ณ หมู่บ้านเกษตรกรรมแห่งหนึ่ง
บรรยากาศเงียบสงบเหล่าชาวนากำลังเกี่ยวข้าวในนา ซึ่งแปลกมากเพราะปกติ เวลาเกี่ยวข้าวกันนั้นชาวนาจะต้องร้องเพลงกันอย่างสนุกสนาน ให้สมกับที่เหนื่อยกันมานาน แต่คราวนี้หลายคนมีสีหน้าอมทุกข์ บางคนมีน้ำตาไหลออกมา ชายสูงวัยคนหนึ่งเห็นหลายคนเป็นเช่นนี้ก็เลยพูดขึ้นมา
“นี่เกี่ยวข้าวในนา แท้ ๆ นะโว้ย อย่ามาทำหน้าเศร้าสิวะ”
“โธ่! พ่อผู้ใหญ่พูดมันง่าย พวกเราก็รู้อยู่แล้วนี่ว่าเกี่ยวไปเนี่ยพวกเราก็ไม่ได้กิน ทั้งที่เหนื่อยกันมาแทบตาย” หนึ่งในชาวนาพูดขึ้นน้ำตาเขาเริ่มไหลออกมา ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วพูดว่า
“คิดว่าข้าไม่รู้สึกอะไรหรือไงกันวะ แต่เอ็งก็รู้นี่ ไปสู้กับพวกมันก็เหมือนกับฆ่าตัวตายเปล่า”
ยังไม่ทันที่จะได้พูดอะไรกันต่อ เสียงระฆังก็ดังขึ้นมาเป็นสัญญาณว่าสิ่งพวกเขาไม่อยากเจอกำลังจะมาถึงแล้ว
พวกออร์คกลุ่มใหญ่กำลังเคลื่อนพลมา หัวหน้าของพวกมันเป็นออร์ค มีรูปร่างอ้วนเตี้ยกว่าพวกออร์ค ตนอื่น แต่ถ้ายืนเทียบกับมนุษย์แล้วมันก็ยังตัวใหญ่อยู่ดี หัวโล้น มีตาโตเท่าไข่ห่าน มีฟันล่างยาวเลยปากออกมา มันนั่งบนเสลี่ยง ชาวบ้านนำอาหารมากองตรงหน้าของมัน เจ้าออร์คเตี้ยลงจากเสลี่ยง มันหันมาหาผู้ใหญ่บ้านแล้วตะคอกใส่หน้าเขา “อะไรกันวะ ทำไมมีแค่นี้วะหา”
“คะ คือว่า ช่วงนี้น้ำแล้งขอรับ ท่านอาคิม่อน แค่นี้พวกเราก็แทบจะไม่มีกินกันอยู่แล้ว” อาคิม่อนไม่ได้สนใจที่ผู้ใหญ่บ้านพูด แต่กลับพูดสวนไปว่า “มัวแต่ขี้เกียจล่ะไม่ว่า อีแบบนี้พวกเราไม่พอกินหรอกนะ”
ผู้ใหญ่บ้านไม่กล้าเถียง ชาวบ้านหลายคนกลัวตัวสั่น บางคนก็จ้องมองด้วยความโกรธแค้น อาคิม่อนเคยโจมตีหมู่บ้านแล้วบอกให้ทุกคนเอาผลผลิตมาให้มัน แต่เหมือนเจ้าอาคิม่อนจะไม่ได้สนใจว่าชาวบ้านจะรู้สึกไงมันมองไปที่ควายที่ชาวบ้านเลี้ยงเอาไว้ หันไปออกคำสั่งกับลูกน้องทันที
“เฮ้ย ! พวกแกไปควายทุกตัวในหมู่บ้านมาให้หมด”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นชาวบ้านทุกคนหน้าเสียผู้ใหญ่บ้านรีบไปเจรจา “ท่านครับ ไม่มีควายแล้วพวกเราจะทำนากันยังไงล่ะขอรับ”
“เรื่องของแกโว้ย ก็อยากเตรียมอาหารให้พวกเราน้อยเอง ถ้าจะไม่ให้พวกเราเอาควายไป ก็ไปเอา เด็ก ๆ ของพวกแกมาแทนสิ ! ” คราวนี้ทุกคนหน้าถอดสีถ้าจะให้เลือก ทุกคนคงต้องเลือกลูกหลานมากกว่าควายแน่
มีชาวบ้านคนหนึ่ง เริ่มไม่เก็บอารมณ์ไม่อยู่แล้ว เขาเห็นว่าอาคิม่อนเตี้ยกว่าออร์คตัวอื่น คงจะไม่ได้แข็งแรงอะไรมากจึงคว้าเสียม หมายจะฟาดอาคิม่อนให้ตาย แต่ว่าอาคิม่อนแย่งมาได้และฟาดไปที่หัวทำให้เขาตายคาที่
“นี่คิดว่าข้าตัวเตี้ย แล้วจะอ่อนแอหรือไง จะบอกให้ ถ้าไม่แน่จริงคุมพวกมันไม่ได้หรอกโว้ย ไปพวกเรากลับ” อาคิม่อนปีนขึ้นไปนั่งบนเสลี่ยง โดยไม่สนใจเสียงร้องไห้และเสียงด่าแช่งของพวกชาวบ้านเลย
กลุ่มของอาคิม่อนเดินทางผ่านป่าที่มีบรรยากาศเงียบสงัด จนทำให้เหล่าออร์ครู้สึกหวั่น ๆ อาคิม่อนรู้สึกได้เลยตะโกนว่า
“จะมากลัวอะไรแค่ป่ามันเงียบ ๆ” โดยพวกมันหารู้ไม่ว่า ตอนนี้มีแววตาอันดุร้ายกำลังจับจ้องพวกมันอยู่ เจ้าของแววตานั้นเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ ไปอยู่ด้านหลังออร์คตัวหนึ่ง เขากางกรงเล็บออกมา และไปเชือดคอของอีกฝ่ายเลือดทะลัก ขาดใจตายโดยยังไม่ทันได้ร้องสักนิด
