บทที่ 3 ข้าก็มีปาก
ทว่าก่อนที่นางจะลงแรงบีบคอคนจริง ๆ ไป๋จิ้งหานก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นพร้อมกับดึงมือของนางออกจากลำคอของเขา
แน่นอนว่าเขาไม่คิดว่านางจะบีบคอเขาจริง ๆ อย่างไรมือนางก็ทั้งเรียวทั้งเล็ก เพียงแต่เมื่อท้องนิ้วนุ่มนิ่มสัมผัสที่ลำคอทำให้เขารู้สึกกระอักกระอ่วนแปลก ๆ
“เจ้าช่างน่าไม่อาย”
จากนั้นเขาก็ยังทำท่าทางเป็นหนุ่มน้อยผู้หนึ่งที่วางท่ามองนางด้วยสายตาไม่พอใจ
ถึงสีหน้าจะยังคงเย็นชาแต่ก็สายตายังแสดงออกถึงอาการตกตะลึงพรึงเพริดที่รู้ว่านางแอบไปเที่ยวหอนายโลม มิได้มีหนังหน้าหนาจนดูไม่ออกว่าคิดอะไรเฉกเช่นตาเฒ่าไป๋คนใจจืดใจดำในชาติที่แล้ว
เหยียนซือเหยียนหัวเราะออกมาโดยพลัน
“หน้าไม่อายหรือ ไยข้าต้องหน้าไม่อายด้วย หอนางโลมเปิดถูกต้องตามกฎหมายต้าหยาง คนที่ไปที่นั้นล้วนเป็นชนชั้นสูงมีฐานะ กระทั่งองค์หญิงใหญ่ยังเลี้ยงนายโลมในตำหนักหลายคน ฝ่าบาทยังไม่ตำหนิ เช่นนั้นหมายความว่าสตรีสามารถหาความสำราญได้อย่างที่ใจต้องการ ต้าหยางให้อิสระเพียงนี้มีสิ่งใดต้องหน้าไม่อายกันเจ้าคะ”
ไป๋จิ้งหานตกตะลึงเมื่อจนไม่รู้ว่าต้องรู้สึกอย่างไร เมื่อนางเปิดเผยเรื่องนี้กับเขาอย่างซื่อตรงในคืนเข้าหอ เขาควรรังเกียจนาง ด่าทอ หรือว่าควรทำเช่นใดดี
ปากเขาสั่นด้วยโทสะ ยิ่งรู้สึกว่านางช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก
“อย่างไรก็แต่งกับข้าแล้วไยไม่รู้จักรักษาเกียรติของจวนเจิ้นโหว หากเป็นเช่นนี้ข้าเห็นทีว่า...”
เหยียนซือเหยียนเอ่ยตัดคำขึ้นมาท่าทางยินดีอย่างน่าประหลาด
“ท่านจะหย่ากับข้าหรือเจ้าคะ ตั้งแต่วันแรกที่เข้าหอก็คิดเรื่องหย่าแล้วหรือ? อา...เจิ้นโหว ข้ารู้ว่าท่านไม่ชอบข้าแต่อดทนสักนิด เพราะตอนนี้บอกตามตรงว่าข้าก็ไม่ชอบท่านแล้วเช่นกัน แต่อย่างไรก็แต่งแล้วจึงต้องทำใจอดทน”
จากนั้นก็มองเขาด้วยสายตาสงสัยมุมปากเหยียดยิ้ม รู้สึกครึกครื้นยิ่งนักเมื่อเห็นว่าเขากำลังทำสีหน้าไม่ถูกแล้ว
“เจ้าบีบบังคับให้ข้าแต่ง แต่กลับบอกไม่ชอบข้าแล้ว เหยียนซือเหยียนเจ้าคิดจะมาไม้ไหนกันแน่”
นางอมยิ้มมองอย่างรู้ทัน หัวเราะในลำคอแผ่วเบา
“ข้าไม่มีลูกไม้แล้ว บอกว่ายินดีหย่าก็หย่า แต่ข้าผิดเองที่ปากพล่อยไปหน่อย อย่างไรก็ต้องรอถึงสามปี ในเมื่อไร้หนทางออกจะทำเช่นไรเล่าต่อจากนี้อีกสามปีท่านก็ต้องอยู่กับข้าผู้นี้ ท่านก็อดทนหน่อยแล้วกัน”
แน่นอนว่านางไม่มีทางไปคุกเข่าขอร้องฝ่าบาทเรื่องหย่าอีก นางรู้ว่าหากนางก่อเรื่องทำราวกับการแต่งงานและสมรสพระราชทานเป็นเรื่องล้อเล่น แม้ว่าสกุลเหยียนจะได้รับธงละเว้นตายจากปฐมกษัตริย์มานางก็อาจจะอยู่เหมือนตายทั้งเป็นในต้าหยางก็เป็นได้
ดังนั้นไม่อาจทำให้เบื้องบนขุ่นเคืองโดยเด็ดขาด อย่างไรก็เคยอยู่ร่วมกับเขามามากกว่าสิบปี จะอยู่อีกสามปีแบบไม่เกี่ยวข้องกันจะเป็นอะไรไป
นางเชยคางเขาขึ้นมามองยิ้ม ๆ เอ่ยต่อว่า
“ไป๋จิ้งหานท่านก็ไม่ชอบข้า อยากหย่ากับข้าใช่หรือไม่บอกมาเถิด”
“หึ”
ไป๋จิ้งหานไม่ยอมเอ่ยคำนี้ออกมาเช่นเคย เขาผู้นี้รักศักดิ์ศรีไม่น้อยทั้ง ๆ ที่อยากหย่ากับนางใจจะขาด แต่เมื่อเขารับปากฝ่าบาทแล้วว่าจะทำให้ดีที่สุด เขาจึงไม่มีทางหลุดคำว่าหย่าออกมา
ดังนั้นเขาจึงพูดว่า
“ข้าไม่เชื่อมั่นในวาจาของเจ้า เหยียนซือเหยียนผู้ใดจะเชื่อว่าเจาจะเปลี่ยนใจภายในเวลาข้ามคืน เจ้ากำลังวางแผนใดอยู่ในใจอย่าคิดว่าข้าไม่รู้ทัน”
“ท่านคิดมากเกินไปแล้ว สตรีตัวเล็ก ๆ เช่นข้าจะทำสิ่งใดได้ หึ อีกอย่างเข้าหอวันแรกก็เอ่ยเรื่องหย่า ดียิ่งไม่เห็นสมรสพระราชทานในสายตาเลยหรือ จึงโลเลเปลี่ยนใจได้ง่ายดายเช่นนี้ เพราะบุรุษอื่นหรือที่ทำให้เจ้าไร้สติ ช่างไม่รู้สำนึกเอาเสียเลยทั้ง ๆ ที่เจ้าทำเรื่องผิดครรลองสตรีที่กำลังจะเข้าหอลอบไปเที่ยวหอนายโลม หากเรื่องนี้รู้ไปถึงคนนอกจวนโหวของข้าจะเอาหน้าไว้ที่ใด”
ท่าทางของเขาเหมือนหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกแล้ว สาเหตุเพราะสตรีนางนี้กำลังทำให้เขารู้สึกสับสนยิ่งนัก
เหยียนซือเหยียนไม่โกรธที่เขาต่อว่านาง แต่กลับหัวเราะอย่างสนุกสนาน อย่างไรนางก็ต้องรักษาชื่อเสียงของตนเองอยู่บ้าง
นางในตอนนี้คือเหยียนซือเหยียนสตรีที่เพิ่งออกเรือนเท่านั้น
“ท่านพี่ ข้าเพียงแค่ล้อเล่นเรื่องนายโลมทั้งหมดล้วนฟังจากเหล่าฮูหยินในงานเลี้ยงที่ลักลอบพูดคุยกันสนุกปาก ตัว ข้าถูกขังอยู่ในเรือน ไม่เคยไปหอนายโลมสักหน อย่าคิดมากเลย หน้าตาของจวนโหวของท่านข้ายังรักษาเอาไว้ให้อย่างดี”
ไป๋จิ้งหานเอ่ยไม่ออกอีกครั้ง ได้แต่คิดในใจอย่างตะลึงพรึงเพริด
ล้อเล่นหรือ เรื่องนี้สมควรที่สตรีในห้องหอเช่นเจ้า จะนำมาล้อเล่นได้หรือ!
