักที่แท้จริงเลยสักนิดเมื่อไม่ได้ครอบครองกลับคิดทำลาย จะเรียกว่ารักได้อย่างไรเหยียนซือเหยียนมองดูอี้ชิงถูกสาวใช้ของนางประคองกลับเรือนไปก่อนจะเผยกายออกจากที่ซ่อนพร้อมกับเซียวยีเซียวยีเอ่ยเบา ๆ“ท่าทางของคุณหนูอี้เหมือนกลายเป็นสตรีวิปริต ดูสายตาของนางที่มองท่านโหวอย่างเคียดแค้น ทั้งวาจาเช่นนั้นของนางข้าเห็นแล้วขนลุกนักเจ้าค่ะ”“เจ้าคิดว่านางน่ากลัวหรือ”“เจ้าค่ะ ทั้งดูเหมือนคนบ้าและน่ากลัวนัก ทำให้ข้าไม่อยากเข้าใกล้เลยสักนิด คุณ
บทที่ 52 เรื่องราวหวนกลับอี้ชิงไม่รอช้าวันต่อมานางวางแผนการจากนั้นรีบไปปรึกษากับฮูหยินใหญ่หรง บอกว่าจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับฮูหยินชรากลับจวนแต่ขอให้ฮูหยินใหญ่หรงออกหน้า ด้วยเหยียนซือเหยียนไม่ชอบนางเกรงว่าจะเกิดปัญหากระทบกระทั่งได้ หากว่าจัดในนามของฮูหยินใหญ่หรงเช่นนี้ก็จะปรองดองกันได้ง่ายฮูหยินใหญ่หรงเห็นว่าที่จวนไม่เคยจัดงานเลี้ยงมานานแล้ว ครั้งล่าสุดก็คืองานแต่งงานของไป๋จิ้งหานและเหยียนซือเหยียนนางจึงตกลง ทั้งยังกล่าวชื่นชมอี้ชิงไม่ขาดปากว่าคิดการได้รอบคอบยิ่งนัก ดังนั้นนางจึงรับปากจัดงานเลี้ยงขึ้นมา“หลานจะดูแลจัดการไม่ทำให้ท่านป้าลำบากเจ้าค่ะ”“อย่างไรข้าก็เป็นฮูหยินใหญ่จวนเจิ้นโหว เจ้ามีสิ่งใดให้ข้าช่วยข้าย่อมยินดี”เรื่องการจัดงานเลี้ยงนี้วันต่อไปฮูหยินใหญ่หรงย่อมนำไปปรึกษากับเหยียนซือเหยียนลับหลังอี้ชิง เล่าให้นางฟังว่าอี้ชิงต้องการให้จัดงานเลี้ยงและนางก็เห็นด้วย“แม่ได้รับสุรามาจากท่านย่าของเจ้า ตอนที่ปรนนิบัติอยู่ในวังหลวง สุรานี่เป็นสุราที่ไทเฮาพระราชทานทั้งยังเป็นสุราบำรุงร่างกาย เหมาะนักที่จะนำมาดื่มฉลอง แต่ก็ยังห่วงว่าแม่นางอี้ผู้นั้นจะมีแผนการใดหรือไม่”เหยียนซือเหยียนตก
บทที่ 51 ข้าคิดถึงท่านภายในรถม้าที่หยุดวิ่ง บัดนี้เหยียนซือเหยียนเพ่งพิศไป๋จิ้งหานแน่วนิ่งดวงตาไม่กะพริบเขาทำท่าโกรธนางขึงขังที่นางขัดคำสั่งออกจากแดนเหนือมาเช่นนี้เหยียนซือเหยียนกระเถิบเข้าไปหาไป๋จิ้งหานที่นั่งอยู่ตรงหน้าจากนั้นก็ยื่นมือไปโอบกอดรอบร่างสูงพร้อมกับซบดวงหน้าลงบนอกกว้างก่อนจะเอ่ยเสียงเบา“หานหานมารับข้าหรือ ลำบากท่านแล้ว”โทสะของเขาที่ขึงขังมาตั้งแต่รู้ว่านางออกจากเมืองอย่างดื้อรั้นบัดนี้กลับค่อย ๆ เลือนหายไปพร้อมกับร่างนุ่มนิ่มที่ซุกซบอยู่บนอกเขาขยับมือขึ้นโอบกอดนางตอบเอ่ยเสียงเบาไม่ต่างกัน “เจ้าไม่เคยฟังข้าจริง ๆ สินะ ออกจากแดนเหนือมาทำไม รู้อยู่แล้วว่าจะเกิดสงคราม”“หานหานข้าไม่อยากอยู่ห่างท่านแล้ว ท่านจากมานานเกินไปอีกอย่างข้าไม่อาจคาดเดาว่าอวิ๋นอ๋องจะก่อกบฏเมื่อใด หากในเร็ววันก็ช่างเถิดแต่หากเนิ่นนานไปข้าคงได้อกแตกตายเสียก่อนแน่”ไป๋จิ้งหานโอบรอบร่างเล็กดึงเข้ามาให้นั่งบนตักโอบกอดนางถนัดยิ่งขึ้นทำให้ร่างบอบบางทั้งร่างขออยู่ในอกของเขา ราวกับลูกนกที่กำลังถูกมารดากกกอดไป๋จิ้งหานอดไม่ได้ที่จะกดจุมพิตลงบนศีรษะด้วยความคำนึงถึงทั้งรู้สึกหวานล้ำอยู่ในอกเมื่อนางบอกว่าไม
บทที่ 50 สตรีดื้อรั้นด้านอวิ๋นอ๋องเมื่อเขาได้รับตราสั่งการที่คิดว่าเป็นของจริง ก็พลันหัวเราะลั่นเอ่ยว่า“ในที่สุดสวรรค์ก็เข้าข้างข้า บัลลังก์นั่นจะให้เด็กเมื่อวานซืนเช่นหยวนตี้ครอบครองได้อย่างไร เมื่อมีกองทัพแดนเหนือในมือ รวมกับกองทัพที่ข้าเฝ้ารวบรวมมาหลายปีกรอปกับนักรบแดนตายที่ฝึกฝน จากนี้ไปบัลลังก์ย่อมเป็นของข้าแล้ว”ที่แท้เด็กกำพร้า ที่หายตัวไปล้วนเป็นอวิ๋นอ๋องที่ขโมยคน เขาพาเด็กเหล่านั้นไปฝึกเป็นนักรบเดนตาย ทำงานใต้คำสั่งด้วยชีวิตและบัดนี้อวิ๋นอ๋องไม่รู้เลยว่า เด็กที่เขาได้รับมาใหม่จำนวนร้อยกว่าคนนั้นล้วนเป็นคนของไป๋จิ้งหาน อีกทั้งไป๋จิ้งหานรู้แหล่งซ่องสุมกำลังและให้คนไปเฝ้าจับตาดูโอบล้อมเอาไว้แล้วเพียงแต่ว่าไป๋จิ้งหานยังไม่ลงมือ หวังโอกาสเหมาะเจาะให้อวิ๋นอ๋องยกทัพ และจัดการพร้อมกันทีเดียวให้เสร็จสิ้นบัดนี้อวิ๋นอ๋องกำลังเพ่งพิศอี้ชิง เขารู้ว่านางเป็นหญิงงามทว่าเขาไม่เคยพบนางมานานแล้ว ก่อนหน้านั้นที่จะส่งนางเข้าไปแฝงกายในจวนสกุลไป๋นางก็ยังเด็กเหลือเกินบัดนี้ได้เห็นคนงามชัด ๆ ก็รู้สึกว่าอี้ชิงผู้นี้เข้าตานัก ดวงตาจึงเกิดอารมณ์ใคร่กระหายอยากขึ้นมา“ข้าต้องเรียกเจ้าว่าอี้ชิงหรืออ
บทที่ 49 เป็นไปตามแผนไป๋จิ้งหานพาอี้ชิงมาที่เมืองหลวงได้เดือนกว่าแล้ว ทว่านางก็มิได้ปรนนิบัติฮูหยินชราเพราะไป๋จิ้งหานได้พาฮูหยินชราไปรักษาตัวที่วังหลวง ด้านเหยียนซือเหยียนนั้น ไป๋จิ้งหานกลับให้นางอยู่ที่แดนเหนือห้ามมิให้ติดตามมาเด็ดขาดเพราะเขากำลังเตรียมการปราบปรามอวิ๋นอ๋อง คิดว่านางอยู่ที่แดนเหนือย่อมปลอดภัยกว่าหลังจากมาที่เมืองหลงไป๋จิ้งหานก็พาอี้ชิงไปเยี่ยมฮูหยินชราด้วยตนเองในวังหลวงเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น