“เฮ้ย! เกิดอะไรขึ้น” มีออร์คตัวหนึ่งหันมา แต่ยังไม่ทันที่จะได้ทำอะไรมือสังหารก็โจมตีออร์คตัวนั้นก่อน หลังนั้นมือสังหารก็เริ่มสังหารออร์คไปหลายตัว จนพวกออร์คต้องมารวมตัวกันเพื่อคุ้มกันอาคิม่อน ซึ่งมันก็เห็นท่าไม่ดีแล้ว แม้พวกออร์คจะแข็งแกร่งเพียงใดแต่ก็มาเจอกับศัตรูที่มองไม่เห็นแบบนี้ แถมอีกฝ่ายน่าจะชำนาญพื้นพอสมควร เลยตัดสินใจว่า
“ถอย” พวกออร์คถอยทัพไป โดยทิ้งข้าวของที่ปล้นมาเอาไว้
ที่หมู่บ้าน
ชาวบ้านหลายคนทนไม่ไหวกับการโดนขูดรีดเช่นนี้ จึงตัดสินใจ หยิบอาวุธขึ้นมาหมายจะไปต่อสู้กับพวกออร์ค ผู้ใหญ่บ้านรีบห้าม
“เฮ้ย ๆ พวกเอ็งอย่าบ้านะ ไปสู้กับพวกมันด้วยจอบ เสียม แบบนี้ ก็ฆ่าตัวตายชัด ๆ ใจเย็น ๆ ก่อนเถอะ”
“จะให้เย็นยังไงไหวกันเล่า มันปล้นเราแทบทุกวันแบบนี้ ก็เหมือนพวกเราตายแล้วนั่นล่ะ”
“ข้ารู้ว่าพวกเอ็งโกรธ แต่ว่าให้ข้าขอให้ทางการช่วยดีกว่านะ” ผู้ใหญ่บ้านพยายามกล่อม แกนนำชาวบ้านได้ยินก็พูดว่า “ท่านก็รู้ดีตอนนี้หัวเมืองใหญ่น่ะ เกิดสงครามอยู่ใครจะมาช่วยเรา”
“ดูโน้น” มีชาวบ้านคนหนึ่งตะโกนพร้อมกับชี้ไปด้านหลัง ควายของชาวบ้านกำลังเดินกลับมา เจ้าของรีบเข้าไปหา
“ใครก็ตามที่ช่วยเหลือชาวบ้านครั้งนี้ ขอให้เจริญ ๆ นะ” ผู้ใหญ่บ้านยกมือไหว้ท่วมหัว ผู้ช่วยเหลือแอบมองอยู่ห่าง ๆ
อีกด้านหนึ่ง
คณะเดินทางออกมาจากอาศรมของศุภมิตร นักสิทธิ์น้อยถอยใจเฮือกใหญ่ เขาไม่ได้อยากจากที่นี่ไปเลย แต่ถ้าอยู่ต่อ ชีวิตของเขาก็คงจะไม่ปลอดภัย ทั้งที่เขาเองมาออกบวชเพื่อหาความสงบ แต่เมื่อเกิดสงครามแบบนี้ ความเดือดร้อนก็มาหาเขาจนได้
“ข้าขอโทษนะท่านศุภมิตร ที่ข้านำความเดือดร้อนมาให้” อาทิตย์พูดด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย ศุภมิตรหันมาแล้วพูดว่า
“ไม่เป็นไรหรอก ข้าเองก็น่าจะถึงเวลาออกเดินแล้ว” อาทิตย์ยกมือไหว้ศุภมิตร เขาหันไปเห็นชูเท็น โดจิที่กำลังดื่มเหล้าโดยมีอิบารากิโดจินั่งอยู่ข้าง ๆ เขาต้องมาฝากความหวังไว้กับอสูรสองตัวนี่งั้นเหรอ นี่มันเรื่องบ้าชัด ๆ
อรุณนภาเดินเข้าไปหาทั้งสอง เธอเพิ่งสังเกตว่าทั้งสองนั้นนอกจากมีเขาและชูเท็นโดจิก็มีตาเหมือนเสือแล้ว แทบจะไม่มีอะไรต่างจากมนุษย์มากนัก
“นี่จะมองอะไรนักหนาเนี่ย” อิบารากิโดจิพูดขึ้นมา เธอสะดุ้งโหย่งและบอกว่า “เราจะเดินทางกันแล้ว”
ขณะเดินทางไม่มีใครพูดอะไรกันเลย ทำให้บรรยากาศชวนให้อึดอัด ชูเท็นโดจิฮัมเพลงมาตลอดทาง ทำให้อรุณนภาเริ่มจะรู้สึกรำคาญ แต่อยู่ ๆ เขาก็หยุดฮัมเพลง แล้วหันไปทางอิบารากิโดจิ “เจ้าหิวมั้ย อิบารากิ”“นิดหน่อย สหายข้า แต่จะว่าไปนะเราก็ไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เข้ามาที่นี่แล้ว” ชูเท็นโดจิพยักหน้า อาทิตย์เลยออกความเห็นว่า“เราหาอะไรกินกันก่อนดีกว่ามั้ยขอรับ” ทุกคนเห็นด้วย อรุณนภาเอาเสบียงออกมาเป็นกล้วย ชูเท็น โดจิยกเหล้าขึ้นดื่มแล้วพูดว่า “นี่เป็นลิงกันหรือไง กินแต่กล้วยเนี่ย”“ท่านศุภมิตรเป็นนักบวชไม่กินเนื้อนะขอรับ” อาทิตย์บอก ชูเท็นโดจิส่ายหัวแล้วบอกว่า “พอดีข้าไม่ใช่นักบวชอยากกินก็กินไปคนเดียวเถอะ” ชูเท็นโดจิเดินไปในป่า โดยมีอิบารากิโดจิตามไปด้วย ทั้งสองหายไปพักใหญ่ ก็ได้ไก่ป่ามาสี่ตัว จัดการถอนขนและโยนให้สองพี่น้องคนละตัว และทั้งสองกำลังจะกิน อรุณนภารีบร้องห้าม“เฮ้ย ๆ จะทำอะไร”“ก็กินไง หรือเจ้าไม่หิว” อิบารากิโดจิบอก อรุณนภาทำหน้าเหมือนจะเป็นลม “นี่พวกเจ้าน่ะมาจากไหน ถึงกินอาหารแบบนี้ลง จะกินก็กินให้มันดี ๆ หน่อยสิ” พูดจบเธอก็แย่งไก่มาจากทั้งสอง ชูเท็นโดจิกับ อิบารากิโดจิมองหน้ากันท
