“แย่แล้ว พวกออร์คบุก คุ้มกันที่นี่ให้แน่นหนา อย่าให้อะไรออกไปได้” หัวหน้ายามสั่ง
“ต้องลงมือแล้วท่านศุภมิตร” อรุณนภาสะกิด ศุภมิตรเริ่มร่ายมนตร์ โซ่และปลอกคอที่ล่ามชูเท็นโดจิหลุดออก ประตูกรงเปิดเขารีบเดินออกมา
“เฮ้ยทำอะไ...” พวกยามหันมาเห็นแต่เขายังไม่ทันได้พูดจบก็ถูกฆ่าโดยพวกออร์ค
“ท่านปล่อยมันออกมาทำไม” อรุณนภาตกใจมาก ศุภมิตรหน้าเสีย “ขะ ข้า ตายล่ะ ข้าร่ายคาถากว้างเกินไปเลยทำให้ปล่อยทุกตัว” แม้จะมีออร์คตรงหน้าหลายตัว แต่ชูเท็นโดจิกลับมองหาอะไรบางอย่าง
อิบารากิโดจิเหมือนจะรู้ใจ ส่งน้ำเต้าใส่เหล้าใส่ ชูเท็นโดจิรีบยกเหล้ามาดื่ม แล้วพูดว่า
“กำลังอยากจะหาอะไรเล่นพอดี” เขารวมพลังไปหมัดและชกเข้าที่ลำตัวของออร์คตัวหนึ่งมันกระเด็น และกระอักเลือดออกมา พวกที่เหลือกำลังจะลงมือแต่ จู่ ๆ ก็ล้มลงไป เลือดไหลอาบ
“อิบารากิ ข้ายังไม่ทันได้สนุกจะรีบฆ่าพวกมันทำไม”
“มันใช่เวลามั้ยเนี่ยรีบหนีเร็วเข้า” อรุณนภาตะโกนเสียงดังสั่น แต่ชูเท็นโดจิกลับบอกว่า “ข้าจะหาตัวไอ้หน้าอ่อนนั่นก่อน ! ” พูดจบชูเท็นโดจิก็รีบออกไปจากคุก ทุกคนรีบตามไป
ตอนนี้ในเมืองเกิดสงครามขึ้นแล้ว พวกออร์คนำกำลังมาบุกเมืองอินทราเทพ บ้านเมืองที่เคยสงบ สวยงาม ตอนเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องและซากศพ อมเรศวร เห็นทุกอย่างก็โกรธแค้น จึงนำทัพมาสู้กับเหล่าออร์คด้วยตนเอง เขาใช้ดาบคู่ ต่อสู้สังหารออร์คไปหลายตน
“ไอ้หน้าอ่อน นั่นน่ะเหรอ ที่จับพวกออร์คไปเป็นสิบแล้ว นี่อย่าบอกนะว่าพวกออร์คเนี่ยมือตก ขนาดแพ้ไอ้มนุษย์หน้าอ่อนแบบนั้น” เจ้าของเสียงเป็นสิ่งมีชีวิตรูปร่างสูงใหญ่ หัวโต ปากกว้าง ตาโตผิวของมันเป็นหินสีเทา ข้างตัวมีสัตว์ประหลาดนอนหมอบอยู่ พวกออร์คมองมันอย่างไม่พอใจนัก แต่มันไม่สนใจ
“ไปเล่นกับมันหน่อย เพื่อนยาก”
อมเรศวรสู้กับเหล่าออร์คด้วยความกล้า ทุกดาบที่กวัดแกว่งไปนั้นต้องสังหารออร์คได้อย่างน้อยหนึ่งตัว เสียงคำรามดังขึ้นมา สัตว์ร้ายตัวหนึ่งกระโจนมาหาเขา อมเรศวรกระโดดหลบได้อย่างหวุดหวิด เห็นสัตว์ร้ายนั่นชัด ๆ มันเป็นสิงโต แต่มีเขาเหมือนแพะมีขาหลังเป็นแพะ และมีหางเป็นงู
“ไวดีนี่ไอ้หน้าอ่อน”
อมเรศวรได้ยินก็หันขวับไปทันที ดาบกระทบกับผิวของแม่ทัพของเหล่าออร์ค เสียงดังเหมือนกับเอาเหล็กไปกระทบหิน
“คิดว่า ดาบของแกจะทำอะไรเจอโรมผู้นี้ได้งั้นเหรอ” อมเรศวรตะลึงเขากระหน่ำดาบใส่ไม่หยุด แต่กลายเป็นดาบของเขาหัก
“ออร์คมีความสามารถแบบนี้ด้วยเหรองั้น”
เจอโรมหัวเราะเสียงดังลั่นและพูดว่า “ข้าไม่ใช่ออร์คโวย ข้าเป็นโทรลล์ส ! ผิวข้าไม่มีอะไรทำลายได้หรอก” พูดจบมันก็ออกหมัดมาอมเรศวรหลบได้อย่างหวุดหวิดแต่ถูก สัตว์ร้ายของเจอโรมชนกระเด็น เป็นช่องว่างให้เจอโรมชกเขาซ้ำ เลือดไหลกบปาก อมเรศวรรู้สึกเหมือนถูกฟาดด้วยก้อนหินก้อนใหญ่ ๆ เขาต้องรีบตั้งตัวเจ้าสัตว์ร้ายเข้าโจมตี อมเรศวรพยายใช้การก้าวเท้าแบบมวยสยามหลบหลีก
“แกนี่ไวเหมือนกัน แต่ไม่มีทางจะจัดการคิไมร่าได้ด้วยท่ามวยแบบนั้นหรอก” เจอโรมพูดเย้ย
ซึ่งที่เจอโรมพูดก็ไม่ผิด วิชามวยสยามอาจจะร้ายกาจ แต่ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้สู้กับสัตว์ร้ายตัวใหญ่เช่นนี้
“ก้มลงไอ้หน้าอ่อน” เสียงหนึ่งดังขึ้นมา อมเรศวรก้มหัวลง หินก้อนหนึ่งลอยมาโดนหน้าของคิไมร่าเต็ม ๆ มันหัวแตกมีเลือดไหลซิป ๆ คนที่ขว้างออกไปคือซูเท็นโดจิ
“ไอ้ตัวมีเขา”
