บทที่ 6 เป็นอิสระแล้ว
ครึ่งเดือนต่อมา
แดนเหนือ เมืองหลงเซิง เป็นดินแดนที่ไป๋จิ้งหานคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะเป็นสถานที่ที่เขาเติบโตมาตั้งแต่วัยเยาว์ เมืองแห่งนี้เป็นเส้นเขตแดนสำคัญที่เชื่อมต่อกับดินแดนของชนเผ่าเร่ร่อน และบัดนี้มันกลับเต็มไปด้วยควันเพลิงแห่งกบฏ
การก่อกบฏครั้งนี้ทำให้ไป๋จิ้งหานได้รับพระบัญชาให้เดินทางกลับไปยังแดนเหนือเพื่อปราบกบฏที่ฮึกเหิมเกินกำลังเจ้าเมืองหลงเซิงที่จะต่อกรได้
เหยียนซือเหยียนรู้อยู่แล้วว่าวันนี้ต้องมาถึงนางจึงบอกเขาว่า เขาจะไม่ได้กลับบ้านเดิมกับนางอย่างแน่นอน
ไป๋จิ้งหานยังจำคำของนางได้ และวาจาของนางที่เคยกล่าวเอาไว้กลับกลายเป็นความจริง
จะมีเรื่องบังเอิญอะไรได้เพียงนี้
ในขณะที่ไป๋จิ้งหานกำลังคิดถึงเรื่องบังเอิญนี้ เหยียนซือเหยียนก็คิดถึงเรื่องชาติที่แล้ว
ไป๋จิ้งหานไปออกรบหายหน้าไปนานถึงห้าเดือน ก่อนจะกลับมาพร้อมกับ อี้ชิง และ ท่านย่าผู้ลำเอียงของเขา โดยที่นางไม่ได้ร่วมเดินทางไปด้วย นางเคยใช้ชีวิตรอคอยเขาด้วยความทรมาน ใจจดจ่อทุกวันว่าเขาจะกลับมาหรือไม่กิจวัตรประจำวันของนางก็คือการไปไหว้พระสวดมนต์ขอพรให้เขารอดปลอดภัยกลับมา
นอกจากนั้นนางยังส่งจดหมายไปถึงเขาฉบับแล้วฉบับเล่า ทว่าคนผู้นี้กลับไม่เคยตอบกลับมาแม้แต่ฉบับเดียว นางจึงได้แต่อาศัยฟังข่าวโดยการเข้าวังหลวงไปพบเสด็จป้าไทเฮาเพื่อสืบข่าวในทุกวัน
ชาติที่แล้วช่วงเวลาที่รอเขาทำให้นางทุกข์ใจจนผ่ายผอมกินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะเอาแต่ห่วงเขาว่าจะเกิดอันตราย
แต่เมื่อเขากลับมาจากชายแดนเขาคนนั้นยังทำร้ายน้ำใจนางอย่างแสนสาหัสด้วยการนำอี้ชิงมาด้วย
ดั้งนั้นในชาตินี้ นางจะใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรีประดุจนกน้อยที่หลุดออกจากกรงทอง นางจะมีความสุขกินให้อิ่มนอนให้หลับและใช้ชีวิตให้รื่นเริงใจ
เรื่องสวดภาวนาให้เขาปลอดภัยหรือ อย่าได้หวังว่านางจะอ้อนวอนสวรรค์ให้คุ้มครองเขาอีก
ไม่แช่งให้ตายเสีย ก็นับว่านางดีต่อเขาแล้ว
วันเดินทัพ
ลานกว้างหน้าประตูเมืองเต็มไปด้วยเสียงร่ำลาของญาติพี่น้องที่มาส่งเหล่าทหารออกศึก เสียงม้ากระทืบพื้น เสียงลมพัดไสว และเสียงร้องไห้ของเหล่าสตรีที่ออกมาส่งคนรัก บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดและโศกเศร้า
เหยียนซือเหยียนอยู่ท่ามกลางฝูงชน นางสวมชุดสีขาวปักลวดลายบุปผาชมพู รูปร่างอรชรใบหน้างดงามราวกับเทพธิดาบนสรวงสวรรค์
ดวงตาคู่งามเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา มือเรียวยกขึ้นโบกอำลาไป๋จิ้งหานที่อยู่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างตั้งใจ
ร่างสูงสง่าของเขาอยู่ในชุดเกราะเต็มยศ ใบหน้าหล่อเหลาเกินบรรยาย สีหน้ามั่นคงจริงจัง ขณะที่นางเอ่ยเสียงสั่นเครือ
“ท่านพี่... ขอให้ท่านเดินทางปลอดภัยมีชัยกลับมานะเจ้าคะ”
ไป๋จิ้งหานมองสตรีที่มีสีหน้าทุกข์ระทม ทว่าดวงตากลับมีแววยินดีอย่างปิดไม่มิดพร้อมทั้งขมวดคิ้ว
“น้ำตาของเจ้าปลอมมาก ข้ายังได้กลิ่นต้นหอมจากกายของเจ้า ไยจึงได้เสแสร้งเพียงนี้”
“ท่านพี่ใส่ร้ายแล้ว ข้าเสียใจจริง ๆ นะเจ้าคะ น้ำนี่ก็ไหลออกมาจากตาทั้งสองข้างของข้าชัดเจน จะปลอมได้อย่างไร”
แน่นอนว่าไป๋จิ้งหานไม่เชื่อ นางทำสิ่งใดเขาย่อมรู้ความเคลื่อนไหวทั้งหมด
เหยียนซือเหยียนปาดน้ำตา ยังขยับมากอดเขาเอาไว้ โดยที่ไป๋จิ้งหานปล่อยนางทำตามใจตนเอง เขาก็อยากรู้ว่านางจะเสแสร้งสิ่งใด
หลายวันหลังแต่งงาน ตัวเขาไม่เคยได้นอนบนเตียงดี ๆ สักวัน ต้องจำใจนอนบนพื้นมาจนถึงทุกวันนี้อีกทั้งนางผู้นี้ก็ไม่เคยปรนนิบัติเขาเฉกเช่นภรรยา
ทุกเช้านางจะไปทำหน้าที่เป็นลูกสะใภ้ที่ดี ออดอ้อนเอาใจมารดาของเขา ยังรู้ว่ามารดาชอบสิ่งใดไม่ชอบสิ่งใด ปรนนิบัติราวกับแต่งงานกับเขามาแล้วเป็นสิบปี
ส่วนตัวเขานั้น ปากของนางบอกว่ารักใคร่เขาที่สุด แต่การกระทำกลับตรงกันข้าม นางเกียจคร้านการปรนนิบัติไม่เคยสนใจเขาเลยแม้แต่คราเดียว
แต่วันนี้ภรรยาที่ไม่เคยใส่ใจเขากลับมาส่งเขาด้วยน้ำตานองหน้า ทำราวกับว่ารักใคร่หนักหนา เช่นนี้จะไม่เรียกว่าปลอมได้อย่างไร
ส่วนเหยียนซือเหยียนนางยังจำภาพของตนเองที่ออกมาส่งเขาในชาติที่แล้วได้ นางร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือดและอยากติดตามเขาไปเพียงแต่แม่สามีเป็นห่วงความปลอดภัยของนางจึงไม่ยินยอมทำให้นางเสียใจและร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความปวดใจที่ต้องห่างเขาเช่นนี้
ชาตินี้นางกลับดีใจจนเนื้อเต้น ดังนั้นจึงไม่อาจหลั่งน้ำตาแสดงความอาวรณ์ได้จึงต้องพึ่งพาต้นหอมช่วยให้มีน้ำตาไหลออกมา