ลายได้ฟังเรื่องราวของอรุณนภาแล้วก็รู้สึกเห็นใจ ยิ่งรู้ว่าสองพี่น้องเป็นเชื้อพระวงศ์ก็ทำความเคารพอย่างนอบน้อม ผิดกับสองอสูร“ข้าขอร่วมเดินทางไปกับท่านด้วยจะได้มั้ยขอรับ” เมื่อได้ยินเช่นนั้น อิบารากิโดจิก็รีบแย้ง“ไว้ใจมันได้หรือ” อรุณนภาหันมาพูดว่า “เขาก็มีสายเลือดของนรสิงห์ ยังไงก็เชื่อใจได้มากกว่าพวกเจ้าก็แล้วกัน” อิบารากิโดจิกำลังจะเถียงแต่ชูเท็นโดจิจับบ่าเขาเอาไว้“ไม่ต้องไปสนใจ เราแค่ต้องการให้พวกเขาพาไปหาเจ้าการอนเท่านั้น” อิบารากิโดจิพยักหน้ารับรู้ตลอดการเดินทาง ลายดูจะเข้ากับทุกคนได้ดีกว่าสองอสูรซะอีก ชูเท็นโดจิไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก เขายกเหล้าขึ้นดื่ม แต่กลับโวยวายขึ้นมา“เหล้าหมด !” อิบารากิโดจิได้ยินก็สะดุ้งโหย่ง “มีใครมีเหล้าติดตัวมาบ้างมั้ยเนี่ย” อรุณนภาทำหน้า งง ๆ แล้วตอบว่า“พวกเรากำลังหนี จะมีอารมณ์พกเหล้าได้ไง ส่วนท่านศุภมิตรเป็นนักสิทธิ์จะดื่มเหล้าได้ที่ไหนกัน” เมื่อได้ยินเช่นนั้นอิบารากิโดจิเลยต้องรีบไปบอกกับชูเท็นโดจิว่า“ใจเย็น ๆ ก่อนนะสหายข้า เดี๋ยวถึงเมืองคงมีเหล้าให้เจ้าดื่มแล้วล่ะ” ชูเท็นโดจิพยักหน้าแต่ก็มีท่าทางกระสับกระส่าย อาทิตย์เลยถามว่า“ท่านชูเท็นโดจิ ติ
“เพื่อนเจ้าคิดบ้าอะไรเนี่ย”“ก็สหายข้า อยากดื่มเหล้า จะไปว่าเขาได้ไงกัน” อิบารากิโดจิตอบหน้าตาเฉย อรุณนภาได้ยินก็โกรธจัด “นี่มันเรื่องเล่น ๆ หรือยังไง ถูกจับไปแบบนี้ จะช่วยออกมาไม่ใช่เรื่องง่ายแล้วนะ” อิบารากิโดจิกลับบอกว่า“เพื่อสหายข้า ไม่มีเรื่องไหนที่ข้าทำไม่ได้หรอก” อิบารากิโดจิพูดจบเขาก็แปลงร่างเป็นนกกาและบินไปทันที ชูเท็นโดจิรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา เขาถูกล่ามโซ่อย่างแน่นหนา และยังมีปลอกคอเหล็กสวมอยู่ เขาพยายามทำลายโซ่แต่ไม่เป็นผล เมื่อมองไปรอบตัว ที่นี่มีออร์คถูกขังอยู่มากมาย ทุกตัวถูกพันธนาการไม่ต่างอะไรจากเขาเลย เมื่อพยายามพ่นไฟปลอกคอเหล็กเปลี่ยนสีทำให้รู้สึกแสบร้อนเหมือนถูกไฟเผา พวกทหารเห็นแล้วก็หัวเราะเยาะ“โซ่เหล็กน้ำพี้ และปลอกคอเนี่ย แกทำลายไม่ได้หรอกโวย ไอ้อสูร พวกออร์คที่นี่ก็ฝีมือของเจ้าชายทั้งนั้นล่ะโวย”“ปล่อยข้า !” ชูเท็นโดจิโวยวาย แต่พวกทหารทำเป็นไม่ได้ยิน ชูเท็นโดจิกัดฟันด้วยความโกรธ เขาไม่เคยเสียท่าใครขนาดนี้มาก่อนเลย“อย่าให้ข้าออกไปได้นะ ไอ้หน้าอ่อน” เขาพูดด้วยความแค้นอิบารากิโดจิในร่างนกบินมาถึงเรือนจำ เขาพบว่าที่นี่มีกำแพงสูงแถมล้อมรั้วลวดหนามไว้อย่างแน่นหนา
“แย่แล้ว พวกออร์คบุก คุ้มกันที่นี่ให้แน่นหนา อย่าให้อะไรออกไปได้” หัวหน้ายามสั่ง“ต้องลงมือแล้วท่านศุภมิตร” อรุณนภาสะกิด ศุภมิตรเริ่มร่ายมนตร์ โซ่และปลอกคอที่ล่ามชูเท็นโดจิหลุดออก ประตูกรงเปิดเขารีบเดินออกมา“เฮ้ยทำอะไ...” พวกยามหันมาเห็นแต่เขายังไม่ทันได้พูดจบก็ถูกฆ่าโดยพวกออร์ค“ท่านปล่อยมันออกมาทำไม” อรุณนภาตกใจมาก ศุภมิตรหน้าเสีย “ขะ ข้า ตายล่ะ ข้าร่ายคาถากว้างเกินไปเลยทำให้ปล่อยทุกตัว” แม้จะมีออร์คตรงหน้าหลายตัว แต่ชูเท็นโดจิกลับมองหาอะไรบางอย่างอิบารากิโดจิเหมือนจะรู้ใจ ส่งน้ำเต้าใส่เหล้าใส่ ชูเท็นโดจิรีบยกเหล้ามาดื่ม แล้วพูดว่า“กำลังอยากจะหาอะไรเล่นพอดี” เขารวมพลังไปหมัดและชกเข้าที่ลำตัวของออร์คตัวหนึ่งมันกระเด็น และกระอักเลือดออกมา พวกที่เหลือกำลังจะลงมือแต่ จู่ ๆ ก็ล้มลงไป เลือดไหลอาบ“อิบารากิ ข้ายังไม่ทันได้สนุกจะรีบฆ่าพวกมันทำไม”“มันใช่เวลามั้ยเนี่ยรีบหนีเร็วเข้า” อรุณนภาตะโกนเสียงดังสั่น แต่ชูเท็นโดจิกลับบอกว่า “ข้าจะหาตัวไอ้หน้าอ่อนนั่นก่อน ! ” พูดจบชูเท็นโดจิก็รีบออกไปจากคุก ทุกคนรีบตามไปตอนนี้ในเมืองเกิดสงครามขึ้นแล้ว พวกออร์คนำกำลังมาบุกเมืองอินทราเทพ บ้านเมืองที่
“จับงูต้องจับที่คอ” เขาพุ่งไปจับคอของงูที่หาง แต่มีแขนเดียวเขา พละกำลังจึงตกไปแยอะ จึงเปลี่ยนวิธีเป็นพ่นไฟใส่หัวงูที่หางแทน มันร้องและวิ่งพล่านด้วยความเจ็บปวด ชูเท็นโดจิหยิบหินขึ้นมาก้อนหนึ่งและขว้างออกไปเต็มแรง หินทะลุหัวของมันตายคาที่ หลังสังหารคิไมร่าได้เขาก็ยกเหล้าขึ้นดื่มพวกออร์คเมื่อผู้นำตาย พวกมันก็ขวัญเสียถูกทหารฝ่ายอินทรเทพจับกุมและสังหารไปหลายตน และตอนนี้เหล่าทหารก็มียืนล้อมชูเท็นโดจิเอาไว้“สหายข้า” อิบารากิโดจิ รีบยืนคุ้มกันโดยมี อรุณนภาตามมาด้วย“ถอยไป !” เสียงของอมเรศวรดังขึ้นมาเหล่าทหารรีบถอยชูเท็นโดจิยกเหล้าขึ้นดื่ม เขามองไปที่ อมเรศวร เขาอยากจะต่อสู้ให้รู้แพ้รู้ชนะ แต่ว่าตอนนี้แขนเจ็บเลือดไหลอาบ ขืนสู้กันไปก็เสียเปรียบแน่ อมเรศวรเองก็เสียพลังไปมากเขาไม่อยากต่อสู้กับชูเท็นโดจิ บังเอิญว่าเขาเห็นศุภมิตรอยู่ในกลุ่มคนด้วย เลยพูดขึ้นมา “ข้าจะทำทานกับท่านนักสิทธิ์น้อย โดยการปล่อยมันไป”ทุกคนได้ยินก็ตกใจกับคำประกาศของเจ้าชาย จะแย้งก็นึกขึ้นมาได้หากไปขัดใจนักสิทธ์อาจเจอคำสาปได้ ศุภมิตรรีบตัดบททันที “นมัสเต ข้าขอรับไว้”ชูเท็นโดจิกำลังเถียง แต่อรุณนภาบอกว่า
“เดินไปตามถนนเลยครับ จะเจอบ้านเรือนไม้หลังใหญ่ มีปีศาจหน้าวัวกับหน้าหมูยืนอยู่ที่นั่นล่ะครับ”“ขอบคุณมาก ขออวยพรทุกท่านให้พบเจอแต่สิ่งดี ๆ” พูดจบศุภมิตรก็เดินนำไป อรุณนภารีบพูดว่า“ตามท่านศุภมิตรไปสิ”หลังจากนั้น อรุณนภา อาทิตย์ ลาย เดินตามไปทันที ชูเท็นโดจิกับอิบารากิโดจิมองหน้ากัน แล้วยักไหล่ ก่อนจะเดินตามไป“พวกท่านเนี่ย จะพูดจะจาอะไรให้มันดี ๆ หน่อยสิ นี่อะไรแกว่งปากหาเท้าตลอด ข้าต้องโกหกอีกแล้ว” ศุภมิตรพูดอย่างไม่ค่อยพอใจนัก ชูเท็นโดจิไม่ได้ใส่ใจนักกลับยกเหล้าขึ้นดื่ม ศุภมิตรได้แต่ถอนใจ เมื่อมาถึงก็พบว่า เจ้าหน้าวัวกับหน้าหมูกำลังกินอาหารอยู่ ทั้งคู่กินอาหารอย่างตะกละตะกลาม เหมือนตายอดตายอยากมาเป็นปี เมื่อเห็นคณะเดินทาง เจ้าหน้าหมูก็ลุกขึ้นเดินอุ้ยอายมาหา“ท่านการอนไม่รับแขกแล้ว” ชูเท็นโดจิยกเหล้าขึ้นดื่มและออกหมัดชกเข้าที่พุงของอีกฝ่าย เต็ม ๆ มันรู้สึกเหมือนกับโดนซุงท่อนใหญ่กระแทก ถึงกับอาเจียนออกมา“เฮ้ย ! แกทำอะไรวะ” เจ้าหน้าวัววิ่งมาและชนร่างของชูเท็นโดจิถอยไปหลายก้าว พละกำลังของเจ้าหน้าวัว ไม่ได้มีมากมายอะไรสำหรับชูเท็นโดจิมันแค่คัน ๆ มันวิ่งมาชนอีก ชูเท็นโดจิออกหมัดชกไปท
