บทที่ 7 นางช่างกล้านัก
สองเดือนที่ผ่านมานี้ ตั้งแต่ไป๋จิ้งหานออกศึก เหยียนซือเหยียนก็ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี นางไปจวนองค์หญิงใหญ่อยู่เสมอ เพื่อฟังชายงามขับร้องบทกวี ชมงิ้ว เล่นไพ่ และเล่นหมากล้อม
นอกจากนั้นนางยังคัดเลือกสาวงามอีกหลายคน เพื่อเตรียมส่งไปบำเรอความสุขให้สามีที่แดนเหนือแม้ว่าเขาจะปฏิเสธเสียงแข็งก็ตาม
เพราะนางรู้ว่าเขาจะปราบกบฏที่ชายแดนในค่ายทหารไม่กี่เดือน จากนั้นจะกลับเข้ามาพำนักรอดูความเรียบร้อยในจวนสกุลไป๋เมืองหลงเซิงอันเป็นเมืองหลวงในแดนเหนือ และอี้ชิงก็จะกลายเป็นนางในดวงใจของเขาตอนนี้
สาวงามที่นางคัดเลือกให้ไป๋จิ้งหานล้วนมีใบหน้า รูปร่าง และกิริยาใกล้เคียงกับอี้ชิง ทว่านอกเหนือจากนั้นพวกนางยังได้รับการฝึกฝนให้ปรนนิบัติบุรุษบนเตียงจากนางโลมอันดับหนึ่งอย่างลับ ๆ
เรื่องนี้เหยียนซือเหยียนล้วนแอบลักลอบทำ ไม่ให้ผู้ใดรู้และจะส่งไปให้ไป๋จิ้งหานเมื่อถึงเวลา
นางมีความสุขยิ่งกว่าชาติที่แล้วจนไม่อาจบรรยาย ถึงจะยังคงมีอาการเจ็บแค้นใจไป๋จิ้งหานและคิดถึงเขาอยู่บ้างแต่ก็เป็นเพียงชั่วครู่เท่านั้น
เพราะทุกวันนางล้วนได้รับการเยียวยาจิตใจจากจวนองค์หญิงใหญ่ ด้วยบุรุษมากมายที่แสนเอาอกเอาใจที่นั่น
เพราะเหตุนี้นางจึงอยากจนอยากจะไปทุกวันเสียด้วยซ้ำ ติดก็เพียงแต่นางยังเกรงใจแม่สามีจึงเลือกไปเพียงสี่ห้าวันต่อครั้งเท่านั้น
“องค์หญิงใหญ่ช่างมีรสนิยมยิ่งนัก บุรุษที่นี่ช่างหล่อเหลาเหลือเกิน นั่นก็ดี นี่ก็รูปงาม ดวงตาของบุรุษผู้นั้นก็ชวนฝัน เฮ่อ ชาติที่แล้วข้ามัวหลงใหลบุรุษเพียงคนเดียวได้อย่างไร เสียชาติเกิดอย่างแท้จริง” นางทอดถอนใจขณะชมบุรุษรูปงามที่ร่ายรำตรงหน้าอย่างมีความสุข
“คุณหนูท่านไม่ห่วงท่านโหวหรือเจ้าคะ ดูท่านสบายใจยิ่งนัก” เซียวยีเอ่ยถามเสียงเบา
“จะห่วงทำไม เขาชนะศึกแน่นอน และชนะโดยไม่บาดเจ็บอันใดด้วย ที่นั่นถิ่นของเขาคนผู้นั้นมีวิธีการของเขาไม่ต้องห่วง”
“จริงหรือเจ้าคะ คุณหนูรู้ได้อย่างไร”
“ข้าเป็นผู้ใดกัน มีสิ่งใดที่ข้าไม่รู้บ้าง ทุกเรื่องที่บอกเจ้าล้วนไม่โป้ปด เจ้าเห็นหรือไม่ ชายแดนมีรบราฆ่าฟันไม่เว้นวัน แต่ฝ่าบาทยังรับสั่งให้คนในเมืองหลวงและแดนอื่น ๆ ที่ไม่มีสงครามใช้ชีวิตอย่างปกติสุข คนที่น่าห่วงไม่ใช่เจิ้นโหวของเจ้า แต่เป็นกบฏพวกนั้นต่างห่างที่กล้าหาญมาก่อกวนในถิ่นของเขา”
นางยังจำได้ดีว่าไป๋จิ้งหานจัดการกบฏโดยไม่เสียเลือดเนื้อเลยด้วยซ้ำ เขาไม่ใช้วิธีต่อสู้รุนแรง แต่ค่อย ๆ อาศัยกองกำลังเล็ก ๆ ของเขาลอบสังหารคนพวกนั้นด้วยความชำนาญในพื้นที่ และอาศัยชาวบ้านที่สกุลไป๋ให้ความช่วยเหลือมามากกว่ายี่สิบปีคอยสืบข่าว เพราะฝ่าบาทไม่ต้องการเสียเลือดเนื้อจึงได้ส่งเขาไปเช่นนั้น และนับว่าคิดถูกต้องนัก
การที่เขาใช้เวลาถึงห้าเดือนในการจัดการกบฏ ก็เพราะเหตุผลที่ไม่ต้องการเสียเลือดเนื้อทหารนี่เอง
ชาติที่แล้วเป็นนางที่ห่วงใยสามีผู้นี้เกินเหตุ ทำให้กินไม่ได้นอนไม่หลับอยู่เพียงลำพัง
หึ..ชาตินี้อย่าหวังว่านางจะทุกข์ใจเช่นนั้นอีก
เมื่อเซียวยีวางใจ นางจึงเริ่มหันมาชมงิ้วกับเหยียนซือเหยียนได้อย่างมีความสุข
“คุณหนูท่านชอบผู้ใดหรือเจ้าคะ”
เหยียนซือเหยียนหันไปมองชายงามที่กำลังร่ายรำอย่างอ่อนช้อยไปพร้อมกับจังหวะดนตรีก็พลันเผยรอยยิ้มสดใส นางเพ่งพิศอยู่ครู่หนึ่งก็พลันเอ่ยว่า
“หน้าตาดีทั้งหมด ข้าไม่อาจเลือกผู้ใดเช่นนั้นก็มีรางวัลให้ทั้งหมดก็แล้วกัน”
“เจ้าค่ะ”
ในขณะที่เซียวยีแจกจ่ายมอบเงินกำนัลให้กับชายงามเหล่านั้นองค์หญิงใหญ่ญาติผู้พี่เจ้าสำราญของนางเดินออกมาจากตำหนักในพร้อมกับรอยยิ้ม โดยที่มีบุรุษรูปงามประคองนางออกมาเอ่ยว่า
“อาเหยียนของพี่วันนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง ชายงามกลุ่มใหม่นี้ถูกใจเจ้าหรือไม่”
เหยียนซือเหยียนรีบพยักหน้า
“ถูกใจยิ่งเพคะต้องขอบคุณพี่หญิงแล้วที่ทำให้น้องสาวผู้นี้ได้เปิดหูเปิดตา”
“หากเจ้าชอบก็นำกลับจวนสักหลาย ๆ คน ข้าอนุญาต”
เหยียนซือเหยียนรีบส่ายหน้า คิดในใจว่า ขอนางหย่าก่อนจะไม่ขัดศรัทธาของพี่หญิงเลยแม้แต่น้อย ทว่าตอนนี้มิอาจทำได้ อย่างไรชื่อเสียงก็สำคัญยิ่งนักสำหรับจวนโหว นางยังต้องไว้หน้าแม่สามีอยู่
“พี่หญิงก็รู้ว่าข้าทำไม่ได้ ข้าขอเพียงชื่นชมก็พอแล้วเพคะ”
องค์หญิงใหญ่หัวเราะขบขัน นางเป็นสตรีหม้ายที่ราชบุตรเขยตายจากเพราะโรคระบาด ส่วนตัวนางก็ไร้วาสนาติดโรคระบาดมาด้วย ทว่าไม่ถึงแก่ความตายแต่กลับทำให้นางตั้งครรภ์ไม่ได้อีกต่อไป
ตั้งแต่นั้นมาฝ่าบาทซึ่งเป็นน้องชายขององค์หญิงก็สงสารพี่สาวยิ่งนัก จึงได้ชดเชยความเสียใจนี้ด้วยการมอบตำหนักนอกวังหลวงให้และยังมอบชายงามจำนวนมากแล้วแต่องค์หญิงใหญ่จะปรารถนาให้พระองค์ด้วย
ซึ่งในชาติที่แล้วองค์หญิงใหญ่ เคยชวนนางมาเปิดหูเปิดตาในจวนหลายครั้งแต่นางก็ปฏิเสธทุกครั้งไป กว่าจะยอมมาก็สายเกินไปแล้ว
ชาตินี้ได้กลับหวนมาอีกครั้งจึงตั้งใจทำทุกอย่างที่พลาดไปในชาติที่แล้วเพื่อตายไปจะได้ไม่เสียดายอีก
จวนเจิ้นโหว
เมื่อกลับมาถึงจวน เหยียนซือเหยียนก็เริ่มทำภารกิจที่ต้องทำทุกวันหน้าโต๊ะเขียนหนังสือ
นั่นก็คือการเขียนจดหมายถึงไป๋จิ้งหานด้วยความจำใจ
อันที่จริงชาตินี้นางไม่ตั้งใจจะเขียนหาเขาอีก แต่ว่าเขาไปได้เพียงสามวันแม่สามีก็มาขอให้นางเขียนจดหมายถึงเขาจนได้
“สามีเจ้าจากไปชายแดน ถึงแม้ฝ่าบาทจะสั่งให้ทุกคนในเมืองหลวงใช้ชีวิตตามปกติทว่าเจ้าเป็นฮูหยิน อย่างไรก็ต้องส่งจดหมายไถ่ถามให้กำลังใจเขาทุกวัน”
นางแทบอยากจะร้องไห้ออกมา แต่สุดท้ายก็จำต้องพยักหน้ารับคำ แม้ว่าในใจจะร่ำร้องว่า ‘ข้าไม่อยากเขียนสักนิด!’