นางอาศัยหั่นต้นหอมอยู่ในโรงครัวของโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้ลานแห่งนี้ที่สุด กระทั่งเมื่อถึงเวลาก่อนออกรบที่ต้องร่ำลาญาตินางจึงเผยกายออกมา
คาดไม่ถึงว่านางร้องไห้แสบตาอย่างยากลำบากเพียงนี้จะถูกเขาจับได้ในพริบตา
แต่นางไม่ยอมรับเสียอย่าง ผู้ใดจะทำไมกัน
หญิงสาวส่งเสียงร้องไห้ดังขึ้น ดึงความสนใจจากชาวบ้านให้หันมามอง
ด้วยผู้ใดก็ล่วงรู้มาว่าคุณหนูสามสกุลเหยียนเป็นสตรีที่มีรูปโฉมโดดเด่น อีกทั้งเจิ้นโหวก็ยังเป็นบุรุษหนุ่มที่ครองใจชาวบ้านรวมทั้งสตรีในเมืองหลวงก็ล้วนจับจ้องเขา
หลังจากที่เขาแต่งงาน ความนิยมของเขากลับมิได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย จึงยิ่งดึงดูดฝูงชนที่แม้จะไม่มีญาติที่ร่วมออกรบให้มามุงดู
ทันทีที่เหยียนซือเหยียนปรากฏกาย เสียงโห่ร้องเรียกฮูหยินเจิ้นโหวจากคนผู้หนึ่งพลันดังขึ้น
ฮูหยินจวนโหวผู้นี้บัดนี้มีน้ำตานองหน้า คงเพราะต้องจากสามีที่เพิ่งแต่งได้ไม่กี่วัน ทว่าอิริยาบถของนางกลับชวนมอง รูปโฉมดุจเทพเซียนอ่อนหวาน
ภรรยาของท่านโหวนั้นทั้งงดงามและมั่นคง นางกับท่านโหวเพิ่งแต่งงานก็ต้องมาพรากกันเพราะสงครามเช่นนี้ช่างน่าสงสารนัก
ไป๋จิ้งหานเองก็ไม่คิดว่าเหยียนซือเหยียนจะได้รับความนิยมมากเพียงนี้ เพราะบัดนี้สายตานับไม่ถ้วนกำลังจับจ้องมองพวกเขา
ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าทำสิ่งใดที่จะก่อให้เกิดคำติฉินนินทาได้
ด้านเหยียนซือเหยียนบัดนี้รู้สึกว่าตนเองราวกับเป็นคนดังที่มีคนชื่นชมไม่น้อย นางดูสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสารของคนพวกนั้นออกดังนั้นนางยิ่งแสร้งแสดงความรักใคร่ให้คนพวกนั้นได้เห็น
ชาติที่แล้วเพราะความรักทำให้ดวงตามืดบอด เหยียนซือเหยียนกลั่นแกล้งอี้ชิงจนชื่อเสียงย่ำแย่ ถูกชาวบ้านประนามว่านางใจคอคับแคบอยู่หลายปี กระทั่งชื่อเสียงเน่าเฟอะ
ชาตินี้นางจึงต้องทำให้คนมองนางใหม่ ภาพลักษณ์ที่มีต้องดูดีไม่ให้ผู้ใดนินทาได้อีก
ดังนั้นการมาส่งไป๋จิ้งหานครานี้ ก็เพื่อกอบกู้ชื่อเสียงตนเองนั่นเอง
ยิ่งคิดเรื่องนี้เสียงสะอื้นของเหยียนซือเหยียนยิ่งดังขึ้น เสียงร้องไห้ปริ่มขาดใจนี้ราวกับว่าสามีคนนี้ไม่ได้กลับมาแน่ ๆ แล้ว
ไป๋จิ้งหานมองนางอย่างเย็นชา เสียงที่เอ่ยลดลงเบาจนได้ยินเพียงสองคน
“หยุดร้องไห้น่ารำคาญได้แล้ว เช็ดน้ำตาเสียก่อนที่ข้าจะทนไม่ไหวจับเจ้าเหวี่ยงไปให้พ้นหน้า”
นางขำพรืดกับวาจาและสีหน้าของเขา เกือบจะกลายเป็นหัวเราะไปร้องไห้ไปแล้ว ดีที่ยับยั้งเอาไว้ได้ทัน จากนั้นจึงปาดน้ำตาเสแสร้งเล็กน้อยพร้อมกับยกผ้าแพรขึ้นมาซับน้ำตาอย่างงดงาม
“ท่านพี่ ท่านไยกล่าวเช่นนี้ ไม่รักข้าแล้วหรือเจ้าคะ”
เขาเอียนและเบื่อหน่ายกับคำว่ารักของนางเหลือเกินแล้ว หลังจากสูดหายใจลึกระงับอารมณ์จึงเอ่ยเสียงเข้มว่า
“เจ้าอยู่ที่เมืองหลวง อย่าก่อเรื่องเข้าใจหรือไม่”
เหยียนซือเหยียนเงยหน้าขึ้น น้ำตายังคงคลอเบ้า ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง “เจ้าค่ะ ข้าจะเป็นฮูหยินที่ดีรอคอยท่าน จะเชื่อฟังท่านแม่ และ...จะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”
ไป๋จิ้งหานจ้องมองนางอยู่ครู่หนึ่ง สายตาเต็มไปด้วยความเคลือบแคลง “ข้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังวางแผนอะไรอยู่ แต่หากข้ากลับมาแล้วพบว่าเจ้าทำเรื่องใดที่ผิด อย่าหวังว่าข้าจะใจดีด้วย”
เหยียนซือเหยียนเบะปากเล็กน้อย ก่อนจะแสร้งสะอื้นหนักขึ้น “ท่านพี่ช่างโหดร้ายยิ่งนัก ข้ายังไม่ทันทำสิ่งใดเลย ท่านกลับมองว่าข้าเป็นคนไม่น่าไว้ใจเสียแล้ว”
ไป๋จิ้งหานยกมือขึ้นห้าม ไม่ให้นางส่งเสียงร้องดังอีก
“พอแล้วหยุดร้องได้แล้ว เสียงของเจ้าร้องดังเหมือนใครตาย เจ้าดูตรงหน้าเจ้าให้ดี ข้ายังไม่ตายเสียหน่อย”
นางลอบยิ้มเล็กน้อยลอบคิดในใจว่า
ตายเสียได้ก็ดี คนใจดำเช่นท่านที่กล้าสังหารภรรยาแสนดีเช่นข้า น่าจะตกนรกไปเสีย
ใจคิดแค้นอาฆาต แต่ปากกลับเอ่ยคำที่ทำให้เขาร่างกายแข็งทื่อเพื่อกลั่นแกล้ง
“ท่านพี่ กอดข้าหน่อยเจ้าค่ะ กอดอำลาให้คนเขารู้ว่าพวกเราสามีปรองดองกันเพียงใด ให้ท่านแม่สบายใจ”
เขาไม่คิดจะกอดนางเลยจริง ๆ แต่เมื่อนางเอ่ยว่าเพื่อท่านแม่แล้ว ทำให้เขาจำใจยกมือขึ้นโอบกอดร่างบางเอาไว้พร้อมกับเสียงพูดคุยชื่นชมที่ดังขึ้นของชาวบ้านทันใด
ท่านโหวรักใคร่ภรรยายิ่งนัก นับเป็นยอดบุรุษ
ดูท่านโหวกับฮูหยิน ช่างน่าสงสารนักเพิ่งแต่งงานกันก็ต้องแยกจากกันแล้ว
ขอให้ท่านโหวมีชัยกลับมา พวกเราจะได้เห็นรอยยิ้มของฮูหยินอีกครั้งหนึ่ง
ภรรยาของท่านโหวงดงามประดุจเทพเซียน เหมาะสมกับท่านโหวผู้สง่างาม