เมืองกระบี่ศรี เมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่บนภูเขาที่เรียกว่า เขาผลไม้ เป็นเมืองแห่งวานร ซึ่งเหล่าวานรเชื่อว่าตนเอง สืบเชื้อสายมาจากวานรจากเมืองขีดขิน จึงมีรูปร่างหน้าตาผิดกับลิงจากที่อื่น ๆ เหล่าวานรมีรูปร่างสูงใหญ่ มีความฉลาดเทียบเท่ามนุษย์แถมหลายตนก็มีพลังพิเศษจากสายธาตุลม มีการจัดระบบสังคมเหมือนกับมนุษย์ไม่มีผิด แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ไม่ชอบสงคราม ชอบเล่นสนุกซะมากกว่าเลยทำให้เป็นมิตรกับเหล่ามนุษย์พอสมควร แรก ๆ นั้นวานรเหล่านี้เคยบุกเข้าไปแย่งอาหารจากเหล่ามนุษย์บ่อย ๆ ชาวบ้านจึงแก้ปัญหาด้วยการปลูกไม้ผล ไว้บนเขาจำนวนมากพอจนเหล่าวานรไม่มารบกวนอีก คณะเดินทางมาถึงหมู่บ้านที่ตีนเขาผลไม้ หลังจากที่ศุภมิตรไปสอบถาม เรื่องเส้นทางจากชาวบ้านก็ได้ข้อมูลดังกล่าวมา“พวกเขาบอกว่าผ่านป่าก็ไม่น่าจะมีอะไรน่าห่วงเพราะพวกวานรไม่ทำร้ายใคร” ศุภมิตรบอกกับทุกคนคณะเดินทางเดินทางเข้าไปในป่าผลไม้ ที่นี่ผลไม้มากกมายหลายชนิด จนเรียกได้อุดมสมบูรณ์มากกลิ่นผลไม้หลายชนิดตลบอบอวนไปทั่วชวนให้น้ำลายสอ จนศุภมิตรคิดว่า เขาน่าจะมาบำเพ็ญที่นี่หลังจากเสร็จสงครามแล้ว เดินทางมาพักใหญ่ทุกคนตัดสินใจหยุดพัก “คร
“สหายข้า ระวัง !” อิบารากิโดจิตะโกนบอกแต่ช้าไปแล้วท่อนไม้นั้นฟาดเข้าที่หัวของชูเท็นโดจิ เต็ม ๆ ทำให้ชูเท็นโดจิถึงเซ มารุตกำลังจะโจมตีซ้ำแต่พวกวานรส่งเสียงเรียกเขา ให้หันไปดู ก็พบมีวานรตัวหนึ่งอุ้มลูกวานรมาก เขาบาดเจ็บไม่น้อยเลย มารุตเห็นดังนั้นก็ร้องสั่งทันที “รีบกลับไปที่เมืองเร็ว” เมื่อได้ยินเช่นนั้นเหล่าวานรก็รีบเคลื่อนพลทันที อาทิตย์รวบรวมความกล้าเดินไปหามารุต “ข้า...เป็น...หมอ”เมื่อมารุตได้ยินเช่นนั้นเขาจึงรีบบอกว่า“งั้นช่วยรักษาพวกเขาด้วย”มารุตตามเหล่าวานรไป อาทิตย์รีบดูอาการของวานรทั้งสอง โดยมีศุภมิตรคอยช่วย ชูเท็นโดจิที่เพิ่งหายมึนเห็นมารุต กำลังจะกลับเข้าเมือง เลยตะโกนเสียงดังว่า“แกจะไปไหน !” ชูเท็นโดจิวิ่งตามไปด้วยความโกรธ อิบารากิโดจิรีบตามไป ส่วนลายอยู่คุ้มกันคนที่เหลือที่เมืองกระบี่ศรี หากใครมาเห็นคงจะต้องแปลกใจว่า พวกวานรสร้างเมืองได้ขนาดนี้เชียวหรือ มันแทบไม่ต่างจากเมืองใหญ่ของพวกมนุษย์เลย ตอนนี้เหล่าวานรกำลังต่อสู้สัตว์ประหลาด มันมีร่างกายท่อนล่างเป็นงู ท่อนบนเป็นมนุษย์และมีหัวเป็นงู พร้อมด้วยอาวุธครอบมือ กำลังโจมตีเมืองกระบี่ศรี เนื่องจากนักรบส่วนใหญ่ของเมือ
“จะกลัวไปทำไม ก็ข้ามีเจ้าอยู่ด้วยนี่ อิบารากิ”“อิบารากิ เจ้าคือสหายรักของข้า” ช่วงเวลาเหล่านั้นมันเคยทำให้เขามีความสุขอย่างที่สุด แต่มันกลายเป็นความเจ็บปวดทรมาณ ในยามนี้เขาทำได้เพียงแค่ร้องไห้เท่านั้น หากใครมาเห็นเขา คงได้แต่คิดว่า นี่หรือคือ อสูรร้ายที่สังหารคนมาเป็นร้อย ๆ แต่ในเวลานี้กลับกลายเป็นเพียงคนใจสลายคนหนึ่งเท่านั้น น้ำตาไหลปนกับเลือดที่นองหน้า กลายเป็นสีเลือดไปแล้ว หลังจากอิบารากิโดจิไปแล้ว ชูเท็นโดจิก็เอาแต่นั่งซึมทำอะไรไม่ถูก เลยทำได้แค่ดื่มเหล้าเรื่อย ๆ จริงอยู่อาจจะโกรธที่อิบารากิโดจิคิดแบบนี้ แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่า เขากับอิบารากิโดจิมีความผูกพันธ์กันมากจนแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาจะไล่อิบารากิโดจิไปให้พ้น ๆ หน้า และก็ไม่อยากเชื่อเลยเพื่อนรักจะคิดทำร้ายคนที่เขารัก ลาย ศุภมิตร เพิ่งได้รู้เรื่องราวจากทั้งหมดจากอรุณนภา ก็ถอนใจยาว“เจ้าควรไปอยู่ใกล้ ๆ เขานะ” ลายพูด อรุณนภาทำหน้าไม่ถูก “แต่...”“เขาเพิ่งจะเสียเพื่อนรักไปนะ ” ลายพูด อรุณนภาเดินเข้าไปหา อาทิตย์มองหน้าของลาย เขาเองก็เศร้าไม่แพ้กัน ชูเท็นโดจิยังมีอรุณนภา แต่ลายเหมือนไม่มีใครเลย ศุภมิตรกับอาทิตย์เลยชวนลายไปช่