เหยียนซือเหยียนขยับออกจากตักของเขาแล้ว จากนั้นนางก็ขยับมานั่งเก้าอี้ข้าง ๆ นางยังคงมองหน้าเขา ริมฝีปากคลี่ยิ้มเอ่ยเสียงเบาทั้งก้มลงมองอาภรณ์สีแดงมงคลของตนเอง
“ท่านพี่ ข้ารู้สึกร้อนจริง ๆ ท่านดูสิชุดเจ้าสาวนี่ไยจึงได้ทังหนาทั้งหนักเช่นนี้”
กล่าวจบนางก็รินสุรามงคลดื่มแก้กระหายอีกหลายจอกจนใบหน้าเริ่มแดงก่ำ แล้วจากนั้นมือเรียวก็เริ่มปลดชุดเจ้าสาวมือไม้วุ่นวายพัลวันเพราะไม่รู้จะเริ่มจากส่วนใดก่อน
“ท่านพี่ ช่วยข้าหน่อยนะเจ้าคะ”
ไป๋จิ้งหานมองนางอย่างตื่นตะลึงเมื่อเห็นสตรีผู้นี้กำลังถอดเสื้อผ้าต่อหน้าเขาอย่างคุ้นเคยเช่นนี้
“เหยียนซือเหยียน เจ้ากำลังทำอะไร...”
เห็นสีหน้าที่ดูเหมือนว่าทำตัวไม่ถูกของบุรุษหนุ่มผู้นี้แล้วทำให้นางมีความสุขจริง ๆ
“ข้ากำลังถอดเสื้อผ้าอย่างไรเล่า เอ๊ะ...หรือว่าท่านพี่ก็ร้อนเช่นกัน ดูสิใบหน้าแดงก่ำเลย ชุดแต่งงานนี้หนายิ่งนัก พวกเราถอดชุดแต่งงานกันเถิดเจ้าค่ะ มาข้าช่วยนะเจ้าคะ”
กล่าวจบนางก็โผเข้าไปดึงผ้าคาดเอวสีแดงของเขาออก ไป๋จิ้งหานผลักนางอย่างแรงด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“เหยียนซือเหยียนหยุดนะ อย่ามายุ่งกับข้า หยุด นี่เจ้ากำลังทำสิ่งใด”
เหยียนซือเหยียนยังคงพยายามถอดเสื้อผ้าให้เขา สตรีนางนี้เหมือนคนกินยาผิดจนโรคประสาทกำเริบ เพราะนางกลายเป็นคนละคนกับที่เขาเคยรู้จักไปเสียแล้ว
หรือว่านางจะเมาจนไร้สติจริง ๆ
เหยียนซือเหยียนยังคงวุ่นวายกับร่างกายของเขา จิตใจของนางบัดนี้เมื่อปล่อยวางได้จึงไม่รู้สึกหนักอึ้งอีกต่อไป
“ท่านไม่คิดจะทำอะไรในคืนแต่งงานของเราหรือ พวกเราสองคนมาทำเรื่องที่เร่าร้อนกันตามประสาผัวเมียกันเถิด ท่านพี่ข้าเรียนมาเยอะทุกท่วงท่าเลยเจ้าค่ะ รับรองว่าท่านต้องติดใจแน่”
เหยียนซือเหยียนเหยียดยิ้มยั่วเย้า อย่างไรในตอนนี้ไป๋จิ้งหานผู้นี้ก็ยังเป็นบุรุษหนุ่มอายุเพียงยี่สิบสี่ปีผู้หนึ่ง จะสู้จิ้งจอกเฒ่าเช่นนางที่ผ่านการเป็นสามีภรรยาทั้งผ่านความเป็นความตายกับเขามาแล้วชาติหนึ่งได้อย่างไร
ไป๋จิ้งหานเอ่ยห้ามเสียงหลง
“เหยียนซือเหยียน หยุดนะ!”
นางเชยคางเขาขึ้น ยังใช้สายตาโลมเลีย
“ท่านพี่เจ้าขา ไยท่านจึงมีสีหน้าคล้ายรังเกียจข้าเช่นนี้เล่า ท่านกำลังทำข้าเสียใจนะเจ้าคะ”
ท่าทางน้อยเนื้อต่ำใจนี้นางแสดงออกมาได้อย่างชัดแจ้ง ยิ่งทำให้ไป๋จิ้งหานรู้สึกว่าขยะแขยงท่าทางเช่นนี้ของนางเกินทน
“เจ้าช่างมารยาสาไถนัก เมื่อครู่บอกไม่ชอบข้าแล้วตอนนี้ไยจึงมาลวนลามข้า เมาหรืออย่างไร”
“ท่านพี่ คำพูดเหล่านี้พ่นใส่หัวข้าได้อย่างไร ตั้งแต่เข้ามาท่านว่าข้าไปกี่คำแล้ว สตรีหน้าไม่อายบ้าง มารยาสาไถบ้าง หาว่าข้าเมาลวนลามบ้าง คำพูดร้ายกาจเช่นนี้ข้ารับไม่ไหวจนหนักหัวไปหมดแล้วเจ้าค่ะ”
ไป๋จิ้งหานผลักร่างของนางออกจากตัวเขาโดยไม่ลังเล เขาจ้องนางแล้วเม้มปากในขณะที่เหยียนซือเหยียนบัดนี้มองเขากลับด้วยน้ำตาคลอหน่วย ทำท่าเสียใจราวกับว่าสามีของนางตายกระนั้น
“ท่านพี่ ท่านผลักข้าหรือเจ้าคะ ท่านพี่ข้าจะบอกท่านแม่สามีว่าท่านผลักไสเจ้าสาวในคืนเข้าหอ ฮือ ฮือ ข้าเจ็บปวดใจยิ่งนัก ท่านแม่สามีต้องรู้เรื่องนี้ท่านไม่ยอมรับข้า ไม่ให้ข้ากอดท่าน”
“เหยียนซือเหยียนนี่เจ้าขู่ข้าหรือ”
“ไม่กล้าเจ้าค่ะ แค่จะพูดความจริง”
ชาติที่แล้วเป็นฮูหยินหรงแม่สามีที่ปกป้องนางมาเสมอ และก็เป็นคนที่ไป๋จิ้งหานเกรงใจและรักเคารพที่สุดด้วยเป็นมารดาที่เลี้ยงเขามาด้วยความลำบากหลังจากที่บิดาจากไป จึงทำให้เขาไม่กล้าทำให้มารดาเสียใจ
ในชาตินี้นางจึงได้ขอยืมชื่อเสียงของแม่สามีมากดดันเขา ทำให้ไป๋จิ้งหานไม่กล้าพ่นวาจาทำร้ายนางอีก
“เจ้าคิดว่าหากใช้อำนาจท่านแม่มากดข่มข้าแล้วข้าจะกลัวหรืออย่างไร”
นางเอ่ยตอบพร้อมกับแสร้งสะอื้นอย่างน่าสงสาร
“ท่านพี่ใส่ร้ายข้าอีกแล้ว ข้าก็เป็นเพียงสะใภ้ที่ดีผู้หนึ่งท่านแม่บอกข้าว่า ข้าคือลูกสะใภ้ของท่านแม่ มีสิ่งใดที่ท่านพี่ทำให้ข้าลำบากใจให้รีบบอก ลูกสะใภ้ที่ดีเช่นข้าย่อมเชื่อฟังแม่สามีนะเจ้าคะ ท่านไม่ดีกับข้า ข้าก็ย่อมต้องฟ้องเอ๊ยต้องบอกให้มารดาของท่านรับรู้”
ไป๋จิ้งหานกำมือแน่น เขาไม่คาดคิดว่าตนเองต้องมาถกเถียงเรื่องไร้สาระกับสตรีนางนี้ตั้งแต่วันแรกที่อยู่ร่วมกัน
“เจ้า...”