ในใจของเหยียนซือเหยียนย่อมมีความสุข แน่นอนว่าผู้ใดก็ล้วนชื่นชอบคำกล่าวชม นางเปลี่ยนความรู้สึกของชาวบ้านได้แล้วสินะ
ด้านไป๋จิ้งหานเมื่อได้ตระกองกอดร่างเล็ก เขาก็พลันได้กลิ่นเครื่องหอมผสมกลิ่นต้นหอมของนางเชยปะทะปลายจมูก
ทว่าเขากลับรู้สึกว่า กลิ่นที่หอมประหลาดเช่นนี้ ความจริงก็ไม่เลวเท่าใด อีกทั้งร่างกายนี้ก็นุ่มนิ่มประดุจไร้กระดูก
อืม...ผมของนางนั้นกลับเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาสดชื่นดีแท้
นางเงยหน้ามองเขาที่ก้มลงมาพอดี น้ำตาของนางยังคงไหลดวงตาแดงก่ำ ดูอย่างไรก็เห็นชัดว่าเกิดจากการระคายเคืองมากกว่าอาการเสียใจ
เขาส่ายหน้ากับความพยายามอันไร้สาระนี้ของนาง ทว่าเมื่อเพ่งพิศมองผิวหน้านุ่มนิ่มที่แดงก่ำนี้ กลับรู้สึกว่าอยากจะกัดสักคำสองคำ
วงแขนของเขาดูจะกระชับแน่นขึ้น จนนางรู้สึกอึดอัดการแสดงของเขาดีเกินไปแล้ว นางดิ้นอึกอักเล็กน้อยแล้วเอ่ยเบา ๆ
“ท่านพี่ ท่านกลับมาช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องรีบร้อนนะเจ้าคะ ข้าเองก็ไม่รีบ”
เขารู้สึกราวกับว่านางไม่ต้องการเขาจริง ๆ แล้ว ในวันเดินทัพเช่นนี้จึงรู้สึกมีโทสะอยู่บ้าง ท่อนแขนแข็งแรงรัดร่างเล็กแน่นขึ้นจนนางรู้สึกเจ็บจากนั้นเขาจึงเอ่ยเสียงแข็ง
“เหยียนซือเหยียน เจ้าจะเกินไปแล้ว”
นางยังไม่เอ่ยคำใดต่อ หลี่จื้อก็เดินมาข้างหลังเอ่ยว่า
“นายท่าน ใกล้จะได้เวลาเคลื่อนทัพแล้วขอรับ”
เขาจึงจำต้องปล่อยร่างบางด้วยสีหน้าขุ่นเคือง
เหยียนซือเหยียนยิ้มให้เขาทั้งน้ำตา
“ท่านพี่ รักษาตัวด้วยนะเจ้าคะ”
หญิงสาวยกมือขึ้นโบกอำลา น้ำตาไหลอาบแก้ม ร้องไห้โฮราวกับเป็นสตรีที่ถูกทอดทิ้งไปตลอดกาล
ไป๋จิ้งหานส่ายหน้ากับท่าทางนี้ของนาง จากนั้นจึงขยับตัวขึ้นบนหลังม้า สายตาคมทอดมองนางที่ยังคงยืนโบกมือให้อยู่ แม้นางจะหลั่งน้ำตาแต่เขาก็เห็นอย่างชัดเจนว่าในดวงตาคู่นั้นช่างร่าเริงสดใสยิ่งนัก
หัวคิ้วขมวดมุ่น ไม่พอใจอย่างแรง น้ำเสียงเข้มดังขึ้นอีกครั้ง
“เหยียนซือเหยียน เจ้าจำคำพูดของข้าให้ดี อย่าทำเรื่องวุ่นวาย หากข้ากลับมาและพบว่าเจ้าก่อปัญหา ถึงเจ้าจะเป็นฮูหยินข้าก็จะไม่ไว้หน้าเจ้าเด็ดขาด”
เหยียนซือเหยียนรับคำหนักแน่น
“ท่านพี่เชื่อข้าได้ ข้าไม่ก่อเรื่องแน่นอนเจ้าค่ะ”
ไป๋จิ้งหานหรี่ตาลง เขายังไม่ไว้ใจสตรีนางนี้เลยแม้แต่น้อย ความรู้สึกหนักอึ้งเกิดขึ้นในใจอย่างบอกไม่ถูก แต่เขาไม่อาจเสียเวลาได้อีก จากนั้นจึงสั่งให้ตั้งขบวนเคลื่อนทัพอย่างเข้มแข็ง
ก่อนจะออกจากเมือง ไป๋จิ้งหานหันมามองสตรีร่างบางที่ยังคงยืนโบกมือให้อยู่ตรงนั้น ดวงหน้าของนางแม้จะเปื้อนน้ำตา แต่ยังงดงามราวกับภาพวาด อาภรณ์สีขาวพลิ้วไหวไปตามสายลม ริมฝีปากของนางสั่นระริกคล้ายต้องการกล่าวสิ่งใด
เขาอ่านปากของนางและเหมือนจะเข้าใจว่า
“ท่านพี่ ไปแล้วไม่ต้องกลับมาก็ดี”
ไป๋จิ้งหานกำมือแน่น แทบจะกระโดดลงจากหลังม้าจับภรรยาตัวดีมาสั่งสอนให้นางรู้กาละเทศะเสียบัดนี้
แต่สุดท้ายนางก็เพียงแค่ยิ้มบาง ๆ ให้เขา รอยยิ้มนี้ทำให้โทสะลดลงไปเป็นอย่างมาก หัวใจของเขาพลันกระตุกแปลก ๆ โดยที่เขาไม่รู้สาเหตุ จากนั้นจึงกระตุกบังเหียน หันหลังให้กับเมืองหลวงและสตรีร่างบางผู้กวนโทสะโดยไม่หันมามองอีก
ขณะเดียวกัน เหยียนซือเหยียนยังคงยืนอยู่ที่เดิมค่อย ๆ ลดมือลง ดวงตาเปี่ยมไปด้วยประกายสดใสแตกต่างจากเหยียนซือเหยียนที่ร้องห่มร้องไห้ส่งสามีคนเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง
“เซียวยี อาเหวิน”
“ขอรับ”
“เจ้าค่ะ”
เหยียนซือเหยียนหันมามองบ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่ด้านหลังพลางใช้แพรพกซับน้ำตาจนเหือดแห้ง จากนั้นจึงเผยรอยยิ้มสดใสมองบ่าวรับใช้ทั้งสองคนด้วยดวงตาเปล่งประกายความตื่นเต้น
“ไปจวนองค์หญิงใหญ่กันเถอะ!”
เซียวยีเอ่ยถามทันใด
“จวนองค์หญิงใหญ่ ไปทำไมหรือเจ้าคะ คุณหนูไม่ได้ไปที่นั่นนานแล้วนะเจ้าคะ”
“ข้าคิดถึงญาติผู้พี่น่ะสิ อีกอย่างตั้งแต่ฝ่าบาทมอบชายงามให้องค์หญิงข้าก็ไม่เคยไปที่นั่นเลย ตัวข้าเองก็อยากเห็นบุรุษรูปงามของจวนองค์หญิงมานานแล้ว มีโอกาสก็ต้องรีบคว้าเอาไว้สิ”
“แต่ว่าคุณหนู ท่านเป็นฮูหยินท่านโหวแล้วนะเจ้าคะจะเหมาะสมหรือ”
“ก็เพราะว่าแต่งงานแล้ว จึงไปได้อย่างไรเล่าตอนที่เป็นคุณหนูสาม ถูกท่านแม่ห้ามเด็ดขาดไม่ให้พบพี่หญิงที่จวนเพียงลำพังเพราะอาจถูกครหา ตอนนี้แต่งงานออกเรือนจึงเป็นอิสระแล้ว ไปกันเถิดเร็วเข้าข้าคิดถึงญาติผู้พี่เกินทนแล้ว อาเหวินรีบไปนำรถม้ามาเร็วเข้า”
“ขอรับคุณหนู”
เซียวยีส่ายหน้าอย่างอับจนปัญญาที่จะขัดขวาง นี่คุณหนูของนางต้องการพบองค์หญิงใหญ่… หรือบุรุษรูปงามกันแน่!