อี้ชิงสังเกตได้ว่าฮูหยินชราดูจะไม่สนใจนางดั่งเช่นเดิม เพียงสนทนากันไม่กี่คำฮูหยินชราก็เอ่ยปากว่าให้นางกลับเสียแล้ว“ท่านย่าไม่คิดถึงชิงเอ๋อร์หรือเจ้าคะ”ฮูหยินชราเผยรอยยิ้มบางเอ่ยว่า“ย่อมคิดถึง ทว่าอยู่ในวังหลวงต้องคำนึงถึงกฎเกณฑ์ การที่เจ้าเข้ามาได้ล้วนเป็นพระกรุณาของไทเฮา ทว่าอย่างไรก็ไม่อาจให้อยู่นานได้ เจ้ารีบออกจากวังก่อนจะค่ำมืดเถิด”“เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ หากว่าท่านพี่มีเวลาชิงเอ๋อร์จะให้ท่านพี่พามาเยี่ยมท่านย่าอีกครั้งนะเจ้าคะ”“ไม่ต้องห่วงย่า ที่วังหลวงมีหมอหลวงคอยดูแล ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่สุขภาพของย่าก็ดีขึ้นไม่น้อย”ก่อนหน้านั้น ไป๋จิ้งหานเคยเอ่ยกับท่านย่าว่าร่างกายขอ
บทที่ 48 ค้นพบความสุขไป๋จิ้งหานจูงมือเหยียนซือเหยียนไปยังเตียงกว้าง แสงเทียนส่องประกายรำไร ฉายเงาทอดยาวท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรี ดวงตาคมเข้มของเขาจับจ้องใบหน้าหวานละมุนตรงหน้าอย่างไม่วางตาเหยียนซือเหยียนถูกเขาจ้องจนแก้มร้อนผ่าว ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบา ๆ เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึก“ไยไม่ไปนอนที่เตียงของท่านเล่า”ไป๋จิ้งหานแย้มยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “เตียงของข้าอยู่ตรงนี้มิใช่หรือ” “เช่นนั้นข้าจะไปนอนเตียงนั้นเสียเอง”“เหยียนเหยียน...พวกเรานอนด้วยกันเถิด” เขาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำชวนใจเต้น ก่อนจะดึงนางเข้ามาโอบกอดอย่างแนบแน่นเหยียนซือเหยียนรู้สึกถึงไออุ่นจากกายแกร่งที่แนบชิดจนแทบมิอาจขยับหนีได้ ลมหายใจของเขารินรดที่ข้างแก้มอ่อนละมุน ความอบอุ่นของเขาทำให้หัวใจนางเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้“ไป๋จิ้งหาน ข้าบอกเพียงว่ายินยอมให้ท่านนอนในเรือน มิได้หมายความว่าจะให้ท่านนอนเตียงเดียวกัน ได้คืบจะเอาศอกหรือ”เสียงหัวเราะต่ำ ๆ ดังขึ้นข้างหูนาง “ข้าไม่ต้องการศอก ข้าเพียงต้องการเจ้าเท่านั้น...”“ตาเฒ่าไป๋หน้าไม่อาย”นางดุเสียงเบา แต่ใบหน้ากลับแดงก่ำ มือเรียวเล็กฟาดเบา ๆ ลงบนแผ่นอกเขา ไป๋จิ้งหานปล่อยให้นางตี