ดังนั้นในทุกวันก่อนนอน นางจึงต้องนั่งลงและเริ่มเขียนจดหมาย แน่นอนว่าเนื้อหานั้นนางไม่เคยถามถึงความเป็นอยู่ของเขาหรือเล่าความรู้สึกของตนเองเช่นเดิมเลย
ในชาติที่แล้วข้อความล้วนเต็มไปด้วยความคำนึงหา และการหลั่งน้ำตาด้วยความคิดถึง
ทว่าชาตินี้กลับต่างออกไปจากเดิมมาก นางมิได้เขียนหาเขาโดยใช้คำลึกซึ้งเช่นเดิมอีกแล้ว
เนื้อหาในจดหมายล้วนเป็นสิ่งที่เขียนส่งเดชไปทั้งสิ้นเช่นว่า
‘ถึงท่านโหว ข้าขอแจ้งข่าวอันสำคัญแก่ท่าน...ม้าของจวนชื่อเสี่ยวไป๋คลอดลูกสองตัว ขนสีขาวราวหิมะ เสียดายตัวยังเล็กมากข้าจึงขี่ไม่ได้’
‘ลาที่ตลาดถูกขายไปในราคาเพียงห้าตำลึงเท่านั้น ข้าว่ามันถูกเกินไปนัก ท่านเห็นว่าอย่างไร?’
‘เมื่อวานนี้ ข้าได้ยินว่ามีสามีผู้หนึ่งถูกภรรยาตีจนหัวแตกเพียงเพราะเขามองสตรีอื่น ช่างน่าขันยิ่งนักท่านว่าตลกหรือไม่เพราะสามีของนางตาบอด’
‘มีแม่ค้าคนหนึ่งทะเลาะกับสามีของนางเพราะเขาไม่ซื้อแป้งให้นางผัดหน้า ขี้เหนียวเช่นนี้ข้าว่าภรรยาควรหย่ากับเขาเสีย’
‘สามีใช้ภรรยาไปซักผ้าทุกวัน สุดท้ายภรรยาลอบมีชู้ สามีจับได้พบว่าชู้เป็นชาวประมงหาปลา สมน้ำหน้านักหากว่าเขาไปซักผ้าเอง ไม่กดขี่ภรรยาให้ทำงานหนัก เขาคงไม่เสียภรรยาไปเช่นนั้น’
‘อาหารที่ภัตตาคารเฟิ่งหยาง ราคาแพงแต่ไม่อร่อยข้าสงสัยว่าไยจึงขายได้ ที่แท้เพราะว่าพวกเขาลักลอบขายข่าวให้คนในยุทธภพ เปิดภัตตาคารเพื่อบังหน้าเท่านั้น แต่ว่าเสี่ยวเอ้อที่นี่ใบหน้างดงามยิ่งนัก ข้าจึงเข้าใจแล้วว่านอกจากข่าวแล้ว ยังขายหน้าตาคนได้ด้วยลูกค้าสตรีจึงแน่นร้าน’
ณ ชายแดนเขตเหนือ ไป๋จิ้งหานได้รับจดหมายของเหยียนซือเหยียนอยู่เสมอ
เริ่มแรกเขาเริ่มจากขมวดคิ้วใส่ตัวอักษรที่เต็มไปด้วยเรื่องไร้สาระ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขากลับเริ่มเผลอยิ้มโดยไม่รู้ตัว
ข้อความของนางแม้จะจับใจความไม่ได้และดูเหมือนล้วนเป็นเรื่องที่ไม่น่าเขียนส่งมา ทว่ากลับทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายจากสงครามอยู่ไม่น้อย
กระทั่งเขายังบอกกับหลี่จื้อว่า
“บอกหลงจู๊ภัตตาคารเฟิ่งหยาง เปลี่ยนเสี่ยวเอ้อเป็นชายสูงอายุทั้งหมด บุรุษที่หน้าตาดีให้เงินพวกเขาก้อนหนึ่งแล้วให้ไปหางานใหม่”
หลี่จื้อขมวดคิ้ว ภัตตาคารเฟิ่งหยางเป็นกิจการของไป๋จิ้งหานอย่างลับ ๆ มีขึ้นมาเพื่อสืบข่าวคนในยุทธภพ ใยนายท่านจึงได้เคร่งครัดเรื่องหน้าตาคนนัก กระทั่งไป๋จิ้งหานเอ่ยต่อว่า
“อีกอย่าง ห้ามมิให้ฮูหยินน้อยออกไปเพ่นพ่านที่นั่นอีก นางรู้ได้อย่างไรว่าที่นั่นเป็นที่ขายข่าวของพวกเรา”
“เรื่องนี้ข้าเองก็สงสัยขอรับ ว่านายหญิงรู้ได้อย่างไร”
บัดนี้หลี่จื้อแอบสังเกตนายตนเองมานาน จนอดไม่ได้ที่จะกล่าวหยอกเย้าเมื่อในทุกวันจะต้องเห็นว่าไป๋จิ้งหานเดินวนไปมาอยู่หน้ากระโจมรอคอยใครสักคนมาพบเขา
วันหนึ่งหลี่จื้ออดทนไม่ได้เมื่อเห็นว่าไป๋จิ้งหานดูหงุดหงิดยิ่งนัก เขาจึงเอ่ยถาม
“นายท่านกำลังรอจดหมายของฮูหยินน้อยใช่หรือไม่ขอรับ”
ไป๋จิ้งหานกระแอมเสียงต่ำ จากนั้นเอ่ยน้ำเสียงขึงขังไม่พอใจ
“ผู้ใดรอคอยจดหมายของนางกัน ข้ารอจดหมายของท่านแม่ต่างหาก”
หลี่จื้อหัวเราะเบา ๆ
“เช่นนั้นหรือก ข้าก็เข้าใจผิดเพราะทุกครั้งที่ท่านอ่านจดหมายของฮูหยินน้อยจะอ่านซ้ำไปซ้ำมาพร้อมด้วยรอยยิ้มที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน จึงคิดว่าท่านรอจดหมายของฮูหยินน้อยขอรับ”
“เจ้าคิดว่าข้าบ้าหรือ นางเขียนสิ่งใดมาเจ้าก็รู้ ล้วนประหลาดยิ่งนักข้าอ่านแล้วปวดหัวทุกครั้งไป”
ทว่าเขาหงุดหงิดได้ไม่นาน หลัวเฟิงที่ติดตามมาปรนนิบัติก็นำจดหมายจากเหยียนซือเหยียนอีกฉบับหนึ่งมามอบให้เขา
ไป๋จิ้งหานรีบเปิดอ่านอย่างกระตือรือร้น
‘อาเหวินเล่าให้ข้าฟังว่า มีโจรร้ายบุกปล้นบ้านคหบดีใหญ่ โจรกระจอกนักขโมยน้ำมันหมูในเรือนฮูหยินไปเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มิได้นำเงินทองไปเลย น่าขันที่คหบดีผู้นั้นเหยียบน้ำมันหมูที่หกกระจายในเรือนฮูหยินและลื่นล้มจนกระทั่งได้รับบาดเจ็บ แต่ข้าไม่เข้าใจว่าไยน้ำมันหมูลื่น ๆ จึงไปอยู่ในเรือนของฮูหยินผู้นั้นได้’
ไป๋จิ้งหานขมวดคิ้วครุ่นคิดจากนั้นก็หันมาถามหลัวเฟิง
“อาเหวินนี่คือผู้ใด”
หลัวเฟิงตอบทันใด
“บ่าวบุรุษตัวอ้วนผู้นั้นของฮูหยินน้อยขอรับ”
“คนผู้นั้นนามว่าอาเหวินหรือ”
“ขอรับ บ่าวสตรีนามว่าเซียวยี บุรุษนามว่าอาเหวิน ออกเรือนมาพร้อมกับฮูหยินน้อยขอรับ ข้าน้อยทราบมาว่าคนสองคนเป็นบ่าวรับใช้ฮูหยินน้อยมาตั้งแต่เด็กซื่อสัตย์ยิ่งนัก”
“หึ ข้ามิได้อยากรู้เสียหน่อย เล่าอะไรยืดยาว”
“แล้วนายท่านถามถึงอาเหวินทำไมหรือขอรับ”
ไป๋จิ้งหานกระแอมเอ่ยว่า
“ส่งข่าวให้คนในจวนกำหราบอาเหวินผู้นี้เสียหน่อย อย่าเล่าเรื่องไร้สาระให้ฮูหยินน้อยฟังอีก หากกล้าฝ่าฝืนข้าจะตีปากให้ฟันร่วง”
“ขอรับ”
หลังจากนั้นไม่กี่วันหลัวเฟิงก็นำจดหมายอีกฉบับหนึ่งมาให้ไป๋จิ้งหานเช่นเคย
“นายท่านจดหมายของฮูหยินน้อยขอรับ”
“อืม”
ไป๋จิ้งหานรับมาด้วยสีหน้าไม่ใส่ใจ แต่เขาเดินตรงเข้าไปในกระโจมโดยไม่ให้หลัวเฟิงตามเข้ามา จากนั้นก็เปิดอ่านจดหมายด้วยท่าทางกระตือรือร้น
ท่านโหวข้ามีเรื่องเล่าท่านอยากรู้หรือไม่? แต่ข้าก็ถามไปเช่นนั้นเพราะอย่างไรข้าก็ต้องเขียนถึงท่านอยู่ดี
ไป๋จิ้งหานแค่นคำเอ่ยว่า
“ช่างขยันเขียนเรื่องไร้สาระเสียจริง ผู้ใดอยากอ่านกันเล่า”
ไป๋จิ้งหานคิดจะทิ้งจดหมายแต่สายตากลับรั้งลงมาอ่านข้อความด้านล่างด้วยตัดใจทิ้งไม่ลง
.