บทที่ 7 นางช่างกล้านักสองเดือนที่ผ่านมานี้ ตั้งแต่ไป๋จิ้งหานออกศึก เหยียนซือเหยียนก็ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี นางไปจวนองค์หญิงใหญ่อยู่เสมอ เพื่อฟังชายงามขับร้องบทกวี ชมงิ้ว เล่นไพ่ และเล่นหมากล้อมนอกจากนั้นนางยังคัดเลือกสาวงามอีกหลายคน เพื่อเตรียมส่งไปบำเรอความสุขให้สามีที่แดนเหนือแม้ว่าเขาจะปฏิเสธเสียงแข็งก็ตามเพราะนางรู้ว่าเขาจะปราบกบฏที่ชายแดนในค่ายทหารไม่กี่เดือน จากนั้นจะกลับเข้ามาพำนักรอดูความเรียบร้อยในจวนสกุลไป๋เมืองหลงเซิงอันเป็นเมืองหลวงในแดนเหนือ และอี้ชิงก็จะกลายเป็นนางในดวงใจของเขาตอนนี้สาวงามที่นางคัดเลือกให้ไป๋จิ้งหานล้วนมีใบหน้า รูปร่าง และกิริยาใกล้เคียงกับอี้ชิง ทว่านอกเหนือจากนั้นพวกนางยังได้รับการฝึกฝนให้ปรนนิบัติบุรุษบนเตียงจากนางโลมอันดับหนึ่งอย่างลับ ๆเรื่องนี้เหยียนซือเหยียนล้วนแอบลักลอบทำ ไม่ให้ผู้ใดรู้และจะส่งไปให้ไป๋จิ้งหานเมื่อถึงเวลานางมีความสุขยิ่งกว่าชาติที่แล้วจนไม่อาจบรรยาย ถึงจะยังคงมีอาการเจ็บแค้นใจไป๋จิ้งหานและคิดถึงเขาอยู่บ้างแต่ก็เป็นเพียงชั่วครู่เท่านั้นเพราะทุกวันนางล้วนได้รับการเยียวยาจิตใจจากจวนองค์หญิงใหญ่ ด้วยบุรุษมากมายที่แสนเอาอกเอาใจท
บทที่ 8 พบโจรร้ายหลี่หลงนำองครักษ์จำนวนไม่น้อยคอยคุ้มครองเหยียนซือเหยียนเดินทางขึ้นเหนือในวันรุ่งขึ้นตั้งแต่ยังไม่รุ่งสาง หลังจากนั้นนางก็แทบจะไม่ได้หยุดพักอีกการมาครานี้ของเหยียนซือเหยียน นางมิได้นำเพียงสาวใช้ข้างกายของตนเองมาเท่านั้น สตรีที่นางฝึกฝนเพื่อให้เป็นอนุของไป๋จิ้งหานก็ติดตามมาด้วยผู้หนึ่งในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าอย่างไรก็ต้องได้พบกับอี้ชิง สู้นางลงมือก่อนจึงจะนับว่าได้เปรียบจวบจนเวลาผ่านไปนับสิบวันก็ดูเหมือนว่าใกล้ถึงแดนเหนือขึ้นทุกขณะแล้ว อากาศที่หนาวเย็นอยู่แล้วยิ่งหนาวเย็นจับจิต แม้หลี่หลงจะอายุยังน้อย ทว่าเขากลับเป็นคนที่โตเกินวัย วรยุทธ์ล้ำเลิศทั้งยังเคร่งขรึมและดูเหมือนจะพึ่งพาได้ชาติที่แล้วเหยียนซือเหยียนแทบจะไม่เคยพูดคุยกับองครักษ์ของไป๋จิ้งหานหากว่าไม่จำเป็น สิบกว่าปีที่อยู่ร่วมกับเขามาเรียกได้ว่านางไม่สนิทสนมกับคนใกล้ชิดของเขาแม้แต่คนเดียวก็แน่ล่ะ...แม้แต่ตัวเขายังตีตัวออกห่างจากนาง เช่นนี้แล้วจะเปิดโอกาสให้นางสนิทสนมกับผู้ใดได้อีกการเดินทางสำหรับนางในครานี้ อันที่จริงจะว่าน่าเบื่อหน่ายก็ไม่อาจพูดได้ ชาติที่แล้วนางอยากมาที่แดนเหนือนัก เพราะอยากเห็นว่าเขาใช้ชีว
บทที่ 9 ถูกจับไปก็ดีแล้วกลางดึกอันเหน็บหนาว ณ เชิงเขาชีอันเสียงกีบม้ากระทบพื้นหิมะดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ ลมหายใจของฝูงม้าส่งไอสีขาวออกมาท่ามกลางความหนาวเหน็บ ไป๋จิ้งหาน เร่งม้าควบผ่านผืนป่าอย่างเร่งร้อนหลังได้รับข่าวว่าขบวนของเหยียนซือเหยียนถูกซุ่มโจมตี นางยังหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไป๋จิ้งหานร้อนรนรีบจัดเตรียมกำลังพลทันที โดยส่งหลี่จื้อคอยช่วยเหลือน้องชายของเขาดูแลชายแดนแทนตนเองเมื่อไป๋จิ้งหานมาถึงเชิงเขาชีอัน กองทหารที่ถูกส่งมาก่อนหน้าได้รอคอยอยู่แล้ว หลี่หลง รีบก้าวออกมาต้อนรับเขา สีหน้าของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด"เรียนนายท่าน พบว่ากลุ่มโจรที่ซุ่มโจมตีคือกลุ่มกบฏขอรับ ข้าสามารถจับเป็นและจับตายได้ทั้งหมด รวมทั้งหัวหน้ากลุ่มกบฏ ทว่ารถม้าของฮูหยินน้อยกลับหายไป กระทั่งข้าตามพบที่เชิงเขาชีอันจากนั้นร่องรอยก็หายไปทั้งหมด"ไป๋จิ้งหานยังคงฟังอย่างเงียบงัน ใบหน้าของเขานิ่งสงบ ทว่าดวงตากลับฉายแววดุดันขึ้นทุกขณะ“นอกจากเหยียนซือเหยียนแล้วยังมีผู้ใดหายไปอีก”“บ่าวของนางทั้งสองคนเซียวยี อาเหวิน และยังมีสตรีนางหนึ่งที่ติดตามมาด้วยหายไป อีกทั้งในรถม้าของฮูหยินน้อยล้วนเต็มไปด้วยหีบเงิ
