บทที่ 4 เริ่มเปิดศึกในจวนโหว
ยามเช้าตรู่วันต่อมา แสงอาทิตย์แรกของวันสาดส่องผ่านม่านโปร่งของ เรือนไป๋เหมย ที่ตั้งอยู่ใจกลางจวนโหว เรือนนี้เป็นที่พำนักของ ฮูหยินใหญ่หรง หรือ หรงเจิน ผู้เป็นมารดาของไป๋จิ้งหาน
ไป๋จิ้งหานได้รับคำสั่งให้มาพบมารดาตั่งแต่ลืมตาตื่นใจยามเช้า และเมื่อก้าวเข้ามาในเรือนอันอบอุ่น เขาก็ได้พบกับเหยียนซือเหยียนที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างมารดาของเขา
นางกำลังรินชาให้อย่างนุ่มนวล ดวงตากลมโตคลอไปด้วยน้ำตา แววตาเศร้าสร้อยและแดงเรื่อ ราวกับคนที่ผ่านค่ำคืนแห่งความทุกข์ระทมมาทั้งคืน
สีหน้าของนางในยามนี้ทำให้เขารู้สึกว่าเย็นที่แผ่นหลังอย่างประหลาด ราวกับว่ากำลังมีเรื่องให้รำคาญใจรอเขาอยู่
หลังจากเขาคารวะมารดาเรียบร้อย ฮูหยินใหญ่หรงก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงตำหนิอย่างไม่รอช้า
“เช้าวันนี้ไม่มีผ้าหงปู้[1]ส่งมาจากเรือนหอของเจ้า แม่สอบถามลูกสะใภ้แล้วจึงได้รู้ว่าเมื่อคืนลูกมิได้เข้าเรือนหอ บ่าวไพร่บอกแม่ว่าลูกไปนอนที่เรือนหนังสือ เจิ้นโหวไยเจ้าจึงได้ไม่รู้ความประพฤติตนเช่นนี้ รู้หรือไม่ว่าหากไทเฮาทรงทราบเรื่องนี้ พระนางสามารถเอาผิดกับจวนโหวได้”
ไป๋จิ้งหานกำลังจะอ้าปากตอบ เหยียนซือเหยียนกลับส่งเสียงสะอื้นกล่าวแทรกทั้งน้ำตา
“ท่านแม่เจ้าคะ...ลูกสะใภ้คงเป็นภรรยาที่ไม่ดีพอ ท่านโหวจึงไม่ต้องการข้า”
เสียงหวานสั่นเครือ เอ่ยพลางใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาเบา ๆ
ไป๋จิ้งหานชะงักดวงตาคมกริบตวัดมองนางทันที ก่อนจะหันกลับไปสบตากับมารดา ที่ในเวลานี้สีหน้าของ ฮูหยินใหญ่หรง ยิ่งเคร่งขรึมลงและมองเขาด้วยนัยน์ตาเยือกเย็นอย่างเห็นได้ชัด
ไป๋จิ้งหานกำมือแน่น คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเบาเล็กน้อยเมื่อกล่าวกับมารดา
“ท่านแม่ นางเป็นคนลงกลอนประตูเรือนหอเอง ข้าจึงเข้าไปไม่ได้ เรื่องนี้เป็นนางที่ผิดนะขอรับ”
เหยียนซือเหยียนปาดน้ำตาอย่างอ่อนหวานเสียงสะอื้นดังขึ้น กระทั่งมารดาของเขาต้องลูบหลังปลอบโยน ในขณะที่นางกล่าวว่า
“ท่านแม่เจ้าคะ... ท่านโหวอาจจะเมามายจนเลอะเลือน ลูกสะใภ้ไม่เคยลงกลอนเลย ข้าจะทำเช่นนั้นเพื่อสิ่งใดเจ้าคะ ท่านแม่ไม่เชื่อก็ถามบ่าวรับใช้ได้ ท่านโหวต้องการไปรับแขกหลอกล่อข้าจนออกจากเรือนหอได้ จากนั้นก็ไม่กลับมาอีกเลยเจ้าค่ะ”
เหยียนซือเหยียนสะอื้นเบา ๆ แล้วซบลงกับแขนของหรงเจิน ดวงหน้าของนางเปี่ยมไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
ฮูหยินใหญ่หรงหันไปมองเซียวยีบ่าวคนสนิทของเหยียนซือเหยียน นางก็รีบก้มหัวรับทันที
“เป็นความจริงเจ้าค่ะ คุณหนูของพวกเรามิได้ลงกลอนประตู บ่าวกับอาเหวินรอเปิดประตูให้ท่านโหวทั้งคืนก็ไม่เห็นแม้แต่เงาเจ้าค่ะ”
ไป๋จิ้งหานกัดฟันแน่น มองบ่าวรับใช้พวกนั้นด้วยสายตาเย็นยะเยือก แน่นอนว่าพวกนางย่อมต้องเข้าข้างคุณหนูของตน แต่เขากลับทำอะไรไม่ได้!
เมื่อคืนเขากลับมาช้ามาก ๆ ก็จริง แต่เขาก็ยังกลับเรือนหอด้วยคิดว่าอาจจะถูกท่านแม่ตำหนิ ผู้ใดจะคิดว่าเขาไม่เจอผู้ใดสักคนและยังไม่อาจเข้าเรือนหอของตนเองได้
เขาไม่ได้เอ่ยเรียกนางเพราะคิดว่านางคงนอนไปแล้ว จึงไปนอนที่เรือนหนังสือ คาดไม่ถึงว่านางจะวิ่งมาฟ้องมารดาของเขาตั้งแต่ไก่โห่เช่นนี้
เมื่อเขาไม่อาจแก้ต่างให้ตนเอง ผลลัพธ์ของเรื่องนี้จึงเป็นว่า เขาคือฝ่ายผิด
หรงเจินถอนหายใจหนัก เอ่ยด้วยน้ำเสียงตำหนิ
“หานเอ๋อร์! ไม่ว่าสิ่งใดที่เกิดขึ้น เจ้าควรมีความรับผิดชอบในฐานะสามี คืนแต่งงานไม่ควรปล่อยให้ภรรยานอนเดียวดายผิดธรรมเนียนยิ่งนักหากคนนอกล่วงรู้เจ้าคิดหรือไม่ว่าภรรยาของเจ้าจะถูกคนติฉินนินทาเช่นใด คืนนี้เจ้าต้องอยู่ที่เรือนหอ และพรุ่งนี้เช้า...ต้องมีหงปู้ส่งเข้าวังหลวง”
ไป๋จิ้งหานรับคำสั้น ๆ เขาไม่อาจโต้เถียงมารดาได้
“เป็นลูกที่ผิดเองขอรับ ลูกเข้าใจแล้วท่านแม่อย่าได้กังวลอีกเลย ร่างกายท่านอ่อนแอต้องรักษาสุขภาพนะขอรับ”
มารดาพยักหน้า สีหน้าดูดีขึ้นมาไม่น้อยเมื่อเห็นว่าอย่างไรบุตรชายก็ยังเชื่อฟัง
นางจึงเอ่ยว่า
“เช่นนั้นเจ้าก็พาเหยียนเหยียนกลับเรือนเถิด เหยียนเหยียนเองสุขภาพก็อ่อนแอไม่ต่างจากแม่นัก ไม่จำเป็นต้องมาคารวะทุกวัน อีกไม่กี่วันก็ต้องนำของขวัญกลับบ้านเดิมเพื่อคารวะบิดามารดาของลูกสะใภ้ แม่เตรียมทุกอย่างไว้ให้แล้วลูกพาเหยียนเหยียนกลับไปก็พอ”
ไป๋จิ้งหานเก็บสีหน้าขุ่นเคืองเอาไว้แน่นอนว่าเขาไม่ต้องการกลับบ้านเดิมกับนาง จึงคิดปล่อยให้นางไปคนเดียวหวังจะหาข้ออ้างในเวลานั้น
ด้านเหยียนซือเหยียนเองวันนี้นางมาเพื่อพิสูจน์ว่าแม่สามียังคงดีต่อนางเช่นเดิมหรือไม่ เมื่อได้รับคำตอบว่าไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อยนางจึงยอบกายจากไปอย่างอ่อนหวาน
คนสองคนเดินเคียงกันไปจนพ้นเรือนของฮูหยินใหญ่หรง เหยียนซือเหยียนกลับหันมาบอกกับเขาว่า
“ท่านพี่ ไม่จำเป็นต้องกลับบ้านเดิมกับข้า และไม่ต้องคิดหาข้ออ้างให้ลำบากใจ ข้าจะบอกบิดามารดาของข้าเองว่าท่านได้รับคำสั่งให้เดินทางไปปราบโจรกบฏจากฝ่าบาท”
ไป๋จิ้งหานกลับรู้สึกขุ่นเคืองขึ้นมาแทนเสียเอง
“ไยข้าต้องคิดให้วุ่นวาย ก็เพียงแค่กลับบ้านเดิมของเจ้าเท่านั้นไยต้องหาข้ออ้าง”
เหยียนซือเหยียนกลับมีสีหน้ามั่นใจยิ่งนัก
“ไม่จำเป็นต้องคิดมาก อย่างไรท่านก็ไม่ได้ไปแน่นอน”
จากนั้นไป๋จิ้งหานมีสีหน้าขุ่นเคืองยิ่งนัก เขารู้สึกได้ว่านางกำลังหัวเราะเยาะเขาอยู่ในใจ แต่ต่อหน้ามารดาของเขา นางกลับแสร้งเป็นภรรยาผู้ถูกทอดทิ้งได้แนบเนียนที่สุด เวลานี้กลับมาบอกว่าไม่ต้องการให้เขากลับบ้านเดิมด้วย
สตรีนางนี้กำลังวางแผนสิ่งใดเป็นแน่
เหยียนซือเหยียนกล่าวจบ นางก็เดินฉับ ๆ แยกจากเขาไปโดยไม่สนใจว่าเขาจะติดตามมาหรือไม่ ไป๋จิ้งหานได้แต่มองตามแผ่นหลังบอบบางไปจนลับตาจากนั้นจึงก้าวเท้ากลับไปที่เรือนหนังสือของตนเอง
เรือนหนังสือจวนเจิ้นโหว
ไป๋จิ้งหานให้บ่าวไปตามสองพี่น้องหลี่จื้อและหลี่หลงมาพบเขา ในขณะที่ครุ่นคิดถึงเรื่องเหยียนซือเหยียน
เมื่อคืนนี้นางดูดีใจมากที่เขาออกจากเรือนหอ แล้วเหตุใดรุ่งเช้านางกลับมาฟ้องมารดาของเขา หากนางต้องการผลักไสเขาจริง เหตุใดจึงต้องทำให้มารดาของเขาเข้ามาเกี่ยวข้องอีก
ไป๋จิ้งหานรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล เหยียนซือเหยียนที่เขารู้จักเมื่อก่อนหลงใหลเขาจนน่ารำคาญ แต่นางในตอนนี้กลับดูแตกต่างไป หรือว่าจริง ๆ แล้วที่นางแต่งงานกับเขาเพราะมีเล่ห์เหลี่ยมอันใด
เขาไม่อาจวางใจได้เพราะอย่างไรนางก็ยังเป็นคนสกุลเหยียน
และบัดนี้เขาได้รู้ข่าวมาว่าเหยียนปังพี่ชายคนรองของนางบัดนี้เป็นลูกน้องคนสำคัญของจ้าวเหวินเสนาบดีคลังซึ่งเป็นคนที่เขาตรวจสอบและกลายเป็นฝ่ายตรงข้ามกับเขา
เหยียนปังผู้นี้เป็นพี่ชายที่สนิทกับเหยียนซือเหยียนที่สุด หรือว่านางจะถูกส่งมาเพื่อเป็นหนอนบ่อนไส้ในจวนของเขากันแน่!
กระทั่งสององครักษ์พี่น้องเข้ามาในเรือนหนังสือ ไป๋จิ้งหานก็สั่งการทันใด
“หลี่จื้อข้าต้องการให้เจ้าจับตาดูเหยียนปังอย่าให้คลาดสายตา”
“คุณชายรองสกุลเหยียน พี่ชายของฮูหยินน้อยหรือขอรับ”
สายตาของไป๋จิ้งหานเคร่งขรึมลง
“ใช่เหยียนปังผู้นั้น บัดนี้เขากลายเป็นลูกน้องคนสนิทของเสนาบดีจ้าว คนผู้นั้นเจ้าเล่ห์เพทุบายข้าเกรงว่าสกุลเหยียนจะเกี่ยวข้องกับการทุจริตในครานี้”
“แต่พวกเราสืบเรื่องสกุลเหยียนมาเนิ่นนานแล้ว แต่ไม่เคยพบสิ่งใดผิดปกตินะขอรับ”
“เพราะก่อนหน้านี้คนของเราอยู่ที่นอกเมืองหลวง ไม่อาจนำเข้ามาในเมืองหลวงได้ จึงทำให้กำลังไม่เพียงพอและถูกปิดหูปิดตามานาน เวลานี้ฝ่าบาทได้มอบอำนาจให้ข้าเต็มที่เพื่อติดตามคดีเด็กชายหายตัวไปเป็นเวลาหลายปีอย่างต่อเนื่อง เราจึงเคลื่อนพลได้อย่างสะดวกขึ้น เริ่มวางคนของเราเอาไว้ในเมืองหลวงให้แนบเนียนที่สุด อย่าให้ถูกจับได้เด็ดขาด”
ภายใต้ความสงบสุขของต้าหยาง ผู้ใดจะรู้ว่าบัดนี้มีคดีเด็กหนุ่มหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยมานับสิบปีแล้ว เพราะว่าเด็กที่หายตัวไปล้วนเป็นคนไร้บ้านทั้งขอทาน ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดที่ร้องเรียนมาให้ทางการตรวจสอบ
ทว่าหลังจากเสร็จศึกชายแดนและไป๋จิ้งหานกลับมาที่เมืองหลวงมารับตำแหน่งผู้ตรวจการเมืองหลวงได้สองปีเขาก็พบความผิดปกติถึงเรื่องนี้ กระทั่งฝ่าบาทสั่งให้เขาตรวจสอบอย่างลับ ๆ เพราะสงสัยว่าเรื่องนี้จะมีใครที่อยู่เบื้องหลัง
กระทั่งเขาสืบพบความเกี่ยวเนื่องของคดีทุจริตของเสนาบดีจ้าวและความเกี่ยวพันกับการลักพาตัวเด็กชายมาอย่างต่อเนื่อง
หลี่จื้อรับคำ
“ขอรับ”
จากนั้นไป๋จิ้งหานก็หันมาเอ่ยกับหลี่หลง
“ส่วนเจ้าอาหลง จับตาดูเหยียนซือเหยียนเอาไว้ให้ดี”
หลี่หลงเป็นเด็กหนุ่มอายุเพียงสิบห้าปี ทว่ากลับมีวรยุทธ์สูงส่งยิ่งจนไป๋จิ้งหานถูกใจเขาจึงให้คอยติดตามอารักขาอยู่ข้างกายตนเอง
เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว
“ไยต้องจับตาดูฮูหยินน้อยด้วยขอรับ นางเกี่ยวข้องด้วยหรือขอรับ”
สีหน้าของไป๋จิ้งหานนั้นเต็มไปด้วยความคลางแคลงใจ
“เดิมทีก็ไม่อยากจับตาดู แต่พฤติกรรมของนางผิดปกตินัก ข้าไม่อาจปล่อยผ่านได้ ทุกการกระทำของนางนับจากนี้ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดและนำมารายงานข้า”
หลี่หลงรับคำ
“ขอรับนายท่าน”