มีคู่แต่งงานใหม่เพิ่งจะถูกส่งตัวเข้าห้องหอเจ้าสาวหมาดๆ บอกกับสามีของนางว่า
"ข้าเคยผ่านผู้ชายมาแล้ว"
สามีกลับตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
" ไม่เป็นไรหรอกพี่เข้าใจ"
“ท่านพี่เข้าใจหรือเจ้าคะ”
“ใช่ ข้าเข้าใจ” สามีเอ่ยต่อเสียงเบาราวกระซิบให้ได้ยินกันสองคน
"เพราะพี่ก็เคยผ่านผู้ชายมาแล้วเหมือนกัน..."
ภรรยา “...”
หลัวเฟิงได้ยินเสียงของไป๋จิ้งหานหัวเราะพรืดออกมา จากนั้นก็เปล่งเสียงหัวเราะไม่หยุด ทำให้เขาเกิดอาการสงสัย
หลี่จื้อเดินมาที่หน้ากระโจมหันมาเอ่ยถามหลัวเฟิง
“มีเรื่องอันใดไยนายท่านขบขันเสียงดังเพียงนั้น แปลกยิ่งนัก หรือว่านายท่านจะกินสิ่งใดผิดสำแดง”
ผู้ใดได้ยินได้เห็นความผิดปกตินี้ก็ย่อมคิดเช่นนั้น หลายปีมานี้ไป๋จิ้งหานหัวเราะน้อยครั้งยิ่งนัก
หลัวเฟิงเอ่ยว่า
“มิใช่เช่นนั้นขอรับ เพียงแต่อ่านจดหมายของฮูหยินน้อย แต่ข้าไม่รู้ว่าฮูหยินน้อยเขียนเรื่องใดมา นายท่านจึงได้ขบขันเช่นนั้น”
“นั่นสิฮูหยินน้อยเขียนสิ่งใดมากันนะ จึงทำให้ท่านโหวที่วัน ๆ เอาแต่ทำหน้าจริงจังหัวเราะได้เช่นนั้น”
หลี่จื้อคิดจะเดินเข้าไปในกระโจม หลัวเฟิงดึงแขนของเขาเอาไว้
“หากไม่มีเรื่องด่วนก็อย่าเข้าไปเลยขอรับ นายท่านคงกำลังเปิดจดหมายฉบับเก่า ๆ ของฮูหยินน้อยอ่าน”
หลี่จื้อยิ้มพยักหน้ารับ เขารู้ว่าไป๋จิ้งหานเก็บจดหมายของเหยียนซือเหยียนเอาไว้ในหีบเป็นอย่างดี
“นายท่านนี่ปากแข็งยิ่งนัก ปากก็เอ่ยว่าเกลียดแต่ดูการกระทำแต่ละอย่างช่างสวนทางกันยิ่งนัก”
ด้านเหยียนซือเหยียนก็ยังคงต้องส่งจดหมายให้ไป๋จิ้งหานทุกวัน ด้วยเป็นคำสั่งแม่สามีแม้ว่านางจะไม่มีสิ่งใดเขียน และไม่เคยเอ่ยถึงตนเองรวมทั้งไม่เคยถามเรื่องทุกข์สุขของเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ส่วนไป๋จิ้งหานก็ไม่เคยตอบจดหมายของนางแม้แต่ฉบับเดียว เหยียนซือเหยียนย่อมรู้อยู่แล้วนางจึงได้เขียนเรื่องส่งเดชไร้สาระไปหาเขาเช่นนั้น
วันนี้ก็เช่นเคยที่ไป๋จิงหานได้รับจดหมายจากจวนโหว ทว่าวันนี้กลับมีจดหมายมาหาเขาถึงสามฉบับ
ไป๋จิ้งหานรับจดหมายมาจากนั้นก็พยายามกลบสีหน้าเบิกบานใจเอาไว้เดินเข้าไปในกระโจมโดยมีหลี่จื้อเดินตามมาด้านหลัง
ไป๋จิ้งหานเปิดจดหมายที่ประทับตราส่วนพระองค์ของฝ่าบาทที่มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ออกมาอ่านก่อน
หยวนตี้ฮ่องเต้สอบถามเรื่องชายแดน และบอกให้เขาระวังตัวอย่าได้บาดเจ็บ ไป๋จิ้งหานจึงหันมาสั่งให้หลี่จื้อเขียนรายงานโดยละเอียดและส่งรายงานถวายฝ่าบาทอย่างลับ ๆ
จดหมายฉบับสองจากมารดา สอบถามสุขภาพของเขาและให้เขากินให้อิ่มอย่าได้ละเลยสุขภาพเด็ดขาด
ส่วนจดหมายฉบับที่สาม ด้วยลายมืองดงามนี้ย่อมเป็นของเหยียนซือเหยียน
น่าประหลาดที่เขาตื่นเต้นที่จะได้อ่านสิ่งที่อยู่ในจดหมายนี้เป็นอย่างมาก
แน่ล่ะ เพราะบัดนี้จดหมายของนางคือเรื่องผ่อนคลายเพียงสิ่งเดียวที่เขาสัมผัสได้ในสนามรบแห่งนี้
และข้อความในจดหมายก็มิได้ทำให้เขาผิดหวัง
“เมื่อวานซื้อผลไม้เชื่อมมากิน น่าผิดหวังมากที่ไม่ค่อยหวานเท่าไหร่ มีคนบอกข้าว่าหากจะกินผลไม้เปรี้ยวให้หวานขึ้น ก็ต้องกินกับคนรู้ใจ ข้าก็คิดว่าเป็นเช่นนั้น หากข้าได้กินกับคนรู้ใจไม่แน่ว่าผลไม้เปรี้ยวอาจจะกลายเป็นหวานก็เป็นได้”
นางมิได้ลงชื่อเช่นเคย ทว่าข้อความนี้กลับทำให้จู่ ๆ เขาก็รู้สึกว่ามีบางสิ่งผิดปกติที่ตรงหัวใจอย่างแปลกประหลาด หรือนางอยากจะกินของสิ่งนั้นกับเขาหรือ
คนรู้ใจ ที่นางกล่าวถึงคือใคร...เป็นข้าใช่หรือไม่?