บทที่ 10 สตรีบ้าผู้นี้การเดินทางขึ้นเขาเต็มไปด้วยอุปสรรค หมอกหนาปกคลุมเส้นทาง กิ่งไม้เปียกชื้นบดบังทัศนวิสัย แต่อันตรายที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่อากาศหนาวเย็น แต่เป็นกับดักที่ซุกซ่อนอยู่ตามแนวทางเดิน“หยุด!”เสียงสั่งการของไป๋จิ้งหานดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดหลี่หลงชะงักฝีเท้า เมื่อเห็นว่า พื้นดินเบื้องหน้ามีรอยแตกผิดปกติ ไป๋จิ้งหานหยิบก้อนหินเล็ก ๆ ขว้างลงไปที่รอยแยกนั้นเพียงชั่วพริบตา พื้นดินก็ค่อย ๆ ทรุดลงกลายเป็นหลุมลึก!ภายในหลุมเต็มไปด้วยไม้แหลมมากมาย หากพวกเขาเดินพลาดแม้แต่ก้าวเดียว สิ่งที่รออยู่เบื้องล่างคือความตายอันแสนสยดสยอง“พวกมันวางกับดักได้แนบเนียนนัก หากไม่มีนายท่าน พวกเราคงร่วงไปตายกันหมด”ไป๋จิ้งหานเอ่ยว่า“ทุกคนต้องระวังให้มาก ตามข้ามา”พวกเขาหลบเลี่ยงกับดักหลุมนั้นไปได้ แต่ไม่ทันขยับตัวไปไกล เชือกเส้นหนึ่งก็พุ่งขึ้นจากพื้นดินอย่างฉับพลันฟึบ!เชือกเส้นหนาตวัดเข้าพันขาของทหารผู้หนึ่ง ร่างของเขาถูกกระชากขึ้นกลางอากาศแทบจะทันทีอั่ก!ทหารผู้นั้นดิ้นรน มือคว้าอากาศอย่างตื่นตระหนกไป๋จิ้งหานพุ่งตัวไปข้างหน้า ชักกระบี่ตวัดตัดเชือกพริบตาเดียว ร่างของทหารร่วงลงมากระแทกพื
บทที่ 11 พิธีแต่งงานไป๋จิ้งหานเข้าไปในห้องโถงพร้อมกับตาเฒ่าผู้นั้น คงเป็นเพราะมากับคนชราของหมู่บ้านจึงดูเหมือนว่าจะไม่มีผู้ใดสนใจเขานักไป๋จิ้งหานกวาดสายตามองรอบ ๆ โดยที่หลี่หลงยังหอบหิ้วชายชราที่เมามายอยู่ข้าง ๆ ทว่าเขากลับไม่พบแม้แต่เงาของเหยียนซือเหยียน“นางอยู่ที่ใด”หลี่หลงตอบกระซิบ“นายท่าน หาฮูหยินน้อยไม่พบขอรับ”กระทั่งเขาได้ยินคนผู้หนึ่งเอ่ยว่า พิธีแต่งงานจบลงแล้ว หัวหน้าโจรคงกำลังเข้าหออย่างมีความสุขช่างน่าอิจฉายิ่งนักหลี่หลงเอ่ยด้วยสีหน้าตกใจ“นายท่าน ฮูหยินน้อยกำลังเข้าหอแล้วขอรับ”ไป๋จิ้งหานยังคงนิ่งงันไปครู่หนึ่ง มือที่กำดาบแน่นจนเห็นเส้นเลือดปูดโปนนางเข้าหอแล้ว เขามาช้าไปหรือ ไม่ ไม่มีทาง!ลมหายใจของเขาติดขัดราวกับมีหินก้อนใหญ่ทับอยู่บนอกเเพียงแค่คิดว่า เหยียนซือเหยียนอยู่ในเรือนหอกับโจรชั่ว กำลังถูกมันกอดรัดแนบชิด ใบหน้างดงามแนบอยู่กับอกของบุรุษอื่น เขาก็แทบระเบิดโทสะออกมา!ในเวลานั้นนั่นเองที่เขากระชากบุรุษผู้หนึ่งแล้วลอบใช้มีดจ่อเข้าที่เอวเอ่ยเสียงเบา“เรือนหอของนายท่านพวกเจ้าอยู่ที่ใด พาข้าไปเดี๋ยวนี้มิเช่นนั้นข้าสังหารเจ้าแน่ และอย่าคิดตุกติกเป็นอันขาดคนของข้าล้
บทที่ 12 อย่าถือสาคนเมาด้านไป๋จิ้งหาน หลังจากบุกเข้าไปในเรือนหอแล้วไม่พบเหยียนซือเหยียน ไป๋จิ้งหานจับตัวหัวหน้าโจรขึ้นมาคาดคั้นจนได้ความจริง นอกจากนั้นคนของเขายังจัดการกลุ่มโจรอย่างเงียบเชียบว่องไวโดยที่ไม่ทำให้ชาวบ้านที่กำลังฉลองรู้ตัวเลยแม้แต่น้อยหัวหน้าโจรที่ถูกจับมัดอยู่ตรงหน้าเงยหน้ามองไป๋จิ้งหานด้วยสายตาอ้อนวอน ในขณะที่ฮูหยินคนใหม่ของเขาบัดนี้อยู่ในชุดคลุมกายมิดชิดคุกเข่าอยู่ตรงหน้าไป๋จิ้งหานหลี่หลงเอ่ยว่า“สตรีนางนี้เป็นคนของฮูหยินน้อยที่นางให้ติดตามมาขอรับ นางถูกจับมาด้วย”ไป๋จิ้งหานมองนางเอ่ยว่า“ไยเจ้าจึงยอมแต่งกับหัวหน้าโจร เจ้าไม่กลัวหรือถูกบังคับ”สตรีนางนั้นร่ำไห้อย่างหวาดกลัว นางตอบด้วยน้ำตานองหน้า“ท่านโหวเจ้าคะ ข้าไม่ได้ถูกบังคับและข้าก็ชอบท่านพี่จริง ๆ จึงยอมแต่งด้วย ตัวข้าเคยเป็นนางโลมที่ถูกฮูหยินน้อยไถ่ตัวช่วยเหลือ แต่ข้าอยู่ในจวนโหวไม่คุ้นเคยยิ่งนัก บัดนี้ข้าพบว่าที่นี่ดียิ่ง แม้จะเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ บนเขา แต่กลับมีหลายอย่างที่ทำให้ข้าสบายใจ ท่านโหวข้าเต็มใจแต่ง และท่านพี่สาบานกับข้าแล้วว่าจะดีต่อข้าเจ้าค่ะ ท่านโหวพวกเรารักกันด้วยใจจริง ท่านได้โปรดไว้ชีวิตท่านพี
บทที่ 13 สตรีขี้เมาเซียวยีรีบแก้ต่างแทนคุณหนูของตนเองทันใด“นายท่าน ไม่ใช่เช่นนั้นนะเจ้าคะ นายท่านอย่าได้เข้าใจผิด ชื่อพวกนั้นคุณหนูก็แค่จำเล่น ๆ ไม่ได้สำคัญอันใดจริง ๆ”“จำเล่น ๆ แต่กลับจำได้ แต่นางกลับจำข้าไม่ได้ ดี ดียิ่ง ดีทั้งนายทั้งบ่าว”“ท่านโหว บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะ ท่านโหวอย่าได้โกรธคุณหนูเลยนะเจ้าคะ คุณหนูเองก็ไม่ได้ตั้งใจ”“ไม่ได้ตั้งใจแต่เอ่ยชื่อคนพวกนั้นออกมาได้อย่างคล่องปาก นี่หรือไม่รู้ความของเจ้า”ยิ่งแก้ต่างก็ยิ่งลนลาน ในที่สุดเซียวยีก็ปิดปากเงียบ นางคุกเข่าลงสำนึกผิดทันใดไป๋จิ้งหานมองเซียวยีอย่างคาดโทษ แล้วหันมาจับจ้องสตรีร่างบางที่ยืนเอนไปมาอยู่ตรงหน้าเขาโทสะ“หากเจ้าเอ่ยชื่อนายโลมพวกนั้นออกมาอีก ข้าจะตัดลิ้นเจ้าเสีย เหยียนซือเหยียนได้ยินหรือไม่”ก่อนหน้านางทำเขาตกตะลึงเพราะคำทำนายของนาง และยังรู้ว่าเขาจะบุกขึ้นมาที่นี่อย่างปลอดภัยได้อย่างไร บัดนี้เขายังตกตะลึงที่นางลืมเขาแต่กลับจำชื่อนายโลมพวกนั้นได้ถึงอย่างไรเขากับนางก็รู้จักกันมานาน นางเป็นเช่นใดเขาย่อมพอรู้มาบ้าง ความสามารถในการทำนายนั้นเขากลับไม่เคยได้ยินมาก่อนแต่หากไม่จริง เช่นนั้นสตรีนางนี้รู้ได้อย่างไร แน