ไป๋จิ้งหานอยู่ในเรือนหนังสือจนกระทั่งพระอาทิตย์อัสดง เขากินข้าวเพียงคนเดียวที่เรือนหนังสือก่อนจะกลับมาที่เรือนหอของตน
บัดนี้พบว่าเหยียนซือเหยียนอยู่ในชุดตัวในพร้อมเข้านอนเรียบร้อย ทั้งนางยังนั่งอ่านหนังสือนิทานพื้นบ้านโดยไม่แม้จะเงยหน้าขึ้นมามอง
“ท่านพี่ มาแล้วหรือ”
นางกล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สายตายังจับจ้องอยู่กับหนังสือเล่มหนาในมือ สีหน้าเคร่งเครียดยิ่งนัก จากนั้นเขาก็ได้ยินนางเอ่ยว่า
“เลวทรามเช่นนี้ ไยจึงกลายเป็นพระเอกของเรื่องได้ นางเอกก็แสนโง่งม”
จากนั้นนางก็วางหนังสืออย่างเดือดดาลทว่าเพียงพริบตาเดียวก็หยิบขึ้นมาใหม่พร้อมกับตั้งหน้าตั้งตาอ่านโดยไม่สนใจเขาอีก
เขากระแอมเอ่ยว่า
“เหยียนซือเหยียนเจ้ากำลังทำสิ่งใด”
แต่สิ่งที่ได้รับคือความเงียบตอบกลับมา เขาเอ่ยเรียกชื่อนางอีกหลายคำ
"เหยียนซือเหยียน เหยียนซือเหยียน”
นางจึงเงยหน้าขึ้นมามอง จากนั้นก็จ้องเขาด้วยสีหน้ารำคาญใจ
“เรียกทำไมหนักหนา ข้าก็อยู่ตรงนี้ ข้ากับท่านไม่มีสิ่งใดพูดคุยกันไม่ใช่หรือ”
คนที่เย็นชาเวลานี้ย่อมคือนาง มิใช่เขา ส่วนเขาแม้จะตั้งใจไม่พูดกับนางแต่ท่าทางนี้ของนางกลับกระตุ้นเขาได้เป็นอย่างดี
สตรีที่มักจะเดินตามหลังเขาเหมือนสุนัขตัวหนึ่งไยจึงเปลี่ยนไปได้เพียงนี้
เมื่อเห็นเข้าจ้องมองนาง เหยียนซือเหยียนทำสีหน้าสงสัยครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเบิกตากว้างเอ่ยว่า
“อ้อ ข้าลืมไปท่านแม่กำชับท่านมาหรือ ไม่ต้องห่วงข้ารอบคอบยิ่งเตรียมไว้แล้ว”
จากนั้นก็โยนห่อผ้าห่อหนึ่งให้เขาเอ่ยว่า
“ของที่ท่านต้องการ อยู่ในนั้นจากนี้ไม่ต้องกวนข้าอีก”
ไป๋จิ้งหานไม่เข้าใจว่านางมอบสิ่งใดให้ กระทั่งแกะห่อผ้าในมือออกมาดูจึงได้รู้ว่าที่แท้นางหมายถึงสิ่งใด
เขารู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความยุติธรรมเมื่อเขาถูกมารดาเรียกไปตำหนิตั้งแต่เช้าตรู่เพราะเขาไม่ได้นอนในเรือนหอในคืนที่ผ่านมาและบัดนี้เหยียนซือเหยียนยังนำของที่เขาคิดไม่ถึงว่านางจะเตรียมเอาไว้ส่งให้เขาถึงกับมือ
ผ้าขาวเปื้อนเลือดเป็นจุด ๆ ผืนหนึ่ง
“เจ้าเตรียมสิ่งนี้ให้ข้าหรือ”
“อื้อ ข้าเองท่านแม่กำชับท่านเมื่อเช้า ข้าย่อมได้ยินและรู้ว่าระหว่างพวกเราไม่มีทางเป็นไปได้ ข้าไม่วางยากำหนัดท่านอีกแล้วอย่างเด็ดขาด ท่านก็แค่ส่งผ้าหงปู้ในมือท่านให้ท่านแม่ หลังจากท่านแม่ส่งของสิ่งนี้เข้าวังหลวงเสด็จป้าของข้าก็ไม่กดดันจวนเจิ้นโหวแล้ว”
ไป๋จิ้งหานมองผ้าในมือพร้อมกับเอ่ยว่า
“หมายความว่าเจ้าไม่คิดจะเข้าหอกับข้าจริง ๆ หรือ”
“ก็แน่สิ ท่านพี่ถึงจะสายไปแต่ข้าสำนึกรู้แล้ว ข้ารู้ว่าข้าชอบท่านอยู่ฝ่ายเดียว ส่วนท่านก็รังเกียจข้าดังนั้นข้าจึงมอบทางออกให้ท่านเพื่อเอาใจท่านอย่างไรเล่า ในเมื่อรังเกียจก็ไม่จำเป็นต้องร่วมหอ ข้าไม่ฝืนใจท่านพี่เด็ดขาด ข้าดีมากใช่หรือไม่”
ไป๋จิ้งหานอ้าปากค้าง
หญิงสาวตรงหน้ามิใช่เหยียนซือเหยียนที่เขาเคยรู้จัก
เหยียนซือเหยียนคนเดิมคอยพยายามแทรกตัวเข้าไปในชีวิตของเขา จับตามองทุกการกระทำของเขา และพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้เขาหันมามอง ทว่านางในตอนนี้กลับเป็นผู้ที่ตีตัวออกห่าง
เขาจึงแน่ใจแล้วว่านางมีแผนการ เพียงต้องการเข้าจวนไป๋เพื่อสืบข่าวเท่านั้น คนสกุลเหยียนอย่างไรก็ยังต่ำช้าเช่นเคย
ไป๋จิ้งหานพยายามสะกดกลั้นอารมณ์กรุ่นโกรธที่นางคิดมาล้วงความลับของเขาจากภายใน ความเย็นชาของเขายิ่งทวีคูณขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนที่ริมฝีปากจะแสยะรอยยิ้มเย็นชา
“เจ้าช่างเป็นภรรยาที่ดีจริง ๆ เหยียนซือเหยียนรู้ใจข้ายิ่งนัก”
“แน่นอนเจ้าค่ะ ท่านพี่ ข้าเป็นภรรยาที่ดีที่สุด” นางกระพริบตาอย่างใสซื่อก่อนจะเผยรอยยิ้มที่ดูราวกับสตรีที่ไร้พิษภัยที่ทำให้ท่านแม่ของเขาตกหลุมพรางไปแล้วคนหนึ่ง
จู่ ๆ นางก็ลุกขึ้นแล้วเอ่ยว่า
“ท่านพี่ ตรงนั้นมีที่นอนหมอนและผ้าห่มนะเจ้าคะ ข้าดูแล้วท่านปูนอนตรงนั้นเหมาะสมยิ่ง”
เขาหันไปมองกองผ้าห่มที่นางเอ่ย จากนั้นก็หันมามองนางด้วยสายตาสงสัย
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
นางยิ้มกริ่มเอ่ยว่า
“ในเมื่อท่านไม่อยากร่วมเตียง เช่นนั้นก็นอนพื้นตรงนั้นเถิดเจ้าค่ะ ข้าเตรียมของให้ท่านหมดแล้ว”
ว่าแล้วนางก็ยกมือเรียวขึ้นมาปิดปากหาวจนน้ำตาไหลที่หางตา
“ท่านพี่ข้าจะนอนแล้วง่วงเหลือเกิน ราตรีสวัสดิ์นะเจ้าคะ อ้อ ไม่ต้องดับตะเกียงนะเจ้าคะ ข้ารู้ว่าท่านไม่ค่อยชอบความมืดเท่าใด”
ชาติที่แล้วกว่านางจะรู้ว่าเขาไม่ชอบความมืดก็อยู่กันมาได้ปีกว่าแล้ว เขาไม่เคยบอกนางมาก่อน นางรู้เพราะว่าองครักษ์หลี่หลงของเขาเป็นคนเผลอบอกนางว่าที่ไป๋จิ้งหานไม่ชอบนอนกับนางเพราะว่าเขาเกลียดความมืดนั่นเอง
