ณ เมือง ชิจา ประเทศญี่ปุ่น สมัยเฮอัน
บ้านเมืองที่เคยสงบสุข ยามนี้กลับถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศสับสนวุ่นวาย เหล่าซามูไรกระจายตัวทั่วเมือง ออกคำสั่ง กวาดต้อนชาวบ้านให้เข้าไปหลบในบ้านของตน เพื่อให้รอดพ้นจากภัยร้ายที่ชายชาตินักรบยังหวาดหวั่น แม่ทัพร่างใหญ่จดจ้องไปยังแผ่นดินกว้างเบื้องหน้า ใบหน้ากร้านแดดเขม็งตึงด้วยความเครียดและหวาดหวั่น สักพักชายร่างอ้วนเตี้ยก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหา “ท่านแม่ทัพ แน่ใจแล้วเหรอขอรับว่ามันจะมา"
แม่ทัพพยักหน้าแล้วพูดว่า “แน่สิขอรับ สายรายงานมาแล้ว อีกอย่างท่านผู้ว่าก็รู้นี่ ว่าที่นี่เป็นบ้านเกิดมัน”
ผู้ว่าหน้าเสีย แม่ทัพจึงบอกกับเขาว่า“แต่ไม่ต้องกลัวไปหรอกขอรับ ทหารที่ข้าพามาเนี่ยจัดการมันได้แน่ ๆ อีกอย่างพวกนักบวชก็เตรียมตัวพร้อมแล้ว อย่าได้กังวลไป ตอนนี้ให้ทุกคนไปหลบในบ้าน รอให้สงบก่อนแล้วค่อยออกมาก็ได้”
ผู้ว่าพยักหน้า ที่กำแพงเมือง เหล่านักรบซามูไรเตรียมพร้อม หลายคนเริ่มมีท่าทางหวาดกลัว บางคนกำเครื่องรางที่ติดตัวมาด้วยแน่น บางคนก็สวดภาวนาตามความเชื่อของตนเอง แม่ทัพเดินตรวจทัพแล้วก็ถอนใจ จะโทษทหารเหล่านี้คงไม่ได้ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาต้องมาเจอกับอะไรแบบนี้
“ท่านแม่ทัพดูโน้น”
คนกลุ่มใหญ่กำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่างมา เมื่อแม่ทัพมองดูพวกเขาชัด ๆ ก็ต้องตกตะลึงเพราะทุกคนที่กำลังหนีเป็นซามูไรทั้งนั้น ทำให้รู้ได้ทันทีว่า สิ่งที่เขารออยู่กำลังมาแล้ว
“มันมาแล้ว ! เตรียมพร้อม”
เหล่าพลธนูตั้งท่าเตรียมพร้อม ถ้าเป็นสิ่งพวกเขารออยู่ รับรองได้เจอฝนลูกธนูแน่ !
เสียงฮัมเพลงดังขึ้นมา แม้จะเหมือนกับการฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี แต่สำหรับคนที่ได้ยินแล้วมันชวนให้สยอง ชายร่างสูงใหญ่ ผมยาวสีแดง คิ้วเข้ม มีดวงตาเหมือนเสือ มีเขาคู่หนึ่งบนหัว เขาสวมชุดสีแดง ในมือถือน้ำเต้าใส่สุราอยู่ เขาเห็นทหารแล้วก็แสยะยิ้มและยกสุราขึ้นดื่ม
“อะไรกันวะ ข้า ชูเท็นโดจิ อุตส่าห์ กลับมาเยี่ยมบ้านเกิดทั้งที จะเอาลูกธนูมาต้อนรับกันเลยเหรอ” ชูเท็นโดจิพูดและยกสุราขึ้นดื่มอีก ด้วยความกลัวทำให้มีพลธนูคนหนึ่งเผลอยิงออกไป ลูกธนูพุ่งมา
แต่ชูเท็นโดจิจับลูกธนูและหักทิ้ง ยังไม่ทันไรลูกธนูจำนวนมากก็ถูกยิงตามมา แต่ลูกธนูถูกทำลายก่อนมาถึงตัวชูเท็นโดจิ มีชายอีกคนปรากฏตัว เขาเป็นชายร่างผอมสูง ผมยาวสีขาว มีดวงตาสีแดงเหมือนกับเลือด มีใบหน้าอ่อนเยาว์ราวกับชายแรกรุ่น มีเล็บคมเหมือนกับมีด “ระวังหน่อยสิสหายข้า”
“จะกลัวไปทำไม ก็ข้ามีเจ้าอยู่ด้วยนี่ อิบารากิ” เมื่อได้ยินชื่อของอิบารากิ แม่ทัพก็ตกใจมาก
“อิบารากิโดจิก็มาด้วยหรือเนี่ย บ้าเอ๊ย ! ฆ่ามัน !” พลธนูกำลังจะยิงอีกครั้ง แต่พวกเขาก็ล้มลงเลือดไหลนองพื้นเต็มไปหมด อิบารากิโดจิมายืนด้านหลังแม่ทัพเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ มันเอาบางอย่างมาทิ้งตรงหน้าเขา เมื่อมองลงไปก็ต้องโกรธแทบคลั่ง มันคือ คอหอย ! “น่าสงสารจะเป็นผีทั้งที ก็ต้องเป็นผีใบ้ !”
แม่ทัพชักดาบออกมาตวัดไปเต็มแรง แต่อิบารากิโดจิ หายไปจากตรงนั้นและไปยืนข้าง ๆ ชูเท็นโดจิ แม่ทัพสั่งให้เหล่าซามูไรเข้าโจมตีทันที
“ไม่ต้องกลัวมันมาแค่สองตัว ฆ่ามันให้ได้” อิบารากิโดจิตั้งท่าเตรียมพร้อม แต่ชูเท็นโดจิบอกว่า
“ให้ข้าสนุกบ้างสิ !”