บทที่ 14 สับสนไป๋จิ้งหานตัวแข็งค้าง ราวกับร่างกายของเขาถูกตรึงให้อยู่กับที่สตรีนางนี้รู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังพูดสิ่งใดออกมา!สายตาของนางเต็มไปด้วยบางสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน... ความโหยหาอันลึกล้ำที่ซ่อนเร้นอยู่ในส่วนลึกของจิตใจเขาควรผลักนางออก... ควรดึงสติของนางกลับมา แต่เพียงปลายนิ้วของนางเกลี่ยแก้มเขาเบา ๆ ความคิดทุกอย่างพลันเลือนหายเขาควรหยุด...ทว่า...ริมฝีปากนุ่มนิ่มของนางแนบเข้าหาเขาก่อน เพียงแค่สัมผัสแผ่วเบา ทว่ากลับร้อนแรงยิ่งกว่าพายุคลั่ง“อื้ม...”เสียงครางแผ่วดังขึ้นในลำคอของสตรีตรงหน้า กลีบปากอ่อนนุ่มบดเบียดเข้าหาเขาด้วยสัมผัสไร้เดียงสาทั้งเต็มไปด้วยความโหยหาไป๋จิ้งหานชะงักไปเพียงชั่วขณะ ราวกับถูกสายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านกลางใจ แต่เพียงไม่นานร่างกายของเขากลับเคลื่อนไหวไปเองโดยไม่ผ่านการไตร่ตรองมือแกร่งที่เคยตั้งใจผลักไสนางออก กลับกระชับอ้อมแขนรัดร่างของนางแนบชิด ริมฝีปากหนาขยับบดเบียดกับกลีบปากนุ่มนิ่มของนางอย่างเผลอไผลสัมผัสแรกเริ่มที่อ่อนโยนแปรเปลี่ยนเป็นลึกซึ้งยิ่งขึ้น เขาแนบชิดกับนางจนไร้ช่องว่าง กลิ่นสุราจาง ๆ ปะปนกับกลิ่นหอมหวานประจำกายของนาง ลมหายใจของพวกเขาผสมป
บทที่ 56 ตอนจบหลังจากสงครามที่ดุเดือดกินเวลาหลายวัน ในที่สุดอวิ๋นอ๋องก็ถูกจับกุมและถูกตัดสินประหารชีวิต เมืองหลวงที่เคยลุกเป็นไฟก็กลับสู่ความสงบสุขอีกครั้งเด็กๆ ที่ถูกจับมาฝึกฝนเป็นทหารเดนตายของอวิ๋นอ๋องต่างได้รับการช่วยเหลือและถูกส่งตัวกลับไปยังแดนเหนือ ฝ่าบาททรงพระเมตตาพระราชทานเงินทุนจำนวนหนึ่งเพื่อให้พวกเขาจัดตั้งสำนักศึกษา ให้พวกเขาได้มีโอกาสศึกษาหาความรู้ใหม่อีกครั้ง และยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการรับราชการทหารได้เข้าฝึกฝนอย่างถูกต้องภายใต้การดูแลของกองทัพหลวงทว่าหลายวันผ่านไป ก็ยังไม่มีข่าวคราวของไป๋จิ้งหานกลับมายังจวนสกุลไป๋ ทำให้เหยียนซือเหยียนและทุกคนในจวนต่างก็เฝ้ารอด้วยความวิตกกังวลในเย็นวันหนึ่ง ขณะที่เหยียนซือเหยียนนั่งอยู่ในสวนเงียบๆ มองดูดอกเหมยที่ผลิบานอย่างงดงาม ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความกังวลและคิดถึง พลันเสียงฝีเท้าคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้หัวใจนางเต้นรัวแรงอย่างควบคุมไม่ได้“เหยียนเหยียน ข้ากลับมาแล้ว”น้ำเสียงอ่อนโยนที่คุ้นเคยทำให้หัวใจของเหยียนซือเหยียนพองโตด้วยความดีใจ นางหันขวับไปมองทันที และเห็นไป๋จิ้งหานยืนอยู่ตรงนั้น แม้ร่างกายจะดูซูบผอมลงเล็กน้อ
บทที่ 55 แผนการจบสิ้นแสงเทียนอบอุ่นส่องสว่างทั่วทั้งห้องโถงใหญ่ที่จัดไว้สำหรับงานเลี้ยงค่ำคืนนี้ ธูปกำยานหอมกรุ่นลอยอวลอยู่ในอากาศ ฮูหยินชรานั่งอยู่ที่ตำแหน่งประธาน ดวงหน้ายิ้มแย้มมองไปที่ฮูหยินใหญ่หรงด้วยสายตาอ่อนโยน“ลูกสะใภ้ ข้าต้องขอบใจเจ้าที่คอยดูแลข้าในยามที่ล้มป่วย ลำบากเจ้าแล้ว”ฮูหยินใหญ่หรงก้มศีรษะอย่างนอบน้อม “ข้าเพียงทำหน้าที่ของลูกสะใภ้เท่านั้นเอง ท่านแม่เกรงใจไปแล้วเจ้าค่ะ”ฮูหยินชรายิ้มอ่อนโยนพลางหันไปทางอี้ชิงที่นั่งอยู่ด้านข้าง “อี้ชิง เจ้าก็เช่นกัน ขอบใจเจ้ามากที่ปรนนิบัติข้าไม่เคยขาดตกบกพร่อง การที่มีเจ้าอยู่ข้างกายข้านับว่าเป็นวาสนาของข้าแล้ว”อี้ชิงยิ้มอย่างนอบน้อม แต่ดวงตาของนางกลับเปล่งประกายแปลกประหลาด “ท่านย่าประดุจดั่งท่านย่าแท้ ๆ ของชิงเอ๋อร์ ที่ผ่านมาชิงเอ๋อร์สมควรกตัญญูเจ้าค่ะ”“ดี เด็กดีเจ้าช่างกตัญญูยิ่งนัก”สายตาฮูหยินชรากวาดผ่านไปทางเหยียนซือเหยียนเพียงชั่วครู่โดยไม่เอ่ยสิ่งใด เหยียนซือเหยียนหน้าเสียไปเล็กน้อย แต่ยังคงนิ่งเงียบไว้ไม่พูดจาไป๋จิ้งหานที่นั่งอยู่ข้างๆ เห็นบรรยากาศเริ่มอึดอัดจึงรีบกล่าวขึ้นเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด“ท่านย่าอาการป่วยของท