ตั้งแต่นั้นมาเหยียนซือเหยียนก็นอนโดยไม่ดับตะเกียงมาตลอด หลายปีที่ทำเพื่อเขาบัดนี้กลับกลายเป็นความเคยชินไปเสียแล้ว จะดับไฟหรือไม่นางล้วนสามารถนอนหลับได้ทั้งนั้น
ด้านไป๋จิ้งหานบัดนี้เขาตกตะลึงไปครู่หนึ่ง นางรู้ได้อย่างไรว่าเขาไม่ชอบความมืด นั่นเป็นเพราะในวันที่บิดาของเขาสิ้นใจต่อหน้าเขา คืนนั้นลมแรงและท้องฟ้ามืดมิดยิ่งนัก ทำให้เขาไม่อาจข่มตาหลับในที่มืดได้อีกทุกครั้งจึงต้องจุดตะเกียงสลัวเอาไว้ในยามค่ำคืนจึงจะสามารถนอนหลับโดยไม่ฝันร้ายได้
“เหยียนซือเหยียนเจ้ารู้ได้อย่างไร เจ้าแอบให้คนตามข้าหรือ”
“ไยต้องแอบเล่าเจ้าคะ ข้าก็แค่เดาเอาท่าทางท่านขี้กลัวเช่นนี้ ย่อมเดาได้ว่าท่านไม่ชอบความมืด”
ไป๋จิ้งหานมึนงงกับคำตอบแบบกำปั้นทุบดินของนาง
“ข้าหรือดูท่าทางขี้กลัว”
“เจ้าค่ะ ขนาดข้าเป็นสตรีท่านยังกลัวเลย เช่นนี้น่าจะกลัวความมืด”
นางก็ตอบส่ง ๆ ไปเช่นนั้น เขาจะเชื่อหรือไม่นางล้วนไม่สนใจ เหยียนซือเหยียนคิดจะนอนแล้ว ทว่าไปจิ้งหานกลับเอ่ยว่า
“ช้าจะไปนอนที่เรือนหนังสือ ไยข้าต้องนอนที่พื้นด้วย”
เหยียนซือเหยียนอ้าปากหาวหวอด จากนั้นจึงเอ่ยว่า
“ไปก็ไปสิ แต่หากท่านแม่ตำหนิท่านก็อย่ามาโทษที่ข้าไม่เตือน”
[1] ผ้าหงปู้ คือผ้าเปื้อนเลือด ผ้านี้เป็นหลักฐานแสดงถึง พรหมจรรย์ของเจ้าสาว และถูกส่งไปยังวังหลวงหรือบ้านฝ่ายเจ้าบ่าวเพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าการสมรสเป็นไปตามธรรมเนียม
บทที่ 5 เริ่มต้นก็ปวดหัวแล้ว“ท่านพี่เมื่อเช้าท่านเพิ่งถูกตำหนิมาแต่หากท่านต้องการให้ท่านแม่ไม่สบายใจ ก็ออกไปเถิดข้าไม่ห้ามแล้วเจ้าค่ะ แต่ท่านโทษข้าไม่ได้หากข้าจะต้องเอ่ยความจริงกับท่านแม่ว่าท่านออกไปนอนที่เรือนหนังสืออีก ท่านพี่ข้าพูดโกหกไม่เป็นนะเจ้าคะ”ไป๋จิ้งหานมีสีหน้าเดือดดาลอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งเห็นว่าเหยียนซือเหยียนทำดวงตาใสซื่อทว่าในใจคงกำลังเยาะหยันเขาอยู่ จึงทำให้เขารู้สึกไม่พอใจเอาเสียเลยด้านเหยียนซือเหยียนนางชอบความรู้สึกนี้ยิ่งนัก ที่สามารถทำให้เขาอัดอั้นตันใจได้เพียงนี้ดี เกลียดนางนักก็อยู่ด้วยกันตรงนี้ เกลียดให้ตายไปเลยข้างหนึ่งนางดักทางเขาเอาไว้หมดแล้ว เขาเพิ่งถูกท่านแม่ตำหนิเรื่องทิ้งเจ้าสาวมาในตอนเช้า หากว่าเขาไม่นอนในเรือนนี้อีกท่านแม่ต้องไม่สบายใจเป็นแน่ไป๋จิ้งหานจะอยู่ก็รังเกียจ จะไปก็เกรงท่านแม่จะคิดมากและเป็นกังวล เขาจึงไร้ทางออกเพราะอึดอัด สุดท้ายได้แต่ถอนหายใจยาวออกมาเอ่ยเสียงสั่งการ“ข้าต้องล้างหน้าถูฟัน เปลี่ยนอาภรณ์ก่อนเข้านอน”เหยียนซือเหยียนล้มตัวลงนอนตะแคงมองเขาพร้อมเผยรอยยิ้มแต่ไม่คิดขยับไปไหน“เจ้าได้ยินหรือไม่ ว่าข้าต้องทำสิ่งใด”ไป๋จิ้งหานมองใบหน
บทที่ 6 เป็นอิสระแล้วครึ่งเดือนต่อมาแดนเหนือ เมืองหลงเซิง เป็นดินแดนที่ไป๋จิ้งหานคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะเป็นสถานที่ที่เขาเติบโตมาตั้งแต่วัยเยาว์ เมืองแห่งนี้เป็นเส้นเขตแดนสำคัญที่เชื่อมต่อกับดินแดนของชนเผ่าเร่ร่อน และบัดนี้มันกลับเต็มไปด้วยควันเพลิงแห่งกบฏการก่อกบฏครั้งนี้ทำให้ไป๋จิ้งหานได้รับพระบัญชาให้เดินทางกลับไปยังแดนเหนือเพื่อปราบกบฏที่ฮึกเหิมเกินกำลังเจ้าเมืองหลงเซิงที่จะต่อกรได้เหยียนซือเหยียนรู้อยู่แล้วว่าวันนี้ต้องมาถึงนางจึงบอกเขาว่า เขาจะไม่ได้กลับบ้านเดิมกับนางอย่างแน่นอนไป๋จิ้งหานยังจำคำของนางได้ และวาจาของนางที่เคยกล่าวเอาไว้กลับกลายเป็นความจริงจะมีเรื่องบังเอิญอะไรได้เพียงนี้ในขณะที่ไป๋จิ้งหานกำลังคิดถึงเรื่องบังเอิญนี้ เหยียนซือเหยียนก็คิดถึงเรื่องชาติที่แล้วไป๋จิ้งหานไปออกรบหายหน้าไปนานถึงห้าเดือน ก่อนจะกลับมาพร้อมกับ อี้ชิง และ ท่านย่าผู้ลำเอียงของเขา โดยที่นางไม่ได้ร่วมเดินทางไปด้วย นางเคยใช้ชีวิตรอคอยเขาด้วยความทรมาน ใจจดจ่อทุกวันว่าเขาจะกลับมาหรือไม่กิจวัตรประจำวันของนางก็คือการไปไหว้พระสวดมนต์ขอพรให้เขารอดปลอดภัยกลับมานอกจากนั้นนางยังส่งจดหมายไปถึงเขาฉ
บทที่ 7 นางช่างกล้านักสองเดือนที่ผ่านมานี้ ตั้งแต่ไป๋จิ้งหานออกศึก เหยียนซือเหยียนก็ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี นางไปจวนองค์หญิงใหญ่อยู่เสมอ เพื่อฟังชายงามขับร้องบทกวี ชมงิ้ว เล่นไพ่ และเล่นหมากล้อมนอกจากนั้นนางยังคัดเลือกสาวงามอีกหลายคน เพื่อเตรียมส่งไปบำเรอความสุขให้สามีที่แดนเหนือแม้ว่าเขาจะปฏิเสธเสียงแข็งก็ตามเพราะนางรู้ว่าเขาจะปราบกบฏที่ชายแดนในค่ายทหารไม่กี่เดือน จากนั้นจะกลับเข้ามาพำนักรอดูความเรียบร้อยในจวนสกุลไป๋เมืองหลงเซิงอันเป็นเมืองหลวงในแดนเหนือ และอี้ชิงก็จะกลายเป็นนางในดวงใจของเขาตอนนี้สาวงามที่นางคัดเลือกให้ไป๋จิ้งหานล้วนมีใบหน้า รูปร่าง และกิริยาใกล้เคียงกับอี้ชิง ทว่านอกเหนือจากนั้นพวกนางยังได้รับการฝึกฝนให้ปรนนิบัติบุรุษบนเตียงจากนางโลมอันดับหนึ่งอย่างลับ ๆเรื่องนี้เหยียนซือเหยียนล้วนแอบลักลอบทำ ไม่ให้ผู้ใดรู้และจะส่งไปให้ไป๋จิ้งหานเมื่อถึงเวลานางมีความสุขยิ่งกว่าชาติที่แล้วจนไม่อาจบรรยาย ถึงจะยังคงมีอาการเจ็บแค้นใจไป๋จิ้งหานและคิดถึงเขาอยู่บ้างแต่ก็เป็นเพียงชั่วครู่เท่านั้นเพราะทุกวันนางล้วนได้รับการเยียวยาจิตใจจากจวนองค์หญิงใหญ่ ด้วยบุรุษมากมายที่แสนเอาอกเอาใจท
บทที่ 8 พบโจรร้ายหลี่หลงนำองครักษ์จำนวนไม่น้อยคอยคุ้มครองเหยียนซือเหยียนเดินทางขึ้นเหนือในวันรุ่งขึ้นตั้งแต่ยังไม่รุ่งสาง หลังจากนั้นนางก็แทบจะไม่ได้หยุดพักอีกการมาครานี้ของเหยียนซือเหยียน นางมิได้นำเพียงสาวใช้ข้างกายของตนเองมาเท่านั้น สตรีที่นางฝึกฝนเพื่อให้เป็นอนุของไป๋จิ้งหานก็ติดตามมาด้วยผู้หนึ่งในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าอย่างไรก็ต้องได้พบกับอี้ชิง สู้นางลงมือก่อนจึงจะนับว่าได้เปรียบจวบจนเวลาผ่านไปนับสิบวันก็ดูเหมือนว่าใกล้ถึงแดนเหนือขึ้นทุกขณะแล้ว อากาศที่หนาวเย็นอยู่แล้วยิ่งหนาวเย็นจับจิต แม้หลี่หลงจะอายุยังน้อย ทว่าเขากลับเป็นคนที่โตเกินวัย วรยุทธ์ล้ำเลิศทั้งยังเคร่งขรึมและดูเหมือนจะพึ่งพาได้ชาติที่แล้วเหยียนซือเหยียนแทบจะไม่เคยพูดคุยกับองครักษ์ของไป๋จิ้งหานหากว่าไม่จำเป็น สิบกว่าปีที่อยู่ร่วมกับเขามาเรียกได้ว่านางไม่สนิทสนมกับคนใกล้ชิดของเขาแม้แต่คนเดียวก็แน่ล่ะ...แม้แต่ตัวเขายังตีตัวออกห่างจากนาง เช่นนี้แล้วจะเปิดโอกาสให้นางสนิทสนมกับผู้ใดได้อีกการเดินทางสำหรับนางในครานี้ อันที่จริงจะว่าน่าเบื่อหน่ายก็ไม่อาจพูดได้ ชาติที่แล้วนางอยากมาที่แดนเหนือนัก เพราะอยากเห็นว่าเขาใช้ชีว
บทที่ 9 ถูกจับไปก็ดีแล้วกลางดึกอันเหน็บหนาว ณ เชิงเขาชีอันเสียงกีบม้ากระทบพื้นหิมะดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ ลมหายใจของฝูงม้าส่งไอสีขาวออกมาท่ามกลางความหนาวเหน็บ ไป๋จิ้งหาน เร่งม้าควบผ่านผืนป่าอย่างเร่งร้อนหลังได้รับข่าวว่าขบวนของเหยียนซือเหยียนถูกซุ่มโจมตี นางยังหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไป๋จิ้งหานร้อนรนรีบจัดเตรียมกำลังพลทันที โดยส่งหลี่จื้อคอยช่วยเหลือน้องชายของเขาดูแลชายแดนแทนตนเองเมื่อไป๋จิ้งหานมาถึงเชิงเขาชีอัน กองทหารที่ถูกส่งมาก่อนหน้าได้รอคอยอยู่แล้ว หลี่หลง รีบก้าวออกมาต้อนรับเขา สีหน้าของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด"เรียนนายท่าน พบว่ากลุ่มโจรที่ซุ่มโจมตีคือกลุ่มกบฏขอรับ ข้าสามารถจับเป็นและจับตายได้ทั้งหมด รวมทั้งหัวหน้ากลุ่มกบฏ ทว่ารถม้าของฮูหยินน้อยกลับหายไป กระทั่งข้าตามพบที่เชิงเขาชีอันจากนั้นร่องรอยก็หายไปทั้งหมด"ไป๋จิ้งหานยังคงฟังอย่างเงียบงัน ใบหน้าของเขานิ่งสงบ ทว่าดวงตากลับฉายแววดุดันขึ้นทุกขณะ“นอกจากเหยียนซือเหยียนแล้วยังมีผู้ใดหายไปอีก”“บ่าวของนางทั้งสองคนเซียวยี อาเหวิน และยังมีสตรีนางหนึ่งที่ติดตามมาด้วยหายไป อีกทั้งในรถม้าของฮูหยินน้อยล้วนเต็มไปด้วยหีบเงิ
บทที่ 10 สตรีบ้าผู้นี้การเดินทางขึ้นเขาเต็มไปด้วยอุปสรรค หมอกหนาปกคลุมเส้นทาง กิ่งไม้เปียกชื้นบดบังทัศนวิสัย แต่อันตรายที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่อากาศหนาวเย็น แต่เป็นกับดักที่ซุกซ่อนอยู่ตามแนวทางเดิน“หยุด!”เสียงสั่งการของไป๋จิ้งหานดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดหลี่หลงชะงักฝีเท้า เมื่อเห็นว่า พื้นดินเบื้องหน้ามีรอยแตกผิดปกติ ไป๋จิ้งหานหยิบก้อนหินเล็ก ๆ ขว้างลงไปที่รอยแยกนั้นเพียงชั่วพริบตา พื้นดินก็ค่อย ๆ ทรุดลงกลายเป็นหลุมลึก!ภายในหลุมเต็มไปด้วยไม้แหลมมากมาย หากพวกเขาเดินพลาดแม้แต่ก้าวเดียว สิ่งที่รออยู่เบื้องล่างคือความตายอันแสนสยดสยอง“พวกมันวางกับดักได้แนบเนียนนัก หากไม่มีนายท่าน พวกเราคงร่วงไปตายกันหมด”ไป๋จิ้งหานเอ่ยว่า“ทุกคนต้องระวังให้มาก ตามข้ามา”พวกเขาหลบเลี่ยงกับดักหลุมนั้นไปได้ แต่ไม่ทันขยับตัวไปไกล เชือกเส้นหนึ่งก็พุ่งขึ้นจากพื้นดินอย่างฉับพลันฟึบ!เชือกเส้นหนาตวัดเข้าพันขาของทหารผู้หนึ่ง ร่างของเขาถูกกระชากขึ้นกลางอากาศแทบจะทันทีอั่ก!ทหารผู้นั้นดิ้นรน มือคว้าอากาศอย่างตื่นตระหนกไป๋จิ้งหานพุ่งตัวไปข้างหน้า ชักกระบี่ตวัดตัดเชือกพริบตาเดียว ร่างของทหารร่วงลงมากระแทกพื