พวกทหารเดินตรงเข้ามาเรื่อย ๆ ชูเท็นโดจิ พ่นไฟออกมาเหล่าทหารโดนไฟเผาเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นมา
ชูเท็นโดจิวิ่งเข้าไปในกลุ่มทหารเงื้อหมัดและชกไปที่ร่างของทหารคนหนึ่ง เขาโดนชกกระเด็น เลือดไหลกบปาก มีคนหนึ่งกำลังจะเอาดาบมาฟัน แต่ชูเท็นโดจิใช้เพียงสองนิ้วรับดาบเอาไว้และหักทิ้งเอาคมดาบมาแทงคอของทหารคนนั้น ทุกหมัดที่ออกไป ต้องมีเลือดของทหารไหลออกมาจนกำปั้นทั้งสองของเขากลายเป็นสีเลือด มีทหารคนหนึ่ง เห็นช่องว่างจึงคิดจะลอบทำร้ายเขาจากด้านหลัง อิบารากิโดจิเห็นก่อนจึงมาตัดมือทหารคนนั้น เลือดไหลพุ่งมาอาบหน้าของเขา
“อย่ามาแตะตัวสหายข้า”
แม่ทัพเห็นทหารล้มตายไปเช่นนี้ เขาก็โกรธจัด เลยร้องสั่งทหารว่า “ไปตามซูโคกิมาเดี๋ยว นี้ !”
ทั้งชูเท็นโดจิ และอิบารากิโดจิ กำลังสนุกกับการฆ่าเหล่าทหาร แต่จู่ ๆ ชูเท็นโดจิก็หยุดการโจมตีไปดื้อ ๆ พวกทหารรีบถอยออกมาห่าง ๆ เป็นการคุ้มเชิงเอาไว้ ชูเท็นโดจิทิ้งตัวลงนั่ง และยกเหล้าขึ้นดื่ม
“หยุดทำไมสหายข้า” อิบารากิโดจิถาม
“ข้าว่า เดี๋ยวต้องมีอะไรสนุก ๆ ให้ข้าเล่นแน่” ชูเท็นโดจิพูดราวกับเด็กที่กำลังจะได้ของเล่น เกิดแรงสั่นสะเทือนขึ้นมา ชายร่างอ้วนใหญ่ สวมเกราะใส่หน้ากากคาบูกิ ถือกระบองหนามทำจากไม้ ทุกก้าวเดินของมันทำให้พื้นสะเทือน ซูโคกิคือตำแหน่งทัพหน้า ! ต้องคัดเลือกจากนักกีฬาซูโม่ และฝึกการใช้อาวุธอีกนับสิบปี ผ่านสงครามมาก็มาก ทำให้คนที่ได้ตำแหน่งนี้ มักจะมีความภูมิใจในตำแหน่งมาก ชูเท็นโดจิยิ้มออกมาและพูดว่า
“นี่ล่ะน่าสนุก” ชูเท็นโดจิลุกขึ้นมาและออกหมัดไป โดนเข้าที่ท้องแต่ชั้นไขมันของอีกฝ่ายหนามาก ทำให้รับแรงกระแทกได้ ซูโคกิสวนกลับด้วยกระบองไม้ ฟาดเข้าที่ลำตัวของชูเท็นโดจิทำให้เขากระเด็นแต่กลับไม่แสดงสีหน้าว่าเจ็บปวดเลยสักนิด
“ทำได้แค่นี้เหรอ” ชูเท็นโดจิพูด ซูโคกิตะลึงนี่เป็นครั้งแรกที่เขาฟาดแล้วอีกฝ่ายแทบไม่เป็นอะไรเลย จึงตัดสินใจฟาดกระบองไปอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้ชูเท็นโดจิเอาสองมือรับกระบองเอาไว้ ซูโคกิพยายามกดกระบองลงไปแต่แทบไม่ขยับเลย และยังไม่ทันไรกระบองก็ถูกหักเป็นสองท่อนทุกคนตกตะลึง
“เป็นไงได้ กระบองนั้นทำจากไม้เนื้อแข็ง ขนาดขวานยังฟันแทบไม่เข้า” แม่ทัพพูดขึ้น“อย่าเอาพลังแขนของสหายข้าไปเทียบกับมนุษย์สิ” เสียงของอิบารากิโดจิดังขึ้นจากด้านหลัง แม่ทัพเหวี่ยงดาบไปแต่อิบารากิโดจิหลบได้อีก “เลิกกวนประสาทข้าสักที ไอ้เขาเดียว” พูดจบเขาก็ฟาดฟันดาบใส่อิบารากิโดจิแต่ อีกฝ่ายหลบได้อย่างว่องไวซูโคกิที่เสียอาวุธไปนั้น จึงใช้ทักษะการต่อสู้แบบซูโม่แทน ชูเท็นโดจิก็รับมือแบบชูโม่ทั้งสองออกแรงดันหมายจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งล้มลง แต่ซูโคกิออกแรงไปมากเท่าไหร่ชูเท็นโดจิก็ไม่สะเทือนเลย ในที่สุดก็เขาก็เป็นคนที่ต้องกระเด็น จึงตัดสินใจรวมพลังทั้งหมดไปที่ฝ่ามือหมายจะซัดให้กระเด็น ชูเท็นโดจิชกสวนกลับมา“อ๊าก !” เสียงร้องโหยหวนของซูโคกิดังขึ้นมา แรงกระแทกเมื่อครู่ทำให้กระดูกมือของเขาแตก และยังไม่ทันไรก็ถูกชูเท็นโดจิทุบเข้าที่หัว ความเจ็บปวดเข้ามาอีกครั้งแต่ยังไม่ทันจะได้ทำอะไรต่อ ก็ถูกทุบซ้ำไปอีกครั้ง มันเป็นการทุบซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนร่างของซูโคกิจมดินและกองเลือดของตัวเองตายส่วนอิบารากิโดจินั้น ต่อสู้กับแม่ทัพซึ่งในเชิงดาบนั้น เขาถือว่าเป็นหนึ่งในแผ่นดินเลยก็ว่าได้ แต่ความเร็วของอิบารากิโดจิมั