“ข้ามีเชื่อเฟ้ย ไอ้หน้าอ่อน ข้าชื่อ ชูเท็นโดจิ” พูดจบเขาก็ยกเหล้าขึ้นดื่ม อมเรศวรไม่เข้าใจว่าทำไม ชูเท็นโดจิต้องมาช่วยตน
“ทำไมเจ้าช่วยข้า”
“อย่าเข้าใจผิด ข้ายังไม่ได้ชนะ ไม่ยอมให้เจ้าตายหรอก” พูดจบชูเท็นโดจิก็ยกเหล้าขึ้นดื่ม
เจ้าคิไมร่ากระโจนมาหมายจะเล่นงานชูเท็นโดจิ แต่เขาพ่นไฟออกมา ทำให้มันถอยไป ส่วนอมเรศวรตั้งท่ามวยเตรียมต่อสู้กับเจอโรม เขาออกหมัดแรกไปแต่เมื่อหมัดกระทบกับผิวของเจอโรมกลายเป็นว่าเขาต้องเจ็บมือแทน เพราะผิวเจอโรมนั้นแข็งเหมือนกับหิน
“คิดว่าต่อยหินแล้ว หินมันจะรู้สึกเหรอ !” เขาจึงเปลี่ยนเป้า เป็นการแตะตัดขาแทน
“เถรกวาดลาน” แต่กลายเป็นว่าเขาเจ็บขาแทบหัก อมเรศวรต้องรีบถอยหลบ เขาไม่เห็นช่องทางโจมตี จึงเอาห่อใบพลูเอามาเคี้ยวและก็กลืนเข้าไป เจอโรมออกหมัด แต่อมเรศวรปัดหมัดด้วยหมัดขวาและชกเลยปลายคาง คราวนี้อีกฝ่ายกระเด็นหน้ามีรอยร้าว
“เอราวัณเสยงา”
“อะไรเนี่ย” เจอโรมตกใจมาก อมเรศวรตั้งท่าเตรียมพร้อม “ว่านเอราวัณ พรรณคุณเพิ่มกำลังของผู้กินเป็นเวลาหนึ่งช่วงยาม”
เจอโรมได้ยินยิ่งคลั่ง ออกหมัดไป แต่อมเรศวรก้าวเท้าหลบใช้หมัดซ้ายปัดและย่อตัวลงและสวนกลับด้วยหมัดทั้งสองเข้าที่ปลายคางรอยร้าวที่หน้ามีมากขึ้น
“หนุมานถวายแหวน”
อมเรศวรคิดว่าต้องหาทางกำจัดเจอโรมให้เร็วที่สุด จากการต่อสู้ที่ผ่านมานั้น ทำให้อมเรศวรพอจะอ่านการโจมตีของเจอโรมได้แล้ว จึงเปลี่ยนเล็งเป้าหมายและแตะกวาดต่ำ
“เถรกวาดลาน”
แรงแตะอันหนักหน่วงขาของเจอโรมร้าว การเคลื่อนไหวของเจอโรมเป็นไปด้วยความยากลำบาก เป็นโอกาสเผด็จศึกแล้ว เขากระโดดเหยียบเข่าของเจอโรมและกระโดดตีเข่าใส่ให้ไปเต็มหน้า ๆ แรงกระแท็กทำให้รอยร้าวเต็มหน้าของเจอโรม มันล้มหัวแตกเป็นเสี่ยง ๆ
ทางด้านชูเท็นโดจิ การต่อสู้กับคิไมร่านั้นไม่ง่าย มันอาจพูดไม่ได้ แต่มีความฉลาดและสัญชาตญาณการต่อสู้ของมันนั้นจัดว่าสูงพอ ๆ กับมนุษย์เลยทีเดียว หัวงูที่หางก็เหมือนแนวป้องกันไม่ให้โจมตีจากด้านหลังได้ ชูเท็นโดจิจึงจับหินมาก้อนหนึ่งและซัดออกไป เจ้าคิไมร่าหลบได้อย่างว่องไว เขาพลาดโดนมันตะบบ กรงเล็บเข้าที่อกเต็ม ๆ เป็นแผลยาว เขารีบถอยออกมาและพ่นไฟออกมา อีกฝ่ายจึงรีบถอยไปตามสัญชาตญาณ ชูเท็นโดจิรีบอ้อมไปด้านหลัง แต่หัวงูที่หางรีบพ่นพิษใส่ เขารีบกระโดดหลบพิษเฉียดหน้าเขาไปนิดเดียว ไม่งั้นเขาตาบอดแน่ มันรีบหันมาโจมตี ชูเท็นโดจิยกแขนซ้ายขึ้นรับตามมีตามเกิดเขา โดนกัดจมเขี้ยว เลือดไหลทะลักหัวงูที่หางกำลังจะมาพ่นพิษใส่เขา ชูเท็นโดจิจับเขาแพะของมันออกแรง หักเขาของมันได้ คิไมร่าร้องลั่นปล่อยแขนของเขาทันที แต่การกัดครั้งนี้ทำให้แขนซ้ายของชูเท็นโดจิใช้งานแทบไม่ได้
คิไมร่าคำรามลั่นและเข้ามาโจมตีด้วยความโกรธ ชูเท็นโดจิหาจังหวะโจมตีส่วนกลับไปโดยการแทงเขาที่หักติดมือเข้าที่ตา มันร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดและรีบถอยออกมา จึงเปลี่ยนการโจมตีเป็นการพ่นพิษที่หางแทน ชูเท็นโดจิได้แต่หลบไปมา แต่การโจมตีแบบนี้มีช่องว่างที่หาได้ไม่ยาก