จู่ ๆ ใบหน้าเคร่งขรึมก็เผยรอยยิ้มกว้างออกมา สตรีนางนี้กำลังทำสิ่งใดกับเขากันแน่
เขาอ่านทวนซ้ำไปซ้ำมา จดหมายฉบับนี้ไม่อาจจะวางลงได้อีกต่อไป
กระทั่งหลี่จื้อเดินกลับมาหลังจากเขียนรายงานโดยละเอียดมอบให้คนส่งกลับไปวังหลวงแล้ว เมื่อเห็นท่าทางของไป๋จิ้งหานหลี่จื้อจึงเอ่ยถาม
“นายท่าน มีสิ่งใดหรือขอรับจึงได้เหม่อลอยเช่นนั้น”
ไป๋จิ้งหานกระแอม เขาส่งจดหมายให้หลี่จื้ออ่าน สีหน้าราบเรียบแต่ดวงตากลับทอประกายความสุข
“ให้ตายเถิด ดูนางสิไร้สาระเพียงใด เขียนสิ่งใดมา”
หลี่จื้อรับจดหมายมาอ่าน จากนั้นก็เผยรอยยิ้มกว้าง
“นายท่านอยากจะอวดว่าฮูหยินน้อยคิดถึงท่านหรือขอรับ”
“เจ้ากล่าวเหลวไหลอันใด นางไม่ได้กล่าวว่าคิดถึงสักคำ”
“ไม่คิดถึงได้อย่างไร ชี้ชัดเลยว่านางคิดถึงท่านจึงอยากกินของสิ่งนี้กับท่าน นายท่านเรื่องเหล่านี้ข้าเคยผ่านมาข้าย่อมรู้ว่าจิตใจสตรีเป็นเช่นใด”
เขาหรี่ตามองหลี่จื้อเอ่ยเสียงหยัน
“เจ้าหรือมิใช่ว่าหย่าภรรยาแล้วหรือ ไยจึงรู้เรื่องนี้”
“ท่านดูถูกข้าไปแล้วถึงข้าจะหย่าแล้วทว่าสตรีที่เห็นข้าและชอบพอมีไม่น้อยเป็นท่านที่ไม่สังเกตเองต่างหาก”
“สตรีนางนี้บัดนี้มีลูกไม้แพรวพราว ถ้อยคำไร้สาระไม่กี่ประโยคก็ทำเจ้าหลงเชื่อได้แล้วหรือ หลี่จื้อเจ้าช่างอ่อนหัดยิ่งนัก”
ไป๋จิ้งหานส่ายหน้าไม่เอ่ยคำใดอีก ทว่าสีหน้านี้เห็นได้ชัดว่ามีความสุขยิ่งนัก จากนั้นจึงได้เอ่ยถามเรื่องที่ให้หลี่จื้อเขียนรายงานถึงฝ่าบาท
หลายวันต่อมาในที่สุดไป๋จิ้งหานก็จัดการกบฏจนราบคาบเป็นหน้ากลองหลังฉลองกับทหารจนดื่มสุราเมาหลับไปอย่างมีความสุข ตื่นขึ้นมาไป๋จิ้งหานก็ได้รับข่าวจากหลี่หลงที่เขาสั่งให้จับตามองเหยียนซือเหยียนอย่าให้คลาดสายตา
นี่คือจดหมายฉบับที่สองของหลี่หลง ซึ่งฉบับแรกเขาได้รับเมื่อเดือนที่แล้ว ครานั้นหลี่หลงได้รายงานมาว่าเหยียนซือเหยียนไม่มีวีแววว่าจะยุ่งเกี่ยวกับพี่ชายคนรองและเสนาบดีจ้าวเลยแม้แต่น้อยทำให้เขาค่อย ๆ วางใจลงมาก ทว่าก็ยังให้หลี่หลงจับตาดูต่อ
ส่วนฉบับที่สองนี้เขากำลังเปิดอ่าน
‘เรียนนายท่าน
ฮูหยินน้อยไปที่จวนองค์หญิงใหญ่อยู่เสมอ ระยะนี้ดูสนิทสนมกันยิ่งนัก นอกจากนี้ล่าสุดฮูหยินของเสนาบดีจ้าวก็ไปที่นั่นเช่นกัน ทว่ายังไม่พบความผิดปกติ นอกจากว่าองค์หญิงใหญ่รับชายงามเข้าจวนเพิ่มอีกหลายคน ใบหน้าแต่ละคนหล่อเหลาไม่น้อย คนของเรายังได้ยินฮูหยินน้อยพูดคุยกับนายบำเรอขององค์หญิงใหญ่ผู้หนึ่ง บุรุษผู้นั้นเห็นฮูหยินน้อยกินถังหูลู่แล้วรู้สึกว่าผลไม้เปรี้ยวนัก เขาจึงเอ่ยว่า
แม้ว่าผลไม้ที่นำมาเชื่อมจะเปรี้ยว ทว่าหากกินกับคนรู้ใจย่อมรู้สึกได้ว่า ผลไม้นี้หวานยิ่งนัก
สิ่งที่ได้ยินมามีเพียงเท่านี้ และไม่พบสิ่งใดผิดปกติอีก
หลี่หลง
เมื่ออ่านจบบัดนี้ใบหน้าของไป๋จิ้งหานแดงก่ำ มือใหญ่กำกระดาษจดหมายแน่น ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะก่อนที่เปลวไฟแห่งโทสะจะลุกโชนขึ้นมาในดวงตา
นี่เขาคิดว่านางคิดถึงเขาได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่นางแค่จดจำคำพูดของนายโลมผู้หนึ่งมาเขียนถึงเขาเท่านั้น
ให้ตายเถิดไป๋จิ้งหาน เกือบจะถูกสตรีนางนั้นหลอกล่อเข้าให้แล้ว
จากนั้นเขาก็หันไปบอกกับหลัวเฟิงที่ยืนรอรับใช้อยู่ข้างกายว่า
“หลัวเฟิงนำพู่กันกับกระดาษมา ข้าจะเขียนจดหมายถึงท่านแม่”
ไป๋จิ้งหานเขียนจดหมายเสร็จเขาก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“ส่งนกพิราบส่งข่าวไป ห้ามชักช้าเด็ดขาด”
“ขอรับ”
หลัวเฟิงนำกระดาษเล็ก ๆ แผ่นนั้นม้วนเป็นวงกลมผนึกเรียบร้อยจากนั้นนำไปส่งให้กับคนส่งข่าว หลี่จื้อมาพบเข้าพอดี
“มีเรื่องด่วนอันใดหรือ จึงต้องใช้นกพิราบส่งข่าวเช่นนี้”
หลัวเฟิงส่ายหน้า
“ข้าน้อยไม่ทราบขอรับ นายท่านเพียงแต่ได้รับสารจากใต้เท้าหลี่น้อยแล้วก็ส่งข่าวด่วนถึงฮูหยินใหญ่ขอรับ”
“เช่นนั้นหรือ ไม่ต้องชักช้าแล้วจัดการตามคำสั่งนายท่านเถิด”
“ขอรับ”
หลังจากที่นกพิราบส่งข่าวมาถึงจวนโหว ความสุขของเหยียนซือเหยียนก็พลันจบสิ้นเมื่อแม่สามีของนางเรียกนางไปพบและเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นยินดี
“อาเหยียน ท่านโหวทนความคิดถึงเจ้าไม่ไหวจึงส่งข่าวมาให้แม่ส่งเจ้าไปเขตเหนือ เจ้าต้องออกเดินทางทันทีในวันพรุ่งนี้”
“ทะ...ท่านแม่ ท่านว่าอย่างไรนะเจ้าคะ ท่านโหวหรือ คิดถึงข้า เป็นไปไม่ได้เจ้าค่ะ”
“เป็นไปแล้ว บุตรชายของข้าผู้นี้คิดถึงเจ้าจริง ๆ อาเหยียนไปแดนเหนือครานี้อย่าให้พลาด เจ้าต้องรีบมีหลานให้แม่โดยไวเข้าใจหรือไม่ ตอนนี้เจิ้นโหวบอกว่าที่แดนเหนือสงบแล้วกบฏล่าถอยเพียงแต่รอดูสถานการณ์จึงยังไม่อาจกลับมาได้ในเร็ววัน เขาทนคิดถึงเจ้าไม่ไหวจึงให้เจ้าตามไปปรนนิบัติ ไปเถิดรีบไปเตรียมตัวเถิด อย่าชักช้าเลยพรุ่งนี้ออกเดินทางไปพร้อมกับหลี่หลง ไว้ใจได้ถึงเขาจะอายุน้อยแต่วรยุทธ์ยอดเยี่ยม”
เหยียนซือเหยียนกรีดร้องอยู่ในใจ นางเพิ่งเริ่มต้นใช้ชีวิตอย่างเสรี ยังมีชายงามให้ชม มีหมากล้อมให้เล่น มีงิ้วให้ดู และยังมีขนมมากมายที่ต้องกินให้ครบทุกสูตร! แล้วไยต้องถูกส่งไปแดนเหนืออย่างกะทันหันเช่นนี้!
ไป๋จิ้งหาน เจ้าไม่อยากตายดีแล้วใช่หรือไม่ ไยจึงกลั่นแกล้งข้าเช่นนี้กัน!