“ทำไมเจ้าคะ ท่านพูดไม่ดีข้าก็จะฟ้องท่านแม่ คอยดูเถิดว่าท่านแม่จะเข้าข้างผู้ใด”
เหยียนซือเหยียนเอ่ยเอาแต่ใจ ชาติที่แล้วเขาเย็นชากับนาง ส่วนนางที่เดิมเป็นสตรีช่างพูดก็เอาแต่แสร้งสงบเสงี่ยมไม่เป็นตัวของตัวเอง
ชาตินี้กลับมาอยู่ในวัยสิบเจ็ดปีที่สดใสอีกครั้ง ไม่เอาอีกแล้วชีวิตที่ต้องอยู่ใต้เงาคนอื่นดั่งเช่นที่ผ่านมา
ในที่สุดไป๋จิ้งหานก็ต้องยอมแพ้เอ่ยว่า
“เอาล่ะ ๆ อยากกอดก็กอดมาสิมา”
เป็นเขาที่อ้าแขนออกเป็นการยอมแพ้แต่โดยดี
มารดาวุ่นวายกับงานแต่งของเขามานับเดือนแล้ว เขาไม่อยากสร้างความลำบากใจอันใดให้มารดาอีก
ดังนั้นศึกในคืนนี้ เขาจึงต้องสงบด้วยตนเอง เดิมทีเขาคิดว่าเมื่อมาถึงเรือนหอ เขาจะพูดกับนางเพียงประโยคแล้วเดินออกมา ทว่าบัดนี้เขากับนางกลับสนทนากันมากมายนับคำไม่ถ้วน แม้จะเป็นคำโต้แย้งที่ไร้สาระก็เถิด
นางทำลายความตั้งใจของเขาจนหมดสิ้น และทำให้เขาเอ่ยถ้อยคำมากมายเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย
ทว่าเหยียนซือเหยียนกลับไม่ยอมกอดเขา ยังหัวเราะยอย่างผู้ชนะ จากนั้นนางก็เอ่ยราวขับไล่
“ท่านพี่ จะไปต้อนรับแขกก็ไปเถิด ดื่มให้เต็มที่เลยนะเจ้าคะ ข้าไม่ทำให้ท่านลำบากแล้ว”
แน่นอนว่าทำให้ไป๋จิ้งหานขมวดคิ้วมุ่น
“เหยียนซือเหยียน เจ้าทำท่าเหมือนไล่ข้า”
นางยักไหล่
“หากท่านพี่เข้าใจเจตนาข้าผิดเช่นนั้นข้าก็ขี้เกียจแก้ต่างให้ตนเอง เชิญเถิดเจ้าค่ะ”
สีหน้าของไป๋จิ้งหานเวลานี้เห็นได้ชัดว่ารู้สึกสับสนยิ่งนัก แต่เขาก็ยืนขึ้นโดยไม่เอ่ยถามคำใดอีก
เหยียนซือเหยียนมองไปที่ประตู ชาติที่แล้วแม่สามีของนางวางแผนมาดีเกรงว่าบุตรชายของตนเองจะทำให้ขายหน้าไม่ยอมเข้าหอ ดังนั้นจึงให้คนเฝ้าประตูแน่นหนาไม่ยอมให้เขาออกไปได้เด็ดขาด
กระทั่งฤทธิ์ยากำหนัดรุนแรงขึ้นทำให้ไป๋จิ้งหานคนนี้ทรมานปางตายและไม่อาจอดทนได้อีกต่อไปต้องจำใจเข้าหอกับนางด้วยความคับแค้นใจ
ทว่าครานี้นางไม่ยอมให้เกิดเรื่องซ้ำรอยอีกเด็ดขาด แม่สามียังวางแผนเช่นเดิมนางส่งคนมาเฝ้าเรือนหอเอาไว้ สั่งห้ามท่านโหวออกจากเรือนหอเด็ดขาด แต่ว่าเหยียนซือเหยียนที่รู้ทัน นางจึงเปลี่ยนคนเฝ้าเป็นคนของนางเองและให้คนของแม่สามีกลับไปเสีย
เหยียนซือเหยียนยังเห็นเขายืนนิ่ง จึงส่งเสียงดังว่า
“เช่นนั้นเชิญท่านพี่รับแขกตามสบายไม่ต้องรีบนะเจ้าคะ ข้าเข้าใจ เซียวยี อาเหวิน เปิดประตูให้ท่านโหวออกไปต้อนรับแขก”
ทันใดนั้นประตูเรือนหอก็เปิดอ้าออก ด้านหน้าคือเซียวอวี่และอาเหวิน บ่าวบุรุษสตรีของนางคู่หนึ่งที่ติดตามเหยียนซือเหยียนมาจากบ้านเดิม
อาเหวินบ่าวบุรุษร่างอ้วนกลมเอ่ยว่า
“เชิญท่านโหวขอรับ”
น้ำเสียงนี้ราวกับรอคอยเขาอยู่นานแล้ว
ไป๋จิ้งหานหันขวับไปมองนาง เหยียนซือเหยียนยิ้มอ่อนหวานเอ่ยว่า
“เชิญท่านโหวเจ้าค่ะ”
ไป๋จิ้งหานเต็มไปด้วยความงงงวย จากนั้นจึงสะบัดชายแขนเสื้อเดินจากไปโดยไม่เห็นว่าเจ้าสาวของเขาบัดนี้กำลังเผยรอยยิ้มกว้างยินดีอยู่เบื้องหลัง
ทว่าขณะก้าวพ้นเรือนหอ เขากลับชะงักเล็กน้อย ก่อนจะหันมาเหลือบมองนางอีกครั้ง
ใบหน้างามของเหยียนซือเหยียนกำลังฉีกยิ้มกว้างทั้งยังโบกมือให้เขาพร้อมกับเอ่ยว่า
“ท่านพี่ รับแขกให้เต็มที่ดื่มกินให้เมาไปเลย ไม่เมาห้ามกลับนะเจ้าคะ”
จากนั้นก็คิดในใจว่า คืนนี้ห้ามกลับมาเด็ดขาดข้าไม่ต้อนรับเจ้าแล้ว
ไป๋จิ้งหานขมวดคิ้ว
อา...ดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างที่ผิดปกติไป
ทำไมนางไม่รั้งเขาไว้เลย?