“จับงูต้องจับที่คอ” เขาพุ่งไปจับคอของงูที่หาง แต่มีแขนเดียวเขา พละกำลังจึงตกไปแยอะ จึงเปลี่ยนวิธีเป็นพ่นไฟใส่หัวงูที่หางแทน มันร้องและวิ่งพล่านด้วยความเจ็บปวด ชูเท็นโดจิหยิบหินขึ้นมาก้อนหนึ่งและขว้างออกไปเต็มแรง หินทะลุหัวของมันตายคาที่ หลังสังหารคิไมร่าได้เขาก็ยกเหล้าขึ้นดื่มพวกออร์คเมื่อผู้นำตาย พวกมันก็ขวัญเสียถูกทหารฝ่ายอินทรเทพจับกุมและสังหารไปหลายตน และตอนนี้เหล่าทหารก็มียืนล้อมชูเท็นโดจิเอาไว้“สหายข้า” อิบารากิโดจิ รีบยืนคุ้มกันโดยมี อรุณนภาตามมาด้วย“ถอยไป !” เสียงของอมเรศวรดังขึ้นมาเหล่าทหารรีบถอยชูเท็นโดจิยกเหล้าขึ้นดื่ม เขามองไปที่ อมเรศวร เขาอยากจะต่อสู้ให้รู้แพ้รู้ชนะ แต่ว่าตอนนี้แขนเจ็บเลือดไหลอาบ ขืนสู้กันไปก็เสียเปรียบแน่ อมเรศวรเองก็เสียพลังไปมากเขาไม่อยากต่อสู้กับชูเท็นโดจิ บังเอิญว่าเขาเห็นศุภมิตรอยู่ในกลุ่มคนด้วย เลยพูดขึ้นมา “ข้าจะทำทานกับท่านนักสิทธิ์น้อย โดยการปล่อยมันไป”ทุกคนได้ยินก็ตกใจกับคำประกาศของเจ้าชาย จะแย้งก็นึกขึ้นมาได้หากไปขัดใจนักสิทธ์อาจเจอคำสาปได้ ศุภมิตรรีบตัดบททันที “นมัสเต ข้าขอรับไว้”ชูเท็นโดจิกำลังเถียง แต่อรุณนภาบอกว่า
“เดินไปตามถนนเลยครับ จะเจอบ้านเรือนไม้หลังใหญ่ มีปีศาจหน้าวัวกับหน้าหมูยืนอยู่ที่นั่นล่ะครับ”“ขอบคุณมาก ขออวยพรทุกท่านให้พบเจอแต่สิ่งดี ๆ” พูดจบศุภมิตรก็เดินนำไป อรุณนภารีบพูดว่า“ตามท่านศุภมิตรไปสิ”หลังจากนั้น อรุณนภา อาทิตย์ ลาย เดินตามไปทันที ชูเท็นโดจิกับอิบารากิโดจิมองหน้ากัน แล้วยักไหล่ ก่อนจะเดินตามไป“พวกท่านเนี่ย จะพูดจะจาอะไรให้มันดี ๆ หน่อยสิ นี่อะไรแกว่งปากหาเท้าตลอด ข้าต้องโกหกอีกแล้ว” ศุภมิตรพูดอย่างไม่ค่อยพอใจนัก ชูเท็นโดจิไม่ได้ใส่ใจนักกลับยกเหล้าขึ้นดื่ม ศุภมิตรได้แต่ถอนใจ เมื่อมาถึงก็พบว่า เจ้าหน้าวัวกับหน้าหมูกำลังกินอาหารอยู่ ทั้งคู่กินอาหารอย่างตะกละตะกลาม เหมือนตายอดตายอยากมาเป็นปี เมื่อเห็นคณะเดินทาง เจ้าหน้าหมูก็ลุกขึ้นเดินอุ้ยอายมาหา“ท่านการอนไม่รับแขกแล้ว” ชูเท็นโดจิยกเหล้าขึ้นดื่มและออกหมัดชกเข้าที่พุงของอีกฝ่าย เต็ม ๆ มันรู้สึกเหมือนกับโดนซุงท่อนใหญ่กระแทก ถึงกับอาเจียนออกมา“เฮ้ย ! แกทำอะไรวะ” เจ้าหน้าวัววิ่งมาและชนร่างของชูเท็นโดจิถอยไปหลายก้าว พละกำลังของเจ้าหน้าวัว ไม่ได้มีมากมายอะไรสำหรับชูเท็นโดจิมันแค่คัน ๆ มันวิ่งมาชนอีก ชูเท็นโดจิออกหมัดชกไปท
เมืองกระบี่ศรี เมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่บนภูเขาที่เรียกว่า เขาผลไม้ เป็นเมืองแห่งวานร ซึ่งเหล่าวานรเชื่อว่าตนเอง สืบเชื้อสายมาจากวานรจากเมืองขีดขิน จึงมีรูปร่างหน้าตาผิดกับลิงจากที่อื่น ๆ เหล่าวานรมีรูปร่างสูงใหญ่ มีความฉลาดเทียบเท่ามนุษย์แถมหลายตนก็มีพลังพิเศษจากสายธาตุลม มีการจัดระบบสังคมเหมือนกับมนุษย์ไม่มีผิด แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ไม่ชอบสงคราม ชอบเล่นสนุกซะมากกว่าเลยทำให้เป็นมิตรกับเหล่ามนุษย์พอสมควร แรก ๆ นั้นวานรเหล่านี้เคยบุกเข้าไปแย่งอาหารจากเหล่ามนุษย์บ่อย ๆ ชาวบ้านจึงแก้ปัญหาด้วยการปลูกไม้ผล ไว้บนเขาจำนวนมากพอจนเหล่าวานรไม่มารบกวนอีก คณะเดินทางมาถึงหมู่บ้านที่ตีนเขาผลไม้ หลังจากที่ศุภมิตรไปสอบถาม เรื่องเส้นทางจากชาวบ้านก็ได้ข้อมูลดังกล่าวมา“พวกเขาบอกว่าผ่านป่าก็ไม่น่าจะมีอะไรน่าห่วงเพราะพวกวานรไม่ทำร้ายใคร” ศุภมิตรบอกกับทุกคนคณะเดินทางเดินทางเข้าไปในป่าผลไม้ ที่นี่ผลไม้มากกมายหลายชนิด จนเรียกได้อุดมสมบูรณ์มากกลิ่นผลไม้หลายชนิดตลบอบอวนไปทั่วชวนให้น้ำลายสอ จนศุภมิตรคิดว่า เขาน่าจะมาบำเพ็ญที่นี่หลังจากเสร็จสงครามแล้ว เดินทางมาพักใหญ่ทุกคนตัดสินใจหยุดพัก “คร