“คือ ข้าไม่รู้ จะเริ่มต้นยังไงดี” อรุณนภาพูด้วยความรู้สึกอึดอัด แต่อิบารากิโดจิยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย หากแต่แววตายังเต็มไปด้วยโทสะ อรุณนภาถอนใจเฮือกใหญ่ก่อนจะพูดว่า“ข้ารู้ว่าเจ้าคิดอะไรอยู่”“เจ้ารู้ แล้วทำไมปล่อยให้เกิดขึ้น” อิบารากิโดจิพูดน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยโทสะ จนทำให้เธอรู้สึกขนลุก“ข้าไม่อยากทำลายมิตรภาพของเจ้าเลยนะ” อรุณนภาพูดเสียงสั่น อิบารากิโดจิเลิกคิ้วด้วยความสงสัย“นี่เจ้าพูดอะไรเนี่ย”“จะให้พูดออกมาเหรอ ข้าเป็นหญิงนะ ข้าไม่อยากเห็นพวกเจ้าทะเลาะกันเพราะ...มาแย่งข้า”“เจ้าพูดอะไร ใครแย่งเจ้ากัน เจ้าต่างหากที่มาแย่ง สหายข้าไปจากข้า” อิบารากิโดจิพูดชัดเจนทุกคำ“เจ้าว่าไงนะ” อรุณนภาแทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน“หูแตกหรือไง ชูเท็นเป็นของข้า เจ้าไม่มีสิทธิ์มาแย่งเขาไปจากข้า” อิบารากิโดจิพูด อรุณนภางงไปหมดแล้ว“ทำไมเจ้าถึงมาทำดีกับข้า”“ถ้าเป็นตอนไปหายา หากไม่มีเจ้ากลับไปด้วย น้องเจ้าอาจไม่ยอมรักษาสหายข้า ตอนที่เจ้าเมาข้าไม่อยากให้ชูเท็นแตะตัวเจ้า เขาเป็นของข้า เจ้าไม่มีสิทธิ์เอาหน้าสวย ๆ ของเจ้ามาล่อลวงเขา” ได้ยินเช่นนี้ อรุณนภารู้สึกเหมือนกับใครเอาน้ำเย็นสาดเธอ ทำให้
“รีบลุกขึ้นเลย” อิบารากิโดจิพูด“ขะ ข้า ชะ ช่วย คะ ใครไม่ได้เลย” ศุภมิตรพูดด้วยความลำบากยากเย็น“แล้วมานั่งอยู่นี่ มันดีกว่ากันตรงไหนวะ อรุณนภาอยู่ไหน” ชูเท็นโดจิตวาดใส่ ศุภมิตรรีบตอบว่า“อยู่ที่โรงรักษาขอรับ” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชูเท็นโดจิก็รีบวิ่งไปทันทีอรุณนภายืนคุ้มเชิง พวกออร์คที่กำลังจะบุกเข้าไปที่โรงรักษา ตอนนี้อาทิตย์พยายามรักษาคนเจ็บให้มากที่สุด ด้วยจำนวนคนเจ็บมากมายทำให้เขาเริ่มอ่อนแรง อรุณนภาเองก็กำลังจะต้านไม่ไหวแล้ว ชูเท็นโดจิมาถึงเขารีบซัดหินใส่พวกออร์คทำให้มันล้มตายไป“มานี่เร็ว” ชูเท็นโดจิรีบตะโกนเรียก“อาทิตย์ยังอยู่ข้างในนั้น” อรุณนภาพูด ชูเท็นโดจิอึ้งไป อิบารากิโดจิจึงรีบอกว่า “เจ้าพานางหนีไปก่อน เดี๋ยวข้าจะเอาอาทิตย์ออกมาเอง”อิบารากิโดจิกับลายเข้าไปโรงรักษา เห็นอาทิตย์กำลังใช้พลังรักษาคนจำนวนมาก จนเขาเริ่มอ่อนแรงแล้ว “หยุดได้แล้ว !” อิบารากิโดจิตะโกนเสียงดัง“แต่...ยัง...มี...คน...เจ็บ...อยู่...นะ...ขอ...รับ” อาทิตย์พูดเหมือนกับว่าการพูดแต่ละคำเป็นเรื่องที่ลำบากยากเย็นมาก“ตอนนี้เจ้านะหายใจยังลำบากเลย หนีก่อนเถอะ พวกเจ้าน่ะ ใครพอจะพาคนเจ็บหนีได้ก็ช่วยกันเร็ว” อ
การอนสยบสามทหารเสือให้เวลาเพื่อชั่วพริบตา ทั้งสามรีบลุกขึ้นมา และเรียกอาวุธออกมาเป็นเขนคู่ทั้งสามคน ขุนสมานที่มือเจ็บ เขาเห็นว่าปล่อยไว้ไม่ดีแน่จึงคิดจะจบการต่อสู้โดยเร็ว เมื่อเห็นช่องว่างก็รีบเข้าไปโจมตีทันที ซึ่งเป็นการคิดผิดอย่างมหัน การอนใช้ฝ่ามือแทงร่างของขุนสมานทะลุ หนึ่งในสามทหารเสือสิ้นชื่อแล้ว“ท่านขุน ! แก !” ขุนเดโชกับขุนเรืองพูดพร้อมกันและเข้าไปโจมตี แต่การอนยิงลำแสงออกมาจากฝ่ามือสังหารทั้งสองในพริบตา เมื่อเป็นเช่นนี้พระเจ้าพรหมทัตจึงสั่งเคลื่อนพลทันที เพื่อแก้แค้นให้สามทหารเสือ ทหารทั้งสองฝ่ายเข้าต่อสู้กัน เสียงอาวุธกระทบกันดังสนั่น ชูเท็นโดจิไม่สนใจอย่างอื่นนอกจากการอน เขาซัดหินใส่พวกออร์คทุกตัวที่ขวางทางเขา ไดเห็นชูเท็นโดจิแล้วก็พูดว่า“ยังไม่ตายอีกเหรอ” ไดดึงดาบออกมาจากหลังและขว้างไป ตาที่ดาบลืมขึ้นและพุ่งเข้าหาชูเท็นโดจิทันที แต่อิบารากิโดจิมาปัดดาบทิ้ง“พวกแกนี่อึดยังกะแมลงสาบเลยนะ แต่ยังไงก็ต้องโดนข้าบี้อยู่ดีนั้นล่ะ” ไดวาดมือไปมา ดาบบินกลับมา อิบารากิโดจิต่อสู้กับดาบทันที ชูเท็นโดจิใช้จังหวะนี้ รีบเข้าไปหาการอน ไดกำลังจะใช้ดาบอีกเล่ม“เดี๋ยวก่อนได ปล่อยมันเข้ามา” เ
“ขอต้อนรับทุกท่านสู่กองทัพแห่งเมืองพรพรหม บ้านเมืองของเราได้รับพรจากพระพรหมให้ อุดมสมบูรณ์และสงบร่มเย็นมาช้านาน แต่ในเพลานี้ มีพวกปีศาจร้ายจ้องจะทำลายพวกเรา แม้พวกเราจะรักสงบแต่ไม่ยอมให้ใครมารุกรานเราง่าย ๆ แน่ ทหารเอ๋ย จงอย่าสู้เพื่อกษัตริย์ แต่จงสู้เพื่อ ลูก เมีย บ้านเมือง และวันพรุ่งนี้ที่สงบสุข” เมื่อสิ้นคำประกาศทุกคนก็เอ่ยขึ้นพร้อมกันว่า“เพื่อ พรพรหม”ทั้งสามได้เจอกับศุภมิตร อาทิตย์ และอรุณนภาก็ทราบว่า ศุภมิตรได้ไปร่วมกับเหล่าฤาษีในเมืองนี้ ส่วนอาทิตย์กับอรุณนภานั้น ได้เข้าร่วมกับพวกหมอในเมืองหลังนั้นการฝึกก็เริ่มต้นขึ้น สิ่งแรกคือการวิ่งขึ้นเขาสูง สำหรับชูเท็นโดจิแล้วมันง่ายเขาเลยพูดว่า“นึกว่าจะทำให้ทำอะไรที่มันยากกว่านี้ซะอีก” ขุนสมานพอได้ยินเช่นนั้นก็เลยบอกว่า “คิดว่าข้าจะให้แค่วิ่งเหรอ” กระสอบจำนวนมากถูกขนมาก“เจ้าต้องแบกนี่ไปด้วย” ขุนสมานประกาศ น้ำหนักของกระสอบนั้นพอ ๆ กับผู้ชายตัวใหญ่ ๆ เลย ทำให้หลายคนแทบจะก้าวขาไม่ออก น้ำหนักของกระสอบทำให้ความเร็วในการวิ่งของอิบารากิโดจิตกลงไปแยอะ เพราะเขาไม่ได้แข็งแรงเท่า ชูเท็นโดจิที่เดินตัวปลิวเหมือนไม่ได้แบกอะไรเลย“อิบารากิ ทำไมเจ
คณะเดินทางออกเดินอีกครั้ง คราวนี้ทุกคนแทบไม่พูดอะไรกัน แม้แต่ชูเท็นโดจิกับอิบารากิโดจิก็ไม่พูดจากัน ทำให้อรุณนภารู้สึกอึดอัดมากขึ้นเรื่อย ๆ มาถึงเมืองหนึ่งเป็นเมืองใหญ่มีกำแพงสูงและกว้างสุดลูกหูลูกตา ที่ประตูเมืองมีป้ายชื่อ เมืองว่า เมืองพรพรหม มีประกาศติดไว้ที่กำแพงเมือง“ ประกาศจากพระเจ้าพรหมทัต ในยามนี้มีศึกสงครามเกิดขึ้น และได้รับข่าวที่น่าเชื่อถือว่า การอนจะนำทัพมาบุกเมืองของเรา จึงต้องการทหารเพิ่มอีกจำนวนมาก ใครสนใจทดสอบฝีมือเพื่อร่วมกองทัพเชิญที่ลานประลองได้” ชูเท็นโดจิดูจะสนใจประกาศนี้มาก เขาหันไปหาอิบารากิโดจิแล้วถามว่า“เจ้าเอาด้วยมั้ย อิบารากิ”“ถ้าเจ้าไปสมัคร ข้าก็เอาด้วยสหายข้า” อิบารากิโดจิตอบ ในที่สุดทั้งสองก็พูดกันแล้ว แต่อรุณนภารีบแย้งขึ้นมา“เดี๋ยว พวกเจ้าจะไปสมัครเป็นทหารเหรอ”“ก็ใช่นะสิ มีปัญหาเหรอ” ชูเท็นโดจิตอบหน้าตาเฉย อรุณนภาทำคอย่นหลับตาปี๋ แล้วรีบพูดว่า“อย่าบ้านะ เจ้าเป็นทหารไม่ได้หรอก”“เฮ้ย ! พูดงี้ดูถูกพวกเราเหรอ !” อิบารากิโดจิพูดอย่างไม่พอใจนัก“เรื่องผีมือพวกเจ้าน่ะ ข้าไม่สงสัยหรอก แต่รู้มั้ยว่าทหารต้องมีอะไรบ้าง” อรุณนภาถาม“ก็แค่สังหารข้า