บทที่ 8 พบโจรร้ายหลี่หลงนำองครักษ์จำนวนไม่น้อยคอยคุ้มครองเหยียนซือเหยียนเดินทางขึ้นเหนือในวันรุ่งขึ้นตั้งแต่ยังไม่รุ่งสาง หลังจากนั้นนางก็แทบจะไม่ได้หยุดพักอีกการมาครานี้ของเหยียนซือเหยียน นางมิได้นำเพียงสาวใช้ข้างกายของตนเองมาเท่านั้น สตรีที่นางฝึกฝนเพื่อให้เป็นอนุของไป๋จิ้งหานก็ติดตามมาด้วยผู้หนึ่งในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าอย่างไรก็ต้องได้พบกับอี้ชิง สู้นางลงมือก่อนจึงจะนับว่าได้เปรียบจวบจนเวลาผ่านไปนับสิบวันก็ดูเหมือนว่าใกล้ถึงแดนเหนือขึ้นทุกขณะแล้ว อากาศที่หนาวเย็นอยู่แล้วยิ่งหนาวเย็นจับจิต แม้หลี่หลงจะอายุยังน้อย ทว่าเขากลับเป็นคนที่โตเกินวัย วรยุทธ์ล้ำเลิศทั้งยังเคร่งขรึมและดูเหมือนจะพึ่งพาได้ชาติที่แล้วเหยียนซือเหยียนแทบจะไม่เคยพูดคุยกับองครักษ์ของไป๋จิ้งหานหากว่าไม่จำเป็น สิบกว่าปีที่อยู่ร่วมกับเขามาเรียกได้ว่านางไม่สนิทสนมกับคนใกล้ชิดของเขาแม้แต่คนเดียวก็แน่ล่ะ...แม้แต่ตัวเขายังตีตัวออกห่างจากนาง เช่นนี้แล้วจะเปิดโอกาสให้นางสนิทสนมกับผู้ใดได้อีกการเดินทางสำหรับนางในครานี้ อันที่จริงจะว่าน่าเบื่อหน่ายก็ไม่อาจพูดได้ ชาติที่แล้วนางอยากมาที่แดนเหนือนัก เพราะอยากเห็นว่าเขาใช้ชีว
บทที่ 9 ถูกจับไปก็ดีแล้วกลางดึกอันเหน็บหนาว ณ เชิงเขาชีอันเสียงกีบม้ากระทบพื้นหิมะดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ ลมหายใจของฝูงม้าส่งไอสีขาวออกมาท่ามกลางความหนาวเหน็บ ไป๋จิ้งหาน เร่งม้าควบผ่านผืนป่าอย่างเร่งร้อนหลังได้รับข่าวว่าขบวนของเหยียนซือเหยียนถูกซุ่มโจมตี นางยังหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไป๋จิ้งหานร้อนรนรีบจัดเตรียมกำลังพลทันที โดยส่งหลี่จื้อคอยช่วยเหลือน้องชายของเขาดูแลชายแดนแทนตนเองเมื่อไป๋จิ้งหานมาถึงเชิงเขาชีอัน กองทหารที่ถูกส่งมาก่อนหน้าได้รอคอยอยู่แล้ว หลี่หลง รีบก้าวออกมาต้อนรับเขา สีหน้าของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด"เรียนนายท่าน พบว่ากลุ่มโจรที่ซุ่มโจมตีคือกลุ่มกบฏขอรับ ข้าสามารถจับเป็นและจับตายได้ทั้งหมด รวมทั้งหัวหน้ากลุ่มกบฏ ทว่ารถม้าของฮูหยินน้อยกลับหายไป กระทั่งข้าตามพบที่เชิงเขาชีอันจากนั้นร่องรอยก็หายไปทั้งหมด"ไป๋จิ้งหานยังคงฟังอย่างเงียบงัน ใบหน้าของเขานิ่งสงบ ทว่าดวงตากลับฉายแววดุดันขึ้นทุกขณะ“นอกจากเหยียนซือเหยียนแล้วยังมีผู้ใดหายไปอีก”“บ่าวของนางทั้งสองคนเซียวยี อาเหวิน และยังมีสตรีนางหนึ่งที่ติดตามมาด้วยหายไป อีกทั้งในรถม้าของฮูหยินน้อยล้วนเต็มไปด้วยหีบเงิ
บทที่ 10 สตรีบ้าผู้นี้การเดินทางขึ้นเขาเต็มไปด้วยอุปสรรค หมอกหนาปกคลุมเส้นทาง กิ่งไม้เปียกชื้นบดบังทัศนวิสัย แต่อันตรายที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่อากาศหนาวเย็น แต่เป็นกับดักที่ซุกซ่อนอยู่ตามแนวทางเดิน“หยุด!”เสียงสั่งการของไป๋จิ้งหานดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดหลี่หลงชะงักฝีเท้า เมื่อเห็นว่า พื้นดินเบื้องหน้ามีรอยแตกผิดปกติ ไป๋จิ้งหานหยิบก้อนหินเล็ก ๆ ขว้างลงไปที่รอยแยกนั้นเพียงชั่วพริบตา พื้นดินก็ค่อย ๆ ทรุดลงกลายเป็นหลุมลึก!ภายในหลุมเต็มไปด้วยไม้แหลมมากมาย หากพวกเขาเดินพลาดแม้แต่ก้าวเดียว สิ่งที่รออยู่เบื้องล่างคือความตายอันแสนสยดสยอง“พวกมันวางกับดักได้แนบเนียนนัก หากไม่มีนายท่าน พวกเราคงร่วงไปตายกันหมด”ไป๋จิ้งหานเอ่ยว่า“ทุกคนต้องระวังให้มาก ตามข้ามา”พวกเขาหลบเลี่ยงกับดักหลุมนั้นไปได้ แต่ไม่ทันขยับตัวไปไกล เชือกเส้นหนึ่งก็พุ่งขึ้นจากพื้นดินอย่างฉับพลันฟึบ!เชือกเส้นหนาตวัดเข้าพันขาของทหารผู้หนึ่ง ร่างของเขาถูกกระชากขึ้นกลางอากาศแทบจะทันทีอั่ก!ทหารผู้นั้นดิ้นรน มือคว้าอากาศอย่างตื่นตระหนกไป๋จิ้งหานพุ่งตัวไปข้างหน้า ชักกระบี่ตวัดตัดเชือกพริบตาเดียว ร่างของทหารร่วงลงมากระแทกพื
บทที่ 11 พิธีแต่งงานไป๋จิ้งหานเข้าไปในห้องโถงพร้อมกับตาเฒ่าผู้นั้น คงเป็นเพราะมากับคนชราของหมู่บ้านจึงดูเหมือนว่าจะไม่มีผู้ใดสนใจเขานักไป๋จิ้งหานกวาดสายตามองรอบ ๆ โดยที่หลี่หลงยังหอบหิ้วชายชราที่เมามายอยู่ข้าง ๆ ทว่าเขากลับไม่พบแม้แต่เงาของเหยียนซือเหยียน“นางอยู่ที่ใด”หลี่หลงตอบกระซิบ“นายท่าน หาฮูหยินน้อยไม่พบขอรับ”กระทั่งเขาได้ยินคนผู้หนึ่งเอ่ยว่า พิธีแต่งงานจบลงแล้ว หัวหน้าโจรคงกำลังเข้าหออย่างมีความสุขช่างน่าอิจฉายิ่งนักหลี่หลงเอ่ยด้วยสีหน้าตกใจ“นายท่าน ฮูหยินน้อยกำลังเข้าหอแล้วขอรับ”ไป๋จิ้งหานยังคงนิ่งงันไปครู่หนึ่ง มือที่กำดาบแน่นจนเห็นเส้นเลือดปูดโปนนางเข้าหอแล้ว เขามาช้าไปหรือ ไม่ ไม่มีทาง!ลมหายใจของเขาติดขัดราวกับมีหินก้อนใหญ่ทับอยู่บนอกเเพียงแค่คิดว่า เหยียนซือเหยียนอยู่ในเรือนหอกับโจรชั่ว กำลังถูกมันกอดรัดแนบชิด ใบหน้างดงามแนบอยู่กับอกของบุรุษอื่น เขาก็แทบระเบิดโทสะออกมา!ในเวลานั้นนั่นเองที่เขากระชากบุรุษผู้หนึ่งแล้วลอบใช้มีดจ่อเข้าที่เอวเอ่ยเสียงเบา“เรือนหอของนายท่านพวกเจ้าอยู่ที่ใด พาข้าไปเดี๋ยวนี้มิเช่นนั้นข้าสังหารเจ้าแน่ และอย่าคิดตุกติกเป็นอันขาดคนของข้าล้