“สหายข้า ระวัง !” อิบารากิโดจิตะโกนบอกแต่ช้าไปแล้วท่อนไม้นั้นฟาดเข้าที่หัวของชูเท็นโดจิ เต็ม ๆ ทำให้ชูเท็นโดจิถึงเซ มารุตกำลังจะโจมตีซ้ำแต่พวกวานรส่งเสียงเรียกเขา ให้หันไปดู ก็พบมีวานรตัวหนึ่งอุ้มลูกวานรมาก เขาบาดเจ็บไม่น้อยเลย มารุตเห็นดังนั้นก็ร้องสั่งทันที “รีบกลับไปที่เมืองเร็ว” เมื่อได้ยินเช่นนั้นเหล่าวานรก็รีบเคลื่อนพลทันที อาทิตย์รวบรวมความกล้าเดินไปหามารุต “ข้า...เป็น...หมอ”เมื่อมารุตได้ยินเช่นนั้นเขาจึงรีบบอกว่า“งั้นช่วยรักษาพวกเขาด้วย”มารุตตามเหล่าวานรไป อาทิตย์รีบดูอาการของวานรทั้งสอง โดยมีศุภมิตรคอยช่วย ชูเท็นโดจิที่เพิ่งหายมึนเห็นมารุต กำลังจะกลับเข้าเมือง เลยตะโกนเสียงดังว่า“แกจะไปไหน !” ชูเท็นโดจิวิ่งตามไปด้วยความโกรธ อิบารากิโดจิรีบตามไป ส่วนลายอยู่คุ้มกันคนที่เหลือที่เมืองกระบี่ศรี หากใครมาเห็นคงจะต้องแปลกใจว่า พวกวานรสร้างเมืองได้ขนาดนี้เชียวหรือ มันแทบไม่ต่างจากเมืองใหญ่ของพวกมนุษย์เลย ตอนนี้เหล่าวานรกำลังต่อสู้สัตว์ประหลาด มันมีร่างกายท่อนล่างเป็นงู ท่อนบนเป็นมนุษย์และมีหัวเป็นงู พร้อมด้วยอาวุธครอบมือ กำลังโจมตีเมืองกระบี่ศรี เนื่องจากนักรบส่วนใหญ่ของเมือ
ทั้งชูเท็นโดจิและมารุตเริ่มเหนื่อยอ่อน อย่างเห็นได้ชัด ชูเท็นโดจิพยายามพ่นไฟใส่แต่คอบร้าก็หลบได้ทุกครั้ง ส่วน มารุตนั้นเขาแทบจะโจมตีกลับไม่ได้เพราะไม่อยากเพิ่มจำนวนของหัวงูให้มากขึ้นไปอีก ชูเท็นโดจิหยิบหินมากำไว้ในมือจนมีควันออกมาจึงขว้างออกไปโดนหัวงูเข้าหัวหนึ่ง ทำให้ได้แผลไปเล็กน้อย“ชิ ร้อนน้อยไป” เขาพูดอย่างหัวเสีย มารุตเห็นดังนั้นก็คิดบางอย่างออก“พ่นไฟใส่ขวานข้าเร็ว” ยังไม่ทันได้พูดอะไร คอบร้าเรียกงูทั้งหมดออกมาสร้างก้อนพิษสีเขียวขนาดใหญ่ ปล่อยขึ้นฟ้าไป มันระเบิดออก กลายเป็นฝนพิษ ทำให้มารุตกับชูเท็นโดจิต้องไปหลบในบ้านหลังหนึ่ง ภายในบ้านมีเหล่าวานรแก่และเด็กที่กำลังหวาดกลัวและมีเสียงวานรหลายตัวกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บ มารุตกัดฟันด้วยความโกรธ“พ่นไฟใส่ขวานข้า”“ไฟของข้าร้อนกว่าไฟปกติไม่รู้กี่เท่า ขวานเจ้าได้กลายเป็นน้ำแน่” ชูเท็นโดจิพูดจบก็ยกเหล้าขึ้นดื่ม มารุตยกขวานให้ดู“ขวานคู่นี่ต้นตระกูลข้าได้มาจากพระพรหม ต่อให้โดนไฟนรกมันก็เป็นอะไรหรอก”“แต่เจ้า”“ทำตามที่ข้าบอกเถอะ”ชูเท็นโดจิพ่นไฟใส่ขวานคู่ของมารุต จนเป็นสีแดง มารุตรู้สึกถึงความร้อมที่แผ่เข้ามา เขารู้สึกเหมือนอยู่ใ
“แล้วมันเรื่องอะไรของเจ้า” ชูเท็นโดจิพูด อรุณนภารีบพูดว่า “กินเหล้าไปเถอะไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ขอโทษท่านมารุตนะด้วยนะคะ”“ไม่เป็นไรข้าไม่ถือหรอก พวกเจ้าช่วยเมืองเรา ตอนนี้ข้าถือเจ้าเป็นสหาย ว่าแต่จะไปไหนกัน” มารุตพูดพร้อมกับยิ้ม“เราจะไปเมืองนรสิงห์” อรุณนภาตอบ มารุตคิดสักพักก่อนจะตอบว่า“งั้นแนะนำให้ไปทางน้ำนะ พวกปีศาจนั่นไม่กล้ารบกวนแน่เพราะทางน้ำมีผู้พิทักษ์อยู่” พูดจบมารุตก็เดินจากไป“พวกเราเชื่อใจเจ้าลิงนั่นได้แค่ไหนกัน” อิบารากิโดจิพูด ทุกคนนิ่งคิด ศุภมิตรเลยตอบว่า “เขาไม่ได้โกหกหรอก จะกำจัดเรา แค่สั่งคำเดียวก็ฆ่าพวกเราได้แล้ว”“แล้วเจ้ามีความเห็นยังไงชูเท็นโดจิ” อรุณนภาถามแต่ชูเท็นโดจิหลับไปแล้ว ทุกคนถอนใจ “สาโทนี่ท่าจะแรงนะ สหายข้าถึงกับหลับได้” อิบารากิโดจิพูด อรุณนภาแอบมองชูเท็นโดจิตอนหลับไม่เหมือนอสูรที่เธอคุ้นเคยกลับดูสงบมาก เธอเลยคิดว่าเวลาหลับนี่มั้งที่ชูเท็นโดจิจะไม่มีอันตรายเช้าวันต่อมา ทุกคนออกเดินทาง โดยมารุตได้บอกว่าเดินไปทางทิศตะวันออก จะเจอเมืองท่ามีเรือโดยสารน่าจะพาพวกเขาไปในที่ที่ต้องการได้ พวกวานรนำเสบียงอาหารมาให้ทุกคนอย่างเต็มที่ แม่วานรตัวหนึ่