เป็นไปได้อย่างไร เมื่อสักครู่นางยังจะถอดเสื้อผ้าเขาด้วยตนเองอย่างน่าไม่อายด้วยซ้ำ
ไป๋จิ้งหานขมวดคิ้วแน่น หรือว่านางกำลังวางแผนร้ายคิดจะทำอะไรอีกกันแน่!
บทที่ 4 เริ่มเปิดศึกในจวนโหวยามเช้าตรู่วันต่อมา แสงอาทิตย์แรกของวันสาดส่องผ่านม่านโปร่งของ เรือนไป๋เหมย ที่ตั้งอยู่ใจกลางจวนโหว เรือนนี้เป็นที่พำนักของ ฮูหยินใหญ่หรง หรือ หรงเจิน ผู้เป็นมารดาของไป๋จิ้งหานไป๋จิ้งหานได้รับคำสั่งให้มาพบมารดาตั่งแต่ลืมตาตื่นใจยามเช้า และเมื่อก้าวเข้ามาในเรือนอันอบอุ่น เขาก็ได้พบกับเหยียนซือเหยียนที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างมารดาของเขานางกำลังรินชาให้อย่างนุ่มนวล ดวงตากลมโตคลอไปด้วยน้ำตา แววตาเศร้าสร้อยและแดงเรื่อ ราวกับคนที่ผ่านค่ำคืนแห่งความทุกข์ระทมมาทั้งคืนสีหน้าของนางในยามนี้ทำให้เขารู้สึกว่าเย็นที่แผ่นหลังอย่างประหลาด ราวกับว่ากำลังมีเรื่องให้รำคาญใจรอเขาอยู่หลังจากเขาคารวะมารดาเรียบร้อย ฮูหยินใหญ่หรงก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงตำหนิอย่างไม่รอช้า“เช้าวันนี้ไม่มีผ้าหงปู้[1]ส่งมาจากเรือนหอของเจ้า แม่สอบถามลูกสะใภ้แล้วจึงได้รู้ว่าเมื่อคืนลูกมิได้เข้าเรือนหอ บ่าวไพร่บอกแม่ว่าลูกไปนอนที่เรือนหนังสือ เจิ้นโหวไยเจ้าจึงได้ไม่รู้ความประพฤติตนเช่นนี้ รู้หรือไม่ว่าหากไทเฮาทรงทราบเรื่องนี้ พระนางสามารถเอาผิดกับจวนโหวได้”ไป๋จิ้งหานกำลังจะอ้าปากตอบ เหยียนซือเหยียนกลับส่งเส
บทที่ 5 เริ่มต้นก็ปวดหัวแล้ว“ท่านพี่เมื่อเช้าท่านเพิ่งถูกตำหนิมาแต่หากท่านต้องการให้ท่านแม่ไม่สบายใจ ก็ออกไปเถิดข้าไม่ห้ามแล้วเจ้าค่ะ แต่ท่านโทษข้าไม่ได้หากข้าจะต้องเอ่ยความจริงกับท่านแม่ว่าท่านออกไปนอนที่เรือนหนังสืออีก ท่านพี่ข้าพูดโกหกไม่เป็นนะเจ้าคะ”ไป๋จิ้งหานมีสีหน้าเดือดดาลอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งเห็นว่าเหยียนซือเหยียนทำดวงตาใสซื่อทว่าในใจคงกำลังเยาะหยันเขาอยู่ จึงทำให้เขารู้สึกไม่พอใจเอาเสียเลยด้านเหยียนซือเหยียนนางชอบความรู้สึกนี้ยิ่งนัก ที่สามารถทำให้เขาอัดอั้นตันใจได้เพียงนี้ดี เกลียดนางนักก็อยู่ด้วยกันตรงนี้ เกลียดให้ตายไปเลยข้างหนึ่งนางดักทางเขาเอาไว้หมดแล้ว เขาเพิ่งถูกท่านแม่ตำหนิเรื่องทิ้งเจ้าสาวมาในตอนเช้า หากว่าเขาไม่นอนในเรือนนี้อีกท่านแม่ต้องไม่สบายใจเป็นแน่ไป๋จิ้งหานจะอยู่ก็รังเกียจ จะไปก็เกรงท่านแม่จะคิดมากและเป็นกังวล เขาจึงไร้ทางออกเพราะอึดอัด สุดท้ายได้แต่ถอนหายใจยาวออกมาเอ่ยเสียงสั่งการ“ข้าต้องล้างหน้าถูฟัน เปลี่ยนอาภรณ์ก่อนเข้านอน”เหยียนซือเหยียนล้มตัวลงนอนตะแคงมองเขาพร้อมเผยรอยยิ้มแต่ไม่คิดขยับไปไหน“เจ้าได้ยินหรือไม่ ว่าข้าต้องทำสิ่งใด”ไป๋จิ้งหานมองใบหน
บทที่ 6 เป็นอิสระแล้วครึ่งเดือนต่อมาแดนเหนือ เมืองหลงเซิง เป็นดินแดนที่ไป๋จิ้งหานคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะเป็นสถานที่ที่เขาเติบโตมาตั้งแต่วัยเยาว์ เมืองแห่งนี้เป็นเส้นเขตแดนสำคัญที่เชื่อมต่อกับดินแดนของชนเผ่าเร่ร่อน และบัดนี้มันกลับเต็มไปด้วยควันเพลิงแห่งกบฏการก่อกบฏครั้งนี้ทำให้ไป๋จิ้งหานได้รับพระบัญชาให้เดินทางกลับไปยังแดนเหนือเพื่อปราบกบฏที่ฮึกเหิมเกินกำลังเจ้าเมืองหลงเซิงที่จะต่อกรได้เหยียนซือเหยียนรู้อยู่แล้วว่าวันนี้ต้องมาถึงนางจึงบอกเขาว่า เขาจะไม่ได้กลับบ้านเดิมกับนางอย่างแน่นอนไป๋จิ้งหานยังจำคำของนางได้ และวาจาของนางที่เคยกล่าวเอาไว้กลับกลายเป็นความจริงจะมีเรื่องบังเอิญอะไรได้เพียงนี้ในขณะที่ไป๋จิ้งหานกำลังคิดถึงเรื่องบังเอิญนี้ เหยียนซือเหยียนก็คิดถึงเรื่องชาติที่แล้วไป๋จิ้งหานไปออกรบหายหน้าไปนานถึงห้าเดือน ก่อนจะกลับมาพร้อมกับ อี้ชิง และ ท่านย่าผู้ลำเอียงของเขา โดยที่นางไม่ได้ร่วมเดินทางไปด้วย นางเคยใช้ชีวิตรอคอยเขาด้วยความทรมาน ใจจดจ่อทุกวันว่าเขาจะกลับมาหรือไม่กิจวัตรประจำวันของนางก็คือการไปไหว้พระสวดมนต์ขอพรให้เขารอดปลอดภัยกลับมานอกจากนั้นนางยังส่งจดหมายไปถึงเขาฉ