บทที่ 11 พิธีแต่งงานไป๋จิ้งหานเข้าไปในห้องโถงพร้อมกับตาเฒ่าผู้นั้น คงเป็นเพราะมากับคนชราของหมู่บ้านจึงดูเหมือนว่าจะไม่มีผู้ใดสนใจเขานักไป๋จิ้งหานกวาดสายตามองรอบ ๆ โดยที่หลี่หลงยังหอบหิ้วชายชราที่เมามายอยู่ข้าง ๆ ทว่าเขากลับไม่พบแม้แต่เงาของเหยียนซือเหยียน“นางอยู่ที่ใด”หลี่หลงตอบกระซิบ“นายท่าน หาฮูหยินน้อยไม่พบขอรับ”กระทั่งเขาได้ยินคนผู้หนึ่งเอ่ยว่า พิธีแต่งงานจบลงแล้ว หัวหน้าโจรคงกำลังเข้าหออย่างมีความสุขช่างน่าอิจฉายิ่งนักหลี่หลงเอ่ยด้วยสีหน้าตกใจ“นายท่าน ฮูหยินน้อยกำลังเข้าหอแล้วขอรับ”ไป๋จิ้งหานยังคงนิ่งงันไปครู่หนึ่ง มือที่กำดาบแน่นจนเห็นเส้นเลือดปูดโปนนางเข้าหอแล้ว เขามาช้าไปหรือ ไม่ ไม่มีทาง!ลมหายใจของเขาติดขัดราวกับมีหินก้อนใหญ่ทับอยู่บนอกเเพียงแค่คิดว่า เหยียนซือเหยียนอยู่ในเรือนหอกับโจรชั่ว กำลังถูกมันกอดรัดแนบชิด ใบหน้างดงามแนบอยู่กับอกของบุรุษอื่น เขาก็แทบระเบิดโทสะออกมา!ในเวลานั้นนั่นเองที่เขากระชากบุรุษผู้หนึ่งแล้วลอบใช้มีดจ่อเข้าที่เอวเอ่ยเสียงเบา“เรือนหอของนายท่านพวกเจ้าอยู่ที่ใด พาข้าไปเดี๋ยวนี้มิเช่นนั้นข้าสังหารเจ้าแน่ และอย่าคิดตุกติกเป็นอันขาดคนของข้าล้
บทที่ 12 อย่าถือสาคนเมาด้านไป๋จิ้งหาน หลังจากบุกเข้าไปในเรือนหอแล้วไม่พบเหยียนซือเหยียน ไป๋จิ้งหานจับตัวหัวหน้าโจรขึ้นมาคาดคั้นจนได้ความจริง นอกจากนั้นคนของเขายังจัดการกลุ่มโจรอย่างเงียบเชียบว่องไวโดยที่ไม่ทำให้ชาวบ้านที่กำลังฉลองรู้ตัวเลยแม้แต่น้อยหัวหน้าโจรที่ถูกจับมัดอยู่ตรงหน้าเงยหน้ามองไป๋จิ้งหานด้วยสายตาอ้อนวอน ในขณะที่ฮูหยินคนใหม่ของเขาบัดนี้อยู่ในชุดคลุมกายมิดชิดคุกเข่าอยู่ตรงหน้าไป๋จิ้งหานหลี่หลงเอ่ยว่า“สตรีนางนี้เป็นคนของฮูหยินน้อยที่นางให้ติดตามมาขอรับ นางถูกจับมาด้วย”ไป๋จิ้งหานมองนางเอ่ยว่า“ไยเจ้าจึงยอมแต่งกับหัวหน้าโจร เจ้าไม่กลัวหรือถูกบังคับ”สตรีนางนั้นร่ำไห้อย่างหวาดกลัว นางตอบด้วยน้ำตานองหน้า“ท่านโหวเจ้าคะ ข้าไม่ได้ถูกบังคับและข้าก็ชอบท่านพี่จริง ๆ จึงยอมแต่งด้วย ตัวข้าเคยเป็นนางโลมที่ถูกฮูหยินน้อยไถ่ตัวช่วยเหลือ แต่ข้าอยู่ในจวนโหวไม่คุ้นเคยยิ่งนัก บัดนี้ข้าพบว่าที่นี่ดียิ่ง แม้จะเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ บนเขา แต่กลับมีหลายอย่างที่ทำให้ข้าสบายใจ ท่านโหวข้าเต็มใจแต่ง และท่านพี่สาบานกับข้าแล้วว่าจะดีต่อข้าเจ้าค่ะ ท่านโหวพวกเรารักกันด้วยใจจริง ท่านได้โปรดไว้ชีวิตท่านพี
บทที่ 56 ตอนจบหลังจากสงครามที่ดุเดือดกินเวลาหลายวัน ในที่สุดอวิ๋นอ๋องก็ถูกจับกุมและถูกตัดสินประหารชีวิต เมืองหลวงที่เคยลุกเป็นไฟก็กลับสู่ความสงบสุขอีกครั้งเด็กๆ ที่ถูกจับมาฝึกฝนเป็นทหารเดนตายของอวิ๋นอ๋องต่างได้รับการช่วยเหลือและถูกส่งตัวกลับไปยังแดนเหนือ ฝ่าบาททรงพระเมตตาพระราชทานเงินทุนจำนวนหนึ่งเพื่อให้พวกเขาจัดตั้งสำนักศึกษา ให้พวกเขาได้มีโอกาสศึกษาหาความรู้ใหม่อีกครั้ง และยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการรับราชการทหารได้เข้าฝึกฝนอย่างถูกต้องภายใต้การดูแลของกองทัพหลวงทว่าหลายวันผ่านไป ก็ยังไม่มีข่าวคราวของไป๋จิ้งหานกลับมายังจวนสกุลไป๋ ทำให้เหยียนซือเหยียนและทุกคนในจวนต่างก็เฝ้ารอด้วยความวิตกกังวลในเย็นวันหนึ่ง ขณะที่เหยียนซือเหยียนนั่งอยู่ในสวนเงียบๆ มองดูดอกเหมยที่ผลิบานอย่างงดงาม ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความกังวลและคิดถึง พลันเสียงฝีเท้าคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้หัวใจนางเต้นรัวแรงอย่างควบคุมไม่ได้“เหยียนเหยียน ข้ากลับมาแล้ว”น้ำเสียงอ่อนโยนที่คุ้นเคยทำให้หัวใจของเหยียนซือเหยียนพองโตด้วยความดีใจ นางหันขวับไปมองทันที และเห็นไป๋จิ้งหานยืนอยู่ตรงนั้น แม้ร่างกายจะดูซูบผอมลงเล็กน้อ
บทที่ 55 แผนการจบสิ้นแสงเทียนอบอุ่นส่องสว่างทั่วทั้งห้องโถงใหญ่ที่จัดไว้สำหรับงานเลี้ยงค่ำคืนนี้ ธูปกำยานหอมกรุ่นลอยอวลอยู่ในอากาศ ฮูหยินชรานั่งอยู่ที่ตำแหน่งประธาน ดวงหน้ายิ้มแย้มมองไปที่ฮูหยินใหญ่หรงด้วยสายตาอ่อนโยน“ลูกสะใภ้ ข้าต้องขอบใจเจ้าที่คอยดูแลข้าในยามที่ล้มป่วย ลำบากเจ้าแล้ว”ฮูหยินใหญ่หรงก้มศีรษะอย่างนอบน้อม “ข้าเพียงทำหน้าที่ของลูกสะใภ้เท่านั้นเอง ท่านแม่เกรงใจไปแล้วเจ้าค่ะ”ฮูหยินชรายิ้มอ่อนโยนพลางหันไปทางอี้ชิงที่นั่งอยู่ด้านข้าง “อี้ชิง เจ้าก็เช่นกัน ขอบใจเจ้ามากที่ปรนนิบัติข้าไม่เคยขาดตกบกพร่อง การที่มีเจ้าอยู่ข้างกายข้านับว่าเป็นวาสนาของข้าแล้ว”อี้ชิงยิ้มอย่างนอบน้อม แต่ดวงตาของนางกลับเปล่งประกายแปลกประหลาด “ท่านย่าประดุจดั่งท่านย่าแท้ ๆ ของชิงเอ๋อร์ ที่ผ่านมาชิงเอ๋อร์สมควรกตัญญูเจ้าค่ะ”“ดี เด็กดีเจ้าช่างกตัญญูยิ่งนัก”สายตาฮูหยินชรากวาดผ่านไปทางเหยียนซือเหยียนเพียงชั่วครู่โดยไม่เอ่ยสิ่งใด เหยียนซือเหยียนหน้าเสียไปเล็กน้อย แต่ยังคงนิ่งเงียบไว้ไม่พูดจาไป๋จิ้งหานที่นั่งอยู่ข้างๆ เห็นบรรยากาศเริ่มอึดอัดจึงรีบกล่าวขึ้นเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด“ท่านย่าอาการป่วยของท