ชูเท็นโดจิเอาหัวโขกหัวของทูร่าเต็มแรง ให้มันต้องปล่อยมือ เขาเอาสองมือจับหัวและหักคอของมัน เสียงกระดูกหักดังลั่น แต่ทูร่ากระหน่ำหมัดใส่มันไม่หยุด ทุกคนตะลึง นายกองเมฆถึงกับตะโกนออกมาว่า“บ้าน่ามัน คอหักไปแล้วทำไมมันไม่ตาย”“หรือว่า สหายข้า นั่นไม่ใช่หัวมัน” อิบารากิโดจิตะโกนเสียงดังลั่น“ฉลาดนี่ แต่ใครรู้เรื่องนี้ มันต้องตาย” หน้าที่ท้องของมันส่งเสียงพูดออกมา ชูเท็นโดจิตั้งท่าเตรียมตัว แต่ทูร่ายืนเฉย ๆ และหัวเราะ“อะไรของแกวะ” ชูเท็นโดจิตะโกนถาม“คิดว่า ข้ารัดเจ้าเมื่อกี้เพราะอะไรล่ะ ไอ้โง่” ชูเท็นโดจิรู้สึกเหมือนมีอะไรวิ่งอยู่ในตัว มีหนอนโผล่ออกมาจากร่าง เขารู้สึกเจ็บปวดจนยืนไม่ไหว ทูร่าเดินมากระทืบเข้าไปที่กล่องดวงใจของชูเท็นโดจิ ความเจ็บปวดแผ่เข้ามา มันเป็นการหยามน้ำหน้าขั้นรุนแรง เขากัดฟันกรอด ๆ ด้วยโกรธแค้น แต่ก็ทำอะไรมันไม่ได้ เพราะตอนนี้แค่ยืนยังทำไม่ได้“อะไรคิดจะทำอะไรเหรอ ตอนนี้แกเป็นแค่อาหารหนอนเท่านั้น” มันพูดเย้ยและเอาเท้าเหยียบอกของชูเท็นโดจิเอาไว้ แต่จู่ ๆ มันก็กระโดดออกมา มันรู้สึกร้อนที่เท้าราวกับเหยียบไปบนถ่านร้อน ๆ ร่างของชูเท็นโดจิมีควันออกมา หนอนที่ไชตัวเขาระเบิด
แมงป่องยักษ์บุกเข้ามาในหมู่บ้าน ขนาดตัวมันพอ ๆ กับช้าง ไล่จับชาวบ้าน กินเป็นอาหาร ทุกย่างก้าวต้องมีมนุษย์เป็นเหยื่อของมัน นายกองเมฆนำกำลังทหารเข้าต่อสู้ กับเจ้าแมงป่อง ซึ่งเปลือกของมันหนามากทำให้อาวุธเจาะไม่เข้า มันเอาหางแทงทหารตายไปหลายคน ชูเท็นโดจิ อิบารากิโดจิ ลาย อรุณนภา มาถึง เห็น เจ้าแมงป่องยักษ์ ชูเท็นโดจิชัดหินใส่ แม้จะทะลุเปลือกของมันได้ แต่ว่า ด้วยขนาดตัวของมันทำให้เกิดบาดแผลเล็ก ๆ เท่านั้น เขานึกถึงดาบของอรุณนภา แต่ว่าตอนนี้เธอยังต่อสู้ไม่ได้ เนื่องจากอาการเมาค้าง เขาเห็นหอกที่เหล่าทหารกำลังซัดใส่เจ้าแมงป่องยักษ์จึงวิ่งไปหยิบมาเล่มหนึ่ง และขว้างออกไป หอกทะลุก้ามมันข้างหนึ่ง คราวนี้ทำให้เจ้าแมงป่องหันมาเล่นงานเขา ชูเท็นโดจิรีบเอาหอกมาพ่นไฟใส่แต่ว่า ไฟของเขาร้อนเกินไปหอกละลาย ทำให้ต้องรีบหลบ มันไล่ตามชูเท็นโดจิอย่างไม่ลดละเขาทำได้แค่วิ่งหนี อิบารากิโดจิเห็นเพื่อนรักลำบากแบบนี้เขาคิดจะเข้าไปช่วย แต่ว่าการโจมตีของเขาไม่มีทางทำอะไรเจ้าแมงป่องยักษ์นี่ได้ เขานึกถึงดาบของอรุณนภาจึงหันไปหานางแล้วพูดว่า“เจ้าต่อสู้ได้หรือยัง”“ไม่ได้ก็ต้องได้แล้วแล้วล่ะ” อรุณนภาตอบ“
“ยังจะถามอีกแล้วเหรอ แล้วเจ้าคิดบ้าอะไรอยู่ !”“ข้าจะล่อมันไปไกล ๆ แล้วค่อยสังหารมัน”“แล้วจะทำไง” อิบารากิโดจิถาม ลายนิ่งคิดแล้วตอบไปว่า “ข้ายังไม่ได้คิด”อิบารากิโดจิไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ฝูงตั๊กแตนยังตามมาเรื่อย ๆ เขาเลยตัดสินใจ “จำไว้นะ ว่าแกเป็นหนี้ข้า !” อิบารากิโดจิ แปลงร่างเป็นนกยักษ์ เข้าไปต่อสู้กับกองทัพตั๊กแตน พออยู่ในร่างนี้เขาก็สังหารตั๊กแตน ไปหลายตัว ลายเห็นดังนั้นเลยแปลงร่างเป็นนกยักษ์ตาม เขาทำได้สำเร็จแต่ก็ยังมีลายเสืออยู่ แต่เจ้าตัวใหญ่ไม่ระคลายผิวมันเลยชูเท็นโดจิกับอรุณนภาตามมาทัน เขามองไปที่ร่างของเจ้าตั๊กแตนยักษ์“อรุณนภา ข้าจะเหวี่ยงเจ้าขึ้นไป ฟันมันให้ได้สักแผลนะ” ชูเท็นโดจิพูด อรุณหน้าทำหน้าตกใจแล้วถามว่า“อะไรนะ !” แต่ยังไม่ทันไร เขาก็เหวี่ยงร่างของอรุณนภาลอยขึ้นฟ้าไป เธอลงมาบนหลังของตั๊กแตนตัวเท่าม้าเทศ มันพยายามสลัดเธอให้หลุด อรุณนภาแทงดาบเข้าไปที่หลังของมัน เจ้าตั๊กแตนสลัดเธอหลุดจากหลังพร้อมกับดาบ ทำให้มีแผลลึกเข้าแผนของชูเท็นโดจิ เขากระโดดขึ้นไปขี่หลังของเจ้าตั๊กแตนยักษ์ มันพยายามสลัดเขาให้หลุด แต่ชูเท็นโดจิเอาขาหนีบเอาไว้แน่นและพ่นไฟเข้า