บทที่ 7 นางช่างกล้านักสองเดือนที่ผ่านมานี้ ตั้งแต่ไป๋จิ้งหานออกศึก เหยียนซือเหยียนก็ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี นางไปจวนองค์หญิงใหญ่อยู่เสมอ เพื่อฟังชายงามขับร้องบทกวี ชมงิ้ว เล่นไพ่ และเล่นหมากล้อมนอกจากนั้นนางยังคัดเลือกสาวงามอีกหลายคน เพื่อเตรียมส่งไปบำเรอความสุขให้สามีที่แดนเหนือแม้ว่าเขาจะปฏิเสธเสียงแข็งก็ตามเพราะนางรู้ว่าเขาจะปราบกบฏที่ชายแดนในค่ายทหารไม่กี่เดือน จากนั้นจะกลับเข้ามาพำนักรอดูความเรียบร้อยในจวนสกุลไป๋เมืองหลงเซิงอันเป็นเมืองหลวงในแดนเหนือ และอี้ชิงก็จะกลายเป็นนางในดวงใจของเขาตอนนี้สาวงามที่นางคัดเลือกให้ไป๋จิ้งหานล้วนมีใบหน้า รูปร่าง และกิริยาใกล้เคียงกับอี้ชิง ทว่านอกเหนือจากนั้นพวกนางยังได้รับการฝึกฝนให้ปรนนิบัติบุรุษบนเตียงจากนางโลมอันดับหนึ่งอย่างลับ ๆเรื่องนี้เหยียนซือเหยียนล้วนแอบลักลอบทำ ไม่ให้ผู้ใดรู้และจะส่งไปให้ไป๋จิ้งหานเมื่อถึงเวลานางมีความสุขยิ่งกว่าชาติที่แล้วจนไม่อาจบรรยาย ถึงจะยังคงมีอาการเจ็บแค้นใจไป๋จิ้งหานและคิดถึงเขาอยู่บ้างแต่ก็เป็นเพียงชั่วครู่เท่านั้นเพราะทุกวันนางล้วนได้รับการเยียวยาจิตใจจากจวนองค์หญิงใหญ่ ด้วยบุรุษมากมายที่แสนเอาอกเอาใจท
บทที่ 8 พบโจรร้ายหลี่หลงนำองครักษ์จำนวนไม่น้อยคอยคุ้มครองเหยียนซือเหยียนเดินทางขึ้นเหนือในวันรุ่งขึ้นตั้งแต่ยังไม่รุ่งสาง หลังจากนั้นนางก็แทบจะไม่ได้หยุดพักอีกการมาครานี้ของเหยียนซือเหยียน นางมิได้นำเพียงสาวใช้ข้างกายของตนเองมาเท่านั้น สตรีที่นางฝึกฝนเพื่อให้เป็นอนุของไป๋จิ้งหานก็ติดตามมาด้วยผู้หนึ่งในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าอย่างไรก็ต้องได้พบกับอี้ชิง สู้นางลงมือก่อนจึงจะนับว่าได้เปรียบจวบจนเวลาผ่านไปนับสิบวันก็ดูเหมือนว่าใกล้ถึงแดนเหนือขึ้นทุกขณะแล้ว อากาศที่หนาวเย็นอยู่แล้วยิ่งหนาวเย็นจับจิต แม้หลี่หลงจะอายุยังน้อย ทว่าเขากลับเป็นคนที่โตเกินวัย วรยุทธ์ล้ำเลิศทั้งยังเคร่งขรึมและดูเหมือนจะพึ่งพาได้ชาติที่แล้วเหยียนซือเหยียนแทบจะไม่เคยพูดคุยกับองครักษ์ของไป๋จิ้งหานหากว่าไม่จำเป็น สิบกว่าปีที่อยู่ร่วมกับเขามาเรียกได้ว่านางไม่สนิทสนมกับคนใกล้ชิดของเขาแม้แต่คนเดียวก็แน่ล่ะ...แม้แต่ตัวเขายังตีตัวออกห่างจากนาง เช่นนี้แล้วจะเปิดโอกาสให้นางสนิทสนมกับผู้ใดได้อีกการเดินทางสำหรับนางในครานี้ อันที่จริงจะว่าน่าเบื่อหน่ายก็ไม่อาจพูดได้ ชาติที่แล้วนางอยากมาที่แดนเหนือนัก เพราะอยากเห็นว่าเขาใช้ชีว
บทที่ 9 ถูกจับไปก็ดีแล้วกลางดึกอันเหน็บหนาว ณ เชิงเขาชีอันเสียงกีบม้ากระทบพื้นหิมะดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ ลมหายใจของฝูงม้าส่งไอสีขาวออกมาท่ามกลางความหนาวเหน็บ ไป๋จิ้งหาน เร่งม้าควบผ่านผืนป่าอย่างเร่งร้อนหลังได้รับข่าวว่าขบวนของเหยียนซือเหยียนถูกซุ่มโจมตี นางยังหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไป๋จิ้งหานร้อนรนรีบจัดเตรียมกำลังพลทันที โดยส่งหลี่จื้อคอยช่วยเหลือน้องชายของเขาดูแลชายแดนแทนตนเองเมื่อไป๋จิ้งหานมาถึงเชิงเขาชีอัน กองทหารที่ถูกส่งมาก่อนหน้าได้รอคอยอยู่แล้ว หลี่หลง รีบก้าวออกมาต้อนรับเขา สีหน้าของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด"เรียนนายท่าน พบว่ากลุ่มโจรที่ซุ่มโจมตีคือกลุ่มกบฏขอรับ ข้าสามารถจับเป็นและจับตายได้ทั้งหมด รวมทั้งหัวหน้ากลุ่มกบฏ ทว่ารถม้าของฮูหยินน้อยกลับหายไป กระทั่งข้าตามพบที่เชิงเขาชีอันจากนั้นร่องรอยก็หายไปทั้งหมด"ไป๋จิ้งหานยังคงฟังอย่างเงียบงัน ใบหน้าของเขานิ่งสงบ ทว่าดวงตากลับฉายแววดุดันขึ้นทุกขณะ“นอกจากเหยียนซือเหยียนแล้วยังมีผู้ใดหายไปอีก”“บ่าวของนางทั้งสองคนเซียวยี อาเหวิน และยังมีสตรีนางหนึ่งที่ติดตามมาด้วยหายไป อีกทั้งในรถม้าของฮูหยินน้อยล้วนเต็มไปด้วยหีบเงิ
บทที่ 10 สตรีบ้าผู้นี้การเดินทางขึ้นเขาเต็มไปด้วยอุปสรรค หมอกหนาปกคลุมเส้นทาง กิ่งไม้เปียกชื้นบดบังทัศนวิสัย แต่อันตรายที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่อากาศหนาวเย็น แต่เป็นกับดักที่ซุกซ่อนอยู่ตามแนวทางเดิน“หยุด!”เสียงสั่งการของไป๋จิ้งหานดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดหลี่หลงชะงักฝีเท้า เมื่อเห็นว่า พื้นดินเบื้องหน้ามีรอยแตกผิดปกติ ไป๋จิ้งหานหยิบก้อนหินเล็ก ๆ ขว้างลงไปที่รอยแยกนั้นเพียงชั่วพริบตา พื้นดินก็ค่อย ๆ ทรุดลงกลายเป็นหลุมลึก!ภายในหลุมเต็มไปด้วยไม้แหลมมากมาย หากพวกเขาเดินพลาดแม้แต่ก้าวเดียว สิ่งที่รออยู่เบื้องล่างคือความตายอันแสนสยดสยอง“พวกมันวางกับดักได้แนบเนียนนัก หากไม่มีนายท่าน พวกเราคงร่วงไปตายกันหมด”ไป๋จิ้งหานเอ่ยว่า“ทุกคนต้องระวังให้มาก ตามข้ามา”พวกเขาหลบเลี่ยงกับดักหลุมนั้นไปได้ แต่ไม่ทันขยับตัวไปไกล เชือกเส้นหนึ่งก็พุ่งขึ้นจากพื้นดินอย่างฉับพลันฟึบ!เชือกเส้นหนาตวัดเข้าพันขาของทหารผู้หนึ่ง ร่างของเขาถูกกระชากขึ้นกลางอากาศแทบจะทันทีอั่ก!ทหารผู้นั้นดิ้นรน มือคว้าอากาศอย่างตื่นตระหนกไป๋จิ้งหานพุ่งตัวไปข้างหน้า ชักกระบี่ตวัดตัดเชือกพริบตาเดียว ร่างของทหารร่วงลงมากระแทกพื