อาทิตย์รีบเข้าไปดูอาการของชูเท็นโดจิ เขาใช้พลังรักษาแต่อาการของชูเท็นโดจิก็ไม่ดีขึ้น อิบารากิโดจิถามขึ้นมา“ทำไมช่วยเจ้าสหายข้าไม่ได้”อาทิตย์หน้าเสียเขารวบรวมความกล้าและก่อนจะพูดออกไป “นี่มันเป็นโรค พลังข้ารักษาอาการบาดเจ็บได้แต่รักษาเชื้อโรคไม่ได้ครับ” “เราต้องพาเขาไปที่เมืองข้างหน้า ที่นั้นน่าจะมีหมอ” ศุภมิตรเสนอ ทุกคนเห็นด้วยแต่ว่า ร่างกายของ ชูเท็นโดจินั้นสูงใหญ่ คนที่พอจะประคองได้มีแต่ลายเท่านั้น แต่ว่าการประคองคนเป็นโรคระบาดเป็นเรื่องที่ไม่ฉลาดนัก เพราะก็เสี่ยงจะติดโรค เหมือนชูเท็นโดจิรู้จึงยืนขึ้นมาและพูดว่า“ไม่ต้องข้าเดินเองได้” เขายกเหล้าขึ้นดื่มแต่กลายเป็นว่าทำให้กระอักเลือดออกมา“อย่าเพิ่งดื่มเลยนะ มันคงจะแสลง” อรุณนภาเตือน คราวนี้นางพูดถูกเขาเลยต้องทำตาม แม้จะไม่เต็มใจนักก็ตามที เขาพยายามเดินด้วยความลำบากยากเย็น ทุกคนดูเป็นห่วงเขามาก ในที่สุดก็ถึงประตูเมืองทหารยามเห็นเขาจึงวิ่งมาดู“เกิดอะไรขึ้นขอรับ ท่านนักสิทธิ์” “เขาโดน พลานัสเป่าโรคระบาดใส่” ศุภมิตรรีบพูด“งั้นรีบพาเขาเข้าไปในเมืองเลยขอรับ เรามีหมอน่าจะช่วยได้”เมื่อเข้าไปในเมือง บรรยากาศตอนนี้ดูแล้วไ
“มีอันตรายข้างหน้า”“ช่างมัน !” อิบารากิโดจิพูดหน้าตาเฉย อรุณนภาเดินมาดักหน้าแล้วพูดว่า“ใจเย็นก่อน”พูดยังไม่ทันขาดคำ ก็มีนกประหลาดบินมาโฉบร่างของเธอไปต่อหน้าต่อตาทุกคน มันเป็นนกยักษ์ มีหัวเป็นมังกร มีขนสีเขียวเข้ม “แย่แล้วมังกรสกุณี จับอรุณนภาไป” ศุภมิตรตกใจ อิบารากิโดจิรีบตามไปทันที มังกรสกุณีนั้นบินไม่เร็วมากนัก อิบารากิโดจิยังตามทัน แต่เขาไม่กล้าโจมตีเพราะหากเจ้านกนี่บาดเจ็บ อรุณนภาอาจตกลงมาตายได้ มังกรสกุณีบินมาถึงต้นมะขามยักษ์ อิบารากิโดจิมองขึ้นไป แค่ตามมาก็ทำให้เขาเสียแรงไปมากแล้ว ยังต้องมาปีนต้นไม้อีกงานนี้ไม่ง่ายแน่ ศุภมิตรมาทันแต่เขาก็หอบแฮ่ก ๆ “รอข้างล่างนี่” อิบารากิโดจิสั่งและกำลังจะปีนต้นไม้แต่ศุภมิตรบอกว่า“เดี๋ยวขอรับ รับนี่ไป” เขาส่งขวดใบเล็กให้ อิบารากิโดจิทำหน้าแปลกใจ“มันเป็นยาฟื้นพลังขอรับ ขืนท่านขึ้นไป ตอนนี้ ได้ตกลงมาเจ็บหนักแน่ขอรับ” อิบารากิโดจิยกยาขึ้นดื่ม เขารีบปีนขึ้นต้นมะขามยักษ์ ขณะที่ขึ้นไปมีฝูงแมลงหวี่มาต้อมหน้าเขาทำให้ก้าวพลาดเกือบตกลงไป เขามองด้านล่างตัวเองขึ้นมาสูงเกินไปที่ลงไปได้แล้ว เมื่อถึงรังของมัน ก็พบว
“จะกลัวไปทำไม ก็ข้ามีเจ้าอยู่ด้วยนี่ อิบารากิ”“อิบารากิ เจ้าคือสหายรักของข้า” ช่วงเวลาเหล่านั้นมันเคยทำให้เขามีความสุขอย่างที่สุด แต่มันกลายเป็นความเจ็บปวดทรมาณ ในยามนี้เขาทำได้เพียงแค่ร้องไห้เท่านั้น หากใครมาเห็นเขา คงได้แต่คิดว่า นี่หรือคือ อสูรร้ายที่สังหารคนมาเป็นร้อย ๆ แต่ในเวลานี้กลับกลายเป็นเพียงคนใจสลายคนหนึ่งเท่านั้น น้ำตาไหลปนกับเลือดที่นองหน้า กลายเป็นสีเลือดไปแล้ว หลังจากอิบารากิโดจิไปแล้ว ชูเท็นโดจิก็เอาแต่นั่งซึมทำอะไรไม่ถูก เลยทำได้แค่ดื่มเหล้าเรื่อย ๆ จริงอยู่อาจจะโกรธที่อิบารากิโดจิคิดแบบนี้ แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่า เขากับอิบารากิโดจิมีความผูกพันธ์กันมากจนแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาจะไล่อิบารากิโดจิไปให้พ้น ๆ หน้า และก็ไม่อยากเชื่อเลยเพื่อนรักจะคิดทำร้ายคนที่เขารัก ลาย ศุภมิตร เพิ่งได้รู้เรื่องราวจากทั้งหมดจากอรุณนภา ก็ถอนใจยาว“เจ้าควรไปอยู่ใกล้ ๆ เขานะ” ลายพูด อรุณนภาทำหน้าไม่ถูก “แต่...”“เขาเพิ่งจะเสียเพื่อนรักไปนะ ” ลายพูด อรุณนภาเดินเข้าไปหา อาทิตย์มองหน้าของลาย เขาเองก็เศร้าไม่แพ้กัน ชูเท็นโดจิยังมีอรุณนภา แต่ลายเหมือนไม่มีใครเลย ศุภมิตรกับอาทิตย์เลยชวนลายไปช่