บทที่ 54 หล่อเหลาที่สุดสองสามีภรรยาเดินไปยังโต๊ะที่จัดเตรียมแพะย่างหอมกรุ่นไว้ข้างกองไฟเหยียนซือเหยียนนั่งลงพลางเอ่ยว่า“หานหาน ท่านต้องรู้จักระมัดระวังรักษาร่างกาย อากาศหนาวหากสวมเพียงเสื้อตัวบางเหมือนเมื่อครู่อาจจะล้มป่วยได้”ไปจิ้งหานจับมือนางเอาไว้บีบเบา ๆ เอ่ยเสียงอ่อน“ไม่หนาวเลยสักนิดหรือถ้าหากข้าหนาวข้าก็จะกอดเจ้า ยังจำที่พวกเราอยู่ข้างแม่น้ำในวันที่มีโจรร้ายหวังสังหารเจ้าได้หรือไม่ วันนั้นอากาศหนาวเย็นยิ่งกว่านี้ เพราะว่าได้กอดเจ้าทั้งคืนส่งผ่านความอบอุ่นให้กันและกันพวกเราจึงรอดหนาวมาได้”เหยียนซือเหยียนหัวเราะร่วน“ผู้ใดจะลืมเล่า วันนั้นข้าเกือบตายเลยนะโชคดีที่มีหลี่จื้อช่วยเหลือ”“พูดถึงข้าหรือขอรับ”จู่ ๆ เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมา เหยียนซือเหยียนหันไปมอง เห็นสองพี่น้องสกุลหลี่กำลังประสานมือคารวะไป๋จิ้งหาน นางเอ่ยถามสีหน้าประหลาดใจ“พวกท่านมาตั้งแต่เมื่อใด”“เพิ่งมาถึงขอรับ ได้กลิ่นแพะย่างจึงเดินตามมาคิดว่านายท่านน่าจะอยู่ที่นี่ ว่าแต่ฮูหยินน้อยกำลังเอ่ยถึงข้าหรือขอรับ”“ใช่ข้าย่อมหมายถึงพี่หลี่ผู้เก่งกาจที่ช่วยข้าจากโจรร้ายในวันนั้น วันนี้ขอตอบแทนท่านด้วยแพะย่างแสนล้ำเลิ
บทที่ 53 หนึ่งแลกหนึ่งร้อยเหยียนซือเหยียนบัดนี้แอบมองอี้ชิงอยู่ที่มุมหนึ่ง นางเองก็ตั้งใจมารอรับไป๋จิ้งหานกลับจวนเช่นกัน ทว่าเมื่อเห็นว่าอี้ชิงรออยู่หน้าประตูใหญ่ก่อนนางแล้วจึงได้ซ่อนตัวในมุมมืดไม่ให้อี้ชิงเห็นภาพที่อี้ชิงโกรธแค้นไป๋จิ้งหานบัดนี้นางจึงมองเห็นได้อย่างชัดเจน ในใจพลันรู้สึกหนาวสั่นอย่างบอกไม่ถูกนั่นเป็นเพราะว่า อี้ชิงในยามนี้ไม่แตกต่างจากนางในชาติที่แล้วเลยแม้แต่น้อยเพราะทุ่มเทมาก รักมากจนทำเรื่องผิด สุดท้ายแล้วก็เป็นตัวเองที่เคียดแค้นอยู่เพียงลำพัง หมายสังหารเขาให้ตายตกตามกันไปความรักเช่นนี้ บัดนี้เหยียนซือเหยียนกระจ่างแจ้งแล้วว่า หาใช่ความรักที่แท้จริงเลยสักนิดเมื่อไม่ได้ครอบครองกลับคิดทำลาย จะเรียกว่ารักได้อย่างไรเหยียนซือเหยียนมองดูอี้ชิงถูกสาวใช้ของนางประคองกลับเรือนไปก่อนจะเผยกายออกจากที่ซ่อนพร้อมกับเซียวยีเซียวยีเอ่ยเบา ๆ“ท่าทางของคุณหนูอี้เหมือนกลายเป็นสตรีวิปริต ดูสายตาของนางที่มองท่านโหวอย่างเคียดแค้น ทั้งวาจาเช่นนั้นของนางข้าเห็นแล้วขนลุกนักเจ้าค่ะ”“เจ้าคิดว่านางน่ากลัวหรือ”“เจ้าค่ะ ทั้งดูเหมือนคนบ้าและน่ากลัวนัก ทำให้ข้าไม่อยากเข้าใกล้เลยสักนิด คุณ
บทที่ 52 เรื่องราวหวนกลับอี้ชิงไม่รอช้าวันต่อมานางวางแผนการจากนั้นรีบไปปรึกษากับฮูหยินใหญ่หรง บอกว่าจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับฮูหยินชรากลับจวนแต่ขอให้ฮูหยินใหญ่หรงออกหน้า ด้วยเหยียนซือเหยียนไม่ชอบนางเกรงว่าจะเกิดปัญหากระทบกระทั่งได้ หากว่าจัดในนามของฮูหยินใหญ่หรงเช่นนี้ก็จะปรองดองกันได้ง่ายฮูหยินใหญ่หรงเห็นว่าที่จวนไม่เคยจัดงานเลี้ยงมานานแล้ว ครั้งล่าสุดก็คืองานแต่งงานของไป๋จิ้งหานและเหยียนซือเหยียนนางจึงตกลง ทั้งยังกล่าวชื่นชมอี้ชิงไม่ขาดปากว่าคิดการได้รอบคอบยิ่งนัก ดังนั้นนางจึงรับปากจัดงานเลี้ยงขึ้นมา“หลานจะดูแลจัดการไม่ทำให้ท่านป้าลำบากเจ้าค่ะ”“อย่างไรข้าก็เป็นฮูหยินใหญ่จวนเจิ้นโหว เจ้ามีสิ่งใดให้ข้าช่วยข้าย่อมยินดี”เรื่องการจัดงานเลี้ยงนี้วันต่อไปฮูหยินใหญ่หรงย่อมนำไปปรึกษากับเหยียนซือเหยียนลับหลังอี้ชิง เล่าให้นางฟังว่าอี้ชิงต้องการให้จัดงานเลี้ยงและนางก็เห็นด้วย“แม่ได้รับสุรามาจากท่านย่าของเจ้า ตอนที่ปรนนิบัติอยู่ในวังหลวง สุรานี่เป็นสุราที่ไทเฮาพระราชทานทั้งยังเป็นสุราบำรุงร่างกาย เหมาะนักที่จะนำมาดื่มฉลอง แต่ก็ยังห่วงว่าแม่นางอี้ผู้นั้นจะมีแผนการใดหรือไม่”เหยียนซือเหยียนตก
บทที่ 51 ข้าคิดถึงท่านภายในรถม้าที่หยุดวิ่ง บัดนี้เหยียนซือเหยียนเพ่งพิศไป๋จิ้งหานแน่วนิ่งดวงตาไม่กะพริบเขาทำท่าโกรธนางขึงขังที่นางขัดคำสั่งออกจากแดนเหนือมาเช่นนี้เหยียนซือเหยียนกระเถิบเข้าไปหาไป๋จิ้งหานที่นั่งอยู่ตรงหน้าจากนั้นก็ยื่นมือไปโอบกอดรอบร่างสูงพร้อมกับซบดวงหน้าลงบนอกกว้างก่อนจะเอ่ยเสียงเบา“หานหานมารับข้าหรือ ลำบากท่านแล้ว”โทสะของเขาที่ขึงขังมาตั้งแต่รู้ว่านางออกจากเมืองอย่างดื้อรั้นบัดนี้กลับค่อย ๆ เลือนหายไปพร้อมกับร่างนุ่มนิ่มที่ซุกซบอยู่บนอกเขาขยับมือขึ้นโอบกอดนางตอบเอ่ยเสียงเบาไม่ต่างกัน “เจ้าไม่เคยฟังข้าจริง ๆ สินะ ออกจากแดนเหนือมาทำไม รู้อยู่แล้วว่าจะเกิดสงคราม”“หานหานข้าไม่อยากอยู่ห่างท่านแล้ว ท่านจากมานานเกินไปอีกอย่างข้าไม่อาจคาดเดาว่าอวิ๋นอ๋องจะก่อกบฏเมื่อใด หากในเร็ววันก็ช่างเถิดแต่หากเนิ่นนานไปข้าคงได้อกแตกตายเสียก่อนแน่”ไป๋จิ้งหานโอบรอบร่างเล็กดึงเข้ามาให้นั่งบนตักโอบกอดนางถนัดยิ่งขึ้นทำให้ร่างบอบบางทั้งร่างขออยู่ในอกของเขา ราวกับลูกนกที่กำลังถูกมารดากกกอดไป๋จิ้งหานอดไม่ได้ที่จะกดจุมพิตลงบนศีรษะด้วยความคำนึงถึงทั้งรู้สึกหวานล้ำอยู่ในอกเมื่อนางบอกว่าไม