บทที่ 11 พิธีแต่งงานไป๋จิ้งหานเข้าไปในห้องโถงพร้อมกับตาเฒ่าผู้นั้น คงเป็นเพราะมากับคนชราของหมู่บ้านจึงดูเหมือนว่าจะไม่มีผู้ใดสนใจเขานักไป๋จิ้งหานกวาดสายตามองรอบ ๆ โดยที่หลี่หลงยังหอบหิ้วชายชราที่เมามายอยู่ข้าง ๆ ทว่าเขากลับไม่พบแม้แต่เงาของเหยียนซือเหยียน“นางอยู่ที่ใด”หลี่หลงตอบกระซิบ“นายท่าน หาฮูหยินน้อยไม่พบขอรับ”กระทั่งเขาได้ยินคนผู้หนึ่งเอ่ยว่า พิธีแต่งงานจบลงแล้ว หัวหน้าโจรคงกำลังเข้าหออย่างมีความสุขช่างน่าอิจฉายิ่งนักหลี่หลงเอ่ยด้วยสีหน้าตกใจ“นายท่าน ฮูหยินน้อยกำลังเข้าหอแล้วขอรับ”ไป๋จิ้งหานยังคงนิ่งงันไปครู่หนึ่ง มือที่กำดาบแน่นจนเห็นเส้นเลือดปูดโปนนางเข้าหอแล้ว เขามาช้าไปหรือ ไม่ ไม่มีทาง!ลมหายใจของเขาติดขัดราวกับมีหินก้อนใหญ่ทับอยู่บนอกเเพียงแค่คิดว่า เหยียนซือเหยียนอยู่ในเรือนหอกับโจรชั่ว กำลังถูกมันกอดรัดแนบชิด ใบหน้างดงามแนบอยู่กับอกของบุรุษอื่น เขาก็แทบระเบิดโทสะออกมา!ในเวลานั้นนั่นเองที่เขากระชากบุรุษผู้หนึ่งแล้วลอบใช้มีดจ่อเข้าที่เอวเอ่ยเสียงเบา“เรือนหอของนายท่านพวกเจ้าอยู่ที่ใด พาข้าไปเดี๋ยวนี้มิเช่นนั้นข้าสังหารเจ้าแน่ และอย่าคิดตุกติกเป็นอันขาดคนของข้าล้
บทที่ 56 ตอนจบหลังจากสงครามที่ดุเดือดกินเวลาหลายวัน ในที่สุดอวิ๋นอ๋องก็ถูกจับกุมและถูกตัดสินประหารชีวิต เมืองหลวงที่เคยลุกเป็นไฟก็กลับสู่ความสงบสุขอีกครั้งเด็กๆ ที่ถูกจับมาฝึกฝนเป็นทหารเดนตายของอวิ๋นอ๋องต่างได้รับการช่วยเหลือและถูกส่งตัวกลับไปยังแดนเหนือ ฝ่าบาททรงพระเมตตาพระราชทานเงินทุนจำนวนหนึ่งเพื่อให้พวกเขาจัดตั้งสำนักศึกษา ให้พวกเขาได้มีโอกาสศึกษาหาความรู้ใหม่อีกครั้ง และยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการรับราชการทหารได้เข้าฝึกฝนอย่างถูกต้องภายใต้การดูแลของกองทัพหลวงทว่าหลายวันผ่านไป ก็ยังไม่มีข่าวคราวของไป๋จิ้งหานกลับมายังจวนสกุลไป๋ ทำให้เหยียนซือเหยียนและทุกคนในจวนต่างก็เฝ้ารอด้วยความวิตกกังวลในเย็นวันหนึ่ง ขณะที่เหยียนซือเหยียนนั่งอยู่ในสวนเงียบๆ มองดูดอกเหมยที่ผลิบานอย่างงดงาม ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความกังวลและคิดถึง พลันเสียงฝีเท้าคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้หัวใจนางเต้นรัวแรงอย่างควบคุมไม่ได้“เหยียนเหยียน ข้ากลับมาแล้ว”น้ำเสียงอ่อนโยนที่คุ้นเคยทำให้หัวใจของเหยียนซือเหยียนพองโตด้วยความดีใจ นางหันขวับไปมองทันที และเห็นไป๋จิ้งหานยืนอยู่ตรงนั้น แม้ร่างกายจะดูซูบผอมลงเล็กน้อ
บทที่ 55 แผนการจบสิ้นแสงเทียนอบอุ่นส่องสว่างทั่วทั้งห้องโถงใหญ่ที่จัดไว้สำหรับงานเลี้ยงค่ำคืนนี้ ธูปกำยานหอมกรุ่นลอยอวลอยู่ในอากาศ ฮูหยินชรานั่งอยู่ที่ตำแหน่งประธาน ดวงหน้ายิ้มแย้มมองไปที่ฮูหยินใหญ่หรงด้วยสายตาอ่อนโยน“ลูกสะใภ้ ข้าต้องขอบใจเจ้าที่คอยดูแลข้าในยามที่ล้มป่วย ลำบากเจ้าแล้ว”ฮูหยินใหญ่หรงก้มศีรษะอย่างนอบน้อม “ข้าเพียงทำหน้าที่ของลูกสะใภ้เท่านั้นเอง ท่านแม่เกรงใจไปแล้วเจ้าค่ะ”ฮูหยินชรายิ้มอ่อนโยนพลางหันไปทางอี้ชิงที่นั่งอยู่ด้านข้าง “อี้ชิง เจ้าก็เช่นกัน ขอบใจเจ้ามากที่ปรนนิบัติข้าไม่เคยขาดตกบกพร่อง การที่มีเจ้าอยู่ข้างกายข้านับว่าเป็นวาสนาของข้าแล้ว”อี้ชิงยิ้มอย่างนอบน้อม แต่ดวงตาของนางกลับเปล่งประกายแปลกประหลาด “ท่านย่าประดุจดั่งท่านย่าแท้ ๆ ของชิงเอ๋อร์ ที่ผ่านมาชิงเอ๋อร์สมควรกตัญญูเจ้าค่ะ”“ดี เด็กดีเจ้าช่างกตัญญูยิ่งนัก”สายตาฮูหยินชรากวาดผ่านไปทางเหยียนซือเหยียนเพียงชั่วครู่โดยไม่เอ่ยสิ่งใด เหยียนซือเหยียนหน้าเสียไปเล็กน้อย แต่ยังคงนิ่งเงียบไว้ไม่พูดจาไป๋จิ้งหานที่นั่งอยู่ข้างๆ เห็นบรรยากาศเริ่มอึดอัดจึงรีบกล่าวขึ้นเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด“ท่านย่าอาการป่วยของท