“คือ ข้าไม่รู้ จะเริ่มต้นยังไงดี” อรุณนภาพูด้วยความรู้สึกอึดอัด แต่อิบารากิโดจิยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย หากแต่แววตายังเต็มไปด้วยโทสะ อรุณนภาถอนใจเฮือกใหญ่ก่อนจะพูดว่า“ข้ารู้ว่าเจ้าคิดอะไรอยู่”“เจ้ารู้ แล้วทำไมปล่อยให้เกิดขึ้น” อิบารากิโดจิพูดน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยโทสะ จนทำให้เธอรู้สึกขนลุก“ข้าไม่อยากทำลายมิตรภาพของเจ้าเลยนะ” อรุณนภาพูดเสียงสั่น อิบารากิโดจิเลิกคิ้วด้วยความสงสัย“นี่เจ้าพูดอะไรเนี่ย”“จะให้พูดออกมาเหรอ ข้าเป็นหญิงนะ ข้าไม่อยากเห็นพวกเจ้าทะเลาะกันเพราะ...มาแย่งข้า”“เจ้าพูดอะไร ใครแย่งเจ้ากัน เจ้าต่างหากที่มาแย่ง สหายข้าไปจากข้า” อิบารากิโดจิพูดชัดเจนทุกคำ“เจ้าว่าไงนะ” อรุณนภาแทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน“หูแตกหรือไง ชูเท็นเป็นของข้า เจ้าไม่มีสิทธิ์มาแย่งเขาไปจากข้า” อิบารากิโดจิพูด อรุณนภางงไปหมดแล้ว“ทำไมเจ้าถึงมาทำดีกับข้า”“ถ้าเป็นตอนไปหายา หากไม่มีเจ้ากลับไปด้วย น้องเจ้าอาจไม่ยอมรักษาสหายข้า ตอนที่เจ้าเมาข้าไม่อยากให้ชูเท็นแตะตัวเจ้า เขาเป็นของข้า เจ้าไม่มีสิทธิ์เอาหน้าสวย ๆ ของเจ้ามาล่อลวงเขา” ได้ยินเช่นนี้ อรุณนภารู้สึกเหมือนกับใครเอาน้ำเย็นสาดเธอ ทำให้
“รีบลุกขึ้นเลย” อิบารากิโดจิพูด“ขะ ข้า ชะ ช่วย คะ ใครไม่ได้เลย” ศุภมิตรพูดด้วยความลำบากยากเย็น“แล้วมานั่งอยู่นี่ มันดีกว่ากันตรงไหนวะ อรุณนภาอยู่ไหน” ชูเท็นโดจิตวาดใส่ ศุภมิตรรีบตอบว่า“อยู่ที่โรงรักษาขอรับ” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชูเท็นโดจิก็รีบวิ่งไปทันทีอรุณนภายืนคุ้มเชิง พวกออร์คที่กำลังจะบุกเข้าไปที่โรงรักษา ตอนนี้อาทิตย์พยายามรักษาคนเจ็บให้มากที่สุด ด้วยจำนวนคนเจ็บมากมายทำให้เขาเริ่มอ่อนแรง อรุณนภาเองก็กำลังจะต้านไม่ไหวแล้ว ชูเท็นโดจิมาถึงเขารีบซัดหินใส่พวกออร์คทำให้มันล้มตายไป“มานี่เร็ว” ชูเท็นโดจิรีบตะโกนเรียก“อาทิตย์ยังอยู่ข้างในนั้น” อรุณนภาพูด ชูเท็นโดจิอึ้งไป อิบารากิโดจิจึงรีบอกว่า “เจ้าพานางหนีไปก่อน เดี๋ยวข้าจะเอาอาทิตย์ออกมาเอง”อิบารากิโดจิกับลายเข้าไปโรงรักษา เห็นอาทิตย์กำลังใช้พลังรักษาคนจำนวนมาก จนเขาเริ่มอ่อนแรงแล้ว “หยุดได้แล้ว !” อิบารากิโดจิตะโกนเสียงดัง“แต่...ยัง...มี...คน...เจ็บ...อยู่...นะ...ขอ...รับ” อาทิตย์พูดเหมือนกับว่าการพูดแต่ละคำเป็นเรื่องที่ลำบากยากเย็นมาก“ตอนนี้เจ้านะหายใจยังลำบากเลย หนีก่อนเถอะ พวกเจ้าน่ะ ใครพอจะพาคนเจ็บหนีได้ก็ช่วยกันเร็ว” อ