บทที่ 54 หล่อเหลาที่สุดสองสามีภรรยาเดินไปยังโต๊ะที่จัดเตรียมแพะย่างหอมกรุ่นไว้ข้างกองไฟเหยียนซือเหยียนนั่งลงพลางเอ่ยว่า“หานหาน ท่านต้องรู้จักระมัดระวังรักษาร่างกาย อากาศหนาวหากสวมเพียงเสื้อตัวบางเหมือนเมื่อครู่อาจจะล้มป่วยได้”ไปจิ้งหานจับมือนางเอาไว้บีบเบา ๆ เอ่ยเสียงอ่อน“ไม่หนาวเลยสักนิดหรือถ้าหากข้าหนาวข้าก็จะกอดเจ้า ยังจำที่พวกเราอยู่ข้างแม่น้ำในวันที่มีโจรร้ายหวังสังหารเจ้าได้หรือไม่ วันนั้นอากาศหนาวเย็นยิ่งกว่านี้ เพราะว่าได้กอดเจ้าทั้งคืนส่งผ่านความอบอุ่นให้กันและกันพวกเราจึงรอดหนาวมาได้”เหยียนซือเหยียนหัวเราะร่วน“ผู้ใดจะลืมเล่า วันนั้นข้าเกือบตายเลยนะโชคดีที่มีหลี่จื้อช่วยเหลือ”“พูดถึงข้าหรือขอรับ”จู่ ๆ เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมา เหยียนซือเหยียนหันไปมอง เห็นสองพี่น้องสกุลหลี่กำลังประสานมือคารวะไป๋จิ้งหาน นางเอ่ยถามสีหน้าประหลาดใจ“พวกท่านมาตั้งแต่เมื่อใด”“เพิ่งมาถึงขอรับ ได้กลิ่นแพะย่างจึงเดินตามมาคิดว่านายท่านน่าจะอยู่ที่นี่ ว่าแต่ฮูหยินน้อยกำลังเอ่ยถึงข้าหรือขอรับ”“ใช่ข้าย่อมหมายถึงพี่หลี่ผู้เก่งกาจที่ช่วยข้าจากโจรร้ายในวันนั้น วันนี้ขอตอบแทนท่านด้วยแพะย่างแสนล้ำเลิ
บทที่ 53 หนึ่งแลกหนึ่งร้อยเหยียนซือเหยียนบัดนี้แอบมองอี้ชิงอยู่ที่มุมหนึ่ง นางเองก็ตั้งใจมารอรับไป๋จิ้งหานกลับจวนเช่นกัน ทว่าเมื่อเห็นว่าอี้ชิงรออยู่หน้าประตูใหญ่ก่อนนางแล้วจึงได้ซ่อนตัวในมุมมืดไม่ให้อี้ชิงเห็นภาพที่อี้ชิงโกรธแค้นไป๋จิ้งหานบัดนี้นางจึงมองเห็นได้อย่างชัดเจน ในใจพลันรู้สึกหนาวสั่นอย่างบอกไม่ถูกนั่นเป็นเพราะว่า อี้ชิงในยามนี้ไม่แตกต่างจากนางในชาติที่แล้วเลยแม้แต่น้อยเพราะทุ่มเทมาก รักมากจนทำเรื่องผิด สุดท้ายแล้วก็เป็นตัวเองที่เคียดแค้นอยู่เพียงลำพัง หมายสังหารเขาให้ตายตกตามกันไปความรักเช่นนี้ บัดนี้เหยียนซือเหยียนกระจ่างแจ้งแล้วว่า หาใช่ความรักที่แท้จริงเลยสักนิดเมื่อไม่ได้ครอบครองกลับคิดทำลาย จะเรียกว่ารักได้อย่างไรเหยียนซือเหยียนมองดูอี้ชิงถูกสาวใช้ของนางประคองกลับเรือนไปก่อนจะเผยกายออกจากที่ซ่อนพร้อมกับเซียวยีเซียวยีเอ่ยเบา ๆ“ท่าทางของคุณหนูอี้เหมือนกลายเป็นสตรีวิปริต ดูสายตาของนางที่มองท่านโหวอย่างเคียดแค้น ทั้งวาจาเช่นนั้นของนางข้าเห็นแล้วขนลุกนักเจ้าค่ะ”“เจ้าคิดว่านางน่ากลัวหรือ”“เจ้าค่ะ ทั้งดูเหมือนคนบ้าและน่ากลัวนัก ทำให้ข้าไม่อยากเข้าใกล้เลยสักนิด คุณ
บทที่ 52 เรื่องราวหวนกลับอี้ชิงไม่รอช้าวันต่อมานางวางแผนการจากนั้นรีบไปปรึกษากับฮูหยินใหญ่หรง บอกว่าจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับฮูหยินชรากลับจวนแต่ขอให้ฮูหยินใหญ่หรงออกหน้า ด้วยเหยียนซือเหยียนไม่ชอบนางเกรงว่าจะเกิดปัญหากระทบกระทั่งได้ หากว่าจัดในนามของฮูหยินใหญ่หรงเช่นนี้ก็จะปรองดองกันได้ง่ายฮูหยินใหญ่หรงเห็นว่าที่จวนไม่เคยจัดงานเลี้ยงมานานแล้ว ครั้งล่าสุดก็คืองานแต่งงานของไป๋จิ้งหานและเหยียนซือเหยียนนางจึงตกลง ทั้งยังกล่าวชื่นชมอี้ชิงไม่ขาดปากว่าคิดการได้รอบคอบยิ่งนัก ดังนั้นนางจึงรับปากจัดงานเลี้ยงขึ้นมา“หลานจะดูแลจัดการไม่ทำให้ท่านป้าลำบากเจ้าค่ะ”“อย่างไรข้าก็เป็นฮูหยินใหญ่จวนเจิ้นโหว เจ้ามีสิ่งใดให้ข้าช่วยข้าย่อมยินดี”เรื่องการจัดงานเลี้ยงนี้วันต่อไปฮูหยินใหญ่หรงย่อมนำไปปรึกษากับเหยียนซือเหยียนลับหลังอี้ชิง เล่าให้นางฟังว่าอี้ชิงต้องการให้จัดงานเลี้ยงและนางก็เห็นด้วย“แม่ได้รับสุรามาจากท่านย่าของเจ้า ตอนที่ปรนนิบัติอยู่ในวังหลวง สุรานี่เป็นสุราที่ไทเฮาพระราชทานทั้งยังเป็นสุราบำรุงร่างกาย เหมาะนักที่จะนำมาดื่มฉลอง แต่ก็ยังห่วงว่าแม่นางอี้ผู้นั้นจะมีแผนการใดหรือไม่”เหยียนซือเหยียนตก