บทที่ 54 หล่อเหลาที่สุดสองสามีภรรยาเดินไปยังโต๊ะที่จัดเตรียมแพะย่างหอมกรุ่นไว้ข้างกองไฟเหยียนซือเหยียนนั่งลงพลางเอ่ยว่า“หานหาน ท่านต้องรู้จักระมัดระวังรักษาร่างกาย อากาศหนาวหากสวมเพียงเสื้อตัวบางเหมือนเมื่อครู่อาจจะล้มป่วยได้”ไปจิ้งหานจับมือนางเอาไว้บีบเบา ๆ เอ่ยเสียงอ่อน“ไม่หนาวเลยสักนิดหรือถ้าหากข้าหนาวข้าก็จะกอดเจ้า ยังจำที่พวกเราอยู่ข้างแม่น้ำในวันที่มีโจรร้ายหวังสังหารเจ้าได้หรือไม่ วันนั้นอากาศหนาวเย็นยิ่งกว่านี้ เพราะว่าได้กอดเจ้าทั้งคืนส่งผ่านความอบอุ่นให้กันและกันพวกเราจึงรอดหนาวมาได้”เหยียนซือเหยียนหัวเราะร่วน“ผู้ใดจะลืมเล่า วันนั้นข้าเกือบตายเลยนะโชคดีที่มีหลี่จื้อช่วยเหลือ”“พูดถึงข้าหรือขอรับ”จู่ ๆ เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมา เหยียนซือเหยียนหันไปมอง เห็นสองพี่น้องสกุลหลี่กำลังประสานมือคารวะไป๋จิ้งหาน นางเอ่ยถามสีหน้าประหลาดใจ“พวกท่านมาตั้งแต่เมื่อใด”“เพิ่งมาถึงขอรับ ได้กลิ่นแพะย่างจึงเดินตามมาคิดว่านายท่านน่าจะอยู่ที่นี่ ว่าแต่ฮูหยินน้อยกำลังเอ่ยถึงข้าหรือขอรับ”“ใช่ข้าย่อมหมายถึงพี่หลี่ผู้เก่งกาจที่ช่วยข้าจากโจรร้ายในวันนั้น วันนี้ขอตอบแทนท่านด้วยแพะย่างแสนล้ำเลิ
บทที่ 53 หนึ่งแลกหนึ่งร้อยเหยียนซือเหยียนบัดนี้แอบมองอี้ชิงอยู่ที่มุมหนึ่ง นางเองก็ตั้งใจมารอรับไป๋จิ้งหานกลับจวนเช่นกัน ทว่าเมื่อเห็นว่าอี้ชิงรออยู่หน้าประตูใหญ่ก่อนนางแล้วจึงได้ซ่อนตัวในมุมมืดไม่ให้อี้ชิงเห็นภาพที่อี้ชิงโกรธแค้นไป๋จิ้งหานบัดนี้นางจึงมองเห็นได้อย่างชัดเจน ในใจพลันรู้สึกหนาวสั่นอย่างบอกไม่ถูกนั่นเป็นเพราะว่า อี้ชิงในยามนี้ไม่แตกต่างจากนางในชาติที่แล้วเลยแม้แต่น้อยเพราะทุ่มเทมาก รักมากจนทำเรื่องผิด สุดท้ายแล้วก็เป็นตัวเองที่เคียดแค้นอยู่เพียงลำพัง หมายสังหารเขาให้ตายตกตามกันไปความรักเช่นนี้ บัดนี้เหยียนซือเหยียนกระจ่างแจ้งแล้วว่า หาใช่ความรักที่แท้จริงเลยสักนิดเมื่อไม่ได้ครอบครองกลับคิดทำลาย จะเรียกว่ารักได้อย่างไรเหยียนซือเหยียนมองดูอี้ชิงถูกสาวใช้ของนางประคองกลับเรือนไปก่อนจะเผยกายออกจากที่ซ่อนพร้อมกับเซียวยีเซียวยีเอ่ยเบา ๆ“ท่าทางของคุณหนูอี้เหมือนกลายเป็นสตรีวิปริต ดูสายตาของนางที่มองท่านโหวอย่างเคียดแค้น ทั้งวาจาเช่นนั้นของนางข้าเห็นแล้วขนลุกนักเจ้าค่ะ”“เจ้าคิดว่านางน่ากลัวหรือ”“เจ้าค่ะ ทั้งดูเหมือนคนบ้าและน่ากลัวนัก ทำให้ข้าไม่อยากเข้าใกล้เลยสักนิด คุณ
บทที่ 52 เรื่องราวหวนกลับอี้ชิงไม่รอช้าวันต่อมานางวางแผนการจากนั้นรีบไปปรึกษากับฮูหยินใหญ่หรง บอกว่าจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับฮูหยินชรากลับจวนแต่ขอให้ฮูหยินใหญ่หรงออกหน้า ด้วยเหยียนซือเหยียนไม่ชอบนางเกรงว่าจะเกิดปัญหากระทบกระทั่งได้ หากว่าจัดในนามของฮูหยินใหญ่หรงเช่นนี้ก็จะปรองดองกันได้ง่ายฮูหยินใหญ่หรงเห็นว่าที่จวนไม่เคยจัดงานเลี้ยงมานานแล้ว ครั้งล่าสุดก็คืองานแต่งงานของไป๋จิ้งหานและเหยียนซือเหยียนนางจึงตกลง ทั้งยังกล่าวชื่นชมอี้ชิงไม่ขาดปากว่าคิดการได้รอบคอบยิ่งนัก ดังนั้นนางจึงรับปากจัดงานเลี้ยงขึ้นมา“หลานจะดูแลจัดการไม่ทำให้ท่านป้าลำบากเจ้าค่ะ”“อย่างไรข้าก็เป็นฮูหยินใหญ่จวนเจิ้นโหว เจ้ามีสิ่งใดให้ข้าช่วยข้าย่อมยินดี”เรื่องการจัดงานเลี้ยงนี้วันต่อไปฮูหยินใหญ่หรงย่อมนำไปปรึกษากับเหยียนซือเหยียนลับหลังอี้ชิง เล่าให้นางฟังว่าอี้ชิงต้องการให้จัดงานเลี้ยงและนางก็เห็นด้วย“แม่ได้รับสุรามาจากท่านย่าของเจ้า ตอนที่ปรนนิบัติอยู่ในวังหลวง สุรานี่เป็นสุราที่ไทเฮาพระราชทานทั้งยังเป็นสุราบำรุงร่างกาย เหมาะนักที่จะนำมาดื่มฉลอง แต่ก็ยังห่วงว่าแม่นางอี้ผู้นั้นจะมีแผนการใดหรือไม่”เหยียนซือเหยียนตก
บทที่ 51 ข้าคิดถึงท่านภายในรถม้าที่หยุดวิ่ง บัดนี้เหยียนซือเหยียนเพ่งพิศไป๋จิ้งหานแน่วนิ่งดวงตาไม่กะพริบเขาทำท่าโกรธนางขึงขังที่นางขัดคำสั่งออกจากแดนเหนือมาเช่นนี้เหยียนซือเหยียนกระเถิบเข้าไปหาไป๋จิ้งหานที่นั่งอยู่ตรงหน้าจากนั้นก็ยื่นมือไปโอบกอดรอบร่างสูงพร้อมกับซบดวงหน้าลงบนอกกว้างก่อนจะเอ่ยเสียงเบา“หานหานมารับข้าหรือ ลำบากท่านแล้ว”โทสะของเขาที่ขึงขังมาตั้งแต่รู้ว่านางออกจากเมืองอย่างดื้อรั้นบัดนี้กลับค่อย ๆ เลือนหายไปพร้อมกับร่างนุ่มนิ่มที่ซุกซบอยู่บนอกเขาขยับมือขึ้นโอบกอดนางตอบเอ่ยเสียงเบาไม่ต่างกัน “เจ้าไม่เคยฟังข้าจริง ๆ สินะ ออกจากแดนเหนือมาทำไม รู้อยู่แล้วว่าจะเกิดสงคราม”“หานหานข้าไม่อยากอยู่ห่างท่านแล้ว ท่านจากมานานเกินไปอีกอย่างข้าไม่อาจคาดเดาว่าอวิ๋นอ๋องจะก่อกบฏเมื่อใด หากในเร็ววันก็ช่างเถิดแต่หากเนิ่นนานไปข้าคงได้อกแตกตายเสียก่อนแน่”ไป๋จิ้งหานโอบรอบร่างเล็กดึงเข้ามาให้นั่งบนตักโอบกอดนางถนัดยิ่งขึ้นทำให้ร่างบอบบางทั้งร่างขออยู่ในอกของเขา ราวกับลูกนกที่กำลังถูกมารดากกกอดไป๋จิ้งหานอดไม่ได้ที่จะกดจุมพิตลงบนศีรษะด้วยความคำนึงถึงทั้งรู้สึกหวานล้ำอยู่ในอกเมื่อนางบอกว่าไม