พวกออร์คที่บุกมาล้วนสวมเกราะที่หนาและหนัก มีอาวุธครบมือซึ่งอาวุธทุกชิ้นนั้นล้วนมีขนาดใหญ่ แต่ชูเท็นโดจิกับอิบารากิโดจิเมื่อเห็นเหล่าออร์คก็พร้อมใจกันหัวเราะเสียงดัง จนทุกคนหันมามองเป็นตาเดียว อรุณนภาทำหน้าไม่ถูก ปกติใครที่เจอพวกออร์คที่มีอาวุธครบมือแบบนี้ต้องกลัวจนตัวสั่น แต่เจ้าสองตัวนี้กลับหัวเราะราวกับมีเรื่องสนุกสนานตรงหน้าออร์คตนหนึ่งตะโกนถาม “หัวเราะอะไรวะไอ้ตัวมีเขา”แต่สองอสูรยังไม่เลิกหัวเราะ จนเหล่าออร์ค เริ่มหงุดหงิด ชูเท็นโดจิยกเหล้าขึ้นดื่มแล้วพูดว่า “เกิดมาไม่เคยเห็นตัวอะไร ที่อุบาทว์ขนาดนี้มาก่อนเลยว่ะ แบบเหมือนไม่เต็มใจเกิด”“ใช่สหายข้า” อิบารากิโดจิพูดและยังหัวเราะต่อไป ออร์คตนหนึ่งได้ยินก็ไม่พอใจวิ่งเข้าใส่และ ฟาดค้อนศึกใส่ชูเท็นโดจิ เขาไม่คิดจะหลบเพราะประเมินกำลังของอีกฝ่ายไว้ต่ำมาก จึงรับการโจมตีเข้าไป เต็ม ๆ เขากระเด็นและกระอักเลือดออกมา คราวนี้เป็นพวกออร์คเองที่พร้อมใจกันหัวเราะ“แกทำอะไรสหายข้า !” อิบารากิโดจิข่วนเจ้าออร์คเข้าที่หน้าเลือดไหลอาบ และรีบไปดูชูเท็นโดจิ นั่นคือสัญญาณแห่งสงคราม พวกออร์คทั้งหลายเข้าโจมตี อรุณนภาใช้ดาบคู่เข้าต่อสู้ ส่วนศุ
ชูเท็นโดจิเห็นเพื่อนรักต้องมาสู้กับราฟก็กัดฟันด้วยความโกรธ แต่ว่าตอนนี้เขายกแขนยังแทบไม่ได้ แต่ก็แข็งใจพยายามลุกขึ้นมา“อย่าเพิ่งขยับ” เสียงของอาทิตย์ดังขึ้นมา ชูเท็นโดจิหันมามองตาขวาง อาทิตย์ชักหวั่น ๆ แต่ก็แข็งใจเดินเข้าไปหา“จะทำอะไร !”“ข้ารักษาท่านได้” ชูเท็นโดจิมองอาทิตย์ ศุภมิตรได้ยินแบบนั้นก็รีบท้วงทันที“เฮ้ย! คิดอะไรอยู่เนี่ย ไปรักษามันเกิดมันแว้งกัดเราขึ้นมาเล่า”“แล้วเรามีทางอื่นหรือไงกัน ท่านศุภมิตร”อาทิตย์พูดทำให้ศุภมิตรพูดไม่ออก แม้ชูเท็นโดจิจะไม่ค่อยเชื่อใจอาทิตย์เท่าไหร่ แต่เห็นว่า อิบารากิโดจิต่อสู้แล้วตนเองมานอนเหมือนศพแบบนี้ไม่ใช่เรื่องดีแน่ เขาเลยต้องตัดสินใจ“รีบทำเลย” เมื่อได้ยินเช่นนั้น อาทิตย์ก็รีบลงมือทันที เขามือไม้สั่นร่ายมนตร์ ตะกุกตะกัก เกิดแสงสว่างวาบขึ้นมา ชูเท็นโดจิลุกขึ้นมาได้อีกครั้งความเจ็บปวดและบาดแผลหายไปหมด “อิบารากิ ถอย !” ชูเท็นโดจิตะโกน อิบารากิโดจิรีบถอยออกมา อรุณนภาเห็นอิบารากิโดจิถอยก็ทำตาม ชูเท็นโดจิวิ่งเข้าใส่ราฟ อีกฝ่ายเหวี่ยงค้อนมาแต่ชูเท็นโดจิหลบได้และพ่นไฟ ราฟหลบได้และเคลื่อนไหวมาอยู่ด้านหลังของชูเท็นโดจิ เงื้อค้อนคู่ขึ้นหมายจะฟาดป
ณ หมู่บ้านเกษตรกรรมแห่งหนึ่งบรรยากาศเงียบสงบเหล่าชาวนากำลังเกี่ยวข้าวในนา ซึ่งแปลกมากเพราะปกติ เวลาเกี่ยวข้าวกันนั้นชาวนาจะต้องร้องเพลงกันอย่างสนุกสนาน ให้สมกับที่เหนื่อยกันมานาน แต่คราวนี้หลายคนมีสีหน้าอมทุกข์ บางคนมีน้ำตาไหลออกมา ชายสูงวัยคนหนึ่งเห็นหลายคนเป็นเช่นนี้ก็เลยพูดขึ้นมา“นี่เกี่ยวข้าวในนา แท้ ๆ นะโว้ย อย่ามาทำหน้าเศร้าสิวะ”“โธ่! พ่อผู้ใหญ่พูดมันง่าย พวกเราก็รู้อยู่แล้วนี่ว่าเกี่ยวไปเนี่ยพวกเราก็ไม่ได้กิน ทั้งที่เหนื่อยกันมาแทบตาย” หนึ่งในชาวนาพูดขึ้นน้ำตาเขาเริ่มไหลออกมา ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วพูดว่า“คิดว่าข้าไม่รู้สึกอะไรหรือไงกันวะ แต่เอ็งก็รู้นี่ ไปสู้กับพวกมันก็เหมือนกับฆ่าตัวตายเปล่า”ยังไม่ทันที่จะได้พูดอะไรกันต่อ เสียงระฆังก็ดังขึ้นมาเป็นสัญญาณว่าสิ่งพวกเขาไม่อยากเจอกำลังจะมาถึงแล้ว พวกออร์คกลุ่มใหญ่กำลังเคลื่อนพลมา หัวหน้าของพวกมันเป็นออร์ค มีรูปร่างอ้วนเตี้ยกว่าพวกออร์ค ตนอื่น แต่ถ้ายืนเทียบกับมนุษย์แล้วมันก็ยังตัวใหญ่อยู่ดี หัวโล้น มีตาโตเท่าไข่ห่าน มีฟันล่างยาวเลยปากออกมา มันนั่งบนเสลี่ยง ชาวบ้านนำอาหารมากองตรงหน้าของมัน เจ้าออร์คเตี้ย
ขณะเดินทางไม่มีใครพูดอะไรกันเลย ทำให้บรรยากาศชวนให้อึดอัด ชูเท็นโดจิฮัมเพลงมาตลอดทาง ทำให้อรุณนภาเริ่มจะรู้สึกรำคาญ แต่อยู่ ๆ เขาก็หยุดฮัมเพลง แล้วหันไปทางอิบารากิโดจิ “เจ้าหิวมั้ย อิบารากิ”“นิดหน่อย สหายข้า แต่จะว่าไปนะเราก็ไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เข้ามาที่นี่แล้ว” ชูเท็นโดจิพยักหน้า อาทิตย์เลยออกความเห็นว่า“เราหาอะไรกินกันก่อนดีกว่ามั้ยขอรับ” ทุกคนเห็นด้วย อรุณนภาเอาเสบียงออกมาเป็นกล้วย ชูเท็น โดจิยกเหล้าขึ้นดื่มแล้วพูดว่า “นี่เป็นลิงกันหรือไง กินแต่กล้วยเนี่ย”“ท่านศุภมิตรเป็นนักบวชไม่กินเนื้อนะขอรับ” อาทิตย์บอก ชูเท็นโดจิส่ายหัวแล้วบอกว่า “พอดีข้าไม่ใช่นักบวชอยากกินก็กินไปคนเดียวเถอะ” ชูเท็นโดจิเดินไปในป่า โดยมีอิบารากิโดจิตามไปด้วย ทั้งสองหายไปพักใหญ่ ก็ได้ไก่ป่ามาสี่ตัว จัดการถอนขนและโยนให้สองพี่น้องคนละตัว และทั้งสองกำลังจะกิน อรุณนภารีบร้องห้าม“เฮ้ย ๆ จะทำอะไร”“ก็กินไง หรือเจ้าไม่หิว” อิบารากิโดจิบอก อรุณนภาทำหน้าเหมือนจะเป็นลม “นี่พวกเจ้าน่ะมาจากไหน ถึงกินอาหารแบบนี้ลง จะกินก็กินให้มันดี ๆ หน่อยสิ” พูดจบเธอก็แย่งไก่มาจากทั้งสอง ชูเท็นโดจิกับ อิบารากิโดจิมองหน้ากันท
ลายได้ฟังเรื่องราวของอรุณนภาแล้วก็รู้สึกเห็นใจ ยิ่งรู้ว่าสองพี่น้องเป็นเชื้อพระวงศ์ก็ทำความเคารพอย่างนอบน้อม ผิดกับสองอสูร“ข้าขอร่วมเดินทางไปกับท่านด้วยจะได้มั้ยขอรับ” เมื่อได้ยินเช่นนั้น อิบารากิโดจิก็รีบแย้ง“ไว้ใจมันได้หรือ” อรุณนภาหันมาพูดว่า “เขาก็มีสายเลือดของนรสิงห์ ยังไงก็เชื่อใจได้มากกว่าพวกเจ้าก็แล้วกัน” อิบารากิโดจิกำลังจะเถียงแต่ชูเท็นโดจิจับบ่าเขาเอาไว้“ไม่ต้องไปสนใจ เราแค่ต้องการให้พวกเขาพาไปหาเจ้าการอนเท่านั้น” อิบารากิโดจิพยักหน้ารับรู้ตลอดการเดินทาง ลายดูจะเข้ากับทุกคนได้ดีกว่าสองอสูรซะอีก ชูเท็นโดจิไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก เขายกเหล้าขึ้นดื่ม แต่กลับโวยวายขึ้นมา“เหล้าหมด !” อิบารากิโดจิได้ยินก็สะดุ้งโหย่ง “มีใครมีเหล้าติดตัวมาบ้างมั้ยเนี่ย” อรุณนภาทำหน้า งง ๆ แล้วตอบว่า“พวกเรากำลังหนี จะมีอารมณ์พกเหล้าได้ไง ส่วนท่านศุภมิตรเป็นนักสิทธิ์จะดื่มเหล้าได้ที่ไหนกัน” เมื่อได้ยินเช่นนั้นอิบารากิโดจิเลยต้องรีบไปบอกกับชูเท็นโดจิว่า“ใจเย็น ๆ ก่อนนะสหายข้า เดี๋ยวถึงเมืองคงมีเหล้าให้เจ้าดื่มแล้วล่ะ” ชูเท็นโดจิพยักหน้าแต่ก็มีท่าทางกระสับกระส่าย อาทิตย์เลยถามว่า“ท่านชูเท็นโดจิ ติ