บทที่ 51 ข้าคิดถึงท่านภายในรถม้าที่หยุดวิ่ง บัดนี้เหยียนซือเหยียนเพ่งพิศไป๋จิ้งหานแน่วนิ่งดวงตาไม่กะพริบเขาทำท่าโกรธนางขึงขังที่นางขัดคำสั่งออกจากแดนเหนือมาเช่นนี้เหยียนซือเหยียนกระเถิบเข้าไปหาไป๋จิ้งหานที่นั่งอยู่ตรงหน้าจากนั้นก็ยื่นมือไปโอบกอดรอบร่างสูงพร้อมกับซบดวงหน้าลงบนอกกว้างก่อนจะเอ่ยเสียงเบา“หานหานมารับข้าหรือ ลำบากท่านแล้ว”โทสะของเขาที่ขึงขังมาตั้งแต่รู้ว่านางออกจากเมืองอย่างดื้อรั้นบัดนี้กลับค่อย ๆ เลือนหายไปพร้อมกับร่างนุ่มนิ่มที่ซุกซบอยู่บนอกเขาขยับมือขึ้นโอบกอดนางตอบเอ่ยเสียงเบาไม่ต่างกัน “เจ้าไม่เคยฟังข้าจริง ๆ สินะ ออกจากแดนเหนือมาทำไม รู้อยู่แล้วว่าจะเกิดสงคราม”“หานหานข้าไม่อยากอยู่ห่างท่านแล้ว ท่านจากมานานเกินไปอีกอย่างข้าไม่อาจคาดเดาว่าอวิ๋นอ๋องจะก่อกบฏเมื่อใด หากในเร็ววันก็ช่างเถิดแต่หากเนิ่นนานไปข้าคงได้อกแตกตายเสียก่อนแน่”ไป๋จิ้งหานโอบรอบร่างเล็กดึงเข้ามาให้นั่งบนตักโอบกอดนางถนัดยิ่งขึ้นทำให้ร่างบอบบางทั้งร่างขออยู่ในอกของเขา ราวกับลูกนกที่กำลังถูกมารดากกกอดไป๋จิ้งหานอดไม่ได้ที่จะกดจุมพิตลงบนศีรษะด้วยความคำนึงถึงทั้งรู้สึกหวานล้ำอยู่ในอกเมื่อนางบอกว่าไม
บทที่ 50 สตรีดื้อรั้นด้านอวิ๋นอ๋องเมื่อเขาได้รับตราสั่งการที่คิดว่าเป็นของจริง ก็พลันหัวเราะลั่นเอ่ยว่า“ในที่สุดสวรรค์ก็เข้าข้างข้า บัลลังก์นั่นจะให้เด็กเมื่อวานซืนเช่นหยวนตี้ครอบครองได้อย่างไร เมื่อมีกองทัพแดนเหนือในมือ รวมกับกองทัพที่ข้าเฝ้ารวบรวมมาหลายปีกรอปกับนักรบแดนตายที่ฝึกฝน จากนี้ไปบัลลังก์ย่อมเป็นของข้าแล้ว”ที่แท้เด็กกำพร้า ที่หายตัวไปล้วนเป็นอวิ๋นอ๋องที่ขโมยคน เขาพาเด็กเหล่านั้นไปฝึกเป็นนักรบเดนตาย ทำงานใต้คำสั่งด้วยชีวิตและบัดนี้อวิ๋นอ๋องไม่รู้เลยว่า เด็กที่เขาได้รับมาใหม่จำนวนร้อยกว่าคนนั้นล้วนเป็นคนของไป๋จิ้งหาน อีกทั้งไป๋จิ้งหานรู้แหล่งซ่องสุมกำลังและให้คนไปเฝ้าจับตาดูโอบล้อมเอาไว้แล้วเพียงแต่ว่าไป๋จิ้งหานยังไม่ลงมือ หวังโอกาสเหมาะเจาะให้อวิ๋นอ๋องยกทัพ และจัดการพร้อมกันทีเดียวให้เสร็จสิ้นบัดนี้อวิ๋นอ๋องกำลังเพ่งพิศอี้ชิง เขารู้ว่านางเป็นหญิงงามทว่าเขาไม่เคยพบนางมานานแล้ว ก่อนหน้านั้นที่จะส่งนางเข้าไปแฝงกายในจวนสกุลไป๋นางก็ยังเด็กเหลือเกินบัดนี้ได้เห็นคนงามชัด ๆ ก็รู้สึกว่าอี้ชิงผู้นี้เข้าตานัก ดวงตาจึงเกิดอารมณ์ใคร่กระหายอยากขึ้นมา“ข้าต้องเรียกเจ้าว่าอี้ชิงหรืออ
บทที่ 49 เป็นไปตามแผนไป๋จิ้งหานพาอี้ชิงมาที่เมืองหลวงได้เดือนกว่าแล้ว ทว่านางก็มิได้ปรนนิบัติฮูหยินชราเพราะไป๋จิ้งหานได้พาฮูหยินชราไปรักษาตัวที่วังหลวง ด้านเหยียนซือเหยียนนั้น ไป๋จิ้งหานกลับให้นางอยู่ที่แดนเหนือห้ามมิให้ติดตามมาเด็ดขาดเพราะเขากำลังเตรียมการปราบปรามอวิ๋นอ๋อง คิดว่านางอยู่ที่แดนเหนือย่อมปลอดภัยกว่าหลังจากมาที่เมืองหลงไป๋จิ้งหานก็พาอี้ชิงไปเยี่ยมฮูหยินชราด้วยตนเองในวังหลวงเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น อี้ชิงสังเกตได้ว่าฮูหยินชราดูจะไม่สนใจนางดั่งเช่นเดิม เพียงสนทนากันไม่กี่คำฮูหยินชราก็เอ่ยปากว่าให้นางกลับเสียแล้ว“ท่านย่าไม่คิดถึงชิงเอ๋อร์หรือเจ้าคะ”ฮูหยินชราเผยรอยยิ้มบางเอ่ยว่า“ย่อมคิดถึง ทว่าอยู่ในวังหลวงต้องคำนึงถึงกฎเกณฑ์ การที่เจ้าเข้ามาได้ล้วนเป็นพระกรุณาของไทเฮา ทว่าอย่างไรก็ไม่อาจให้อยู่นานได้ เจ้ารีบออกจากวังก่อนจะค่ำมืดเถิด”“เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ หากว่าท่านพี่มีเวลาชิงเอ๋อร์จะให้ท่านพี่พามาเยี่ยมท่านย่าอีกครั้งนะเจ้าคะ”“ไม่ต้องห่วงย่า ที่วังหลวงมีหมอหลวงคอยดูแล ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่สุขภาพของย่าก็ดีขึ้นไม่น้อย”ก่อนหน้านั้น ไป๋จิ้งหานเคยเอ่ยกับท่านย่าว่าร่างกายขอ
บทที่ 48 ค้นพบความสุขไป๋จิ้งหานจูงมือเหยียนซือเหยียนไปยังเตียงกว้าง แสงเทียนส่องประกายรำไร ฉายเงาทอดยาวท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรี ดวงตาคมเข้มของเขาจับจ้องใบหน้าหวานละมุนตรงหน้าอย่างไม่วางตาเหยียนซือเหยียนถูกเขาจ้องจนแก้มร้อนผ่าว ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบา ๆ เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึก“ไยไม่ไปนอนที่เตียงของท่านเล่า”ไป๋จิ้งหานแย้มยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “เตียงของข้าอยู่ตรงนี้มิใช่หรือ” “เช่นนั้นข้าจะไปนอนเตียงนั้นเสียเอง”“เหยียนเหยียน...พวกเรานอนด้วยกันเถิด” เขาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำชวนใจเต้น ก่อนจะดึงนางเข้ามาโอบกอดอย่างแนบแน่นเหยียนซือเหยียนรู้สึกถึงไออุ่นจากกายแกร่งที่แนบชิดจนแทบมิอาจขยับหนีได้ ลมหายใจของเขารินรดที่ข้างแก้มอ่อนละมุน ความอบอุ่นของเขาทำให้หัวใจนางเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้“ไป๋จิ้งหาน ข้าบอกเพียงว่ายินยอมให้ท่านนอนในเรือน มิได้หมายความว่าจะให้ท่านนอนเตียงเดียวกัน ได้คืบจะเอาศอกหรือ”เสียงหัวเราะต่ำ ๆ ดังขึ้นข้างหูนาง “ข้าไม่ต้องการศอก ข้าเพียงต้องการเจ้าเท่านั้น...”“ตาเฒ่าไป๋หน้าไม่อาย”นางดุเสียงเบา แต่ใบหน้ากลับแดงก่ำ มือเรียวเล็กฟาดเบา ๆ ลงบนแผ่นอกเขา ไป๋จิ้งหานปล่อยให้นางตี