บทที่ 50 สตรีดื้อรั้นด้านอวิ๋นอ๋องเมื่อเขาได้รับตราสั่งการที่คิดว่าเป็นของจริง ก็พลันหัวเราะลั่นเอ่ยว่า“ในที่สุดสวรรค์ก็เข้าข้างข้า บัลลังก์นั่นจะให้เด็กเมื่อวานซืนเช่นหยวนตี้ครอบครองได้อย่างไร เมื่อมีกองทัพแดนเหนือในมือ รวมกับกองทัพที่ข้าเฝ้ารวบรวมมาหลายปีกรอปกับนักรบแดนตายที่ฝึกฝน จากนี้ไปบัลลังก์ย่อมเป็นของข้าแล้ว”ที่แท้เด็กกำพร้า ที่หายตัวไปล้วนเป็นอวิ๋นอ๋องที่ขโมยคน เขาพาเด็กเหล่านั้นไปฝึกเป็นนักรบเดนตาย ทำงานใต้คำสั่งด้วยชีวิตและบัดนี้อวิ๋นอ๋องไม่รู้เลยว่า เด็กที่เขาได้รับมาใหม่จำนวนร้อยกว่าคนนั้นล้วนเป็นคนของไป๋จิ้งหาน อีกทั้งไป๋จิ้งหานรู้แหล่งซ่องสุมกำลังและให้คนไปเฝ้าจับตาดูโอบล้อมเอาไว้แล้วเพียงแต่ว่าไป๋จิ้งหานยังไม่ลงมือ หวังโอกาสเหมาะเจาะให้อวิ๋นอ๋องยกทัพ และจัดการพร้อมกันทีเดียวให้เสร็จสิ้นบัดนี้อวิ๋นอ๋องกำลังเพ่งพิศอี้ชิง เขารู้ว่านางเป็นหญิงงามทว่าเขาไม่เคยพบนางมานานแล้ว ก่อนหน้านั้นที่จะส่งนางเข้าไปแฝงกายในจวนสกุลไป๋นางก็ยังเด็กเหลือเกินบัดนี้ได้เห็นคนงามชัด ๆ ก็รู้สึกว่าอี้ชิงผู้นี้เข้าตานัก ดวงตาจึงเกิดอารมณ์ใคร่กระหายอยากขึ้นมา“ข้าต้องเรียกเจ้าว่าอี้ชิงหรืออ
บทที่ 49 เป็นไปตามแผนไป๋จิ้งหานพาอี้ชิงมาที่เมืองหลวงได้เดือนกว่าแล้ว ทว่านางก็มิได้ปรนนิบัติฮูหยินชราเพราะไป๋จิ้งหานได้พาฮูหยินชราไปรักษาตัวที่วังหลวง ด้านเหยียนซือเหยียนนั้น ไป๋จิ้งหานกลับให้นางอยู่ที่แดนเหนือห้ามมิให้ติดตามมาเด็ดขาดเพราะเขากำลังเตรียมการปราบปรามอวิ๋นอ๋อง คิดว่านางอยู่ที่แดนเหนือย่อมปลอดภัยกว่าหลังจากมาที่เมืองหลงไป๋จิ้งหานก็พาอี้ชิงไปเยี่ยมฮูหยินชราด้วยตนเองในวังหลวงเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น อี้ชิงสังเกตได้ว่าฮูหยินชราดูจะไม่สนใจนางดั่งเช่นเดิม เพียงสนทนากันไม่กี่คำฮูหยินชราก็เอ่ยปากว่าให้นางกลับเสียแล้ว“ท่านย่าไม่คิดถึงชิงเอ๋อร์หรือเจ้าคะ”ฮูหยินชราเผยรอยยิ้มบางเอ่ยว่า“ย่อมคิดถึง ทว่าอยู่ในวังหลวงต้องคำนึงถึงกฎเกณฑ์ การที่เจ้าเข้ามาได้ล้วนเป็นพระกรุณาของไทเฮา ทว่าอย่างไรก็ไม่อาจให้อยู่นานได้ เจ้ารีบออกจากวังก่อนจะค่ำมืดเถิด”“เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ หากว่าท่านพี่มีเวลาชิงเอ๋อร์จะให้ท่านพี่พามาเยี่ยมท่านย่าอีกครั้งนะเจ้าคะ”“ไม่ต้องห่วงย่า ที่วังหลวงมีหมอหลวงคอยดูแล ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่สุขภาพของย่าก็ดีขึ้นไม่น้อย”ก่อนหน้านั้น ไป๋จิ้งหานเคยเอ่ยกับท่านย่าว่าร่างกายขอ
บทที่ 48 ค้นพบความสุขไป๋จิ้งหานจูงมือเหยียนซือเหยียนไปยังเตียงกว้าง แสงเทียนส่องประกายรำไร ฉายเงาทอดยาวท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรี ดวงตาคมเข้มของเขาจับจ้องใบหน้าหวานละมุนตรงหน้าอย่างไม่วางตาเหยียนซือเหยียนถูกเขาจ้องจนแก้มร้อนผ่าว ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบา ๆ เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึก“ไยไม่ไปนอนที่เตียงของท่านเล่า”ไป๋จิ้งหานแย้มยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “เตียงของข้าอยู่ตรงนี้มิใช่หรือ” “เช่นนั้นข้าจะไปนอนเตียงนั้นเสียเอง”“เหยียนเหยียน...พวกเรานอนด้วยกันเถิด” เขาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำชวนใจเต้น ก่อนจะดึงนางเข้ามาโอบกอดอย่างแนบแน่นเหยียนซือเหยียนรู้สึกถึงไออุ่นจากกายแกร่งที่แนบชิดจนแทบมิอาจขยับหนีได้ ลมหายใจของเขารินรดที่ข้างแก้มอ่อนละมุน ความอบอุ่นของเขาทำให้หัวใจนางเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้“ไป๋จิ้งหาน ข้าบอกเพียงว่ายินยอมให้ท่านนอนในเรือน มิได้หมายความว่าจะให้ท่านนอนเตียงเดียวกัน ได้คืบจะเอาศอกหรือ”เสียงหัวเราะต่ำ ๆ ดังขึ้นข้างหูนาง “ข้าไม่ต้องการศอก ข้าเพียงต้องการเจ้าเท่านั้น...”“ตาเฒ่าไป๋หน้าไม่อาย”นางดุเสียงเบา แต่ใบหน้ากลับแดงก่ำ มือเรียวเล็กฟาดเบา ๆ ลงบนแผ่นอกเขา ไป๋จิ้งหานปล่อยให้นางตี