“เพื่อนเจ้าคิดบ้าอะไรเนี่ย”“ก็สหายข้า อยากดื่มเหล้า จะไปว่าเขาได้ไงกัน” อิบารากิโดจิตอบหน้าตาเฉย อรุณนภาได้ยินก็โกรธจัด “นี่มันเรื่องเล่น ๆ หรือยังไง ถูกจับไปแบบนี้ จะช่วยออกมาไม่ใช่เรื่องง่ายแล้วนะ” อิบารากิโดจิกลับบอกว่า“เพื่อสหายข้า ไม่มีเรื่องไหนที่ข้าทำไม่ได้หรอก” อิบารากิโดจิพูดจบเขาก็แปลงร่างเป็นนกกาและบินไปทันที ชูเท็นโดจิรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา เขาถูกล่ามโซ่อย่างแน่นหนา และยังมีปลอกคอเหล็กสวมอยู่ เขาพยายามทำลายโซ่แต่ไม่เป็นผล เมื่อมองไปรอบตัว ที่นี่มีออร์คถูกขังอยู่มากมาย ทุกตัวถูกพันธนาการไม่ต่างอะไรจากเขาเลย เมื่อพยายามพ่นไฟปลอกคอเหล็กเปลี่ยนสีทำให้รู้สึกแสบร้อนเหมือนถูกไฟเผา พวกทหารเห็นแล้วก็หัวเราะเยาะ“โซ่เหล็กน้ำพี้ และปลอกคอเนี่ย แกทำลายไม่ได้หรอกโวย ไอ้อสูร พวกออร์คที่นี่ก็ฝีมือของเจ้าชายทั้งนั้นล่ะโวย”“ปล่อยข้า !” ชูเท็นโดจิโวยวาย แต่พวกทหารทำเป็นไม่ได้ยิน ชูเท็นโดจิกัดฟันด้วยความโกรธ เขาไม่เคยเสียท่าใครขนาดนี้มาก่อนเลย“อย่าให้ข้าออกไปได้นะ ไอ้หน้าอ่อน” เขาพูดด้วยความแค้นอิบารากิโดจิในร่างนกบินมาถึงเรือนจำ เขาพบว่าที่นี่มีกำแพงสูงแถมล้อมรั้วลวดหนามไว้อย่างแน่นหนา
“แย่แล้ว พวกออร์คบุก คุ้มกันที่นี่ให้แน่นหนา อย่าให้อะไรออกไปได้” หัวหน้ายามสั่ง“ต้องลงมือแล้วท่านศุภมิตร” อรุณนภาสะกิด ศุภมิตรเริ่มร่ายมนตร์ โซ่และปลอกคอที่ล่ามชูเท็นโดจิหลุดออก ประตูกรงเปิดเขารีบเดินออกมา“เฮ้ยทำอะไ...” พวกยามหันมาเห็นแต่เขายังไม่ทันได้พูดจบก็ถูกฆ่าโดยพวกออร์ค“ท่านปล่อยมันออกมาทำไม” อรุณนภาตกใจมาก ศุภมิตรหน้าเสีย “ขะ ข้า ตายล่ะ ข้าร่ายคาถากว้างเกินไปเลยทำให้ปล่อยทุกตัว” แม้จะมีออร์คตรงหน้าหลายตัว แต่ชูเท็นโดจิกลับมองหาอะไรบางอย่างอิบารากิโดจิเหมือนจะรู้ใจ ส่งน้ำเต้าใส่เหล้าใส่ ชูเท็นโดจิรีบยกเหล้ามาดื่ม แล้วพูดว่า“กำลังอยากจะหาอะไรเล่นพอดี” เขารวมพลังไปหมัดและชกเข้าที่ลำตัวของออร์คตัวหนึ่งมันกระเด็น และกระอักเลือดออกมา พวกที่เหลือกำลังจะลงมือแต่ จู่ ๆ ก็ล้มลงไป เลือดไหลอาบ“อิบารากิ ข้ายังไม่ทันได้สนุกจะรีบฆ่าพวกมันทำไม”“มันใช่เวลามั้ยเนี่ยรีบหนีเร็วเข้า” อรุณนภาตะโกนเสียงดังสั่น แต่ชูเท็นโดจิกลับบอกว่า “ข้าจะหาตัวไอ้หน้าอ่อนนั่นก่อน ! ” พูดจบชูเท็นโดจิก็รีบออกไปจากคุก ทุกคนรีบตามไปตอนนี้ในเมืองเกิดสงครามขึ้นแล้ว พวกออร์คนำกำลังมาบุกเมืองอินทราเทพ บ้านเมืองที่
“จะกลัวไปทำไม ก็ข้ามีเจ้าอยู่ด้วยนี่ อิบารากิ”“อิบารากิ เจ้าคือสหายรักของข้า” ช่วงเวลาเหล่านั้นมันเคยทำให้เขามีความสุขอย่างที่สุด แต่มันกลายเป็นความเจ็บปวดทรมาณ ในยามนี้เขาทำได้เพียงแค่ร้องไห้เท่านั้น หากใครมาเห็นเขา คงได้แต่คิดว่า นี่หรือคือ อสูรร้ายที่สังหารคนมาเป็นร้อย ๆ แต่ในเวลานี้กลับกลายเป็นเพียงคนใจสลายคนหนึ่งเท่านั้น น้ำตาไหลปนกับเลือดที่นองหน้า กลายเป็นสีเลือดไปแล้ว หลังจากอิบารากิโดจิไปแล้ว ชูเท็นโดจิก็เอาแต่นั่งซึมทำอะไรไม่ถูก เลยทำได้แค่ดื่มเหล้าเรื่อย ๆ จริงอยู่อาจจะโกรธที่อิบารากิโดจิคิดแบบนี้ แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่า เขากับอิบารากิโดจิมีความผูกพันธ์กันมากจนแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาจะไล่อิบารากิโดจิไปให้พ้น ๆ หน้า และก็ไม่อยากเชื่อเลยเพื่อนรักจะคิดทำร้ายคนที่เขารัก ลาย ศุภมิตร เพิ่งได้รู้เรื่องราวจากทั้งหมดจากอรุณนภา ก็ถอนใจยาว“เจ้าควรไปอยู่ใกล้ ๆ เขานะ” ลายพูด อรุณนภาทำหน้าไม่ถูก “แต่...”“เขาเพิ่งจะเสียเพื่อนรักไปนะ ” ลายพูด อรุณนภาเดินเข้าไปหา อาทิตย์มองหน้าของลาย เขาเองก็เศร้าไม่แพ้กัน ชูเท็นโดจิยังมีอรุณนภา แต่ลายเหมือนไม่มีใครเลย ศุภมิตรกับอาทิตย์เลยชวนลายไปช่