การอนสยบสามทหารเสือให้เวลาเพื่อชั่วพริบตา ทั้งสามรีบลุกขึ้นมา และเรียกอาวุธออกมาเป็นเขนคู่ทั้งสามคน ขุนสมานที่มือเจ็บ เขาเห็นว่าปล่อยไว้ไม่ดีแน่จึงคิดจะจบการต่อสู้โดยเร็ว เมื่อเห็นช่องว่างก็รีบเข้าไปโจมตีทันที ซึ่งเป็นการคิดผิดอย่างมหัน การอนใช้ฝ่ามือแทงร่างของขุนสมานทะลุ หนึ่งในสามทหารเสือสิ้นชื่อแล้ว“ท่านขุน ! แก !” ขุนเดโชกับขุนเรืองพูดพร้อมกันและเข้าไปโจมตี แต่การอนยิงลำแสงออกมาจากฝ่ามือสังหารทั้งสองในพริบตา เมื่อเป็นเช่นนี้พระเจ้าพรหมทัตจึงสั่งเคลื่อนพลทันที เพื่อแก้แค้นให้สามทหารเสือ ทหารทั้งสองฝ่ายเข้าต่อสู้กัน เสียงอาวุธกระทบกันดังสนั่น ชูเท็นโดจิไม่สนใจอย่างอื่นนอกจากการอน เขาซัดหินใส่พวกออร์คทุกตัวที่ขวางทางเขา ไดเห็นชูเท็นโดจิแล้วก็พูดว่า“ยังไม่ตายอีกเหรอ” ไดดึงดาบออกมาจากหลังและขว้างไป ตาที่ดาบลืมขึ้นและพุ่งเข้าหาชูเท็นโดจิทันที แต่อิบารากิโดจิมาปัดดาบทิ้ง“พวกแกนี่อึดยังกะแมลงสาบเลยนะ แต่ยังไงก็ต้องโดนข้าบี้อยู่ดีนั้นล่ะ” ไดวาดมือไปมา ดาบบินกลับมา อิบารากิโดจิต่อสู้กับดาบทันที ชูเท็นโดจิใช้จังหวะนี้ รีบเข้าไปหาการอน ไดกำลังจะใช้ดาบอีกเล่ม“เดี๋ยวก่อนได ปล่อยมันเข้ามา” เ
“ขอต้อนรับทุกท่านสู่กองทัพแห่งเมืองพรพรหม บ้านเมืองของเราได้รับพรจากพระพรหมให้ อุดมสมบูรณ์และสงบร่มเย็นมาช้านาน แต่ในเพลานี้ มีพวกปีศาจร้ายจ้องจะทำลายพวกเรา แม้พวกเราจะรักสงบแต่ไม่ยอมให้ใครมารุกรานเราง่าย ๆ แน่ ทหารเอ๋ย จงอย่าสู้เพื่อกษัตริย์ แต่จงสู้เพื่อ ลูก เมีย บ้านเมือง และวันพรุ่งนี้ที่สงบสุข” เมื่อสิ้นคำประกาศทุกคนก็เอ่ยขึ้นพร้อมกันว่า“เพื่อ พรพรหม”ทั้งสามได้เจอกับศุภมิตร อาทิตย์ และอรุณนภาก็ทราบว่า ศุภมิตรได้ไปร่วมกับเหล่าฤาษีในเมืองนี้ ส่วนอาทิตย์กับอรุณนภานั้น ได้เข้าร่วมกับพวกหมอในเมืองหลังนั้นการฝึกก็เริ่มต้นขึ้น สิ่งแรกคือการวิ่งขึ้นเขาสูง สำหรับชูเท็นโดจิแล้วมันง่ายเขาเลยพูดว่า“นึกว่าจะทำให้ทำอะไรที่มันยากกว่านี้ซะอีก” ขุนสมานพอได้ยินเช่นนั้นก็เลยบอกว่า “คิดว่าข้าจะให้แค่วิ่งเหรอ” กระสอบจำนวนมากถูกขนมาก“เจ้าต้องแบกนี่ไปด้วย” ขุนสมานประกาศ น้ำหนักของกระสอบนั้นพอ ๆ กับผู้ชายตัวใหญ่ ๆ เลย ทำให้หลายคนแทบจะก้าวขาไม่ออก น้ำหนักของกระสอบทำให้ความเร็วในการวิ่งของอิบารากิโดจิตกลงไปแยอะ เพราะเขาไม่ได้แข็งแรงเท่า ชูเท็นโดจิที่เดินตัวปลิวเหมือนไม่ได้แบกอะไรเลย“อิบารากิ ทำไมเจ
คณะเดินทางออกเดินอีกครั้ง คราวนี้ทุกคนแทบไม่พูดอะไรกัน แม้แต่ชูเท็นโดจิกับอิบารากิโดจิก็ไม่พูดจากัน ทำให้อรุณนภารู้สึกอึดอัดมากขึ้นเรื่อย ๆ มาถึงเมืองหนึ่งเป็นเมืองใหญ่มีกำแพงสูงและกว้างสุดลูกหูลูกตา ที่ประตูเมืองมีป้ายชื่อ เมืองว่า เมืองพรพรหม มีประกาศติดไว้ที่กำแพงเมือง“ ประกาศจากพระเจ้าพรหมทัต ในยามนี้มีศึกสงครามเกิดขึ้น และได้รับข่าวที่น่าเชื่อถือว่า การอนจะนำทัพมาบุกเมืองของเรา จึงต้องการทหารเพิ่มอีกจำนวนมาก ใครสนใจทดสอบฝีมือเพื่อร่วมกองทัพเชิญที่ลานประลองได้” ชูเท็นโดจิดูจะสนใจประกาศนี้มาก เขาหันไปหาอิบารากิโดจิแล้วถามว่า“เจ้าเอาด้วยมั้ย อิบารากิ”“ถ้าเจ้าไปสมัคร ข้าก็เอาด้วยสหายข้า” อิบารากิโดจิตอบ ในที่สุดทั้งสองก็พูดกันแล้ว แต่อรุณนภารีบแย้งขึ้นมา“เดี๋ยว พวกเจ้าจะไปสมัครเป็นทหารเหรอ”“ก็ใช่นะสิ มีปัญหาเหรอ” ชูเท็นโดจิตอบหน้าตาเฉย อรุณนภาทำคอย่นหลับตาปี๋ แล้วรีบพูดว่า“อย่าบ้านะ เจ้าเป็นทหารไม่ได้หรอก”“เฮ้ย ! พูดงี้ดูถูกพวกเราเหรอ !” อิบารากิโดจิพูดอย่างไม่พอใจนัก“เรื่องผีมือพวกเจ้าน่ะ ข้าไม่สงสัยหรอก แต่รู้มั้ยว่าทหารต้องมีอะไรบ้าง” อรุณนภาถาม“ก็แค่สังหารข้า