บทที่ 12 อย่าถือสาคนเมาด้านไป๋จิ้งหาน หลังจากบุกเข้าไปในเรือนหอแล้วไม่พบเหยียนซือเหยียน ไป๋จิ้งหานจับตัวหัวหน้าโจรขึ้นมาคาดคั้นจนได้ความจริง นอกจากนั้นคนของเขายังจัดการกลุ่มโจรอย่างเงียบเชียบว่องไวโดยที่ไม่ทำให้ชาวบ้านที่กำลังฉลองรู้ตัวเลยแม้แต่น้อยหัวหน้าโจรที่ถูกจับมัดอยู่ตรงหน้าเงยหน้ามองไป๋จิ้งหานด้วยสายตาอ้อนวอน ในขณะที่ฮูหยินคนใหม่ของเขาบัดนี้อยู่ในชุดคลุมกายมิดชิดคุกเข่าอยู่ตรงหน้าไป๋จิ้งหานหลี่หลงเอ่ยว่า“สตรีนางนี้เป็นคนของฮูหยินน้อยที่นางให้ติดตามมาขอรับ นางถูกจับมาด้วย”ไป๋จิ้งหานมองนางเอ่ยว่า“ไยเจ้าจึงยอมแต่งกับหัวหน้าโจร เจ้าไม่กลัวหรือถูกบังคับ”สตรีนางนั้นร่ำไห้อย่างหวาดกลัว นางตอบด้วยน้ำตานองหน้า“ท่านโหวเจ้าคะ ข้าไม่ได้ถูกบังคับและข้าก็ชอบท่านพี่จริง ๆ จึงยอมแต่งด้วย ตัวข้าเคยเป็นนางโลมที่ถูกฮูหยินน้อยไถ่ตัวช่วยเหลือ แต่ข้าอยู่ในจวนโหวไม่คุ้นเคยยิ่งนัก บัดนี้ข้าพบว่าที่นี่ดียิ่ง แม้จะเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ บนเขา แต่กลับมีหลายอย่างที่ทำให้ข้าสบายใจ ท่านโหวข้าเต็มใจแต่ง และท่านพี่สาบานกับข้าแล้วว่าจะดีต่อข้าเจ้าค่ะ ท่านโหวพวกเรารักกันด้วยใจจริง ท่านได้โปรดไว้ชีวิตท่านพี
บทที่ 13 สตรีขี้เมาเซียวยีรีบแก้ต่างแทนคุณหนูของตนเองทันใด“นายท่าน ไม่ใช่เช่นนั้นนะเจ้าคะ นายท่านอย่าได้เข้าใจผิด ชื่อพวกนั้นคุณหนูก็แค่จำเล่น ๆ ไม่ได้สำคัญอันใดจริง ๆ”“จำเล่น ๆ แต่กลับจำได้ แต่นางกลับจำข้าไม่ได้ ดี ดียิ่ง ดีทั้งนายทั้งบ่าว”“ท่านโหว บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะ ท่านโหวอย่าได้โกรธคุณหนูเลยนะเจ้าคะ คุณหนูเองก็ไม่ได้ตั้งใจ”“ไม่ได้ตั้งใจแต่เอ่ยชื่อคนพวกนั้นออกมาได้อย่างคล่องปาก นี่หรือไม่รู้ความของเจ้า”ยิ่งแก้ต่างก็ยิ่งลนลาน ในที่สุดเซียวยีก็ปิดปากเงียบ นางคุกเข่าลงสำนึกผิดทันใดไป๋จิ้งหานมองเซียวยีอย่างคาดโทษ แล้วหันมาจับจ้องสตรีร่างบางที่ยืนเอนไปมาอยู่ตรงหน้าเขาโทสะ“หากเจ้าเอ่ยชื่อนายโลมพวกนั้นออกมาอีก ข้าจะตัดลิ้นเจ้าเสีย เหยียนซือเหยียนได้ยินหรือไม่”ก่อนหน้านางทำเขาตกตะลึงเพราะคำทำนายของนาง และยังรู้ว่าเขาจะบุกขึ้นมาที่นี่อย่างปลอดภัยได้อย่างไร บัดนี้เขายังตกตะลึงที่นางลืมเขาแต่กลับจำชื่อนายโลมพวกนั้นได้ถึงอย่างไรเขากับนางก็รู้จักกันมานาน นางเป็นเช่นใดเขาย่อมพอรู้มาบ้าง ความสามารถในการทำนายนั้นเขากลับไม่เคยได้ยินมาก่อนแต่หากไม่จริง เช่นนั้นสตรีนางนี้รู้ได้อย่างไร แน
บทที่ 14 สับสนไป๋จิ้งหานตัวแข็งค้าง ราวกับร่างกายของเขาถูกตรึงให้อยู่กับที่สตรีนางนี้รู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังพูดสิ่งใดออกมา!สายตาของนางเต็มไปด้วยบางสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน... ความโหยหาอันลึกล้ำที่ซ่อนเร้นอยู่ในส่วนลึกของจิตใจเขาควรผลักนางออก... ควรดึงสติของนางกลับมา แต่เพียงปลายนิ้วของนางเกลี่ยแก้มเขาเบา ๆ ความคิดทุกอย่างพลันเลือนหายเขาควรหยุด...ทว่า...ริมฝีปากนุ่มนิ่มของนางแนบเข้าหาเขาก่อน เพียงแค่สัมผัสแผ่วเบา ทว่ากลับร้อนแรงยิ่งกว่าพายุคลั่ง“อื้ม...”เสียงครางแผ่วดังขึ้นในลำคอของสตรีตรงหน้า กลีบปากอ่อนนุ่มบดเบียดเข้าหาเขาด้วยสัมผัสไร้เดียงสาทั้งเต็มไปด้วยความโหยหาไป๋จิ้งหานชะงักไปเพียงชั่วขณะ ราวกับถูกสายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านกลางใจ แต่เพียงไม่นานร่างกายของเขากลับเคลื่อนไหวไปเองโดยไม่ผ่านการไตร่ตรองมือแกร่งที่เคยตั้งใจผลักไสนางออก กลับกระชับอ้อมแขนรัดร่างของนางแนบชิด ริมฝีปากหนาขยับบดเบียดกับกลีบปากนุ่มนิ่มของนางอย่างเผลอไผลสัมผัสแรกเริ่มที่อ่อนโยนแปรเปลี่ยนเป็นลึกซึ้งยิ่งขึ้น เขาแนบชิดกับนางจนไร้ช่องว่าง กลิ่นสุราจาง ๆ ปะปนกับกลิ่นหอมหวานประจำกายของนาง ลมหายใจของพวกเขาผสมป
บทที่ 15 หนทางข้างหน้าต้องโรยด้วยกลีบดอกไม้คืนนี้เหยียนซือเหยียนฝันร้าย ในตอนที่ไป๋จิ้งหานยังคงนอนไม่หลับเขาจึงเห็นว่าริมฝีปากเล็ก ๆ พึมพำละเมอออกมาเบา ๆ จากนั้นที่หางตาของนางก็มีน้ำไหลออกมาเป็นสาย เหยียนซือเหยียนส่ายหน้าไปมาทั้ง ๆ ที่ยังหลับตา คล้ายกับว่านางกำลังฝันร้ายคืนนี้เขาไม่ได้ดับตะเกียงเช่นเคย แม้แสงตะเกียงจะริบหรี่จวนเจียนจะดับแต่เขาก็ยังเห็นสีหน้าท่าทางของนางชัดเจน ดูเหมือนนางกำลังฝันร้ายภายในห้วงฝันของเหยียนซือเหยียน...เงาอันมืดมนทาบทับไปทั่วทั้งลานกว้างของเรือนสกุลไป๋ สายลมหนาวพัดกรูมาเหมือนต้องการกัดกินผิวกายของนางเหยียนซือเหยียนยืนตัวแข็งทื่อ สายตาจับจ้องไปยังสตรีที่ล้มลงไปกองอยู่บนพื้น อี้ชิงกำลังสะอื้น พร้อมกับจ้องมองมายังนางด้วยดวงตาที่ใสซื่อเต็มไปด้วยน้ำตาคลอหน่วย“พี่หญิงท่านผลักข้าหรือ ข้าทำดีไม่พอใช่หรือไม่ ท่านจึงได้รังแกข้าเช่นนี้”“ข้าไม่ได้ทำ ไยเจ้าจึงล้มลงไปเช่นนั้น”เหยียนซือเหยียนตกตะลึง นางแทบไม่ได้แตะต้องตัวของอี้ชิงเลย แล้วเหตุใดสตรีนางนั้นจึงได้ล้มลงไปเช่นนี้...เสียงร้องของอี้ชิงเปล่งออกมาแผ่วเบาราวกับจะขาดใจ“พี่หญิง โปรดอย่าทำร้ายข้าเลยเจ้าค่ะ
บทที่ 56 ตอนจบหลังจากสงครามที่ดุเดือดกินเวลาหลายวัน ในที่สุดอวิ๋นอ๋องก็ถูกจับกุมและถูกตัดสินประหารชีวิต เมืองหลวงที่เคยลุกเป็นไฟก็กลับสู่ความสงบสุขอีกครั้งเด็กๆ ที่ถูกจับมาฝึกฝนเป็นทหารเดนตายของอวิ๋นอ๋องต่างได้รับการช่วยเหลือและถูกส่งตัวกลับไปยังแดนเหนือ ฝ่าบาททรงพระเมตตาพระราชทานเงินทุนจำนวนหนึ่งเพื่อให้พวกเขาจัดตั้งสำนักศึกษา ให้พวกเขาได้มีโอกาสศึกษาหาความรู้ใหม่อีกครั้ง และยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการรับราชการทหารได้เข้าฝึกฝนอย่างถูกต้องภายใต้การดูแลของกองทัพหลวงทว่าหลายวันผ่านไป ก็ยังไม่มีข่าวคราวของไป๋จิ้งหานกลับมายังจวนสกุลไป๋ ทำให้เหยียนซือเหยียนและทุกคนในจวนต่างก็เฝ้ารอด้วยความวิตกกังวลในเย็นวันหนึ่ง ขณะที่เหยียนซือเหยียนนั่งอยู่ในสวนเงียบๆ มองดูดอกเหมยที่ผลิบานอย่างงดงาม ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความกังวลและคิดถึง พลันเสียงฝีเท้าคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้หัวใจนางเต้นรัวแรงอย่างควบคุมไม่ได้“เหยียนเหยียน ข้ากลับมาแล้ว”น้ำเสียงอ่อนโยนที่คุ้นเคยทำให้หัวใจของเหยียนซือเหยียนพองโตด้วยความดีใจ นางหันขวับไปมองทันที และเห็นไป๋จิ้งหานยืนอยู่ตรงนั้น แม้ร่างกายจะดูซูบผอมลงเล็กน้อ