“คือ ข้าไม่รู้ จะเริ่มต้นยังไงดี” อรุณนภาพูด้วยความรู้สึกอึดอัด แต่อิบารากิโดจิยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย หากแต่แววตายังเต็มไปด้วยโทสะ อรุณนภาถอนใจเฮือกใหญ่ก่อนจะพูดว่า“ข้ารู้ว่าเจ้าคิดอะไรอยู่”“เจ้ารู้ แล้วทำไมปล่อยให้เกิดขึ้น” อิบารากิโดจิพูดน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยโทสะ จนทำให้เธอรู้สึกขนลุก“ข้าไม่อยากทำลายมิตรภาพของเจ้าเลยนะ” อรุณนภาพูดเสียงสั่น อิบารากิโดจิเลิกคิ้วด้วยความสงสัย“นี่เจ้าพูดอะไรเนี่ย”“จะให้พูดออกมาเหรอ ข้าเป็นหญิงนะ ข้าไม่อยากเห็นพวกเจ้าทะเลาะกันเพราะ...มาแย่งข้า”“เจ้าพูดอะไร ใครแย่งเจ้ากัน เจ้าต่างหากที่มาแย่ง สหายข้าไปจากข้า” อิบารากิโดจิพูดชัดเจนทุกคำ“เจ้าว่าไงนะ” อรุณนภาแทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน“หูแตกหรือไง ชูเท็นเป็นของข้า เจ้าไม่มีสิทธิ์มาแย่งเขาไปจากข้า” อิบารากิโดจิพูด อรุณนภางงไปหมดแล้ว“ทำไมเจ้าถึงมาทำดีกับข้า”“ถ้าเป็นตอนไปหายา หากไม่มีเจ้ากลับไปด้วย น้องเจ้าอาจไม่ยอมรักษาสหายข้า ตอนที่เจ้าเมาข้าไม่อยากให้ชูเท็นแตะตัวเจ้า เขาเป็นของข้า เจ้าไม่มีสิทธิ์เอาหน้าสวย ๆ ของเจ้ามาล่อลวงเขา” ได้ยินเช่นนี้ อรุณนภารู้สึกเหมือนกับใครเอาน้ำเย็นสาดเธอ ทำให้
“รีบลุกขึ้นเลย” อิบารากิโดจิพูด“ขะ ข้า ชะ ช่วย คะ ใครไม่ได้เลย” ศุภมิตรพูดด้วยความลำบากยากเย็น“แล้วมานั่งอยู่นี่ มันดีกว่ากันตรงไหนวะ อรุณนภาอยู่ไหน” ชูเท็นโดจิตวาดใส่ ศุภมิตรรีบตอบว่า“อยู่ที่โรงรักษาขอรับ” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชูเท็นโดจิก็รีบวิ่งไปทันทีอรุณนภายืนคุ้มเชิง พวกออร์คที่กำลังจะบุกเข้าไปที่โรงรักษา ตอนนี้อาทิตย์พยายามรักษาคนเจ็บให้มากที่สุด ด้วยจำนวนคนเจ็บมากมายทำให้เขาเริ่มอ่อนแรง อรุณนภาเองก็กำลังจะต้านไม่ไหวแล้ว ชูเท็นโดจิมาถึงเขารีบซัดหินใส่พวกออร์คทำให้มันล้มตายไป“มานี่เร็ว” ชูเท็นโดจิรีบตะโกนเรียก“อาทิตย์ยังอยู่ข้างในนั้น” อรุณนภาพูด ชูเท็นโดจิอึ้งไป อิบารากิโดจิจึงรีบอกว่า “เจ้าพานางหนีไปก่อน เดี๋ยวข้าจะเอาอาทิตย์ออกมาเอง”อิบารากิโดจิกับลายเข้าไปโรงรักษา เห็นอาทิตย์กำลังใช้พลังรักษาคนจำนวนมาก จนเขาเริ่มอ่อนแรงแล้ว “หยุดได้แล้ว !” อิบารากิโดจิตะโกนเสียงดัง“แต่...ยัง...มี...คน...เจ็บ...อยู่...นะ...ขอ...รับ” อาทิตย์พูดเหมือนกับว่าการพูดแต่ละคำเป็นเรื่องที่ลำบากยากเย็นมาก“ตอนนี้เจ้านะหายใจยังลำบากเลย หนีก่อนเถอะ พวกเจ้าน่ะ ใครพอจะพาคนเจ็บหนีได้ก็ช่วยกันเร็ว” อ
การอนสยบสามทหารเสือให้เวลาเพื่อชั่วพริบตา ทั้งสามรีบลุกขึ้นมา และเรียกอาวุธออกมาเป็นเขนคู่ทั้งสามคน ขุนสมานที่มือเจ็บ เขาเห็นว่าปล่อยไว้ไม่ดีแน่จึงคิดจะจบการต่อสู้โดยเร็ว เมื่อเห็นช่องว่างก็รีบเข้าไปโจมตีทันที ซึ่งเป็นการคิดผิดอย่างมหัน การอนใช้ฝ่ามือแทงร่างของขุนสมานทะลุ หนึ่งในสามทหารเสือสิ้นชื่อแล้ว“ท่านขุน ! แก !” ขุนเดโชกับขุนเรืองพูดพร้อมกันและเข้าไปโจมตี แต่การอนยิงลำแสงออกมาจากฝ่ามือสังหารทั้งสองในพริบตา เมื่อเป็นเช่นนี้พระเจ้าพรหมทัตจึงสั่งเคลื่อนพลทันที เพื่อแก้แค้นให้สามทหารเสือ ทหารทั้งสองฝ่ายเข้าต่อสู้กัน