ชูเท็นโดจิเอาหัวโขกหัวของทูร่าเต็มแรง ให้มันต้องปล่อยมือ เขาเอาสองมือจับหัวและหักคอของมัน เสียงกระดูกหักดังลั่น แต่ทูร่ากระหน่ำหมัดใส่มันไม่หยุด ทุกคนตะลึง นายกองเมฆถึงกับตะโกนออกมาว่า“บ้าน่ามัน คอหักไปแล้วทำไมมันไม่ตาย”“หรือว่า สหายข้า นั่นไม่ใช่หัวมัน” อิบารากิโดจิตะโกนเสียงดังลั่น“ฉลาดนี่ แต่ใครรู้เรื่องนี้ มันต้องตาย” หน้าที่ท้องของมันส่งเสียงพูดออกมา ชูเท็นโดจิตั้งท่าเตรียมตัว แต่ทูร่ายืนเฉย ๆ และหัวเราะ“อะไรของแกวะ” ชูเท็นโดจิตะโกนถาม“คิดว่า ข้ารัดเจ้าเมื่อกี้เพราะอะไรล่ะ ไอ้โง่” ชูเท็นโดจิรู้สึกเหมือนมีอะไรวิ่งอยู่ในตัว มีหนอนโผล่ออกมาจากร่าง เขารู้สึกเจ็บปวดจนยืนไม่ไหว ทูร่าเดินมากระทืบเข้าไปที่กล่องดวงใจของชูเท็นโดจิ ความเจ็บปวดแผ่เข้ามา มันเป็นการหยามน้ำหน้าขั้นรุนแรง เขากัดฟันกรอด ๆ ด้วยโกรธแค้น แต่ก็ทำอะไรมันไม่ได้ เพราะตอนนี้แค่ยืนยังทำไม่ได้“อะไรคิดจะทำอะไรเหรอ ตอนนี้แกเป็นแค่อาหารหนอนเท่านั้น” มันพูดเย้ยและเอาเท้าเหยียบอกของชูเท็นโดจิเอาไว้ แต่จู่ ๆ มันก็กระโดดออกมา มันรู้สึกร้อนที่เท้าราวกับเหยียบไปบนถ่านร้อน ๆ ร่างของชูเท็นโดจิมีควันออกมา หนอนที่ไชตัวเขาระเบิด
แมงป่องยักษ์บุกเข้ามาในหมู่บ้าน ขนาดตัวมันพอ ๆ กับช้าง ไล่จับชาวบ้าน กินเป็นอาหาร ทุกย่างก้าวต้องมีมนุษย์เป็นเหยื่อของมัน นายกองเมฆนำกำลังทหารเข้าต่อสู้ กับเจ้าแมงป่อง ซึ่งเปลือกของมันหนามากทำให้อาวุธเจาะไม่เข้า มันเอาหางแทงทหารตายไปหลายคน ชูเท็นโดจิ อิบารากิโดจิ ลาย อรุณนภา มาถึง เห็น เจ้าแมงป่องยักษ์ ชูเท็นโดจิชัดหินใส่ แม้จะทะลุเปลือกของมันได้ แต่ว่า ด้วยขนาดตัวของมันทำให้เกิดบาดแผลเล็ก ๆ เท่านั้น เขานึกถึงดาบของอรุณนภา แต่ว่าตอนนี้เธอยังต่อสู้ไม่ได้ เนื่องจากอาการเมาค้าง เขาเห็นหอกที่เหล่าทหารกำลังซัดใส่เจ้าแมงป่องยักษ์จึงวิ่งไปหยิบมาเล่มหนึ่ง และขว้างออกไป หอกทะลุก้ามมันข้างหนึ่ง คราวนี้ทำให้เจ้าแมงป่องหันมาเล่นงานเขา ชูเท็นโดจิรีบเอาหอกมาพ่นไฟใส่แต่ว่า ไฟของเขาร้อนเกินไปหอกละลาย ทำให้ต้องรีบหลบ มันไล่ตามชูเท็นโดจิอย่างไม่ลดละเขาทำได้แค่วิ่งหนี อิบารากิโดจิเห็นเพื่อนรักลำบากแบบนี้เขาคิดจะเข้าไปช่วย แต่ว่าการโจมตีของเขาไม่มีทางทำอะไรเจ้าแมงป่องยักษ์นี่ได้ เขานึกถึงดาบของอรุณนภาจึงหันไปหานางแล้วพูดว่า“เจ้าต่อสู้ได้หรือยัง”“ไม่ได้ก็ต้องได้แล้วแล้วล่ะ” อรุณนภาตอบ“
“ยังจะถามอีกแล้วเหรอ แล้วเจ้าคิดบ้าอะไรอยู่ !”“ข้าจะล่อมันไปไกล ๆ แล้วค่อยสังหารมัน”“แล้วจะทำไง” อิบารากิโดจิถาม ลายนิ่งคิดแล้วตอบไปว่า “ข้ายังไม่ได้คิด”อิบารากิโดจิไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ฝูงตั๊กแตนยังตามมาเรื่อย ๆ เขาเลยตัดสินใจ “จำไว้นะ ว่าแกเป็นหนี้ข้า !” อิบารากิโดจิ แปลงร่างเป็นนกยักษ์ เข้าไปต่อสู้กับกองทัพตั๊กแตน พออยู่ในร่างนี้เขาก็สังหารตั๊กแตน ไปหลายตัว ลายเห็นดังนั้นเลยแปลงร่างเป็นนกยักษ์ตาม เขาทำได้สำเร็จแต่ก็ยังมีลายเสืออยู่ แต่เจ้าตัวใหญ่ไม่ระคลายผิวมันเลยชูเท็นโดจิกับอรุณนภาตามมาทัน เขามองไปที่ร่างของเจ้าตั๊กแตนยักษ์“อรุณนภา ข้าจะเหวี่ยงเจ้าขึ้นไป ฟันมันให้ได้สักแผลนะ” ชูเท็นโดจิพูด อรุณหน้าทำหน้าตกใจแล้วถามว่า“อะไรนะ !” แต่ยังไม่ทันไร เขาก็เหวี่ยงร่างของอรุณนภาลอยขึ้นฟ้าไป เธอลงมาบนหลังของตั๊กแตนตัวเท่าม้าเทศ มันพยายามสลัดเธอให้หลุด อรุณนภาแทงดาบเข้าไปที่หลังของมัน เจ้าตั๊กแตนสลัดเธอหลุดจากหลังพร้อมกับดาบ ทำให้มีแผลลึกเข้าแผนของชูเท็นโดจิ เขากระโดดขึ้นไปขี่หลังของเจ้าตั๊กแตนยักษ์ มันพยายามสลัดเขาให้หลุด แต่ชูเท็นโดจิเอาขาหนีบเอาไว้แน่นและพ่นไฟเข้า