บทที่ 55 แผนการจบสิ้นแสงเทียนอบอุ่นส่องสว่างทั่วทั้งห้องโถงใหญ่ที่จัดไว้สำหรับงานเลี้ยงค่ำคืนนี้ ธูปกำยานหอมกรุ่นลอยอวลอยู่ในอากาศ ฮูหยินชรานั่งอยู่ที่ตำแหน่งประธาน ดวงหน้ายิ้มแย้มมองไปที่ฮูหยินใหญ่หรงด้วยสายตาอ่อนโยน“ลูกสะใภ้ ข้าต้องขอบใจเจ้าที่คอยดูแลข้าในยามที่ล้มป่วย ลำบากเจ้าแล้ว”ฮูหยินใหญ่หรงก้มศีรษะอย่างนอบน้อม “ข้าเพียงทำหน้าที่ของลูกสะใภ้เท่านั้นเอง ท่านแม่เกรงใจไปแล้วเจ้าค่ะ”ฮูหยินชรายิ้มอ่อนโยนพลางหันไปทางอี้ชิงที่นั่งอยู่ด้านข้าง “อี้ชิง เจ้าก็เช่นกัน ขอบใจเจ้ามากที่ปรนนิบัติข้าไม่เคยขาดตกบกพร่อง การที่มีเจ้าอยู่ข้างกายข้านับว่าเป็นวาสนาของข้าแล้ว”อี้ชิงยิ้มอย่างนอบน้อม แต่ดวงตาของนางกลับเปล่งประกายแปลกประหลาด “ท่านย่าประดุจดั่งท่านย่าแท้ ๆ ของชิงเอ๋อร์ ที่ผ่านมาชิงเอ๋อร์สมควรกตัญญูเจ้าค่ะ”“ดี เด็กดีเจ้าช่างกตัญญูยิ่งนัก”สายตาฮูหยินชรากวาดผ่านไปทางเหยียนซือเหยียนเพียงชั่วครู่โดยไม่เอ่ยสิ่งใด เหยียนซือเหยียนหน้าเสียไปเล็กน้อย แต่ยังคงนิ่งเงียบไว้ไม่พูดจาไป๋จิ้งหานที่นั่งอยู่ข้างๆ เห็นบรรยากาศเริ่มอึดอัดจึงรีบกล่าวขึ้นเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด“ท่านย่าอาการป่วยของท
บทที่ 54 หล่อเหลาที่สุดสองสามีภรรยาเดินไปยังโต๊ะที่จัดเตรียมแพะย่างหอมกรุ่นไว้ข้างกองไฟเหยียนซือเหยียนนั่งลงพลางเอ่ยว่า“หานหาน ท่านต้องรู้จักระมัดระวังรักษาร่างกาย อากาศหนาวหากสวมเพียงเสื้อตัวบางเหมือนเมื่อครู่อาจจะล้มป่วยได้”ไปจิ้งหานจับมือนางเอาไว้บีบเบา ๆ เอ่ยเสียงอ่อน“ไม่หนาวเลยสักนิดหรือถ้าหากข้าหนาวข้าก็จะกอดเจ้า ยังจำที่พวกเราอยู่ข้างแม่น้ำในวันที่มีโจรร้ายหวังสังหารเจ้าได้หรือไม่ วันนั้นอากาศหนาวเย็นยิ่งกว่านี้ เพราะว่าได้กอดเจ้าทั้งคืนส่งผ่านความอบอุ่นให้กันและกันพวกเราจึงรอดหนาวมาได้”เหยียนซือเหยียนหัวเราะร่วน“ผู้ใดจะลืมเล่า วันนั้นข้าเกือบตายเลยนะโชคดีที่มีหลี่จื้อช่วยเหลือ”“พูดถึงข้าหรือขอรับ”จู่ ๆ เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมา เหยียนซือเหยียนหันไปมอง เห็นสองพี่น้องสกุลหลี่กำลังประสานมือคารวะไป๋จิ้งหาน นางเอ่ยถามสีหน้าประหลาดใจ“พวกท่านมาตั้งแต่เมื่อใด”“เพิ่งมาถึงขอรับ ได้กลิ่นแพะย่างจึงเดินตามมาคิดว่านายท่านน่าจะอยู่ที่นี่ ว่าแต่ฮูหยินน้อยกำลังเอ่ยถึงข้าหรือขอรับ”“ใช่ข้าย่อมหมายถึงพี่หลี่ผู้เก่งกาจที่ช่วยข้าจากโจรร้ายในวันนั้น วันนี้ขอตอบแทนท่านด้วยแพะย่างแสนล้ำเลิ
บทที่ 53 หนึ่งแลกหนึ่งร้อยเหยียนซือเหยียนบัดนี้แอบมองอี้ชิงอยู่ที่มุมหนึ่ง นางเองก็ตั้งใจมารอรับไป๋จิ้งหานกลับจวนเช่นกัน ทว่าเมื่อเห็นว่าอี้ชิงรออยู่หน้าประตูใหญ่ก่อนนางแล้วจึงได้ซ่อนตัวในมุมมืดไม่ให้อี้ชิงเห็นภาพที่อี้ชิงโกรธแค้นไป๋จิ้งหานบัดนี้นางจึงมองเห็นได้อย่างชัดเจน ในใจพลันรู้สึกหนาวสั่นอย่างบอกไม่ถูกนั่นเป็นเพราะว่า อี้ชิงในยามนี้ไม่แตกต่างจากนางในชาติที่แล้วเลยแม้แต่น้อยเพราะทุ่มเทมาก รักมากจนทำเรื่องผิด สุดท้ายแล้วก็เป็นตัวเองที่เคียดแค้นอยู่เพียงลำพัง หมายสังหารเขาให้ตายตกตามกันไปความรักเช่นนี้ บัดนี้เหยียนซือเหยียนกระจ่างแจ้งแล้วว่า หาใช่ความรักที่แท้จริงเลยสักนิดเมื่อไม่ได้ครอบครองกลับคิดทำลาย จะเรียกว่ารักได้อย่างไรเหยียนซือเหยียนมองดูอี้ชิงถูกสาวใช้ของนางประคองกลับเรือนไปก่อนจะเผยกายออกจากที่ซ่อนพร้อมกับเซียวยีเซียวยีเอ่ยเบา ๆ“ท่าทางของคุณหนูอี้เหมือนกลายเป็นสตรีวิปริต ดูสายตาของนางที่มองท่านโหวอย่างเคียดแค้น ทั้งวาจาเช่นนั้นของนางข้าเห็นแล้วขนลุกนักเจ้าค่ะ”“เจ้าคิดว่านางน่ากลัวหรือ”“เจ้าค่ะ ทั้งดูเหมือนคนบ้าและน่ากลัวนัก ทำให้ข้าไม่อยากเข้าใกล้เลยสักนิด คุณ
บทที่ 52 เรื่องราวหวนกลับอี้ชิงไม่รอช้าวันต่อมานางวางแผนการจากนั้นรีบไปปรึกษากับฮูหยินใหญ่หรง บอกว่าจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับฮูหยินชรากลับจวนแต่ขอให้ฮูหยินใหญ่หรงออกหน้า ด้วยเหยียนซือเหยียนไม่ชอบนางเกรงว่าจะเกิดปัญหากระทบกระทั่งได้ หากว่าจัดในนามของฮูหยินใหญ่หรงเช่นนี้ก็จะปรองดองกันได้ง่ายฮูหยินใหญ่หรงเห็นว่าที่จวนไม่เคยจัดงานเลี้ยงมานานแล้ว ครั้งล่าสุดก็คืองานแต่งงานของไป๋จิ้งหานและเหยียนซือเหยียนนางจึงตกลง ทั้งยังกล่าวชื่นชมอี้ชิงไม่ขาดปากว่าคิดการได้รอบคอบยิ่งนัก ดังนั้นนางจึงรับปากจัดงานเลี้ยงขึ้นมา“หลานจะดูแลจัดการไม่ทำให้ท่านป้าลำบากเจ้าค่ะ”“อย่างไรข้าก็เป็นฮูหยินใหญ่จวนเจิ้นโหว เจ้ามีสิ่งใดให้ข้าช่วยข้าย่อมยินดี”เรื่องการจัดงานเลี้ยงนี้วันต่อไปฮูหยินใหญ่หรงย่อมนำไปปรึกษากับเหยียนซือเหยียนลับหลังอี้ชิง เล่าให้นางฟังว่าอี้ชิงต้องการให้จัดงานเลี้ยงและนางก็เห็นด้วย“แม่ได้รับสุรามาจากท่านย่าของเจ้า ตอนที่ปรนนิบัติอยู่ในวังหลวง สุรานี่เป็นสุราที่ไทเฮาพระราชทานทั้งยังเป็นสุราบำรุงร่างกาย เหมาะนักที่จะนำมาดื่มฉลอง แต่ก็ยังห่วงว่าแม่นางอี้ผู้นั้นจะมีแผนการใดหรือไม่”เหยียนซือเหยียนตก