เสียงอาวุธกระทบกันดังสนั่น ชูเท็นโดจิไม่สนใจอย่างอื่นนอกจากการอน เขาซัดหินใส่พวกออร์คทุกตัวที่ขวางทางเขา ไดเห็นชูเท็นโดจิแล้วก็พูดว่า“ยังไม่ตายอีกเหรอ” ไดดึงดาบออกมาจากหลังและขว้างไป ตาที่ดาบลืมขึ้นและพุ่งเข้าหาชูเท็นโดจิทันที แต่อิบารากิโดจิมาปัดดาบทิ้ง“พวกแกนี่อึดยังกะแมลงสาบเลยนะ แต่ยังไงก็ต้องโดนข้าบี้อยู่ดีนั้นล่ะ” ไดวาดมือไปมา ดาบบินกลับมา อิบารากิโดจิต่อสู้กับดาบทันที ชูเท็นโดจิใช้จังหวะนี้ รีบเข้าไปหาการอน ไดกำลังจะใช้ดาบอีกเล่ม“เดี๋ยวก่อนได ปล่อยมันเข้ามา” เ
“ขอต้อนรับทุกท่านสู่กองทัพแห่งเมืองพรพรหม บ้านเมืองของเราได้รับพรจากพระพรหมให้ อุดมสมบูรณ์และสงบร่มเย็นมาช้านาน แต่ในเพลานี้ มีพวกปีศาจร้ายจ้องจะทำลายพวกเรา แม้พวกเราจะรักสงบแต่ไม่ยอมให้ใครมารุกรานเราง่าย ๆ แน่ ทหารเอ๋ย จงอย่าสู้เพื่อกษัตริย์ แต่จงสู้เพื่อ ลูก เมีย บ้านเมือง และวันพรุ่งนี้ที่สงบสุข” เมื่อสิ้นคำประกาศทุกคนก็เอ่ยขึ้นพร้อมกันว่า“เพื่อ พรพรหม”ทั้งสามได้เจอกับศุภมิตร อาทิตย์ และอรุณนภาก็ทราบว่า ศุภมิตรได้ไปร่วมกับเหล่าฤาษีในเมืองนี้ ส่วนอาทิตย์กับอรุณนภานั้น ได้เข้าร่วมกับพวกหมอในเมืองหลังนั้นการฝึกก็เริ่มต้นขึ้น สิ่งแรกคือการวิ่งขึ้นเขาสูง สำหรับชูเท็นโดจิแล้วมันง่ายเขาเลยพูดว่า“นึกว่าจะทำให้ทำอะไรที่มันยากกว่านี้ซะอีก” ขุนสมานพอได้ยินเช่นนั้นก็เลยบอกว่า “คิดว่าข้าจะให้แค่วิ่งเหรอ” กระสอบจำนวนมากถูกขนมาก“เจ้าต้องแบกนี่ไปด้วย” ขุนสมานประกาศ น้ำหนักของกระสอบนั้นพอ ๆ กับผู้ชายตัวใหญ่ ๆ เลย ทำให้หลายคนแทบจะก้าวขาไม่ออก น้ำหนักของกระสอบทำให้ความเร็วในการวิ่งของอิบารากิโดจิตกลงไปแยอะ เพราะเขาไม่ได้แข็งแรงเท่า ชูเท็นโดจิที่เดินตัวปลิวเหมือนไม่ได้แบกอะไรเลย“อิบารากิ ทำไมเจ
คณะเดินทางออกเดินอีกครั้ง คราวนี้ทุกคนแทบไม่พูดอะไรกัน แม้แต่ชูเท็นโดจิกับอิบารากิโดจิก็ไม่พูดจากัน ทำให้อรุณนภารู้สึกอึดอัดมากขึ้นเรื่อย ๆ มาถึงเมืองหนึ่งเป็นเมืองใหญ่มีกำแพงสูงและกว้างสุดลูกหูลูกตา ที่ประตูเมืองมีป้ายชื่อ เมืองว่า เมืองพรพรหม มีประกาศติดไว้ที่กำแพงเมือง“ ประกาศจากพระเจ้าพรหมทัต ในยามนี้มีศึกสงครามเกิดขึ้น และได้รับข่าวที่น่าเชื่อถือว่า การอนจะนำทัพมาบุกเมืองของเรา จึงต้องการทหารเพิ่มอีกจำนวนมาก ใครสนใจทดสอบฝีมือเพื่อร่วมกองทัพเชิญที่ลานประลองได้” ชูเท็นโดจิดูจะสนใจประกาศนี้มาก เขาหันไปหาอิบารากิโดจิแล้วถามว่า“เจ้าเอาด้วยมั้ย อิบารากิ”“ถ้าเจ้าไปสมัคร ข้าก็เอาด้วยสหายข้า” อิบารากิโดจิตอบ ในที่สุดทั้งสองก็พูดกันแล้ว แต่อรุณนภารีบแย้งขึ้นมา“เดี๋ยว พวกเจ้าจะไปสมัครเป็นทหารเหรอ”“ก็ใช่นะสิ มีปัญหาเหรอ” ชูเท็นโดจิตอบหน้าตาเฉย อรุณนภาทำคอย่นหลับตาปี๋ แล้วรีบพูดว่า“อย่าบ้านะ เจ้าเป็นทหารไม่ได้หรอก”“เฮ้ย ! พูดงี้ดูถูกพวกเราเหรอ !” อิบารากิโดจิพูดอย่างไม่พอใจนัก“เรื่องผีมือพวกเจ้าน่ะ ข้าไม่สงสัยหรอก แต่รู้มั้ยว่าทหารต้องมีอะไรบ้าง” อรุณนภาถาม“ก็แค่สังหารข้า