บทที่ 50 สตรีดื้อรั้นด้านอวิ๋นอ๋องเมื่อเขาได้รับตราสั่งการที่คิดว่าเป็นของจริง ก็พลันหัวเราะลั่นเอ่ยว่า“ในที่สุดสวรรค์ก็เข้าข้างข้า บัลลังก์นั่นจะให้เด็กเมื่อวานซืนเช่นหยวนตี้ครอบครองได้อย่างไร เมื่อมีกองทัพแดนเหนือในมือ รวมกับกองทัพที่ข้าเฝ้ารวบรวมมาหลายปีกรอปกับนักรบแดนตายที่ฝึกฝน จากนี้ไปบัลลังก์ย่อมเป็นของข้าแล้ว”ที่แท้เด็กกำพร้า ที่หายตัวไปล้วนเป็นอวิ๋นอ๋องที่ขโมยคน เขาพาเด็กเหล่านั้นไปฝึกเป็นนักรบเดนตาย ทำงานใต้คำสั่งด้วยชีวิตและบัดนี้อวิ๋นอ๋องไม่รู้เลยว่า เด็กที่เขาได้รับมาใหม่จำนวนร้อยกว่าคนนั้นล้วนเป็นคนของไป๋จิ้งหาน อีกทั้งไป๋จิ้งหานรู้แหล่งซ่องสุมกำลังและให้คนไปเฝ้าจับตาดูโอบล้อมเอาไว้แล้วเพียงแต่ว่าไป๋จิ้งหานยังไม่ลงมือ หวังโอกาสเหมาะเจาะให้อวิ๋นอ๋องยกทัพ และจัดการพร้อมกันทีเดียวให้เสร็จสิ้นบัดนี้อวิ๋นอ๋องกำลังเพ่งพิศอี้ชิง เขารู้ว่านางเป็นหญิงงามทว่าเขาไม่เคยพบนางมานานแล้ว ก่อนหน้านั้นที่จะส่งนางเข้าไปแฝงกายในจวนสกุลไป๋นางก็ยังเด็กเหลือเกินบัดนี้ได้เห็นคนงามชัด ๆ ก็รู้สึกว่าอี้ชิงผู้นี้เข้าตานัก ดวงตาจึงเกิดอารมณ์ใคร่กระหายอยากขึ้นมา“ข้าต้องเรียกเจ้าว่าอี้ชิงหรืออ
บทที่ 49 เป็นไปตามแผนไป๋จิ้งหานพาอี้ชิงมาที่เมืองหลวงได้เดือนกว่าแล้ว ทว่านางก็มิได้ปรนนิบัติฮูหยินชราเพราะไป๋จิ้งหานได้พาฮูหยินชราไปรักษาตัวที่วังหลวง ด้านเหยียนซือเหยียนนั้น ไป๋จิ้งหานกลับให้นางอยู่ที่แดนเหนือห้ามมิให้ติดตามมาเด็ดขาดเพราะเขากำลังเตรียมการปราบปรามอวิ๋นอ๋อง คิดว่านางอยู่ที่แดนเหนือย่อมปลอดภัยกว่าหลังจากมาที่เมืองหลงไป๋จิ้งหานก็พาอี้ชิงไปเยี่ยมฮูหยินชราด้วยตนเองในวังหลวงเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น อี้ชิงสังเกตได้ว่าฮูหยินชราดูจะไม่สนใจนางดั่งเช่นเดิม เพียงสนทนากันไม่กี่คำฮูหยินชราก็เอ่ยปากว่าให้นางกลับเสียแล้ว“ท่านย่าไม่คิดถึงชิงเอ๋อร์หรือเจ้าคะ”ฮูหยินชราเผยรอยยิ้มบางเอ่ยว่า“ย่อมคิดถึง ทว่าอยู่ในวังหลวงต้องคำนึงถึงกฎเกณฑ์ การที่เจ้าเข้ามาได้ล้วนเป็นพระกรุณาของไทเฮา ทว่าอย่างไรก็ไม่อาจให้อยู่นานได้ เจ้ารีบออกจากวังก่อนจะค่ำมืดเถิด”“เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ หากว่าท่านพี่มีเวลาชิงเอ๋อร์จะให้ท่านพี่พามาเยี่ยมท่านย่าอีกครั้งนะเจ้าคะ”“ไม่ต้องห่วงย่า ที่วังหลวงมีหมอหลวงคอยดูแล ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่สุขภาพของย่าก็ดีขึ้นไม่น้อย”ก่อนหน้านั้น ไป๋จิ้งหานเคยเอ่ยกับท่านย่าว่าร่างกายขอ
บทที่ 48 ค้นพบความสุขไป๋จิ้งหานจูงมือเหยียนซือเหยียนไปยังเตียงกว้าง แสงเทียนส่องประกายรำไร ฉายเงาทอดยาวท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรี ดวงตาคมเข้มของเขาจับจ้องใบหน้าหวานละมุนตรงหน้าอย่างไม่วางตาเหยียนซือเหยียนถูกเขาจ้องจนแก้มร้อนผ่าว ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบา ๆ เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึก“ไยไม่ไปนอนที่เตียงของท่านเล่า”ไป๋จิ้งหานแย้มยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “เตียงของข้าอยู่ตรงนี้มิใช่หรือ” “เช่นนั้นข้าจะไปนอนเตียงนั้นเสียเอง”“เหยียนเหยียน...พวกเรานอนด้วยกันเถิด” เขาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำชวนใจเต้น ก่อนจะดึงนางเข้ามาโอบกอดอย่างแนบแน่นเหยียนซือเหยียนรู้สึกถึงไออุ่นจากกายแกร่งที่แนบชิดจนแทบมิอาจขยับหนีได้ ลมหายใจของเขารินรดที่ข้างแก้มอ่อนละมุน ความอบอุ่นของเขาทำให้หัวใจนางเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้“ไป๋จิ้งหาน ข้าบอกเพียงว่ายินยอมให้ท่านนอนในเรือน มิได้หมายความว่าจะให้ท่านนอนเตียงเดียวกัน ได้คืบจะเอาศอกหรือ”เสียงหัวเราะต่ำ ๆ ดังขึ้นข้างหูนาง “ข้าไม่ต้องการศอก ข้าเพียงต้องการเจ้าเท่านั้น...”“ตาเฒ่าไป๋หน้าไม่อาย”นางดุเสียงเบา แต่ใบหน้ากลับแดงก่ำ มือเรียวเล็กฟาดเบา ๆ ลงบนแผ่นอกเขา ไป๋จิ้งหานปล่อยให้นางตี