บทที่ 51 ข้าคิดถึงท่านภายในรถม้าที่หยุดวิ่ง บัดนี้เหยียนซือเหยียนเพ่งพิศไป๋จิ้งหานแน่วนิ่งดวงตาไม่กะพริบเขาทำท่าโกรธนางขึงขังที่นางขัดคำสั่งออกจากแดนเหนือมาเช่นนี้เหยียนซือเหยียนกระเถิบเข้าไปหาไป๋จิ้งหานที่นั่งอยู่ตรงหน้าจากนั้นก็ยื่นมือไปโอบกอดรอบร่างสูงพร้อมกับซบดวงหน้าลงบนอกกว้างก่อนจะเอ่ยเสียงเบา“หานหานมารับข้าหรือ ลำบากท่านแล้ว”โทสะของเขาที่ขึงขังมาตั้งแต่รู้ว่านางออกจากเมืองอย่างดื้อรั้นบัดนี้กลับค่อย ๆ เลือนหายไปพร้อมกับร่างนุ่มนิ่มที่ซุกซบอยู่บนอกเขาขยับมือขึ้นโอบกอดนางตอบเอ่ยเสียงเบาไม่ต่างกัน “เจ้าไม่เคยฟังข้าจริง ๆ สินะ ออกจากแดนเหนือมาทำไม รู้อยู่แล้วว่าจะเกิดสงคราม”“หานหานข้าไม่อยากอยู่ห่างท่านแล้ว ท่านจากมานานเกินไปอีกอย่างข้าไม่อาจคาดเดาว่าอวิ๋นอ๋องจะก่อกบฏเมื่อใด หากในเร็ววันก็ช่างเถิดแต่หากเนิ่นนานไปข้าคงได้อกแตกตายเสียก่อนแน่”ไป๋จิ้งหานโอบรอบร่างเล็กดึงเข้ามาให้นั่งบนตักโอบกอดนางถนัดยิ่งขึ้นทำให้ร่างบอบบางทั้งร่างขออยู่ในอกของเขา ราวกับลูกนกที่กำลังถูกมารดากกกอดไป๋จิ้งหานอดไม่ได้ที่จะกดจุมพิตลงบนศีรษะด้วยความคำนึงถึงทั้งรู้สึกหวานล้ำอยู่ในอกเมื่อนางบอกว่าไม
บทที่ 50 สตรีดื้อรั้นด้านอวิ๋นอ๋องเมื่อเขาได้รับตราสั่งการที่คิดว่าเป็นของจริง ก็พลันหัวเราะลั่นเอ่ยว่า“ในที่สุดสวรรค์ก็เข้าข้างข้า บัลลังก์นั่นจะให้เด็กเมื่อวานซืนเช่นหยวนตี้ครอบครองได้อย่างไร เมื่อมีกองทัพแดนเหนือในมือ รวมกับกองทัพที่ข้าเฝ้ารวบรวมมาหลายปีกรอปกับนักรบแดนตายที่ฝึกฝน จากนี้ไปบัลลังก์ย่อมเป็นของข้าแล้ว”ที่แท้เด็กกำพร้า ที่หายตัวไปล้วนเป็นอวิ๋นอ๋องที่ขโมยคน เขาพาเด็กเหล่านั้นไปฝึกเป็นนักรบเดนตาย ทำงานใต้คำสั่งด้วยชีวิตและบัดนี้อวิ๋นอ๋องไม่รู้เลยว่า เด็กที่เขาได้รับมาใหม่จำนวนร้อยกว่าคนนั้นล้วนเป็นคนของไป๋จิ้งหาน อีกทั้งไป๋จิ้งหานรู้แหล่งซ่องสุมกำลังและให้คนไปเฝ้าจับตาดูโอบล้อมเอาไว้แล้วเพียงแต่ว่าไป๋จิ้งหานยังไม่ลงมือ หวังโอกาสเหมาะเจาะให้อวิ๋นอ๋องยกทัพ และจัดการพร้อมกันทีเดียวให้เสร็จสิ้นบัดนี้อวิ๋นอ๋องกำลังเพ่งพิศอี้ชิง เขารู้ว่านางเป็นหญิงงามทว่าเขาไม่เคยพบนางมานานแล้ว ก่อนหน้านั้นที่จะส่งนางเข้าไปแฝงกายในจวนสกุลไป๋นางก็ยังเด็กเหลือเกินบัดนี้ได้เห็นคนงามชัด ๆ ก็รู้สึกว่าอี้ชิงผู้นี้เข้าตานัก ดวงตาจึงเกิดอารมณ์ใคร่กระหายอยากขึ้นมา“ข้าต้องเรียกเจ้าว่าอี้ชิงหรืออ
บทที่ 49 เป็นไปตามแผนไป๋จิ้งหานพาอี้ชิงมาที่เมืองหลวงได้เดือนกว่าแล้ว ทว่านางก็มิได้ปรนนิบัติฮูหยินชราเพราะไป๋จิ้งหานได้พาฮูหยินชราไปรักษาตัวที่วังหลวง ด้านเหยียนซือเหยียนนั้น ไป๋จิ้งหานกลับให้นางอยู่ที่แดนเหนือห้ามมิให้ติดตามมาเด็ดขาดเพราะเขากำลังเตรียมการปราบปรามอวิ๋นอ๋อง คิดว่านางอยู่ที่แดนเหนือย่อมปลอดภัยกว่าหลังจากมาที่เมืองหลงไป๋จิ้งหานก็พาอี้ชิงไปเยี่ยมฮูหยินชราด้วยตนเองในวังหลวงเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น อี้ชิงสังเกตได้ว่าฮูหยินชราดูจะไม่สนใจนางดั่งเช่นเดิม เพียงสนทนากันไม่กี่คำฮูหยินชราก็เอ่ยปากว่าให้นางกลับเสียแล้ว“ท่านย่าไม่คิดถึงชิงเอ๋อร์หรือเจ้าคะ”ฮูหยินชราเผยรอยยิ้มบางเอ่ยว่า“ย่อมคิดถึง ทว่าอยู่ในวังหลวงต้องคำนึงถึงกฎเกณฑ์ การที่เจ้าเข้ามาได้ล้วนเป็นพระกรุณาของไทเฮา ทว่าอย่างไรก็ไม่อาจให้อยู่นานได้ เจ้ารีบออกจากวังก่อนจะค่ำมืดเถิด”“เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ หากว่าท่านพี่มีเวลาชิงเอ๋อร์จะให้ท่านพี่พามาเยี่ยมท่านย่าอีกครั้งนะเจ้าคะ”“ไม่ต้องห่วงย่า ที่วังหลวงมีหมอหลวงคอยดูแล ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่สุขภาพของย่าก็ดีขึ้นไม่น้อย”ก่อนหน้านั้น ไป๋จิ้งหานเคยเอ่ยกับท่านย่าว่าร่างกายขอ
บทที่ 48 ค้นพบความสุขไป๋จิ้งหานจูงมือเหยียนซือเหยียนไปยังเตียงกว้าง แสงเทียนส่องประกายรำไร ฉายเงาทอดยาวท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรี ดวงตาคมเข้มของเขาจับจ้องใบหน้าหวานละมุนตรงหน้าอย่างไม่วางตาเหยียนซือเหยียนถูกเขาจ้องจนแก้มร้อนผ่าว ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบา ๆ เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึก“ไยไม่ไปนอนที่เตียงของท่านเล่า”ไป๋จิ้งหานแย้มยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “เตียงของข้าอยู่ตรงนี้มิใช่หรือ” “เช่นนั้นข้าจะไปนอนเตียงนั้นเสียเอง”“เหยียนเหยียน...พวกเรานอนด้วยกันเถิด” เขาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำชวนใจเต้น ก่อนจะดึงนางเข้ามาโอบกอดอย่างแนบแน่นเหยียนซือเหยียนรู้สึกถึงไออุ่นจากกายแกร่งที่แนบชิดจนแทบมิอาจขยับหนีได้ ลมหายใจของเขารินรดที่ข้างแก้มอ่อนละมุน ความอบอุ่นของเขาทำให้หัวใจนางเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้“ไป๋จิ้งหาน ข้าบอกเพียงว่ายินยอมให้ท่านนอนในเรือน มิได้หมายความว่าจะให้ท่านนอนเตียงเดียวกัน ได้คืบจะเอาศอกหรือ”เสียงหัวเราะต่ำ ๆ ดังขึ้นข้างหูนาง “ข้าไม่ต้องการศอก ข้าเพียงต้องการเจ้าเท่านั้น...”“ตาเฒ่าไป๋หน้าไม่อาย”นางดุเสียงเบา แต่ใบหน้ากลับแดงก่ำ มือเรียวเล็กฟาดเบา ๆ ลงบนแผ่นอกเขา ไป๋จิ้งหานปล่อยให้นางตี