ชูเท็นโดจิเอาหัวโขกหัวของทูร่าเต็มแรง ให้มันต้องปล่อยมือ เขาเอาสองมือจับหัวและหักคอของมัน เสียงกระดูกหักดังลั่น แต่ทูร่ากระหน่ำหมัดใส่มันไม่หยุด ทุกคนตะลึง นายกองเมฆถึงกับตะโกนออกมาว่า“บ้าน่ามัน คอหักไปแล้วทำไมมันไม่ตาย”“หรือว่า สหายข้า นั่นไม่ใช่หัวมัน” อิบารากิโดจิตะโกนเสียงดังลั่น“ฉลาดนี่ แต่ใครรู้เรื่องนี้ มันต้องตาย” หน้าที่ท้องของมันส่งเสียงพูดออกมา ชูเท็นโดจิตั้งท่าเตรียมตัว แต่ทูร่ายืนเฉย ๆ และหัวเราะ“อะไรของแกวะ” ชูเท็นโดจิตะโกนถาม“คิดว่า ข้ารัดเจ้าเมื่อกี้เพราะอะไรล่ะ ไอ้โง่” ชูเท็นโดจิรู้สึกเหมือนมีอะไรวิ่งอยู่ในตัว มีหนอนโผล่ออกมาจากร่าง เขารู้สึกเจ็บปวดจนยืนไม่ไหว ทูร่าเดินมากระทืบเข้าไปที่กล่องดวงใจของชูเท็นโดจิ ความเจ็บปวดแผ่เข้ามา มันเป็นการหยามน้ำหน้าขั้นรุนแรง เขากัดฟันกรอด ๆ ด้วยโกรธแค้น แต่ก็ทำอะไรมันไม่ได้ เพราะตอนนี้แค่ยืนยังทำไม่ได้“อะไรคิดจะทำอะไรเหรอ ตอนนี้แกเป็นแค่อาหารหนอนเท่านั้น” มันพูดเย้ยและเอาเท้าเหยียบอกของชูเท็นโดจิเอาไว้ แต่จู่ ๆ มันก็กระโดดออกมา มันรู้สึกร้อนที่เท้าราวกับเหยียบไปบนถ่านร้อน ๆ ร่างของชูเท็นโดจิมีควันออกมา หนอนที่ไชตัวเขาระเบิด
แมงป่องยักษ์บุกเข้ามาในหมู่บ้าน ขนาดตัวมันพอ ๆ กับช้าง ไล่จับชาวบ้าน กินเป็นอาหาร ทุกย่างก้าวต้องมีมนุษย์เป็นเหยื่อของมัน นายกองเมฆนำกำลังทหารเข้าต่อสู้ กับเจ้าแมงป่อง ซึ่งเปลือกของมันหนามากทำให้อาวุธเจาะไม่เข้า มันเอาหางแทงทหารตายไปหลายคน ชูเท็นโดจิ อิบารากิโดจิ ลาย อรุณนภา มาถึง เห็น เจ้าแมงป่องยักษ์ ชูเท็นโดจิชัดหินใส่ แม้จะทะลุเปลือกของมันได้ แต่ว่า ด้วยขนาดตัวของมันทำให้เกิดบาดแผลเล็ก ๆ เท่านั้น เขานึกถึงดาบของอรุณนภา แต่ว่าตอนนี้เธอยังต่อสู้ไม่ได้ เนื่องจากอาการเมาค้าง เขาเห็นหอกที่เหล่าทหารกำลังซัดใส่เจ้าแมงป่องยักษ์จึงวิ่งไปหยิบมาเล่มหนึ่ง และขว้างออกไป หอกทะลุก้ามมันข้างหนึ่ง คราวนี้ทำให้เจ้าแมงป่องหันมาเล่นงานเขา ชูเท็นโดจิรีบเอาหอกมาพ่นไฟใส่แต่ว่า ไฟของเขาร้อนเกินไปหอกละลาย ทำให้ต้องรีบหลบ มันไล่ตามชูเท็นโดจิอย่างไม่ลดละเขาทำได้แค่วิ่งหนี อิบารากิโดจิเห็นเพื่อนรักลำบากแบบนี้เขาคิดจะเข้าไปช่วย แต่ว่าการโจมตีของเขาไม่มีทางทำอะไรเจ้าแมงป่องยักษ์นี่ได้ เขานึกถึงดาบของอรุณนภาจึงหันไปหานางแล้วพูดว่า“เจ้าต่อสู้ได้หรือยัง”“ไม่ได้ก็ต้องได้แล้วแล้วล่ะ” อรุณนภาตอบ“
“ยังจะถามอีกแล้วเหรอ แล้วเจ้าคิดบ้าอะไรอยู่ !”“ข้าจะล่อมันไปไกล ๆ แล้วค่อยสังหารมัน”“แล้วจะทำไง” อิบารากิโดจิถาม ลายนิ่งคิดแล้วตอบไปว่า “ข้ายังไม่ได้คิด”อิบารากิโดจิไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ฝูงตั๊กแตนยังตามมาเรื่อย ๆ เขาเลยตัดสินใจ “จำไว้นะ ว่าแกเป็นหนี้ข้า !” อิบารากิโดจิ แปลงร่างเป็นนกยักษ์ เข้าไปต่อสู้กับกองทัพตั๊กแตน พออยู่ในร่างนี้เขาก็สังหารตั๊กแตน ไปหลายตัว ลายเห็นดังนั้นเลยแปลงร่างเป็นนกยักษ์ตาม เขาทำได้สำเร็จแต่ก็ยังมีลายเสืออยู่ แต่เจ้าตัวใหญ่ไม่ระคลายผิวมันเลยชูเท็นโดจิกับอรุณนภาตามมาทัน เขามองไปที่ร่างของเจ้าตั๊กแตนยักษ์“อรุณนภา ข้าจะเหวี่ยงเจ้าขึ้นไป ฟันมันให้ได้สักแผลนะ” ชูเท็นโดจิพูด อรุณหน้าทำหน้าตกใจแล้วถามว่า“อะไรนะ !” แต่ยังไม่ทันไร เขาก็เหวี่ยงร่างของอรุณนภาลอยขึ้นฟ้าไป เธอลงมาบนหลังของตั๊กแตนตัวเท่าม้าเทศ มันพยายามสลัดเธอให้หลุด อรุณนภาแทงดาบเข้าไปที่หลังของมัน เจ้าตั๊กแตนสลัดเธอหลุดจากหลังพร้อมกับดาบ ทำให้มีแผลลึกเข้าแผนของชูเท็นโดจิ เขากระโดดขึ้นไปขี่หลังของเจ้าตั๊กแตนยักษ์ มันพยายามสลัดเขาให้หลุด แต่ชูเท็นโดจิเอาขาหนีบเอาไว้แน่นและพ่นไฟเข้า